WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 6, 2008

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

ที่มา ประชาทรรศน์

บทบรรณาธิการ

เนื่องในมหาวโรกาสยิ่งใหญ่ วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวียนมาบรรจบครบอีกวาระหนึ่ง ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายพระพร ขอพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นร่มบรมโพธิสมภารให้กับอาณาประชาราษฎรไทย ตลอดกาลนานเทอญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์

ปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยาม” ดังกึกก้องกัปนาท ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในจิตใจคนไทย 63 ล้านคน เป็นแม่นมั่นในการที่จะสนองพระราชประสงค์ขององค์พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ
“ธรรม” สำหรับพระราชา ซึ่งเป็นแบบแผนในการปกครอง

ทศพิธราชธรรม มีดังนี้ 1.การให้ 2.การบริจาค 3.ความประพฤติดีงาม 4.ความซื่อตรง 5. ความอ่อนโยน 6.ความทรงเดช 7.ความไม่โกรธ 8.ความไม่เบียดเบียน 9.ความอดทน 10.ความไม่คลาดเคลื่อนในธรรม

จักรวรรดิวัตร 12 คือธรรมอันเป็นพระราชจริยานุวัตร ทรงถือและอาศัยธรรมข้อนี้เป็นหลักสำหรับการปกครองประเทศ ดังนี้ 1.ควรอนุเคราะห์คนในราชสำนักและคนภายนอกให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย 2.ควรผูกไมตรีกับประเทศอื่น 3.ควรอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ 4.ควรเกื้อกูลพราหมณ์ คหบดี และคฤบดีชน คือเกื้อกูลพราหมณ์และผู้ที่อยู่ในเมือง 5.ควรอนุเคราะห์ประชาชนที่อยู่ในชนบท 6.ควรอนุเคราะห์สมณพรามณ์ผู้มีศีล 7.ควรจักรักษาฝูงเนื้อ นก และสัตว์ทั้งหลายมิให้สูญพันธ์ 8.ควรห้ามชนทั้งหลายมิให้ประพฤติผิดธรรม และชักนำด้วยตัวอย่างให้อยู่ในกุศลสุตจริต 9.ควรเลี้ยงดูคนจน เพื่อมิให้ประกอบการทุจริตและอกุศลต่อสังคม 10.ควรเข้าใกล้สมณพราหมณ์เพื่อศึกษาบุญและบาป กุศล และอกุศลให้แจ่มชัด 11.ควรห้ามจิตมิให้ต้องการไปในที่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ควรเสด็จ 12.ควรระงับความโลภมิให้ปรารถนาในลาภที่พระมหากษัตริย์มิควรจะได้

และ ราชสังคหวัตถุ 4 คือ พระราชจริยานุวัตรอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวนำใจประชาชน สำหรับเป็นแนวทางในการวางนโยบายปกครองบ้านเมือง ดังนี้ ทรงพระปรีชาในการบำรุงธัญญาหารให้บริบูรณ์ ทรงพระปรีชาในการสงเคราะห์บุรุษที่ประพฤติดี ทรงพระปรีชาในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร และการตรัสพระวาจาที่อ่อนหวานแก่ชนทุกชั้นโดยควรแก่ฐานะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง ดังปรากฏ ตลอดห้วงเวลาในการเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติภายใต้นปพดลมหาเศวตรฉัตรแห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงครองตนในธรรมแห่งพระราชา ทำให้ไพร่ฟ้าประชาชนได้รับอาณาบารมีแผ่ไพศาล ราษฎรไทยทั้ง 63 ล้านคน อยู่ดีมีสุขตามอัตภาพ ประเทศไทยมีความเจริญพัฒนาก้าวหน้าตามนานาอารยประเทศ

ดังนั้นใครก็ตามที่แอบอ้างหรือผูกขาดความจงรักภักดีในพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์เจ้า เพียงฝ่ายเดียว มุ่งหวัง แบ่งแยก แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย จนทำให้ประเทศชาติมีความแตกแยกในทุกมิติ ทั้งทางกว้างและทางลึก เพียงมุ่งผลประโยชน์ทางการเมือง เฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ในดวงใจของราษฎรไทยทั้ง 63 ล้านคน จักสักการะเทิดทูน และประชาชนคนไทยทั้ง 63 ล้านคนพร้อมจักสละชีวิตเป็นราชพลี…ดังนั้นใครก็ตามอย่าได้แม้แต่คิดนำสถาบันเบื้องสูง ไปแอบอ้างทางการเมือง ผูกขาด แบ่งแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอีกต่อไป...

ชี้ชัด"ปู่ชัย"ไม่มีหน้าที่ขอเปิดสภาเลือกนายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

วันนี้ (5 ธ.ค.) นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดรักษาการมีมติให้ถอนร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 8-9 ธ.ค.ที่จะพิจารณาวาระเกี่ยวกับข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจที่จะใช้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งเลื่อนไปจัดในเดือน มี.ค.ปีหน้าว่า เมื่อ ครม.มีมติดังกล่าวในวันที่ 8-9 ธ.ค. ก็จะไม่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หรือการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ไปด้วย

ส่วนที่ ครม.ระบุว่าการกำหนดวันเลือก ส.ส.ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น นายพิทูร กล่าวว่า เมื่อไม่มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภาสมัยสามัญแล้ว ในกระบวนการเรียกประชุมไม่ใช่หน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เริ่ม แต่สามารถทำได้ 2 วิธี คือ ครม.ขอให้ทรงมีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมใหม่ และสมาชิกของทั้งสองสภา รวมกัน หรือ ส.ส.เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ตามรัฐธรรมูญ มาตรา 129 เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได้ ทราบว่าขณะนี้ประธานวิปรัฐบาลกำลังให้สมาชิกเข้าชื่อกันอยู่

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ณ ปัจจุบันว่า มี ส.ส.อยู่ทั้งหมด 447 คน แบ่งเป็น พรรคพลังประชาชน 218 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 คน พรรคชาติไทย 15 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 คน พรรครววมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน และพรรคประชาราช 5 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มี 165 เสียงเท่าเดิม

"สำหรับพรรคพลังประชาชนที่เหลือ ส.ส. 218 คนนั้น เนื่องจาก นายวีระพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชาชน ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2550 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 ขณะที่ความผิดที่เกิดขึ้นของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในคดีทุจริตเลือกตั้ง มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 28 ต.ค. 2550 ที่เป็นวันตรวจพบการกระทำความผิด ทำให้ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนลดลงจากเดิม 1 เสียง จาก 219 คน เหลือ 218 คน และส่งผลให้เสียง ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลรักษาการเหลืออยู่ 282 คน อย่างไรก็ดี มีส.ส.ที่ถูกพักงานอยู่ 9 คน ทำให้เหลือยอด ส.ส.ที่สามารถทำงานได้อยู่ทั้งสิ้น 438 คน" นายพิทูร กล่าว

'จงรัก'จี้'ม็อบชั่วมือฉก'คืนทรัพย์สินในทำเนียบฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงทรัพย์สินของทางราชการ และส่วนตัวภายในทำเนียบรัฐบาล ที่ได้สูญหายไประหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ตำรวจนครบาล 1 นำนักประดาน้ำงมหาอาวุธภายในคลองผดุงกรุงเกษม เพราะอาจมีการทำลายหลักฐาน พร้อมส่งสายสืบไปหาเบาะแสตามร้านรับซื้อของเก่า ว่ามีคนกลางนำมาจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งจะมีความผิดฐานเข้าข่ายลักทรัพย์

พร้อมทั้งขอความร่วมมือ ผู้ที่มีอยู่ในครอบครอง ขอให้นำมาคืนที่ สน.ดุสิต ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ต้องดูที่เจตนา ซึ่งรัฐบาลจะไม่เอาผิดก็ไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมาย สำหรับข้าราชการที่ทรัพย์สินสูญหาย สามารถแจ้งความได้ที่ สน.ดุสิต

เลื่อนประชุมอาเซียน'นายกฯสิงคโปร์'ซัดการเมืองไทยดิ่งเหว!

ที่มา ประชาทรรศน์

นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ กล่าวถึงการเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ถือเป็นการก้าวถอยหลังของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง 10 ชาติสมาชิกอาเซียนจะต้องไม่ถูกขัดขวางจากปัญหาการเมืองในชาติสมาชิก และการเลื่อนการประชุมสุดยอดนับเป็นการก้าวถอยหลัง เพราะความร่วมมือภายในอาเซียนเป็นสิ่งสำคัญต่อทุกชาติสมาชิก และจะต้องเดินหน้าต่อไปโดยไม่คำนึงถึงปัญหาทางการเมืองในแต่ละชาติสมาชิกแต่อย่างใด

นายลี ยังได้ย้ำทัศนะของสิงคโปร์ที่ว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนไม่ควรจะเลื่อนออกไปนาน เนื่องจากปัญหาวิกฤตการเงินโลกกำลังส่งผลกระทบต่อทุกชาติสมาชิก สิงคโปร์เสนอให้จัดการประชุมสุดยอดในเดือนมกราคม และว่า อาเซียนควรพิจารณาจัดการประชุมที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย โดยมีไทยเป็นประธานการประชุม นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังมองปัญหาการเมืองไทยเป็นเรื่องความแตกแยกในสังคมที่ยากจะเยียวยา

แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่1'ในหลวง'ทรงเจ็บพระศอ

ที่มา ประชาทรรศน์

สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 พระอาการประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจ็บพระศอ ไข้สูงแต่ไม่พบเชื้อในเสมหะ ทรงเสวยอาหารเหลวได้

แถลงการณ์พระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรฉบับ ที่ 1

เมื่อค่ำวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระอาการเจ็บภายในพระศอลงไปถึงหลอดพระกระยาหารส่วนต้น ทำให้ทรงเจ็บเวลาทรงกลืนพระกระยาหาร มีพระปรอท(ไข้) สูงเล็กน้อย แพทย์ได้ถวายตรวจพระวรกาย พบการอักเสบของพระศอบริเวณด้านหลังช่องพระโอษฐ์ และได้ถวายตรวจพระโลหิต และถวายพระโอสถรักษา

ต่อมาในวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2551 หลังจากตื่นพระบรรทม มีพระอาการเจ็บพระศอมากขึ้น จนไม่ทรงสามารถเสวยพระกระยาหาร และพระโอสถได้ แพทย์จึงได้ถวายน้ำเกลือและน้ำตาลทดแทน ตลอดจนถวายพระโอสถปฏิชีวนะผ่านทางหลอดพระโลหิตมีพระปรอทลดลงในช่วงกลางวัน แต่ในตอนค่ำกลับมีพระปรอทเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2551 พระปรอทลดลงในตอนเช้า และสูงขึ้นในตอนเย็น เสวยพระกระยาหารเหลวได้บ้างเล็กน้อย ผลการตรวจพระโลหิต เมื่อค่ำวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2551 บ่งว่ามีอาการอักเสบ ส่วนการเพาะเชื้อในพระโลหิต และพระเสมหะ ได้รับรายงานผลการตรวจในวันนี้ว่า ไม่พบเชื้อและแบคทีเรีย

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

'หญิงอ้อ'บินคุมเกมจัดตั้งรัฐบาล'เพื่อนเนวิน'ไม่หวั่นไหว!ลั่นยึดแนวทางสมานฉันท์

ที่มา ประชาทรรศน์

"นางพญา"รีเทิร์น เที่ยวบิน "ลับ-ลวง-พราง" จนสื่อเสื้อเหลืองปล่อยข่าวมั่ว สะพัด "ทักษิณ"ส่ง"คุณหญิงอ้อ"กล่อม"กลุ่มเพื่อนเนวิน"ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่คนใกล้ชิด"เนวิน"เผย"พจมาน"คัมแบ็คไม่กระทบการตัดสินใจของกลุ่ม ย้ำชัดยึดหลักรัฐบาลเพื่อความสมานฉันท์ภายในชาติเป็นที่ตั้ง

วันนี้ (5 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางจากเกาะฮ่องกงมาถึงประเทศไทย โดยสายการบินไทย เที่ยวบินพิเศษ ทีจี 6078 ซึ่งเป็นเครื่องบินจัมโบ้ และเป็นเที่ยวบินจากฮ่องกงมาสนามบินอู่ตะเภา โดยจะลงจอดในเวลา 22.30 น. วันนี้ อย่างไรก็ดี การเดินทางกลับมาครั้งนี้ของคุณหญิงพจมาน จะมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการบินเล็กน้อย เพราะเครื่องบินจะแวะส่งคุณหญิงพจมานที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนในเวลา 22.00 น.

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ มีหลายเว็บไซต์เสนอข่าวว่า คุณหญิงพจมาน จะเดินทางมาถึงประเทศไทยโดยสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 607 ซึ่งจากกรณีดังกล่าว น.ต.ถนิต พรหมสถิตย์ กัปตันอาวุโสสายการบินไทยเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเที่ยวบินที่จะมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิของสายการบินไทย พบว่า เครื่องทีจี 607 ไม่มีการขึ้นบินในวันนี้ และในวันนี้ เที่ยวบินจากฮ่องกงมาประเทศไทยไม่มีการขึ้นบิน

ด้าน นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคไทยรักไทย เปิดเผยว่า ยอมรับว่าคุณหญิงพจมาน จะเดินทางกลับมาเมืองไทยในคืนนี้จริง โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับลูกสาว โดยเที่ยวบินการบินไทยเวลาประมาณสามทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่ม

ขณะที่ พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผบช.สตม. กล่าวว่า คุณหญิงพจมาน จะเดินทางกลับเข้าประเทศไทยวันนี้เวลา 22.00 น.โดยเครื่องจะลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นการเดินทางเข้าเมืองปกติ ออกช่องทางปกติเหมือนผู้เดินทางเข้าเมืองอื่นๆ เพราะไม่มีหมายจับแล้ว หมายจับก่อนหน้านี้ก็ยกเลิกแล้ว ทาง ตม.ไม่มีบันทึกหมายจับ และไม่มีการเตรียมการเชิญตัวหรือจับกุมตัวแต่อย่างใดทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองปกติ

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระดับสูงภายในพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การเดินทางกลับประเทศไทยครั้งนี้ของคุณหญิงพจมานเป็นการเดินทางเพื่อมาสยบความเคลื่อนไหวและเงื่อนไขต่อรองจากกลุ่มต่างๆ ภายในพรรค โดยเฉพาะท่าทีของกลุ่มเพื่อนเนวิน นอกจากนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่คุณหญิงพจมานอาจเข้าไปมีส่วนสังเกตการณ์การประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในกลุ่มเพื่อนเนวิน เปิดเผยว่า การเดินทางมาของคุณหญิงพจมาน จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มเพื่อนเนวิน เพราะทางกลุ่มยังคงยืนยันที่จะตั้งรัฐบาลที่สร้างความสมานฉันท์ให้มากที่สุด เพื่อจะคืนความสงบสุขให้กับสังคมไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ในยามเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทั้งนี้ ทางกลุ่มน่าจะมีความชัดเจนในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ และเป็นไปได้ที่จะมีการสลายขั้วการเมืองหรือไม่สลายขั้วการเมืองก็เป็นได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางกลุ่มจะตัดสินใจ จะยืนอยู่บนความสมานฉันท์ของชาติเป็นที่ตั้ง

"สุเมธ"ชวนชาวไทยปรองดองถวายพ่อหลวง

ที่มา ประชาทรรศน์

"สุเมธ"ชักชวนประชาชนร่วมใจส่งไปรษณียบัตรให้คนไทยรักกันถวายในหลวง "พ่อคูณ"ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงหายประชวรโดยเร็ว เพื่ออยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทย

วันนี้ (5 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด จ.นครราชสีมาว่า นายมุรธาธีร์ รักชาติเจริญ นายอำเภอด่านขุนทด ได้นำเหล่าข้าราชการ พ่อค้าประชาชนชาวอำเภอด่านขุนทด จำนวนกว่า 1,000 คน ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช โดยมีพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เดินทางมาประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในพิธีดังกล่าวพร้อมนำน้ำมนต์ประพรมให้ข้าราชการและประชาชนที่มาร่วมงานด้วย


จากนั้น พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กล่าวถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช เป็นภาษาบาลีสันสกฤต ที่มีความหมายว่า “ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จงทรงพระเจริญ และขอให้พระองค์ทรงทุเลา หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพสกนิกรชาวไทย อยู่ยั่งยืนยาวนานตลอดกาลสืบไป”


วันเดียวกัน นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานโครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน เปิดเผยว่า โครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ และรณรงค์ให้คนไทยทุกหมู่เหล่าร่วมกันทำความดี มีจิตสำนึกในการให้รูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างคนไทยด้วยกัน และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ผ่านการเขียนไปรษณียบัตรของโครงการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต่อเนื่องไปจนถึงโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา


"ประชาชนสามารถร่วมส่งไปรษณียบัตรแสดงพลังแห่งการให้ 10 ประการ คือ ให้อภัย ให้โอกาส ให้ร้อยยิ้ม ให้เวลา ให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ให้ความช่วยเหลือ ให้ความใกล้ชิด ให้ความจริงใจ ให้ความซื่อสัตย์ และให้ความรัก" นายสุเมธ กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รูปแบบของไปรษณียบัตร ประกอบด้วย ไปรษณียบัตร 2 ส่วน คือสีเหลืองและสีชมพู สามารถเขียนข้อความบอกเล่าแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เป็นมิตร หรือผู้ที่ต้องการปรับความเข้าใจกัน แล้วแยกส่ง โดยส่วนที่เป็นสีเหลือง ส่งมาที่โครงการทำดีเพื่อพ่อ ตู้ปณ.81 กรุงเทพมหานคร 10330 หรือที่เว็บไซต์ www.dogood.or.th ส่วนสีชมพู ส่วนสีชมพู เขียนชื่อที่อยู่และส่งให้บุคคลที่เขียนถึง พร้อมทั้งติดแสตมป์ หลังจากนั้น โครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน จะนำไปรษณียบัตรที่ประชาชนส่งมาทั้งหมด นำมาร้อยเรียงเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขนาดใหญ่ แล้วจัดแสดงในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 81 พรรษา โดยสามารถดาวน์โหลดไปรษณียบัตรได้ฟรีจากเว็บไซต์ www.dogood.or.th หรือสอบถามที่ โครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน โทรศัพท์ 0-2610-2376

นักวิชาการหนุน“เพื่อนเนวิน”ดันรัฐบาลสมานฉันท์

ที่มา ประชาทรรศน์

ฝุ่นตลบจับจัดตั้งขั้วรัฐบาล! นักวิชาการเห็นพ้อง “เพื่อนเนวิน” หนุนนายกฯสเปกสมานฉันท์ ขวาง “สารวัตรเหลิม”ขึ้นแท่นผู้นำคนใหม่ เหตุสไตล์“ปะ-ฉะ-ดะ”อาจทำให้บ้านเมืองขัดแย้งอีกคำรบ “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น”รับลูก ฟันธงกาชื่อ”เฉลิม”ทิ้งได้เลย

หลังจากตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) และอีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย พลันให้เกิดกระแสการย้ายพรรคของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ได้มีการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมมาเป็นตัวเลือก เป็นเหตุให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นไปอย่างคึกคัก

ด้านหนึ่งได้มี ส.ส.บางส่วนจากพรรคพลังประชาชนเดิม ทยอยกันสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว 180 คน และได้มีกระแสยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นคนสำคัญของพรรค มีความประสงค์ที่จะสนับสนุน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการ รมว.สาธารณสุข เป็นนายกรัฐมนตรี

ในขณะเดียวกัน กลับมี ส.ส.อีกส่วนหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ส.ส.ภาคกลางและภาคใต้ของพรรคพลังประชาชนที่มีอยู่เกือบ 10 คน ส.ส.กลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อีก 11 คน กลุ่มส.ส.บ้านริมน้ำอีก 12 คน และกลุ่มเพื่อนเนวินอีก 37 คน และส่งผลให้ ส.ส.เหล่านี้ ยังไม่ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ ส.ส.กลุ่มดังกล่าวมองว่าการจับขั้วแบบเดิม และการนำเอา ร.ต.อ.เฉลิม มาเป็นนายกรัฐมนตรี จะยิ่งสร้างปัญหาและไม่สามารถยุติวิกฤติของบ้านเมืองได้

โดยล่าสุดได้มีการเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่ากลุ่มเหล่านี้จะอยู่ในสังกัดพรรคใด ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไข นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม ส.ส.กว่า 70 ชีวิตดังกล่าว ปฏิเสธที่จะให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่น่ากังวลหลายประการ โดยเฉพาะแนวคิดตามระบอบประชาธิปไตย ว่าจะเป็นการเข้าไปแสดงท่าทีเสมือนสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เคยปฏิเสธการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 และยังเคยเสนอเรื่องนายกพระราชทาน

ทั้งนี้ สูตรดังกล่าวเชื่อกันว่าเป็นทางออกทางการเมืองที่ดีที่สุดของทุกฝ่ายในขณะนี้ ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์รับเงื่อนไข ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มี ส.ส. 164 คน มีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ขณะเดียวกันหากพรรคเพื่อไทยมีตัวบุคคลที่เหมาะสมและสามารถเข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ซึ่งไม่ใช่ ร.ต.อ.เฉลิม ก็อาจเป็นเงื่อนไขที่น่าสนใจเช่นกัน

สำหรับกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม นอกจากจะถูกปฏิเสธจากกลุ่ม ส.ส.แล้ว ก็ยังได้รับการคัดค้านจากบุคคลอื่นๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ 5 พรรคร่วมรัฐบาลที่มีมติตรงกันว่า จะไม่เอา ร.ต.อ.เฉลิม หรือ ส.ส.จากอดีตพรรคพลังประชาชน เพราะเกรงว่าจะสร้างความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง

ทางด้าน นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช มองว่ารัฐบาลชุดใหม่คงไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ แต่เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน นำคนกลางที่มีอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งมีทั้งนายทหาร ตำรวจ และยามนี้สิ่งที่ต้องห้ามคือ คนจากพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทุกคนต้องอยู่ในระบบ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่ายังไม่มีใครทาบทามให้นั่งนายกรัฐมนตรี และที่ผ่านมาได้ปลดระวางตัวเองไปแล้ว แต่หากมีความจำเป็นก็ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม มีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายเสนาะ กล่าวว่า คนนี้ตัดไป แต่ไม่ได้หมายความว่า ร.ต.อ.เฉลิม เป็นคนไม่ดี แต่ถ้ามาก็เหมือนเอาไฟมาเผาบ้าน และยังมองว่าความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนขั้วการเมือง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

นายสุริชัย หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้องเป็นคนที่ไม่ยั่วเย้าให้เกิดความขัดแย้งอีก เรื่องนี้สำคัญมาก ประเทศไทยต้องการนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ไม่เอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง คนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไม่ทำให้เกิดเรื่องขัดแย้ง และจะต้องเพิ่มพื้นที่ในการพูดคุยกันได้

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะได้มานั่งในตำแหน่งสำคัญตามกระแสข่าวลือ นายสุริชัย กล่าวว่า ก็เกิดปัญหาเก่าอีก เชื้อเชิญให้เกิดปัญหาอีก ทุกวันนี้บ้านเมืองยังไม่เจ็บป่วยกันอีกหรือ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่ประชาชนให้ความเคารพในเรื่องความดีงาม

นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ไม่ขอวิจารณ์ตัวบุคคล แต่ขอเปรียบการเมืองที่ผ่านมาว่าเปรียบเสมือนทีมฟุตบอลซึ่งนักฟุตบอลของทีมเอมีผู้เล่นเด็กๆ ลงสนาม แล้วก็โดนใบแดง 111 คน เมื่อเลือกทีมบีมาลงสนามแทน ก็โดนใบแดงไปอีก ขณะนี้จึงเหลือผู้เล่นสำรองของตัวสำรองอีก ก็คือทีมซี ซึ่งก็ต้องหาผู้เล่นเกรดเอ ซึ่งก็ต้องสรรหาบุคคลที่จะไปรอด แต่ก็ต้องมาคิดอีกว่าจะหาผู้เล่นเกรดเอได้จากที่ไหนบ้าง

“จะเป็นจากคนในพรรคร่วมรัฐบาล จากพรรคฝ่ายค้าน หรือจากคนนอก แต่คนนอกนั้นจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ โดยให้เข้ามาตั้งหน้าตั้งตาบริหารอย่างเดียว แล้วใครจะบริหารพรรคก็ปล่อยให้สมาชิกพรรคได้บริหารไป ต้องเลือกทีมที่ดีที่สุด แต่ถ้ายังจะเสนอแต่ทีมซี ซึ่งครั้งที่แล้วทีมบี นายกฯเองก็เคยบอกว่าคณะรัฐมนตรีดูจะขี้เหร่ไปหน่อย แล้วทีมซีไม่ยิ่งขี้เหร่ไปใหญ่เหรอ” รศ.ดร.โคทมกล่าว

ด้านนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม และอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวปฏิเสธตอบคำถามที่ว่าคิดเห็นอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่มีท่าทีจะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่ายังไม่ได้มีการคุยกับสมาชิกในกลุ่ม ว่าจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพียงแต่คุยกันเรื่องอนาคตของบ้านเมืองต่อจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุข และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้มีชื่อของใครไว้ในใจ ยังคงคิดอยู่ ทั้งนี้ตนไม่เกี่ยงว่าจะเป็นใคร เท่าที่เห็นก็มีคนที่เหมาะสมอยู่หลายคน แต่ส.ส.ก็ยังไม่ได้มีการคุยกัน โดยตามมารยาทก็ต้องให้พรรคการเมืองใหญ่ที่มีเสียงอยู่ในสภามากเป็นพรรคเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องดูความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ ต้องการให้บรรยากาศเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ดังกล่าว เป็นแบบการปรึกษาหารือกันมากกว่า ถ้าคนของพรรคพลังประชาชนเหมาะสมก็ดี แต่ถ้าคนในพรรคร่วมรัฐบาลเหมาะสมกว่าก็อาจจะปรึกษาให้เลือกคนนั้นดีหรือไม่

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรงค์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิมปรากฏอยู่ในสื่อ แต่ ส.ส.ยังไม่ได้คุย หรือตัดสินใจกัน ที่จริงจะเป็นใครก็ได้ที่มีคุณสมบัติครบ ขณะนี้ตั้งสเปกไว้ว่าของให้บุคคลนั้นที่ได้เสนอชื่อตั้งมาแล้ว ไม่ใช่บุคคลที่จะสร้างความแตกแยกในประเทศ ไม่มีการปิดล้อมสนามบิน หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิด ส่วนจะย้ายไปอยู่พรรคใดนั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจ เรื่องนี้มองว่ายังพอมีเวลา 60 วันว่าจะไปสังกัดพรรคใด และหลังวันที่ 5 ธันวาคมจะมีการพูดคุยอย่างชัดเจนมากขึ้น

ทางด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเดียวกัน กล่าวว่า ไม่ได้มีชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิมเพียงคนเดียว แต่ยังคงมีชื่อของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร และอีกหลายคน แต่ก็ยังไม่ได้มีข้อสรุป ยังเดาได้ยาก เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง คนที่จะถูกเลือกมานั้นนอกจากปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน แล้วยังมีปัจจัยของสังคมอีกหลายอย่าง ซึ่งตนเองก็ยังไม่ได้ประชุมกับเพื่อนในกลุ่ม แต่เท่าที่ทราบคือยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะเป็นใคร กำลังดูคนที่เหมาะสมอยู่ ถึงอย่างไร ในสถานการณ์เช่นนี้ คงจะหาคนที่ถูกใจ 100 เปอร์เซ็นต์ได้ยาก ก็ต้องเลือกจากคนเท่าที่มีอยู่

“แต่ละคนก็มีข้อดี ข้อด้อยต่างกัน แต่ใครก็ได้ แต่ขอให้เห็นตรงตามเอกภาพของพรรคร่วมด้วย ตัวคนไม่สำคัญ แต่ความเป็นเอกภาพของพรรคและพรรคร่วมต่างหากที่จะเห็นว่าใครเหมาะสมก็จะเป็นคนนั้น” นายสุทินกล่าว

เช่นเดียวกับ นายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวไม่ขอออกความเห็นกรณี ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตัวเก็งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดยกล่าวว่าตนไม่สามารถโหวตเลือกใครได้ เนื่องจากถูกตัดสิทธิทางการาเมืองในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบพรรคไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา

คุณหญิงพจมาน กลับมาไทยแล้ว

ที่มา thaifreenews




อุตส่านั่งรออัด ได้มาแค่นี้
สงสัยกลับมาจัดระเบียบพรรค

คลิปวีดีโอ ข่าว คุณหญิงพจมาน กลับมาแล้ว
โดย : tik-tok

Friday, December 5, 2008

The king and them สะท้านโลก (ภาคภาษาไทย)

ที่มา Thai E-News


โดย The Economist
ภาคภาษาไทยโดย คุณsaraburian

หมายเหตุจากผู้แปลภาคภาษาไทย:ดิ อิโคโนมิสต์ เป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ มี ยอดการพิมพ์ประมาณ 1.2 ล้านฉบับต่อสัปดาห์ แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า มีอิทธิพล เกินกว่า จำนวนผู้อ่านจริงมากนัก ผมมองว่านี่คือ Historic Event ในวงการสื่อต่อเหตุการณ์ในไทย

พันธมิตรฯกลับกลายมาเป็นสิ่งที่บ่อนเซาะทำลายพระราชวังเสียแล้ว..กษัตริย์ และราชวงศ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่นี้ และประทับอยู่เหนือสุดในลำดับชั้นอันไม่สิ้นสุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันนี้..ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์เฉกเช่นที่เกิดกับประเทศเนปาล คือสงครามกลางเมืองและการที่กษัตริย์ที่ได้มายุ่งเกี่ยวแทรกแซงกับการเมือง ปัจจุบันได้กลายเป็นประชาชนธรรมดาในประเทศสาธารณรัฐไปเสียแล้ว

ใครก็ตามที่เป็นมิตรแท้กับประเทศ และประชาชนไทย ต้องช่วยกันบอกประเทศไทย


The king and them
The untold story of the palace’s role behind the collapse of Thai democracy
สถาบันกษัตริย์ของไทย
กษัตริย์กับประชาชนไทย

เรื่องเร้นลับเกี่ยวกับบทบาทของพระราชวังต่อความความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย

ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย อุตสาหกรรมการส่งออก และภาพลักษณ์ของประเทศได้ถูกทำลายลงราบคาบจากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เพิ่งเกิดขึ้น บรรดาผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ได้เข้ายึดพื้นที่ในหน่วยราชการหลายแห่งเป็นเวลาหลายเดือน และได้เข้ายึดสนามบินกรุงเทพฯทั้งสองแห่ง

ตำรวจไทยปฏิเสธที่จะทำการขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุม กองทัพก็ปฏิเสธที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือ สัปดาห์นี้เองการยึดสนามบินจบลงหลังจากที่ศาลได้ตัดสินยุบพรรคการเมืองสามพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้งสามพรรคมีแผนที่จะตั้งพรรคขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อใหม่และร่วมกันบริหารประเทศต่อไปท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังครุกรุ่น

เปรียบดั่งเปลือกหุ้มแห่งความทันสมัยอันเกิดจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ได้ลอกคราบบางๆของมันออก ทั้งที่ไม่นานมานี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวขบวนของสังคมอันเปิดกว้างที่ยอมรับในความแตกต่างของเอเชีย ตอนนี้ดูเหมือนจะค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ความเป็นอนาธิปไตย

ความขัดแย้งเริ่มปรากฎเมื่อสามปีที่แล้วจากการชุมนุมประท้วงที่สงบและเป็นระเบียบเพื่อต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการใช้อำนาจในทางที่ผิดของรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร บรรดาผู้ประท้วงซึ่งแต่งกายในชุดสีเหลืองอันเป็นตัวแทนของกษัตริย์ผู้ซึ่งกล่าวหาว่า ทักษิณเป็นผู้ที่มีแนวความคิดแบบสาธารณรัฐนิยม ประสบความสำเร็จ เมื่อบรรดานายทหารผู้จงรักภักดีได้ทำการยึดอำนาจจากทักษิณเมื่อปี 2549 แต่เมื่อประชาธิปไตยได้กลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว คนไทยส่วนใหญ่ได้ลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองซึ่งเป็นมิตรกับทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ

บรรดาผู้ประท้วงสวมเสื้อเหลืองซึ่งเรียกตนเองอย่างไม่ค่อยจะตรงกับความจริงนักว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กลับมาก่อการประท้วงอีกครั้งรวมทั้งได้นำเอาวิธีการอันเป็นอันธพาลมากยิ่งๆขึ้นมาใช้ ซึ่งกระตุ้นให้บรรดาผู้ที่สนับสนุนทักษิณรวมตัวกันสู้โดยมีสัญลักษณ์เป็นเสื้อสีแดงพูดไม่ได้

ตลอดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่มิอาจพูดถึงได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะสื่อสารมวลชนไทย แต่รวมถึงผู้สื่อข่าวต่างชาติส่วนใหญ่ด้วยนั้น ก็คือบทบาทของกษัตริย์ภูมิพล ราชวงศ์ และผู้รับใช้ใกล้ชิดทั้งหลาย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งถูกบังคับใช้อย่างรุนแรงที่สุดในบรรดาทุกประเทศทั่วโลก เป็นเกราะกำบังสำคัญที่ทำให้แม้แต่การเอ่ยถึงบทบาทของราชวงศ์แม้แต่อย่างที่สุภาพที่สุดก็ยังถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในที่สาธารณะ

กฎหมายดังกล่าวซึ่งถือว่าตกสมัยไปแล้วในประเทศอื่นๆทั่วโลกแต่ในประเทศไทยกลับได้ถูกนำมาปรับใช้อย่างแข็งขันในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นความพิลึกยิ่งที่ใครก็ได้สามารถที่จะฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งตำรวจจะต้องดำเนินคดีอย่างจริงจังแม้กับข้อหาขี้ประติ๋ว ทั้งหมดนี้ทำให้กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือย่างดีสำหรับนักการเมืองหรือใครก็ตามที่ต้องการจะทำลายศัตรูของตน และบ่อยครั้งสื่อสารมวลชนก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อธิบายถึงรายละเอียดของข้อกล่าวหาที่มีต่อราชวงศ์ ทำให้คนไทยไม่มีทางเลยที่จะได้รับทราบว่าข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นการไม่เคารพต่อราชวงศ์จริงๆหรือไม่

กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพนับเป็นความโหดเหี้ยมในตัวเองอยู่แล้ว และไม่ควรถูกนำมาบังคับใช้ในประเทศใดก็ตามที่ประกาศตนว่าเป็นประชาธิปไตย แย่ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือการที่กฎหมายดังกล่าวปิดบังให้คนไทยถึงเหตุผลบางประการที่เป็นต้นเหตุของปัญหาของการเมืองของประเทศตน แม้แต่สิ่งที่กษัตริย์เองตรัสเรียกว่าเป็นความ “มั่ว” ของประเทศไทยนั้น ก็มีสาเหตุในหลายๆทางมาจากการเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองของตัวพระองค์เองตลอด 62 ปีที่ทรงครองราชสมบัติ (โปรดดูบทความประกอบเรื่อง Thailand's king and its crisis
A right royal mess
)

ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนี้เป็นผลอันเกิดจากแก่งแย่งซึ่งอำนาจก่อนการเปลี่ยนรัชสมัย ยิ่งเหตุการณ์ที่พระมหากษัตริย์เองจะทรงมีพระชมมพรรษาครบ 81 พรรษาในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ยิ่งทำให้เหตุการณ์ที่นับวันยิ่งทวีความสำคัญยิ่งๆขึ้นเรื่อยๆ

รายละเอียดส่วนใหญ่ของเรื่องราวที่ว่าการกระทำของกษัตริย์ได้ทำลายระบบการเมืองของประเทศตนอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นหู เพราะคนไทยไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับทราบ หลายคนจะพบว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ของเราทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์และโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ แต่เราคิดว่าเราคงไม่ทำการการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้ หากเราไม่เห็นว่ามันไม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิจารณ์ ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างต่อการอภิปรายในเรื่องนี้เพื่อที่จะเตรียมตนเองสำหรับการที่จะมีผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือน้อยกว่าขึ้นเป็นกษัตริย์

ไม่ดีแน่ๆที่ประเทศใดจะหลอกตนเองกับประวัติศาสตร์ในแบบเทพนิยายปรัมปราซึ่งเชื่อว่ากษัตริย์ของตนนั้นไม่เคยทำสิ่งใดผิดเลย ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาประชาธิปไตยเท่านั้น ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงเลย

ประวัติศาสตร์ไทยฉบับเป็นทางการ ย้ำแล้วย้ำอีกกับเหตุการณ์เช่นในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งกษัตริย์ภูมิพลได้แทรกแซงให้ ทรราชมือเปื้อนเลือดลาออกและเป็นอิทธิพลสำคัญให้ประเทศกลับสู่ภาวะประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง แต่เหตุการณ์อื่นๆซึ่งมีการแทรกแซงจากกษัตริย์และราชวงศ์ในทางที่ส่งผลเสียกลับไม่ได้รับการกล่าวถึงหรือนำมาอภิปรายเลย

ในปี พ.ศ. 2519 (หมายถึงเหตุการณ์ 6ตุลาคม2519-ไทยอีนิวส์) ในขณะที่กษัตริย์ภูมิพลมีความกลัวจนเกินกว่าเหตุกับภัยร้ายจากลัทธิคอมมิวนิสต์ กษัตริย์ได้ทรงละเลยถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนของขบวนการขวาจัดซึ่งสมาชิกได้รุมเข่นฆ่ากลุ่มผู้ประท้วงนักศึกษาที่ไร้อาวุธ

ในช่วงสงครามเย็น อเมริกาเห็นว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่งและได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ของกษัตริย์ภูมิพล ความร่วมมืออันยาวนานนี้ผนวกกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกบังคับใช้อย่างรุนแรงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้บรรดานักการฑูต นักวิชาการ และ ผู้สื่อข่าวจากโลกตะวันตก ยอมกลืนเลือดตัวเองในการหุบปากเงียบจากการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

หลังจากเหตุการณ์การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นครั้งที่ 15 ในรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล เจ้าหน้าที่ทางการของไทยพยายามที่จะบอกชาวต่างชาติว่า รัฐพิธีบีบบังคับให้กษัตริย์ต้องยอมรับการยึดอำนาจของนายทหารในกองทัพ ในขณะที่คนไทยถูกบอกอีกอย่างหนึ่งว่า กษัตริย์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะผู้ก่อการรัฐประหารเข้าเฝ้าฯ และหนังสือพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าวในหน้าหนึ่งเสมือนเป็นการบอกว่ากษัตริย์ได้ให้การยอมรับกับการยึดอำนาจดังกล่าว

ในความเป็นจริงแล้วกษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะแสดงออกว่าทรงไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัยต่อการยึดอำนาจหากทรงเห็นเช่นนั้นโดยการสั่งการให้กำลังทหารภายใต้พระองค์ออกมาต่อสู้หรือแม้แต่การที่จะเลือกทรงนิ่งเฉยไม่ยอมรับผลดังกล่าวก็ได้ แต่ทรงกลับเลือกที่จะใช้พระราชอำนาจในอีกทางหนึ่งแทน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อบรรดาผู้พิพากษาให้ดำเนินการจัดการกับวิกฤตการเมืองนั้น บรรดาศาลดูเหมือนจะได้แปลพระราชประสงค์ออกมาโดยการเร่งดำเนินการกับคดีต่างๆต่อตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายของเขา โดยล่าสุดโดยการตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลทั้งสามพรรคลง

อนาคตอันไร้ซึ่งเทพนิยายในจินตนาการของคนไทยผู้นิยมเจ้า ประเทศของพวกเขานั้นเหมือนกับภูฏาณ ประเทศซึ่งมีกษัตริย์หนุ่มที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รักของประชากรทั้งหลายซึ่งมีเพียงไม่กี่แสนคน ซึ่งยินดีกับการอยู่ภายใต้การปกครองแบบกษัตริย์มากกว่าระบอบประชาธิปไตย

แต่ในความเป็นจริง ท่ามกลางความโกรธของสาธารณะชนต่อการสนับสนุนของพระราชินีต่อวิธีการอันเป็นอันธพาลของพันธมิตรฯ รวมถึงการมองเห็นถึงความไม่เหมาะสมในตัวรัชทายาทที่นับวันยิ่งกระชั้นชิดต่อการขึ้นครองราชย์ ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์เฉกเช่นที่เกิดกับประเทศเนปาล คือสงครามกลางเมืองและการที่กษัตริย์ที่ได้มายุ่งเกี่ยวแทรกแซงกับการเมือง ปัจจุบันได้กลายเป็นประชาชนธรรมดาในประเทศสาธารณรัฐไปเสียแล้ว

พันธมิตรฯซึ่งได้รับการอุ้มชูและให้ท้ายโดยวัง แต่กลับกลายมาเป็นสิ่งที่บ่อนเซาะทำลายพระราชวังเสียแล้ว ภาพที่ปรากฎซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสาธารณชนในหลายวันที่ผ่านมาก็คือบรรดาอันธพาลในกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรฯได้ยิงทำร้ายผู้สนับสนุนรัฐบาลในขณะที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากษัตริย์ และราชวงศ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่นี้ และประทับอยู่เหนือสุดในลำดับชั้นอันไม่สิ้นสุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันนี้

คุณไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อในการปกครองแบบสาธารณรัฐ ก็จะเห็นด้วยว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องอภิปรายได้อย่างเปิดเผยต่อเรื่องนี้แล้ว

ก่อนที่ ดิ อีโคโนมิสต์ จะตีพิมพ์บทความชิ้นนี้ ในคืนวันก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา มีรายงานว่ากษัตริย์ภูมิพลทรงมีพระอาการประชวรและไม่ทรงสามารถที่จะพระราชทานพระราชดำรัสได้อย่างที่ทำเป็นประจำทุกๆปี ดังนั้นกษัตริย์ภูมิพลจึงยังไม่ได้ออกมาแสดงความไม่เกี่ยวข้องของพระองค์เองกับ บรรดาบุคคลในเสื้อเหลืองที่อ้างว่าพวกเขานั้นดำเนินการต่างๆเพื่อพระองค์

การนิ่งเฉยของกษัตริย์ได้ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อระบบนิติรัฐของประเทศไทย กระนั้นก็ดีพระองค์ก็ยังทรงเป็นบุคคลเดียวที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยการออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันคร่ำครึ รวมทั้งการตัดรัฐธรรมนูญส่วนที่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวทิ้งเสียทั้งหมด สิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยสามารถร่วมกันอภิปรายเพื่อหาทางออกสำหรับอนาคตของตนได้

กษัตริย์ภูมิพลได้เคยกล่าวถึงกฎหมายดังกล่าวอย่างครึ่งๆกลางๆเมื่อปีพ.ศ. 2548 ว่าตัวพระองค์เองไม่ได้ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งใดก็ตามที่น้อยกว่าการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทิ้งทั้งหมดไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาใหญ่นี้ได้

ใครก็ตามที่เป็นมิตรแท้กับประเทศ และประชาชนไทยต้องช่วยกันบอกประเทศไทย