WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 6, 2008

นอมินีรุ่น 3

ที่มา ไทยรัฐ

แม้จะยุบ 3 พรรคการเมืองทำให้รัฐบาล “สมชาย” ต้องพ้นไปแล้ว แต่การเมืองก็หาใช่ว่าจะจบ คงเป็นเพียงสงบชั่วคราวไปก่อนเท่านั้น การที่ ส.ส.ของ 3 พรรคที่จะต้องดิ้นไปหาพรรคการเมืองใหม่สังกัดก็ไม่ง่ายอย่างคิด แม้จะมีการเตรียมการเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็ตาม

ตัวเลขล่าสุดของ ส.ส.ทั้งหมดมี 441 คน พลังประชาชน 219 คน ชาติไทย 15 คน เพื่อแผ่นดิน 24 คน มัชฌิมาธิปไตย 11 คน รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 คน ประชาราช 5 คน ประชาธิปัตย์ 165 คน

พลังประชาชนลอกคราบไปอยู่พรรคเพื่อไทยที่รองรับเอาไว้แล้ว อยู่ที่ว่าจะเลือกใครเป็นหัวหน้าพรรคและขึ้นเป็นนายกฯ หากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พรรคชาติไทยก็ต้องกลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา คาดว่านายชุมพล ศิลปอาชา น้องชายนายบรรหาร ศิลปอาชา เข้ามาเป็น “นอมินี” เพราะลูกชาย-ลูกสาวก็โดนเว้นวรรคการเมือง 5 ปีเหมือนกัน ซึ่งนายบรรหารบอกว่า อีก 5 ปี อายุ 81 ปี ก็พร้อมจะกระโดดลงมาเล่นอีก

พรรคมัชฌิมาธิปไตยแม้จะมีพรรคภูมิใจไทยมารองรับ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปได้หรือไม่ เพราะนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ให้ นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ภรรยา เป็นหัวหน้าพรรค “นอมินี” แต่เมื่อพรรคถูกยุบนางอนงค์วรรณจึงถูกเว้นวรรคการเมืองตามไปด้วย

พลังประชาชนที่ขับเคลื่อนไปสู่พรรคเพื่อไทยนั้น แม้ดูจะไม่มีปัญหา เพราะเตรียมการล่วงหน้าเอาไว้อย่างดีแล้ว แต่ก็ต้องดูว่าจะมี ส.ส.ไปครบทั้งหมดหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวินยังไม่เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค

เพราะคงต้องดูทิศทางการเมืองต่อไป จะเลือกใครเป็นนายกฯก็สำคัญ เพราะการเมืองข้างหน้าไม่ใช่ง่าย หากหยิบเอาคนที่ภาพพจน์ ไม่ดี ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่ได้รับการยอมรับ ก็คงจะเป็นไปในทำนองว่าเริ่มต้นก็ถูกต้าน

นั่นจะทำให้สถานการณ์การเมืองกลับไปสู่จุดเดิม

การตั้งนายกฯจึงเป็นประเด็นที่จะต้องหาทางออกให้ดี ไม่ใช่ ดันทุรังเหมือนที่ผ่านมา แนวทางที่จะให้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลมาเป็นนายกฯ เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านจนทำให้การเมืองวุ่นวายขึ้นมาอีก

อีกประเด็นก็คือ ส.ส.สัดส่วนของพลังประชาชนที่แม้ว่าจะมีการลาออก ก่อนยุบพรรคเพื่อให้มีการเลื่อน ส.ส.สัดส่วนจนครบจำนวนแล้วก็ตาม แต่มีประเด็นว่า ส.ส.สัดส่วนจะย้ายพรรคได้หรือไม่

แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดชัดเจน แต่มีการตีความทำนองว่าไม่น่าจะมีปัญหามันครอบคลุมความเป็น ส.ส.อยู่แล้ว

แต่มีการแย้งว่าการเลือก ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์นั้นเป็นการเลือกพรรค ส.ส.สัดส่วนของพลังประชาชนจึงมาจากการที่เลือกพรรคพลังประชาชน ดังนั้น การจะย้ายไปอยู่เพื่อไทยซึ่งเป็นคนละพรรคกัน

การไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ของ ส.ส.สัดส่วน จึงไม่น่าจะถูกต้อง แต่ควรจะหมดสมาชิกภาพไปพร้อมกับการยุบพรรคพลังประชาชน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ เมื่อพรรคเพื่อไทยที่ตั้งใหม่ แต่ไม่มี ส.ส.สัดส่วนเพราะยังไม่ได้เลือกตั้ง หากเอา ส.ส.สัดส่วนของพลังประชาชนเข้ามาก็จะเกิดปัญหา ถ้าเกิดปัญหาพ้นจากสมาชิกภาพจะเลื่อนใครขึ้นมาเป็นแทนก็ไม่ได้

นี่ก็คือปัญหา

อย่างไรก็ดี แม้แต่ กกต.ก็ให้ความเห็นต่างกัน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.บอกว่า ไม่สามารถย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคการเมืองอื่น แต่นางสดศรี สัตยธรรม บอกว่า ส.ส.สัดส่วนย้ายพรรคตาม ม.106 (8) เรื่องการย้ายพรรคไม่ได้กำหนดเฉพาะ ส.ส.เขต หรือ ส.ส.สัดส่วน แต่เขียนแบบรวมๆ ซึ่งชัดเจนแล้ว พูดง่ายๆก็คือย้ายได้

เรื่องนี้คงยังไม่จบ เพราะมีการเสนอให้ตีความกันแล้ว

“นอมินี” รุ่นที่ 3 ไม่ใช่จะ “ลอกคราบ” กันง่ายๆ.

“สายล่อฟ้า”

เกมยื้อพลิกได้ทุกหน้า

ที่มา ไทยรัฐ

ใจหายไปตามๆกัน สำหรับคนเฒ่าคนแก่ ประชาชนชาวไทยที่เฝ้ารอหน้าวิทยุ โทรทัศน์ คอยฟังพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า

วาระมงคลประจำปี

แต่ปีนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดาฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และคณะบุคคลต่างๆเข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม

ในอารมณ์ที่สังคมกำลังว้าเหว่ สถานการณ์ประเทศไทยไม่สู้ดี

พ่อแผ่นดินป่วย ในขณะที่บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย

และก็เป็นนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุม ครม.รักษาการวาระด่วนพิเศษที่กระทรวงการต่างประเทศในช่วงหัวค่ำ ก่อนมีมติยกเลิกการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมร่วมสมัยวิสามัญของรัฐสภา ในวันที่ 8-9 ธันวาคม

เลี่ยงวาระรบกวนเบื้องยุคลบาท

นั่นก็หมายถึงว่า คิวโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

โอกาสยังพลิกได้ทุกหน้า

ที่แน่ๆ โดยการเอ่ยอ้างเอกสิทธิ์ ส.ส. ขอสงวนสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ล่าสุดกลุ่มเพื่อนเนวิน ชิงเล่นบท โจรกลับใจออกอาการยักท่า ไม่สนับสนุนคนของพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี นอมินีแถวสาม

เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งกับม็อบพันธมิตรฯและฝ่ายต่อต้านเครือข่าย ทักษิณ

และยังมีแนวร่วมกลุ่ม 16 เก่าอย่างนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ที่ล็อกแขนผู้แทนฯกลุ่มภาคกลาง 10 กว่าหัว

ยื้อใบสมัครเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย

นั่นก็ทำให้ตัวเลข ส.ส.ของอดีตพรรคพลังประชาชนที่ยังไม่ชัวร์เรื่องสังกัด คึกคักอยู่ในตลาดนัดกว่า 40 คน ไม่นับรวมกับต้นทุนของพรรคเพื่อแผ่นดินในสังกัดของนายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาห-พงศ์ชนะ และว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ที่พร้อมออกหน้าไหนก็ได้

งานนี้มีลุ้นพลิกขั้วก็แล้วกัน

ที่แน่ๆโดยขีดระดับความหวังที่ไม่ใช่ลมๆแล้งๆ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รีบออกมาจีบทางอากาศ เอ่ยปากชมกลุ่มเพื่อนเนวินที่ออกแถลงการณ์จะไม่รับนายกรัฐมนตรีที่จะสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอีก

ผมไม่ทราบว่ากลุ่มเพื่อนเนวินคิดอย่างไร แต่เท่าที่ติดตามข่าว เห็นว่ามีความชัดเจนที่จะร่วมแก้วิกฤติของประเทศ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดี ผมเอาใจช่วย ขอให้เดินแนวทางนี้ต่อไป ยังไม่ได้คุยกับพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะร่วมงานกันหรือไม่

แต่ถ้ากลุ่มเพื่อนเนวินยังยืนยันแนวทางนี้ ภายใน 1-2 วัน ก็จะหาโอกาสไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ว่าจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร

คำก็ชื่นชม สองคำก็ยินดี ประชาธิปัตย์ลืม ยี้ยี่ห้อ เนวิน ชิดชอบชั่วคราว

เพราะมันคือโอกาสดีโอกาสเดียวที่จะพลิกสถานการณ์เลิกเป็นฝ่ายค้านค้างปี

และก่อนอื่นใด โดยลูกเก๋าของพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุดโยนชื่อของรุ่นเก่าลายครามอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ออกมาประกบกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เต็งหามนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

เปรียบมวยวัดใจสังคม

แต่ก็แค่หักอารมณ์ กระพือกระแสในเรื่องความเหมาะสมของตัวบุคคล เพราะนายชวนก็บอกปัดเองว่า เป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากในระบบพรรคโดยหลักต้องยกย่องหัวหน้าพรรค

ทั้งหมดทั้งปวง ประชาธิปัตย์ต้องตอกลิ่ม เขย่าให้สวิงขั้วให้ได้

แม้จะเป็นอะไรที่คนกันเองอย่างนายชวนก็ออกปากยอมรับว่า เป็นเรื่องยากมาก

ขณะที่คนนอกอย่างนายสุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ก็อ่านเกมว่า ถ้าตัวแทนของพรรคเพื่อไทยไม่รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนนายสมชาย วงส์ศวัสดิ์ มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคเพื่อไทยจะใช้วิธีการให้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา แทนที่จะให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทยเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เนื่องจากพิจารณาว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าในการเลือกตั้งครั้งใหม่

แต่ก็อีกนั่นแหละ ภายใต้ปรากฏการณ์ปิดเกมเร็วของศาลรัฐธรรมนูญ ล้มโต๊ะรัฐบาลนอมินี เชือดนิ่มไม่ไว้หน้า และก็เป็นอะไรที่ส่อเค้าว่าจะลากเกมยาว เปิดสภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ได้

นักเลือกตั้งกำหนดเกมเล่นเองได้หมดซะเมื่อไหร่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คุณหญิงพจมาน กลับไทยแล้ว

ที่มา MCOT Newsสุวรรณภูมิ 6 ธ.ค.-คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีและบุตรทั้ง 3 คนเดินทางกลับมาด้วย

บรรยากาศที่หน้าห้องรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีกลุ่มผู้ชุมุนมสวมเสื้อแดงจำนวนหนึ่งเดินทางมารอให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางกลับเข้าประเทศเมื่อเวลาประมาณ 22.30 น.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายปรีชา ประสพดี ส.ส.พรรคพลังประชาชน เดินทางมาต้อนรับ โดยมี พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มาดูแลความปลอดภัย

และทันทีที่สายการบินไทย เที่ยวบินทีจี 6078 ฮ่องกง-สุวรรณภูมิ ลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คุณหญิงพจมาน ได้ให้รถเข้าไปรับในท่าอากาศยาน ก่อนรถจะขับหลบสื่อมวลชนซึ่งมาดักรอทำข่าวจำนวนมากออกไป

ทั้งนี้ นายสงครามยืนยันว่า คุณหญิงพจมานเดินทางกลับมาเพียงลำพัง ไม่ได้พามีบุตรชายและบุตรสาวทั้ง 2 คน เดินทางกลับมาด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-06 01:02:54


การเมืองพลิกสลายขั้วกู้วิกฤติ

ที่มา ประชาทรรศน์

* ต่อรอง “ชวน หลีกภัย” ขึ้นนายกฯ

50 ส.ส.รัฐบาลผ่าทางตัน สลายขั้วการเมืองฝ่าวิกฤติ เจรจาพรรคประชาธิปัตย์หนุน “ชวน หลีกภัย” เป็นนายกฯ เชื่อยุติปัญหาความรุนแรงในบ้านเมืองได้ พร้อมแจงเหตุไม่เอา “อภิสิทธิ์” เพราะไม่มั่นใจจุดยืนประชาธิปไตย จากท่าทีที่เหมือนสนับสนุนรัฐประหารและทำตัวเหมือนเข้าข้างม็อบพันธมิตรฯ ปล่อยลูกพรรคไปป้วนเปี้ยนบนเวที ซ้ำร้ายที่เป็นตราบาปไปชั่วชีวิตก็คือการขอนายกฯ พระราชทาน จนได้ฉายา “มาร์ค ม.7” ขณะที่บรรดา ส.ส.-นักวิชาการ เรียงหน้าต้านกระแส “เฉลิม อยู่บำรุง” เป็นนายกฯ ห่วงเป็นการจุดไฟเผาบ้าน ชี้คนที่เหมาะต้องเป็นที่ยอมรับในความดี

ท่ามกลางกระแสการย้ายพรรคของอดีต ส.ส. จาก 3 พรรคการเมืองที่ถูกพิษคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการเฟ้นหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ นั้น

เป็นเหตุให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองตลอดทั้งวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยด้านหนึ่งได้มี ส.ส.บางส่วนจากพรรคพลังประชาชนเดิม ทยอยกันสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว 155 คน โดยมีกระแสยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นคนสำคัญของพรรคมีความประสงค์สนับสนุน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นว่าทำให้ ส.ส.อีกส่วนหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ส.ส.ภาคกลางและภาคใต้ของพรรคพลังประชาชนที่มีอยู่เกือบ 10 คน ส.ส.กลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อีก 11 คน กลุ่มส.ส.บ้านริมน้ำอีก 12 คน และกลุ่มเพื่อนเนวินอีก 37 คน และส่งผลให้ส.ส.เหล่านี้ ยังไม่ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

แหล่งข่าวระบุว่า ส.ส.กลุ่มดังกล่าวมองว่าการจับขั้วแบบเดิม และการนำเอา ร.ต.อ.เฉลิม มาเป็นนายกรัฐมนตรี จะยิ่งสร้างปัญหาและไม่สามารถยุติวิกฤติของบ้านเมืองได้ โดยล่าสุดได้มีการเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่ากลุ่มเหล่านี้จะอยู่ในสังกัดพรรคใด ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไข นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยกลุ่ม ส.ส.กว่า 50 ชีวิตดังกล่าวปฏิเสธ ที่จะให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ เนื่องจากมีพฤติกรรมที่น่ากังวลหลายประการ โดยเฉพาะแนวคิดตามระบอบประชาธิปไตย ว่าจะเป็นการเข้าไปแสดงท่าทีเสมือนสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เคยปฏิเสธการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 และยังเคยเสนอเรื่องนายกพระราชทาน

ทั้งนี้สูตรดังกล่าวเชื่อกันว่าเป็นทางออกทางการเมืองที่ดีที่สุดของทุกฝ่ายในขณะนี้ ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์รับเงื่อนไข ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มีส.ส. 164 คน มีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ขณะเดียวกันหากพรรคเพื่อไทย มีตัวบุคคลที่น่าสนใจและสามารถเข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ซึ่งไม่ใช่ ร.ต.อ.เฉลิม ก็อาจเป็นเงื่อนไขที่น่าสนใจเช่นกัน

อย่างไรก็ตามในกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม นอกจากจะถูกปฏิเสธจากกลุ่ม ส.ส.แล้ว ก็ยังได้รับการคัดค้านจากบุคคลอื่นๆ อย่างกว้างขวาง

นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช มองว่ารัฐบาลชุดใหม่คงไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ แต่เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน นำคนกลางที่มีอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งมีทั้งนายทหาร ตำรวจ และยามนี้สิ่งที่ต้องห้ามคือ คนจากพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทุกคนต้องอยู่ในระบบ

ขณะเดียวกัน ยืนยันยังไม่มีใครทาบทามให้นั่งนายกรัฐมนตรี และที่ผ่านมาได้ปลดระวางตัวเองไปแล้ว แต่หากมีความจำเป็นก็ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม มีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี นั้น นายเสนาะ กล่าวว่า คนนี้ตัดไป แต่ไม่ได้หมายความว่า ร.ต.อ.เฉลิม เป็นคนไม่ดี แต่ถ้ามาก็เหมือนเอาไฟมาเผาบ้าน และยังมองว่าความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนขั้วการเมือง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

นายสุริชัย หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้องเป็นคนที่ไม่ยั่วเย้าให้เกิดความขัดแย้งอีก เรื่องนี้สำคัญมาก ประเทศไทยต้องการนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ไม่เอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง คนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไม่ทำให้เกิดเรื่องขัดแย้ง และจะต้องเพิ่มพื้นที่ในการพูดคุยกันได้

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ร.ต.อ.เฉลิมจะได้มานั่งในตำแหน่งสำคัญตามกระแสข่าวลือ นายสุริชัย กล่าวว่าก็เกิดปัญหาเก่าอีก เชื้อเชิญให้เกิดปัญหาอีก ทุกวันนี้บ้านเมืองยังไม่เจ็บป่วยกันอีกหรือ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่ประชาชนให้ความเคารพในเรื่องความดีงาม

นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าไม่ขอวิจารณ์ตัวบุคคล แต่ขอเปรียบการเมืองที่ผ่านมาว่าเปรียบเสมือนทีมฟุตบอล

ซึ่งนักฟุตบอลของทีมเอมีผู้เล่นเด็กๆ ลงสนาม แล้วก็โดนใบแดง 111 คน เมื่อเลือกทีมบีมาลงสนามแทน ก็โดนใบแดงไปอีก ขณะนี้จึงเหลือผู้เล่นสำรองของตัวสำรองอีกที คือทีมซี ซึ่งก็ต้องหาผู้เล่นเกรดเอ ซึ่งก็ต้องสรรหาบุคคลที่จะไปรอด แต่ก็ต้องมาคิดอีกว่าจะหาผู้เล่นเกรดเอได้จากที่ไหนบ้าง

จะเป็นจากคนในพรรคร่วมรัฐบาล จากพรรคฝ่ายค้าน หรือจากคนนอก แต่คนนอกนั้นจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ โดยให้เข้ามาตั้งหน้าตั้งตาบริหารอย่างเดียว แล้วใครจะบริหารพรรคก็ปล่อยให้สมาชิกพรรคได้บริหารไป ต้องเลือกทีมที่ดีที่สุด

“แต่ถ้ายังจะเสนอแต่ทีมซี ซึ่งครั้งที่แล้วทีมบี นายกฯ เองก็เคยบอกว่าคณะรัฐมนตรีดูจะขี้เหร่หน่อย แล้วทีมซีไม่ยิ่งขี้เหร่ไปใหญ่เหรอ” รศ.ดร.โคทมกล่าว

ด้านนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส. นครพนม และรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวปฏิเสธตอบคำถามที่ว่าคิดเห็นอย่างไรกับร.ต.อ.เฉลิมที่มีท่าทีจะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่ายังไม่ได้มีการคุยกับสมาชิกในกลุ่ม ว่าจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพียงแต่คุยกันเรื่องอนาคตของบ้านเมืองต่อจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุข

และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้มีชื่อของใครไว้ในใจ ยังคงคิดอยู่ ทั้งนี้ตนไม่เกี่ยงว่าจะเป็นใคร เท่าที่เห็นก็มีคนที่เหมาะสมอยู่หลายคน แต่ส.ส.ก็ยังไม่ได้มีการคุยกัน โดยตามมารยาทก็ต้องให้พรรคการเมืองใหญ่ที่มีเสียงอยู่ในสภามากเป็นพรรคเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องดูความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ ต้องการให้บรรยากาศเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ดังกล่าว เป็นแบบการปรึกษาหารือกันมากกว่า ถ้าคนของพรรคพลังประชาชนเหมาะสมก็ดี แต่ถ้าคนในพรรคร่วมรัฐบาลเหมาะสมกว่าก็อาจจะปรึกษาให้เลือกคนนั้นดีหรือไม่

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรงค์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าชื่อของร.ต.อ.เฉลิมปรากฏอยู่ในสื่อ แต่ส.ส.ยังไม่ได้คุย หรือตัดสินใจกัน ที่จริงจะเป็นใครก็ได้ที่มีคุณสมบัติครบ ขณะนี้ตั้งสเปกไว้ว่าของให้บุคคลนั้นที่ได้เสนอชื่อตั้งมาแล้ว ไม่ใช่บุคคลที่จะสร้างความแตกแยกในประเทศ ไม่มีการปิดล้อมสนามบิน หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิด ส่วนจะย้ายไปอยู่พรรคใดนั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจ เรื่องนี้มองว่ายังพอมีเวลา 60 วันว่าจะไปสังกัดพรรคใด และหลังวันที่ 5 ธันวาคมจะมีการพูดคุยอย่างชัดเจนมากขึ้น

ทางด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ของพรรคเดียวกัน ก็ได้กล่าวว่าไม่ได้มีชื่อของร.ต.อ.เฉลิมเพียงคนเดียว แต่ยังคงมีชื่อของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร และอีกหลายคน แต่ก็ยังไม่ได้มีข้อสรุป ยังเดาได้ยาก เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง คนที่จะถูกเลือกมานั้นนอกจากปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน แล้วยังมีปัจจัยของสังคมอีกหลายอย่าง

ซึ่งตนเองก็ยังไม่ได้ประชุมกับเพื่อนในกลุ่ม แต่เท่าที่ทราบคือยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะเป็นใคร กำลังดูคนที่เหมาะสมอยู่ ถึงอย่างไร ในสถานการณ์เช่นนี้ คงจะหาคนที่ถูกใจ 100 เปอร์เซ็นต์ได้ยาก ก็ต้องเลือกจากคนเท่าที่มีอยู่

“แต่ละคนก็มีข้อดี ข้อด้อยต่างกัน แต่ใครก็ได้ แต่ขอให้เห็นตรงตามเอกภาพของพรรคร่วมด้วย ตัวคนไม่สำคัญ แต่ความเป็นเอกภาพของพรรคและพรรคร่วมต่างหากที่จะเห็นว่าใครเหมาะสมก็จะเป็นคนนั้น” นายสุทินกล่าว

เช่นเดียวกับ นายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวไม่ขอออกความเห็นกรณี ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตัวเก็งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดยกล่าวว่าตนไม่สามารถโหวตเลือกใครได้ เนื่องจากถูกตัดสิทธิทางการาเมืองในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบพรรคไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา

สตช.เดินหน้าฟ้องพธม.ยันฟ้องข้อหากบฏ-พร้อมเปิดให้แกนนำแก้ต่าง

ที่มา ประชาทรรศน์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ-เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 51 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนฑ์ รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.ชลอ ชูวงศ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตัวแทน บช.ภ.1 พนักงานสอบสวน บก.ภ.จ.สมุทรปราการ บช.น. และ สภ.ราชาเทวะ ร่วมประชุมเร่งรัดการดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ รวมทั้งคดีที่ นพ.เหวง โตจิราการ นพ.สันต์ หัตรัตน์ และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ กล่าวโทษว่ายึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ รวมทั้งหอบังคับการบิน ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานก่อการร้าย

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า เมื่อมีผู้มาร้องทุกข์และกล่าวโทษพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้อง สอบสวนไปตามกระบวนการกฎหมาย โดยจะนำคำสั่งศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ 6453/2551 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 มาประกอบการพิจารณา ซึ่งคำสั่งศาลแพ่งได้ระบุว่าการปิดกั้นท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวท่าอากาศยานดอนเมือง ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 34 วรรคหนึ่งซึ่งเมื่อศาลแพ่งชี้ขาดไว้เช่นนี้ พนักงานสอบสวนก็ต้องยึดถือตามคำชี้ขาดของศาลว่าการชุมนุมไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และสอบสวนตามขั้นตอนเว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามตนได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีการด้วยความเป็นธรรมไปตามพยานหลักฐาน เมื่อได้พยานหลักฐานมาก็ต้องดูกฎหมายว่าเข้าองค์ประกอบความผิดฐานใดบ้าง ก็ต้องดำเนินไปตามนั้น จะไม่มีการตั้งข้อหาลอยๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานอย่างเด็ดขาด และแม้ว่าจะถูกดำเนินการแล้วแต่ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาก็สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างว่าไม่เป็นความจริงได้ ตำรวจพร้อมจะให้ความเป็นธรรม

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกกล่าวโทษให้ดำเนินคดีในความผิดฐานก่อการร้าย พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า ความผิดฐานก่อการร้ายเป็นความผิดที่กำหนดขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2546 ซึ่งมีสาระสำคัญว่าผู้ใดกระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม ซึ่งการกระทำนั้นมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด อันก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงหรือเพื่อสร้างความปั่นป่วน หวาดกลัวในหมู่ประชาชนให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี ซึ่งตั้งแต่มีกฎหมายนี้ยังไม่มีใครเคยถูกกล่าวโทษกระทำผิดฐานนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนต้องสอบสวนว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเข้าองค์ประกอบความผิดฐานนี้หรือไม่ หากเพียงพอก็จะสรุปส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อไป

ร้องกองปราบปราม แจ้งความพันธมิตรฯ ผิดฐานก่อการร้าย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

6 องค์กรประชาธิปไตย ยื่นหนังสือแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแกนนำพันธมิตรฯ ฐานก่อการร้ายต่อกองปราบปราม พร้อมทั้งมอบอำนาจให้ นพ.เหวง โตจิราการ เป็นผู้ดำเนินการติดตามเรื่อง ความดังนี้

หนังสือแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษและมอบอำนาจให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา135/1(2)

2003/3 สี่แยกเกษตร พหลโยธิน
ลาดยาว จตุจักร กทม.10900
โทรศัพท์-สาร 0-2561-2051

3 ธันวาคม 2551

เรื่อง ขอแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิดเข้าข่ายมาตรา 135/1(2)

เรียน เจ้าหน้าที่กองปราบปราม

ด้วยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวน12 คน อันประกอบด้วย 1.นายจำลอง ศรีเมือง 2.นายสนธิ ลิ้มทองกุล 3.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 4.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 5.นายพิภพ ธงไชย 6.นายสุริยะใส กตะศิลา 7.นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 8.นายสำราญ รอดเพชร 9.นายศิริชัย ไม้งาม 10 นายสาวิทย์ แก้วหวาน 11.นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง 12 นางมาลีรัตน์ แก้วก่า

ได้นำคนจำนวนหลายพันคน เข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ตั้งแต่กลางคืนของวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2551 จนถึง วันที่ 3 ธันวาคม 2551 รวมทั้งได้เข้ายึดหอบังคับการบินด้วย เพื่อบีบบังคับรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ในขณะนั้นให้ลาออก สร้างความปั่นป่วนโดยทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และสร้างความเสียหายอย่างมากมายแก่ประชาชนทั้งชาวไทยและต่างชาติที่โดยสารเข้าออกผ่านสนามบินดังกล่าว รวมทั้งสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองและเกียรติภูมิของประเทศไทยอันประเมินค่าไม่ได้
การกระทำดังกล่าวมีความผิดอันเข้าข่าย (ประมวลกฎหมายอาญา) มาตรา 135/1 (2) ที่กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาดังต่อไปนี้ ... (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ... ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย ... ให้กระทำการหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย...

ข้าพเจ้าดังรายนามต่อไปนี้ จึงขอร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้ผู้บังคับการกองปราบปรามหรือเจ้าหน้าที่กองปราบปรามได้โปรดพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องสืบต่อไป

1.(ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์)

2.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

3.นพ.เหวง โตจิราการ

4.นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์

5.นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์

6.นายทรงชัย วิมลภัตรานนท์

7.นางสุนันทา ธรรมธีระ

ในการนี้ข้าพเจ้าทั้ง 7 ขอมอบอำนาจให้ นพ.เหวง โตจิราการ ได้ดำเนินการตามจุดประสงค์ดังกล่าวข้างต้นจนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทุกประการ

ชัยชนะที่เพิ่งประกาศของพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย ศรัทธา สารัตถะ
ที่มา : ประชาไท


กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุมยืดเยื้อทันที ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีผลให้รัฐบาลสมชายต้องมีอันพ้นสภาพไปพร้อมกัน การประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สอดประสานรับลูกอย่างเหมาะเจาะกับการตัดสินยุบพรรคการเมือง นับเป็นปฏิบัติการทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา เพราะการเดินเกมสอดรับกันอย่างแยบยลระหว่างการเมืองในระบบกับการเมืองนอกระบบ ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ และเกิดวิกฤติความชอบธรรมขึ้นโดยพลัน

ไฮไลต์ของกระแสทางการเมืองพุ่งสูงสุด เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมืองพร้อมกันถึง 3 พรรค ตามด้วยการประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งยึดสนามบินสองแห่งเอาไว้ จนทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกือบจะกลายเป็นอัมพาตตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่การตัดสินคดียุบพรรคการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งข้อสังเกตจากนักการเมืองและสาธารณชนอย่างกว้างขวางว่า เป็นการตัดสินที่ค่อนข้างรวบรัดและรวดเร็วอย่างผิดปกติ นำไปสู่ความคลางแคลงใจเกี่ยวกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งในแง่ที่มาของอำนาจ ตัวผู้ใช้อำนาจ และวิธีการใช้อำนาจ

ท่ามกลางความสงสัยและไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะให้คำอธิบายเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการเร่งตัดสินคดีดังกล่าวแล้ว การตัดสินคดียุบพรรคที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเขม็งเกลียว ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกมการเมืองพลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ จึงเลี่ยงไม่พ้นคำถามที่ตามมาว่า ตุลาการภิวัตน์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองหรือไม่

ในขณะที่สาธารณชนยังไม่หายข้องใจกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ การประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ กลายเป็นข่าวที่มาเร็วเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีท่าทีแม้แต่น้อยว่าจะยุติการชุมนุม เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการประกาศยุติการชุมนุม แกนนำพันธมิตรฯ ยังประกาศว่าจะไม่ถอนกำลังออกจากสนามบิน รวมถึงมีการตระเตรียมความพร้อมเพื่อรักษาพื้นที่สนามบินดอนเมืองให้แน่นหนามากขึ้น เพราะเหตุนี้ จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตผ่านเว็บบอร์ดประชาไทว่า แม้แต่พันธมิตรฯ ก็ยังไม่รู้ตัวว่าต้องเลิกชุมนุมวันนี้ (http://www.prachatai.com/webboard/wbtopic.php?id=755680)

ดูเผินๆ ราวกับว่าการประกาศเลิกชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นสิ่งที่ไม่ได้จงใจหรือวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองในทางบวกต่อผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ ว่า เพราะพอใจผลการตัดสินของศาล จึงเลิกชุมนุม ตรรกะง่ายๆ นี้ฟังดูสมเหตุผล หากไม่พิจารณาข้ออ้างที่แกนนำยกมา ได้แก่ 1.ได้รับชัยชนะในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้เป็นผลสำเร็จ และ 2.ได้รับชัยชนะในการขับไล่รัฐบาลทรราชฆาตกรหุ่นเชิดเป็นผลสำเร็จ

หากพิจารณาเหตุผลที่ยกมาอ้างเพื่อเลิกชุมนุมกะทันหัน สาธารณชนคงไม่ปักใจเชื่ออย่างง่ายดายว่า พันธมิตรฯ ได้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กล่าวอ้างมาแล้วจริงๆ เพราะหากพันธมิตรฯ มั่นใจในชัยชนะจริง ก็คงไม่จำเป็นต้องประกาศชัยชนะไป พร้อมกับตั้งเงื่อนไขข่มขู่ไปว่า จะกลับมาชุมนุมอีกครั้ง หากเงื่อนไขที่ตั้งเอาไว้ไม่เป็นไปดังต้องการ ประเด็นที่น่าสังเกตอยู่ที่ว่า แถลงการณ์ยุติการชุมนุม (ชั่วคราว) ของกลุ่มพันธมิตรฯ ครั้งล่าสุด คือเงื่อนงำสำคัญที่ชี้ให้สาธารณชนเห็นถึงสถานะที่แท้จริงของกลุ่มพันธมิตรฯ

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก สังคมเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะข้อเรียกร้องที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นข้อเรียกร้องไม่มีที่สิ้นสุด มาจนถึงข้อเรียกร้องเรื่องการเมืองใหม่ ซึ่งความหมายที่แท้จริงยังไม่มีความชัดเจน จนมาถึงวันที่กลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดพื้นที่สนามบินทั้งสองแห่ง ทั้งๆ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เองรู้ดีว่าการยึดสนามบินย่อมสร้างความเดือดร้อนและความไม่พอใจให้กับคนทั้งในและต่างประเทศ แต่พันธมิตรฯ ก็ยังคงเลือกยุทธศาสตร์ปิดสนามบินเพื่อต่อรองทางอำนาจกับรัฐบาล ข้ออ้างที่ว่าต้องการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อต้อนรับนายกสมชายที่เดินทางกลับจากต่างประเทศฟังไม่ขึ้น เพราะแม้นายกสมชายประกาศว่าจะไม่เดินทางมาที่สุวรรณภูมิ พันธมิตรฯ ก็ยังคงยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองต่อไป การยึดสนามบินเป็นตัวประกัน สร้างความงุนงงสงสัยให้กับสาธารณชนวงกว้างว่า แท้จริงแล้วพันธมิตรฯ ต้องการอะไรกันแน่

แล้ววันที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดียุบพรรคการเมือง ก็กลายเป็นวันที่พันธมิตรฯ เฉลยสถานะแท้จริงของตนเอง เพราะหากไม่มีพันธมิตรฯ คอยประณามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างหนักหน่วง และยึดสนามบินสร้างกระแสความปั่นป่วนตึงเครียดให้กับสังคมวงกว้าง การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่มีน้ำหนักมากถึงเพียงนี้ หรืออาจถูกต่อต้านอย่างหนักจากมวลชนอีกฝ่ายหนึ่ง ในทางกลับกัน หากไม่มีตุลาการภิวัตน์เป็นบันได พันธมิตรฯ ก็คงหาทางลงให้กับปฏิบัติการยึดสนามบินที่ไร้ความชอบธรรมได้ยากขึ้นทุกที

เงื่อนไขที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ขอให้หยุดยั้งอย่าให้มีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณ ขอให้สะสางความผิดนักการเมืองในระบอบทักษิณ และขอให้ร่วมกับประชาชนสร้างการเมืองใหม่เพื่อปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง” ชี้ชัดว่าชัยชนะที่พันธมิตรฯ เพิ่งประกาศไปนั้น ยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากเป้าหมายสูงสุดยังไม่บรรลุผล พันธมิตรฯ ก็ยังคงไม่ยอมลงจากเวทีเป็นแน่

การเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะกลุ่มกดดันนอกสภาที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อชัยชนะ คอยส่งลูก รับลูก สอดประสานกับกลุ่มอื่นๆ ทำให้พันธมิตรฯ กลายเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองที่ทรงอิทธิพล ยากที่กลุ่มการเมืองในระบบจะแข่งขันได้ ปฏิบัติการยึดสนามบินที่ส่งผลให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองขึ้นสำเร็จในขณะนี้เป็นการปูทางให้กับการเปลี่ยนขั้วอำนาจในระบบ ภายใต้การกำกับของอำนาจนอกระบบ ซึ่งจะมีที่ทางและความชอบธรรมมากขึ้นซึ่งจะเข้ามากำหนดทิศทางการเมืองขั้นต่อไป

ชัยชนะที่เพิ่งประกาศของพันธมิตรฯ จึงไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน!

"ฤๅจะล้างบางสถาบันการเมือง"

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2551 วันเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

00 ความเป็นธรรมและความยุติธรรมในสังคมไทย ที่คนไทยมั่นใจว่ายังเชื่อมั่น แต่หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลุกลี้ลุกลน รวบรัด วินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ตัดสิทธิหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคทั้ง 3 พรรค ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อย ตั้งคำถาม ประเทศไทยวันนี้ ยังมีความเป็นธรรมและความยุติธรรมหลงเหลือให้สังคมได้ชื่นชมอยู่อีกหรือไม่? หากไร้คำตอบ น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย ความอยุติธรรมนี่แหละคือคำตอบสุดท้าย สร้างความแตกแยกของประชาชนในแผ่นดินนี้

00 บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ หากขวานทองยังมีสภาพครบสมบูรณ์ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปีศาจคาบไปป์ กากเดนของเผด็จการ ตั้งธงให้ร่างขึ้นมา ด้วยสมมุติฐาน นักการเมืองชั่วร้าย ซื้อสิทธิขายเสียง ตั้งเป้าไว้ให้รัฐบาลอ่อนแอ ให้อำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชะตายุบพรรคการเมืองได้ง่าย เหมือนกับรื้อเพิงหมาแหงนริมถนน

00 เห็นภาพข่าว นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย มังกรการเมือง วัย 74 หลั่งน้ำตา สั่งคลุมผ้าดำ ปิดตำนาน 34 พรรคชาติไทย ท่ามกลางบรรยายกาศเศร้าโศกเสียใจ จริงอยู่มีเกิดต้องมีดับ เกิดได้ดับได้ แต่กรณียุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค เปรียบได้กับการเกิดอุบัติเหตุ แม้รู้ทั้งรู้ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่ไม่ง่ายที่จะทำใจให้รับได้ในระยะเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะพรรคชาติไทย นายบรรหาร เปิดใจอัด ศาลรัฐธรรมนูญ ลุกลี้ลุกลน อ่านผิดอ่านถูก ตั้งธงกันไว้ล่วงหน้า ตุลาการ 8 ใน 9 คน ที่ลงมติยุบพรรคชาติไทย มังกรเฒ่าบรรหาร พูดชัด เจ้าหน้าที่ไหน จะไม่พูดด้วย

00 บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมอันธพาลทางการเมือง ที่เรียกตัวเองกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สามารถแห่กลองยาวเข้าไปยึดสนามบินแห่งชาติได้ทั้ง 2 แห่งในวันเดียวกัน สร้างความเสียหายทางด้านภาพลักษณ์ของประเทศ สร้างความฉิบหายให้กับเศรษฐกิจ ประเทศถูกลดเครดิตในทุกๆ ด้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่กล้าดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ผวากับคำว่า “ม็อบมีเส้น”

00 บันทึกไว้ด้วยความอัปยศอดสู ทหารที่ประชาชนฝากความหวังไว้ในการรักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการทำงานของตำรวจ แต่กลับไม่กล้าที่จะยกกำลังมาป้องกันไม่ให้สนามบินแห่งชาติถูกกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีพฤติกรรมเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆ ที่ผู้อำนวยการการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร้องขอไปแล้ว แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่ใช่หน้าที่ แถม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กลับสั่งให้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกออกมาชี้แจง สถานการณ์ปกติ ตำรวจยังควบคุมสถานการณ์ได้

00 ในขณะที่ตำรวจแม้จะจัดกำลังตำรวจเต็มอัตราเพื่อป้องกันไม่ให้สนามบินถูกยึด กลับปฏิบัติหน้าที่เหมือนคนไร้วิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจที่วางกำลังไว้ตามจุดต่างๆ ก็ถูกเรียกออกมาจัดแถว ตบเท้าเดินออกจากสนามบินอย่างสง่าผ่าเผย เหมือนกับว่าภารกิจรอต้อนรับผู้ก่อการร้ายเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อยึดพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ปิดทำการสนามบินร้อยเปอร์เซ็นต์ เดือดร้อนกันทั่วโลก เมื่อนักท่องเที่ยวไม่สามารถออกประเทศได้ ติดค้างอยู่นับแสนคน ส่วนคนไทยจำนวนไม่น้อยกว่ากัน ติดค้างอยู่ที่สนามบินต่างประเทศ ความเดือดร้อนของประชาชน ความเสียหายของประเทศ กลับเรียกว่า “กู้ชาติ”

00 อัปยศอดสูเจ้าข้าเอ้ย ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล ทำให้ประเทศชาติหายนะ เมื่อถึงเวลาคืนสถานที่ให้กับรัฐ บาดใจบาดตาเหลือเกินกับภาพ เจ้าหน้าที่ของรัฐไปยืนรับส่งคืนจากผู้ก่อการร้าย แทนที่ตำรวจจะควบคุมผู้ก่อการร้ายไปทำแผนประกอบประทุษกรรม เหมือนกับคดีทั่วๆ ไป อเนจอนาถใจเหลือเกินเจ้าข้าเอ้ย

00 ผลการตรวจรับคืนทำเนียบรัฐบาล ระบุชัดแล้วว่า ในห้วงเวลาที่ถูกยึดครอง ทรัพย์สินเสียมากมายมหาศาล แต่ ส.ว.ลากตั้ง นายสมชาย แสวงการ กลับเสือกพูดออกมาได้ ไม่มีอะไรเสียหาย ถุย (ส์)

00 ขบวนการต้านเผด็จการ ของคนเสื้อแดง นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการความจริงวันนี้ ปิดลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นัดรวมพลคนเสื้อแดงกันอีกครั้งที่หน้ารัฐสภา วันที่ 8 ธันวาคม เพื่อคุ้มครองรัฐสภา ไม่ให้กลุ่มพันธมิตรพันธมาร ปิดล้อม ขัดขวางการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

00 ส่วนจะมีการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ เอกฉัตร บอกได้เลยว่า ยังไม่ถึงเวลา ฝุ่นการเมืองยังตลบ ไม่ง่ายที่จะชี้ขาดลงไปได้ ใครคือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยิ่ง ส.ว. ลากตั้งเจ้าเก่า ไม่อยากจะเอ่ยชื่อให้เป็นเสนียดกับหน้ากระดาษ ยื่นเรื่องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ยังมีสมาชิกภาพหรือไม่เมื่อพรรคถูกยุบไปแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั่งสุมเศียรตีความกันอย่างรวดเร็ว เหมือนปฏิบัติการสายฟ้าแลบ ยุบ 3 พรรคภายในเวลาชั่วโมงเดียว

00 ส่วน 29 เขตเลือกตั้ง ที่ยังว่าง ส.ส. จากการที่อดีต ส.ส. ซึ่งเป็นกรรมการบริหารถูกตัดสิทธิ เอกฉัตร ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เท่าที่อ่านรัฐธรรมนูญ ผู้สมัครจากพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ไม่น่าจะมีสิทธิส่งใครลงรับสมัครได้ ในเมื่อพรรคเพิ่งตั้งยังไม่ครบ 90 วัน ที่สมาชิกพรรคจึงจะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ (หากมี) ไม่ใช่การยุบสภา ที่กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. สังกัดพรรคในเวลาแค่ 45 วัน แต่นี่เป็นการเลือกตั้งซ่อม ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรค 90 วัน นั่นหมายความว่า ทุกเขตเลือกตั้ง ผู้สมัคจากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต่อทุกพื้นที่ น่าคิด อ่านว่า น่าคิด

ต้องกำจัด“อำนาจมืด”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย*อัฐศิริ*


ไม่ต้องแปลกใจ ที่ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมลงชั่วคราว เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้ยุบ 3 พรรคร่วมรัฐบาล เพราะนั่นเป็นธงที่ปักไว้แล้ว จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า ซากเดนทรราช ลิ่วล้อเผด็จการและอำมาตยาธิปไตย สามารถทำได้ทุกอย่าง เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วนำ “การเมืองใหม่” มาใช้ให้ได้
แม้จะถูกขัดขวางโต้แย้งว่า ขัดกับหลักการประชาธิปไตย ก็ตาม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ถือเป็นความเจ็บปวดของการเมืองไทย และเป็นความด่างพร้อยของแวดวงของกฎหมาย ใครจะอ้างอะไรก็อ้างไปเถอะครับ
แต่ถ้าดูถึงเจตนาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า มันชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัดเจนครับ

เราได้เห็นอาการลุกลี้ลุกลน การรวบรัดวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ถึงขนาดอ่านผิดอ่านถูก เพื่อใช้เวลาให้เร็วที่สุด ในการถอนรากถอนโคน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้อย่างเด็ดขาดเฉียบพลัน

ซึ่งก่อนหน้านี้ มีเสียงเรียกร้องจากนักวิชาการสายเผด็จการ นักสินติวิธีจอมปลอม ที่ให้มีการ “ยุบสภา” โดยอ้างว่าเพื่อคืนอำนาจไปให้กับประชาชน แล้วที่ประชาชนมอบความไว้วางใจ เลือกให้พรรคการเมืองที่ถูกยุบไป เข้ามาบริหารประเทศ ในตอนนี้จะเอาพวกเขาไปไว้ที่ไหน

อย่างนี้เท่ากับเป็นการตบหน้าประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามวิถีทางประชาธิปไตยทั่วประเทศ

ถึงแม้ว่าผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุมลงไปแล้ว โดยอ้างว่าเป็นชัยชนะ บนความหายนะของประเทศชาติ แต่ “สงครามกลางเมือง” ยังมีสิทธิปะทุขึ้นได้อีกครับ เพราะพันธมิตรฯ ยังทิ้งเชื้อเอาไว้

ตราบใดยังมีผู้คนต้องการเห็นกฎหมายเป็นกฎหมาย ต้องการให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ และคนที่บังคับใช้กฎหมายมีความสง่างาม ไม่ด่างพร้อยด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะเรื่องของความน่าเชื่อถือ

กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ปฏิเสธกฎหมายบ้านเมือง กระทำการละเมิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หยามหน้าคนที่รักษากฎหมาย มาตลอด

สถานการณ์ยังคุกรุ่นอยู่ ด้วยเงื่อนไขของม็อบพันธมิตรฯ ที่ระบุว่า ไม่เอารัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ

จะถือว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องจากฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ออกมากดดันให้ทหารออกมายึดอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตกยุคไปแล้ว เพราะสังคมโลกมองว่าเป็น “ความป่าเถื่อน” การทำรัฐประหารยึดอำนาจจึงยังไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น “รัฐประหาร ซ่อนรูป” หรือ “ตุลาการภิวัตน์” คือการใช้กฎหมายมายึดอำนาจ จึงต้องถูกนำมาใช้แทน
ชัดเจนว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่กำหนดไว้แล้ว อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ถามใจคนที่รักความเป็นธรรม คนต้องการความถูกต้อง ต่างยอมรับไม่ได้ กรณีที่พรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรคต้องถูกยุบพรรค จากน้ำมือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังเป็นเรื่องที่คาใจกันอยู่ลึกๆ

เนื่องจากฝ่ายที่ต้องการล้มล้างประชาธิปไตยเชื่อว่า นี่เป็นหนทางเดียว ที่จะจัดการกับฝ่ายประชาธิปไตยได้

ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่รับไม้จาก นายสมัคร สุนทรเวช ยืนยันแข็งขันไม่ลาออก ไม่ยุบสภา ยืนหยัดปกป้องรักษาประชาธิปไตย ไม่โอนอ่อนผ่อนตามที่แม่ทัพนายกองต้องการ แต่ก็ต้องมามีอันเป็นไปด้วย เกมที่เผด็จการวางไว้ ถูกอำนาจนอกระบบเล่นงานจนหลุดพ้นเส้นทางประชาธิปไตยไป

ถามว่า การยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ตายหมู่” นั้น มีผลกับม็อบก่อการร้ายพันธมิตรฯ อย่างไรแค่ไหน

มีแน่ครับ เพราะนี่เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ ที่รู้กันดีว่าเป็น “ม็อบมีเส้น” และผู้สนับสนุน จะใช้เป็นข้ออ้าง ใช้เป็น “ทางลง”

เพราะบรรดาซากเดนทรราช ลิ่วล้อเผด็จการ คมช. และอำมาตยาธิปไตยเห็นตรงกันว่า ถ้ายังดันทุรังดื้อด้านต่อไป มีแต่ “แพ้กับแพ้” เพราะความชั่วช้าสามานย์ที่สร้างความหายนะให้กับแผ่นดิน
สิ่งที่น่าเสียดายคือ การนัดหมายเพื่อประชุมสุดยอดอาเชียน มีอันต้องเลื่อนไป ทั้งๆ ที่ทุกอย่างเตรียมงานไว้พร้อมแล้ว

ทำให้ประเทศไทยและประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศอื่นๆ ต้องเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะได้มาช่วยกันคิดแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่เกิดขึ้น และมีผลกระทบอย่างรุนแรงในขณะนี้

ดูเอาเถอะครับ คนที่เป็นประธานอาเซียน แต่จัดการประชุมในบ้านตัวเองไม่ได้ตามกำหนด ต้องถือว่าเป็นความเสียหายอย่างยิ่ง ทั้งชื่อเสียงเกียรติภูมิ ความเชื่อถือศรัทธามีปัญหา เพราะคนกลุ่มนี้

เพราะฉะนั้น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะเป็นใครก็ตาม ต้องจับเรื่องที่ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯกระทำย่ำยีจนประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างมหาศาล มาจัดการก่อนเป็นเรื่องแรก

เพื่อให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ให้ต่างชาติยอมรับเชื่อถือว่า จะไม่มีคนนอกกฎหมายมาทำอะไรตามใจชอบอย่างที่เคยทำมาได้อีก

การจัดการกับแกนนำพันธมิตรฯ ต้องรีบทำ อย่าได้เตะถ่วงซื้อเวลาออกไปอย่างเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมานั้น เห็นได้ชัดว่า สาเหตุสถานการณ์ลุกลามใหญ่โต จนเปรียบได้กับ “นรกกลางกรุง” เป็นเพราะผู้รักษากฎหมาย ไม่เอาจริง

การยึดทำเนียบรัฐบาล ทำเป็นที่ซ่องสุมกองกำลัง เป็นคลังอาวุธมาทำร้ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง การยึดสนามบินดอนเมือง การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นข่าวฉาวโฉ่ออกไปทั่วโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล แค่นี่ก็ติดคุกกันหัวโตแล้ว
ความเสียหายเป็นแสนล้าน ใครจะรับผิดชอบ
วันนี้แค่ถอนประกัน แกนนำพวกนี้ก็พากันหมดสภาพแล้วครับ
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ไปคือ พันธมิตรฯ จะกลับมาชุมนุมอีกเมื่อไหร่ และมีใครเป็นแกนนำ

ในเมื่อพรรคร่วมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน ยังรวมตัวกันเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องถูกต่อต้านอีก จนกว่าจะกลับขั้วการเมือง ให้ “พรรคประชาธิปัตย์” มาเป็นแกนนำ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ต้องบอกว่า “เสี่ยงแสนเสี่ยง” เสียงจริงๆ ครับ เพราะมีเสียงเกินครึ่งไปเพียง 5 เสียงเท่านั้น

ถามว่าวิกฤติที่ประเทศชาติได้รับในตอนนี้ เราจะ “เสี่ยง” ให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายที่สนับสนุนการชุมนุมประท้วง จนเกิดความเสียหาย ขึ้นมาบริหารประเทศนี้อย่างนั้นหรือ

บอกตรงๆ ว่า กรณี สปก. 4-01 ยังตามหลอกหลอนเกษตรกรคนยากคนจนมาถึงวันนี้ และกรณี ปรส.ก็เป็นเรื่องที่ลืมไม่ได้เช่นกัน
อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ ที่จะนำไปสู่จุดแตกหักคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากฝ่ายประชาธิปไตยต้องการแก้ แต่ฝ่ายเผด็จการออกมาต่อต้านขัดขวาง ก็จะเป็นข้ออ้างในการออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลของพันธมิตรฯ อีก
มาถึงวันนี้ ประเทศชาติต้องเดินหน้าไปให้ได้

สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางในการบริหารงานของฝ่ายประชาธิปไตย
ดังนั้น ต้องขจัดเครื่องมือของระบอบเผด็จการออกไปจากประชาธิปไตย

หมดความขลัง !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี


ยังจำคำของ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่บอกว่าเห็นคนทำนาในทำเนียบแล้ว “อยากร้องไห้”

แต่วันนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความเสียหายในทำเนียบรัฐบาล และช่างภาพถ่ายภาพออกมาให้ประชาชนทั่วประเทศได้ชมกันแล้วนั้น

บอกได้คำเดียวว่า อยากร้องดังๆ ร้องอย่าง เวทนา สงสาร “ทำเนียบรัฐบาล” สงสารประเทศชาติที่โดนพันธมิตรฯ ย่ำยีขนาดนี้
ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่สำคัญในการใช้บริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร
ทำเนียบรัฐบาล เป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศชาติ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่นั่งทำงานในฐานะเป็นศูนย์บัญชาการบริหารประเทศเป็นสถานที่ประชุมระดับสูงสุด และใช้เป็นที่ต้อนรับ “อาคันตุกะ” แขกบ้านแขกเมือง

ข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลกระจายกันออกสำรวจในส่วนของตึกบัญชาการ ทั้ง 1 และ 2 พบร่องรอยงัดแงะรื้อค้นข้าวของ รวมถึงทำลายทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก

ลิ้นชักโต๊ะทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกรายถูกรื้อค้นนำทรัพย์สินไปจนหมด เจ้าหน้าที่หลายคนที่เห็นสภาพดังกล่าวถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่

พากันกอดคอร้องไห้เสียงดังระงมไปทั่ว เบื้องต้นทรัพย์สินที่สูญหายไปประกอบด้วย เครื่องโปรเจ็กเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยบางส่วนถูกชำแหละถอดชิ้นส่วน

ห้องทำงานรัฐมนตรี หลายๆ ห้อง พบว่าห้องรับรองถูกงัดประตูเข้าไปทำลายทรัพย์สิน โต๊ะทำงานบางห้องมี “กองอุจจาระ” และร่องรอยอุจจาระทาอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว

ผนังและฝ้าเพดานถูกงัด รูปถ่ายที่มีความเกี่ยวพันกับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกฉีกกระจัดกระจายไปทั่วห้อง

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญตรา พระเครื่องและพระบูชา สูญหายทั้งหมด เก้าอี้โซฟาหลุยส์ราคาแพงถูกมีดกรีดเสียหายใช้งานไม่ได้ กระจกถูกทุบทำลายเกือบทุกบาน
สภาพความเสียหายที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด
แต่เท่าที่ประเมิน คาดว่าจะเสียหายมากกว่านี้หลายร้อยเท่า !

ไม่รู้ว่าจะเขียนเพื่อว่ากล่าวพวกที่คิดทรยศต่อประเทศชาติอย่างไรดี แต่ ณ วันนี้คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองต้องคิดสร้างทำเนียบรัฐบาลแห่งใหม่แล้ว
เพราะสถานที่สำคัญอย่าง “ทำเนียบรัฐบาล” หมดความสง่างาม หมดความขลัง หมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว

ในช่วงที่พันธมิตรฯ ปักหลักอยู่ในทำเนียบก็มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บล้มตายในนั้นจำนวนไม่น้อย แถมยังมีระเบิดซุกซ่อนอยู่อีก
พฤติกรรมเยี่ยงนี้ผิดกับประโยคที่ว่าเป็นม็อบชนชั้นนำและชนชั้นกลาง ชุมนุมโดยสงบ

แต่สิ่งที่เห็น มันไม่ใช่ สิ่งที่พวกพันธมิตรฯ ทำคือ การปล้นและทำลาย ดังนั้นขอร้องให้หน่วยงานที่ได้รับความเสียหายออกมาดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด
ร่วมกันฟ้องร้อง อย่าให้ประเทศชาติต้องแปดเปื้อนมากไปกว่านี้เพราะความเลวทรามของพวกมัน !