WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 7, 2008

"เทพเทือก"ปิดเกมเร็วนัดถก"ปู่ชัย"เร่งเปิดสภาดัน"มาร์ค"ขึ้นแท่นผู้นำ

ที่มา ประชาทรรศน์

"เทพเทือก"ชิงปิดเกมเร็ว นัดถก"ปู่ชัย"เร่งเปิดสภาชง"มาร์ค"นั่งนายกฯ การันตีพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีกระแสต้าน"อภิสิทธิ์"ขึ้นชั้นผู้นำ มั่นใจ"ชวรัตน์"ไม่เตะตัดขาด้วยการยุบสภา

วันนี้ (7 ธ.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า มั่นใจในการจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม และกลุ่มเพื่อนเนวิน เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเท่านั้น แต่ตั้งแต่มีวิกฤติการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักการเมืองอาชีพ ต่างวิตกกับปัญหาประเทศชาติ และได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันมานานแล้ว ถือเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐสภาสามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ จนกระทั่งเห็นว่าโอกาสเหมาะ มีการยุบพรรคการเมืองขึ้น ผู้แทนที่สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ก็มีอิสระในการตัดสินใจ เห็นลู่ทาง และถึงเวลาแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ตนมั่นใจ ซึ่งเป็นความสำนึกรับผิดชอบของนักการเมือง ทุกพรรคการเมืองคิดเหมือนกัน

เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีการเสนอยุบสภาผู้แทนราษฎร นายสุเทพ กล่าวว่า เชื่อในสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมืองของ คนที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เชื่อว่าไม่กล้าทำเรื่องยุบสภา ฯ เพราะอารมณ์ผู้คนในประเทศ ประชาชนดีใจ ที่เห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เห็นนักการเมืองหันหน้ามากอดคอกันจัดตั้งรัฐบาลตามความคาดหวังของประชาชน แล้วใครจะทำสวนความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ ตนไม่เชื่อ

"คนที่จะยุบสภาได้วันนี้คือ คนที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและผมเชื่อว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใหญ่ที่มีดุลยพินิจ คงไม่ทำอะไรสวนความรู้สึกประชาชน" นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบางกลุ่มอาจไม่ต้องการสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีและว่า ข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อน คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองมานานทราบกติกากฎเกณฑ์มารยาททางการเมืองดี ตนขอกล่าวว่า ตั้งแต่คุยกันมาเป็นเดือนๆ ไม่มีใครพูดชื่อนายกรัฐมนตรีคนอื่น นอกจากอภิสิทธิ์ แต่เสียงที่พูดถึงคนอื่น เป็นเสียงที่วิพากษ์วิจารณ์จากข้างนอก แต่บรรดานักการเมืองไม่มีใครพูดเรื่องนี้กับตน

เมื่อถามถึงขั้นตอนการเข้าชื่อเพื่อขอเปิดประชุมสภาฯ เลือกนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ กล่าวว่า จะต้องหารือ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค.) และคิดว่าเป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะทำเรื่องกราบบังคมทูลขอเปิดสมัยประชุมสภาฯ สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรี การเจรจาที่ผ่านมาราบรื่นหมด ไม่มีใครมาเจรจาต่อรอง ยังไม่ได้คุย คงต้องรอโหวตในสภาฯเสร็จ และนายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นคงต้องเชิญผู้นำพรรคร่วมมาคุยกัน

ด้าน นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า จะมี ส.ส.ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ว่า ยังมี ส.ส.อีกหลายคนที่มีการพูดคุยกัน แต่เราเข้าใจว่า การตัดสินใจย้ายพรรคเป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้เวลา ตนอยากให้เขามั่นใจว่าเมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว จะได้ร่วมอุดมการณ์กันตลอดไป ขณะนี้ ส.ส.ที่ถูกยุบพรรค ที่ไม่มีสังกัดมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้ยื่นเงื่อนไขว่า จะมาร่วมงานด้วย แต่ต้องให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องเงื่อนไขนี้มาก่อน

เมื่อถามว่า มั่นใจว่า จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพื่อน ส.ส.พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ กระบวนการต่อจากนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเสนอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงมติเลือกนายกฯ ซึ่งทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาบ้านเมืองให้ดีที่สุด หากเพื่อน ส.ส.เห็นความตั้งใจของเราว่า สามารถทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ก็ขอเชิญชวนให้มาร่วมทำงานที่ใหญ่และหนัก เพื่อให้ประเทศมีความสามัคคีและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ถามว่า รู้สึกกดดันกับความคาดหวังของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้ 2 แง่ คือ ด้านหนึ่งรู้สึกลำบากใจ เพราะรู้ดีว่าอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่อีกแง่หนึ่งจะเป็นพลังที่จะต้องทำงานอย่างจริงจัง ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องฟังแรงกดดันจากสังคม ส่วนที่มองว่าจะเป็นเรื่องของทุกข์ลาภ ตนไม่ได้มองถึงเรื่องกำไรหรือขาดทุน หาก ส.ส.ที่มาร่วมงานกับเราเห็นว่าเหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ส่วนตัวเราจะขาดทุน แต่หากส่วนรวมได้กำไรเราก็พร้อม หากตั้งรัฐบาลสำเร็จจะเป็นงานที่หนักมาก หนักกว่าวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นวิกฤตทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงปัญหาการเมืองที่สับสนวุ่นวายมาหลายปี

เมื่อถามว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะเริ่มต้นทำอะไรเป็นอันดับแรก เพื่อการแก้ปัญหาประเทศ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ใครมาเป็นรัฐบาลสิ่งแรกต้องเริ่มต้นแก้ไขในเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความเข้าใจให้กับสังคม รวมถึงแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศ เรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติกลับคืนมา เพราะเรื่องการท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลัก และเกียรติภูมิของประเทศจะต้องกลับคืนมา เราต้องไม่ถูกตั้งคำถามเรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิตอีก

“รัฐบาลจะอยู่ในยาวหรือไม่ อยู่ที่การทำงาน หากเราสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ประชาชนก็จะให้โอกาส แต่ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะเป็นตัวกำหนดอายุของรัฐบาลเอง”

จุดยืนประชาทรรศน์

ที่มา ประชาทรรศน์

บนสถานการณ์การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ในยามบ้านเมืองวิกฤติทั้งทาง การเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม รุมเร้าอย่างหนักหน่วง อันเป็นผลต่อเนื่องจากสถานการณ์โลกและสถานการณ์ความไม่ปกติสุขในบ้านเมือง ประชาชนแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นสถานการณ์ที่ถือเป็นวิบากกรรมอย่าหนักหน่วงของคนไทยทั้งชาติร่วมกัน

"ประชาทรรศน์" เสี้ยวส่วนเล็ก ๆ ของสังคมประชาธิปไตย ยืนหยัดต่อสู้เผด็จการมาตั้งแต่ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ฉบับแรก 1 กุมภาพันธ์ 2550 มีจุดยืนชัดเจนในการ “ขุดโค่น” อำมาตยาธิปไตย การกำจัดอนาธิปไตย และ อภิชนาธิปไตย ซึ่งเป็นซากเดนเผด็จการ ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข มา 3 ปีเต็ม ๆท่ามกลางสถานการณ์สื่อเอียงข้าง

3 ปีที่ผ่านมา ...

เราได้ชำแหละเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับการกระทำอันไม่ชอบมาพากล ของคณะทหารเผด็จการ คมช.ที่ทำผิดกฏเกณฑ์กติกาการเลือกตั้ง

เราเป็นหัวหอกในการนำเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง จนนำมาสู่ความยุ่งยากในการบริหารราชการแผ่นดิน จนมาถึงการยุบพรรคพลังประชาชน !!! โดยการนำร่างของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. ซึ่งปรากฎว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่กล้าทำตามที่รับปากกับประชาชน โดยเฉพาะ บรรดาส.ส.พรรคพลังประชาชน ปัจจุบันที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่พรรคเพื่อไทย ได้เข้าชื่อกัน แล้วมีการถอนชื่อออกไป

ท่ามกลางสถานการณ์ ปลุกระดม ยั่วยุ ปลุกเร้า ทุกวิถีทาง ให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างสถาบันรัฐสภา ซึ่งเป็นวิถีทางนอกเหนือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะพังพินาศเสียหาย เราได้ช่วยกันต่อต้านในสถานการณ์นี้อย่างถึงที่สุด

"ประชาทรรศน์" มีความเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ "พลิกขั้ว" และจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์ละเอียดอ่อนและแหลมคมนี้

1.การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต้องเป็นไปตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย เคารพในการตัดสินใจของตัวแทนประชาชน ผู้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องมีความชอบธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

2.ทหารไม่ควรมีบทบาท ชี้นำ สั่งการ ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

3.นักการเมือง ไม่ควรจะเพรียกร้องให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหารในทุกกรณี

กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยังยืนยันใน “จุดยืนเดิม” นั่นคือ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านอำนาจนอกระบบ เนื่องเพราะจุดยืนของพวกเราได้ต่อสู้บนหลักการ ไม่ได้ต่อสู้ เพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และ เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้เรายังจะยึดมั่นผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถือเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤติการณ์ทั้งมวล ไม่ว่าใครพรรคใดก็ตามที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรี”

ทั้งนี้ เรายืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นไปในแนวทางใดก็ตาม แนวทางการดำเนินนโยบายการบริหารประเทศ ต้องอยู่ในร่องในรอยของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ต่อไปเท่านั้น

'วีระ'อัดทหารจุ้นการเมืองจวกมาร์คหนีทหารไม่เหมาะนายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

แกนนำนปช.สับเละ ผู้บัญชาการทหารบกแทรกแซงการเมือง ยุ่งจัดตั้งรัฐบาล ชี้ สมัครงานยังไม่รับคนหนีทหาร'มาร์ค ม.7'จะเป็นผู้นำประเทศอย่างไร

นายวีระ มุกสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการพยายามจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นการพยายามจัดตั้งรัฐบาลของฝ่ายอื่นนอกรัฐสภา มีการยืนยันจากสองนักการเมืองว่า มีการพบปะพูดคุยกันระหว่างนักการเมืองและนายทหารใหญ่ เพื่อให้มีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองและยอมรับเงื่อนไขการตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การดำเนินการของทหาร โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งมาอีกทีหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้พวกเราชาวเสื้อแดงเรียกว่า “การรัฐประหารซ่อนรูป” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเราไม่ขัดข้องเลยว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่อยากให้เป็นไปตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย แต่วิธีการที่เกิดขึ้นเป็นวิธีการที่เรารังเกียจและต้องต่อต้าน เป็นการแทรกแซงของฝ่ายทหารต่อระบบการเมือง โดยนักการเมืองสยบสมยอม ซึ่งวิธีการนี้เคยมีมาตั้งแต่ พ.ศ.2523 แล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตย ทหารต้องการให้พรรคตรงข้ามรัฐบาลจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พฤติกรรมเช่นนี้คนรักประชาธิปไตยต้องต่อต้าน

นายวีระ ยังได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มีการกินปูนร้อนทอง ออกตัวว่าการจัดตั้งรัฐบาลนี้ไม่เกี่ยวข้องกับทหารแต่อย่างใด แต่การที่นักการเมืองสมยอมให้ทหารเข้ามาดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล เราคนรักประชาธิปไตยจึงยอมไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการทรยศพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ เวลานี้ไม่ว่าจะสีแดงหรือสีเหลือง ถ้าประชาธิปไตยถูกริดลอน เราย่อมไม่ยอมให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีกในพ.ศ.นี้ และคงต้องมีการทำความเข้าใจครั้งใหญ่วันที่ 13 ธ.ค.

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ตนในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ขอประนามการกระทำ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล แทรกแซงการเมืองและประชาธิปไตย ไม่อยากจะเรียกว่าเป็น “เผด็จการหัวเถิก” การจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่หน้าที่ของ ผบ.ทบ. และที่สำคัญนั้นการปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบินและยุบพรรคการเมืองถึง 3 พรรค เพื่อก่อให้เกิดรัฐบาลใหม่ในวันนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยรับไม่ได้

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า แค่ตอบคำถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ปล่อยให้ลูกพรรคไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรยึดสนามบิน โดยที่ประชาธิปัตย์ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียใดๆ ก็เท่ากับประชาธิปัตย์สมคบกับพันธมิตรทำลายชาติสร้างความบอบช้ำ จากนั้นก็ย้อนมาแสดงตนเป็นวีระบุรุษ ตนของบอกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีสิทธิ์ในการเป็นนายกฯแม้แต่เพียงวันเดียว อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ยังไม่ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้วจะมาเป็นนายกฯ ได้อย่างไร เรื่องนี้มีคนร้องมาที่กระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งที่นายอภิสิทธิ์จะเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับโรงเรียนนายร้อย การไม่เข้ารับการตรวจเลือกทหารถือมีความผิดและไม่สามารถเป็นข้าราชการได้ จึงถือว่าขาดคุณสมบัติ แต่นายอภิสิทธิ์ก็ได้เข้ามารับราชการทหาร เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารเท่านั้นเพราะเมื่อตรวจสอบจากการทำงานทั้งหมด 331 วัน นายอภิสิทธิ์ลางาน 2 ครั้ง เป็นเวลาทั้งหมด 221 วัน มาทำงานเพียง 110 วัน แม้แต่บริษัทเอกชนยังต้องเรียกดูใบผ่านการเกณฑ์ทหารจากผู้มาสมัครงาน ถ้าไม่มีบริษัทนั้นก็จะไม่รับเข้าทำงาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะมาเป็นผู้นำประเทศได้อย่างไร

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า การที่พล.อ.อนุพงษ์ รวบรวมนักการเมืองเพื่อให้มีการสนับสนุนให้บุคคลที่หนีการเกณฑ์ทหารเข้ามาเป็นนายกฯ ผบ.ทบ.ตัดตอนทางการเมืองดึงเพื่อให้มีการสลับขั้วทางการเมือง ตนคิดว่าพล.อ.อนุพงษ์ก็ไม่สมควรที่จะมาเป็น ผบ.ทบ. เพราะผบ.ทบ.มีหน้าที่นำคนหนีทหารมาดำเนินคดี การจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกประชาชนนั้นสุดท้ายฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยก็จะยอมรับไม่ได้ การลงทุนต่างเป็นการปล้นอำนาจประชาธิปไตยเพื่อให้เกิดรัฐบาลใหม่ การพยายามเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเป็นสิ่งเลวร้าย ประเทศไทยจะไม่มีความสุขอีกเลย เพราะเป็นการตบหน้าฝ่ายประชาธิปไตยทั้งประเทศ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรทำการรัฐประหารดีกว่าที่จะมาเป็นอีแอบปล้นประชาธิปไตย

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยกื้อ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในถนนการเมืองมาถึง 60 ปี เวลานี้ขอให้ควบคุมความอยากได้ใคร่มีในอำนาจให้ได้ ในเมื่อพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ยืนยันว่าจะจัดตั้งรัฐบาล พรรคการเมืองที่มีเสียงเป็ยอันดับ 2 ก็ควรจะมีมารยาททางการเมือง ไม่ออกมาประกาศแต่งตั้งรัฐบาลแข่ง แต่ประชาธิปัตย์กำลังว่ายวนอยู่ในความอยากโดยไม่คำนึงถึงความสง่างามทางการเมืองจนยอมอยู่ภายใต้ทหาร เพื่อให้กำกับและอุ้มพรรคการเมืองต่างๆให้เข้ามาสนับสนุน วิธีการนี้ไม่ถือเป็นวิธีการประชาธิปไตย แต่เป็นการดูหมิ่นดูแคลนคนที่รักประชาธิปไตยทั้งประเทศ

นายณัฐวุฒิ ระบุว่า เป็นสิ่งที่น่าแปลกที่นายอภิสิทธิไม่ผ่านการเกณฑ์ทหาร แต่ทหารกับใช้อำนาจมาเกณฑ์นักการเมืองให้มาจับขั้วกับประชาธิปัตย์ ซึ่งผบ.ทบ.ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาดำเนินการตรงนี้ เพราะเท่ากับเป็นการยึดอำนาจทางการเมือง อย่างนี้ถือว่าเป็นพวกโจรย่อมเบามาปล้นประชาธิปไตย ตนขอฝากไปยังเพื่อนๆนักการเมืองว่ายอมรับในการตัดสินใจ แต่อยากให้ท่านเคารพประชาชนที่เลือกท่านมาในนามของพรรคด้วย

"เพื่อไทย"ยันมีส.ส. 226 ตั้งรบ.ได้ ไม่หวั่นกองทัพล้วงลูก

ที่มา มติชนออนไลน์

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กลุ่มเพื่อนเนวินบางส่วน ที่ประกาศจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้มาสมัครเป็นสมาชิกและเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญกับพรรคเพื่อไทยแล้ว ขณะนี้ตัวเลข ส.ส.เพื่อไทยมีอยู่ 202 คน ยังขาด ส.ส.ที่ไปจากพรรคพลังประชาชนจากเดิมอีก 12 คน ซึ่งเป็น ส.ส.กลุ่มเพื่อเนวินทั้งหมด


นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า พรรคสามารถระดมรายชื่อ ส.ส.จากพรรคอื่นมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้อีก ทั้งจากพรรคชาติไทยเดิม 5 เสียง พรรรคประชาราช 5 เสียง และพรรคเพื่อแผ่นดิน 14 เสียง มียอด ส.ส.อยู่ 226 คน ซึ่งถือว่าเกินกว่ากึ่งหนึ่งแล้ว โดยยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดิมคือ นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคเพื่อไทย จึงมั่นใจว่าสถานการณ์จะไม่พลิกผันอีก โดยส.ส.ไม่มีความกังวลใจ หากกองทัพจะมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาลจริง

ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยยืนยันมีเสียงพอจัดตั้งรัฐบาล

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 7 ธ.ค. - นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า มีเสียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล และก็พร้อมที่จะเปิดทางให้กับพรรคแกนนำพรรคอื่นนั้นขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-12-07 14:08:27

‘ยิ่งลักษณ์’หักกลางลำ‘ยงยุทธ’เปิดเกมเร็ว!นั่งหน.เพื่อไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

‘เพื่อไทย’ เสียงแตก! วางตัว ‘ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์’ นั่งหน.พรรคคนใหม่ ไร้คู่เทียบ เดินเกมเร็วตัดหน้า ‘ยิ่งลักษณ์’ น้องสาวทักษิณตัดพ้อ! ไม่มีใครเสนอชื่อ เผยที่ประชุมพรรคฯลั่นมติเอกฉันท์ตั้ง 13 กก.บห.เท่าเดิม หวั่นพิษ ‘ตุลาการภิวัฒน์’ ล่าสุดมติที่ประชุม ดัน 'ยงยุทธ' นั่งหัวหน้าพรรค

บรรยากาศการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย ที่อาคารชินวัตรไหมไทย ถนนพระราม 4 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานในที่ประชุมเพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรค แล ะน.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร รักษาการเลขาธิการพรรค เข้าร่วมประชุมด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคไว้เท่าเดิมคือ 13 คน แบ่งเป็น หัวหน้าพรรค 1 คน รองหัวหน้าพรรค 3 คน เลขาธิการพรรค 1 คน รองเลขาธิการพรรค 1 คน เหรัญญิกพรรค 1 คน นายทะเบียนสมาชิกพรรค 1 คน โฆษกพรรค 1 คน รองโฆษกพรรค 1 คน และกรรมการบริหารพรรค 3 คน

สำหรับขั้นตอนในการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ปรากฎว่านายกมล บันไดเพชร รักษาการนายทะเบียนสมาชิกพรรค ได้เสนอชื่อนายยงยุทธ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ โดยไม่มีสมาชิกคนใดเสนอชื่อบุคคลอื่นมาแข่งขันเลย ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอสซี แอสเซท จำกัด และน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมด้วยนั้น ถึงกับประหลาดใจที่ไม่มีใครเสนอชื่อตนรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลุกจากที่นั่งด้านหน้าเวทีมาที่ด้านหลังห้องประชุม เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงสาเหตุที่ไม่มีผู้เสนอชื่อตนดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อสังเกตเห็นว่าสื่อมวลชนกำลังรายงานข่าวอยู่ใกล้ๆกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงจูงมือเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจึงเดินหลบเข้าไปในห้อง ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังของห้องประชุมทันที

ขณะเดียวกัน ก่อนการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 09.30 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา ได้เดินทางออกจากที่ทำการพรรค โดยรถบีเอ็มดับเบิ้ลยู สีดำ


สุชาติ'แฉปชป.ไร้สัจจะ!ดัน'ด.ช.มาร์ค'เป็นนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนอยากจะขอให้จับตาในช่วง 2-3 วันนี้ว่าขั้วการเมืองต้องเปลี่ยนแน่นอน เพราะคนที่แถลงข่าวร่วมกับพรรคประชาธิปปัตย์บอกตนว่า ก่อนหน้านั้นได้ตกลงกันให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสาสน์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือใครก็ได้จากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นนายกฯ แต่กลับมีการพลิกล็อคในช่วงแถลงข่าว โดยบอกว่าจะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้คนที่ไปร่วมแถลงข่าว โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวินไม่พอใจ ทั้งนี้ยืนยันได้ว่า จะไม่มีการยุบสภาแน่นอน เพราะพรรคเพื่อไทยจะรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้

ทั้งนี้ พรรคประชาราชได้มาสมัครกันทั้งพรรคอย่างแน่นอน โดยได้รับการยืนยันจากนางอุไรวรรณ เทียนทอง ส่วนกรณีที่พรรคชาติไทยพัฒนา โดยเฉพาะ พล.ต.สนั่นที่ไปร่วมแถลงจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วยนั้น คิดว่าไม่ใช่เป็นมติพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยได้ทำการเสนอผู้เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า จากที่ได้คุยกับผู้ใหญ่ของพรรคอื่น เราไม่ได้จำกัดว่าเป็นใคร คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือใครก็ได้ แต่ขอให้เป็นเสียงข้างมาก เราจะต้องรักษาหลักการระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

มติพท.ดัน'ยงยุทธ'นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้พรรคร่วมมีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี


เมื่อเวลา 13.30 น.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคได้ร่วมกันแถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ประชุมได้แต่งตั้งนายยงยุทธ์ วิชัยดิษฐ์ เป็นหัวหน้าพรรค นายปานปรีย์ หพิทธานุกร รองหัวหน้าพรรค นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรค น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรค นายสง่า ธนสงวนวงศ์ รองเลขาธิการพรรค นางทัสน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ เหรัญญิกพรรค นางพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค นายวิม รุ่งวัฒนะจินดา รองโฆษกพรรค นางกมล บันไดเพชร นายทะเบียนพรรค นายวรวีร์ มะกูดี นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ และนายเอกธนัช อินทร์รอด กรรมการบริหารพรรค

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แนวทางการดำเนินงานของพรรคต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองในฐานะที่เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยยืนยันจะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติย์เป็นประมุข และเคารพกติกากฎหมาย ความถูกต้อง และชอบธรรมของบ้านเมือง ส่วนภารกิจเร่งด่วน ประการแรกจัดตั้งรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อประชาชน ประการสอง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เห็นว่า จะดูจากคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะแยกส่วน โดยกรรมการบริหารพรรค เราจะใช้นักบริหารมืออาชีพและจะเปิดโอกาสให้พรรคร่วมเสนอรายชื่อ บุคคลที่มีความเหมาะสม รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทางพรรคได้ส่งนายยุรนันท์ ภมรมนตรี เป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

นายยงยุทธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้พรรคยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย จะดำเนินการโดยยึดหลักความถูกต้องเป็นหลัก ส่วนกรณีพรรคประชาธิปัตย์ช่วงชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น จากที่เคยมีประสบการณ์ไม่ใช่เรื่องแปลก และเป็นบทสรุปสุดท้าย ต้องดูบทสรุปจริงๆ นั่นคือ คนที่มีความชอบธรรมจริงๆ มาแถลงร่วมกัน

นายยงยุทธ ยังยืนยันด้วยว่า การกลับมาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับการคัดสรรผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นจะยึดหลักผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องไม่นำไปสู่ความขัดแย้งของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และพรรคจะยึดหลักกติกากฎหมาย โดยที่พรรคจะไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง

นายยงยุทธกล่าวด้วยว่า ในระหว่างการประชุม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ที่เดินทางมาร่วมประชุมในวันนี้ ไม่ได้ส่วนเกี่ยวข้อง โดยการมาครั้งนี้มาในฐานะคนรู้จัก ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อการประชุมแต่อย่างใด

ส่วนกระแสข่าวลือที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น นายยงยุทธกล่าวว่า ข่าวลือก็เป็นเพียงข่าวลือ นี้เป็นเพียงการคาดเดา วันนี้มีการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเพียงชื่อเดียวคือตน โดยไม่มีการเสนอชื่อใครเข้ามา

ด้านนายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า ขณะนี้พรรคมีเสียงมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากมีเสียงเกิน 222 เสียง และมีส.ส.หลายคนที่ประกาศตัวว่าจะเข้าร่วมกับพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และคิดว่า เร็วๆ นี้จะมีการแถลงข่าวได้ ทั้งนี้ เสียงเดิมของพรรคพลังประชาชนมีทั้งสิ้น 198 เสียง และในวันที่ 8 ธันวาคมนี้ จะมาร่วมกันอีก 8 เสียง ที่เหลือเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้มีการประสานมา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเพื่อนเนวินที่ได้มีการแจ้งความจำนงค์และได้เดินทางมาแล้วในช่วงเช้า แต่ยังไม่อยากให้เปิดเผยชื่อและจำนวน

“คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคเพื่อไทย และจะดูจากทุกพรรค ทั้งนี้พรรคร่วมรัฐบาลจะได้มีการหารือกัน ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกันแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า กองทัพบีบให้มีการเปลี่ยนขั้วนั้น เท่าที่มีการพูดคุยกัน ไม่ได้เป็นตามข่าวลือ” นายคณวัฒน์กล่าว

'จตุพร'จองกฐิน'มาร์ค'หลักฐานมัดตัว!ไม่โหวตนายกฯหนีทหาร

ที่มา ประชาทรรศน์

'เดอะตู่'เตรียมลั่นไก ชี้มีหลักฐานเด็ดมัด 'อภิสิทธิ์' อยู่หมัด โวต้องชวดเก้าอี้นายกฯแน่ เชื่อคงไม่มีการลงมติเลือกนายกฯหนีหทารมาบริหารชาติ ย้ำความจริงวันนี้สัญจรที่สนามศุภฯ มีทีเด็ดเพียบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยระบุว่า การจะยอมให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น ตนขอภาวนา ให้จัดตั้งรัฐบาลให้ได้สำเร็จลุลวงไปด้วยดี เพราะเนื่องจากมีหลักฐานชิ้นสำคัญว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ผ่านการเกณฑ์ทหารตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งมั่นใจว่า นายอภิสิทธิ์ จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 พร้อมกับเชื่อว่าคงไม่มีการลงมติ ไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และ นักการเมือง คงไม่โหวตคนหนีทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ที่สนามศุภชลาสัยในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ ดีตส.ส.สัดส่วนกล่าวว่า ขณะนี้จะยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ก่อนวันที่ 13 ธ.ค. ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอิน เข้าพูดคุยทุกเรื่องในรายการ ความจริงวันนี้ สัญจร ที่สนามศุภชลาสัย

‘วังบัวบาน’พลิกเกมสู้!โปรยยาหอม'เพื่อนเนวิน'รีเทิร์น'เพื่อไทย'ตั้งรัฐบาล

ที่มา ประชาทรรศน์

'ส.ส.มุ้งวังบัวบาน' มั่นใจ 'เพื่อไทย' เป็นแกนหลักตั้งรัฐบาล โปรยยาหอม 'กลุ่มเพื่อนเนวิน' ทำเพื่อ พปช. เสนอให้ย้ายกลับรังเก่า 'สุรพงษ์' พลิกเกมสู้! ตอบเสียงอ่อย ให้พรรคร่วมฯเสนอตัว ลั่นไม่จำเป็นนายกฯต้องมาจากเพื่อไทย

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมพรรคว่า อยากให้กลุ่มเพื่อนเนวิน กลับมาพรรคเพื่อไทยเพราะที่ผ่านมาได้ทำประโยชน์ให้กับพรรคตลอดเวลา ซึ่งแม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ทำงานลำบากเพราะประชาชนภาคเหนือและอีสานไม่ให้การยอมรับ

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมพรรควันนี้กลุ่มเพื่อนเนวินไม่ได้มาร่วมประชุม 12 คน ซึ่งขณะนี้มี ส.ส.ของพรรคร่วมทั้งสิ้น 214 คน และพรรคเพื่อไทยจะพยายามตามเพื่อน ส.ส.ทุกพรรคที่มีความสนิทกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ให้ตามมาทำงานร่วมกันกับพรรคเพื่อไทย พรรคไม่ถือโทษโกรษเคือง ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้บ้านเมืองจะได้เดินไปได้ ส่วนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนั้นขึ้นยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะเห็นใครเหมาะสมพรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหา และนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นจะต้องมาจากพรรคเพื่อไทยก็ได้

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมประชุมด้วยและได้มีการพูดกับสมาชิกในที่ประชุมว่าอยากให้ทุกคนทำงานกันด้วยความสามัคคี อะไรที่เข้าใจผิดกันก็ให้พูดจากัน และตนคิดว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงจัดตั้งรัฐบาลนั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รักษามารยาททางการเมือง เนื่องจากรีบจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลเร็วเกินไปเพราะประชาชนภาคเหนือและภาคอีสานรับไม่ได้กับพฤติกรรมดังกล่าว เพราะหากใครมีเสียงข้างมากจะต้องเปิดโอกาสให้จัดตั้งรัฐบาลก่อน พรรคที่มีอันดับสองควรรอก่อน ทั้งนี้ยืนยันว่าเรามีเสียงเกินกึ่งหนึ่งจึงมั่นใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตัวเลขส.ส.ของพรรคที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลมีดังนี้คือ พรรคประชาราชมี ส.ส. 5 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 14 เสียง พรรคชาติไทย 5เสียง พรรคเพื่อไทย 202 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนากับพรรคมัชฌิมาธิปไตยยังไม่มีตัวเลขเข้ามา

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยยังย้ำจุดยืนเดิมที่จะให้พรรคร่วมรัฐบาล เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ นายสุรพงษ์ ยังตำหนิการประกาศจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งตามมารยาททางการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และประชาชนไม่ให้การยอมรับ พร้อมเชื่อว่าการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ต่อจากนี้จะไม่ราบรื่น

"เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการเมืองใหม่ที่พรรคปชป.กลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต้องไปถามนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือๆไม่ การอยากเป็นรัฐบาลจนตัวสั่นจะทำให้การบริหารงานไม่ราบรื่นเป็นการช่วงชิงส.ส. อีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามหากกลุ่มเพื่อนเนวิน และคนอื่นที่ไปร่วมกับปชป. จะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยเราก็ยอมรับ"

นายสุรพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า การเลือก กรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคชุดใหม่ ในวันนี้ ว่า ทางพรรคจะพิจารณาเลือกกรรมการบริหารพรรคให้น้อยที่สุดและจะไม่เลือกบุคคลที่เป็นแกนนำของพรรค ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาหากเกิดกรณีการยุบพรรค

'สมชาย'ควง'เยาวภา'มา"เพื่อไทย"


บรรยากาศการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา ได้เดินทางมาที่พรรคเพื่อไทย และเดินทางกลับก่อนที่จะมีการประชุมพรรค อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า อาจจะมีคนในตระกูลชินวัตร เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วย

'อภิวันท์'รับชาติไทยปัดร่วมตั้งรัฐบาล


พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวยอมรับว่า ภายหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มเพื่อนเนวิน เพื่อจัดตั้งรัฐบาลทำให้เสียงของพรรคเพื่อไทยน้อยกว่า พรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตามเราพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้ทราบว่าขณะนี้พรรคชาติไทยพัฒนาปฎิเสธที่จะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลแล้ว

ยุบสภา

ที่มา ไทยรัฐ

ยังหาตัว นายกฯ ไม่ได้ย้ายพรรคก็ไม่เรียบร้อย ทำท่าว่าจะต้องยื้ออีกนาน เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เอานายกฯเพื่อไทยสงสันจะต้อง "ยุบสภา" เสียแล้ว

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ การเมือง ยังไม่ลงตัวง่ายๆแม้พลังประชาชนที่กลายร่างเป็น “เพื่อไทย” จะมี ส.ส.มาก แต่ล่าสุดไม่รู้จะไปกันหมดหรือไม่

“เพื่อนเนวิน” ที่ดูท่าว่าจะไม่ไปด้วย แต่จะไปไหน อย่างไรต้องติดตาม เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมือง

หากไม่ไปแต่โยกไปอยู่พรรคอื่นยุ่งแน่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังไม่ลงตัวน่าจะเป็นว่าทุกอย่างยังต่อรองกันได้ เพราะหน้าสิ่ว หน้าขวานอย่างนี้มันมีราคาค่างวดสูง

ทั้งตำแหน่งนายกฯ รัฐมนตรี และค่าใช้จ่ายก็ต้องสูงตามไปด้วย

ก่อนหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสิน “ยุบพรรค” พลังประชาชน แม้จะเตรียมการเรื่องพรรคใหม่แล้ว

แต่จะให้ใครเป็นนายกฯ ซึ่งมีความสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เตรียมการแก้เกมเช่นกัน

นั่นคือการแต่งตั้งรองนายกฯใหม่อีก 2 คน คือ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ มท.1 และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

คือควบ 2 เก้าอี้ทั้ง 2 คน

นัยว่าเพื่อที่จะให้รักษาการนายกฯ เมื่อนายกฯสมชายต้องหลุดจากตำแหน่ง เพราะคดียุบพรรคจึงต้องหาคนมาทำหน้าที่นี้

ปรากฏว่า การดำเนินการเรื่องนี้ยังไม่สำเร็จจึงต้องให้ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รองนายกฯ ทำหน้าที่รักษาการนายกฯแทน

เหนืออื่นใด สำหรับตำแหน่งนายกฯคนต่อไปดูเหมือน “นายใหญ่” จะจิ้มชื่อ “เฉลิม” เอาไว้แล้ว แต่ปรากฏมีเสียงขานรับน้อยมาก ไม่ใช่แค่กระแสสังคมเท่านั้น

แต่คนในพรรคพลังประชาชนเองก็แตกไปหลายความเห็น หรือพรรคร่วมรัฐบาลก็ประกาศแล้วว่าไม่เอาด้วย

คงจะกลัวความบู๊ กลัวการต่อต้าน และจะเกิดปัญหาขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีก สุดท้ายคงต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่น

“ดับฝัน” กันซึ่งๆหน้า...ว่างั้นเถอะ

ดูเหมือนว่ากระแสหลักในขณะนี้คือการที่ ส.ส.ส่วนหนึ่งในพรรคพลังประชาชนดูจะมีแนวทางสอดรับกับพรรคร่วมรัฐบาลคือไม่เอาคนของพลังประชาชน หรือเพื่อไทยเป็นนายกฯ แต่เห็นควรให้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นนายกฯ

เช่น นายเสนาะ เทียนทอง พล.อ. เชษฐา ฐานะจาโร หรือ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ซึ่งกำลังต่อรองกันอย่างเข้มข้น

ขณะเดียวกัน ประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ที่กำหนดกันว่าจะเป็นวันที่ 8 ธ.ค. แต่ล่าสุดได้มีการยกเลิกยังไม่ได้กำหนดวันชัดเจน

เหตุผลสำคัญก็คือ การย้ายพรรคยังไม่เรียบร้อย ยังหาตัวนายกฯคนใหม่ไม่ได้ พรรคร่วมรัฐบาลและกลุ่มเพื่อนเนวินยังไม่ชัดเจน

ขืนเร่งรีบเร่งรัดมีหวังโดน “หักดิบ” แน่

นอกจากจะมีปัญหาการย้ายแล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งก็คือ ส.ส.สัดส่วนที่กำลังเสนอให้มีการตีความว่าจะย้ายพรรคได้หรือไม่

เพราะ ส.ส.ระบบนี้มาจากการที่ประ-ชาชนเลือกพรรค ดังนั้น หากพลังประชาชนถูกยุบ ส.ส.สัดส่วนก็ต้องจบไปพร้อมๆกับพรรค

หากตีความว่าไม่สามารถย้ายพรรคได้ พรรคเพื่อไทยมีปัญหาแน่ เพราะ ส.ส.จะขาดหายไปส่วนหนึ่งทันที

อะไรดูมันจะไม่ง่ายอย่างคิด

ขณะที่ประชาธิปัตย์ก็คาดหวังว่าในเงื่อนไขอย่างนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะดึงพรรคร่วมให้เปลี่ยนขั้วการเมือง

แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย

ความเป็นไปได้ก็คือ กลุ่มเพื่อนเนวินไม่เข้าพรรคเพื่อไทย หรือ ส.ส.สัดส่วนย้ายพรรคไม่ได้ ทำให้แต้มต่อของประชาธิปัตย์มีมากขึ้น

แน่นอนว่าพลังประชาชนก็ต้องคิดหาทางออกเช่นกัน เพราะไพ่การเมืองมันเปิดออกมาอย่างนี้ หากไม่ได้เป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ต้องไม่ได้เป็น

เพราะรัฐบาลวันนี้ยังมีทีเด็ดอยู่ในมือ

นั่นคือการประกาศ “ยุบสภา” คืนอำนาจให้ประชาชน!!!

"ลิขิต จงสกุล"

แจง 'พจมาน' กลับมาเยี่ยมแม่

ที่มา ไทยรัฐ
วันที่ 6 ธ.ค. นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน อดีตพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับประเทศไทยว่า ทราบจากคนใกล้ชิดคุณหญิงพจมานว่า เป็นการเดินทางกลับมาเพื่อเยี่ยมนางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร มารดา ที่กำลังป่วยและอายุมากแล้ว เป็นการมาเยี่ยมมารดาตามปกติ ไม่ใช่มาคุมเกมการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเรื่องคดีความของคุณหญิงพจมานก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับประเทศไทยว่า การกลับประเทศไทยของคุณหญิงพจมาน เพื่อเยี่ยมอาการป่วยของนางพจนีย์ที่จะเข้ารับการผ่าตัด แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคอะไร ยืนยันไม่เกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะที่มีกระแสข่าวว่าคุณหญิงพจมานจะมาจัดการปัญหาพรรคเพื่อไทย การกลับมาครั้งนี้เป็นการกลับมาอย่างถูกต้อง เพราะคุณหญิงพจมาน ไม่มีคดีต้องโทษ และไม่รู้ว่าคุณหญิงพจมานจะอยู่ประเทศไทยได้นานแค่ไหน

พจมานซุ่มเก็บตัวเงียบทั้งวัน

ด้านความเคลื่อนไหวของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางกลับถึงเมืองไทย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 5 ธ.ค. นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 6 ธ.ค. คุณหญิงพจมานเก็บตัวพักผ่อนอยู่ในภายในบ้านพัก ซ.จรัญสนิทวงศ์ 69 โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่มีนักการเมืองหรือบุคคลอื่นใดเข้าพบ มีเพียงเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคอยสังเกตการณ์ และรักษาความปลอดภัยบริเวณโดยรอบเท่านั้น

เพื่อไทยตั้ง กก.บห.โนเนม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เวลา 09.30 น. จะมีการประชุมใหญ่สมัยวิสามัญของพรรค เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยตำแหน่งที่น่าจับตามองคือ หัวหน้าพรรค จากเดิมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วางให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตัวเลือกอันดับแรก หรือเป็น พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด แต่การประชุมแกนนำล่าสุด ที่มีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าร่วมด้วย ได้ปรับยุทธศาสตร์ ทางการเมืองใหม่ โดยเสนอให้บุคคลโนเนมเข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และไม่ต้องลงสมัคร ส.ส. เพื่อป้องกันการถูกยุบพรรค ส่วนแกนนำของพรรคที่ถูกวางให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะถูกจัดให้อยู่อีกบัญชี อาจใช้ชื่อว่าคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ คาดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเข้ามาอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ เพื่อเตรียมพร้อมที่จะขึ้นเป็นนายกฯ