ที่มา ประชาทรรศน์
ท่ามกลางสถานการ์การจับขั้วการเมืองที่ยังไม่ลงตัว 100% และยังพร้อมจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานั้น ในส่วนของพรรคประชาราช ที่เป็นของสมาชิกครอบครัวเทียนทอง เป็นหลักนั้น แม้ว่า นายเสนาะ เทียนทอง จะประกาศก่อนหน้านี้ว่าไม่เห็นด้วยกับการย้ายขั้ว โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ง่าย และประกอบกับ นางอุไรวรรณ เทียนทอง ได้ไปร่วมแถลงจับขั้วตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย จนเชื่อว่าจะจับขั้วอยู่กับกลุ่มพลังประชาชนเดิมนั้น
อย่างไรก็ตามล่าสุด นางอุไรวรรณ เทียนทอง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ภริยา นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยว่า พรรคประชาราชยังไม่มีท่าทีว่าจะจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย หรือเปลี่ยนไปจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์
โดยจะขอดูท่าทีของทุกฝ่ายก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้นางอุไรวรรณเคยระบุว่า จะไม่ตีจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม สอดคล้องกับที่นายเสนาะไม่ได้ร่วมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวานนี้ และยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจากนายเสนาะ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 8, 2008
ประชาราชยังคิดหนัก‘เพื่อไทย’หรือ‘ปชป.’
อดีตส.ส.พลังประชาชนกทม. ยกทีมส.ก.-ส.ข.เข้าประชาธิปัตย์
ที่มา ประชาทรรศน์
จากนั้นเวลา 14.00 น. นายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม. อดีตพรรคพลังประชาชน ได้นำน้องชายซึ่งเป็น ส.ก. และ ส.ข. เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายสุเทพคอยให้การต้อนรับพร้อมกับสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีชมพูของพรรคให้กับทีมของนายสากล
ด้านนายสุเทพกล่าวว่า เห็นแล้วว่าทั้ง 3 คนเดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วยตนเอง ไม่ได้มีการเรียกร้องอะไร จึงไม่ต้องไปลือกันอีกว่าถูกพรรคประชาธิปัตย์ซื้อตัวมา สำหรับนายสากลเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีเพื่อนอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์หลายคน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันมาตลอด จึงขอต้อนรับด้วยความยินดี
ขณะที่นายสากลยืนยันว่า ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เงินทองใดๆ มาเกี่ยวข้อง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังมี ส.ส.อีกหลายคนที่มีการพูดคุยกัน แต่เราเข้าใจว่าการตัดสินใจย้ายพรรคเป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้เวลา ตนอยากให้เขามั่นใจว่าเมื่อมาอยู่ร่วมกันแล้ว จะได้ร่วมอุดมการณ์กันตลอดไป ขณะนี้ ส.ส.ที่ถูกยุบพรรค ที่ไม่มีสังกัดมีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ
เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพื่อน ส.ส. พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่แสดงเจตนารมณ์สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ กระบวนการต่อจากนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเสนอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งทั้งตนและพรรคประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาบ้านเมืองให้ดีที่สุด หากเพื่อน ส.ส.เห็นความตั้งใจของเรา ว่าสามารถทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ ก็ขอเชิญชวนใหมาร่วมทำงานที่ใหญ่และหนัก เพื่อให้ประเทศมีความสามัคคีและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกกดดันกับความคาดหวังของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้ 2 แง่คือ ด้านหนึ่งรู้สึกลำบากใจ เพราะรู้ดีว่าอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ แต่อีกแง่หนึ่งจะเป็นพลังที่จะต้องทำงานอย่างจริงจัง ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องฟังแรงกดดันจากสังคม ส่วนที่มองว่าจะเป็นเรื่องของทุกขลาภนั้น ตนไม่ได้มองถึงเรื่องกำไรหรือขาดทุน หาก ส.ส.ที่มาร่วมงานกับเราเห็นว่าเหมาะสม ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำอย่างเต็มที่
ทำเนียบรัฐบาลเปิดทำการแล้ว "วันแรก" ขรก.ยังบางตา
ที่มา มติชนออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 8 ธ.ค. ทำเนียบรัฐบาลเปิดทำการตามปกติเป็นวันแรก ภายหลังที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตาม ข้าราชการประจำเดินทางมาทำงานไม่มากนัก ขณะที่เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดประจำทำเนียบรัฐบาล ยังคงทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการตำรวจจะมาตรวจสอบพื้นที่ เพื่อค้นหาอาวุธอีกครั้ง เวลา 10.00 น.
ปชป.เตรียมยื่นขอเปิดประชุมสภาเลือกนายกรัฐมนตรีวันนี้
ที่มา ประชาทรรศน์
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมนำรายชื่อ สส. ยื่นต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเพื่อขอให้นำเรื่องกราบบังคมทูลฯ ขอพระบรมราชโองการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในวันนี้
เปิดใช้ทำเนียบรัฐบาลวันแรก
ที่มา ประชาทรรศน์
ทำเนียบรัฐบาลพร้อมเปิดใช้ ขณะที่ รอง ผบ.ตร.ระบุ พบอาวุธเพียบ!!!ยืนยันการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรไม่ใช่การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ
ในวันนี้ทำเนียบรัฐบาลได้เปิดทำการตามปกติเป็นวันแรกหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกยึดเข้าใช้พื้นที่เพื่อใช้ชุมนุมเป็นเวลา 192 วัน ทั้งนี้บรรยากาศยังคงเงียบเหงาเนื่องจากข้าราชการประจำที่เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาลยังคงมีไม่มากนัก ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดประจำทำเนียบรัฐบาลยังคงทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
โดยพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ในฐานะกำกับดูแลกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เช้าวันนี้นักประดาน้ำจากศูนย์ ปฏิบัติการกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดใต้น้ำ จากกองทัพเรือจะตรวจค้นสิ่งของในคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อว่าอาจมีอาวุธที่กลุ่มพันธมิตรฯโยนทิ้งในคลองก่อนสลายการชุมนุม เหตุที่ต้องตรวจสอบในคลองเนื่องจากอยู่ติดทำเนียบรัฐบาลและอยู่ใกล้การชุมนุม ตามหลักทั่วไปที่ถือว่าแม่น้ำลำคลองเป็นสถานที่ที่คนทั่วไปจะทำลายหลักฐานง่ายที่สุด เช่น ใครมีอะไรที่ไม่ต้องการและอยากจะทิ้งก็มักโยนลงในน้ำ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน ถือเป็นหลักการตรวจสถานที่เกิดเหตุทั่วไปของตำรวจ
"ยอมรับว่าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในข้อหามีอาวุธ หรือยาเสพติดไว้ในความครอบครองเป็นเรื่องยาก เนื่องจากขาดพยานหลักฐานว่าเป็นของใคร ทั้งนี้เพราะกลุ่มพันธมิตรฯสลายตัวกลับบ้านไปหมดแล้ว ถ้าเอาตัวมาถามก็จะปฏิเสธ หากฟ้องไปศาลก็ต้องยกฟ้อง เพราะศาลยึดหลักว่า ถ้ามีข้อสงสัยต้องยกประโยชน์ให้จำเลย แต่สิ่งที่มองเห็นได้ก็คือ เป็นเครื่องแสดงว่าการชุมนุมในครั้งนี้ไม่ใช่การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธดังที่กล่าวอ้างกัน" รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ได้มีการสรุปผลการตรวจสิ่งของที่พบภายในทำเนียบรัฐบาลว่า มีระเบิดชนิดต่างๆ ทั้งระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด 110 ลูก ระเบิดเพลิง ประทัดและพลุ รวม 280 อัน อุปกรณ์ประกอบระเบิด 55 ชิ้น ปุ๋ยแอมโมเนียที่ใช้ ทำระเบิด 10 ถุง กระสุนปืน .38 จำนวน 105 นัด น้ำกรด 75 ขวด ท่อนเหล็ก 312 ท่อน ท่อนไม้ 150 ท่อน ไม้กอล์ฟ 55 อัน หนังสติ๊ก 16 อัน ลูกเหล็ก ลูกแก้ว หิน น็อต ใช้สำหรับยิง 497 อัน หมวกนิรภัย 24 ใบ สารเสพติด 4 คูณ 100 รวม 33 ขวด ใบกระท่อม 12 ถุง โล่ 5 อัน สนับแขน 183 อัน ท่อพีวีซี ที่เป็นกระบอกฉีดน้ำ 81 อัน และมีด 1 เล่ม
ศูนย์เอราวัณ สรุปเหตุชุมนุม พธม.-นปช.พื้นที่กรุงเทพฯ เจ็บ 737 ราย ตาย 8 ราย
นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้สรุปยอดผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต จากเหตุชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 2 ธันวาคม 2551 มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 737 ราย เสียชีวิต 8 ราย
"พันธมาร"เพี้ยนจัด! ฟันธง"เพื่อนเนวิน"พลิกขั้ว"ทักษิณ"ไฟเขียว
ที่มา ประชาทรรศน์
ชุมนุมจนเลอะเทอะ! "พันธมาร"เพี้ยนจัด ชี้"เพื่อนเนวิน"พลิกขั้วเพื่อความสมานฉันท์ เป็นแผนลับลวงพรางแทรกซึมพรรคสะตอ โดยมี"ทักษิณ"อยู่เบื้องหลัง พร้อมฟาดงวงฟาดงาหาช่องป่วนประเทศอีกรอบ
วันนี้ (7 ธ.ค.) นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า ตนมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเปลี่ยนวิธีในการถืออำนาจโดยใช้การลับลวงพรางส่งกลุ่มการเมืองไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ในการตั้งรัฐบาล เพราะจะได้ไม่ตกเป็นเป้าโจมตีจากสังคม ซึ่งก็ต้องมีการติดตามดูนโยบาย และวิธีทำงานว่าตรงไปตรงมาแค่ไหน โดยเฉพาะการจัดการรื้อถอนกับระบอบทักษิณและกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลเดิมต้องเร่งพิสูจน์ตัวเองกับสังคม
"สำหรับจุดอ่อนของรัฐบาลจากการเปลี่ยนขั้วนั้นอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองซีกของ พ.ต.ท.ทักษิณ แฝงตัวเข้ามาร่วมรัฐบาลประชาธิปัตย์ และถูกต่อต้านจากเกมมวลชนนอกสภาของขั้วตรงกันข้ามได้เช่นกัน ซึ่งสังคมคาดหวังรัฐบาลพิเศษมากกว่าการเปลี่ยนขั้วการเมือง"
ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายสุริยะใส กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นจุดเด่นในจุดด้อยของรัฐบาลใหม่ เพราะเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกเรื้อรังของสังคมไทยในช่วง 3-4 ปีเป็นอย่างดี คงจะมีนโยบายและมาตรการที่ดีเพื่อคลี่คลายปัญหาบ้านเมือง แต่ถ้าไม่มีอำนาจเต็มหรือถูกตีรวนจากพรรคร่วมหรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มก็อาจทำอะไรไม่ได้เช่นกัน
"บทบาท 5 แกนนำพันธมิตรฯ ยังไม่มีความคิดสลายตัวหรือยุติบทบาทในระยะนี้ หากได้ความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่จะมีการหารือเพื่อกำหนดท่าทีต่อไป และพันธมิตรฯ ยังมีความมุ่งมั่นผลักดันแนวคิดเรื่องการเมืองใหม่ ซึ่งในช่วงชุมนุมได้มีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากหลายส่วนประมวลเป็นสมุดปกขาวเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเดินสายสัญจรในต่างจังหวัดเพื่อผลักดันให้กับรัฐบาลใหม่และสังคมต่อไป" นายสุริยะใส กล่าว
การเมืองชักเย่อ
บทความ โดย ปูนนกสมัยเด็กจะเคยเล่นการเล่นท้องถิ่นชนิดหนึ่งก็คือเล่น “ชักเย่อ” และเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักการเล่นชนิดนี้ จะว่าไปก็สนุกดีถ้าจำนวนคนและพละกำลังของทั้งสองฝ่ายที่คอยดึงเชือกที่ปริมาณเท่า ๆ กัน เพราะจะยื้อยุดกันไปมาระหว่างเชือกเส้นเดียวกันเพื่อเอาชัยชนะต่ออีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ เชือกเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเล่น “ชักเย่อ” นี้ และต้องเป็นเชือกที่มีความแข็งแรงและคงทนพอสมควรเพื่อมิให้การดึงเชือกไปมาระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้น ทำให้เชือกขาดกลางไปเสียก่อน
หลังจากการพักรบในสนามรบนอกเวที โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองพร้อม ๆ กันทั้ง 3 พรรคทำให้รัฐบาลนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิ้นสภาพไป และม๊อบ พธม. ก็ประกาศยุติการยึดครองสนามบินและสถานที่ทุกแห่ง (พร้อมทั้งมีข้อกล่าวหาการก่อการร้ายสากลติดตัวไปด้วย) ทำให้สนามรบได้ย้ายจากเวทีกลางถนนไปอยู่ในรัฐสภาแทน เป็นการต่อสู้กันทางข้อกฎหมายและการตีความรัฐธรรมนูญ เป็นการต่อสู้ในทางสภาเพื่อสรรหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ
พรรคร่วมรัฐบาลที่ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย, พรรคมัฌชิมาธิปไตย, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคเพื่อแผ่นดิน, และพรรคประชาราช ทั้ง 6 พรรคนี้ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่จะมีขึ้นในขณะนี้ คงไม่ต้องพูดถึงพรรคพลังประชาชน, พรรคชาติไทย, พรรคมัฌชิมาธิปไตย ที่ถูกยุบพรรคไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้ ส.ส. ของพรรคต่างก็ต้องแตกกระจายออกไปเพื่อสังกัดพรรคใหม่ภายใน 60 วัน ตามรัฐธรรมนูญ
ถ้ามองการเมืองด้วยใจเป็นธรรมอย่างยิ่งแล้ว ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การล้มรัฐบาลนายกสมัคร สุนทรเวช และนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ที่ผ่านมาภายในระยะเวลาไม่ถึงปีนี้ เกิดขึ้นจากผลงานของสิ่งที่เรียกว่า ตุลาการภิวัฒน์ โดยมีกลุ่ม พธม. และ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแนวร่วมและแรงผลักดันสำคัญ รัฐบาลทั้งสองรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปอย่างราบรื่นได้ ด้วยการขัดขวางของ พธม. และการใช้เกมส์การเมืองในการตีความรัฐธรรมนูญอย่างจับผิดในทุกการเคลื่อนไหวของ พรรคประชาธิปัตย์ และ สว. สรรหา บางส่วน
ด้วยเหตุที่ว่า เผด็จการอมาตยาธิปไตย ต้องการอย่างยิ่งที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการปกครองประเทศตามรัฐธรรมนูญ แต่ที่ผ่านมาก็เป็นที่ทราบกันอย่างชัดเจนหลายปีมาแล้วว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต่างก็ไม่ต้องการให้พรรคที่เป็นร่างทรงของอมาตย์ ซึ่งก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ซึ่งเห็นได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา 3 – 4 ครั้งหลังสุด พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้อย่างหมดรูป ดังนั้นอมาตยาธิปไตยโดยอาศัยอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ จึงใช้เลห์เพทุบายทุกวิธีในการล้มรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกมาให้จงได้ และพยายามที่จะทำลายโครงสร้างการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งของประชาชน (พรรคการเมือง) ลงอย่างสิ้นเชิงเพื่อที่จะไม่ให้เหลือเอาไว้ในการแข่งขันหรือต่อสู้กับ พรรคของอมาตย์ต่อไป
ขณะนี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา ให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกสรรตัวนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีกระแสข่าวมากมายออกมาทางสื่อต่าง ๆ ว่า มีการพยายามจับขั้วทางการเมืองกันอย่างเข้มข้นเพื่อที่จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ โดยมีขั้วการเมืองที่แยกชัดเจนอยู่สองขั้วคือ ขั้วของพรรคเพื่อไทย (พรรคพลังประชาชนเดิม) กับขั้วของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีเสียงในสภาอยู่เพียงแค่ 165 เสียงนั้น มีข่าวลือหนาหูว่าถึงกับทุ่มทุนซื้อตัว ส.ส. จากพรรคอื่นที่แตกออกมาด้วยจำนวนเงินสูงถึงคละ 40 ล้านบาท เพราะจะต้องมีเสียงของ ส.ส. ในมือให้ได้มากถึง 224 เสียง นั่นก็หมายความว่าจะต้องได้ ส.ส. เพิ่มขึ้นมาอีกถึง 39 เสียงเป็นอย่างน้อย
ส.ส. นั้นมาจากคำว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งโดยปกติจะได้รับตำแหน่งนี้ก็ต่อเมื่อผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชนเมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศ พูดง่าย ๆ ก็คือ ประชาชนเป็นผู้ให้เกียรติอันนี้ ประชาชนผู้หย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดว่า “ใคร” ควรจะได้ตำแหน่ง “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ” นี้ และจากเหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองที่ผ่านมา ประชาชนทั้งชาติในประเทศไทยต่างก็ได้รับรู้ ได้เห็นอย่างแจ่มแจ้งและลึกซึ้งว่า ใครบ้างที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนให้กลุ่มนอกกฎหมายเหล่านี้ออกมาทำลายชาติ และเศรษฐกิจของไทยให้ย่อยยับลงไปกับมือ โดยที่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ภาพที่ปรากฏทางสื่อทุกเมื่อเชื่อวัน แสดงให้เห็นถึงความเลวร้ายของอำนาจนอกระบบที่กดขี่คนไทยทั้งชาติ โดยที่กฎหมาย และผู้รักษากฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้เลย แม้คำสั่งศาล ก็ไร้ความหมายสำหรับกลุ่มนอกกฎหมายเหล่านี้ และกลุ่มเหล่านี้แหละที่เป็นกระบวนการเดียวกันอย่างปฏิเสธไม่ได้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะได้ส่ง ส.ส. ของตัวเอง คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปร่วมชุมนุมตั้งแต่ต้น ซึ่งที่จริงน่าจะเรียกว่า “พรรคเพื่อพันธมิตร” มากกว่า
ประเด็นเวลานี้ก็คือ ส.ส. ที่จะโหวตเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นนี้ ต่างก็มีอิสระที่จะสามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องขึ้นต่อมติพรรค และ ส.ส. ทุกคนก็ทราบดีว่า เมื่อจะเข้ามาทำงานการเมือง ศรัทธาที่ประชาชนมีให้นั้นเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และท่ามกลางกระแสความสนใจการเมืองของประชาชนที่เชี่ยวกรากขนาดนี้ การที่นักการเมืองคนใดจะทำตัวสวนกระแสความต้องการของประชาชนนั้นก็คือ “การฆ่าตัวตายของอนาคตทางการเมือง” ดี ๆ นีึ่เอง
เวลานี้ ใครต่อใครก็พยายามดึงตัว ส.ส. ให้เข้ามาในสังกัดของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยแต่ละฝ่ายก็ทุ่มเทกำลังภายในสุดกำลังเพื่อให้ขั้วของตัวเองได้เสียงพอในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เหมือนเกมส์ชักเย่อ ที่พยายามดึงกันไปดึงกันมาเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้รับชัยชนะ ในฐานะประชาชนธรรมดาที่เฝ้่าติดตามการเมืองและคอยให้การสนับสนุนนั้น สิ่งที่ทำได้ก็คือ
- ประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองและฝ่ายประชาธิปไตย ต้องพยายามสื่อและแสดงให้ ส.ส.ในจังหวัดของตนได้รับรู้ถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นว่าต้องการสิ่งใด เพราะ ส.ส. ย่อมต้องฟังเสียงประชาชนอยู่แล้ว
- ในฐานะประชาชนผู้ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จะต้องรวบรวมหลักฐานการเกี่ยวพันกันอย่างเหนียวแน่นระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์, กองทัพ, ศาล, และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ที่มีต่อ พธม. เพื่อแสดงว่ากลุ่มคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกัน และเข้ามามีบทบาทในการทำลายประชาธิปไตยอย่างไร จากนั้นก็นำหลักฐานเหล่านั้นไปยื่นต่อ UN เพื่อฟ้องในฐานะ “ผู้ก่อการร้ายสากล” ร่วมกับนายแพทย์เหวง โตจิราการ เพื่อให้องค์กรระหว่างประเทศยื่นมือเข้ามามีบทบาทในการกดดัน กลุ่มผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญให้เคารพกติกาสากล
- ถ้าท่านเลือกที่จะอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยที่เคารพกติกาสากล การชุนมุมของคนเสื้อแดงก็คือสิ่งที่ท่านควรทำ เพื่อร่วมกันแสดงพลังให้นานาชาติและคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศได้รับทราบถึงความต้องการของคนไทยที่เป็นชาวรากหญ้าจำนวนมาก ดังนั้นการชุมนุมในวันที่ 13 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ที่สนามศุภชลาศัย จึงขอให้ทุกท่านออกไปร่วมชุมนุมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังต้องดำเนินต่อไปอีก สงครามยังไม่จบเร็วนักดังนั้นพี่น้องทุกท่านยึดมั่นในหลักการและยุทธศาสตร์การต่อสู้ให้มั่นคงต่อไป อย่าเพิ่งท้อถอย ประชาธิปไตยรอเวลาได้ครับ แต่เผด็จการอมาตยาธิปไตยรอเวลาไม่ได้ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอาจจะแพ้ได้หลายสมรภูมิก็ไม่เป็นไร แต่ในที่สุดแล้วถ้าประชาธิปไตยชนะเพียงครั้งเดียว อมาตยธิปไตยจะแพ้ทั้งสงคราม
ว่าด้วย “อำนาจนอกระบบ”
ที่มา thaifreenews
ความจริงอย่างหนึ่งคือใครก็ตามที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยมานานพอควร มักจะพบว่า เมืองไทยมีสภาพสังคมที่อำนาจที่ลึกลับคือคำตอบของหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ใช่ความถูกต้องเป็นธรรมตามระบบที่ควรเป็นอย่างในนานาประเทศ และเราก็อ่อนน้อมถ่อมตนยอมรับ ได้แต่บ่นด่าคนโน้นคนนี้ว่าทำให้เราลำบาก นักการเมืองจะโดนก่อนด้วยข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น ใช้อำนาจอิทธิพล อยู่เบื้องหลังสิ่งที่เป็นทุรกรรมแทบทุกประเภท ตามมาด้วยข้าราชการ พ่อค้าหน้าเลือด อาชญากรต่าง ๆ สิ่งที่เราไม่เคยนึกก็คือ องคาพยพแห่งอำนาจอิทธิพลนั้นมันมีเครือข่ายที่ประสานซึ่งกันและกัน เพราะสังคมมักยอมให้กับอำนาจบางอย่างมากกว่าที่กำหนดไว้ตามกติกา คนอื่นที่รองลงมาก็เลยจะมักใช้วิธีอำนาจมืดโดยไม่สนใจกติกาตามไปด้วย ความจริงก็คือคนพวกนี้จะใช้อำนาจโดยประสานเครือข่ายกับ “เส้นใหญ่” ขึ้นไปตามลำดับขั้น ปัญหาก็คือใครคือเส้นที่ใหญ่สุดและเส้นนั้นอุปถัมภ์คนที่เราบ่นด่าอยู่หรือเปล่า ถ้าสาวลงไปให้ถึงต้นตอของปัญหากันจริง เราจะพบว่าเครือข่ายอำนาจนิยมนั้นมาจากระบบที่ออกแบบมาเพื่อเอื้อโอกาสให้กับคนจำนวนไม่มากนักมีอำนาจ ไม่ใช่เอื้อให้กับมหาชนส่วนใหญ่ นานวันเข้าคนในสังคมก็จะยึดถือว่า การใช้อำนาจนอกระบอบเป็นเรื่องปกติสำหรับสังคมนี้ เมื่อตำรวจรีดไถ เขาจะอ้างว่านายสั่ง และนายของเขาก็จะบอกว่านายที่ใหญ่กว่าสั่งมาอีกที ต่อกันเรื่อย ๆ ไปเป็นลำดับชั้น แต่ไม่มีใครสาวไปให้ถึงสุดสายป่าน และทำให้เรายอมรับว่าสังคมที่มีอำนาจนอกระบบเป็นสภาพปกติอันน่าอับอายของบ้านเมืองนี้ ไม่ชอบแต่ก็ต้องทนกับมัน
เราเสียเวลากันมาหลายสิบปีกับการยอมรับอำนาจนอกระบบ ซึ่งพร้อมที่จะหักหลังคนรับใช้ทันทีที่ผู้นั้นเพลี่ยงพล้ำ เพื่อธำรงรักษาสถานะของชนชั้นตนเอาไว้ให้เนิ่นนานที่สุด มีคนหลายคนได้รับบทเรียนจากการกระทำเหล่านั้น และอยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เกรงใจเพราะรู้ว่าแบกอัพคือมหาประชาชนอันไพศาลที่ถูกการโฆษณาชวนเชื่อแบบถล่มรุนแรงด้วยการบังคับให้รับชมรับฟังทุกสื่อ ด้วยสารพัดงานสร้างสรรค์ และกลยุทธการสื่อสาร รู้สึกว่าเรามีความสุขเหลือเกินในสังคมนี้ จนทำให้ลืมไปว่าชีวิตประจำวันที่แท้จริงของเราเป็นเช่นไร ปากกัดตีนถีบเพียงไหนเพื่อจะเอาชีวิตรอดไปวัน ๆ เคร่งเครียดว่าตนเองและครอบครัวจะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมวันนี้พรุ่งนี้กันอย่างไรดี ไม่เคยรู้ว่าความจริงถูกกดขี่บีฑาจากธุรกิจสารพัดที่มองลึกลงไปแล้วใครที่มีส่วนเป็นเจ้าของ เราทนกันมานานเพราะเราเกรงใจไม่กล้าเอ่ยปาก ยอมรับ เจียมตัว เพราะไม่ได้ใหญ่โตโอฬารด้วยชาติกำเนิดและทรัพย์ศฤงคาร ต้องยอมให้เขาเพราะยอมรับว่านั่นคือผู้ทรงอำนาจ หลงใหลได้ปลื้มไปกับการประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่บอกเราว่าชีวิตของเรากำลังมีความสุขเพียบพร้อมจากโชคลาภที่ได้เกิดมาในแผ่นดินนี้ โดยลืมไปว่าความจริงแล้ว เรามีความสุขในชีวิตกันได้บ้างนั้นก็เพราะเราช่วยตัวเอง ทำกันเองต่างหาก แล้วปลอบใจตัวเองไปตามหลักการของศาสนาบางศาสนาที่บอกว่า “พระเจ้าจะช่วยผู้ที่รู้จักช่วยตัวเอง”
ปัญหาก็คือเราช่วยตัวเองได้จริงหรือ ในเมื่อเขาไม่ให้โอกาส ที่ดินที่เป็นของกลุ่มพวกเขาจำนวนมากมายนั้นอยู่ในเขตที่เจริญจนตารางวาละหลายล้าน ในขณะที่เมื่อสมัยก่อนนั้นถ้าเราอยากมีบ้านสักหลัง ก็ต้องหาเงินไปผ่อนดาวน์ ยอมรับดอกเบี้ยสูงลิ่วเกือบร้อยละยี่สิบเมื่อขอกู้เงินจากธนาคารที่พวกเขาเป็นผู้ถือหุ้น มากบ้างน้อยบ้างแต่มีทุกธนาคาร และเมื่อเศรษฐกิจล่มสลายเพราะความหิวกระหายของพวกเขา ซึ่งนำระบบ BIBF มาผลักดันให้รัฐบาลทำเพื่อเอาเงินเมืองนอกดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งกว่า ๆ มาปล่อยให้พวกเรากู้ดอกเบี้ยร้อยละสิบปลาย ๆ เขาเอาเงินเข้ามาคล่องจนเหลิง ให้เงินกู้พวกเดียวกันจนเพลิน ไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนเมืองนอก สิ่งที่เราพบก็คือเมื่อพวกเขาหมดหนทางก็หันมาใช้การบีบบังคับฟ้องร้องยึดบ้าน ยึดรถ ฟ้องล้มละลายเอากับพวกเรา เศรษฐกิจล่มสลายนั้นทำให้เราตกงาน หาเงินมาใช้หนี้ธนาคารที่พวกเขาเป็นเจ้าของกันไม่ได้ สรุปก็คือชาวบ้านรับกรรมลูกเดียว พวกเขาไม่เคยลำบาก แต่ถ้าคุณทำธุรกิจการค้าแบบไม่อิงอำนาจนอกระบบ คุณจะเจ๊ง เพราะเขาไม่ช่วยเหลืออะไรคุณเลย เขาจะไม่เอาความเสียหายที่พวกเขาก่อกันขึ้นมาโยนให้รัฐบาลและประชาชนแบกรับเหมือนกับธุรกิจในเครือข่ายของพวกเขา แบบที่เขาช่วยธนาคารในกรณี ปรส. ที่ลึกลงไปแล้วก็คือธนาคารของเขาเป็นหลักใหญ่
จนมาถึงวันหนึ่งกับการที่ไพร่ลูกชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งสามารถทำให้พวกเราได้รับโอกาสที่ทุกคนสมควรต้องได้รับมาแสนนาน แต่พวกเขาไม่เคยให้ เพราะเราเป็นไพร่ ไม่ใช่พวกเขา ได้โอกาสที่จะมีชีวิตที่ไม่ต้องเคร่งเครียดเหน็ดเหนื่อย พอมีเวลาคิดสร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมส่วนรวมได้บ้าง ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ได้มากมายจนทำให้พวกผู้มีอำนาจนอกระบบอย่างเขาต้องกระเทือนกันเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเขามีมากเสียจนไม่ต้องห่วงอนาคตลูกหลานไปอีกไม่รู้ว่ากี่สิบเจเนอเรชั่น แต่เขาและสมุนก็ยังรับไม่ได้ เขาเห็นแก่ตัวกันมากที่สุดแบบไม่ยอมสูญเสียอะไรสักอย่างจริง ๆ
ตอนนี้อำนาจนอกระบบมาอีกแล้ว สั่งทหารใหญ่ลูกน้องในคาถาให้ไปบีบคั้นข่มขู่นักการเมืองเพื่อสลับขั้ว อย่าแปลกใจถ้าพรรคสวิงกิ้งจะได้ตั้งรัฐบาล เพราะนี่คือหนทางหน้าด้านช่วงท้าย ๆ ของอำนาจนอกระบบ เตรียมรับการต่อต้านเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เพราะประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเลิกเกรงใจกันหมดแล้ว
Sunday, December 7, 2008
"เพื่อไทย"ห่วงแรงเสียดทานพรรคร่วม ไม่ดัน"ยิ่งลักษณ์"เป็นหน.พรรค หวังส่งส.ส.เชียงใหม่ "ยงยุทธ"นั่งแทน
ที่มา มติชนออนไลน์
"ยงยุทธ วิชัยดิษฐ"ฉลุยนั่ง หน.เพื่อไทย รอ กกต.รับรอง เจ้าตัวลั่นรักษาจุดยืน ปชต. ยึดกฎกติกากรอบกฎหมาย ปัดข่าว"ยิ่งลักษณ์"ถูกเบียดวืด ระบุเสนอชื่อเดียว เผยโครงสร้างใหม่พรรคมีกรรมการบริหาร 13 คน แยกส่วนฝ่ายบริหารออกจาก กก.บห. ปลอบใจตั้ง"น้องสาวแม้ว"เป็น กก.คัดเลือกผู้สมัคร
แผนใหม่แยก"กก.บห.-ฝ่ายบห." หลังผลการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อลงมติเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งปรากฏว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น
เวลา 13.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม นายยงยุทธพร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ร่วมกันแถลงผลการประชุมพรรค โดยกล่าวว่า หลังจากได้รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่แล้ว จะต้องรอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยืนยันว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นและรักษาไว้ ได้แก่ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดกติกา กฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรมของบ้านเมือง ยุทธศาสตร์ใหม่ของพรรคคือ การแยกส่วนกันระหว่างกรรมการบริหารพรรค และฝ่ายบริหาร
เมื่อถามว่า เหตุใด น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงไม่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค นายยงยุทธกล่าวว่า นี่คือข่าวลือ เป็นการคาดเดาเอาเอง ยืนยันว่าการประชุมเสนอชื่อตนเพียงคนเดียว ส่วนการเดินทางมาที่ทำการพรรคเพื่อไทยของนายสมชายนั้น ไม่เกี่ยวกับการเลือกกรรมการบริหาร เพราะไม่ได้ร่วมประชุมด้วย แต่รู้สึกผูกพัน ในช่วงหน้าสิ่งหน้าขวานจึงมาให้กำลังใจ นายสมชายเป็นนักกฎหมายย่อมรู้ดีว่าจะมาข้องเกี่ยวไม่ได้
เปิดกว้าง ส.ส.สัดส่วนนั่งนายกฯ
เมื่อถามถึงเหตุจะแยกส่วนผู้มาเป็นนายกฯออกจากกรรมการบริหารพรรค และไม่เอาคนพรรคเพื่อไทย เพื่อยอมถอยหวังชักชวนพรรคร่วมรัฐบาลให้มาจับขั้วด้วยใช่หรือไม่ นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ไม่ใช่ อันนั้นเป็นคนละส่วนกัน โครงสร้างใหม่ดังกล่าวถือเป็นการเปิดมุมกว้าง ต่อไปกรรมการบริหารพรรคจะทำ 3 เรื่อง คือ จัดทำนโยบาย คัดเลือกตัวผู้สมัคร และวางยุทธศาสตร์ จะแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจนกับฝ่ายบริหาร แต่ก็ไม่ได้ปิดทางว่า หัวหน้าพรรคจะไม่มีสิทธิเป็นนายกฯแต่ตามรัฐธรรมนูญ นายกฯต้องมาจาก ส.ส. ดังนั้น ส.ส.สัดส่วนทั้ง 8 เขต ใครที่ได้อันดับที่ 1 ในแต่ละเขตก็สามารถเป็นนายกฯได้
เมื่อถามว่า จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะประชาชนที่ตัดสินใจเลือกพรรค จะไม่ทราบเลยว่าจะได้ใครเป็นนายกฯ นายคณวัฒน์กล่าวว่า ต้องมองมิติใหม่ ที่พรรคเพื่อไทยกำลังจะก้าวไปข้างหน้า หากยังมองว่าเลือกพรรคไหนเพื่อหวังให้ใครเป็นนายกฯ ก็ถือว่ายังมองการเมืองในมิติเดิม
ตั้ง"ยิ่งลักษณ์"กก.เลือกผู้สมัคร
สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ มีจำนวน 13 คน ลดลงจากเดิมที่มีจำนวน 19 คน โดยชุดใหม่ได้แก่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ส่วนคณะกรรมการบริหารพรรคประกอบด้วย รองหัวหน้าพรรค 3 คน มีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร นายปลอดประสพ สุรัสวดี และนายคณวัฒน์ วศินสังวร ส่วน น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เป็นเลขาธิการพรรค นายสง่า ธนสงวนวงศ์ เป็นรองเลขาธิการพรรค นางทัศน์วรรณ มุสิกบุญเลิศ เป็น เหรัญญิกพรรค นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เป็นโฆษกพรรค นายวิม รุ่งวัฒนะจินดา เป็นรองโฆษกพรรค นายกมล บันไดเพชร เป็นนายทะเบียนพรรค ส่วนกรรมการบริหารพรรค 3 คน มี นายวรวีร์ มะกูดี นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ นายเอกธนัช อินทร์รอด
นอกจากนี้ มีการตั้งคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีนายคณวัฒน์ เป็นประธาน และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นกรรมการ 2.คณะกรรมการนโยบายพรรค มีนายปานปรีย์ เป็นประธาน 3.คณะกรรมการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน
"พงศ์เทพ" ปัด "อ้อ" มากล่อม ส.ส.
วันเดียวกัน เวลา 13.10 น. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ภายหลังมาพร้อมกับนายอุดมเดช รัตนเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ เพื่อให้กำลังใจทีมงานพรรคเพื่อไทยว่า ตั้งแต่คุณหญิงพจมานลงเครื่องบิน ยังไม่ได้มีโอกาสพบ แต่ยืนยันว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการมาประสาน ส.ส.เพื่อให้มาอยู่พรรคเพื่อไทย เพื่อจับขั้วรัฐบาลแต่อย่างใด แต่มาเพื่อเยี่ยมอาการป่วยของมารดาเท่านั้น
เมื่อถามว่า สถานการณ์ในขณะนี้ ที่มีการช่วงชิงกันจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล จำเป็นต้องอาศัยมือของคุณหญิงพจมานช่วยด้วยหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า "คุณหญิงพจมานท่านไม่พูดหรือยุ่งเรื่องการเมืองอยู่แล้ว"
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ภายในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 ภายหลังจากที่คุณหญิงพจมานกลับประเทศไทยเป็นวันที่ 2 บรรยากาศยังคงเงียบสงบ โดยตั้งแต่ช่วงเช้า ยังไม่พบว่ามีรถยนต์หรือ บุคคลใดมาเข้าพบแต่อย่างใด ขณะที่บริเวณประตูหน้าบ้านยังคงปิดสนิท โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบ้านจันทร์ส่องหล้าประจำการอยู่ภายในป้อมหน้าบ้าน "ยงยุทธ"ฉลุยหัวหน้าพรรค"พท."
ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 4/2551 พรรคเพื่อไทย (พท.) ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถนนพระราม 4 ลงมติเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังจากนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปก่อนหน้านี้ ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งนายยงยุทธในฐานะประธานที่ประชุม ได้เสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบโครงสร้างคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่จะมีจำนวน 13 คน แบ่งเป็นหัวหน้าพรรค 1 คน รองหัวหน้าพรรค 3 คน เลขาธิการ 1 คน รองเลขาธิการ 1 คน เหรัญญิก 1 คน นายทะเบียน 1 โฆษก 1 คน รองโฆษก 1 คน และกรรมการบริหารพรรค 3 คน ซึ่งที่ประชุมได้ยกมือเห็นชอบ จากนั้นนายกมล บันไดเพชร นายทะเบียนพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อนายยงยุทธต่อที่ประชุมให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โดยไม่มีผู้ใดเสนอรายชื่อบุคคลอื่นให้สมาชิกคัดเลือก รวมถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้รับการเสนอชื่อแต่อย่างใด ส่งผลให้นายยงยุทธได้รับตำแหน่งดังกล่าวไป
หักดิบ "ยิ่งลักษณ์" ไม่เสนอชื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว ระหว่างที่ประชุมใหญ่กำลังเสนอชื่อหัวหน้าพรรคคนใหม่อยู่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่งเดินทางเข้ามายังห้องประชุม พร้อมเดินไปนั่งในกลุ่มสมาชิกพรรคในภาคกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก่อนจะหันรีหันขวางอยู่หลายครั้ง เพื่อมองหาคนรู้จักระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยเดินมากระซิบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ไปด้านหลังของห้องประชุมพร้อมแจ้งว่า "เขาเสนอชื่อไปแล้ว" ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ถามกลับไปว่า "ขอขึ้นพูดได้ไหม"แต่ได้รับการปฏิเสธ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินออกจากห้องประชุมและไปร่วมประชุม ส.ส.และแกนนำที่บริเวณชั้น 12
น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ระบุเพียงว่า "ขอยังไม่ให้สัมภาษณ์อะไร ไว้พร้อมก่อนแล้วค่อยคุยกันอีกที" เมื่อถามถึงรายงานข่าวที่ระบุว่า คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาประเทศไทยเพื่อที่จะดูแลพรรคเพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า "ยังค่ะ ยังไม่ได้คุยกันเลย"
เผยเบื้องหลัง"ยิ่งลักษณ์"ไม่นั่งหน.
แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งเบื้องหลังที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากความเห็นของอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน สมาชิกพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ไม่ควรเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคท่ามกลางสถานการณ์ที่ขัดแย้งรุนแรง และพรรคเพื่อไทยก็ต้องการแรงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลเป็นแนวร่วมทางการเมือง และหากเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขึ้นมา ก็จะเป็นเงื่อนไขให้ถูกโจมตี ซึ่งจะทำให้ชื่อของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะยิ่งบอบช้ำทางการเมือง โดยจะให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 3 จ.เชียงใหม่ แทนนายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ส.ส.เชียงใหม่ ที่ได้ใบแดง ซึ่งหลังจากนั้นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับเลือกเป็น ส.ส.จะมีการเรียกประชุมเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคใหม่อีกครั้งหนึ่ง
"สมชาย"ควง"เจ๊แดง"สังเกตการณ์
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ ส.ส.ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชนและอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ตลอดจนอดีตรัฐมนตรีร่วมคับคั่ง แต่ ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนที่ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย ยังไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน แต่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การประชุมเท่านั้น อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพงศกร อรรณนพพร อดีต รมช.ศึกษาธิการ กลุ่มเพื่อนเนวิน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.อุดมชัย องคสิงห์ อดีตเลขานุการ รมว.กลาโหม นายสมพล เกยุราพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด
นอกจากนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรียังเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมาพร้อมกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา มาร่วมสังเกตการณ์การประชุมดังกล่าว แต่เมื่อเจอผู้สื่อข่าวและช่างภาพกลุ่มใหญ่ดักรอสัมภาษณ์ บริเวณทางเชื่อมต่อลานจอดรถกับห้องโถงลิฟต์ด้านหลังอาคารที่ทำการพรรค ได้ให้คนขับรถขับหลีกเลี่ยงออกไป และใช้จังหวะที่ผู้สื่อข่าวขึ้นไปติดตามบรรยากาศการประชุมเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคที่ ชั้น 10 กลับเข้ามาอีกครั้ง เพื่อร่วมประชุมกับ ส.ส.และแกนนำที่แยกประชุมบนชั้น 12 ของอาคารดังกล่าว
หนูอยากให้ทุกฝ่ายยุติ...! เพื่อบ้านเมืองของเราค่ะ ( คอลัมน์ : รอบรั้วปัญญาชน )
ที่มา ประชาทรรศน์
ชื่อ น.ส.ระวีวรรณ สุขศรี (น้องนุ่น)
กำลังศึกษาที่ คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยรังสิต
กิจกรรมที่ชอบ อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นกีฬา
“น้องนุ่น” น.ส.ระวีวรรณ สุขศรี จากรั้วมหาวิทยาลัยรังสิต คณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 เผยสุดเศร้าปัญหาการเมืองทำบ้านเมืองแตกแยก คนไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ชี้พันธมิตรฯ ปิดสนามบินทำลายภาพลักษณ์ประเทศเสียหายหนัก แนะรัฐบาล-พันธมิตรฯ ยุติความขัดแย้งเพื่อชาติ ก่อนทำเศรษฐกิจเจ๊ง!
***คิดอย่างไรกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หนูคิดว่าคนไทยทั่วประเทศคงมีแต่ความเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่ประชาชนออกมาแบ่งแยกกันเป็น 2 ฝ่าย ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก็คือความเสียหายที่ประเทศชาติและประชาชนส่วนมากได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
หนูอยากให้รัฐบาลและพันธมิตรฯ หยุดและยุติเรื่องนี้ได้แล้วค่ะ เพราะว่าประชาชนและประเทศชาติกำลังได้รับผลตอบแทนที่หนักหนามาก น่าจะพอได้แล้ว อยากเห็นคนไทยกลับมาสามัคคีกันเหมือนเดิม ให้ความรักและความช่วยเหลือกัน ดูแลบ้านเมืองให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ให้ชาวต่างชาติกลับมาเที่ยวเมืองไทย ทำให้เมืองไทยน่าอยู่เหมือนเดิมค่ะ
***การบุกสถานที่ราชการ บุกปิดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ จนทำให้ทุกสายการบินหยุดชะงัก เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่
หนูไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นมันมากกว่าการที่คนสองกลุ่มจะเอาชนะกัน ทุกคนก็เห็นอยู่ว่าตอนนี้บ้านเมืองเราในสายตาคนต่างชาติคงมองว่าเราเป็นประเทศที่ไม่ปลอดภัย ไม่อยากมาเที่ยว ที่สำคัญนักธุรกิจที่จะมาลงทุนคงต้องถอนทุนออกไป แล้วประเทศชาติบ้านเมืองเราจะเดินหน้าไปทางไหนคะ
ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ สถานภาพการปกครองบ้านเมืองเราจะมีความมั่นคงไหมในสายตาชาวต่างชาติ ภาพลักษณ์ดีๆ ต่อสายตาชาวต่างชาติ เรื่องเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ใครจะออกมารับผิดชอบคะ หนูอยากฝากไปถึงผู้ใหญ่ที่ดูแลเรื่องนี้ด้วยค่ะ อยากให้แก้ไขด่วนที่สุด หาวิธีแก้ไขเพราะตอนนี้บ้านเมืองเราต้องการความดูแลและแก้ไขให้เร็วและดีที่สุดค่ะ
***เห็นด้วยหรือไม่ถ้าหากรัฐบาลจะใช้มาตรการขันเด็ดขาดจัดการกับกลุ่มคนที่กระทำผิดกฎหมายความมั่นคงของชาติ
ข้อนี้ก็มองเป็น 2 ส่วนค่ะ 1.ถ้าใช้ความรุนแรงเกินไปผลเสียก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอนไม่มากก็น้อย 2.ถ้าไม่ทำอะไรเลยบ้านเมืองเราก็คงต้องเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ต้องคิดให้ดีว่าสิ่งที่ทำเป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน
หนูอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาคุยกัน ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อบ้านเมือง เพื่อประเทศชาติ และประชาชนไทยทุกคน ที่ตอนนี้มีความเสียใจมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนูว่าเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกคนไทยมากค่ะ อาจจะรวมไปถึงความรู้สึกคนต่างชาติที่มาเมืองไทยด้วยค่ะ
***หลายคนบอกว่าการกระทำของพันธมิตรฯ คือการทุบหม้อข้าวตัวเอง เพราะเป็นการทำลายเศรษฐกิจ แถมยังทำลายความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนอีกด้วย
มีผลกระทบแน่นอนค่ะ ไม่อยากจะแสดงความคิดเห็นอะไรไปมากกว่านี้ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าประเทศชาติเราตอนนี้เป็นอย่างไร ทุกคนเสียใจ อยากให้เรื่องยุติโดยเร็วที่สุด และต้องจบด้วยดี ต่างฝ่ายต่างเข้าใจและยอมรับความคิดเห็นกัน มันอาจจะยากแต่หนูก็อยากเห็นวันนั้นค่ะ
***ทุกวันนี้ประชาชนคือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนสูงสุด ในฐานะคนไทยคนหนึ่งอยากฝากอะไรไปถึงคนที่กำลังขัดแย้งบ้าง
แน่นอนค่ะ คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคารพความคิดเห็นและเห็นแก่ประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดค่ะวามแตกแยกไม่มีความสามัคคี สุดท้ายหนูขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายใหคือประชาชนทุกคนที่ต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งที่คนไทยไม่อยากให้เป็นคือความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี สุดท้ายหนูขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย ให้เคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเห็นแก่ประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดค่ะ