WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 8, 2008

การเมืองชักเย่อ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก

สมัยเด็กจะเคยเล่นการเล่นท้องถิ่นชนิดหนึ่งก็คือเล่น ชักเย่อ และเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักการเล่นชนิดนี้ จะว่าไปก็สนุกดีถ้าจำนวนคนและพละกำลังของทั้งสองฝ่ายที่คอยดึงเชือกที่ปริมาณเท่า ๆ กัน เพราะจะยื้อยุดกันไปมาระหว่างเชือกเส้นเดียวกันเพื่อเอาชัยชนะต่ออีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ เชือกเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเล่น ชักเย่อ นี้ และต้องเป็นเชือกที่มีความแข็งแรงและคงทนพอสมควรเพื่อมิให้การดึงเชือกไปมาระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้น ทำให้เชือกขาดกลางไปเสียก่อน

หลังจากการพักรบในสนามรบนอกเวที โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองพร้อม ๆ กันทั้ง 3 พรรคทำให้รัฐบาลนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิ้นสภาพไป และม๊อบ พธม. ก็ประกาศยุติการยึดครองสนามบินและสถานที่ทุกแห่ง (พร้อมทั้งมีข้อกล่าวหาการก่อการร้ายสากลติดตัวไปด้วย) ทำให้สนามรบได้ย้ายจากเวทีกลางถนนไปอยู่ในรัฐสภาแทน เป็นการต่อสู้กันทางข้อกฎหมายและการตีความรัฐธรรมนูญ เป็นการต่อสู้ในทางสภาเพื่อสรรหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ

พรรคร่วมรัฐบาลที่ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย, พรรคมัฌชิมาธิปไตย, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคเพื่อแผ่นดิน, และพรรคประชาราช ทั้ง 6 พรรคนี้ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะมีขึ้นในขณะนี้ คงไม่ต้องพูดถึงพรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย, พรรคมัฌชิมาธิปไตย ที่ถูกยุบพรรคไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้ ส.ส. ของพรรคต่างก็ต้องแตกกระจายออกไปเพื่อสังกัดพรรคใหม่ภายใน 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ

ถ้ามองการเมืองด้วยใจเป็นธรรมอย่างยิ่งแล้ว ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การล้มรัฐบาลนายกสมัคร สุนทรเวช และนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ที่ผ่านมาภายในระยะเวลาไม่ถึงปีนี้ เกิดขึ้นจากผลงานของสิ่งที่เรียกว่า ตุลาการภิวัฒน์ โดยมีกลุ่ม พธม. และ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแนวร่วมและแรงผลักดันสำคัญ รัฐบาลทั้งสองรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปอย่างราบรื่นได้ ด้วยการขัดขวางของ พธม. และการใช้เกมส์การเมืองในการตีความรัฐธรรมนูญอย่างจับผิดในทุกการเคลื่อนไหวของ พรรคประชาธิปัตย์ และ สว. สรรหา บางส่วน

ด้วยเหตุที่ว่า เผด็จการอมาตยาธิปไตย ต้องการอย่างยิ่งที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการปกครองประเทศตามรัฐธรรมนูญ แต่ที่ผ่านมาก็เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจนหลายปีมาแล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต่างก็ไม่ต้องการให้พรรคที่เป็นร่างทรงของอมาตย์ ซึ่งก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ซึ่งเห็นได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา 3 4 ครั้งหลังสุด พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้อย่างหมดรูป ดังนั้นอมาตยาธิปไตยโดยอาศัยอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ จึงใช้เลห์เพทุบายทุกวิธีในการล้มรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกมาให้จงได้ และพยายามที่จะทำลายโครงสร้างการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งของประชาชน (พรรคการเมือง) ลงอย่างสิ้นเชิงเพื่อที่จะไม่ให้เหลือเอาไว้ในการแข่งขันหรือต่อสู้กับ พรรคของอมาตย์ต่อไป

ขณะนี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา ให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกสรรตัวนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีกระแสข่าวมากมายออกมาทางสื่อต่าง ๆ ว่า มีการพยายามจับขั้วทางการเมืองกันอย่างเข้มข้นเพื่อที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ โดยมีขั้วการเมืองที่แยกชัดเจนอยู่สองขั้วคือ ขั้วของพรรคเพื่อไทย (พรรคพลังประชาชนเดิม) กับขั้วของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีเสียงในสภาอยู่เพียงแค่ 165 เสียงนั้น มีข่าวลือหนาหูว่าถึงกับทุ่มทุนซื้อตัว ส.ส. จากพรรคอื่นที่แตกออกมาด้วยจำนวนเงินสูงถึงคละ 40 ล้านบาท เพราะจะต้องมีเสียงของ ส.ส. ในมือให้ได้มากถึง 224 เสียง นั่นก็หมายความว่าจะต้องได้ ส.ส. เพิ่มขึ้นมาอีกถึง 39 เสียงเป็นอย่างน้อย

ส.ส. นั้นมาจากคำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโดยปกติจะได้รับตำแหน่งนี้ก็ต่อเมื่อผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชนเมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ พูดง่าย ๆ ก็คือ ประชาชนเป็นผู้ให้เกียรติอันนี้ ประชาชนผู้หย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดว่า ใคร ควรจะได้ตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ นี้ และจากเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองที่ผ่านมา ประชาชนทั้งชาติในประเทศไทยต่างก็ได้รับรู้ ได้เห็นอย่างแจ่มแจ้งและลึกซึ้งว่า ใครบ้างที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนให้กลุ่มนอกกฎหมายเหล่านี้ออกมาทำลายชาติ และเศรษฐกิจของไทยให้ย่อยยับลงไปกับมือ โดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ภาพที่ปรากฏทางสื่อทุกเมื่อเชื่อวัน แสดงให้เห็นถึงความเลวร้ายของอำนาจนอกระบบที่กดขี่คนไทยทั้งชาติ โดยที่กฎหมาย และผู้รักษากฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้คำสั่งศาล ก็ไร้ความหมายสำหรับกลุ่มนอกกฎหมายเหล่านี้ และกลุ่มเหล่านี้แหละที่เป็นกระบวนการเดียวกันอย่างปฏิเสธไม่ได้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะได้ส่ง ส.ส. ของตัวเอง คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปร่วมชุมนุมตั้งแต่ต้น ซึ่งที่จริงน่าจะเรียกว่า พรรคเพื่อพันธมิตร มากกว่า

ประเด็นเวลานี้ก็คือ ส.ส. ที่จะโหวตเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นนี้ ต่างก็มีอิสระที่จะสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องขึ้นต่อมติพรรค และ ส.ส. ทุกคนก็ทราบดีว่า เมื่อจะเข้ามาทำงานการเมือง ศรัทธาที่ประชาชนมีให้นั้นเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และท่ามกลางกระแสความสนใจการเมืองของประชาชนที่เชี่ยวกรากขนาดนี้ การที่นักการเมืองคนใดจะทำตัวสวนกระแสความต้องการของประชาชนนั้นก็คือ การฆ่าตัวตายของอนาคตทางการเมือง ดี ๆ นีึ่เอง

เวลานี้ ใครต่อใครก็พยายามดึงตัว ส.ส. ให้เข้ามาในสังกัดของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยแต่ละฝ่ายก็ทุ่มเทกำลังภายในสุดกำลังเพื่อให้ขั้วของตัวเองได้เสียงพอในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เหมือนเกมส์ชักเย่อ ที่พยายามดึงกันไปดึงกันมาเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้รับชัยชนะ ในฐานะประชาชนธรรมดาที่เฝ้่าติดตามการเมืองและคอยให้การสนับสนุนนั้น สิ่งที่ทำได้ก็คือ

  1. ประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองและฝ่ายประชาธิปไตย ต้องพยายามสื่อและแสดงให้ ส.ส.ในจังหวัดของตนได้รับรู้ถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นว่าต้องการสิ่งใด เพราะ ส.ส. ย่อมต้องฟังเสียงประชาชนอยู่แล้ว
  2. ในฐานะประชาชนผู้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จะต้องรวบรวมหลักฐานการเกี่ยวพันกันอย่างเหนียวแน่นระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์, กองทัพ, ศาล, และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ที่มีต่อ พธม. เพื่อแสดงว่ากลุ่มคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกัน และเข้ามามีบทบาทในการทำลายประชาธิปไตยอย่างไร จากนั้นก็นำหลักฐานเหล่านั้นไปยื่นต่อ UN เพื่อฟ้องในฐานะ “ผู้ก่อการร้ายสากล ร่วมกับนายแพทย์เหวง โตจิราการ เพื่อให้องค์กรระหว่างประเทศยื่นมือเข้ามามีบทบาทในการกดดัน กลุ่มผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญให้เคารพกติกาสากล
  3. ถ้าท่านเลือกที่จะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยที่เคารพกติกาสากล การชุนมุมของคนเสื้อแดงก็คือสิ่งที่ท่านควรทำ เพื่อร่วมกันแสดงพลังให้นานาชาติและคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศได้รับทราบถึงความต้องการของคนไทยที่เป็นชาวรากหญ้าจำนวนมาก ดังนั้นการชุมนุมในวันที่ 13 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ที่สนามศุภชลาศัย จึงขอให้ทุกท่านออกไปร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังต้องดำเนินต่อไปอีก สงครามยังไม่จบเร็วนักดังนั้นพี่น้องทุกท่านยึดมั่นในหลักการและยุทธศาสตร์การต่อสู้ให้มั่นคงต่อไป อย่าเพิ่งท้อถอย ประชาธิปไตยรอเวลาได้ครับ แต่เผด็จการอมาตยาธิปไตยรอเวลาไม่ได้ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอาจจะแพ้ได้หลายสมรภูมิก็ไม่เป็นไร แต่ในที่สุดแล้วถ้าประชาธิปไตยชนะเพียงครั้งเดียว อมาตยธิปไตยจะแพ้ทั้งสงคราม

ปูนนก

ว่าด้วย “อำนาจนอกระบบ”

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny

ความจริงอย่างหนึ่งคือใครก็ตามที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยมานานพอควร มักจะพบว่า เมืองไทยมีสภาพสังคมที่อำนาจที่ลึกลับคือคำตอบของหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่ความถูกต้องเป็นธรรมตามระบบที่ควรเป็นอย่างในนานาประเทศ และเราก็อ่อนน้อมถ่อมตนยอมรับ ได้แต่บ่นด่าคนโน้นคนนี้ว่าทำให้เราลำบาก นักการเมืองจะโดนก่อนด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น ใช้อำนาจอิทธิพล อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เป็นทุรกรรมแทบทุกประเภท ตามมาด้วยข้าราชการ พ่อค้าหน้าเลือด อาชญากรต่าง ๆ สิ่งที่เราไม่เคยนึกก็คือ องคาพยพแห่งอำนาจอิทธิพลนั้นมันมีเครือข่ายที่ประสานซึ่งกันและกัน เพราะสังคมมักยอมให้กับอำนาจบางอย่างมากกว่าที่กำหนดไว้ตามกติกา คนอื่นที่รองลงมาก็เลยจะมักใช้วิธีอำนาจมืดโดยไม่สนใจกติกาตามไปด้วย ความจริงก็คือคนพวกนี้จะใช้อำนาจโดยประสานเครือข่ายกับ เส้นใหญ่ ขึ้นไปตามลำดับขั้น ปัญหาก็คือใครคือเส้นที่ใหญ่สุดและเส้นนั้นอุปถัมภ์คนที่เราบ่นด่าอยู่หรือเปล่า ถ้าสาวลงไปให้ถึงต้นตอของปัญหากันจริง เราจะพบว่าเครือข่ายอำนาจนิยมนั้นมาจากระบบที่ออกแบบมาเพื่อเอื้อโอกาสให้กับคนจำนวนไม่มากนักมีอำนาจ ไม่ใช่เอื้อให้กับมหาชนส่วนใหญ่ นานวันเข้าคนในสังคมก็จะยึดถือว่า การใช้อำนาจนอกระบอบเป็นเรื่องปกติสำหรับสังคมนี้ เมื่อตำรวจรีดไถ เขาจะอ้างว่านายสั่ง และนายของเขาก็จะบอกว่านายที่ใหญ่กว่าสั่งมาอีกที ต่อกันเรื่อย ๆ ไปเป็นลำดับชั้น แต่ไม่มีใครสาวไปให้ถึงสุดสายป่าน และทำให้เรายอมรับว่าสังคมที่มีอำนาจนอกระบบเป็นสภาพปกติอันน่าอับอายของบ้านเมืองนี้ ไม่ชอบแต่ก็ต้องทนกับมัน

เราเสียเวลากันมาหลายสิบปีกับการยอมรับอำนาจนอกระบบ ซึ่งพร้อมที่จะหักหลังคนรับใช้ทันทีที่ผู้นั้นเพลี่ยงพล้ำ เพื่อธำรงรักษาสถานะของชนชั้นตนเอาไว้ให้เนิ่นนานที่สุด มีคนหลายคนได้รับบทเรียนจากการกระทำเหล่านั้น และอยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เกรงใจเพราะรู้ว่าแบกอัพคือมหาประชาชนอันไพศาลที่ถูกการโฆษณาชวนเชื่อแบบถล่มรุนแรงด้วยการบังคับให้รับชมรับฟังทุกสื่อ ด้วยสารพัดงานสร้างสรรค์ และกลยุทธการสื่อสาร รู้สึกว่าเรามีความสุขเหลือเกินในสังคมนี้ จนทำให้ลืมไปว่าชีวิตประจำวันที่แท้จริงของเราเป็นเช่นไร ปากกัดตีนถีบเพียงไหนเพื่อจะเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ เคร่งเครียดว่าตนเองและครอบครัวจะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมวันนี้พรุ่งนี้กันอย่างไรดี ไม่เคยรู้ว่าความจริงถูกกดขี่บีฑาจากธุรกิจสารพัดที่มองลึกลงไปแล้วใครที่มีส่วนเป็นเจ้าของ เราทนกันมานานเพราะเราเกรงใจไม่กล้าเอ่ยปาก ยอมรับ เจียมตัว เพราะไม่ได้ใหญ่โตโอฬารด้วยชาติกำเนิดและทรัพย์ศฤงคาร ต้องยอมให้เขาเพราะยอมรับว่านั่นคือผู้ทรงอำนาจ หลงใหลได้ปลื้มไปกับการประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่บอกเราว่าชีวิตของเรากำลังมีความสุขเพียบพร้อมจากโชคลาภที่ได้เกิดมาในแผ่นดินนี้ โดยลืมไปว่าความจริงแล้ว เรามีความสุขในชีวิตกันได้บ้างนั้นก็เพราะเราช่วยตัวเอง ทำกันเองต่างหาก แล้วปลอบใจตัวเองไปตามหลักการของศาสนาบางศาสนาที่บอกว่า พระเจ้าจะช่วยผู้ที่รู้จักช่วยตัวเอง

ปัญหาก็คือเราช่วยตัวเองได้จริงหรือ ในเมื่อเขาไม่ให้โอกาส ที่ดินที่เป็นของกลุ่มพวกเขาจำนวนมากมายนั้นอยู่ในเขตที่เจริญจนตารางวาละหลายล้าน ในขณะที่เมื่อสมัยก่อนนั้นถ้าเราอยากมีบ้านสักหลัง ก็ต้องหาเงินไปผ่อนดาวน์ ยอมรับดอกเบี้ยสูงลิ่วเกือบร้อยละยี่สิบเมื่อขอกู้เงินจากธนาคารที่พวกเขาเป็นผู้ถือหุ้น มากบ้างน้อยบ้างแต่มีทุกธนาคาร และเมื่อเศรษฐกิจล่มสลายเพราะความหิวกระหายของพวกเขา ซึ่งนำระบบ BIBF มาผลักดันให้รัฐบาลทำเพื่อเอาเงินเมืองนอกดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งกว่า ๆ มาปล่อยให้พวกเรากู้ดอกเบี้ยร้อยละสิบปลาย ๆ เขาเอาเงินเข้ามาคล่องจนเหลิง ให้เงินกู้พวกเดียวกันจนเพลิน ไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนเมืองนอก สิ่งที่เราพบก็คือเมื่อพวกเขาหมดหนทางก็หันมาใช้การบีบบังคับฟ้องร้องยึดบ้าน ยึดรถ ฟ้องล้มละลายเอากับพวกเรา เศรษฐกิจล่มสลายนั้นทำให้เราตกงาน หาเงินมาใช้หนี้ธนาคารที่พวกเขาเป็นเจ้าของกันไม่ได้ สรุปก็คือชาวบ้านรับกรรมลูกเดียว พวกเขาไม่เคยลำบาก แต่ถ้าคุณทำธุรกิจการค้าแบบไม่อิงอำนาจนอกระบบ คุณจะเจ๊ง เพราะเขาไม่ช่วยเหลืออะไรคุณเลย เขาจะไม่เอาความเสียหายที่พวกเขาก่อกันขึ้นมาโยนให้รัฐบาลและประชาชนแบกรับเหมือนกับธุรกิจในเครือข่ายของพวกเขา แบบที่เขาช่วยธนาคารในกรณี ปรส. ที่ลึกลงไปแล้วก็คือธนาคารของเขาเป็นหลักใหญ่

จนมาถึงวันหนึ่งกับการที่ไพร่ลูกชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งสามารถทำให้พวกเราได้รับโอกาสที่ทุกคนสมควรต้องได้รับมาแสนนาน แต่พวกเขาไม่เคยให้ เพราะเราเป็นไพร่ ไม่ใช่พวกเขา ได้โอกาสที่จะมีชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียดเหน็ดเหนื่อย พอมีเวลาคิดสร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมส่วนรวมได้บ้าง ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้มากมายจนทำให้พวกผู้มีอำนาจนอกระบบอย่างเขาต้องกระเทือนกันเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเขามีมากเสียจนไม่ต้องห่วงอนาคตลูกหลานไปอีกไม่รู้ว่ากี่สิบเจเนอเรชั่น แต่เขาและสมุนก็ยังรับไม่ได้ เขาเห็นแก่ตัวกันมากที่สุดแบบไม่ยอมสูญเสียอะไรสักอย่างจริง ๆ

ตอนนี้อำนาจนอกระบบมาอีกแล้ว สั่งทหารใหญ่ลูกน้องในคาถาให้ไปบีบคั้นข่มขู่นักการเมืองเพื่อสลับขั้ว อย่าแปลกใจถ้าพรรคสวิงกิ้งจะได้ตั้งรัฐบาล เพราะนี่คือหนทางหน้าด้านช่วงท้าย ๆ ของอำนาจนอกระบบ เตรียมรับการต่อต้านเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เพราะประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเลิกเกรงใจกันหมดแล้ว

Sunday, December 7, 2008

"เพื่อไทย"ห่วงแรงเสียดทานพรรคร่วม ไม่ดัน"ยิ่งลักษณ์"เป็นหน.พรรค หวังส่งส.ส.เชียงใหม่ "ยงยุทธ"นั่งแทน

ที่มา มติชนออนไลน์

"ยงยุทธ วิชัยดิษฐ"ฉลุยนั่ง หน.เพื่อไทย รอ กกต.รับรอง เจ้าตัวลั่นรักษาจุดยืน ปชต. ยึดกฎกติกากรอบกฎหมาย ปัดข่าว"ยิ่งลักษณ์"ถูกเบียดวืด ระบุเสนอชื่อเดียว เผยโครงสร้างใหม่พรรคมีกรรมการบริหาร 13 คน แยกส่วนฝ่ายบริหารออกจาก กก.บห. ปลอบใจตั้ง"น้องสาวแม้ว"เป็น กก.คัดเลือกผู้สมัคร

แผนใหม่แยก"กก.บห.-ฝ่ายบห."

หลังผลการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อลงมติเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งปรากฏว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น


เวลา 13.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม นายยงยุทธพร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ร่วมกันแถลงผลการประชุมพรรค โดยกล่าวว่า หลังจากได้รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่แล้ว จะต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยืนยันว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นและรักษาไว้ ได้แก่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดกติกา กฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรมของบ้านเมือง ยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรคคือ การแยกส่วนกันระหว่างกรรมการบริหารพรรค และฝ่ายบริหาร


เมื่อถามว่า เหตุใด น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงไม่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค นายยงยุทธกล่าวว่า นี่คือข่าวลือ เป็นการคาดเดาเอาเอง ยืนยันว่าการประชุมเสนอชื่อตนเพียงคนเดียว ส่วนการเดินทางมาที่ทำการพรรคเพื่อไทยของนายสมชายนั้น ไม่เกี่ยวกับการเลือกกรรมการบริหาร เพราะไม่ได้ร่วมประชุมด้วย แต่รู้สึกผูกพัน ในช่วงหน้าสิ่งหน้าขวานจึงมาให้กำลังใจ นายสมชายเป็นนักกฎหมายย่อมรู้ดีว่าจะมาข้องเกี่ยวไม่ได้


เปิดกว้าง ส.ส.สัดส่วนนั่งนายกฯ


เมื่อถามถึงเหตุจะแยกส่วนผู้มาเป็นนายกฯออกจากกรรมการบริหารพรรค และไม่เอาคนพรรคเพื่อไทย เพื่อยอมถอยหวังชักชวนพรรคร่วมรัฐบาลให้มาจับขั้วด้วยใช่หรือไม่ นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ไม่ใช่ อันนั้นเป็นคนละส่วนกัน โครงสร้างใหม่ดังกล่าวถือเป็นการเปิดมุมกว้าง ต่อไปกรรมการบริหารพรรคจะทำ 3 เรื่อง คือ จัดทำนโยบาย คัดเลือกตัวผู้สมัคร และวางยุทธศาสตร์ จะแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจนกับฝ่ายบริหาร แต่ก็ไม่ได้ปิดทางว่า หัวหน้าพรรคจะไม่มีสิทธิเป็นนายกฯแต่ตามรัฐธรรมนูญ นายกฯต้องมาจาก ส.ส. ดังนั้น ส.ส.สัดส่วนทั้ง 8 เขต ใครที่ได้อันดับที่ 1 ในแต่ละเขตก็สามารถเป็นนายกฯได้


เมื่อถามว่า จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะประชาชนที่ตัดสินใจเลือกพรรค จะไม่ทราบเลยว่าจะได้ใครเป็นนายกฯ นายคณวัฒน์กล่าวว่า ต้องมองมิติใหม่ ที่พรรคเพื่อไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้า หากยังมองว่าเลือกพรรคไหนเพื่อหวังให้ใครเป็นนายกฯ ก็ถือว่ายังมองการเมืองในมิติเดิม


ตั้ง"ยิ่งลักษณ์"กก.เลือกผู้สมัคร


สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ มีจำนวน 13 คน ลดลงจากเดิมที่มีจำนวน 19 คน โดยชุดใหม่ได้แก่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคประกอบด้วย รองหัวหน้าพรรค 3 คน มีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร นายปลอดประสพ สุรัสวดี และนายคณวัฒน์ วศินสังวร ส่วน น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นเลขาธิการพรรค นายสง่า ธนสงวนวงศ์ เป็นรองเลขาธิการพรรค นางทัศน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ เป็น เหรัญญิกพรรค นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เป็นโฆษกพรรค นายวิม รุ่งวัฒนะจินดา เป็นรองโฆษกพรรค นายกมล บันไดเพชร เป็นนายทะเบียนพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรค 3 คน มี นายวรวีร์ มะกูดี นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ นายเอกธนัช อินทร์รอด


นอกจากนี้ มีการตั้งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีนายคณวัฒน์ เป็นประธาน และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นกรรมการ 2.คณะกรรมการนโยบายพรรค มีนายปานปรีย์ เป็นประธาน 3.คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน


"พงศ์เทพ" ปัด "อ้อ" มากล่อม ส.ส.


วันเดียวกัน เวลา 13.10 น. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ภายหลังมาพร้อมกับนายอุดมเดช รัตนเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ เพื่อให้กำลังใจทีมงานพรรคเพื่อไทยว่า ตั้งแต่คุณหญิงพจมานลงเครื่องบิน ยังไม่ได้มีโอกาสพบ แต่ยืนยันว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการมาประสาน ส.ส.เพื่อให้มาอยู่พรรคเพื่อไทย เพื่อจับขั้วรัฐบาลแต่อย่างใด แต่มาเพื่อเยี่ยมอาการป่วยของมารดาเท่านั้น


เมื่อถามว่า สถานการณ์ในขณะนี้ ที่มีการช่วงชิงกันจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล จำเป็นต้องอาศัยมือของคุณหญิงพจมานช่วยด้วยหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า "คุณหญิงพจมานท่านไม่พูดหรือยุ่งเรื่องการเมืองอยู่แล้ว"


ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ภายในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 ภายหลังจากที่คุณหญิงพจมานกลับประเทศไทยเป็นวันที่ 2 บรรยากาศยังคงเงียบสงบ โดยตั้งแต่ช่วงเช้า ยังไม่พบว่ามีรถยนต์หรือ บุคคลใดมาเข้าพบแต่อย่างใด ขณะที่บริเวณประตูหน้าบ้านยังคงปิดสนิท โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบ้านจันทร์ส่องหล้าประจำการอยู่ภายในป้อมหน้าบ้าน

"ยงยุทธ"ฉลุยหัวหน้าพรรค"พท."


ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 4/2551 พรรคเพื่อไทย (พท.) ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถนนพระราม 4 ลงมติเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังจากนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปก่อนหน้านี้ ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งนายยงยุทธในฐานะประธานที่ประชุม ได้เสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบโครงสร้างคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่จะมีจำนวน 13 คน แบ่งเป็นหัวหน้าพรรค 1 คน รองหัวหน้าพรรค 3 คน เลขาธิการ 1 คน รองเลขาธิการ 1 คน เหรัญญิก 1 คน นายทะเบียน 1 โฆษก 1 คน รองโฆษก 1 คน และกรรมการบริหารพรรค 3 คน ซึ่งที่ประชุมได้ยกมือเห็นชอบ จากนั้นนายกมล บันไดเพชร นายทะเบียนพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายยงยุทธต่อที่ประชุมให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยไม่มีผู้ใดเสนอรายชื่อบุคคลอื่นให้สมาชิกคัดเลือก รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รับการเสนอชื่อแต่อย่างใด ส่งผลให้นายยงยุทธได้รับตำแหน่งดังกล่าวไป


หักดิบ "ยิ่งลักษณ์" ไม่เสนอชื่อ


ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว ระหว่างที่ประชุมใหญ่กำลังเสนอชื่อหัวหน้าพรรคคนใหม่อยู่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่งเดินทางเข้ามายังห้องประชุม พร้อมเดินไปนั่งในกลุ่มสมาชิกพรรคในภาคกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อนจะหันรีหันขวางอยู่หลายครั้ง เพื่อมองหาคนรู้จักระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยเดินมากระซิบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ไปด้านหลังของห้องประชุมพร้อมแจ้งว่า "เขาเสนอชื่อไปแล้ว" ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ถามกลับไปว่า "ขอขึ้นพูดได้ไหม"แต่ได้รับการปฏิเสธ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินออกจากห้องประชุมและไปร่วมประชุม ส.ส.และแกนนำที่บริเวณชั้น 12


น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ระบุเพียงว่า "ขอยังไม่ให้สัมภาษณ์อะไร ไว้พร้อมก่อนแล้วค่อยคุยกันอีกที"

เมื่อถามถึงรายงานข่าวที่ระบุว่า คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาประเทศไทยเพื่อที่จะดูแลพรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "ยังค่ะ ยังไม่ได้คุยกันเลย"


เผยเบื้องหลัง"ยิ่งลักษณ์"ไม่นั่งหน.


แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งเบื้องหลังที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากความเห็นของอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน สมาชิกพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ไม่ควรเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งรุนแรง และพรรคเพื่อไทยก็ต้องการแรงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นแนวร่วมทางการเมือง และหากเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมา ก็จะเป็นเงื่อนไขให้ถูกโจมตี ซึ่งจะทำให้ชื่อของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะยิ่งบอบช้ำทางการเมือง โดยจะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 จ.เชียงใหม่ แทนนายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ส.ส.เชียงใหม่ ที่ได้ใบแดง ซึ่งหลังจากนั้นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับเลือกเป็น ส.ส.จะมีการเรียกประชุมเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคใหม่อีกครั้งหนึ่ง


"สมชาย"ควง"เจ๊แดง"สังเกตการณ์


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ ส.ส.ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนและอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ตลอดจนอดีตรัฐมนตรีร่วมคับคั่ง แต่ ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนที่ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย ยังไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน แต่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การประชุมเท่านั้น อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพงศกร อรรณนพพร อดีต รมช.ศึกษาธิการ กลุ่มเพื่อนเนวิน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.อุดมชัย องคสิงห์ อดีตเลขานุการ รมว.กลาโหม นายสมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด


นอกจากนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรียังเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมาพร้อมกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา มาร่วมสังเกตการณ์การประชุมดังกล่าว แต่เมื่อเจอผู้สื่อข่าวและช่างภาพกลุ่มใหญ่ดักรอสัมภาษณ์ บริเวณทางเชื่อมต่อลานจอดรถกับห้องโถงลิฟต์ด้านหลังอาคารที่ทำการพรรค ได้ให้คนขับรถขับหลีกเลี่ยงออกไป และใช้จังหวะที่ผู้สื่อข่าวขึ้นไปติดตามบรรยากาศการประชุมเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคที่ ชั้น 10 กลับเข้ามาอีกครั้ง เพื่อร่วมประชุมกับ ส.ส.และแกนนำที่แยกประชุมบนชั้น 12 ของอาคารดังกล่าว

หนูอยากให้ทุกฝ่ายยุติ...! เพื่อบ้านเมืองของเราค่ะ ( คอลัมน์ : รอบรั้วปัญญาชน )

ที่มา ประชาทรรศน์


ชื่อ น.ส.ระวีวรรณ สุขศรี (น้องนุ่น)
กำลังศึกษาที่ คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยรังสิต
กิจกรรมที่ชอบ อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นกีฬา

“น้องนุ่น” น.ส.ระวีวรรณ สุขศรี จากรั้วมหาวิทยาลัยรังสิต คณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 เผยสุดเศร้าปัญหาการเมืองทำบ้านเมืองแตกแยก คนไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ชี้พันธมิตรฯ ปิดสนามบินทำลายภาพลักษณ์ประเทศเสียหายหนัก แนะรัฐบาล-พันธมิตรฯ ยุติความขัดแย้งเพื่อชาติ ก่อนทำเศรษฐกิจเจ๊ง!

***คิดอย่างไรกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

หนูคิดว่าคนไทยทั่วประเทศคงมีแต่ความเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่ประชาชนออกมาแบ่งแยกกันเป็น 2 ฝ่าย ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก็คือความเสียหายที่ประเทศชาติและประชาชนส่วนมากได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
หนูอยากให้รัฐบาลและพันธมิตรฯ หยุดและยุติเรื่องนี้ได้แล้วค่ะ เพราะว่าประชาชนและประเทศชาติกำลังได้รับผลตอบแทนที่หนักหนามาก น่าจะพอได้แล้ว อยากเห็นคนไทยกลับมาสามัคคีกันเหมือนเดิม ให้ความรักและความช่วยเหลือกัน ดูแลบ้านเมืองให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ให้ชาวต่างชาติกลับมาเที่ยวเมืองไทย ทำให้เมืองไทยน่าอยู่เหมือนเดิมค่ะ

***การบุกสถานที่ราชการ บุกปิดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ จนทำให้ทุกสายการบินหยุดชะงัก เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่

หนูไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมันมากกว่าการที่คนสองกลุ่มจะเอาชนะกัน ทุกคนก็เห็นอยู่ว่าตอนนี้บ้านเมืองเราในสายตาคนต่างชาติคงมองว่าเราเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัย ไม่อยากมาเที่ยว ที่สำคัญนักธุรกิจที่จะมาลงทุนคงต้องถอนทุนออกไป แล้วประเทศชาติบ้านเมืองเราจะเดินหน้าไปทางไหนคะ
ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ สถานภาพการปกครองบ้านเมืองเราจะมีความมั่นคงไหมในสายตาชาวต่างชาติ ภาพลักษณ์ดีๆ ต่อสายตาชาวต่างชาติ เรื่องเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ใครจะออกมารับผิดชอบคะ หนูอยากฝากไปถึงผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องนี้ด้วยค่ะ อยากให้แก้ไขด่วนที่สุด หาวิธีแก้ไขเพราะตอนนี้บ้านเมืองเราต้องการความดูแลและแก้ไขให้เร็วและดีที่สุดค่ะ

***เห็นด้วยหรือไม่ถ้าหากรัฐบาลจะใช้มาตรการขันเด็ดขาดจัดการกับกลุ่มคนที่กระทำผิดกฎหมายความมั่นคงของชาติ

ข้อนี้ก็มองเป็น 2 ส่วนค่ะ 1.ถ้าใช้ความรุนแรงเกินไปผลเสียก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอนไม่มากก็น้อย 2.ถ้าไม่ทำอะไรเลยบ้านเมืองเราก็คงต้องเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ต้องคิดให้ดีว่าสิ่งที่ทำเป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน
หนูอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาคุยกัน ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อบ้านเมือง เพื่อประเทศชาติ และประชาชนไทยทุกคน ที่ตอนนี้มีความเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนูว่าเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกคนไทยมากค่ะ อาจจะรวมไปถึงความรู้สึกคนต่างชาติที่มาเมืองไทยด้วยค่ะ

***หลายคนบอกว่าการกระทำของพันธมิตรฯ คือการทุบหม้อข้าวตัวเอง เพราะเป็นการทำลายเศรษฐกิจ แถมยังทำลายความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนอีกด้วย

มีผลกระทบแน่นอนค่ะ ไม่อยากจะแสดงความคิดเห็นอะไรไปมากกว่านี้ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าประเทศชาติเราตอนนี้เป็นอย่างไร ทุกคนเสียใจ อยากให้เรื่องยุติโดยเร็วที่สุด และต้องจบด้วยดี ต่างฝ่ายต่างเข้าใจและยอมรับความคิดเห็นกัน มันอาจจะยากแต่หนูก็อยากเห็นวันนั้นค่ะ

***ทุกวันนี้ประชาชนคือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนสูงสุด ในฐานะคนไทยคนหนึ่งอยากฝากอะไรไปถึงคนที่กำลังขัดแย้งบ้าง

แน่นอนค่ะ คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคารพความคิดเห็นและเห็นแก่ประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดค่ะวามแตกแยกไม่มีความสามัคคี สุดท้ายหนูขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายใหคือประชาชนทุกคนที่ต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งที่คนไทยไม่อยากให้เป็นคือความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี สุดท้ายหนูขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย ให้เคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเห็นแก่ประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดค่ะ

ความยุติธรรม ( คอลัมน์ : ฤๅจะเป็นเมืองนอกกฎหมาย : ศุภชัย ใจสมุทร )

ที่มา ประชาทรรศน์

ขณะที่เขียนบทความนี้ (2 ธ.ค. 51) ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้ย้ายการพิจารณาคดีที่นัดให้พรรคการเมืองทั้ง 3 พรรคได้แถลงการณ์ปิดคดี ไปยังศาลปกครอง เนื่องจากมีกลุ่มประชาชนจำนวนมากได้ไปชุมนุมกันที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความยุติธรรม ในการตัดสินคดียุบพรรค ซึ่งกว่านิตยสารฉบับนี้จะวางแผน ผลการตัดสินอาจจะออกมาแล้ว

เรื่องความยุติธรรม ดูเป็นสิ่งที่คู่กับมนุษยชาติมาตลอด ประวัติศาสตร์ของการค้นหาความยุติธรรมของมนุษยชาตินั้นได้กระทำติดต่อกันมานับพันปี และในทุกยุคทุกสมัยก็มีความพยายามที่จะตอบปัญหาว่าความยุติธรรมคืออะไรกันแน่ เมื่อปรากฏว่าสังคมและกฎหมายอยู่ในสภาพที่ไม่พึงปรารถนา ปัญหาเดียวกันนี้ยังมิได้รับคำตอบที่แน่นอน และมนุษย์พยายามแสวงหาคำตอบจนถึงทุกวันนี้
สิ่งที่ยังคงอยู่เป็นอย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเป็นจริงอยู่ในทุกชาติทุกวัฒนธรรมคือ มนุษย์เชื่อว่านอกจากกฎเกณฑ์ความประพฤติที่มีอยู่แล้ว มนุษย์ยังเรียกร้องแสวงหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “ความยุติธรรม” ในฐานะที่เป็นสิ่งพึงปรารถนายิ่ง และอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองที่เป็นอยู่
Aristotle เคยกล่าวไว้ว่า มนุษย์มีธรรมชาติที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะที่สมบูรณ์แบบ มนุษย์จึงมีธรรมชาติแสวงหาความสุขที่แท้จริง มิใช้เพียงพอใจกับความสุขสนุกสนานบันเทิง (pleasure) เท่านั้น แต่โดยที่มนุษย์ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ดังนั้นการพัฒนาตนเองของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ก็โดยการอาศัยมนุษย์ด้วยกันช่วยกันก่อให้เกิดขึ้น มนุษย์จึงต้องอยู่รวมกันเป็นสังคม มนุษย์จึงมีธรรมชาติเป็นสัตว์สังคม
การมีชีวิตอยู่ในสังคมมนุษย์จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อดำเนินไปภายใต้หลักเหตุผลและความยุติธรรม นั่นคือต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย สังคมที่มีระเบียบและเป็นธรรมย่อมจะสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุด และนำมนุษย์ไปสู่ภาวะที่สมบูรณ์ขึ้นด้วย ในทางกลับกัน มนุษย์ที่มิได้อยู่ภายใต้กฎหมาย หรือไม่ได้ถูกกำกับด้วยเหตุผล ก็อาจใช้ความสามารถและความฉลาดของตนในทางที่ผิด ซึ่งเป็นสิ่งอันตราย
หากจำกันได้ ผู้เขียนได้เคยนำการอธิบายเรื่องการปกครองภายใต้กฎหมายที่ Aristotle ได้อธิบายไว้ในหนังสือ Politics ที่ว่า “การให้อำนาจแก่กฎหมายเสมือนหนึ่งเป็นการให้อำนาจแก่พระผู้เป็นเจ้าหรือตัวเหตุผล หรือแก่ธรรมะ แต่การให้อำนาจแก่บุคคลเป็นการให้อำนาจแก่สัตว์เดียรัจฉาน เพราะความปรารถนาหรือความอยากของคนนั้นมีลักษณะของเดียรัจฉาน แม้คนที่ดีที่สุดที่อยู่ในอำนาจก็มักเสียคนเพราะกิเลสตัณหา”
อย่างไรก็ตาม Aristotle ก็ยอมรับว่าการปกครองด้วยกฎมายนั้นในบางกรณีอาจไม่เป็นธรรมได้ เพราะกฎหมายเป็นหลักการทั่วไป ปรับแก่กรณีทั้งหลายอาจมีปัญหาไม่เป็นธรรมในกรณีเฉพาะเรื่องได้ แต่โดยที่กฎหมายนั้นในตัวของมนุษย์มันเองก็คือเหตุผลอันปราศจากกิเลส ดังนั้นในกรณีที่มีปัญหาไม่เป็นธรรม เพราะกรณีเกิดขึ้นจากการใช้กฎหมาย ก็ย่อมอนุญาตให้มีการนำเอาหลักความเป็นธรรม หรือหลัก Equity เข้ามาปรุงแต่งกฎมายให้ชอบด้วยเหตุผลและเป็นธรรมได้ ลักษณะดังกล่าวย่อมสอดคล้องกับธรรมชาติของการปกครองด้วยกฎหมาย เพราะการปกครองด้วยกฎหมายก็คือการปกครองด้วยเหตุผลนั่นเอง เพราะแก่นของกฎหมายก็คือเหตุผล
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการชี้ช่องให้นักกฎหมายใช้หลักเหตุผลเข้ามาปรุงแต่งกฎหมายให้มีความยืดหยุ่นเป็นธรรมแก่กรณีเฉพาะเรื่อง หรือเฉพาะคดี กล่าวคือ ต้องยึดถือกฎหมายเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาวินิจฉัยประการหนึ่ง และการใช้กฎหมายจะต้องใช้ให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมด้วยอีกประการหนึ่ง
ผลการตัดสินคดียุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาก่อนเมื่อนิตยสารฉบับนี้ได้วางแผง แต่สิ่งที่คงจะต้องตอกย้ำไว้ก็คือ พรรคการเมืองคือสถาบันการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ดังนั้น การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในอารยประเทศนั้น การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันจำเป็นที่จะรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่า พรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้ว ยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวเพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎร ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จึงได้แต่หวังว่าศาลรัฐธรรมนูญคงจะไม่ละเลยนำหลักการสำคัญนี้มาประกอบการตัดสิน รวมถึงคงจะได้ตระหนักด้วยว่าประชาชนจำนวนมากมายได้ผ่านเหตุการณ์อันเป็นประสบการณ์เลวร้ายมามาก จากความรู้ที่ว่าไม่ได้รับความยุติธรรม และประชาชนเหล่านั้นคงจะไม่ปล่อยให้ถูกกระทำย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไป

บ้านเมืองจะเข้าสู่ยุคมิคสัญญีอย่างแท้จริงหรือไม่ คงจะอยู่ในเงื้อมมือของศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความคำว่า “ความยุติธรรม” อย่างไร เพราะหลายวันที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากได้มีคำถามกับคำนี้มากมาย ซึ่งหมายรวมถึงตัวผู้เขียนที่ได้เขียนเกี่ยวกับคดียุบพรรคมาหลายครั้ง ด้วยความรู้สึกดังกวีเอก นายผี (อัศนี พลจันทร) เคยเขียนไว้ว่า
“ตราชูนี้ดูเที่ยง บ่มิเอียงจริงไหมหือ
ขวาซ้ายเท่ากันหรือ รึจะหย่อนอยู่ข้างไหน
เพ่งดูตราชูตั้ง ข้านี้ยังมิแน่ใจ
ที่เที่ยงนั้นเพียงใด ที่ว่าไม่แค่ไหนกัน”
--นายผี--

‘สันขวาน’ กับ ‘นายมาร์ค...มุกควาย’!!! ( คอลัมน์ : บทความพิเศษ : วาทตะวัน สุพรรณเภษัช )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทความพิเศษ
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช



เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เขียนคอลัมน์ชื่อ ยุวประชาธิปัตย์ “กล้านรงค์ จันทิก” ต้องโดนนนน!!! ซึ่งดูเหมือนท่านผู้อ่านจะชอบใจกัน ทันทีที่เรื่องของมิสเตอร์กล้านรงค์ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินให้ครบถ้วน ได้ตีพิมพ์ลงในประชาทรรศน์รายวันไปแล้ว ผมได้รับเอกสารสำคัญจากผู้หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ได้ส่งหลักฐานหนี้สินที่เกี่ยวกับบ้านของนายกล้านรงค์ ซึ่งทั้งตัวเขาและครอบครัวอาศัยอยู่มาจนทุกวันนี้ อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังเป็นที่ตั้งบริษัทซึ่งภริยาแลบุตรมีหุ้นอยู่ และกำลังจะมีเรื่องฟ้องร้องกับผู้ถือหุ้นเก่า ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนประจำโรงเรียนเขมะศิริอนุสรณ์ กับภริยาของตัวเอง

เห็นแล้วขนลุก!

ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะ หลังจากที่ตรวจสอบหลักฐานกับหอทะเบียนที่ดินแล้วก็พบว่า ที่นายกล้านรงค์ให้สัมภาษณ์ว่าจำไม่ได้เรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะนานแล้ว เลยต้องทบทวนความจำให้นายคนนี้แกสักหน่อยว่า
นายกล้านรงค์เข้าไปรับตำแหน่งเป็น เลขาธิการ ป.ป.ช. เมื่อ 12 มีนาคม พ.ศ.2542 และพ้นตำแหน่งเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ.2546
แต่ผมจะบอกให้ว่า
บ้านหลังที่นายกล้านรงค์อาศัยอยู่ทุกวันนี้ เป็นมรดกตกทอด แต่ได้นำบ้านไปจำนองกับ ธนาคารทหารไทย เป็นเงิน 1,350,000 บาท (หนึ่งล้านสามแสนห้าหมื่นบาท) ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2536 และขอเพิ่มวงเงินจนถึง 9 ล้านบาท และเพิ่งถ่ายถอนไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 หลังจากเจ้าตัวเกษียณแล้ว 2 ปี
นั่นหมายความว่า ในวันที่นายกล้านรงค์เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช. นั้น บ้านหลังดังกล่าวติดจำนองอยู่แล้ว จนกระทั่งถึงวันพ้นตำแหน่งคือวันที่ 1 ตุลาคม 2546 บ้านหลังนี้ก็ยังไม่ได้ไถ่ถอน ยังหมกเม็ดปิดบังการแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่เป็นเท็จเอาไว้อย่างเหนียวแน่น!
พูดแค่นี้นายหัวเหน่งคงรู้แล้วว่าหลักฐานของผมนั้นเป็นของจริง แต่จะไม่นำเสนอเอง เพราะ พล.ต.ต.เสวก “อัศวินดำ” ปิ่นสินชัย เขาจองผ้าป่าเอาไว้แล้ว
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
ดังนั้น การที่นายกล้านรงค์ออกมาแก้ตัวในทำนองว่าจำไม่ได้ เรื่องมันนานมาแล้ว ทำให้นึกถึงเวลาพวกตลกเขาออกลีลา ลูกเล่น ทำให้ผู้คนขบขัน ภาษาไทยเรียกว่า “มุกตลก” และชอบพูดย่อๆ ว่า “มุก” (สังเกตให้ดี “มุก” ใช้ ก.ไก่ สะกด ไม่ใช่ “มุข”) เช่น “มุกของโก๊ะตี๋นี่ดีเหลือเกิน ไม่แพ้ เอ็ดดี้ ผีน่ารัก ลูกพี่ของเขา” อีกคนตอบรับว่าจริง และเสริมต่อไปอีกว่า
“ไม่เมื้อนคณะของไอ้เต้บไตย มันย้ากเหลี่ยนแบบ ก็ออก ‘หมุกแป้ก’ ตล้อด”
ลืมบอกว่า ผู้พูดเป็นคนใต้ และไอ้ที่เขาพูดแปลว่า “ไม่เหมือนคณะของ
ไอ้เทพไทย มันอยากเลียนแบบ ก็ออก ‘มุกแป้ก’ ตลอด”
‘มุกแป้ก’ หมายถึง เล่นตลกแล้วคน “ไม่ขำ” ซึ่งเรื่องนี้ตลกกลัวมากที่สุด ก็ตรงออกมุกตลกแทบตาย คนดูดันไม่หัวเราะเสียอีก
มีอีกคำหนึ่งคือ ‘มุกควาย’ คำนี้ฮิตในหมู่วัยรุ่นขาโจ๋ แพร่หลายมากในเว็บไซต์ ซึ่งพอจะให้ความหมายได้ว่า
นอกจากจะออกมุกแป้กแล้ว ยังดันออกลูกทุเรศ เอาแต่ได้ หน้าหนา หรือโง่เง่าเต่าตุ่นฉิบหาย อะไรประมาณนี้แหละ!
ยกตัวอย่างให้เห็นดีกว่า...
ในวันที่ม็อบสังคังยกไปล้อมรัฐสภา นายมาร์ค ม.7 เดินมาดพระเอกโปรยยิ้มรับเสียงปรบมือจากบรรดาม็อบแฟนๆ ถูกใจแม่ยก เข้าไปตัวอาคารประชุม ทำเป็นไม่รู้ว่าประชุมเปิดไม่ได้ แต่ประชาชนเขารู้เช่นเห็นชาติ มุกของสมาชิก พรรคฝ่ายค้านดักดาน ซึ่งเป็นผู้แทนราษฎร ที่ดันชอบเล่นนอกสภา ในวันนั้นก็เป็นแกนนำเดิน ‘ตั้งตะลิ๊ดติ๊ดตั้งๆๆๆ’ นำขบวนพันธมารเข้าล้อมสภา
ผู้คนพากันส่ายหน้าเป็นพัดลมเบอร์สี่ ในความไม่เข้าท่าของการเล่นมุกนี้ของฝ่ายค้านดักดาน แต่นายมาร์ค ม.7 ยังทะลึ่งลอยหน้าลอยตาบอกว่าพรรคไม่เกี่ยวข้อง ใครเขาจะไปเชื่อ
มุกแบบนี้เด็กอมมือก็รู้ทัน ก็นับว่าเป็น ‘มุกควาย’ ชัดเจน ดังนั้นต่อไปนี้จะไม่เรียกแล้วว่า ‘มาร์ค ม.7’ แต่ขอขนานนามฉายาให้ใหม่ตั้งแต่บัดนี้ว่า

‘นายมาร์ค...มุกควาย’

เมื่อวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ประชาทรรศน์คอลัมน์ได้ลงข่าวหน้า 5 ซึ่งผมจะนำมาให้ท่านผู้อ่านได้ดูกันอีกครั้ง โดยไม่ตัดทอนหรือดัดแปลงแต่อย่างใด ข่าวที่ว่ามีดังนี้ครับ

** เรื่องลึกๆ ลับๆ เราเอามาเปิดเผยเสียให้หมด...เมื่อสัปดาห์ก่อนมีการประชุมร่วมกองอำนวยการปกป้องม็อบโกเต๊กซ์หรืออย่างไรไม่ทราบได้ เห็นว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. โดนเสยคางเข้าเต็มเปา!!! นี่คือสาเหตุที่ต้องหลบเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ มันมีเรื่องลึกๆ ลับๆ ที่ต้องเอามาเปิดเผยกัน อันเนื่องจากที่ประชุมร่วมฝ่ายทหารดันไปเสนอเอกสารต่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ออกมาตรการให้ตำรวจใช้เพียงโล่และรถน้ำในการเข้าควบคุมฝูงชนเท่านั้น!!! ทั้งที่ผู้ชุมนุมมีทั้งอาวุธปืน ระเบิดปิงปอง และอาวุธสงครามไม่ทราบชนิด โดยแกนนำป่าวประกาศให้พก “ของ” มาเต็มอัตราศึก!!! พร้อมๆ กับการปลุกระดม “สงครามทุบหม้อข้าว” และ “ทำสงคราม 9 ทัพ”

** พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องออกโรงมาปกป้องลูกน้อง “หมายความว่าจะให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภาเลยใช่หรือไม่?” เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้อาวุธอื่นในการเข้าปราบปรามฝูงชนตามแบบอย่างของนานาอารยประเทศ เท่ากับจำยอมต้องเปิดทางให้ “ม็อบโกเต๊กซ์” เมื่อสถานการณ์ของตำรวจเปรียบเสมือน “เสือไร้เขี้ยว” ดังนี้ คำตอบจากฝ่ายทหารน่าตกใจไหม? ฝ่ายทหารเขาบอกว่า...“ใช่”... ให้ม็อบโกเต๊กซ์บุกเข้าไปยึดอาคารรัฐสภาได้เลย...
ไม่รู้ว่าจะเป็นการดูแลเหตุการณ์ในลักษณะใด แทง แทนไท ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้เป็นการคุ้มกัน และเปิดทางให้ “ม็อบโกเต๊กซ์” บุกยึดอาคารรัฐสภา ตามอำเภอใจ ถ้าเป็นแบบนั้น แทง แทนไท ปลงอนิจจัง ประเทศไทย...โอ้เวรกรรม...โอ้เวรกรรม...
อ่านตรงนี้แล้ว หากเป็นความจริงตามที่ ‘เแทง แทนไท’ เขียนให้ผู้คนได้อ่านกัน ก็ยิ่งสลดใจหนักเข้าไปอีก เพราะผมเพิ่งเขียนไปในประชาทรรศน์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า
คลื่นทหารที่ผู้คนข้องใจมากๆ คือ สถานีวิทยุอย่าง เอฟเอ็ม 101 ของ บก.สูงสุดเดิม ตอนนี้เป็นกองทัพไทย ซึ่งดำเนินการโดย ไอ้เอนเอน เพราะมันเอนจนราบเลยทีเดียว ด่ารัฐบาลสนุกสนาน อะไรที่รัฐบาลทำหรือคิดจะทำ กลายเป็นของระยำตำบอนไปเสียทั้งสิ้น แถมผู้ดำเนินรายการบางคน ค่ำลงก็ย้ายตูดเท่าตุ่มไปโผล่หัวกบาลสำรากอยู่ที่ ASTV และคลื่นวิทยุ 92.25 อย่างนี้เป็นต้น
ผู้คนสงสัยคับข้องใจว่า เอ๊ะ...ทำไมคลื่นทหารนอกจากไม่วางตัวเป็นกลางแล้ว ยังทะลึ่งทำหน้าตาตายให้ท้ายพร้อมประคองยกหางแดงให้ไอ้พวกมารสังคังมันอีก แต่พอเห็นคอลัมน์ของ “แทง แทนไท” แล้วก็คงพากันร้องออกมาว่า
“อ๋อ...วิทยุทหารเล่น ‘มุกควาย’ อย่างนี้เองหรือ!?!”
ผมเขียนหนังสือวันนี้ด้วยความขัดเคือง ขอถามไปถึงบรรดาผู้นำทหารแบบตรงไปตรงมาว่า

ทหารที่เป็น ‘ลูกผู้ชาย’ หายหัวไปไหนกันหมด!

ลองเล่นเป็น “พาลีตีสองหน้า” กันแบบนี้แล้ว พี่น้องประชาชนคนไทยไม่ต้องหวังว่าพวกทหารจะดูแลแผ่นดินไทยอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรกัน?
กะอีแค่ใจกลางเมือง หน้ากองบัญชาการทหารเองแท้ๆ ยังปล่อยให้ไอ้พวกนอกกฎหมายมันเข้ามายึดได้โดยง่าย

ทำต่อหน้าต่อตาทหาร...

กลายเป็นดินแดนเอกราช มีผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ศาสนาใหม่ ลัทธิใหม่ ซึ่งจะใช้วิธีการปกครองแบบใหม่ (แบบไหนก็ไม่รู้ เพราะตัวมันเองก็ไม่รู้เหมืนกัน!)
แถมยังเอาโกเต๊กซ์ไปป้ายที่หมุดพระบรมรูป ต่อเบื้องพระพักตร์องค์พระผู้สถาปนา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
เหยียบย่ำศักดิ์ศรีทหาร...แหลกลาญไปเลย!
นี่เป็นเพราะนายทหารใหญ่ๆ ยอมคู้เข่าเชิดชูให้พวกม็อบสังคัง ทหารเล็กๆ เลยพลอยต้องเสื่อมศักดิ์และศรีไปด้วย
ตั้งแต่ยังเด็ก ผมเคยได้ยินแต่คำพูดที่ว่า ทะแกล้วทหารหาญนั้น...
Bloody but unbowed
หมายความว่า "เลือดกลบ...แต่หัวไม่ก้ม!"
แต่นี่ดันหัวก้ม ทั้งๆ ที่เลือดไม่ได้กลบหัวเถิกอะไรเลย...แม้แต่นิด!
ท่านผู้อ่านที่โตสักหน่อย เรียนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษา คงจะเคยท่องบทร้อยกรอง ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ที่ทรงนิพนธ์ไว้ว่า


ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส
เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย
เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย
ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา

เด็กๆ ที่ท่องร้อยกรองนี้ได้ ผมเชื่อว่าน้อยคนที่จะทราบว่านี่คือบรรยากาศของชาติไทย ในเหตุการณ์ ร.ศ.112 และส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดผ่านพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 โดยบรรยายถึงความอึมครึมในพระนครเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 ซึ่งเต็มไปด้วยความตึงเครียดใกล้ถึงจุดระเบิด และในพระบรมมหาราชวัง เจ้านายและขุนนางต่างรอฟังข่าวด้วยใจระทึก
มาถึงวันนี้ เหตุการณ์บ้านเมืองทำให้ผู้คนระทึกมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ด้วยพระอาญาไม่พ้นเกล้าฯ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต แด่ดวงพระวิญญาณฯ ของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ในการที่จะดัดแปลงบทพระราชนิพนธ์ให้เหล่าผู้บังคับบัญชาทหารได้อ่านกัน ดังนี้

"ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง กูไม่กล้าบังคับขับไส
ให้มันมาเคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย
เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะยึดถือพงศ์ทหารนั้นอย่าหมาย
ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา"

ก็น่าอายทั่วทั้งโลกาหรอก ค่าที่พวกทหารตัวนายไม่คิดแม้แต่ยื่นมือมาช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ วางตัวเพิกเฉยเป็นสากกะเบือทิ่มครกอยู่ในพิพิธภัณฑ์ แถมยังด่าว่าและกล่าวหาตำรวจที่พยายามรักษาความสงบเสียหายว่า ใช้ความรุนแรง ติดตามด้วยการข่มขู่นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาเหนือตนอีกด้วย!
บอกกันตรงๆ นะ
สิ่งที่ผู้คนเขาดูแคลน เพราะเห็นนายทหารที่รบเก่งในสนามกอล์ฟทั้งหลาย ไม่ได้มีแม้แต่ความพยายามที่คิดจะต่อสู้ศัตรูประเทศเพื่อปกป้องดินแดนใจกลางเมือง และเหตุการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2551 ก็เล่นบทติ๊ดชึ่ง รักษารูปมวย (ที่ไม่ค่อยจะมีรูป) แต่หากเรามองลึกเข้าไปในจิตใจของนายทหารตัวดังแล้ว
ผมเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า
พวกเขาไม่มีเจตจำนงแน่วแน่ในการป้องกันอาคารสำคัญของชาติ ที่ตั้งในเขตพระราชฐาน คือ
“รัฐสภา”
ร้ายที่สุดก็คือ ปล่อยให้บ้านเมืองของเราดิ่งลงเหวในเรื่องความเชื่อมั่น เกียรติยศและศักดิ์ศรีของชาติ ทำให้ชาวบ้านตกอยู่ในความประหวั่นพรั่นพรึง ไม่รู้อนาคต ไหนจะปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าเข้ามาอีก
แถมเมื่อไอ้พวกม็อบสังคังมัน ‘ก่อการร้าย’ ด้วยการเข้ายึดสนามบินนานาชาติ อันเป็นประตูเข้าออกของประเทศ
...ฝ่ายทหารยังคงงอมืองอตีน ไม่ยอมช่วยเหลือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอื่นอีก!
การแสดงออกอย่างนี้ ทำให้ชาวบ้านเขาขมขื่น แปลความเอาว่า ทหารขาดความมุ่งมั่นในการช่วยป้องกันรักษาชาติบ้านเมือง รักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินเอาไว้ให้ลูกหลานคนรุ่นหลัง ก็อย่างนี้แล้ว...
จะรักษาขวานทองทั้งด้ามได้อย่างไรกัน ?!?
แม้สันขวาน...ก็จะไม่เหลือ!
หรือจะเหลือ “สันขวาน” ไว้ทำหน้าหมวกทหาร โดยเฉพาะพวกที่พร้อมจะคุกเข่ารับใช้พันธุ์มารต่อไป
ในวันที่พวกมันขึ้นเป็นเจ้านาย...เข้าครอบครองประเทศไทย!

/////////////////////////////////////////
****ผู้คนแห่กันเข้ามาสั่งซื้อหนังสือสำคัญ ชื่อ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” ส่งท้ายปี พ.ศ.2551 จองซื้อได้ใน vattavan.com
อ่านได้อ่านดี ไม่ว่าจะอยู่ข้างฝ่ายค้านหรือรัฐบาล...

...............

อัดยับ! พธม.อารยะขัดขืนจอมปลอม ไม่เชื่อ “ปฏิวัติรัฐประหาร” สำเร็จ ( คอลัมน์ : เวทีวิชาการ : อ.วราภรณ์ แช่มสนิท )

ที่มา ประชาทรรศน์

วราภรณ์ แช่มสนิท อาจารย์สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ในสถานการณ์พันธมิตรฯ ยึดสนามบิน ระบุไม่ใช่ “อารยะขัดขืน” ที่แท้จริง ไม่เชื่อทหารจะทำการปฏิวัติรัฐประหารได้สำเร็จ จะมีคนจำนวนมากออกมาต่อต้านแน่นอน
***การที่พันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิแล้วอ้างว่าความเสียหายที่ประเทศไทยได้รับนั้นมันน้อยกว่าถ้าหากปล่อยให้รัฐบาลนี้บริหารงานต่อไป สิ่งนี้มันคือการอารยะขัดขืนหรือเปล่า

จริงๆ การอารยะขัดขืนคือการจงใจที่จะกระทำผิดกฎหมาย เพื่อที่การกระทำผิดกฎหมายนั้นจะเป็นสะพานให้มีโอกาสที่จะต่อรอง หรือเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองกำลังเรียกร้องอยู่ แต่ถ้าหากฝ่ายรัฐมีการบังคับใช้กฎหมาย เช่น มีการจับกุมผู้กระทำผิดในนามอารยะขัดขืน ผู้กระทำผิดต้องยินยอมให้จับกุมไป แล้วเข้าสู่กระบวนการทางศาล โดยที่กระบวนการเรียกร้องในการชุมนุมนั้นเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่จะดึงรัฐให้เข้ามาสู่การเจรจาในข้อเรียกร้องของแต่ละกลุ่มนั้น
แต่ในกรณีของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นเราเห็นกันมานานแล้วว่ามันไม่ใช่การอารยะขัดขืน มันเป็นเพียงแค่ศัพท์ที่เอามาใช้เรียกกันเพื่อที่จะให้กลุ่มของตัวเองดูดี มีความชอบธรรม เพราะว่าพันธมิตรฯ ไม่เคยยินยอมที่จะปฏิบัติตามหลักของกฎหมาย เช่น ในเมื่อคุณกระทำการละเมิดกฎหมายแล้ว พอถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้วพันธมิตรฯ ไม่เคยยินยอม
กรณีที่ 2 เป้าหมายของพันธมิตรฯ ไม่ได้อยู่ที่ใช้การกระทำอารยะขัดขืนไปในประเด็นของการเจรจาทางนโยบาย หรือว่าประเด็นความเดือดร้อนเฉพาะของกลุ่ม แต่เป็นการสร้างข้อเรียกร้องสุดขั้วเพื่อที่จะล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยระบอบประชาธิปไตย แล้วสถาปนาระบอบใหม่ขึ้นมา ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะเรียกระบอบอะไร แต่ว่าเป็นระบอบที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย นั่นคือประเด็นที่ 2 ที่ทำให้วิธีการของพันธมิตรฯ ไม่น่าจะเป็นการใช้อารยะขัดขืน
ประการที่ 3 ที่มันชัดกว่านั้นคือ พันธมิตรฯ มีการจัดตั้งกองกำลังของตัวเอง แล้วมีการติดอาวุธ ซึ่งในภาวะปกติอาจจะอ้างได้ว่านั่นไม่ใช่อาวุธ เช่น ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล อะไรต่างๆ แต่ว่าปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ถูกสะสมไว้เพื่อเป็นอาวุธของพันธมิตรฯ นอกจากนี้เราก็ได้ทราบจากข่าวว่าพันธมิตรฯ ยังมีอาวุธจริงที่มีอานุภาพทำลายล้างชีวิตได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นข้อที่ชัดเจนที่สุดว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เข้าข่ายอารยะขัดขืน

***แกนนำพันธมิตรฯ พยายามเสนอแนวทางการเมืองใหม่ และประกาศโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง ตรงนี้คิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพันธมิตรฯ คืออะไร

เขาประกาศชัดเจนว่าต้องการล้มล้างรัฐบาล และการล้มล้างรัฐบาลไม่ใช่แค่ล้มล้างรัฐบาลนี้ แต่รวมไปถึงนักการเมืองที่กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ชอบใจจะต้องไปให้พ้นจากพื้นที่ทางการเมืองด้วย ไม่ให้มาเล่นการเมืองอีก ซึ่งข้อนี้ต้องถามกลับไปว่าคุณใช้กฎหมาย คุณใช้กฎเกณฑ์อะไรที่จะไม่ให้คนอื่นเข้ามาเล่นการเมือง ตราบใดที่เรายังอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คุณไม่มีสิทธิที่จะมาบอกห้ามไม่ให้ใครเข้ามาเล่นการเมือง ถ้าเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย และเน้นว่ากฎหมายนั้นต้องเป็นธรรมด้วย เพราะฉะนั้นเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ เชื่อว่าคนในสังคมน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องการนำระบอบการปกครองแบบอื่นเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาภิวัตน์ หรืออะไรก็ตาม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันคือระบอบที่คนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนน้อยและมีอิทธิพล มีอำนาจอยู่ในสังคม สามารถคุมทิศทางการปกครองของบ้านเมืองนี้ได้ แล้วก็ลิดรอนเสียง พลังที่เป็นของประชาชน ที่เคยมีปากเสียงในการแสดงเจตนารมณ์ของตัวเองได้ในการเลือกตั้ง

***ดูวิธีการล่าสุดของแกนนำที่มีความพยายามจะยั่วยุทหารให้ออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร ตรงนี้มองอย่างไร

เขาคงมองไว้คือ พยายามที่จะดึงทหารออกมาปฏิวัติคงเป็นแนวทางหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวทางที่พันธมิตรฯ ทำมาตลอดอยู่แล้ว แต่ทหารยังไม่ปฏิวัติ แต่ว่าสิ่งที่พันธมิตรฯ ทำในการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงโดยให้ประชาชนต่อประชาชนมากระทำต่อกัน หรือว่ายั่วยุให้รัฐบาลออกมาสลายการชุมนุม เพื่อสร้างภาพให้กลุ่มของตนเองมีความชอบธรรมว่ารัฐบาลได้ใช้ความรุนแรง

***มองบทบาทของ ผบ.ทบ. ในการออกมาเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก หรือล่าสุดให้ยุบสภา คิดว่าบทบาทของผู้นำกองทัพเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

คือ มีอำนาจอื่นที่เข้าไปแทรกแซงกองทัพ ให้ออกมาบีบรัฐบาลหรือไม่นั้น ตรงนี้เราไม่สามารถตอบได้ แต่ถามว่ามันเป็นสิ่งที่กองทัพคือเจ้าหน้าที่รัฐควรจะกระทำ และไม่ได้กระทำนั้น เป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่ มีเสียงวิจารณ์มากขึ้นในการละเลยที่จะกระทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม เพราะว่าขณะนี้เรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ช่องทางการทำมาหากินของคนจำนวนมากกำลังถูกยึดไปเป็นตัวประกันของพันธมิตรฯ แล้วก็บอกว่าเราจะกระทำย่ำยีต่อการดำรงชีวิตของคุณ ถ้ารัฐบาลไม่ยอมลาออกเราก็จะย่ำยีต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ ตรงนี้เป็นการคุกคามประชาชนจำนวนมากแล้ว ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตรงนี้เป็นหน้าที่รัฐจะต้องเข้ามายุติตรงนี้

***ปัจจุบันมีข่าวลือหนาหูมากว่ามีนายทหารหลายคนที่ยังคิดจะทำการรัฐประหารอยู่

เรื่องนี้ตอบแทนทหารไม่ได้ แต่ต้องบอกว่ายุคนี้ไม่ใช่ยุคที่จะมีการรัฐประหารแล้ว และเราได้เห็นตัวอย่างเมื่อ 19 กันยายน 2549 แล้วว่ารัฐประหารทำได้ไม่ยาก แต่ว่าพอรัฐประหารเสร็จแล้วการที่จะบริหารประเทศต่อไปนั้น ถามว่ากองทัพมีความสามารถในการจัดการตรงนั้นไหม และการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เราได้เห็นว่ามีความพยายามที่จะรักษาอำนาจไว้ มีความพยายามที่จะกีดกันอำนาจที่เรียกว่าอำนาจเก่าไม่ให้กลับมา มันจะมีการวางหมากไว้ในระบบหรือในสถาบันหลายๆ จุด ซึ่งวิธีการทำแบบนั้นในที่สุดแล้วมันมาค่อยๆ ทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ ซึ่งมันเป็นผลเสียในระยะยาวต่อประเทศไทย

***ดูจากสถานการณ์หากมีการปฏิวัติอีกครั้ง ประชาชนจะยอมรับได้ไหม และคนต้านจะเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าครั้งที่แล้วหรือไม่

คิดว่าแรงต้านคงจะมีมากกว่าแน่ อย่างน้อยๆ ก็มีกลุ่มเสื้อแดงที่ประกาศออกมาชัดเจนแล้วว่าจะออกมาต่อต้าน แต่สิ่งที่อยากจะพูดก็คือว่าในสังคมนี้ยังมีประชาชนในภาคส่วนต่างๆ ที่เขาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร คนพวกนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนเสื้อแดง แต่เขาก็เห็นว่าการรัฐประหารมีผลเสีย เพราะฉะนั้นจะมีคนกลุ่มนี้อีกกลุ่มหนึ่งที่ออกมาต่อต้าน

***ประเทศไทยควรจะมีการต้านรัฐประหารขึ้นมาไหม เพื่อเป็นสิ่งเตือนสติ และให้ความรู้กับเยาวชนรุ่นหลังว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างร้ายแรง

ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน เราอยู่ในภาวะที่ตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องออกมาลุ้นว่าวันนี้จะรัฐประหารหรือเปล่า คือเราอยู่ในภาวะแบบนี้มานาน อันนี้มันบอกถึงเสถียรภาพทางการเมือง บอกถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในสังคมไทย เสถียรภาพทางการเมืองคืออะไร คือ ระบอบประชาธิปไตยที่มันเดินไปได้ บริหารงานไปได้ มีการเลือกตั้งที่มีการตรวจสอบควบคุมได้ เลือกตั้งมาแล้วรัฐสภาทำงานได้ รัฐบาลทำงานได้ การเมืองภาคประชาชนก็ต้องมีพื้นที่อยู่ แต่ว่าทั้งหมดนี้ก็ต้องอยู่ในกรอบของหลักการทางประชาธิปไตย คือ ให้คนได้มีสิทธิเลือกผู้แทนของตนเองเข้ามาทำงานบริหารประเทศ แล้วถ้าไม่พอใจมันก็ต้องมีกลไกในการตรวจสอบรัฐบาลในการที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข หรือแม้กระทั่งการถอดถอน แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องเป็นไปตามกลไกที่ตกลงไว้ และทุกคนยอมรับร่วมกัน ไม่ใช่เรามีกฎกติกาตรงนี้อยู่ แล้วมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งออกมาบอกว่าไม่เอากฎเกณฑ์นี้ ไม่เอากติกานี้ ไม่สนใจคนที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามา ตรงนั้นคือว่าเป็นจุดสำคัญที่น่าจะให้การศึกษากับเยาวชนมากกว่า หลักการของประชาธิปไตยมันคืออย่างนี้อย่างนั้นนะ แล้วต้องรักษาหลักการประชาธิปไตยนี้ไว้อย่างมั่นคง

***มีคนออกมาบอกว่าม็อบพันธมิตรฯ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่นั้นเป็นม็อบเซ็น ในขณะที่สังคมก็ตั้งคำถามมากมายถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง

อันนี้มันเป็นคำถามที่เราพอที่จะเข้าใจได้ว่าทำไมสังคมถึงตั้งคำถามแบบนี้ขึ้นมา เพราะเห็นจากปรากฏการณ์พันธมิตรฯ มันก็มีคำถามว่าเขาอยู่ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นคนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในสังคม แล้วก็มีปฏิบัติการหลายอย่างที่ละเมิดกฎหมาย แต่ไม่ถูกจัดการอย่างจริงจัง ฉะนั้นคำถามที่ถามว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังม็อบพันธมิตรฯ หรือเปล่ามันก็เป็นคำถามที่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีคนสงสัยแบบนี้ ส่วนคำตอบว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่นั้น ส่วนตัวก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด เป็นเพียงแต่การคาดเดา แต่ว่าอยากจะย้อนกลับไปที่หลักการมากกว่า ว่าหลักการประชาธิปไตยนั้น 1 คน 1 เสียง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ชนชั้นไหน มีการศึกษาระดับไหน เป็นดอกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ เป็นคนเก็บขยะ เป็นแม่ค้าขายของริมถนน แต่ประชาธิปไตยให้หลักการกับเราอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณมี 1 เสียงในการที่จะเลือกผู้แทนเข้าไปทำงานบริหารบ้านเมือง นี่คือความสวยงามของหลักการประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเราจะต้องรักษาหลักการนี้เอาไว้
///////////////////////////////////

แผ่นดิน...ไม่เป็นธรรม บ้านเมืองไม่มีวันสงบ สลายไม่ได้...หมดหนทางแก้ไข

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : Cover story

ท่านผู้หญิงวิริยา ชวกุล ประธานกรรมการเลขาธิการ มูลนิธิบำรุงขวัญทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชายแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประกาศตัวไม่เคยเข้าร่วมเวทีพันธมิตรฯ ตามที่มีการโพสต์ข้อความทางอินเตอร์เน็ตแต่อย่างใด ตำหนิทุกกลุ่มที่แอบอ้างสถาบัน และดึงสถาบันสูงสุดของชาติมาแปดเปื้อนอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพื่อผลทางการเมืองของกลุ่มตน ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ยันประเทศอยู่ไม่ได้หากไม่มีความถูกต้องและความเป็นธรรม เรียกร้องรัฐบาล เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ บังคับใช้กฎหมาย เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาปิดล้อมยึดสนามบิน ยกตัวอย่างความขัดแย้งทางการเมืองทั่วโลกที่รุนแรงที่สุดยังไม่มีการปิดล้อมยึดสนามบินแบบนี้

** ท่านมองการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองอย่างไร

รู้สึกเสียใจ เพราะว่าได้เห็นคนสูงอายุเข้าไปชุมนุม บางคนถือไม้เท้าด้วย ไม่เข้าใจว่าเขาไปทำอะไรกัน เข้าใจในสิ่งที่ตนทำแค่ไหน มองแล้วคิดว่าอยู่บ้านน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าจะไปชุมนุมอยู่ตรงนั้น
พี่อายุ 74 ปีแล้ว เห็นบ้านเมืองผ่านมาหลายยุคสมัย หลายรัฐบาล หลายนายกฯ ความวุ่นวาย ความเสียหายในครั้งนี้สาหัสจริงๆ ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา ในครั้งก่อนๆ ประชาชนจะรวมกันชุมนุมต่อต้านรัฐบาล หรือเมื่อมีการทำรัฐประหารแล้ว รัฐบาลต่อมายังคงอยู่ในคราบของรัฐประหาร ซึ่งประชาชนจะต่อสู้กันมาตลอด แต่ในครั้งนี้ประชาชนขัดแย้งกัน โดยอีกฝ่ายหนึ่งต่อต้านรัฐประหารอย่างชัดเจน แต่อีกฝ่ายพยายามเรียกร้องให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งมิใช่วิถีทางประชาธิปไตย และทั่วโลกเขาไม่ยอมรับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

***บางคนก็ไปโฟกัสว่าที่มาชุมนุมนี้ทำเพื่อชาติ ปกป้องราชบัลลังก์

ถ้าหากเป็นการชุมนุมที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันน่าจะทำได้ ใคร...ทำได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเราไปทำอะไรแล้วทำให้ประเทศชาติเสียหายไม่ว่าจะมากหรือน้อย มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะทำ และสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยก็เป็นที่ทราบกันดีว่าแผ่นดินนี้ประชาชนคนไทยทุกคนต่างรัก เคารพ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่สุด ไม่มีใครในคนไทยด้วยกัน หรือคนใดในโลกนี้ จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ของเราได้หรอก เพราะทุกพระองค์เป็นที่รักและเคารพของคนไทยทุกคน

***การปิดสนามบินแห่งชาติทั้ง 2 แห่ง ท่านผู้หญิงรู้สึกอย่างไรกับวิธีการในครั้งนี้

รู้สึกตกใจนะคะ แล้วไม่คิดว่าเขาจะทำ เพราะว่าสนามบินทั้ง 2 แห่งนี้ไม่ได้เป็นของรัฐบาล ไม่ใช่เป็นของรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือของใครทั้งนั้น แต่เป็นของคนไทยทั้งชาติ และเป็นศักดิ์ศรีหน้าตาของคนไทยทั้งชาติ เหมือนอย่างที่วันก่อนไปรับประทานอาหาร ไปเจอชาวต่างชาติที่เขาเดินทางกลับบ้านไม่ได้ เขาบอกว่าประเทศเรานั้นป่าเถื่อน เขาถามว่าเราไม่โกรธหรือ ส่วนเขาโกรธ เพราะว่าเขากลับบ้านไม่ได้
เขายกตัวอย่างว่าในประเทศอิรักฆ่ากันตายเกือบทุกวัน เขมร พม่า มีปัญหาทางการเมือง แต่ไม่ว่าประเทศใดในโลกจะไม่ปิดสนามบิน เพราะว่าสนามบินมันเป็นระดับสากล และการปิดสนามบินมันไม่ได้แค่กระทบเฉพาะคนไทยในประเทศเท่านั้น แต่มันกระทบไปทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ทำกัน และคิดทำสิ่งนี้ได้อย่างไร ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ตามมาเลย

** แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาบอกว่าให้คนไทยทั้งประเทศเสียสละ และเข้าใจพันธมิตรฯ ที่เข้าปิดสนามบิน

แปลกมาก เป็นอะไรที่แปลกมาก เพราะว่าพี่เป็นคนรักประเทศไทย แล้วเวลาไปไหนมาไหนไม่มีประเทศไหนที่น่าอยู่เหมือนประเทศไทย อีกอย่างพี่ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข ฉะนั้นถ้าหากมีอะไรที่มาทำให้ประเทศชาติของเราเสียหายแล้ว พี่เสียใจ แล้วไม่อยากให้บ้านเมืองนี้ต้องเสียหายไม่ว่าจากใครทั้งนั้น บอกได้เลยไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาทำ


** ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ทุกๆ ครั้งมักจะมีการเคลื่อนไหวโดยการอ้างเบื้องสูง ท่านมองตรงนี้อย่างไร

พี่คิดว่าทำไมเขาทำได้ พยายามที่จะหาข้อมูลว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเขาทำได้อย่างไร แล้วทำเพื่ออะไร ทำไปทำไม่ ข้อมูลมันออกมาค่อนข้างที่จะยังไม่ชัดเจนในตอนแรก เพราะว่าพี่เคยไปว่าตำรวจว่าทำไมให้สิ่งเหล่านี้เกิดได้ เพราะว่าจริงๆ แล้วสถาบันนั้นต้องอยู่เหนือการเมือง การที่ดึงเอาสถาบันลงมายุ่งกับการเมืองแล้วมันน่าเป็นห่วง แล้วเพื่อนฝูงทุกคนที่เป็นทหาร ตำรวจ มีความเป็นห่วง แต่เรารู้ว่าทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ห่วงอยู่ในใจ

** การดึงเอาสถาบันลงมาเล่นกันแบบนี้ ท่านผู้หญิงมองว่าอันตรายที่สุดมันจะเกิดอะไรขึ้น


มันกระทบนะคะ เพราะว่าตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 74 ปี ประชาชนชนชาวไทยเคารพรักต่อสถาบัน โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระประมุข ทรงเป็นที่ยอมรับว่าไม่มีคนไทยแม้แต่คนเดียวในประเทศนี้ที่ไม่รักและเทิดทูนพระองค์ท่าน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสถาบันไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ก็ค่อนข้างที่จะตกใจ แต่มันก็เกินขีดความสามารถที่เราจะไปแก้ไข หรือจะไปทำอะไรได้

** มีการแอบอ้างเรื่องผ้าพันคอสีฟ้า เรื่อง “น้ำจากฟ้า” หรือ “น้ำดื่มตราจิตรลดา” รวมทั้งเรื่องเงินบริจาคอะไรต่างๆ

ตรงนี้ตำรวจเขามาเล่าให้ฟัง...ร้องไห้ด้วยนะคะ เขามาเล่าว่าเขาไปยืนเฝ้าสถานการณ์ ทำงานตามหน้าที่ เหมือนอย่างที่พูดนั่นแหละ มีการประกาศเรื่อง “น้ำจากฟ้า” แล้วกราบ...อะไรทำนองนี้ แต่ทีนี้เราจะไปเชื่อว่าน้ำนั้นมาจากฟ้าพิสูจน์ไม่ได้ใช่ไหมค่ะ เหมือนอย่างข่าวที่บอกว่าพี่เอาผ้าห่มไปแจกผู้ชุมนุมยังไม่จริงเลย เพราะฉะนั้นอะไรแบบนี้ที่ยังไม่ชัดเจนเราไปเชื่อไม่ได้ ถูกไหมคะ เราจะไปปักใจว่าเป็นเรื่องจริงไม่ได้...ใช่ไหมคะ

** แต่ผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมดูเหมือนว่าจะเชื่อ แล้วโห่ร้องตามตลอดเวลา


เขาคงดีใจ ใช่ไหมคะ แต่ตำรวจเสียใจ ตำรวจร้องไห้ เขาเข้าเวรตั้งแต่เช้า หิวก็หิว ไม่มีอะไรทาน แล้วอะไรไม่สำคัญเท่ากับที่เขาบอกว่า ตำรวจทำความดีมาตลอดแต่ความดีเขาไม่มี ตำรวจน้อยใจมาก สงสารตำรวจมาก ทั้งที่เขาต้องทำหน้าที่ของเขาตามกฎหมาย

** อันนี้จะเป็นเงื่อนไขหนึ่งหรือไม่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าเข้าไปดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

เขาคงต้องระวังมั้งคะ เพราะว่าอย่างเมื่อตอนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่เกิดเหตุการณ์ (เหตุการณ์ควบคุมฝูงชนบริเวณหน้ารัฐสภา) ขึ้น ตอนนี้เรื่องยังไม่จบเลย ตำรวจยังถูกสอบสวนอยู่ บางคนอาจจะต้องถูกเข้าไปติดคุกด้วยถ้าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในแผ่นดินนี้

** ทีนี้การเข้าปิดสนามบินมันส่งผลกระทบเสียหายเป็นวงกว้าง

ค่ะ มันส่งผลกระทบไปทั่วโลก มหาศาลมาก เราเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร ยิ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยิ่งไม่อยากคิดเลย มันเสียหายทันทีนับแต่การปิดยึดสนามบิน เป็นแสนๆ ล้าน สงสารเกษตรกร และพวกที่ทำธุรกิจการท่องเที่ยว เขาไม่รู้จะไปทำอะไรได้ แม้กระทั่งการสลายการชุมนุมแบบสากลใช้แล้วยังไม่ได้ มองไปมันหมดหนทางแล้ว แต่พี่เชื่อนะว่าผู้ชุมนุมเขาน่าจะคิดได้เอง พี่ถึงได้สวดมนต์ทุกคืน แล้วอยากให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนทั้งประเทศสวดมนต์อ้อนวอน ขอพรพระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง พระสยามเทวาธิราช องค์พระแก้วมรกต พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้ท่านประทานพรให้คนไทยคิดแต่สิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่ดี และกระทำอยู่บนความถูกต้อง ความเป็นธรรม
ประเทศนี้แผ่นดินนี้ถ้าทุกคนทำอยู่บนความถูกต้อง ความเป็นธรรม บ้านเมืองจะสงบสุข ประเทศชาติจะรุ่งเรือง ประชาชนจะมีความสุข แต่ถ้าใครนึกจะทำอะไรก็ทำ ไม่สนใจว่าจะถูกจะผิด ความเป็นธรรมไม่มีในแผ่นดินแล้วบ้านเมืองเราจะสงบสุขได้อย่างไร ฉะนั้นถ้าอยากเห็นประเทศไทยเป็นผู้นำในเอเชีย ให้ทุกคนยกย่องว่าน่าอยู่ น่าท่องเที่ยว เหมือนอย่างปีที่แล้วประเทศไทยของเราเป็นอันดับ 1 ของเมืองที่น่าเดินทางมาท่องเที่ยว แต่ขณะนี้ประเทศไทยติดอันดับ 7 ของประเทศที่อันตรายที่สุดไปแล้ว มันน่าเสียดาย และเสียใจ คือเชื่อว่าทุกคนไม่อยากให้เป็นแบบนี้
ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ถ้ายุติได้ คือ ทุกคนยุติความขัดแย้ง ทำเพื่อถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวามหาราชนี้ เพื่อให้พระองค์ท่านสบายพระทัย พระชนมายุของพระองค์ท่านมากแล้ว ทุกคนรักพระองค์ท่าน อยากเห็นพระองค์ท่านสบายพระทัย ฉะนั้นที่มันขัดแย้งกันยุติลงได้คงดี เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประเทศชาติ
เราทำผิดแล้ว เรากลับมาทำถูกได้ ไม่ใช่ว่าจะทำถูกอยู่ตลอดเวลา มันไม่ใช่ คนเราเวลาทำงานถ้าทำผิดมันไม่สามารถที่จะทำผิดไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้ารู้ว่าทำผิดแล้วกลับตัวกลับใจมาทำในสิ่งที่ถูกต้องก็ทำได้

** คิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักพระราชวัง ควรจะออกมาชี้แจงหรือไม่ กรณีที่พันธมิตรฯ ออกมาแอบอ้างเบื้องสูง

อันนี้พี่เป็นห่วงมากเลย ที่สื่อต่างประเทศนำไปลงมันน่าเกลียด ยิ่งในเว็บนั้นพี่ไม่ชอบนะคะ พอดีเรื่องอย่างนี้มันเป็นเรื่องของสำนักพระราชวังโดยตรง พี่พูดไม่ได้ เหมือนที่พี่เคยไปต่อว่าทหารว่าทำไมไม่ทำนั่น ไม่ทำนี่ ทำไมปล่อยให้เป็นแบบนี้ เขาบอกว่าไปทำอะไรไม่ได้ เป็นเรื่องของสำนักพระราชวัง

***มีการวิเคราะห์ว่าที่พันธมิตรฯ อยู่ได้นานจนถึงทุกวันนี้เพราะว่ามีกลุ่มทุนที่เป็นชนชั้นสูง รวมทั้งราชนิกุล สนับสนุนอยู่ ในฐานะที่คุณหญิงอยู่ในแวดวงตรงนี้ พอจะทราบเรื่องนี้บ้างไหม

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าพี่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น ไม่เลยไม่เกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อยนิด แต่พี่รู้ พี่ทราบว่ามีใครบ้างที่เข้าไปชุมนุมอยู่ตรงนั้น...จริง แต่เราจะไปห้ามเขาไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เราจะไปให้เขาชอบคนนั้นเกลียดคนนี้มันไม่ได้ ถ้าเขาคิดว่าเขาทำแล้วมันถูก มันมีความสุขเขาคงทำ แต่ว่าสิ่งที่เขาทำมองแล้วมันเกิดความเสียหายน่าจะคิดทบทวนไว้บ้าง ใช่ไหมคะ เพราะว่าทุกคนเป็นปัญญาชนกันทั้งนั้น

***สมเด็จพระเทพฯ ทรงตรัสเรื่องพันธมิตรฯ ต่อสื่อต่างประเทศ ที่ถามว่า พันธมิตรฯ ทำเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ แต่สมเด็จพระเทพฯ ตรัสว่า I don’t Think so. They do Things for Themselves. ซึ่งมีการนำมาแปลว่า “ฉันไม่คิดเช่นนั้น...เขาทำทุกอย่าง เพื่อตัวเอง” แล้วมีการตีความอย่าง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ราชนิกุล ออกมาแปลทำนองว่าแปลผิด ท่านไม่ได้ตรัสว่าอย่างนั้น

เขาคงตกภาษาอังกฤษละมังคะ แต่พี่อยู่อังกฤษมา 7 ปี เข้าใจในสิ่งที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านมีรับสั่ง

** บนเวทีพันธมิตรฯ พูดแบบนั้นเช่นกัน

เขาอยากจะพูดอะไรเขาพูดได้ คนเราคำพูดภาษิตโบราณเขาถึงได้บอกไงว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ฉะนั้นคนเราถ้าพูดอะไรผิดไปแล้วมันแก้ไม่ได้เลยนะ เข้าใจใช่ไหม คนเราอยากจะพูดอะไรพูดได้ทั้งนั้น มันอยู่ที่ว่าสิ่งที่พูดไปมันสร้างสรรค์ แล้วมันทำให้คนเชื่อถือหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเขาอยากจะพูดอะไรเขาพูด มันอยู่ที่คนฟังว่าเขาจะเชื่อหรือเปล่า

** ในเว็บไซต์มีข้อความลงว่าท่านผู้หญิงเอาผ้าห่มไปแจกม็อบ แล้วโทร.ไปที่ บช.น. ว่าไม่ให้ตำรวจเข้าไปปราบเพราะว่าท่านอยู่ในม็อบด้วย เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

พี่จะรู้สึกโก้มากเลยนะถ้าทำอย่างนั้นได้ พี่เป็นผู้หญิงคนเดียวตัวเล็กๆ ตำแหน่งอะไรที่สำคัญไม่มี ตัวพี่ทำงานอยู่กับการกุศล แล้วอยู่ๆ คนเอามาบอกว่าพี่เข้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วสามารถทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ ขนาดนายกฯ ยังสั่งอธิบดีกรมตำรวจไม่ได้ สั่ง ผบ.ทบ. ไม่ได้ แล้วพี่จะไปสั่งตำรวจไม่ให้สลายม็อบ ถ้าพี่ทำได้จริงๆ พี่ทำยิ่งกว่านั้นอีก แต่...ไม่จริงเลย เพราะว่าพี่ไม่ได้ทำ และจะไม่ทำด้วย แล้วตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นพี่ก็ไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้น
พี่เป็นประชาชนอาวุโสคนหนึ่ง อายุ 74 ปีแล้ว การที่จะไปเชียร์ข้างใดข้างหนึ่งให้ประชาชนทะเลาะกันไม่ได้อยู่ในความคิด ในสิ่งที่พี่อยากให้เป็นคือเราต้องช่วยกันให้ชาติบ้านเมืองมีความเจริญยิ่งขึ้น เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ
การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม หากมีจุดประสงค์ที่ใช้เศรษฐกิจของบ้านเมืองเป็นตัวต่อรองทำลายบ้านเมือง พี่คงไม่สนับสนุน...ทำไม่ได้ และคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่คงไม่สนับสนุน

** ไม่เคยเข้าไปร่วมม็อบทั้งในทำเนียบหรือที่สนามบิน

ไม่เคย ไม่ไป ไปทำอะไรล่ะ ไม่เคย ทั้งเขียว ทั้งเหลือง ทั้งแดง สำหรับพี่ยึดหลักความถูกต้อง เวลาพี่จะทำอะไรจะยึดหลักความถูกต้อง แล้วการที่จะไปทำอย่างนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นระดับชาติ จะโทรศัพท์ไปสั่งคนนั้นคนนี้ได้อย่างไร แล้วสมมติว่าพี่อยู่ตรงนี้ พี่ไม่ทำ พี่ยิ่งใหญ่แค่ไหนที่จะไปสั่งตำรวจสั่งทหารว่าฉันอยู่ตรงนี้นะ อย่างเข้ามาทำนั่นทำนี่ มันไม่ใช่ และไม่ใช่นิสัยของพี่ด้วย พี่ไม่ทำ แล้วเรื่องผ้าห่มอะไรต่างๆ พี่ไม่ทราบเรื่องเลย ไม่รู้เรื่องเลย

** มีข่าวว่ามีการเอาของที่บริจาคให้คนในชนบทของสภากาชาดไทย มาแจกให้พันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอยู่ ตรงนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ได้ยินนะ แต่ว่าพี่ไม่เคยให้ แล้วข้อสำคัญพี่ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อย่างเวลานี้พี่เป็นห่วงคนที่ได้รับความเดือดร้อน ได้รับผลกระทบที่ปิดสนามบิน กลับบ้านไม่ได้ เป็นห่วงพวกที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ เพื่อนๆ พี่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาเสียใจกันมากเลยที่ไม่สามารถไปได้ คนพวกนี้ต่างหากที่เราต้องเห็นใจ

** มีการโจมตีว่าท่านผู้หญิงมีความใกล้ชิดกับครอบครัวคุณทักษิณในเรื่องของเงินบริจาค

พี่เป็นเพื่อนเขา คุณหญิงพจมาน (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) และคุณทักษิณ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) พี่รู้จักเขามาตั้งแต่ก่อนเป็นนายกฯ และเขาเป็นเพื่อนพี่ แล้วการที่เขาเป็นนายกฯ เขาไม่ได้ทำอะไรให้พี่ แต่เขายังเป็นเพื่อนพี่ และตอนนี้เขาไม่ได้เป็นนายกฯ เขาก็ยังเป็นเพื่อนพี่ คำว่าเพื่อนสำหรับพี่นั้นพี่ให้ความหมายมากนะ เพื่อนพี่ถ้าเกิดจะไปอยู่ตรงไหนก็เป็นเพื่อนพี่ พี่เป็นคนไม่ทิ้งเพื่อน แต่ถ้าเพื่อมาชักจูงให้พี่ไปทำในสิ่งที่ผิดพี่ไม่ทำ แต่ความเป็นเพื่อนยังเป็นเพื่อน ไม่ใช่ว่าพอเขาเป็นนายกฯ บอกว่าเป็นเพื่อนเขา แต่พอไม่ได้เป็นนายกฯ บอกว่าไม่รู้จักเขา...ไม่ใช่

** ท่านผู้หญิงภูมิใจไหมที่เป็นเพื่อนกับอดีตนายกฯ ทักษิณ

พี่ภูมิใจนะ เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนทำอะไรให้ประเทศชาติเท่ากับนายกฯ ทักษิณเลยนะ และเรื่องช่วยงานการกุศลเขาไม่เคยปฏิเสธพี่สักครั้งเดียว เขาให้ความร่วมมือตลอด แล้วจะไปให้พี่คิดไม่ดีกับเขาได้อย่างไร พ่อแม่พี่สอนให้กตัญญูกับคนนะ งานการกุศลของพี่แต่ละงานสำเร็จได้มีเขาให้การสนับสนุนมาตลอด ครั้งที่แล้วที่พี่ทำการกุศลช่วยคนในภาคใต้ เขาให้มา 10 ล้านบาท

***มีคนกล่าวหาว่าเป็นเงินไม่บริสุทธิ์บ้างไหม

เงินไม่บริสุทธิ์หรือ แล้วคนที่มีเงินบริสุทธิ์ไม่เห็นให้พี่เลย พวกมีเงินบริสุทธิ์เอาเงินมาช่วยการกุศลกับพี่บ้างสิ อย่างที่พี่เคยให้สัมภาษณ์ไปเมื่อตอนนั้นว่า ถ้าคนติดคุกเอาเงินมาทำบุญกับพี่ แม้จะ 10 บาท 20 บาท พี่จะชื่นชมเขามากเลย เพราะอย่างน้อยเขามีจิตใจที่จะทำบุญ ทำไมเราจะต้องไปรังเกียจเขาด้วยล่ะ แต่ถ้าเราเอาเงินเขามาแล้วเราไปทำในสิ่งที่ไม่ดี ตรงนี้สิน่าจะรังเกียจมากกว่า แต่นี่เอามาเพื่อไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่ภูมิใจที่ได้ช่วยคนไทยด้วยกัน

***ท่านผู้หญิงมองสถานการณ์บ้านเมืองของเราวันนี้มันจะมีทางออกอย่างไร จะสงบได้ไหม

ยาก...พี่ว่ามันยาก พี่สงสารรัฐบาล

** คิดว่าควรจะมีการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มขึ้นกว่านี้ไหม


ข้อนี้เข้าใจ แต่คนที่ร่วมใช้กฎหมายจะร่วมมือใช้ด้วยไหม สำหรับพี่เห็นว่ามีความจำเป็นมากที่จะต้องแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้รัฐบาลทำงานได้ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ และเพื่อความอยู่รอดของประชาชน ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องเด็ดขาด

** นักวิชาการเสนอให้ทำอารยะขัดขืนต่อรัฐบาล เมื่อครั้งที่ออกมาแถลงกับ ผบ.ทบ.


ตอนนี้เขาทำอยู่ไง ประเทศชาติถึงได้เป็นแบบนี้ แล้วประเทศของใคร ประเทศของเขาด้วย หน้าที่ทหารตำรวจคือปกป้องประเทศชาติ ถ้าพี่เป็นทหาร...พี่ไปแล้ว หมายถึงไปทำหน้าที่ตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายนะ

***การเมืองใหม่ 70 : 30 ที่พันธมิตรฯ เสนอ น่าสนใจไหม

พี่ไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมาย แต่พี่ไม่ชอบทำตามใคร พี่ชอบเป็นผู้นำ แล้วเราต้องทำในสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง สถาบันของเราแข็งแรง ถามพี่พี่บอกได้แค่นี้ จะทำอะไรพี่จะยึดเอาประเทศชาติเป็นหลัก ประชาชนอยู่ดีมีสุขแล้วค่อยทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

** แสดงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้มีคนพยายามทำเพื่อตัวเอง
อันนี้เราน่าจะเห็นกันนะ มันเห็นกันอยู่ชัดๆ

** ท่านผู้หญิงเห็นอย่างไรกับการพัฒนาประชาธิปไตย ที่กำลังเรียกร้องกันในขณะนี้

เห็นการพัฒนาประชาธิปไตย เห็นรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง ถูกรัฐประหารมานับไม่ถ้วน ไม่รู้กี่ครั้ง พ่อแม่พี่น้องบาดเจ็บและเสียชีวิตเพื่อประชาธิปไตยมาไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้ว และทุกครั้งบ้านเมืองเราวุ่นวาย ประหัตประหาร ตกเป็นข่าวไปทั่วโลก ทุกครั้งประเทศชาติก็เสียหายและบอบช้ำ
ประชาธิปไตยก็ควรพัฒนาไปให้เต็มใบเสียที ให้เหมือนกับประเทศที่ทั่วโลกยกย่องว่าเป็นแบบประชาธิปไตย เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคืออำนาจการบริหารประเทศ หลังการแข่งขันในการเลือกตั้งแล้วทุกฝ่าย ทุกพรรค ก็ช่วยกันทำงานตามหน้าที่ของตน อีก 4 ปี ค่อยมาว่ากันใหม่ อย่างนี้ถึงเรียกว่า การเมืองมีเสถียรภาพ เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผ่านมาฝ่ายแพ้แสดงความยินดีกับฝ่ายชนะ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่น ความวุ่นวายไม่เกิด ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อยู่ในนิยามของคำว่า “สปิริต”
/////////////

"เทพเทือก"ปิดเกมเร็วนัดถก"ปู่ชัย"เร่งเปิดสภาดัน"มาร์ค"ขึ้นแท่นผู้นำ

ที่มา ประชาทรรศน์

"เทพเทือก"ชิงปิดเกมเร็ว นัดถก"ปู่ชัย"เร่งเปิดสภาชง"มาร์ค"นั่งนายกฯ การันตีพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีกระแสต้าน"อภิสิทธิ์"ขึ้นชั้นผู้นำ มั่นใจ"ชวรัตน์"ไม่เตะตัดขาด้วยการยุบสภา

วันนี้ (7 ธ.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า มั่นใจในการจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม และกลุ่มเพื่อนเนวิน เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเท่านั้น แต่ตั้งแต่มีวิกฤติการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักการเมืองอาชีพ ต่างวิตกกับปัญหาประเทศชาติ และได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันมานานแล้ว ถือเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของนักการเมืองที่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐสภาสามารถแก้ปัญหาการเมืองได้ จนกระทั่งเห็นว่าโอกาสเหมาะ มีการยุบพรรคการเมืองขึ้น ผู้แทนที่สังกัดพรรคการเมืองต่างๆ ก็มีอิสระในการตัดสินใจ เห็นลู่ทาง และถึงเวลาแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ตนมั่นใจ ซึ่งเป็นความสำนึกรับผิดชอบของนักการเมือง ทุกพรรคการเมืองคิดเหมือนกัน

เมื่อถามถึงกรณีที่อาจมีการเสนอยุบสภาผู้แทนราษฎร นายสุเทพ กล่าวว่า เชื่อในสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมืองของ คนที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เชื่อว่าไม่กล้าทำเรื่องยุบสภา ฯ เพราะอารมณ์ผู้คนในประเทศ ประชาชนดีใจ ที่เห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย เห็นนักการเมืองหันหน้ามากอดคอกันจัดตั้งรัฐบาลตามความคาดหวังของประชาชน แล้วใครจะทำสวนความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ ตนไม่เชื่อ

"คนที่จะยุบสภาได้วันนี้คือ คนที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและผมเชื่อว่า นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใหญ่ที่มีดุลยพินิจ คงไม่ทำอะไรสวนความรู้สึกประชาชน" นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีบางกลุ่มอาจไม่ต้องการสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีและว่า ข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อน คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองมานานทราบกติกากฎเกณฑ์มารยาททางการเมืองดี ตนขอกล่าวว่า ตั้งแต่คุยกันมาเป็นเดือนๆ ไม่มีใครพูดชื่อนายกรัฐมนตรีคนอื่น นอกจากอภิสิทธิ์ แต่เสียงที่พูดถึงคนอื่น เป็นเสียงที่วิพากษ์วิจารณ์จากข้างนอก แต่บรรดานักการเมืองไม่มีใครพูดเรื่องนี้กับตน

เมื่อถามถึงขั้นตอนการเข้าชื่อเพื่อขอเปิดประชุมสภาฯ เลือกนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ กล่าวว่า จะต้องหารือ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันพรุ่งนี้ (8 ธ.ค.) และคิดว่าเป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะทำเรื่องกราบบังคมทูลขอเปิดสมัยประชุมสภาฯ สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรี การเจรจาที่ผ่านมาราบรื่นหมด ไม่มีใครมาเจรจาต่อรอง ยังไม่ได้คุย คงต้องรอโหวตในสภาฯเสร็จ และนายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตอนนั้นคงต้องเชิญผู้นำพรรคร่วมมาคุยกัน

ด้าน นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า จะมี ส.ส.ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ว่า ยังมี ส.ส.อีกหลายคนที่มีการพูดคุยกัน แต่เราเข้าใจว่า การตัดสินใจย้ายพรรคเป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้เวลา ตนอยากให้เขามั่นใจว่าเมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว จะได้ร่วมอุดมการณ์กันตลอดไป ขณะนี้ ส.ส.ที่ถูกยุบพรรค ที่ไม่มีสังกัดมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้ยื่นเงื่อนไขว่า จะมาร่วมงานด้วย แต่ต้องให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องเงื่อนไขนี้มาก่อน

เมื่อถามว่า มั่นใจว่า จะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพื่อน ส.ส.พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ กระบวนการต่อจากนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเสนอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงมติเลือกนายกฯ ซึ่งทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาบ้านเมืองให้ดีที่สุด หากเพื่อน ส.ส.เห็นความตั้งใจของเราว่า สามารถทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ก็ขอเชิญชวนให้มาร่วมทำงานที่ใหญ่และหนัก เพื่อให้ประเทศมีความสามัคคีและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ถามว่า รู้สึกกดดันกับความคาดหวังของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้ 2 แง่ คือ ด้านหนึ่งรู้สึกลำบากใจ เพราะรู้ดีว่าอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่อีกแง่หนึ่งจะเป็นพลังที่จะต้องทำงานอย่างจริงจัง ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องฟังแรงกดดันจากสังคม ส่วนที่มองว่าจะเป็นเรื่องของทุกข์ลาภ ตนไม่ได้มองถึงเรื่องกำไรหรือขาดทุน หาก ส.ส.ที่มาร่วมงานกับเราเห็นว่าเหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำอย่างเต็มที่ ถึงแม้ส่วนตัวเราจะขาดทุน แต่หากส่วนรวมได้กำไรเราก็พร้อม หากตั้งรัฐบาลสำเร็จจะเป็นงานที่หนักมาก หนักกว่าวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นวิกฤตทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงปัญหาการเมืองที่สับสนวุ่นวายมาหลายปี

เมื่อถามว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะเริ่มต้นทำอะไรเป็นอันดับแรก เพื่อการแก้ปัญหาประเทศ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ใครมาเป็นรัฐบาลสิ่งแรกต้องเริ่มต้นแก้ไขในเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ สร้างความเข้าใจให้กับสังคม รวมถึงแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศ เรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติกลับคืนมา เพราะเรื่องการท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลัก และเกียรติภูมิของประเทศจะต้องกลับคืนมา เราต้องไม่ถูกตั้งคำถามเรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิตอีก

“รัฐบาลจะอยู่ในยาวหรือไม่ อยู่ที่การทำงาน หากเราสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ ประชาชนก็จะให้โอกาส แต่ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะเป็นตัวกำหนดอายุของรัฐบาลเอง”

จุดยืนประชาทรรศน์

ที่มา ประชาทรรศน์

บนสถานการณ์การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ในยามบ้านเมืองวิกฤติทั้งทาง การเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม รุมเร้าอย่างหนักหน่วง อันเป็นผลต่อเนื่องจากสถานการณ์โลกและสถานการณ์ความไม่ปกติสุขในบ้านเมือง ประชาชนแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นสถานการณ์ที่ถือเป็นวิบากกรรมอย่าหนักหน่วงของคนไทยทั้งชาติร่วมกัน

"ประชาทรรศน์" เสี้ยวส่วนเล็ก ๆ ของสังคมประชาธิปไตย ยืนหยัดต่อสู้เผด็จการมาตั้งแต่ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ฉบับแรก 1 กุมภาพันธ์ 2550 มีจุดยืนชัดเจนในการ “ขุดโค่น” อำมาตยาธิปไตย การกำจัดอนาธิปไตย และ อภิชนาธิปไตย ซึ่งเป็นซากเดนเผด็จการ ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข มา 3 ปีเต็ม ๆท่ามกลางสถานการณ์สื่อเอียงข้าง

3 ปีที่ผ่านมา ...

เราได้ชำแหละเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับการกระทำอันไม่ชอบมาพากล ของคณะทหารเผด็จการ คมช.ที่ทำผิดกฏเกณฑ์กติกาการเลือกตั้ง

เราเป็นหัวหอกในการนำเสนอเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง จนนำมาสู่ความยุ่งยากในการบริหารราชการแผ่นดิน จนมาถึงการยุบพรรคพลังประชาชน !!! โดยการนำร่างของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. ซึ่งปรากฎว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่กล้าทำตามที่รับปากกับประชาชน โดยเฉพาะ บรรดาส.ส.พรรคพลังประชาชน ปัจจุบันที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่พรรคเพื่อไทย ได้เข้าชื่อกัน แล้วมีการถอนชื่อออกไป

ท่ามกลางสถานการณ์ ปลุกระดม ยั่วยุ ปลุกเร้า ทุกวิถีทาง ให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างสถาบันรัฐสภา ซึ่งเป็นวิถีทางนอกเหนือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะพังพินาศเสียหาย เราได้ช่วยกันต่อต้านในสถานการณ์นี้อย่างถึงที่สุด

"ประชาทรรศน์" มีความเห็นอย่างไรต่อสถานการณ์ "พลิกขั้ว" และจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์ละเอียดอ่อนและแหลมคมนี้

1.การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต้องเป็นไปตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย เคารพในการตัดสินใจของตัวแทนประชาชน ผู้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องมีความชอบธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

2.ทหารไม่ควรมีบทบาท ชี้นำ สั่งการ ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

3.นักการเมือง ไม่ควรจะเพรียกร้องให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติรัฐประหารในทุกกรณี

กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ยังยืนยันใน “จุดยืนเดิม” นั่นคือ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านอำนาจนอกระบบ เนื่องเพราะจุดยืนของพวกเราได้ต่อสู้บนหลักการ ไม่ได้ต่อสู้ เพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และ เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นอกจากนี้เรายังจะยึดมั่นผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถือเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤติการณ์ทั้งมวล ไม่ว่าใครพรรคใดก็ตามที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรี”

ทั้งนี้ เรายืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นไปในแนวทางใดก็ตาม แนวทางการดำเนินนโยบายการบริหารประเทศ ต้องอยู่ในร่องในรอยของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ต่อไปเท่านั้น