WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 6, 2008

"ฤๅจะล้างบางสถาบันการเมือง"

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2551 วันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

00 ความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคมไทย ที่คนไทยมั่นใจว่ายังเชื่อมั่น แต่หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลุกลี้ลุกลน รวบรัด วินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ตัดสิทธิหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรค ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย ตั้งคำถาม ประเทศไทยวันนี้ ยังมีความเป็นธรรมและความยุติธรรมหลงเหลือให้สังคมได้ชื่นชมอยู่อีกหรือไม่? หากไร้คำตอบ น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย ความอยุติธรรมนี่แหละคือคำตอบสุดท้าย สร้างความแตกแยกของประชาชนในแผ่นดินนี้

00 บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ หากขวานทองยังมีสภาพครบสมบูรณ์ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปีศาจคาบไปป์ กากเดนของเผด็จการ ตั้งธงให้ร่างขึ้นมา ด้วยสมมุติฐาน นักการเมืองชั่วร้าย ซื้อสิทธิขายเสียง ตั้งเป้าไว้ให้รัฐบาลอ่อนแอ ให้อำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตายุบพรรคการเมืองได้ง่าย เหมือนกับรื้อเพิงหมาแหงนริมถนน

00 เห็นภาพข่าว นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย มังกรการเมือง วัย 74 หลั่งน้ำตา สั่งคลุมผ้าดำ ปิดตำนาน 34 พรรคชาติไทย ท่ามกลางบรรยายกาศเศร้าโศกเสียใจ จริงอยู่มีเกิดต้องมีดับ เกิดได้ดับได้ แต่กรณียุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค เปรียบได้กับการเกิดอุบัติเหตุ แม้รู้ทั้งรู้ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่ไม่ง่ายที่จะทำใจให้รับได้ในระยะเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะพรรคชาติไทย นายบรรหาร เปิดใจอัด ศาลรัฐธรรมนูญ ลุกลี้ลุกลน อ่านผิดอ่านถูก ตั้งธงกันไว้ล่วงหน้า ตุลาการ 8 ใน 9 คน ที่ลงมติยุบพรรคชาติไทย มังกรเฒ่าบรรหาร พูดชัด เจ้าหน้าที่ไหน จะไม่พูดด้วย

00 บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมอันธพาลทางการเมือง ที่เรียกตัวเองกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สามารถแห่กลองยาวเข้าไปยึดสนามบินแห่งชาติได้ทั้ง 2 แห่งในวันเดียวกัน สร้างความเสียหายทางด้านภาพลักษณ์ของประเทศ สร้างความฉิบหายให้กับเศรษฐกิจ ประเทศถูกลดเครดิตในทุกๆ ด้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่กล้าดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ผวากับคำว่า “ม็อบมีเส้น”

00 บันทึกไว้ด้วยความอัปยศอดสู ทหารที่ประชาชนฝากความหวังไว้ในการรักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการทำงานของตำรวจ แต่กลับไม่กล้าที่จะยกกำลังมาป้องกันไม่ให้สนามบินแห่งชาติถูกกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆ ที่ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร้องขอไปแล้ว แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่ใช่หน้าที่ แถม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กลับสั่งให้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจง สถานการณ์ปกติ ตำรวจยังควบคุมสถานการณ์ได้

00 ในขณะที่ตำรวจแม้จะจัดกำลังตำรวจเต็มอัตราเพื่อป้องกันไม่ให้สนามบินถูกยึด กลับปฏิบัติหน้าที่เหมือนคนไร้วิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่วางกำลังไว้ตามจุดต่างๆ ก็ถูกเรียกออกมาจัดแถว ตบเท้าเดินออกจากสนามบินอย่างสง่าผ่าเผย เหมือนกับว่าภารกิจรอต้อนรับผู้ก่อการร้ายเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อยึดพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ปิดทำการสนามบินร้อยเปอร์เซ็นต์ เดือดร้อนกันทั่วโลก เมื่อนักท่องเที่ยวไม่สามารถออกประเทศได้ ติดค้างอยู่นับแสนคน ส่วนคนไทยจำนวนไม่น้อยกว่ากัน ติดค้างอยู่ที่สนามบินต่างประเทศ ความเดือดร้อนของประชาชน ความเสียหายของประเทศ กลับเรียกว่า “กู้ชาติ”

00 อัปยศอดสูเจ้าข้าเอ้ย ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล ทำให้ประเทศชาติหายนะ เมื่อถึงเวลาคืนสถานที่ให้กับรัฐ บาดใจบาดตาเหลือเกินกับภาพ เจ้าหน้าที่ของรัฐไปยืนรับส่งคืนจากผู้ก่อการร้าย แทนที่ตำรวจจะควบคุมผู้ก่อการร้ายไปทำแผนประกอบประทุษกรรม เหมือนกับคดีทั่วๆ ไป อเนจอนาถใจเหลือเกินเจ้าข้าเอ้ย

00 ผลการตรวจรับคืนทำเนียบรัฐบาล ระบุชัดแล้วว่า ในห้วงเวลาที่ถูกยึดครอง ทรัพย์สินเสียมากมายมหาศาล แต่ ส.ว.ลากตั้ง นายสมชาย แสวงการ กลับเสือกพูดออกมาได้ ไม่มีอะไรเสียหาย ถุย (ส์)

00 ขบวนการต้านเผด็จการ ของคนเสื้อแดง นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการความจริงวันนี้ ปิดลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นัดรวมพลคนเสื้อแดงกันอีกครั้งที่หน้ารัฐสภา วันที่ 8 ธันวาคม เพื่อคุ้มครองรัฐสภา ไม่ให้กลุ่มพันธมิตรพันธมาร ปิดล้อม ขัดขวางการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

00 ส่วนจะมีการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ เอกฉัตร บอกได้เลยว่า ยังไม่ถึงเวลา ฝุ่นการเมืองยังตลบ ไม่ง่ายที่จะชี้ขาดลงไปได้ ใครคือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยิ่ง ส.ว. ลากตั้งเจ้าเก่า ไม่อยากจะเอ่ยชื่อให้เป็นเสนียดกับหน้ากระดาษ ยื่นเรื่องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ยังมีสมาชิกภาพหรือไม่เมื่อพรรคถูกยุบไปแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั่งสุมเศียรตีความกันอย่างรวดเร็ว เหมือนปฏิบัติการสายฟ้าแลบ ยุบ 3 พรรคภายในเวลาชั่วโมงเดียว

00 ส่วน 29 เขตเลือกตั้ง ที่ยังว่าง ส.ส. จากการที่อดีต ส.ส. ซึ่งเป็นกรรมการบริหารถูกตัดสิทธิ เอกฉัตร ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เท่าที่อ่านรัฐธรรมนูญ ผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ไม่น่าจะมีสิทธิส่งใครลงรับสมัครได้ ในเมื่อพรรคเพิ่งตั้งยังไม่ครบ 90 วัน ที่สมาชิกพรรคจึงจะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ (หากมี) ไม่ใช่การยุบสภา ที่กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคในเวลาแค่ 45 วัน แต่นี่เป็นการเลือกตั้งซ่อม ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรค 90 วัน นั่นหมายความว่า ทุกเขตเลือกตั้ง ผู้สมัคจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต่อทุกพื้นที่ น่าคิด อ่านว่า น่าคิด

ต้องกำจัด“อำนาจมืด”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย*อัฐศิริ*


ไม่ต้องแปลกใจ ที่ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมลงชั่วคราว เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ยุบ 3 พรรคร่วมรัฐบาล เพราะนั่นเป็นธงที่ปักไว้แล้ว จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า ซากเดนทรราช ลิ่วล้อเผด็จการและอำมาตยาธิปไตย สามารถทำได้ทุกอย่าง เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วนำ “การเมืองใหม่” มาใช้ให้ได้
แม้จะถูกขัดขวางโต้แย้งว่า ขัดกับหลักการประชาธิปไตย ก็ตาม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ถือเป็นความเจ็บปวดของการเมืองไทย และเป็นความด่างพร้อยของแวดวงของกฎหมาย ใครจะอ้างอะไรก็อ้างไปเถอะครับ
แต่ถ้าดูถึงเจตนาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดเจนครับ

เราได้เห็นอาการลุกลี้ลุกลน การรวบรัดวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ถึงขนาดอ่านผิดอ่านถูก เพื่อใช้เวลาให้เร็วที่สุด ในการถอนรากถอนโคน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้อย่างเด็ดขาดเฉียบพลัน

ซึ่งก่อนหน้านี้ มีเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการสายเผด็จการ นักสินติวิธีจอมปลอม ที่ให้มีการ “ยุบสภา” โดยอ้างว่าเพื่อคืนอำนาจไปให้กับประชาชน แล้วที่ประชาชนมอบความไว้วางใจ เลือกให้พรรคการเมืองที่ถูกยุบไป เข้ามาบริหารประเทศ ในตอนนี้จะเอาพวกเขาไปไว้ที่ไหน

อย่างนี้เท่ากับเป็นการตบหน้าประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามวิถีทางประชาธิปไตยทั่วประเทศ

ถึงแม้ว่าผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุมลงไปแล้ว โดยอ้างว่าเป็นชัยชนะ บนความหายนะของประเทศชาติ แต่ “สงครามกลางเมือง” ยังมีสิทธิปะทุขึ้นได้อีกครับ เพราะพันธมิตรฯ ยังทิ้งเชื้อเอาไว้

ตราบใดยังมีผู้คนต้องการเห็นกฎหมายเป็นกฎหมาย ต้องการให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ และคนที่บังคับใช้กฎหมายมีความสง่างาม ไม่ด่างพร้อยด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะเรื่องของความน่าเชื่อถือ

กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ปฏิเสธกฎหมายบ้านเมือง กระทำการละเมิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หยามหน้าคนที่รักษากฎหมาย มาตลอด

สถานการณ์ยังคุกรุ่นอยู่ ด้วยเงื่อนไขของม็อบพันธมิตรฯ ที่ระบุว่า ไม่เอารัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ

จะถือว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องจากฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ออกมากดดันให้ทหารออกมายึดอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกยุคไปแล้ว เพราะสังคมโลกมองว่าเป็น “ความป่าเถื่อน” การทำรัฐประหารยึดอำนาจจึงยังไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น “รัฐประหาร ซ่อนรูป” หรือ “ตุลาการภิวัตน์” คือการใช้กฎหมายมายึดอำนาจ จึงต้องถูกนำมาใช้แทน
ชัดเจนว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่กำหนดไว้แล้ว อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ถามใจคนที่รักความเป็นธรรม คนต้องการความถูกต้อง ต่างยอมรับไม่ได้ กรณีที่พรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรคต้องถูกยุบพรรค จากน้ำมือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังเป็นเรื่องที่คาใจกันอยู่ลึกๆ

เนื่องจากฝ่ายที่ต้องการล้มล้างประชาธิปไตยเชื่อว่า นี่เป็นหนทางเดียว ที่จะจัดการกับฝ่ายประชาธิปไตยได้

ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่รับไม้จาก นายสมัคร สุนทรเวช ยืนยันแข็งขันไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ยืนหยัดปกป้องรักษาประชาธิปไตย ไม่โอนอ่อนผ่อนตามที่แม่ทัพนายกองต้องการ แต่ก็ต้องมามีอันเป็นไปด้วย เกมที่เผด็จการวางไว้ ถูกอำนาจนอกระบบเล่นงานจนหลุดพ้นเส้นทางประชาธิปไตยไป

ถามว่า การยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ตายหมู่” นั้น มีผลกับม็อบก่อการร้ายพันธมิตรฯ อย่างไรแค่ไหน

มีแน่ครับ เพราะนี่เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ ที่รู้กันดีว่าเป็น “ม็อบมีเส้น” และผู้สนับสนุน จะใช้เป็นข้ออ้าง ใช้เป็น “ทางลง”

เพราะบรรดาซากเดนทรราช ลิ่วล้อเผด็จการ คมช. และอำมาตยาธิปไตยเห็นตรงกันว่า ถ้ายังดันทุรังดื้อด้านต่อไป มีแต่ “แพ้กับแพ้” เพราะความชั่วช้าสามานย์ที่สร้างความหายนะให้กับแผ่นดิน
สิ่งที่น่าเสียดายคือ การนัดหมายเพื่อประชุมสุดยอดอาเชียน มีอันต้องเลื่อนไป ทั้งๆ ที่ทุกอย่างเตรียมงานไว้พร้อมแล้ว

ทำให้ประเทศไทยและประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศอื่นๆ ต้องเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะได้มาช่วยกันคิดแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่เกิดขึ้น และมีผลกระทบอย่างรุนแรงในขณะนี้

ดูเอาเถอะครับ คนที่เป็นประธานอาเซียน แต่จัดการประชุมในบ้านตัวเองไม่ได้ตามกำหนด ต้องถือว่าเป็นความเสียหายอย่างยิ่ง ทั้งชื่อเสียงเกียรติภูมิ ความเชื่อถือศรัทธามีปัญหา เพราะคนกลุ่มนี้

เพราะฉะนั้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นใครก็ตาม ต้องจับเรื่องที่ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯกระทำย่ำยีจนประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล มาจัดการก่อนเป็นเรื่องแรก

เพื่อให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ให้ต่างชาติยอมรับเชื่อถือว่า จะไม่มีคนนอกกฎหมายมาทำอะไรตามใจชอบอย่างที่เคยทำมาได้อีก

การจัดการกับแกนนำพันธมิตรฯ ต้องรีบทำ อย่าได้เตะถ่วงซื้อเวลาออกไปอย่างเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมานั้น เห็นได้ชัดว่า สาเหตุสถานการณ์ลุกลามใหญ่โต จนเปรียบได้กับ “นรกกลางกรุง” เป็นเพราะผู้รักษากฎหมาย ไม่เอาจริง

การยึดทำเนียบรัฐบาล ทำเป็นที่ซ่องสุมกองกำลัง เป็นคลังอาวุธมาทำร้ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง การยึดสนามบินดอนเมือง การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นข่าวฉาวโฉ่ออกไปทั่วโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล แค่นี่ก็ติดคุกกันหัวโตแล้ว
ความเสียหายเป็นแสนล้าน ใครจะรับผิดชอบ
วันนี้แค่ถอนประกัน แกนนำพวกนี้ก็พากันหมดสภาพแล้วครับ
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ไปคือ พันธมิตรฯ จะกลับมาชุมนุมอีกเมื่อไหร่ และมีใครเป็นแกนนำ

ในเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ยังรวมตัวกันเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องถูกต่อต้านอีก จนกว่าจะกลับขั้วการเมือง ให้ “พรรคประชาธิปัตย์” มาเป็นแกนนำ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ต้องบอกว่า “เสี่ยงแสนเสี่ยง” เสียงจริงๆ ครับ เพราะมีเสียงเกินครึ่งไปเพียง 5 เสียงเท่านั้น

ถามว่าวิกฤติที่ประเทศชาติได้รับในตอนนี้ เราจะ “เสี่ยง” ให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนการชุมนุมประท้วง จนเกิดความเสียหาย ขึ้นมาบริหารประเทศนี้อย่างนั้นหรือ

บอกตรงๆ ว่า กรณี สปก. 4-01 ยังตามหลอกหลอนเกษตรกรคนยากคนจนมาถึงวันนี้ และกรณี ปรส.ก็เป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้เช่นกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่จะนำไปสู่จุดแตกหักคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากฝ่ายประชาธิปไตยต้องการแก้ แต่ฝ่ายเผด็จการออกมาต่อต้านขัดขวาง ก็จะเป็นข้ออ้างในการออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลของพันธมิตรฯ อีก
มาถึงวันนี้ ประเทศชาติต้องเดินหน้าไปให้ได้

สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในการบริหารงานของฝ่ายประชาธิปไตย
ดังนั้น ต้องขจัดเครื่องมือของระบอบเผด็จการออกไปจากประชาธิปไตย

หมดความขลัง !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี


ยังจำคำของ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่บอกว่าเห็นคนทำนาในทำเนียบแล้ว “อยากร้องไห้”

แต่วันนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายในทำเนียบรัฐบาล และช่างภาพถ่ายภาพออกมาให้ประชาชนทั่วประเทศได้ชมกันแล้วนั้น

บอกได้คำเดียวว่า อยากร้องดังๆ ร้องอย่าง เวทนา สงสาร “ทำเนียบรัฐบาล” สงสารประเทศชาติที่โดนพันธมิตรฯ ย่ำยีขนาดนี้
ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่สำคัญในการใช้บริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร
ทำเนียบรัฐบาล เป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศชาติ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่นั่งทำงานในฐานะเป็นศูนย์บัญชาการบริหารประเทศเป็นสถานที่ประชุมระดับสูงสุด และใช้เป็นที่ต้อนรับ “อาคันตุกะ” แขกบ้านแขกเมือง

ข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลกระจายกันออกสำรวจในส่วนของตึกบัญชาการ ทั้ง 1 และ 2 พบร่องรอยงัดแงะรื้อค้นข้าวของ รวมถึงทำลายทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก

ลิ้นชักโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกรายถูกรื้อค้นนำทรัพย์สินไปจนหมด เจ้าหน้าที่หลายคนที่เห็นสภาพดังกล่าวถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่

พากันกอดคอร้องไห้เสียงดังระงมไปทั่ว เบื้องต้นทรัพย์สินที่สูญหายไปประกอบด้วย เครื่องโปรเจ็กเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยบางส่วนถูกชำแหละถอดชิ้นส่วน

ห้องทำงานรัฐมนตรี หลายๆ ห้อง พบว่าห้องรับรองถูกงัดประตูเข้าไปทำลายทรัพย์สิน โต๊ะทำงานบางห้องมี “กองอุจจาระ” และร่องรอยอุจจาระทาอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว

ผนังและฝ้าเพดานถูกงัด รูปถ่ายที่มีความเกี่ยวพันกับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกฉีกกระจัดกระจายไปทั่วห้อง

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญตรา พระเครื่องและพระบูชา สูญหายทั้งหมด เก้าอี้โซฟาหลุยส์ราคาแพงถูกมีดกรีดเสียหายใช้งานไม่ได้ กระจกถูกทุบทำลายเกือบทุกบาน
สภาพความเสียหายที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด
แต่เท่าที่ประเมิน คาดว่าจะเสียหายมากกว่านี้หลายร้อยเท่า !

ไม่รู้ว่าจะเขียนเพื่อว่ากล่าวพวกที่คิดทรยศต่อประเทศชาติอย่างไรดี แต่ ณ วันนี้คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต้องคิดสร้างทำเนียบรัฐบาลแห่งใหม่แล้ว
เพราะสถานที่สำคัญอย่าง “ทำเนียบรัฐบาล” หมดความสง่างาม หมดความขลัง หมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว

ในช่วงที่พันธมิตรฯ ปักหลักอยู่ในทำเนียบก็มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บล้มตายในนั้นจำนวนไม่น้อย แถมยังมีระเบิดซุกซ่อนอยู่อีก
พฤติกรรมเยี่ยงนี้ผิดกับประโยคที่ว่าเป็นม็อบชนชั้นนำและชนชั้นกลาง ชุมนุมโดยสงบ

แต่สิ่งที่เห็น มันไม่ใช่ สิ่งที่พวกพันธมิตรฯ ทำคือ การปล้นและทำลาย ดังนั้นขอร้องให้หน่วยงานที่ได้รับความเสียหายออกมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
ร่วมกันฟ้องร้อง อย่าให้ประเทศชาติต้องแปดเปื้อนมากไปกว่านี้เพราะความเลวทรามของพวกมัน !

ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา

ที่มา ประชาทรรศน์

บทบรรณาธิการ

เนื่องในมหาวโรกาสยิ่งใหญ่ วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวียนมาบรรจบครบอีกวาระหนึ่ง ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายพระพร ขอพระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นร่มบรมโพธิสมภารให้กับอาณาประชาราษฎรไทย ตลอดกาลนานเทอญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์

ปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยาม” ดังกึกก้องกัปนาท ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในจิตใจคนไทย 63 ล้านคน เป็นแม่นมั่นในการที่จะสนองพระราชประสงค์ขององค์พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ
“ธรรม” สำหรับพระราชา ซึ่งเป็นแบบแผนในการปกครอง

ทศพิธราชธรรม มีดังนี้ 1.การให้ 2.การบริจาค 3.ความประพฤติดีงาม 4.ความซื่อตรง 5. ความอ่อนโยน 6.ความทรงเดช 7.ความไม่โกรธ 8.ความไม่เบียดเบียน 9.ความอดทน 10.ความไม่คลาดเคลื่อนในธรรม

จักรวรรดิวัตร 12 คือธรรมอันเป็นพระราชจริยานุวัตร ทรงถือและอาศัยธรรมข้อนี้เป็นหลักสำหรับการปกครองประเทศ ดังนี้ 1.ควรอนุเคราะห์คนในราชสำนักและคนภายนอกให้มีความสุข ไม่ปล่อยปละละเลย 2.ควรผูกไมตรีกับประเทศอื่น 3.ควรอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ 4.ควรเกื้อกูลพราหมณ์ คหบดี และคฤบดีชน คือเกื้อกูลพราหมณ์และผู้ที่อยู่ในเมือง 5.ควรอนุเคราะห์ประชาชนที่อยู่ในชนบท 6.ควรอนุเคราะห์สมณพรามณ์ผู้มีศีล 7.ควรจักรักษาฝูงเนื้อ นก และสัตว์ทั้งหลายมิให้สูญพันธ์ 8.ควรห้ามชนทั้งหลายมิให้ประพฤติผิดธรรม และชักนำด้วยตัวอย่างให้อยู่ในกุศลสุตจริต 9.ควรเลี้ยงดูคนจน เพื่อมิให้ประกอบการทุจริตและอกุศลต่อสังคม 10.ควรเข้าใกล้สมณพราหมณ์เพื่อศึกษาบุญและบาป กุศล และอกุศลให้แจ่มชัด 11.ควรห้ามจิตมิให้ต้องการไปในที่ที่พระมหากษัตริย์ไม่ควรเสด็จ 12.ควรระงับความโลภมิให้ปรารถนาในลาภที่พระมหากษัตริย์มิควรจะได้

และ ราชสังคหวัตถุ 4 คือ พระราชจริยานุวัตรอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวนำใจประชาชน สำหรับเป็นแนวทางในการวางนโยบายปกครองบ้านเมือง ดังนี้ ทรงพระปรีชาในการบำรุงธัญญาหารให้บริบูรณ์ ทรงพระปรีชาในการสงเคราะห์บุรุษที่ประพฤติดี ทรงพระปรีชาในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร และการตรัสพระวาจาที่อ่อนหวานแก่ชนทุกชั้นโดยควรแก่ฐานะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงบำเพ็ญคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างใหญ่หลวง ดังปรากฏ ตลอดห้วงเวลาในการเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติภายใต้นปพดลมหาเศวตรฉัตรแห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงครองตนในธรรมแห่งพระราชา ทำให้ไพร่ฟ้าประชาชนได้รับอาณาบารมีแผ่ไพศาล ราษฎรไทยทั้ง 63 ล้านคน อยู่ดีมีสุขตามอัตภาพ ประเทศไทยมีความเจริญพัฒนาก้าวหน้าตามนานาอารยประเทศ

ดังนั้นใครก็ตามที่แอบอ้างหรือผูกขาดความจงรักภักดีในพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์เจ้า เพียงฝ่ายเดียว มุ่งหวัง แบ่งแยก แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย จนทำให้ประเทศชาติมีความแตกแยกในทุกมิติ ทั้งทางกว้างและทางลึก เพียงมุ่งผลประโยชน์ทางการเมือง เฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ในดวงใจของราษฎรไทยทั้ง 63 ล้านคน จักสักการะเทิดทูน และประชาชนคนไทยทั้ง 63 ล้านคนพร้อมจักสละชีวิตเป็นราชพลี…ดังนั้นใครก็ตามอย่าได้แม้แต่คิดนำสถาบันเบื้องสูง ไปแอบอ้างทางการเมือง ผูกขาด แบ่งแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอีกต่อไป...

ชี้ชัด"ปู่ชัย"ไม่มีหน้าที่ขอเปิดสภาเลือกนายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

วันนี้ (5 ธ.ค.) นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดรักษาการมีมติให้ถอนร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 8-9 ธ.ค.ที่จะพิจารณาวาระเกี่ยวกับข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจที่จะใช้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งเลื่อนไปจัดในเดือน มี.ค.ปีหน้าว่า เมื่อ ครม.มีมติดังกล่าวในวันที่ 8-9 ธ.ค. ก็จะไม่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา หรือการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ไปด้วย

ส่วนที่ ครม.ระบุว่าการกำหนดวันเลือก ส.ส.ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น นายพิทูร กล่าวว่า เมื่อไม่มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภาสมัยสามัญแล้ว ในกระบวนการเรียกประชุมไม่ใช่หน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้เริ่ม แต่สามารถทำได้ 2 วิธี คือ ครม.ขอให้ทรงมีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมใหม่ และสมาชิกของทั้งสองสภา รวมกัน หรือ ส.ส.เข้าชื่อจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ตามรัฐธรรมูญ มาตรา 129 เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได้ ทราบว่าขณะนี้ประธานวิปรัฐบาลกำลังให้สมาชิกเข้าชื่อกันอยู่

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงจำนวนส.ส.ที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ณ ปัจจุบันว่า มี ส.ส.อยู่ทั้งหมด 447 คน แบ่งเป็น พรรคพลังประชาชน 218 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 คน พรรคชาติไทย 15 คน พรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 คน พรรครววมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน และพรรคประชาราช 5 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มี 165 เสียงเท่าเดิม

"สำหรับพรรคพลังประชาชนที่เหลือ ส.ส. 218 คนนั้น เนื่องจาก นายวีระพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชาชน ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2550 ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 ขณะที่ความผิดที่เกิดขึ้นของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในคดีทุจริตเลือกตั้ง มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 28 ต.ค. 2550 ที่เป็นวันตรวจพบการกระทำความผิด ทำให้ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนลดลงจากเดิม 1 เสียง จาก 219 คน เหลือ 218 คน และส่งผลให้เสียง ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลรักษาการเหลืออยู่ 282 คน อย่างไรก็ดี มีส.ส.ที่ถูกพักงานอยู่ 9 คน ทำให้เหลือยอด ส.ส.ที่สามารถทำงานได้อยู่ทั้งสิ้น 438 คน" นายพิทูร กล่าว

'จงรัก'จี้'ม็อบชั่วมือฉก'คืนทรัพย์สินในทำเนียบฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงทรัพย์สินของทางราชการ และส่วนตัวภายในทำเนียบรัฐบาล ที่ได้สูญหายไประหว่างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ตำรวจนครบาล 1 นำนักประดาน้ำงมหาอาวุธภายในคลองผดุงกรุงเกษม เพราะอาจมีการทำลายหลักฐาน พร้อมส่งสายสืบไปหาเบาะแสตามร้านรับซื้อของเก่า ว่ามีคนกลางนำมาจำหน่ายหรือไม่ ซึ่งจะมีความผิดฐานเข้าข่ายลักทรัพย์

พร้อมทั้งขอความร่วมมือ ผู้ที่มีอยู่ในครอบครอง ขอให้นำมาคืนที่ สน.ดุสิต ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ต้องดูที่เจตนา ซึ่งรัฐบาลจะไม่เอาผิดก็ไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมาย สำหรับข้าราชการที่ทรัพย์สินสูญหาย สามารถแจ้งความได้ที่ สน.ดุสิต

เลื่อนประชุมอาเซียน'นายกฯสิงคโปร์'ซัดการเมืองไทยดิ่งเหว!

ที่มา ประชาทรรศน์

นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ กล่าวถึงการเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ถือเป็นการก้าวถอยหลังของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง 10 ชาติสมาชิกอาเซียนจะต้องไม่ถูกขัดขวางจากปัญหาการเมืองในชาติสมาชิก และการเลื่อนการประชุมสุดยอดนับเป็นการก้าวถอยหลัง เพราะความร่วมมือภายในอาเซียนเป็นสิ่งสำคัญต่อทุกชาติสมาชิก และจะต้องเดินหน้าต่อไปโดยไม่คำนึงถึงปัญหาทางการเมืองในแต่ละชาติสมาชิกแต่อย่างใด

นายลี ยังได้ย้ำทัศนะของสิงคโปร์ที่ว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนไม่ควรจะเลื่อนออกไปนาน เนื่องจากปัญหาวิกฤตการเงินโลกกำลังส่งผลกระทบต่อทุกชาติสมาชิก สิงคโปร์เสนอให้จัดการประชุมสุดยอดในเดือนมกราคม และว่า อาเซียนควรพิจารณาจัดการประชุมที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย โดยมีไทยเป็นประธานการประชุม นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ยังมองปัญหาการเมืองไทยเป็นเรื่องความแตกแยกในสังคมที่ยากจะเยียวยา

แถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่1'ในหลวง'ทรงเจ็บพระศอ

ที่มา ประชาทรรศน์

สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 พระอาการประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจ็บพระศอ ไข้สูงแต่ไม่พบเชื้อในเสมหะ ทรงเสวยอาหารเหลวได้

แถลงการณ์พระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรฉบับ ที่ 1

เมื่อค่ำวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระอาการเจ็บภายในพระศอลงไปถึงหลอดพระกระยาหารส่วนต้น ทำให้ทรงเจ็บเวลาทรงกลืนพระกระยาหาร มีพระปรอท(ไข้) สูงเล็กน้อย แพทย์ได้ถวายตรวจพระวรกาย พบการอักเสบของพระศอบริเวณด้านหลังช่องพระโอษฐ์ และได้ถวายตรวจพระโลหิต และถวายพระโอสถรักษา

ต่อมาในวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2551 หลังจากตื่นพระบรรทม มีพระอาการเจ็บพระศอมากขึ้น จนไม่ทรงสามารถเสวยพระกระยาหาร และพระโอสถได้ แพทย์จึงได้ถวายน้ำเกลือและน้ำตาลทดแทน ตลอดจนถวายพระโอสถปฏิชีวนะผ่านทางหลอดพระโลหิตมีพระปรอทลดลงในช่วงกลางวัน แต่ในตอนค่ำกลับมีพระปรอทเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2551 พระปรอทลดลงในตอนเช้า และสูงขึ้นในตอนเย็น เสวยพระกระยาหารเหลวได้บ้างเล็กน้อย ผลการตรวจพระโลหิต เมื่อค่ำวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2551 บ่งว่ามีอาการอักเสบ ส่วนการเพาะเชื้อในพระโลหิต และพระเสมหะ ได้รับรายงานผลการตรวจในวันนี้ว่า ไม่พบเชื้อและแบคทีเรีย

จึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

'หญิงอ้อ'บินคุมเกมจัดตั้งรัฐบาล'เพื่อนเนวิน'ไม่หวั่นไหว!ลั่นยึดแนวทางสมานฉันท์

ที่มา ประชาทรรศน์

"นางพญา"รีเทิร์น เที่ยวบิน "ลับ-ลวง-พราง" จนสื่อเสื้อเหลืองปล่อยข่าวมั่ว สะพัด "ทักษิณ"ส่ง"คุณหญิงอ้อ"กล่อม"กลุ่มเพื่อนเนวิน"ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่คนใกล้ชิด"เนวิน"เผย"พจมาน"คัมแบ็คไม่กระทบการตัดสินใจของกลุ่ม ย้ำชัดยึดหลักรัฐบาลเพื่อความสมานฉันท์ภายในชาติเป็นที่ตั้ง

วันนี้ (5 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางจากเกาะฮ่องกงมาถึงประเทศไทย โดยสายการบินไทย เที่ยวบินพิเศษ ทีจี 6078 ซึ่งเป็นเครื่องบินจัมโบ้ และเป็นเที่ยวบินจากฮ่องกงมาสนามบินอู่ตะเภา โดยจะลงจอดในเวลา 22.30 น. วันนี้ อย่างไรก็ดี การเดินทางกลับมาครั้งนี้ของคุณหญิงพจมาน จะมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการบินเล็กน้อย เพราะเครื่องบินจะแวะส่งคุณหญิงพจมานที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนในเวลา 22.00 น.

อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ มีหลายเว็บไซต์เสนอข่าวว่า คุณหญิงพจมาน จะเดินทางมาถึงประเทศไทยโดยสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 607 ซึ่งจากกรณีดังกล่าว น.ต.ถนิต พรหมสถิตย์ กัปตันอาวุโสสายการบินไทยเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเที่ยวบินที่จะมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิของสายการบินไทย พบว่า เครื่องทีจี 607 ไม่มีการขึ้นบินในวันนี้ และในวันนี้ เที่ยวบินจากฮ่องกงมาประเทศไทยไม่มีการขึ้นบิน

ด้าน นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคไทยรักไทย เปิดเผยว่า ยอมรับว่าคุณหญิงพจมาน จะเดินทางกลับมาเมืองไทยในคืนนี้จริง โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับลูกสาว โดยเที่ยวบินการบินไทยเวลาประมาณสามทุ่มครึ่งถึงสี่ทุ่ม

ขณะที่ พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผบช.สตม. กล่าวว่า คุณหญิงพจมาน จะเดินทางกลับเข้าประเทศไทยวันนี้เวลา 22.00 น.โดยเครื่องจะลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นการเดินทางเข้าเมืองปกติ ออกช่องทางปกติเหมือนผู้เดินทางเข้าเมืองอื่นๆ เพราะไม่มีหมายจับแล้ว หมายจับก่อนหน้านี้ก็ยกเลิกแล้ว ทาง ตม.ไม่มีบันทึกหมายจับ และไม่มีการเตรียมการเชิญตัวหรือจับกุมตัวแต่อย่างใดทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองปกติ

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระดับสูงภายในพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การเดินทางกลับประเทศไทยครั้งนี้ของคุณหญิงพจมานเป็นการเดินทางเพื่อมาสยบความเคลื่อนไหวและเงื่อนไขต่อรองจากกลุ่มต่างๆ ภายในพรรค โดยเฉพาะท่าทีของกลุ่มเพื่อนเนวิน นอกจากนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่คุณหญิงพจมานอาจเข้าไปมีส่วนสังเกตการณ์การประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในกลุ่มเพื่อนเนวิน เปิดเผยว่า การเดินทางมาของคุณหญิงพจมาน จะไม่มีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของกลุ่มเพื่อนเนวิน เพราะทางกลุ่มยังคงยืนยันที่จะตั้งรัฐบาลที่สร้างความสมานฉันท์ให้มากที่สุด เพื่อจะคืนความสงบสุขให้กับสังคมไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ในยามเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทั้งนี้ ทางกลุ่มน่าจะมีความชัดเจนในการร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ และเป็นไปได้ที่จะมีการสลายขั้วการเมืองหรือไม่สลายขั้วการเมืองก็เป็นได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทางกลุ่มจะตัดสินใจ จะยืนอยู่บนความสมานฉันท์ของชาติเป็นที่ตั้ง

"สุเมธ"ชวนชาวไทยปรองดองถวายพ่อหลวง

ที่มา ประชาทรรศน์

"สุเมธ"ชักชวนประชาชนร่วมใจส่งไปรษณียบัตรให้คนไทยรักกันถวายในหลวง "พ่อคูณ"ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงหายประชวรโดยเร็ว เพื่ออยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงชนชาวไทย

วันนี้ (5 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอด่านขุนทด จ.นครราชสีมาว่า นายมุรธาธีร์ รักชาติเจริญ นายอำเภอด่านขุนทด ได้นำเหล่าข้าราชการ พ่อค้าประชาชนชาวอำเภอด่านขุนทด จำนวนกว่า 1,000 คน ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช โดยมีพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เดินทางมาประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในพิธีดังกล่าวพร้อมนำน้ำมนต์ประพรมให้ข้าราชการและประชาชนที่มาร่วมงานด้วย


จากนั้น พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กล่าวถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราช เป็นภาษาบาลีสันสกฤต ที่มีความหมายว่า “ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จงทรงพระเจริญ และขอให้พระองค์ทรงทุเลา หายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพสกนิกรชาวไทย อยู่ยั่งยืนยาวนานตลอดกาลสืบไป”


วันเดียวกัน นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานโครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน เปิดเผยว่า โครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ และรณรงค์ให้คนไทยทุกหมู่เหล่าร่วมกันทำความดี มีจิตสำนึกในการให้รูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างคนไทยด้วยกัน และสร้างความสมานฉันท์ในสังคม ผ่านการเขียนไปรษณียบัตรของโครงการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ต่อเนื่องไปจนถึงโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา


"ประชาชนสามารถร่วมส่งไปรษณียบัตรแสดงพลังแห่งการให้ 10 ประการ คือ ให้อภัย ให้โอกาส ให้ร้อยยิ้ม ให้เวลา ให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ให้ความช่วยเหลือ ให้ความใกล้ชิด ให้ความจริงใจ ให้ความซื่อสัตย์ และให้ความรัก" นายสุเมธ กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รูปแบบของไปรษณียบัตร ประกอบด้วย ไปรษณียบัตร 2 ส่วน คือสีเหลืองและสีชมพู สามารถเขียนข้อความบอกเล่าแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่เป็นมิตร หรือผู้ที่ต้องการปรับความเข้าใจกัน แล้วแยกส่ง โดยส่วนที่เป็นสีเหลือง ส่งมาที่โครงการทำดีเพื่อพ่อ ตู้ปณ.81 กรุงเทพมหานคร 10330 หรือที่เว็บไซต์ www.dogood.or.th ส่วนสีชมพู ส่วนสีชมพู เขียนชื่อที่อยู่และส่งให้บุคคลที่เขียนถึง พร้อมทั้งติดแสตมป์ หลังจากนั้น โครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน จะนำไปรษณียบัตรที่ประชาชนส่งมาทั้งหมด นำมาร้อยเรียงเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขนาดใหญ่ แล้วจัดแสดงในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 81 พรรษา โดยสามารถดาวน์โหลดไปรษณียบัตรได้ฟรีจากเว็บไซต์ www.dogood.or.th หรือสอบถามที่ โครงการทำดีเพื่อพ่อขอคนไทยให้รักกัน โทรศัพท์ 0-2610-2376