WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 8, 2008

ชงเองกินเอง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


“ปิดตาตีหม้อ” จัดพิธี “คลุมถุงชน” ให้ 4 พรรคร่วมรัฐบาลเก่า กับ “ทีมงานเพื่อนเนวิน” ร่วมกันส่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” หลังคอยชะเง้อเหียน คอยเหี่ยว คอยแห้ง มาหลายมื้อ...
ดูคราวนี้พ่อสื่อพ่อชัก “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะค่อนข้างมั่นอกมั่นใจเป็นพิเศษ!!
แต่ที่น่าจับตามอง ขบวนที่ร่วม “แห่ขันหมาก” ไปด้วย กลับไม่ยักแฮปปี้แฮะ!!

ดูได้จากการที่ “ส.ส.ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ” “ส.ส.โสภณ ซารัมย์” แห่งกลุ่มเพื่อนเนวิน ออกอาการความเครียดจะลงกระเพาะไม่เบา
เนื่องจากข้อตกลง “นายกรัฐมนตรี” ต้องเป็น “คนกลาง” เข้าได้กับทุกฝ่ายเป็นอย่างดี??
แต่นี่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” กลับสวมวิญญาณ “ป๋าดัน” ดันก้น “อภิสิทธิ์” เสียฉิบ
“อภิสิทธิ์” คนนี้ก็เป็น “สายล่อฟ้าชั้นดี” ที่ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ไม่เอาเหมือนกัลล์ล์

ฉะนั้น ใครอย่าได้ไปปิดเกมว่า “อภิสิทธิ์” จะได้เป็น “นายกฯ”...เพราะก่อนหน้านี้ท่านก็ “กินแห้ว” จนพุงกาง ไม่ได้แอ้มเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอย่างที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่

แต่ที่ไม่น่าจะ “กินแห้ว” แน่ๆ ...เมื่อมี “บริษัทยักษ์ใหญ่” การสื่อสารแห่งเมืองเบียร์ อาศัยการเมืองไทยที่เละเป็นโจ๊กอยู่ ณ คาบนี้
เตรียม “ตั้งแท่น” ชงเรื่องแบบ “เสิร์ฟเอง-ชงเอง-กินเอง” กินเรียบทุกชอตอย่างสะดวกโยธิน

กล่าวคือ “บริษัทการสื่อสาร” ประเทศเยอรมนี เขาฉกฉวยเอาเรื่อง “ม็อบพันธมิตร” ที่สร้างความวอดวายให้ประเทศเป็นจุณ ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง...
โดยฟันฉับสับเปรี้ยงลงมาเลยว่า!!
“วิทยุตำรวจ” หรือ “ว.ตำรวจ” ที่ใช้งานกันอยู่นั้น
ทำงานโหลยโท่ย...การปราบม็อบของตำรวจไร้ประสิทธิภาพอย่างรุนแรง??
โดย “ม็อบพันธมิตร” สามารถดักฟังคลื่น รู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจทุกพิกัดอัตราศึก
เจ้าหน้าที่ตำรวจยกขบวนแห่ไปล้อม ไปปิดจับตรงไหน
“ม็อบพันธมิตร” รู้ไส้รู้พุงกี่ขดกี่วาของตำรวจเป็นอย่างดี??

เมื่อเขาสามารถดักฟัง “ว.ตำรวจ” ได้ทุกฝีก้าว แล้วตำรวจไทยจะเอาน้ำยาอะไรตรงไหนไปปราบปรามและจับกุม...ฉะนั้นเมื่อเป็นฉะนี้ “ว.ตำรวจ” เป็นระบบไดโนเสาร์เต่าล้านปีเช่นนี้

บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่เจ้านี้จึงปิ๊งไอเดีย เพื่อเปลี่ยน “ว.ตำรวจ” เป็นแบบ “ดิจิตัล” ไฮเทคล้ำยุค ก้าวหน้าเกินกว่าใครจะดักฟังได้??

ซึ่งในเรื่องนี้ “บริษัทเยอรมนี”?...ไม่เงื้อง่าราคาแพงเสียด้วย เขาได้ตั้งแท่นเสนอเรื่องเป็นที่เรียบร้อยเสร็จสรรพ สำหรับเปิบงบประมาณก้อนนี้กันแล้วจ้า...
ด้วยการเขียนแบบ “ทีโออาร์” ขึ้นมาเองอีกด้วย??
ล็อกสเป็กแข็งขันระดับห้าดาว “บริษัทคนไทย”ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลได้ก็แล้วกัน
โดยตั้งยอดสำหรับบริษัทในการจดทะเบียนในครั้งนี้ถึง 500 ล้านบาท
เงินสูงปรี๊ด ยอดสูงสุดโต่งเช่นนี้ “บริษัทคนไทย” เจ้าไหน จะมีขีดจำกัดเข้าร่วมประมูลได้

เว้นเสียแต่บริษัทฝรั่งตาน้ำข้าว การสื่อสารของประเทศเยอรมนีเท่านั้นแหละ ที่จะยื่นซองประกวดราคา เอาอภิมหาโปรเจ็กต์นี้ไปรับประทาน
และเท่าที่ฟังมา เพียงแค่แซมเปิลแรกกับการติดตั้ง “ว.ตำรวจ” ในระบบ “ดิจิตัล”นั้น

เบื้องต้นจะมีการติดตั้งระบบดังกล่าวนี้ ให้กับ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และ “กองบัญชาการตำรวจนครบาล” เป็นปฐมฤกษ์แรก นำร่องกันก่อน
โดยตั้งงบประมาณจิ้มกล้องเอาไว้หน่วยงานละ 5,000 ล้านบาท
สองหน่วยงาน รวมกันหลงจ้งแค่ 10,000 ล้านบาท ขาดตัวเท่านั้นแหละท่านสารวัตร

และทำครบเซต ทุกกองบัญชาการทั่วทั้งประเทศ ต้องใช้งบสูงลิบลิ่ว 20,000 ล้านบาท ฟาดกำไรท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยวกันไปเลย

ที่สำคัญอันดับต่อมา เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปลี่ยนมาใช้ “ว.” แบบดิจิตัล...หน่วยงานที่สนับสนุนตำรวจ ไม่ว่าจะเป็น “ป่อเต็กตึ๊ง” และ “ร่วมกตัญญู” ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ระดับ “ดิจิตัล” ตามไปด้วยอย่างอัตโนมัติ
เมื่อ “พี่ปอ” และ “น้องร่วม” เปลี่ยนมาใช้ระบบนี้ เขาก็ฟันกำไรเหงือกบวมกันอีกหนึ่งกระทอก???

ฉะนั้น งานนี้จึงเป็นงานท้าทาย “นายกรัฐมนตรีคนใหม่” จะปล่อยให้บริษัทการสื่อสารข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี เปิดยุทธการ “เขมือบเงินภาษี” ประชาชน กันอย่างมัน(ส์)ยกร่องน่าจะไม่ถูกต้อง...

ไม่ว่านายกฯ ป้ายแดงคนใหม่เอี่ยมอ่องจะเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” “นายหัวชวน หลีกภัย” ที่กลุ่มเพื่อนเนวินหนุนอยู่ลึกๆ

หรือแม้แต่ “ปู่ชัย” ท่านชัย ชิดชอบ ผู้มีชื่ออยู่ในแคนดิเดตเป็น “นายกรัฐมนตรี”...ซึ่งวงในด้านลึกระบุกันว่า “ท่านปู่ชัย” สนิทกับ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ มาเป็นเวลายาวนาน
ไม่ว่าท่านใดขี่พายุทะลุฟ้าเป็น “นายกรัฐมนตรี” โปรดดูเรื่องนี้ให้ดี??
ประเทศไทยเราวันนี้ แสนจนโบ๋เบ๋...
จะปล่อยให้ฝรั่งเจ้าเสน่ห์มาหากินแบบนี้ได้ไงกันล่ะท่านนายกรัฐมนตรี!!

ต้องเร่งจัดการ...กับพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัชฌาวดี

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมป่วนบ้าน กวนเมืองไปแล้วเป็นการชั่วคราว แต่สิ่งที่กลุ่มคนพวกนี้ทำบ้านเมืองเสียหายวายวอด เป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ และที่สำคัญในช่วงเวลา 6 เดือนของการชุมนุม ได้เกิดพฤติกรรมผิดกฎหมายมากมาย

นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้พูดเอาไว้ในเวทีที่ลานคนเมือง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจ
“...นี่คือความชัดเจนยืนยันคำพูดที่ผมกล่าว ผมขอเรียนให้ทราบว่าทางตำรวจบอกว่าถึงนาทีนี้เขายังไม่ไว้ใจม็อบพันธมิตรฯ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจยังต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรและตรึงกำลังในทุกพื้นที่ กลุ่มพันธมิตรเคยไปที่ไหน ก็จะดูแลที่นั่น แม้จะยุติการชุมนุมไปแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทเพราะทางกลุ่มพันธมิตรเคยประกาศไว้ว่าจะกลับมาชุมนุมอีก หากมีการสร้างเงื่อนไขจากฝ่ายการเมืองเครือข่ายของอำนาจเก่า

ฝากไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เหตุไฉนทางตำรวจจึงไม่เร่งถอนประกันตัวแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อให้ไปอยู่ในที่จ้องจำ ในที่ที่ควรจะอยู่เสียทันใด มีอะไรมามัดมือมัดเท้าไม่ให้ท่านทำเช่นนั้น มันเรื่องอะไร ในเมื่อคนพวกนี้เป็นผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวกับทางตำรวจ ได้รับการประกันตัวมา แล้วก็ออกมาปฏิบัติการซ้ำรอยเดิม ซ้ำร้ายความผิดครั้งหลังนั้นยังนำความเสียหายให้เกิดแก่บ้านเมืองมากกว่าเดิมอีก แต่ท่านไม่ใช้มาตรการในการถอนประกันตัว ถามว่ามันเรื่องอะไร ถ้าหากท่านจะตอบผมว่าเรื่องมันอยู่ที่อัยการผมก็รับฟังได้ ผมก็จะถามไปที่อัยการนั่นแหละ แต่ว่าให้ท่านร้องขอไปขอถอนประกันตัว ถ้าติดขัดที่อัยการก็จะถามที่สำนักงานอัยการแห่งชาติว่า เพราะเหตุอะไร จึงไม่ถอนประกันตัวคนเหล่านี้ และถ้าอัยการจะบอกว่ากำลังจะฟ้องศาลอยู่แล้ววันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ถ้าจะให้ประกันตัวก็ต้องรอที่ศาลอีกที่หนึ่ง ถ้าท่านจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน ถ้าอย่างนั้นพูดกับศาลเอาไว้เลยในอนาคต ถ้าเรื่องนี้เข้าไปถึงศาลเมื่อไรขอได้โปรดพิจารณาว่า ไม่ควรจะให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 เพราะให้ประกันตัวครั้งแรกแล้วมากระทำความผิดซ้ำอีกแล้ว

ถ้าทำได้เช่นนี้ข้อกังวลของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ที่บอกว่าคนพวกนี้จะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาที่เงื่อนไขเหมาะสม มาสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง ผมเอาหัวเป็นประกัน ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง ประชาชน 85-95 % ที่มาชุมนุมเขามาด้วยหลงผิด นี่กลับบ้านไปเขามีความสุขแทบเป็นแทบตายไม่มีวันที่จะย้อนกลับมาอีกถ้าไอ้หัวโจกมันอยู่ในคุก จะไม่มีปัญหาครับ

ถ้าหัวโจกเหล่านี้อยู่ในคุก แน่นอนว่ากฎหมายเล่นงานแน่นอน เอากันตามตัวบทกันจริงๆ ผมคิดว่าคนเสื้อเหลืองกลุ่มนั้นจะมาซื้อเสื้อแดงจนเราพิมพ์ขายไม่ทัน เพราะเขารู้ครับว่าใครอยู่ข้างความถูกต้อง ใครอยู่ข้างความเป็นธรรม
ประการที่สองผมอยากฝากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาก็คือว่า ผมเฝ้าติดตามมาตลอดในระยะเวลาที่ยาวนานตั้งแต่ 9 คนแรกที่เป็นแกนนำถูกจับครั้งแรก เขาก็ตั้งแกนนำแถว 2 ไอ้แกนนำแถว 2 ก็ปฏิบัติการเต็มที่เพื่อสร้างชื่อเสียง ทำงานเต็มที่แล้วก็ได้ข่าวจากตำรวจว่ามีความผิดใกล้เคียงกัน ก็จะตั้งข้อหาอย่าเดียวกับ พวกนั้นเลยเกรงว่าถ้าขาดหัวแถวคนจะกลับบ้านหมด รีบตั้งแกนนำแถว 3 ยกกำลังบุก บช.น. ยืนบนหลังคารถโจมตี บช.น. ก่อนที่จะสลายตัว รวมความว่าแถว 2 และ 3 รวมกันกระทำความผิดแบบเดียวกันกับแกนนำแถวที่ 1 รวมทั้ง “อีนางปอง ตองแปด” ถามตำรวจว่าเหตุใดไม่ออกหมายจับคนพวกนี้เสียที แล้วถ้าถึงวันนี้แล้วยังไม่ออกหมายจับ มันยาวนานพอที่เราจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าตำรวจได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ที่ผมพูดเรื่องนี้ทั้งหมดก็เพื่อจะบอกพี่น้องว่า การที่จะทำให้บ้านเมืองาสงบร่มเย็นนั้นมันเป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าไม่ทำกัน ก็ทำให้ชาติเสียหาย พี่น้องประชาชนเดือดร้อน คนเสื้อแดงก็เดือดร้อนต้องออกมากระตุ้นเตือน แล้วก็อยากจะถามว่าถ้าตำรวจไม่ทำหน้าที่นี้ออกไปเถอะ ยังมีคนเขาอยากเป็นตำรวจอีกเยอะเลย ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะตัดเยื่อใยกับตำรวจ จนไม่เห็นอกเห็นใจกันแล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ก็เรียนท่านตั้งแต่วันแรกแล้วตำรวจเล็กๆลงมาเราเห็นใจ แต่ที่สงสัยคือนโยบายของตำรวจใหญ่ เราสงสารตำรวจ ถามตำรวจว่าทำไมไม่คิดสู้ ตำรวจบอกว่าผู้บังคับบัญชาสั่งห้ามใช้อาวุธ เราก็เห็นใจ เพราะตำรวจก็ต้องมีวินัย ผู้ใหญ่ห้ามใช้อาวุธก็ไม่ใช้อาวุธ

แต่เราต้องถามผู้ใหญ่ว่า นโยบายเฉพาะกิจต้องการสลายม็อบไม่ให้ใช้อาวุธเราก็เข้าใจได้ แต่เวลานี้มันเสร็จภารกิจแล้วทำไมไม่ตั้งข้อหาแกนนำแถว 2 แถว 3 แล้วถ้าช้าไปกว่านี้ ท่านเองจะกลายเป็นจำเลยข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แล้วจะมาโทษคนเสื้อแดงไม่ได้

ถ้าอยากให้บ้านเมืองเราเดินไปข้างหน้าจริงๆ ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ของตนเองใครเป็นพ่อค้าทำหน้าที่พ่อค้า ใครเป็นนายธนาคารทำหน้าที่นายธนาคาร ใครเป็นนักการเมืองทำหน้าที่นักการเมือง ใครเป็นทหารทำหน้าที่ทหาร ถ้าทำหน้าของตัวเองบ้านเมืองก็ไม่สับสน ก็คงจะพัฒนาไปมากกว่านี้

ตำรวจและทหารก็เหมือนกันควรจะปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ไม่ใช่ว่าทหารไปนั่งประชุมกับนักวิชาการแล้วให้นายกรัฐมนตรียุบสภามันก้าวก่ายหน้าที่กันไปหมดแล้วมีแต่มาโทษกัน จนแก้ปัญหาไม่ได้ จนมาพบเข้ากับข้อเฉลยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าถ้าหากจะมีการยุบสภาเสียในสภาวการณ์เช่นนี้ให้เลือกตั้งใหม่ ก็จะได้รัฐบาลที่ประชาชนเขายอมรับ ความต้องการของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังคงเป็นเรื่องเก่าที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นว่าการยุบสภานั้นแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ฟังเข้าใจไหม

แต่ที่บอกว่ายุบสภาแล้วแก้เงื่อนไขไม่ได้นั้นติดอยู่ตรงที่ว่ายุบสภาไปในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภาไปในช่วงเวลาที่กฎกติกายังเป็นเผด็จการซึ่งได้ทำไว้ในประเทศตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 บ้านเมืองเราเสียหายมาตั้งแต่ช่วงนั้นเพราะว่ามีการตั้งสมมุติฐานขึ้นมาผิดๆ แล้วใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจ บ้านเมืองก็ได้เปลี่ยนจากระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการทหาร จากนั้นการกระทำตั้งแต่ในปี 2550 จึงเป้นความผิดหมดเลยตั้งแต่ 1.จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา 2.ตั้งองค์กรอิสระต่างๆมากมาย เอาคนใส่เข้าไปในองค์กรอิสระเสร็จสรรพแล้วตั้ง คตส. แล้วบอกว่าต่อไปนี้นักการเมืองที่ทุจริตต้องถูกปราบอย่างสิ้นซาก คตส.ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม ขอให้ตั้งหลักตรงนี้ที่ผมต่อสู้มา 2 ปีแล้วอยากบอกให้โลกทั้งโลกรู้ว่า คตส.ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อจัดการกับใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งโลกนี้เขาไม่ยอมรับกันแล้ว

ถ้าอยากได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกว่าเป็นหลักการในระบอบประชาธิปไตย คตส.ต้องถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของทุกๆ รัฐบาล แล้วบุคคลที่ถูกตั้งขึ้นมาจะเป็นบุคคลกลางที่สังคมยอมรับได้ ไม่ใช่คู่วิวาทของคนใดคนหนึ่ง และเมื่อแต่งตั้งแล้วได้รับจากโปรดเกล้าฯ จากประมุข แต่ว่ามันไม่ได้ทำอย่างนั้น มันจัดตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับคนกลุ่มเดียว เอาคนที่เป็นพวกพ้องของตน และมีที่มาไม่ถูกต้องเราซึ่งคัดค้าน ถ้าคุณตั้ง คตส. ขึ้นมาก็ต้องตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาลและทำชาติสูญเสียเงินเป็นจำนวน 650,000 ล้านบาท...”

ประณาม...พันธมิตรฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


หลังจากที่ได้นำเสนอความเสียหายในทำเนียบรัฐบาล และช่างภาพถ่ายภาพออกมาให้ประชาชนทั่วประเทศได้ชมกันแล้วนั้น

มีผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสียหายของ “ทำเนียบรัฐบาล” มากมาย เพราะสงสารประเทศชาติที่โดนพันธมิตรฯ ย่ำยีขนาดนี้

ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่สำคัญในการใช้บริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และเป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศชาติ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่นั่งทำงานในฐานะเป็นศูนย์บัญชาการบริหารประเทศเป็นสถานที่ประชุมระดับสูงสุด และใช้เป็นที่ต้อนรับ “อาคันตุกะ” แขกบ้านแขกเมือง

มีผู้แนะนำว่า กรมประชาสัมพันธ์ หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความเสียหาย น่าจะนำภาพความเสียหาย ออกมาฉายให้ประชาชนได้เห็นทุกซอก ทุกมุม

เหตุการณ์ดังกล่าวน่าอายต่อต่างประเทศและชาวโลก ซึ่งคงขาดความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย นิติรัฐ การดูแลความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศไทย

ผู้เกี่ยวข้อง ควรมีมาตรการแก้ไข และป้องกัน ปราบปราม จัดการ ให้กับผู้กระทำผิด มิฉะนั้นไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ อันจะมีผลต่อการค้าขาย การลงทุน ระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีแฟนๆ หนังสือพิมพ์ “ประชาทรรศน์” ขอประณามการกระทำความชั่วร้ายทำลายย่ำยีประเทศไทยอย่างร้ายแรงครั้งนี้

หากเป็นการกระทำของกองกำลังต่างชาติหรือเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ ผมจะไม่เสียใจมากเท่ากับการเห็นคนไทย มาทำลายประเทศไทยเอง ทำลายเศรษฐกิจไทยมูลค่านับหมื่น นับแสนล้าน

อีกทั้งทำลายสภาพจิตใจและปลุกระดมสร้างความแตกแยกในหมู่สังคมคนไทยซึ่งเป็นความเสียหายที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

การกระทำเยี่ยงโจรกบฏปล้นทำลายชาติครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำการที่หนักกว่าถูกผู้ก่อการร้ายข้ามชาติถล่มเสียอีก เพราะผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ เต็มที่ก็ทำลายเศรษฐกิจ สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ แต่ไม่สามารถทำลายความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศได้

แต่การกระทำของโจรกบฏครั้งนี้ ได้มีการยุแยงให้คนไทยเลือกข้าง ซึ่งปกติแล้วในระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีความเห็นต่างได้ แต่ไม่แตกแยก แต่พวกกบฏมักจะพูดว่า คนที่เห็นต่างจากพวกเขาคือศัตรู ประกาศทำการกู้ชาติ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นเอกราช ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มายาวนาน ไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แล้วจะมากู้ชาติทำไม

ประกาศทำสงครามภายในประเทศกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกต้องตามกฎหมายโดยประชาชนคนส่วนมากของประเทศเขาเลือกเข้ามา ทำการยึดทำเนียบ ยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง ทำลายชื่อเสียงทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติเป็นมูลค่ามหาศาล ยังมีหน้ามาประกาศชัยชนะบนความเสียหายมหาศาลของประเทศ

หรือที่ประกาศชัยชนะจากการทำลายชื่อเสียง ทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยได้สำเร็จคือ ชัยชนะ นั่นก็หมายถึง โจรกบฏที่ทำการเยี่ยงผู้ก่อการร้ายทำลายชาติไทยได้สำเร็จ มันถึงประกาศชัยชนะบนความวิกฤติหายนะของประเทศชาติไทย

ขอให้ผู้รักษากฎหมายจัดการกับพวกโจรกบฏที่อุกอาจทำการเยี่ยงผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเด็ดขาดเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี สืบต่อไป

เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศอุ่นใจว่า กฎหมายไทยมีความศักดิ์สิทธิ์เสมอ กฎหมู่ไม่มีทางอยู่เหนือกฎหมาย!

กรรม (ไม่) ติดจรวด

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย พญาเย็น


สงสารบรรดาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ในทำเนียบรัฐบาลอย่างที่สุด หลังจากการสลายตัวของ “โจรโพกผ้าเหลือง” ก็พบว่าข้าวของในทำเนียบทั้งเสียหาย ยับเยิน และถูกยกเค้าออกไปเป็นจำนวนมาก...

ใช้คำว่า “ยกเค้า” นั่นแหละถูกแล้ว เพราะหลายห้องทำงานของหลายคนถูก “กวาด” ไปเสียเกลี้ยง จนไม่อยากเชื่อเลยว่านี่หรือฝีมือ “กองโจรมหาอำนาจ” ที่อ้างว่าตัวเองมีอุดมการณ์เพื่อชาติเป็นการชี้นำ...
แต่กู้ชาติกันคนละชิ้นสองชิ้นแบบนี้ เห็นทีก็ไม่ไหวเหมือนกันนะพี่น้อง...

หลังจากนี้ กระบวนการยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจคงต้องเร่งสะสางงานกองเท่าภูเขาเลากา ลำพังคดีที่ประชาชนแจ้งความจับพันธมิตรฯ นับตั้งแต่ข้อหาเบาๆ อย่างทำให้เสียทรัพย์ ไปจนถึงข้อหาหนักๆ อย่างทำร้ายร่างกายหรือฆาตกรรม ถ้าเอาเอกสารรับแจ้งความมาวางตั้ง เผลอๆ ใช้พื้นที่หนึ่งโรงพักเต็มๆ ก็ยังเก็บได้ไม่ถึงครึ่ง

ใครหลายคนคงใจร้อนอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดดำเนินการให้เร็วๆ เพราะเจ็บแค้นใจที่ถูกพันธมิตรฯ กระทำมายาวนานนับปี ซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็คงอยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะมันเกี่ยวพันกับความน่าเชื่อถือที่ต่างประเทศเขากำลังจับตา...

ถามว่าถ้าต่างชาติไม่ไว้ใจและกาหัวให้เราเป็นประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบง่ายๆ ที่พอนึกออกตอนนี้ก็คือ ระดับบุคคล นักท่องเที่ยว ก็คงเลือกไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น มาเลเซีย บาหลี เวียดนาม ลาว ระดับการลงทุน ก็เริ่มมีหลายธุรกิจแล้วที่ออกมายอมรับว่าระงับแผนการขยายการลงทุนในไทย และเตรียมย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศข้างเคียง ระดับมหกรรมหรือเวทีประชุมนานาชาติต่างๆ ที่ปกติหลายประเทศต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้สิทธิในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน (เพื่อชื่อเสียงและเงินทองที่จะไหลมาสู่ประเทศเรา เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนกินดีอยู่ดีถ้วนหน้า) ต่อไปนี้ก็เท่ากับว่าประเทศไทยมีชนักติดหลัง แม้จะพร่ำพูดซ้ำๆ ว่าต่อไปสนามบินจะปลอดภัย 100% แต่ถามว่าถ้าเราเป็นคนชาติอื่น จะเชื่อถือคำพูดนี้มากน้อยสักแค่ไหน จะไว้ใจได้อย่างไรในเมื่อถามคนไทยในประเทศก็ยังยอมรับเลยว่าม็อบพวกนั้นทรงอิทธิพล และกฎหมายทำอะไรไม่ได้

นี่คือความเสียหายที่ “คนไทย” ต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ส่วนสิ่งที่ “พันธมาร” ต้องรับผิดชอบ หากอยากให้รวดเร็วปานจรวดก็คงได้แต่สวดมนต์ให้บาปกรรมจัดการกันเอาเอง

สนนท. ออกแถลงการณ์ “ต่อต้านเผด็จการ คัดค้านอำนาจนิยม”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ได้ออกแถลงการณ์ “ต่อต้านเผด็จการ คัดค้านอำนาจนิยม” เรียกร้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนออกมาคัดค้าน ต่อต้านอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลแห่งชาติ รัฐประหาร และกระบวนการสมคบคิดทั้งปวงของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย รายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
“ต่อต้านเผด็จการ คัดค้านอำนาจนิยม”
สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายของยุคสมัยเกี่ยวกับการพัฒนาทางสังคมโดยรวม ทั้งจิตสำนึกทางสังคม ทรรศนะเกี่ยวกับวัฒนธรรม และโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เท่าทันภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของโลก การปะทุรอยร้าวทางผลประโยชน์ของชนชั้นสูงที่ช่วงชิงการกุมอำนาจและกลไกรัฐ ได้นำพาคนทั้งประเทศเข้าสู่วิกฤตการณ์ที่อาจจะเรียกได้ว่า ชี้ขาดทางประวัติศาสตร์ว่าจะก้าวไปข้างหน้า หรือจมปลักในวังวนของชนชั้นนำที่เป็นอภิสิทธิ์ชน ความขัดแย้งที่ประนีประนอมกันไม่ได้ของกลุ่มผู้ปกครอง 2 ขั้ว เริ่มเด่นชัดขึ้นนับแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดกรณีการยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา นั่นไม่เพียงเป็นเรื่องของ “คนข้างบน” ที่ทะเลาะกัน หากแต่ผลกระทบนั้นขยายไปทั่วทั้งสังคม เนื่องจากคนทั้ง 2 กลุ่ม ดำรงตนอยู่ในฐานะ “ชนชั้นปกครอง” จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าชะตากรรมของชาติบ้านเมืองเกี่ยวข้องกับคนทุกผู้ทุกนาม โดยเฉพาะ “ชนชั้นผู้ถูกปกครอง” ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม และเป็นพลังที่จะตัดสินอนาคตของประเทศชาติ
...พ่อแม่พี่น้อง ตลอดทั้งเพื่อนนิสิตนักศึกษาที่เคารพรัก “การตั้งสติ” กับสถานการณ์ทางการเมืองนั้นเพียงพอแล้วสำหรับระยะเวลา 2 ปีเศษที่ผ่านมา ถึงเวลาที่เราต้องกล้าเผชิญกับภารกิจทางประวัติศาสตร์ สร้างสิ่งที่ดีกว่าให้กับชีวิตและสังคม ทั้งนี้ ก็เพื่อคนรุ่นก่อนที่เสียสละก่อนหน้าเรา เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต และเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเราเอง
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มีจุดยืนที่คัดค้านอำนาจนอกระบบมาโดยตลอด โดยยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่อิงอยู่กับอำนาจของประชาชน ปฏิเสธและต่อต้านการรัฐประหารไม่ว่าในรูปแบบการใช้กำลังทหาร หรือไม่ว่าจะซ่อนรูปมาในกระบวนการทางสังคมไทย เพราะนั่นคือการเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยของประชาชน เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสดงความชัดเจนซึ่งจะเป็นรูปธรรมในอนาคต และเพื่อปกป้องระบบรัฐสภาของประชาชน
ข้อแรก เราขอคัดค้าน “รัฐบาลแห่งชาติ” ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะสถาปนาขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่เป็นสุญญากาศทางการเมืองที่สุ่มเสี่ยงในขณะนี้
ข้อสอง สถาบันทางสังคมหลายสถาบันได้หมดความชอบธรรมในฐานะผลผลิตของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของระบอบอำนาจนิยมที่เป็นปฏิปักษ์และบ่อนทำลายประชาธิปไตย ไม่ว่า ส.ว. สรรหา ป.ป.ช. กกต. และตุลาการ เป็นต้น
ข้อสาม เราเห็นด้วยกับหลักการของ “กลุ่มเสื้อแดง” และขอสนับสนุนการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยระบบเลือกตั้งและระบบรัฐสภา ที่เห็นและเคารพสิทธิทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นพลังที่ก้าวหน้ากว่า “กลุ่มเสื้อเหลือง” โดยมีการชุมนุมอย่างสันติวิธีและไม่สร้างอาชญากรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม
ข้อสี่ ขอเชิญชวนและเรียกร้องให้พ่อแม่พี่น้องประชาชน เพื่อนนิสิตนักศึกษา ออกมาคัดค้านต่อต้านอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลแห่งชาติ รัฐประหาร และกระบวนการสมคบคิดทั้งปวงของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่กำลังเป็นภัยคุกคามประชาธิปไตยอยู่ในขณะนี้
สุดท้าย เราขอประณามการกระทำการของฝ่ายอนุรักษนิยมทั้งปวงที่ฝักใฝ่ระบอบอำมาตยาธิปไตย ทั้งการกระทำในอดีตที่ปรากฏ และอนาคตอันใกล้ที่ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเรา

ศรัทธาและเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

...คารวะแด่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์
(วีรชนประชาธิปไตยที่พลีชีพเพื่อต่อต้านเผด็จการ)
5 ธันวาคม 2551

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

รัฐบาลใหม่ใกล้นิ่ง! "อภิสิทธิ์"เดินสายขอบคุณ "เพื่อนเนวิน"ย้ำไม่ถอนยวง "เพื่อไทย"ลั่นสู้

ที่มา ประชาทรรศน์

รัฐบาลใหม่ใกล้คลอด! ปชป.ยื่น 242 รายชื่อเปิดสภาเฟ้นนายกฯ คาดดีเดย์ 12 ธ.ค.นี้ "มาร์ค"เดินสายส่งเทียบเชิญ "เติ้ง"โปรยยาหอมคุณสมบัติเหมาะเป็นผู้นำ "เพื่อนเนวิน"โต้ข่าวเสียงแตก ลั่นถอยเป็นหมายันเดินหน้าเพื่อชาติ ย้ำ 31 ส.ส.ไม่เปลี่ยนขั้ว แย้ม"ป๋าเหนาะ"จ่อผนึกกำลัง "เพื่อไทย"ชู 230 เสียงสู้ "อภิวันท์"ไม่ถอดใจ ขอลุ้นถึงวันสุดท้าย

วันนี้ (8 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตยประธานผู้ประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และคณะ เดินทางเข้ายื่นรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 242 รายชื่อ ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้พิจารณาให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 27

คาดเปิดสภาเลือกนายกฯ 12 ธ.ค.นี้

ทั้งนี้ นายสาทิตย์ กล่าวภายหลังเข้ายื่นรายชื่อเสร็จสิ้น โดยระบุว่า ในการยื่นรายชื่อครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการและมีจำนวน ส.ส.ครบ 1 ใน 3 แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้เนื่องจากได้รับการขอร้องจาก ส.ส.บางส่วนว่าได้รับสายตรงจากแดนไกล ซึ่งคาดว่าภายในวันที่ 12 - 16 ธ.ค.นี้ น่าจะมีความชัดเจนในการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญได้ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์จะเร่งดำเนินการตามกระบวนการโดยเร็วเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ ส.ส.จำนวน 242 คน ประกอบด้วย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน อดีต ส.ส.พรรคชาติไทย และอดีต ส.ส.พรรคมัชฌิมาธิปไตย อย่างไรก็ตามหนึ่งในนั้น มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน และส.ส.สัดส่วน พร้อมกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่า เสียงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ณ ขณะนี้ มีจำนวน 260 เสียง ประกอบด้วย ประชาธิปัตย์ 165 เสียง เพื่อแผ่นดิน 24 เสียง ชาติไทยพัฒนา 15 เสียง มัชฌิมา(เดิม) 10 เสียง รวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง และพลังประชาชน 35 เสียง ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวอีกว่า มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช จะตัดสินใจเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมแกนนำและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประมาณ 20 คน เดินทางไปยังบ้านพักนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ถ.จรัญสนิทวงศ์ เพื่อเชิญเชิญ ส.ส.ในนามพรรคชาติไทยพัฒนา (ชาติไทยเดิม) เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ โดยนายอภิสิทธิ์ได้มอบช่อดอกกุหลาบสีแดงให้นายบรรหาร พร้อมกับกล่าวขอบคุณที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลและขอคำแนะจากนายบรรหาร เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการเมืองเป็นเวลายาวนาน

"ชาติไทย"ย้ำหนุน ปชป.ตั้งรัฐบาล

จากนั้น นายบรรหาร กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เป็นหนุ่มไฟแรง มีความสามารถ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติดังกล่าวก็สามารถที่จะเป็นนายกฯได้ทั้งสิ้น

ด้าน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า อดีต ส.ส. ของพรรค มีมติที่จะสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ พร้อมทั้งยังเห็นว่า มีความเหมาะสม เนื่องจากโดยหลักการแล้ว พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หัวหน้าพรรคก็จะต้องเป็นนายกฯ และเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะได้เดินทางไปพบนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยต่อเลยทันที

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบนางอนงค์วรรณว่า ส.ส. ที่ตัดสินใจร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคจะไม่เปลี่ยนใจจนถึงนาทีสุดท้าย แม้ว่าอาจมีแรงกดดันบ้าง แต่จากการพบกับแกนนำพรรคต่างๆล้วนมีการตอบรับอย่างชัดเจน หนักแน่นและราบรื่นโดยทุกคนเห็นตรงกันว่า จะช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมือง พร้อมเชื่อมั่นว่า จะไม่มีการยุบสภาก่อนเลือกนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ นายสุเทพ เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ จะไปพบกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน จะรอการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและ กรรมการบริหารพรรคก่อน

"เพื่อแผ่นดิน"แทงกั๊ก 2 ฝ่าย

วันเดียวกัน นายไชยยศ จิรเมธากร รักษาการโฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินทั้ง 25 เสียง คือ ส.ส.ของพรรคเดิมที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 21 คน รวมกับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวินที่ย้ายมาสังกัดกับพรรคเพื่อแผ่นดินอีก 4 คนจาก จ.สุรินทร์ ได้แก่นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา นางมะลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจและนายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ ได้เข้าชื่อสนับสนุนให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญไปแล้ว และทุกคนพร้อมจะตัดสินใจทางการเมืองไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าพรรคจะมีมติอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่แกนนำพรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานคณะที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นนายกฯนั้น นายไชยยศ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมติพรรคที่ขณะนี้มีการพูดคุยกับ ส.ส.ของพรรคอยู่ตลอดเวลา

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า แม้พรรคเพื่อแผ่นดินจะเข้าชื่อร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ในการขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกฯ ก็ตาม แต่ก็ยังมีการส่งรายชื่อไปยังพรรคเพื่อไทยในการขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญด้วยเช่นกัน โดยเห็นว่า ขณะนี้การเมืองยังไม่นิ่ง อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยระหว่างนี้ ทางแกนนำพรรคได้ตั้งวอร์รูมหารือร่วมกันอยู่ตลอด ซึ่งได้มี

แกนนำทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยต่างประสานเสนอเงื่อนไขต่างๆ เข้ามาโดยทางแกนนำรับข้อเสนอไว้ทั้งสองขั้วแต่ไม่ได้ตอบรับข้อเสนอแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในการจัดสรรโควต้ารัฐมนตรีจากการพูดคุยกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ จะให้คงโควตาเดิมของพรรคร่วมรัฐบาลเอาไว้ แล้วมาปรับเกลี่ยกันเองภายหลัง
กลุ่มเพื่อนเนวินสวนเพื่อไทยแอบอ้าง ยันจับมือปชป.

"เพื่อนเนวิน"โต้ข่าวเสียงแตกแย้ม"ป๋าเหนาะ"เปลี่ยนขั้ว

วันเดียวกัน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ว่าที่ ร.ต.นายพงศ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย และนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมแถลงข่าว โดยว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธุ์ กล่าวว่า ขณะนี้รวบรวมรายชื่อ ส.ส. ขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่ประธานสภาฯติดภารกิจไปต่างจังหวัด เมื่อประสานไปยังรองประธานสภาผู้แทนฯได้รับแจ้งว่าไม่สามารถรับแทนได้ และได้ทราบว่าฝ่ายค้านได้ยื่นขอเปิดประชุมสภาแล้ว ดังนั้น ทางพรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเข้าประชุม เพราะเรามีเสียง ส.ส.สนับสนุน เกือบ 230 เสียง ทั้งนี้ได้มี ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน เข้ามาอยู่กับพรรคเพื่อไทยแล้ว อาทิ นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น นายธนเทพ ทิมสุวรรณ และนางนันทนา ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ส.ส.อำนาจเจริญ ซึ่งตอนนี้กลุ่มเพื่อนเนวินเหลือเพียง 15-17 คน ที่ยังสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ จึงเชื่อว่า ยังมีเวลา เพราะ ส.ส.ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่ผักปลา ต้องคำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลัก

ขณะที่ นายวิเชียร กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า การที่ ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ ออกมาระบุว่า ส.ส.กลุ่มเพื่อเนวิน กลับมาสนับสนุนอยู่กับพรรคเพื่อไทย เหลือเพียง 15 คนที่ยังสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงตามที่มีการอ้าง เนื่องจากตนเองพร้อม ส.ส.ในกลุ่มยังเหนียวแน่นในการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล และยังมี ส.ส.เสียง 30 เสียงแน่นอน ไม่พลิกมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยซึ่งก็อยากเห็นรายชื่อที่เซ็นเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้บอกกับ ส.ส.ในกลุ่มว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ก็จะมาอยู่กับเรา

ลั่นถอยเป็นหมาเดินหน้าเพื่อชาติ

ด้าน นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า ขณะนี้จำนวน ส.ส.ในการจัดตั้งรัฐบาลนิ่งแล้ว อยู่ที่ 242 เสียง แต่มีแนวโน้มว่าจะมี ส.ส.เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติมอีก ซึ่งหลายคนยังขอเวลารอให้ทุกอย่างชัดเจนกว่านี้ เพราะหากเปิดตัวตอนนี้จะโดนบี้ทุกคนเห็นด้วยกับแนวทางที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบและประเทศเดินหน้าต่อไปได้

ทางด้าน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา กลุ่มเพื่อเนวิน กล่าวว่า ทางกลุ่มจะไม่กลับไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เพราะกลุ่มตนได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่า ถอยเป็นหมา เดินหน้าเพื่อชาติ แม้ขณะนี้จะเผชิญกับแรงกดดันและแรงเสียดทานจากชาวบ้าน เพราะขณะนี้กลุ่มเพื่อเนวินมีทั้งหมด 37 คน แต่มาลงชื่อเพียง 21 คน ดังนั้น ในวันโหวตเลือกนายกฯ เชื่อว่า จะมีเสียงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยหลังจากยื่นหนังสือเสร็จ กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้เข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายชัย ชิดชอบ ที่ห้องประธานสภาฯ โดยมีรายงานว่า ได้ร่วมกันเพื่อหารือถึงกรณีที่กลุ่มเนวิน มาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และถูกบีบทางการเมือง เพื่อเตรียมตั้งรับ

"อภิวันท์"ไม่ถอดใจจัดตั้งรัฐบาล

ทางด้าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานสภา คนที่ 2 กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า ตามระบอบประชาธิปไตยต้องปล่อยให้แต่ละพรรคเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาล แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่มีคำว่าถอดใจ จะทำหน้าที่ของอย่างดีที่สุด ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงสนับสนุนเกิน 200 เสียงหรือ 1 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา ก็สามารถขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได้ และถ้าพรรคใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็มีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล ส่วนพรรคที่เหลือก็ต้องเป็นฝ่ายค้านไป ซึ่งตนก็พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แต่เท่าที่ฟังทั้ง 2 ฝ่ายก็พยายามอ้างว่ามีเสียงเกินครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องรอดูวันโหวตเลือกนายกฯ

ยึดทรัพย์นายทุนพันธมารหนุนก่อการร้าย-ยึดสนามบิน

ที่มา ประชาทรรศน์

‘จงรัก’ เล็งเอาผิดพันธมาร ‘ก่อการร้าย-ยึดสนามบิน’ ไล่เช็กบิล ‘นายทุน พธม.’ จ่ายท่อน้ำเลี้ยงหนุนโจรกบฏ พร้อมทิ่มสำนวนส่ง ป.ป.ง.เช็กบัญชีทรัพย์สิน โทษหนัก!ยัดคุก 10 ปี-สั่งยึดทรัพย์เกลี้ยง ย้ำอนุสัญญา ‘ภาคีระหว่างประเทศ’ คว่ำบาตรสินค้าผู้ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย ไม่หวั่นรัฐบาลผลัดใบ ลั่นยืนกราน ‘เอาผิด’

พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะกำกับดูแลกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ยื่นร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หลังบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ในข้อหาก่อการร้าย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ทำการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน และตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อหาก่อการร้ายถือเป็นมูลเหตุข้อหาหนึ่งของ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งจะต้องสรุปข้อมูลและรายงานให้คณะกรรมการปปง.ได้รับทราบ เพื่อดำเนินการกับผู้ที่ให้เงินสนับสนุนกับกลุ่มพันธมิตรฯในการเข้ายึดสนามบิน ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และยึดทรัพย์สิน รวมทั้งริบทรัพย์สินในส่วนของการถ่ายโอนบัญชีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้ประสานไปยังเลขาธิการ ปปง.ให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบการหมุนเวียนของเงินในบัญชี ว่าเงินมีการถ่ายโอนจากบัญชีใดไปอยู่บัญชีไหน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ปปง.โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามเท่าที่ทราบมีภาคีระหว่างประเทศมีอนุสัญญาระบุชัดเจนว่า หากบริษัทห้างร้านใดมีส่วนร่วมสนับสนุนการก่อการร้ายและบุกยึดสนามบินรัฐ ภาคีต่างๆจะห้ามให้สินค้าของบริษัทนั้นๆเข้าประเทศ

เมื่อถามว่า มีรายชื่อของบริษัทใหญ่ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมหรือไม่ พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้ตำรวจสันติบาลมีรายชื่อบริษัทห้างร้านที่ให้เงินสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว ซึ่งมีหลายบริษัท และกำลังจัดส่งรายชื่อบริษัทเหล่านี้ให้ทาง ปปง.ตรวจสอบ แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อของบริษัทเหล่านี้ได้

ต่อข้อถามว่า หากมีการเปลี่ยนรัฐบาลจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีหรือไม่ พล.ต.อ.จงรัก ระบุว่า การดำเนินการของพนักงานสอบสวนเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรการดำเนินการตามกฎหมายก็ยังคงดำรงอยู่ รัฐบาลใดเข้ามาก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ทำเนียบฯเปิดใช้วันแรก'จงรัก'ไร้น้ำยา!เอาผิดใครไม่ได้

เมื่อช่วงเช้าวันนี้(8 ธ.ค.) นักประดาน้ำจากศูนย์ ปฏิบัติการกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดใต้น้ำ จากกองทัพเรือจะตรวจค้นสิ่งของในคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อว่าอาจมีอาวุธที่กลุ่มพันธมิตรฯโยนทิ้งในคลองก่อนสลายการชุมนุม เหตุที่ต้องตรวจสอบในคลองเนื่องจากอยู่ติดทำเนียบรัฐบาลและอยู่ใกล้การชุมนุม ตามหลักทั่วไปที่ถือว่าแม่น้ำลำคลองเป็นสถานที่ที่คนทั่วไปจะทำลายหลักฐานง่ายที่สุด เช่น ใครมีอะไรที่ไม่ต้องการและอยากจะทิ้งก็มักโยนลงในน้ำ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องตรวจสอบให้ครบถ้วน ถือเป็นหลักการตรวจสถานที่เกิดเหตุทั่วไปของตำรวจ

"ยอมรับว่าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในข้อหามีอาวุธ หรือยาเสพติดไว้ในความครอบครองเป็นเรื่องยาก เนื่องจากขาดพยานหลักฐานว่าเป็นของใคร ทั้งนี้เพราะกลุ่มพันธมิตรฯสลายตัวกลับบ้านไปหมดแล้ว ถ้าเอาตัวมาถามก็จะปฏิเสธ หากฟ้องไปศาลก็ต้องยกฟ้อง เพราะศาลยึดหลักว่า ถ้ามีข้อสงสัยต้องยกประโยชน์ให้จำเลย แต่สิ่งที่มองเห็นได้ก็คือ เป็นเครื่องแสดงว่าการชุมนุมในครั้งนี้ไม่ใช่การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธดังที่กล่าวอ้างกัน" รอง ผบ.ตร.ระบุ

อย่างไรก็ตาม ได้มีการสรุปผลการตรวจสิ่งของที่พบภายในทำเนียบรัฐบาลว่า มีระเบิดชนิดต่างๆ ทั้งระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด 110 ลูก ระเบิดเพลิง ประทัดและพลุ รวม 280 อัน อุปกรณ์ประกอบระเบิด 55 ชิ้น ปุ๋ยแอมโมเนียที่ใช้ ทำระเบิด 10 ถุง กระสุนปืน .38 จำนวน 105 นัด น้ำกรด 75 ขวด ท่อนเหล็ก 312 ท่อน ท่อนไม้ 150 ท่อน ไม้กอล์ฟ 55 อัน หนังสติ๊ก 16 อัน ลูกเหล็ก ลูกแก้ว หิน น็อต ใช้สำหรับยิง 497 อัน หมวกนิรภัย 24 ใบ สารเสพติด 4 คูณ 100 รวม 33 ขวด ใบกระท่อม 12 ถุง โล่ 5 อัน สนับแขน 183 อัน ท่อพีวีซี ที่เป็นกระบอกฉีดน้ำ 81 อัน และมีด 1 เล่ม

สรุปเหตุปะทะ'เสื้อเหลือง-เสื้อแดง'เจ็บ737ตาย8

นพ.เพชรพงษ์ กำจรกิจการ ผู้อำนวยการศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้สรุปยอดผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต จากเหตุชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 2 ธันวาคม 2551 มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 737 ราย เสียชีวิต 8 ราย

พท.ชำแหละส.ว.ลากตั้งสาระแนสกัดทางเลือกนายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

ส.ส.สัดส่วนเพื่อไทย จวกยับ 40 ส.ว.ลากตั้ง "สาระแน" ตีความรัฐธรรมนุญเองหมด วิ่งร้องศาลวินิจฉัยสกัดทางโหวตเลือกนายกฯ ชี้หวังริดรอนกิ่งใบพปช.ให้เหลือแต่ตอ ย้ำตามกม.บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้ว ลากคดียุบพรรคบิ๊กจิ๋วเป็นมาตราฐาน

ที่ทำการพรรคเพื่อไทยวันนี้ (8ธ.ค.) ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พร้อมทั้งนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน และนายสุรชัย เบ้าจรรยา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กลุ่มหนึ่งยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสมาชิกภาพของส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนเดิมว่าสามารถย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ทั้งนี้นายมานิตย์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 118(9) ซึ่งถูกยกเข้ามาในรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยในมาตรา 106(8) นั้นถ้อยคำในมาตรานี้ระบุไว้ชัดเจนว่า ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเป็นสมาชิก และไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหกสิบวันนั้น ดังนั้นที่บอกว่าไม่สามารถสังกัดพรรคที่ไม่มีส.ส.ในสภาได้นั้น เป็นการตีความโดยเติมถ้อยคำลงในกฎหมาย เป็นการวิเคราะห์ถ้อยคำในกฎหมาย ซึ่งจะเติมหรือตัดคำใดลงไปไม่ได้

เช่นเดียวกันกับ ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวย้อนความว่า เมื่อครั้งที่มีการยุบพรรคความหวังใหม่ ส.ส.ทั้งหมดก็ย้ายมาอยู่กับพรรคไทยรักไทยได้ทั้งหมด ดังนั้นการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความนั้น เป็นการริดรอนกิ่งก้านใบของพรรคเพื่อไทยให้เล็กลง หรือไม่ก็ส.ว.ส่วนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่นอกเหนือจากรัฐธรรมนูญ รายการแบบนี้ไม่ใช่สาระแนโชว์ ถือเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะไปเป็นเครื่องมือของพรรคที่พยายามจะเข้ามามีอำนาจในบ้านเมืองให้ได้ แม้ว่าจะต้องทำลายเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศขนาดไหนก็ตาม

เสื้อแดงลุกฮือต้านรบ.พรรคสะตอ ย้ำชัดไม่เอา'ท่านผู้นำมาร์ค'

ที่มา ประชาทรรศน์

กลุ่มเสื้อแดงเชียงรายฮึ่ม!รอสัญญาณเคลื่อนพลชุมนุมใหญ่ ค้านพรรคประชาธปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ย้ำชัดส.ส.ในพื้นที่ยังหนุนพรรคเพื่อไทย ขณะที่'มาร์ค'ฟุ้งพรรคร่วมชูขึ้นหิ้งนายกฯสกัด'ชวน'อ้างไร้คนหนุน

จากสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ที่มีการสลับขั้วและมีการจับขั้วใหม่ทางด้านการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลจนทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ จ.เชียงราย พากันวิพากษ์วิจารณ์และวิเคราะห์ไปต่างๆนานา โดยส่วนหนึ่งเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากการติดตามกระแสข่าวพบว่าทางพรรคร่วมรัฐบาลสามารถเข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตามในส่วนของบรรดา ส.ส.ในพื้นที่ จ.เชียงราย ก็ยังคงเลือกอยู่ข้างพรรคเพื่อไทยทั้งหมดและมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการรวมตัวของกลุ่มเสื้อแดงที่ จ.เชียงราย อีกครั้งเพื่อติดตามสถานการณ์ ซึ่งหากได้รับสัญญาณอย่างไรและจะมีการเคลื่อนไหวทันที

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าว่า กลุ่มเสื้อแดงเชียงรายเตรียมเคลื่อนไหว หากได้รับสัญญาณจากกลุ่มอื่นๆ ทั่วประเทศเพื่อเตรียมเคลื่อนพลครั้งใหญ่ หากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ

'มาร์ค'ฟุ้งพรรคร่วมชูขึ้นหิ้งนายกฯ

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวที่รัฐสภาเมื่อเช้าวันนี้ว่า พรรคพร้อมเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยได้รับการยืนยันจากทุกพรรคการเมืองและทุกกลุ่มที่จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว และในวันนี้หลังยื่นขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีต่อประธานรัฐสภาแล้ว ช่วงบ่ายจะเดินทางเข้าพบนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เพื่อเชิญ ส.ส.ของพรรคเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคประชาราชนั้น ยอมรับว่า ขณะนี้มีการติดต่อประสานงานกันแล้ว พร้อมยอมรับเร็วๆ นี้ จะมีการหารือกับกลุ่มเพื่อนเนวิน รวมทั้งเชื่อว่าจากนี้จะยังมีแรงกดดันหลายรูปแบบ เพื่อสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์


"ส่วนการจัดสรรโควตารัฐมนตรีว่า จะให้ความเป็นธรรมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค และพิจารณาบุคคลโดยคำนึงถึงความสามารถ และความเหมาะสมเป็นหลัก" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สกัด'ชวน'นั่งนายกฯอ้างไม่มีคนหนุน

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังย้ำในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง3 โดยระบุว่าไม่เคยมีกลุ่มใดออกมาหนุน 'นายชวน หลีกภัย' ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แทนตน แต่หากมีความจำเป็นเพื่อบ้านเมืองก็ไม่มีปัญหา

อย่างไรก็ตามนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่าความตั้งใจที่จะพยายามนำบ้านเมืองออกจากวิกฤต จะทำภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศเดินหน้ามากขึ้น


กลุ่มเสื้อแดงอุดรต้านรัฐบาลปชป.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่าวันนี้ กลุ่มชมรมคนรักอุดร พร้อมด้วย กลุ่มคนรู้ใจ และกลุ่มคนเสื้อแดง จ.อุดรธานี หลังจากที่ทราบข่าวว่านายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรฯ อดีตพรรคพลังประชาชน สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากได้เดินทางไปยังบ้านพักของนายเชิดชัย ที่อ.หนองแสง และที่ทำการพรรค ในเขตเทศบาล เพื่อสอบถามจุดยืน โดยทางกลุ่มได้เขียนป้ายต่อต้านการร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเดียวกันประชาชนบางส่วนได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อถอดถอน นายเชิดชัย ออกจากการเป็น ส.ส. ส่วนด้านนายเชิดชัย ยังอยู่ใน กทม.

"เหนาะ"ยันไม่ย้ายขั้วอ้าง"มาร์ค"ขึ้นเหนือ-อีสานไม่ได้

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 17.30 น. นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ว่า ยังอยู่ขั้วเดิมไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ขั้วที่หาทางออกให้ประชาชน ซึ่งตอนนี้บ้านเมืองทรุดหนัก ตนอายุ 75 ปีไม่เคยเห็นบ้านเมืองทรุดขนาดนี้ เราเคยเห็นเวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ หากประเทศไทยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ก็จะเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ได้ ดังนั้นจึงขอยืนยันแนวคิดเดิมว่า นายจะมาจากพรรคพลังประชาชนเดิมไม่ได้ และมาจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เช่นกัน นี่หากนายบรรหาร ศิลปอาชา ไม่ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง ตนก็จะเสนอให้นายบรรหารเป็นนาย แต่เมื่อเป็นเช่นนี้นายกฯจะต้องมาจาก 5 พรรคร่วมเดิม ซึ่งจะเป็นใครก็ต้องคุยกันต่อไป แต่ไม่ใช่นายเสนาะแน่นอน ซึ่งตอนนี้ก็มีตัวเลือกเป็นอดีตนายทหารใหญ่และอดีตนายตำรวจใหญ่อยู่


นายเสนาะ กล่าวอีกว่า ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ตนเสนอแนวคิดรัฐบาลเพื่อชาติ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็โทรศัพท์มาบอกว่าเห็นด้วย แล้วก็ไปคุยกับกลุ่มเนวิน ชิดชอบ และกลุ่มของนายสรอรรถ กลิ่นประทุม รวมทั้งกลุ่มของนายสุชาติ ตันเจริญ ก็พูดกันว่าจะเอาแนวทางรัฐบาลเพื่อชาติ แต่พรรคพลังประชาชนเดิมคงเคลื่อนไหวช้าไป ทำให้กลุ่มของนายเนวินไปประกาศหนุนพรรคประชาธิปัตย์และชูนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ซึ่งทำอย่างนั้นไม่ได้ แล้วเมื่อตนเสนอให้มีรัฐบาลเพื่อชาติ แต่จะให้ไปหนุนพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่ใช่เสนาะแล้ว แต่เป็นหมาไปแล้ว


"ขอเตือนให้พรรคประชาธิปัตย์ยุติการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เพราะรู้ๆอยู่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯแล้วไปเหนือไม่ได้ ไปอีสานไม่ได้แล้วอย่างนี้จะเป็นอย่างไร แล้วตอนนี้ก็ไม่มีใครเอาด้วยแล้ว กลุ่มนายสรอรรถ ก็มาคุยกับผมเรียบร้อยแล้วว่าไม่ไปหนุนกลุ่มนั้น เพื่อแผ่นดินวันพรุ่งนี้ก็จะประชุมพรรค พล.ต.อ.ประชา พรหมนอกก็จะเป็นหัวหน้าพรรค แล้วถามว่าถ้าพล.ต.อ.ประชาไปชูมือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ จะกลับอุดรธานีได้เหรอ นี่ผมก็เพิ่งโทรศัพท์คุยกับพล.ต.อ.ประชา ก็บอกว่าถ้าผมเอาแนวทางไหน เขาก็เอาด้วย แล้วอย่างนี้ทางที่พรรคประชาธิปัตย์จะเอาจะเป็นไปได้ยังไง ผมยืนยันเต็มร้อยว่าส่วนใหญ่เอาตามแนวทางที่ผมเสนอไป วันนี้เหลืออยู่เพียงพรรคเดียวที่ยังไม่ได้คุย คือพรรคชาติไทย เพราะเกรงใจพี่บรรหาร แต่ต่อไปก็คงต้องคุยกัน "นายเสนาะกล่าว มติชนออนไลน์