WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 9, 2008

"เนวิน"บอก"แม้ว"จบแล้วหลังดิ้นอ้อนส.ส.อย่าตีจาก ปชป.เผย240ชื่อหนุนเปิดสภา ชท.ต้าน"สมเกียรติ"นั่งรมต.

ที่มา มติชนออนไลน์

สะพัด"กลุ่มเพื่อนเนวิน และ ส.ส.จากพรรคร่วม"เดิม 30-40 คน ทำใจไม่ได้ปชป.เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามอาจงดออกเสียงหนุน"อภิสิทธิ์" อ้าง "เนวิน"บอก"ทักษิณ" จบแล้ว เข้าใจ ส.ส.นอกใจไม่ร่วม ปชป.ถูกขู่ขนเสื้อแดงล้อมบ้าน"ทักษิณ"โทรอ้อนวันละหลายรอบจนเลือกไม่ถูก ปชป.ยื่น240ชื่อเปิดสภาเลือกนายกฯ เผยมีชื่อ"เชษฐา-พล.ต.อ.ประชา"ด้วย "สุเทพ"มั่นใจเกิน100 "มาร์ค"นายกฯ ส.ส.ชท.ต้าน"สมเกียรติ"นั่งรมต.

ปชป.ยื่น240ชื่อเปิดสภาเลือกนายกฯ


พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ต่างยื่นรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อดำเนินการให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ธันวาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคชาติไทยเดิม นายไชยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.มหาสารคาม จากกลุ่มเพื่อนเนวิน (พรรคพลังประชาชนเดิม) นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท พรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม และนายประเชิญ ติยปัญจนิตย์ ผู้อำนวยการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นำรายชื่อ ส.ส.จำนวน 240 คน ยื่นต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อดำเนินการให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี


นายสุเทพกล่าวว่า รวบรวมรายชื่อสมาชิกตามมาตรา 129 คือจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ สามารถรวบรวมรายชื่อส.ส.ได้ทั้งหมด 240 คน


นายชัยกล่าวหลังรับคำร้องว่า มอบให้นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบรายชื่อตามขั้นตอน ปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ถึงจะนำขึ้นกราบบังคมทูลฯขอเปิดประชุม เมื่อมีการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ตนคงหมดหน้าที่และตามมารยาทแล้วคงลาออกจากตำแหน่งประธานสภา เพื่อให้สภาเลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการยื่นข้อเสนอให้เป็นประธานสภาต่อจะรับหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า "นั่นเป็นเรื่องของสภาที่จะดำเนินการ"


เผยมีชื่อ"เชษฐา-พล.ต.อ.ประชา"ด้วย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แจกแจงกับสื่อมวลชนถึงรายชื่อส.ส.จำนวน 240 คนนั้น แบ่งเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 163 คน พรรคชาติไทย (ชท.) เดิม 15 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) 21 คน ในจำนวนนี้มี ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน (พปช.) เดิม 4 คน ร่วมด้วยหลังเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน (ขาดไป 7 คน) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) 8 คน (ขาดไป 1 คน) จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เดิม 8 คน (ขาดไป 2 คน) และกลุ่มเพื่อนเนวิน 21 คน ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ปชป. กล่าวว่า คาดจะเลือกนายกฯเร็วที่สุดวันที่ 12 ธันวาคม หรือไม่ก็วันที่ 15 ธันวาคม เพราะต้องการให้ได้นายกฯและรัฐบาลใหม่ก่อนปีใหม่ ซึ่งช่วงระยะเวลาเปิดสมัยวิสามัญ มี 15 วัน และไม่ได้เป็นห่วงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินมาในวันที่ 13 ธันวาคม เพราะเชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

อ่านรายละเอียดต่อ มติชนออนไลน์

"สามเกลอ"งัด เอกสาร"ลับ"ทบ.สกัด "อภิสิทธิ์"นั่งนายกฯซัดหนีทหาร-บรรจุ อจ. รร.จปร.ขัดกฎหมาย

ที่มา มติชนออนไลน์

หากจะดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการทหารต้องภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกส่งตัวดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2487 พร้อมกับส่งตัวเข้ากองประจำการจนครบกำหนดก่อน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย1 ใน 3 พิธีกรรายการ"ความจริงวันนี้"ได้นำสำเนาเอกสารที่ แจกจ่ายให้สื่อมวลชนระหว่างแถลงข่าวทักท้วงการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทยโดย อ้างว่าเป็นเอกสาร "ลับ" ที่ พล.ต.วันชัย อิทธิวิบูลย์ เจ้ากรมจเร

ทหารบก (จก.ทบ.) ทำเสนอผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 เรื่อง "รายงานผลการสอบสวนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ (รร.จปร.)"

ผลสอบสวนตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า การบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการบกพร่องและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่กำหนดโดยไม่มีการส่งตัวไปดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2487 ก่อน

เอกสารลับดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้
-----------------------

เรียน ผบ.ทบ. (ผ่าน กพ.ทบ.)


อ้างถึง อนุมัติ ผบ.ทบ.ท้ายหนังสือ กสร.ทบ.ลับ ที่ กห 0426/654 ลง 8 มี.ค. 2542 เรื่องตรวจสอบข้อมูลการตรวจเลือกฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สิ่งที่ส่งมาด้วย รายงานผลการสอบสวนพร้อมเอกสารประกอบ จำนวน 292 แผ่น


1.ผบ.ทบ.สั่งการตามอ้างถึงให้ จบ.(จเรทหารบก)สอบสวนข้อเท็จจริง กรณี กสร.ทบ.(กรมการกำลังสำรองทหารบก )ตรวจพบว่า นายอภิสิทธิ์ ขาดการตรวจเลือกฯ ปี 2530 และการบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการทหารเป็น อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร.อาจใช้หลักฐานทางทหารไม่ถูกต้อง


2.จบ.แต่งตั้งให้ พ.อ.สมบูรณ์ เมฆประยูร และ พ.ต.สมโชค ไกรศิริ เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน มีข้อเท็จจริงโดยละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย สรุปได้ดังนี้


2.1 การบรรจุบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการของ ทบ.ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ก.พ.ว่าด้วยการบรรจุ การโอน และการบรรจุกลับเข้ารับราชการ พ.ศ.2524 ประกอบกับอนุมัติ ผบ.ทบ.เรื่องหลักเกณฑ์การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการของ ทบ. เมื่อ 28 พ.ย. 2528 และอนุมัติ ผบ.ทบ.เรื่องหลักฐานการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการฯ เมื่อ 7 ม.ย. 2522 ซึ่งมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันสรุปว่า บุคคลพลเรือนประเภทชายที่สามารถบรรจุเข้ารับราชการทหารได้แบ่งคุณลักษณะไว้ 2 พวกคือ ผู้ที่อายุยังไม่ครบเกณฑ์ทหารโดยมีอายุระหว่าง 18-20 ปี หลักฐานทางทหารที่ใช้ประกอบการบรรจุได้แก่ใบสำคัญ (สด.9) และผู้ที่ต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้วโดยมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไปหลักฐานทางการต้องใช้ใบสำคัญ (สด.9) และใบรับรองผลฯ (สด.43) ประกอบกับหลักเกณฑ์ของ ทบ.เรื่องนี้ โดยเฉพาะอายุของผู้ที่จะบรรจุเข้ารับราชการกำหนดไว้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497


2.2 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการเป็น อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุประกอบด้วย รร.จปร.เป็นหน่วยขอรับการบรรจุ, สบ.ทบ.(กรมสารบรรณทหารบก)และ กพ.ทบ.(กรมกำลังพลทหารบก)เป็นหน่วยตรวจสอบหลักฐานการบรรจุ ปรากฏว่า


2.2.1 นายอภิสิทธิ์ มีอายุเกิน 21 ปี ขณะสมัครเข้ารับราชการทหารที่ รร.จปร.โดยมีอายุ 21 ปี จึงมีคุณลักษณะของการเข้ารับราชการโดยต้องผ่านการตรวจเลือกทหารแล้วหรือมีสิทธิผ่อนผัน ซึ่งต้องใช้หลักฐานทางทหารคือใบสำคัญ (สด.9) และใบรับรองผลฯ (สด.43) ประกอบกับเท่านั้น

แต่เมื่อ 7 เม.ย. 2530 นายอภิสิทธิ์ ได้หลีกเลี่ยงขัดขืนไม่เข้าทำการตรวจเลือกฯ ปี 2530 และเป็นคนขาดการตรวจเลือกฯ ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 27 และ 45 นายอภิสิทธิ์จึงไม่มีหลักฐานทางทหารเพื่อประกอบเอกสารการบรรจุ


2.2.2 รร.จปร.ดำเนินการทำหลักฐานขออนุมัติบรรจุนายอภิสิทธิ์ โดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์ของ ทบ.ดังกล่าวไว้ในข้อ 2.1 และส่งเรื่องให้ สบ.ทบ.ตรวจสอบ แต่หลักฐานการบรรจุที่ รร.จปร.ดำเนินการ ไม่มีหลักฐานทางทหารประกอบการบรรจุซึ่ง รร.จปร.ทำหนังสือขออนุมัติบรรจุถึง สบ.ทบ.เมื่อ 18 มี.ค. 2530 สบ.ทบ.ตรวจสอบและทำหนังสือทักท้วงถึง รร.จปร.เมื่อ 31 มี.ค. 2530 ให้ รร.จปร.แก้ไขเอกสารและเพิ่มเติมหลักฐานทางทหารหนังสือผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร


รร.จปร.ได้แก้ไขเอกสารตามการทักท้วงโดยไม่มีหลักฐานทางทหารเนื่องจากนายอภิสิทธิ์เป็นคนขาดการตรวจเลือกฯ เมื่อ 7 เม.ย. 2530 และส่งเรื่องขออนุมัติบรรจุให้ สบ.ทบ.จนกระทั่ง กห.มีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร


2.2.3 สบ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานและเอกสารประกอบการบรรจุโดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์ของ ทบ.ดังกล่าวไว้ในข้อ 2.1 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ สบ.ทบ.ได้มีหนังสือทักท้วงเมื่อ 31 มี.ค. 2530 ว่า รร.จปร.ต้องแก้ไขหลักฐานการบรรจุและส่งเอกสารหลักฐานทางทหารเพิ่มเติมได้แก่หนังสือผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร


ภายหลัง รร.จปร.ได้ส่งหลักฐานการบรรจุนายอภิสิทธิ์ที่ได้แก้ไขโดยไม่มีหลักฐานทางทหารเพิ่มเติมไปให้ สบ.ทบ. ไม่ปรากฏว่า สบ.ทบ.ได้ทำการทักท้วงความไม่ถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหลักฐานทางทหารแต่อย่างใด จนกระทั่งกระทรวงกลาโหม (กห.) มีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร


2.2.4 กพ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการบรรจุนายอภิสิทธิ์ โดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์ของ ทบ.ดังกล่าวไว้ในข้อ 2.1 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อ สบ.ทบ.ส่งหลักฐานการขออนุมัติบรรจุให้ กพ.ทบ.ซึ่งไม่มีหลักฐานทางทหารไม่ปรากฏว่า กพ.ทบ.ตรวจพบหรือทักท้วงหลักฐานการบรรจุนายอภิสิทธิ์ ที่ไม่มีหลักฐานทางทหารและดำเนินการต่อไปจน กห.มีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร


2.3 การขอใบแทนใบสำคัญ (สด.9) ภายหลังการตรวจเลือกฯ ปี 2530 ของนายอภิสิทธิ์ เมื่อ 8 เม.ย. 2531 ปรากฏว่า พ.ต.ทองคำ เดชเร หัสดีเขตพระโขนง (ปัจจุบันลาออกจากราชการ) ดำเนินการเพื่อออกใบแทนใบสำคัญ (สด.9) ให้กับนายอภิสิทธิ์ จน.ผช.ผอ.เขตพระโขนง ลงนามในใบแทนใบสำคัญ (สด.9) และมอบให้กับนายอภิสิทธิ์ โดยไม่ส่งตัวนายอภิสิทธิ์ดำเนินคดีฐานหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่เข้าทำการตรวจเลือกฯ ตั้งแต่ 7 เม.ย. 2530 และ 7 เม.ย. 2531 ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2457 มาตรา 27 และ 45


3.จบ.พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า


3.1 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เป็น อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร.


3.3.1 รร.จปร.ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของระเบียบ กห.ว่าด้วยการบรรจุ การโอน และการบรรจุกลับเข้ารับราชการ พ.ศ.2429 แต่ขัดต่ออนุมัติ ผบ.ทบ.เรื่องหลักเกณฑ์การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเมื่อ 31 พ.ค. 2522 โดยทำหลักฐานเพื่อบรรจุนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะขัดต่อหลักเกณฑ์ของ ทบ.ที่สามารถบรรจุเข้ารับราชการได้ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ไม่ผ่านการตรวจเลือกฯ และไม่มีหลักฐานทางทหารนำมาส่งมอบประกอบเอกสารการบรรจุเพราะเป็นคนขาดการตรวจเลือกฯ เมื่อ 7 เม.ย. 2530 หากจะดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการต้องภายหลังนายอภิสิทธิ์ ถูกส่งตัวดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2487 ตามมาตรา 27 และ 45 พร้อมกับส่งตัวเข้ากองประจำการจนครบกำหนดก่อน


แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กำลังพล รร.จปร.เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามอนุมัติ ผบ.ทบ.ดังกล่าวข้างต้น แม้ว่า สบ.ทบ.จะได้ทักท้วงแล้วถือได้ว่า เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่กำลังพลในขณะนั้นคือ พ.อ.สมศักดิ์ พุ่มนิคม รอง ลก.บก.ทหารสูงสุด(รองเลขานุการกองบัญชาการทหารสูงสุด) ขณะเป็น ทก.กกพ.รร.จปร., (กองกำลังพล รร.จปร.)ส่วน พล.อ.เผด็จ วัฒนะภูติ ขณะเป็น รอง ผบ.รร.จปร.ซึ่งรับผิดชอบงานด้านกำลังพล และ พล.อ.นิยม ศันสมาคม ขณะเป็น ผบ.รร.จปร.บุคคลทั้งสองปัจจุบันเกษียณอายุราชการ ซึ่งจะต้องควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ รร.จปร.ทั้งหมด


3.1.2 สบ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานขออนุมัติบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและเอกสารประกอบของนายอภิสิทธิ์ที่ รร.จปร.ส่งเรื่องมาโดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตรวจสอบเช่นเดียวกับ รร.จปร. และการที่ สบ.ทบ.มีหนังสือทักท้วง รร.จปร.ขอให้แก้ไขและส่งเอกสารเพิ่มเติมโดยเฉพาะหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารของนายอภิสิทธิ์ ซึ่ง รร.จปร.ก็จะต้องส่งหลักฐานตามที่ สบ.ทบ.ได้ทักท้วง


เมื่อ สบ.ทบ.ได้รับเอกสารแล้วต้องตรวจพบว่า ขาดหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ สบ.ทบ.ก็จะต้องทักท้วงทำให้ไม่สามารถบรรจุนายอภิสิทธิ์ได้


แต่เมื่อ กห.มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายทหารสัญญาบัตร แสดงให้เห็นว่า สบ.ทบ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบกพร่องต่อหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารการบรรจุในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ พ.อ.คง หงษ์ทอง ขณะเป็น หน.แผนกบรรจุฯ กคว.สบ.ทบ., พ.อ.ประหยัด คล้ายทอง หก.กคว.สบ.ทบ.,พล.ท.มานิต ทรัพย์สกุล ขณะเป็น รอง จก.สบ.ทบ. และ พล.อ.วีระ เสวิกุล ขณะเป็น จก.สบ.ทบ. บุคคลเหล่านี้ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ


3.1.3 กพ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานขออนุมัติบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและเอกสารประกอบของนายอภิสิทธิ์ที่ สบ.ทบ.ส่งเรื่องมาโดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตรวจสอบเช่นเดียวกับ รร.จปร.และ สบ.ทบ. เมื่อ กพ.ทบ.ได้รับเอกสารแล้วต้องตรวจพบว่า ขาดหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ กพ.ทบ.ก็จะต้องทักท้วงทำให้ไม่สามารถบรรจุนายอภิสิทธิ์ได้


แต่เมื่อ กห.มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายทหารสัญญาบัตรแสดงให้เห็นว่า กพ.ทบ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบกพร่องต่อหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารการบรรจุในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ พ.อ.หญิง สายไสว มาสมบูรณ์ ประจำ กพ.ทบ.ขณะเป็น หน.แผนก กจก.กพ.ทบ., พล.ต.ณรงค์ สารรักษ์ ผทค.ทบ.ขณะเป็น หก.กจก.กพ.ทบ., ส่วน พล.อ.ชัยวุฒิ ศรีมาศ ขณะเป็น รอง จก.กพ.ทบ. และ พล.อ.ประเสริฐ สารฤทธิ์ ขณะเป็น จก.กพ.ทบ.ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ


3.2 หน่วยสัสดีเขตพระโขนง เป็นหน่วยที่รับผิดชอบการลงบัญชีทหารกองเกินและการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2487 และคำสั่ง ทบ.ที่ 1173/2528 ลง 25 ธ.ค. 2528 โดยมี พ.ต.ทองคำ เดชเร เป็นสัสดีเขตพระโขนงในปี 2530 ภายหลังที่นายอภิสิทธิ์เป็นคนขาดการตรวจเลือกตั้งแต่ 7 เม.ย. 2530 ซึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบก่อนออกใบแทนใบสำคัญ (สด.9) ให้ พ.ต.ทองคำต้องตรวจพบว่านายอภิสิทธิ์ เป็นคนขาดการตรวจเลือกและต้องสั่งตัวดำเนินคดีตามความผิด แต่ พ.ต.ทองคำ ไม่ส่งตัวนายอภิสิทธิ์ดำเนินคดี แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ทองคำละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มีมูลความผิดทางอาญา


3.3 บุคคลที่บกพร่องต่อหน้าที่ในการดำเนินการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการในครั้งนี้บางนายได้เกษียณอายุราชการ, บางนายรับราชการนอกสังกัด ทบ. และบางนายเป็นนายทหารชั้นนายพลซึ่งไม่สามารถรับทัณฑ์ทางวินัยได้

คงมีบุคคลที่จะต้องได้รับทัณฑ์เพียงผู้เดียวคือ พ.อ.หญิง สายไสว มาสมบูรณ์ ประจำ กพ.ทบ.ขณะปฏิบัติหน้าที่ หน.แผนก กจก.กพ.ทบ.


4.ข้อเสนอ เห็นควรดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องดังนี้

4.1 ลงทัณฑ์ทางวินัยต่อ พ.อ.หญิง สายไสว มาสมบูรณ์ ประจำ กพ.ทบ.

4.2 ดำเนินคดีอาญาต่อ พ.ต.ทองคำ เดชเร

จึงเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา หากเห็นสมควร กรุณาอนุมัติในข้อ 4

เชือด!นายทุนหนุนพันธมิตร

ที่มา ประชาทรรศน์

* กว่าร้อยบริษัทเจอข้อหาหนุนก่อวินาศกรรม

“จงรัก” สั่งเชือดนายทุนหนุนหลังม็อบพันธมิตรฯ ส่อเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน โทษถึงขั้นยึดทรัพย์แถมโทษอาญาติดคุกอีก 10 ปี เผยชงเรื่องให้ ปปง. ไปแล้วกว่า 100 บริษัท ขณะที่ สน.ดุสิต ไล่เช็กบิลคดีย้อนหลังที่ม็อบชั่วสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านตลอดการชุมนุมที่ผ่านมา รวมกว่า 400 คดี เช่นเดียวกับ สภ.ราชาเทวะ เจ้าของพื้นที่สุวรรณภูมิ ที่เตรียมแถลงข่าวคดีและความเสียหายวันนี้ ส่วนทำเนียบรัฐบาลเปิดใช้งานวันแรก หลังถูกยึดนาน 192 วัน เจ้าหน้าที่ช่วยกันทำความสะอาดพร้อมทั้งสำรวจความเสียหาย เตรีมพร้อมแจ้งความดำเนินคดี

* สน.ดุสิตไล่เช็กบิล400คดีม็อบชั่วกวนเมือง

แม้ว่าม็อบชั่ว! พันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมลงเป็นการชั่วคราว แต่ร่องรอยความเสียหายที่ได้สร้างเอาไว้ทั้งที่สนามบินทั้ง 2 แห่ง และที่ทำเนียบรัฐบาลก็มากจนไม่สามารถประเมินค่าได้

โดยในวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำเนียบรัฐบาลได้เปิดทำการตามปกติเป็นวันแรกนับตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้ายึดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เป็นเวลา 192 วัน แต่ก็ยังมีข้าราชการมาทำงานบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากบางส่วนราชการยังคงทำงานอยู่ภายนอก

ซึ่งการเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเพียงการสำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมสรุปข้อมูลฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำม็อบ และขณะเดียวกันก็เป็นการทำความสะอาดสถานที่ เนื่องจากถูกทิ้งมานาน และบางส่วนก็ยังมีการเข้าไปสร้างความเสียหาย

ในส่วนของตึกบัญชาการ 1 และ 2 จะพบว่ามีความเสียหายมากที่สุด จนไม่สามารถเริ่มใช้งานได้ จึงได้แต่เพียงให้ข้าราชการสำรวจความเสียหาย และบันทึกสิ่งของที่เสียหายไว้ประกอบการดำเนินคดี ส่วนมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัย ได้มีการอนุญาตให้เข้า-ออก เฉพาะในส่วนของประตู 5 ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ ได้มีการขอการสนับสนุนจากกรุงเทพมหานคร และกำลังทหารจากกองพันทหารพัฒนา มาช่วยในการเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ บังเกอร์ทราย และยางรถยนต์ โดยตัวเลขความเสียหายอย่างเป็นทางการนั้น จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่แจ้งว่ายังไม่สามารถสรุปได้

ขณะเดียวกันในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำหน่วยประดาน้ำ เข้าตรวจดูใต้น้ำคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างทำเนียบรัฐบาลด้วย

โดยพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะกำกับดูแลกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่านักประดาน้ำจากศูนย์ ปฏิบัติการกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดใต้น้ำ จากกองทัพเรือได้ตรวจค้นสิ่งของในคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อว่าอาจมีอาวุธที่กลุ่มพันธมิตรฯโยนทิ้งในคลองก่อนสลายการชุมนุม

ซึ่งจากการตรวจสอบในคลอง พบขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุนำมัน 2 ขวด บันไดเหล็กและมือตบเท่านั้น ส่วนวัตถุระเบิดไม่พบแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ได้มีการสรุปผลการตรวจสิ่งของที่พบภายในทำเนียบรัฐบาลว่า มีระเบิดชนิดต่างๆ ทั้งระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด 110 ลูก ระเบิดเพลิง ประทัดและพลุ รวม 280 อัน อุปกรณ์ประกอบระเบิด 55 ชิ้น ปุ๋ยแอมโมเนียที่ใช้ ทำระเบิด 10 ถุง

กระสุนปืน .38 จำนวน 105 นัด น้ำกรด 75 ขวด ท่อนเหล็ก 312 ท่อน ท่อนไม้ 150 ท่อน ไม้กอล์ฟ 55 อัน หนังสติ๊ก 16 อัน ลูกเหล็ก ลูกแก้ว หิน นอต ใช้สำหรับยิง 497 อัน หมวกนิรภัย 24 ใบ สารเสพติด 4 คูณ 100 รวม 33 ขวด ใบกระท่อม 12 ถุง โล่ 5 อัน สนับแขน 183 อัน ท่อพีวีซี ที่เป็นกระบอกฉีดน้ำ 81 อัน และมีด 1 เล่ม

ขณะเดียวกันบริเวณประตู 5 ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน จากผู้ประกอบการ โอท็อป ทั่วประเทศ เดินทางมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อความวุ่นวายจนต้องยกเลิกการจัดงาน มิดไนท์โอทอป ที่เมืองทองธานี กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกทั่วประเทศต้องขาดทุนร่วม 100 ล้านบาท จึงขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ เตรียมจัดงานให้ใหม่ พร้อมขู่จะต้องมีคำตอบภายใน 48 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้น จะเดินทางกลับมาชุมนุมใหม่อีกครั้ง

พล.ต.อ.จงรัก กล่าวด้วยว่าตำรวจเตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มพ่อค้าและแม่ค้า รวมถึงห้างร้านต่างๆ ในความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลฐานความผิดตามกฎหมาย ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ในเหตุการณ์ชุมนุมและปิดสนามบิน โดยตำรวจสันติบาลเตรียมส่งรายชื่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป ซึ่งหากพิสูจน์ความผิดได้ จะต้องถูกยึดทรัพย์และจำคุก 10 ปี

“ความผิดฐานก่อการร้ายมีอนุสัญญาภาคีระหว่างประเทศที่ระบุว่า หากบริษัทห้างร้านใด ใช้เงินสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินในการก่อการร้าย ยึดสนามบินประเทศนั้น สามารถห้ามการนำเข้าสินค้าของบริษัทห้างร้านดังกล่าวได้”
ทั้งนี้แหล่งข่าวระบุว่าขณะนี้มีกว่า 100 บริษัทแล้ว ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งเรื่องให้ ปปง.

ผู้สื่อข่าวรายงานพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุม แถลงผลการประชุมในวันนี้ (8 ธ.ค.) ซึ่งมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมว่า ในที่ประชุมได้กำชับให้ตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 ดำเนินคดีกับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ กรณีการบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ

พร้อมสั่งตำรวจภูธรทั่วประเทศให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่มีการรวมตัวกันในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด แล้วรายงานให้ตำรวจสันติบาลรับทราบ เพื่อให้ตำรวจสันติบาลสืบหาความเชื่อมโยงของแต่ละกลุ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรวมตัวเป็นม็อบขนาดใหญ่ขึ้นได้อีก

ส่วน สน.นางเลิ้ง ที่มีคดีความพันธมิตรฯ อยู่มากมายหลายคดี พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่าการดำเนินคดีที่มีผู้ร้องเรียนแจ้งความดำเนินคดีกรณีที่พันธมิตรฯชุมนุมและสร้างความเดือดร้อนทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสรุปแบ่งแยกชนิดคดีตามที่พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเอาไว้เป็นชนิดของคดีแพ่งและคดีอาญาจากทั้ง 400 คดี โดยในส่วนของคดีอาญาเจ้าหน้าที่จะรับหน้าที่ในการสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนส่งยื่นฟ้องให้กับอัยการต่อไป ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุดและรอบคอบเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

โดยในส่วนของคดีอาญาและความเสียหาย ที่ต้องทำการตรวจสอบเพื่อหาหลักฐาน ที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่นอกเหนือจากเขตพื้นที่สน.นางเลิ้ง คงต้องให้ทางเจ้าของพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการนั้นคือ สน.ดุสิต จะเข้ามาตรวจสอบและดำเนินการต่อไป ส่วนสำหรับเรื่องการเรียกร้องให้ชดเชยความเสียขึ้นอยู่ที่สน.ดุสิตจะสรุปเรื่องอย่างไร

อย่างก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบสำนวนตามที่มีการร้องเรียนของเจ้าทุกข์อย่างเร่งด่วน และยืนยันว่าจะเอาผิดกับทางกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น

แป่ววว‘หนีทหาร’ไม่ใช่สาระสำคัญ!

ที่มา ประชาทรรศน์

เรียงหน้าวิพากษ์นายกฯ คนใหม่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ระบุหนีทหารเป็นเรื่องไม่สง่างาม ไม่ควรรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีการเผยแพร่รูปแต่งเครื่องแบบติดยศ แต่ที่มาก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารกลาโหมชี้ชัดถึงกระบวนการขั้นตอนที่ไม่ชอบมาพากล “เสธ.แดง” ช่วยแฉซ้ำ เป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยแค่ชื่อแต่ไม่เคยมาสอน ขณะที่เจ้าตัวรวมไปถึงโฆษก ทบ.มาแปลก แค่หนีทหารไม่ใช่สาระสำคัญ

การพลิกขั้วการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นที่ถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง ทั้งจากบรรดาพรรคการเมืองด้วยกันเองและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่หากเป็นขั้วพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ในขณะที่เสียงคัดค้านนายอภิสิทธิ์ ก็หนาหูเช่นเดียวกัน ทั้งจากข้อกังวลสงสัยถึงจุดยืนประชาธิปไตย และท่าทีทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่พบว่ามีสมาชิกของพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมผิดกฎหมายดังกล่าว โดยที่นายอภิสิทธิ์ กลับไม่เคยมีทีท่าว่าไม่เห็นด้วย หรือตักเตือนลูกพรรคเลย

ใส่ชุดทหารก็ผิดกฎหมาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์นำรูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใส่ชุดทหารมายืนยันไม่ได้หนีทหารว่า ขั้นตอนที่นายอภิสิทธิ์ใส่ชุดทหารนั้นผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่นายอภิสิทธิ์ไปสมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยจปร.ก็ผิดกฎหมาย

ทั้งตัวนายอภิสิทธิ์และผู้ที่รับเข้าเป็นทหาร จะเห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีใบสด.43 เหมือนชายไทยทั่วไปที่ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว ซึ่งวันนี้ตนได้นำเอกสารรายงานผลการสอบสวน กรณีนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการโรงเรียนนายร้อยจปร. มาเพื่อเตรียมยื่นให้นายสมชาย เพศประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการทหาร รวมทั้งคาดว่าจะยื่นต่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ด้วย

“หากคุณอภิสิทธิ์สามารถชี้แจงเรื่องการหนีเกณฑ์ทหาร และมีใบสด.43 มายืนยัน ผมก็พร้อมจะยกมือโหวตให้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯอีกคนหนึ่ง” นายจตุพร กล่าว

ต้องแจงสังคมเพื่อความสง่างาม

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการตรวจสอบ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะตอนที่คนอื่นขึ้นเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังตรวจสอบเลย ดังนั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้น ก็ต้องมีการตรวจสอบกัน
คนอื่นเวลาชี้แจงปัญหาไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยกล่าวหา คราวนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องชี้แจ้งให้ได้ ส่วนที่มีการออกมาพูดกันอย่างกว้างขวางเรื่องของวุฒิภาวะ และวัยวุฒิของนายอภิสิทธิ์นั้น มองว่าเรื่องอายุไม่น่าจะมีปัญหา เพียงแต่ดูว่าช่วงที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ท้วงติง ตำหนิคนอื่นไว้มาก พอมาตอนนี้ปัญหาต่างๆ ก็จะกลับมาหาตัวเองจากคนอื่นบ้าง
ด้านวุฒิภาวะจะพอไม่พอก็ขอให้ดูกันตอนนี้ ว่าสามารถอธิบายเรื่องการหนีเกณฑ์ทหารให้ประชาชนฟังได้อย่างไร และเป็นที่แน่นอนเรื่องของความสง่างามของผู้ที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าใครทำผิดกฎหมายแล้วมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีความสง่างาม

นายสุทินกล่าวต่อไปว่า การเกณฑ์ทหารนั้น เป็นการวัดความเฉลียวฉลาดของชายไทย เป็นการวัดใจความเสียสละเพื่อชาติ ฉะนั้นนายอภิสิทธิ์ต้องอธิบายต่อสังคม

นายกฯต้องไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย

ทางด้านนายสุทธิชัย จรูญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีเดียวกัน ว่าในแง่ของคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ถือว่าต้องไม่กระทำผิดกฎหมาย การเกณฑ์ทหารก็เป็นข้อหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีหรือส.ส.ต้องทำให้ถูกต้อง

ทั้งนี้นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ กล่าวว่าไม่ทราบข้อมูลเรื่องการหนีเกณฑ์ทหารของนายอภิสิทธิ์ จึงไม่สามารถออกความเห็นได้ ส่วนเรื่องการที่นายอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่มีความแน่ชัด อาจจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นก็ได้

“ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อได้นั้น กฎหมายระบุว่าต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นถ้าใครมีคุณสมบัติก็มีสิทธิเสนอชื่อเป็นนายก และถ้าเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ได้เป็นนายก คุณอภิสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อแต่อาจจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้” นายบุญจงกล่าว

ในขณะเดียวกัน เมื่อถามไปยังส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินถึงเรื่องนายอภิสิทธิ์ละเว้นการเกณฑ์ทหาร ซึ่งอาจจะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ได้กล่าวปฏิเสธความเห็น โดยนายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าตนไม่ทราบเรื่องราวและข้อมูลทั้งหมด จึงไม่ขอตอบ

เช่นเดียวกับนายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคเดียวกันที่กล่าวว่าตนเป็นเพียงส.ส.เล็กๆ ไม่ขอวิจารณ์เรื่องดังกล่าวดีกว่า นอกจากนี้ นายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ก็ได้ปฏิเสธให้ความเห็นในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

ต้องเอาสด.43ออกมาโชว์ให้ชัด

นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องแสดงเอกสาร สด.43 ให้ประชาชนพี่น้องชาวไทยได้รับทราบ แต่ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่มีหลักฐานดังกล่าว ก็แสดงว่า มีความน่าสงสัยที่ว่านายอภิสิทธิ์ได้มีการหลบเลี่ยงการคัดเลือกทหาร

“ทางสัสดีเขตพระโขนงได้มีการออกหมายเลขเพื่อเข้ามาทำการคัดเลือกทหาร คุณอภิสิทธิ์ต้องออกมาแสดงความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวให้ปรากฏว่าเรื่องที่มีการถูกกล่าวอ้างเป็นเรื่องจริงหรือว่าแค่ถูกกล่าวอ้างเท่านั้น แต่ถ้าเรื่องกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ผมถือว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความสง่างามในการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี”

นพ.เหวง กล่าวต่อไปว่าการเกณฑ์ทหารถือว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทย การที่ออกมาพยายามเบี่ยงเบนประเด็นมีส่วนของนายอภิสิทธิ์ ที่เคยเป็นอาจารย์พิเศษ ไปสอนที่ จปร. นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทาง จปร. ต้องสรรหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมาเป็นอาจารย์ แต่นี่มันคนละประเด็นกันกับเรื่องที่จะออกมาแสดงหลักฐานว่าเคยผ่านการเกณฑ์ทหารมาหรือไม่

ถูกกล่าวหาตลอดว่าหนุนม็อบ

ส่วนประเด็นที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชาชาชีวะที่จะมาเป็นพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่มีความสง่างามในการที่จะมาจัดตั้งรัฐบาล เพราะถูกโจมตีมาโดยตลอดว่าเป็นพรรคที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ นพ.เหวงกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า "โดยความเห็นส่วนตัวผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ มีความผิดฐานที่ไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ต้องแสดงท่าทีว่าการกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ มีความผิด ร่วมถึงการที่ สมาชิกของพรรค นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ที่เป็นส.ส.ระบบสัดส่วนเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ทางพรรคเองไม่เคยมีการแสดงท่าทีหรือตำหนิติเตียนการกระทำของนายสมเกียรติเลย ทำให้ตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าทางพรรคจะไม่ให้การสนับสนุนแต่ก็ไม่เคยออกมาปฏิเสธแต่อย่างไร วันนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอบในท่าทีดังกล่าวได้แล้ว

แฉ!ติดยศแต่ก็หนีสอนตลอด

ด้านพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกให้สัมภาษณ์กรณีเรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า เมื่อครั้งที่ตนย้ายจากเสนาธิการกรมทหารม้าที่1รักษาพระองค์เข้ามาที่โรงเรียนนายร้อยจปร. ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ก็ได้เข้ามาบรรจุเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนายร้อยจปร.โดยใช้ปริญญาโท รับยศร้อยโทแต่ไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เป็นการบรรจุเข้ามาเพื่อให้ได้รับยศทางทหาร และไม่ต้องเข้าคัดเลือกรับราชการทหารตามหมายเกณฑ์เท่านั้น เป็นการบรรจุเข้ามาแล้วก็ลาออกไป

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญก็คือการเข้ารับราชการทหารของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนั้น เมื่อไม่ได้มีการติดยศ และไม่ได้มาอบรมตามขั้นตอนของกระบวนการที่ถูกต้อง จึงถือว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะยกเว้นการเข้าคัดเลือกรับราชการทหารตามหมายเกณฑ์

ทางด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ว่า เรื่องนี้เป็นเรืองของกรมสารบรรณ ซึ่งต้องไปสอบถามในส่วนนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตนมองว่าเป็นการเล่นเกมการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

“ยกเว้ณเขาขอโทษประชาชน ว่าที่ผ่านมาเขาได้มีจุดยืนมีความคิดเห็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่หลายเรื่อง กลับตัวกลับใจ ก็พอคุยกันได้”

อย่าวัดรักชาติที่การเกณฑ์ทหาร

ด้าน นายโคทม อารียา นักวิชาการ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้คนทั่วไปมองนายอภิสิทธิ์ มีจุดด้อยในเรื่องไม่ผ่านการเกณฑ์ทหาร เพราะในสถานการณ์แบบนี้ต้องมองถึงความตั้งใจในการเข้ามาทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองมากกว่าการขุดคุ้ยเรื่องในอดีตที่ไม่เป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อทำลายความชอบธรรมของฝั่งตรงข้าม

“ความรักชาติของคนเราไม่ได้วัดกันที่เรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ผมก็ไม่ได้เกณฑ์ทหารเพราะมีความจำเป็นต้องไปเรียนต่างประเทศ แต่ผมก็สามารถทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ ดังนั้นขอร้องอย่านำเรื่องนี้ไปโจมตีกันทางการเมืองเลย”

นายโคทมกล่าวด้วยว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ตนมองว่าไม่สามารถลดความขัดแย้งไปได้ เนื่องจากฝ่ายเสื้อแดงจะออกมาต่อต้านเหมือนที่เสื้อเหลืองกระทำทุกประการ ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ

ไม่หวั่นไหวถูกแฉหนีทหาร

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยืนยันเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยกล่าวถึงความชัดเจนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า ตนคิดว่าได้มีการยืนยันจากทุกพรรคและทุกกลุ่มที่มีการแถลงข่าวไปแล้ว ฉะนั้นเราจะเดินหน้าในการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวหลังถูกออกมาแฉเรื่องหนีทหาร

“มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ แม้จะมีความพยายามอย่างหนักที่จะกดดันในทุกรูปแบบ เพื่อให้กลุ่มส.ส.ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์หันกลับไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ยังมั่นใจในจิตสำนึกของส.ส.ว่าจะทำเพื่อชาติ”

เมื่อถามถึงโควตาคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "โดยหลักเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลผมก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคที่เข้ามาร่วมในการทำงานร่วมกัน คงไม่มีปัญหาอะไร สำหรับพรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีเรื่องของโควตาว่าใครมี ส.ส. เท่าไรหรือมีตำแหน่งอะไรเพราะพรรคไม่มีระบบนี้ พรรคจะพิจารณาจากบุคคลที่มีความเหมาะสมกับงานต่างๆ ที่พรรคจะรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นแนวทางของพรรค"

ถกแกนนำเพื่อนเนวินวันนี้

เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าในวันเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีการเคลื่อนไหวกดดันของกลุ่มเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเร็วเกินไปที่จะไปคาดการณ์ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องที่จะดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ใครจะใช้สิทธิ์ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยเจ้าหน้าที่คงมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ขณะที่ในวันเดียวกันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินสายพบแกนนำพรรคการเมืองหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน แห่งพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม และยังมีข่าวว่าในวันที่ 9 ธันวาคม จะเดินสายไปพบแกนนำพรรครวมใจไทยฯ ในเวลา 12.00 น. จากนั้นเวลา 14.00 น. จะไปพบแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน

“เทพเทือก” มั่นใจมาร์คถึงฝั่ง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล นอกจากจะรวบรวมเสียงได้เกิน 260 คนแล้ว ยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยไม่กล้ายุบสภา เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายหลายอย่าง ทั้งประเด็นของพรรคที่ ส.ส.เข้าไปสังกัดใหม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง หรือเคยส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้งหรือไม่ ประเด็นระยะเวลาสังกัดพรรคของ ส.ส.ใหม่เท่าใด

รวมทั้งสถานภาพของ ส.ส.สัดส่วน จะสิ้นสุดตามการยุบพรรคด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็น 3 เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยไม่กล้ายุบสภา ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะชิงความได้เปรียบในการยื่นขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมั่นใจว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 และไม่ห่วงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะปิดล้อมรัฐสภา

‘เสื้อแดง’ต้านรัฐบาลปชป.จ่อขอนายกฯพระราชทาน

ที่มา ประชาทรรศน์

“คนเสื้อแดง” รวมพลังค้านพรรคการเมใองสลับขั้ว ไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล “คนรักอุดร” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้อดีต ส.ส.พลังประชาชน กลับไปรวมกันที่พรรค “เพื่อไทย” พร้อมทั้งขู่เลิกให้การสนับสนุน ส่วนที่ “โคราช” จ่อเดินสายล่ารายชื่อเตรียมขอนายกฯ พระราชทาน ด้าน “เชียงราย” ที่รวมตัวพร้อมเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาล ปชป.

ผลพวงจากการสลับขั้วทางการเมืองเพื่อแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นเรื่องที่หลายกลุ่มหลายฝ่ายยังรับไม่ได้ โดยมีรายงานถึงปฏิกิริยาต่อเรื่องดังกล่าวจากหลายจังหวัด อาทิ ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม 97.50 เมกะเฮิรตซ์ สนามทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี

ประชาชนชมรมคนรักอุดรจำนวน ประมาณ กว่า 500 คน ได้รวมตัวเรียกร้องให้อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน จำนวน 32 คน กลับไปรวมกับพรรคเพื่อไทยและอย่าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

ทั้งนี้ กรณีของนายเชิดชัย วิเชียรวรรณ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชมรมคนรักอุดรขู่นายเชิดชัยว่า ถ้าหากยังสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะทำการถอดถอนออกจากการเป็น ส.ส.อุดรธานี

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ประกาศทางสถานีวิทยุคลื่น FM 97.50 MHz เรียกสมาชิกชมรมคนรักอุดรมารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังพร้อมทั้งแถลงการณ์จุดยืนของชมรมเพื่อ ปกป้องประชาธิปไตยและประชาชน ตั้งกองทัพประชาชนเอาไว้ต่อต้านรัฐประหารและเพื่อปกป้องประชาธิปไตยให้คงอยู่คู่ประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้นายทองดี มะลิสาน ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.อุดรธานี ได้เดินทางมาร่วมพูดปราศรัยให้ประชาชนคนรักอุดรได้รับฟังถึงจุดยืน และยังมีนายอุทัย แสนแก้ว ประธานกลุ่มปกป้องประชาธิปไตยอุดรธานี ซึ่งเป็นน้องชายอดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาพบปะพูดคุยกับสมาชิกชมรมฯเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองในขณะนี้หลังจากที่ติดตามข่าวว่ามีส.ส.พรรคพลังประชาชนเปลี่ยนขั้วทำให้ตนรู้สึกไม่สบายใจแต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนด่วนสรุปลงโทษส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคนเพราะอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ต้องรอติดตามข่าวไปก่อน

ส่วนอีกหนึ่งความรู้สึกของหงษ์ทองดาวอุดรหนึ่งในแกนนำกลุ่มชมรมคนรักอุดรได้ประกาศว่ารู้สึกสับสน และวอนขอให้นักการเมืองอย่าทิ้งประชาชน ขอให้ยึดหลักความถูกต้องเป็นหลักและต้องดูแลประชาชน นำนโยบายต่างๆมาสานต่อโดยเร็วและกลับมาต่อสู้เคียงข้างประชาชน

ขณะที่ จังหวัดนครราชสีมา นายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกล่ารายชื่อประชาชนเพื่อขอนายกพระราชทาน ในกรณีหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามที่มีกระแสข่าวออกมาว่าพรรคร่วมจะเปลี่ยนขั้วการเมือง

เช่นเดียวกับที่ จ.เชียงราย ตามสภากาแฟ มีการวิพากษ์วิจารณ์การเมื่องไปต่าง ๆ นานา ส่วนหนึ่งเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากมีหลายกลุ่มให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตามบรรดา ส.ส.ในพื้นที่ จ.เชียงราย ยังคงเลือกอยู่ข้างพรรคเพื่อไทยทั้งหมดและมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการรวมตัวของกลุ่มเสื้อแดงที่ จ.เชียงราย อีกครั้ง และถ้าหากได้รับสัญญาณอย่างไรและจะมีการเคลื่อนไหวเสื้อแดงเชียงรายเตรียมลุกฮือค้านรัฐบาล ปชป.

Monday, December 8, 2008

สุเทพ ไม่วิจารณ์ข้อเสนอ เสนาะ เลือกเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 8 ธ.ค.-การจับขั้วรัฐบาลยังไม่นิ่ง ล่าสุด จากท่าทีของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เจ้าของฉายาผู้จัดการรัฐบาลเพราะเคยผลักดันจนหัวหน้าพรรคการเมืองหลายพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว โดยช่วงเย็นที่ผ่านมานายเสนาะแสดงความเห็น ว่าพรรคประชาธิปัตย์คงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และแนะให้หาทางออกด้วยการตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ ช่วงนี้จะไปถามความเห็นจากคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-08 20:41:11

วิงวอนไทยสมานฉันท์

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2551 จงรัก ภักดีราช ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วฟ้าเมืองไทย ได้โปรดคุ้มครองและปัดเป่าพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มลายหายไป และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทย ทุกท่านได้โปรดตั้งจิตอธิษฐานให้พ่อหลวงของคนไทย มีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ โดยเร็ว เป็นศูนย์รวมดวงใจของไทยทั้งชาติ ไปตลอดกาลนานเทอญ

* ในวันที่บ้านเมืองไม่เข้มแข็ง ประชาชนก็ขวัญหนี เมื่อได้ฟัง พระราชดำรัสของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวร จนกระทั่งไม่สามารถเสด็จฯ ออก ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ประชาชนคนไทย ที่เฝ้ารอ ก็ทำให้หัวใจที่อ่อนล้า แทบสิ้นแรง

* ในวันที่พ่อหลวงทรงพระประชวร จงรัก ภักดีราช อยากจะขอวิงวอนให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะฝั่งฝ่ายใด หรืออยู่สีใด ได้โปรดหยุดภารกิจเพื่อตนและพวกพ้อง แล้วหันมา ทำความดีถวายในหลวง ร่วมมือกันสร้างสรรค์จรรโลงบ้านเมืองของเราที่เสียหายยับเยินจากน้ำมือของผู้ไม่เคารพและไม่รักษากฎหมาย ให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว เพื่อให้ทรงสบายพระราชหฤทัย อันจะเป็น วิธีการช่วยทุเลาพระอาการประชวร ที่ดีที่สุด

* แม้จะเรียกร้อง วิงวอนให้คนไทยกลับคืนสู่ความสมานฉันท์ แต่การกระทำความผิดของกลุ่มคนที่ไม่เคารพกฎหมาย และ การละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐที่ไม่รักษากฎหมาย ไม่ปกป้องทรัพย์สินของแผ่นดิน ปล่อยให้สถานที่ราชการถูกทำลายอย่างย่อยยับ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเว้น หรือปล่อยให้ผ่านเลยไปได้ ต้องดำเนินการลงโทษตามกฎหมายให้เข็ดหลาบ

* ไม่แน่ใจว่า สาวกของ โกตั๊บ–โกเต๊กซ์ เห็นสภาพความเสียหายของประเทศไทย เศรษฐกิจพังพินาศ นักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปมากกว่า 50% นานาชาติ ไม่ไว้วางใจ และ ความพินาศยับเยินของทำเนียบรัฐบาล ที่มีสภาพใกล้เคียงกับคลังแสงย่อยๆ ทั้ง มีด ไม้ ปืน ระเบิด นานาชนิดแล้ว ยังภาคภูมิใจกับชัยชนะบนซากปรักหักพังของประเทศไทย อยู่อีกหรือไม่ และยังคิดว่าสมควรจะกระทำการเช่นนี้ซ้ำเดิมอีกครั้งหรือไม่

* พฤติกรรมของ ขบวนการพันธมิตรฯ ที่กระทำชำเราประเทศไทย และข่มขืนใจคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ปรากฏให้เห็นนี้ มิอาจเรียกได้ว่า กู้ชาติ หากแต่เป็น กัดกร่อนชาติ มากกว่า และหากใครยังหลงเชื่อว่าเป็นการชุมนุมโดยสันติ สงบ ปราศจากอาวุธ และความรุนแรง ตามแนวทางอหิงสา ก็ต้องว่า โง่บัด... และ บ้าฉิบ...

* จงรัก ภักดีราช บอกได้เลยว่า สถานการณ์การเมืองวันนี้ อยู่ในระดับไฟมอดเชื้อ แต่ยังพร้อมจะคุ และลุกโชนได้ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ หรือ รัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ควรจะต้องเร่งรีบหาทางดับไฟกองนี้ ไฟที่เคยเผาผลาญประเทศ ให้ดับสนิท อย่าทิ้งไว้ให้คุไฟลามติดเชื้อ เผาไหม้บ้านเมืองได้อีก ต้องรีบฉกฉวยโอกาสที่ สังคมกำลังพะอืดพะอม และรับไม่ได้กับความเสียหายจากน้ำมือของพันธมิตรฯ ที่สุดแสนจะเหิมเกริม จัดการให้เสร็จในม้วนเดียว อย่าปล่อยให้ยืดเยื้อ

* ณ พื้นที่ตรงนี้ แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ จงรัก ภักดีราช กับ ชาวประชาทรรศน์ ยังคงเห็นเป็นภารกิจสำคัญที่จะต้องกดดันให้รัฐบาล จัดการกับพันธมิตรฯ นำพันธมิตรฯ กลับมาอยู่ภายใต้กฎหมาย เสมอเท่ากับประชาชนทุกคนในประเทศนี้

* ในวาระที่พรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นรัฐบาลใหม่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สมใจอยาก ลองเอ่ยปากให้ได้ยินสักคำ ว่าจะทำอย่างไรกับหัวขบวนพันธมิตรฯ ที่ชื่อ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ละเมิดกฎหมาย ก่อกรรมทำเข็ญต่อประเทศชาติ โดยมีพยานหลักฐานปรากฏไปทั่ว หากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เอาผิดลงโทษ ส.ส.ลูกพรรค ไม่ได้ ก็ อย่าไปแถลงนโยบายให้ประชาชนเคารพกฎหมายเลยดีกว่า และควรจะแนะนำ ให้สมเกียรติ เปลี่ยนชื่อเป็น อภิสิทธิ์ (ตัวจริง) ไปเลยก็แล้วกัน

* ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ประเทศไทยในปี พ.ศ.2551 มีนายกรัฐมนตรี ถึง 3 คน อันเป็นผลมาจากการที่ขบวนการตุลาการภิวัตน์เดินสวนทางกับขบวนการประชาธิปไตย ด้วยการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของกระบวนการยุติธรรม ให้ยึดถือ วิจารณญาณขององค์คณะผู้วินิจฉัยและตีความกฎหมาย มากกว่าตัวบทกฎหมาย และยึดถือสถานการณ์บ้านเมืองในวันตัดสินคดี มากกว่าพยานหลักฐาน ณ วันเกิดเหตุ

* แม้จะ พูดไปทำไมมี หรือ ฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไม่ควรทำ แต่ก็ไม่ควรข้ามประเด็นที่อัยการ ได้บันทึกคำให้การของพยานโจทก์ ไว้ในสำนวนการพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พยานไม่เคยให้การสักครั้งเดียวว่า ผู้กระทำความผิด ที่ชื่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช กระทำการโดยสมคบ หรือ รู้เห็นร่วมกับกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน แต่ประเด็นนี้กลับไม่ถูกนำมาพิจารณา และ กรรมการบริหารพรรคทุกคน ก็ถูกตัดสิทธิถ้วนหน้า ทั้งๆ ที่ไม่ได้กระทำ และ ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด แม้แต่น้อย

* จริง เท็จ ไม่รู้ แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่ได้ยิน ยงยุทธ ติยะไพรัช พูดอะไรสักคำ หลังจากที่เพื่อนพ้องน้องพี่ ต้องเดือดร้อนถ้วนหน้ากว่า 200 คน เพราะใบแดงใบนั้นใบเดียว ตรงกันข้ามกลับเห็นอาการ เข้ามายุ่มย่ามในพรรคเพื่อไทย จนทำให้ ส.ส.หลายคนหวาดหวั่นหัวใจว่า จะมีอะไรผิดพลาดอีกหรือไม่ พรรคเพื่อไทยจะเดินทางสายเดียวกับพรรคพลังประชาชนหรือไม่

* การพลิกข้าง เปลี่ยนขั้วของ กลุ่มเพื่อนเนวิน ไม่น่าจะมีเหตุจากความขัดแย้งหรือการต่อรองตำแหน่งทางการเมือง หากแต่น่าจะมีเรื่องราวสลับซับซ้อนมากกว่าที่ปรากฏให้ได้เห็นและได้ยิน เพราะกลุ่มนี้เป็นหัวหอกของการสู้รบเพื่อทักษิณ มาตลอด การตัดสินใจเปลี่ยนข้างครั้งนี้ หากไม่เหลืออดจริงๆ คงไม่แตกหักขนาดนี้ แต่ที่ได้ยินมาจากปากแกนนำของกลุ่มนี้ “ไม่ไปเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน”

ชงเองกินเอง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


“ปิดตาตีหม้อ” จัดพิธี “คลุมถุงชน” ให้ 4 พรรคร่วมรัฐบาลเก่า กับ “ทีมงานเพื่อนเนวิน” ร่วมกันส่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” หลังคอยชะเง้อเหียน คอยเหี่ยว คอยแห้ง มาหลายมื้อ...
ดูคราวนี้พ่อสื่อพ่อชัก “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะค่อนข้างมั่นอกมั่นใจเป็นพิเศษ!!
แต่ที่น่าจับตามอง ขบวนที่ร่วม “แห่ขันหมาก” ไปด้วย กลับไม่ยักแฮปปี้แฮะ!!

ดูได้จากการที่ “ส.ส.ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ” “ส.ส.โสภณ ซารัมย์” แห่งกลุ่มเพื่อนเนวิน ออกอาการความเครียดจะลงกระเพาะไม่เบา
เนื่องจากข้อตกลง “นายกรัฐมนตรี” ต้องเป็น “คนกลาง” เข้าได้กับทุกฝ่ายเป็นอย่างดี??
แต่นี่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” กลับสวมวิญญาณ “ป๋าดัน” ดันก้น “อภิสิทธิ์” เสียฉิบ
“อภิสิทธิ์” คนนี้ก็เป็น “สายล่อฟ้าชั้นดี” ที่ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ไม่เอาเหมือนกัลล์ล์

ฉะนั้น ใครอย่าได้ไปปิดเกมว่า “อภิสิทธิ์” จะได้เป็น “นายกฯ”...เพราะก่อนหน้านี้ท่านก็ “กินแห้ว” จนพุงกาง ไม่ได้แอ้มเก้าอี้นายกรัฐมนตรีอย่างที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันอยู่

แต่ที่ไม่น่าจะ “กินแห้ว” แน่ๆ ...เมื่อมี “บริษัทยักษ์ใหญ่” การสื่อสารแห่งเมืองเบียร์ อาศัยการเมืองไทยที่เละเป็นโจ๊กอยู่ ณ คาบนี้
เตรียม “ตั้งแท่น” ชงเรื่องแบบ “เสิร์ฟเอง-ชงเอง-กินเอง” กินเรียบทุกชอตอย่างสะดวกโยธิน

กล่าวคือ “บริษัทการสื่อสาร” ประเทศเยอรมนี เขาฉกฉวยเอาเรื่อง “ม็อบพันธมิตร” ที่สร้างความวอดวายให้ประเทศเป็นจุณ ขึ้นมาเป็นข้ออ้าง...
โดยฟันฉับสับเปรี้ยงลงมาเลยว่า!!
“วิทยุตำรวจ” หรือ “ว.ตำรวจ” ที่ใช้งานกันอยู่นั้น
ทำงานโหลยโท่ย...การปราบม็อบของตำรวจไร้ประสิทธิภาพอย่างรุนแรง??
โดย “ม็อบพันธมิตร” สามารถดักฟังคลื่น รู้ความเคลื่อนไหวของตำรวจทุกพิกัดอัตราศึก
เจ้าหน้าที่ตำรวจยกขบวนแห่ไปล้อม ไปปิดจับตรงไหน
“ม็อบพันธมิตร” รู้ไส้รู้พุงกี่ขดกี่วาของตำรวจเป็นอย่างดี??

เมื่อเขาสามารถดักฟัง “ว.ตำรวจ” ได้ทุกฝีก้าว แล้วตำรวจไทยจะเอาน้ำยาอะไรตรงไหนไปปราบปรามและจับกุม...ฉะนั้นเมื่อเป็นฉะนี้ “ว.ตำรวจ” เป็นระบบไดโนเสาร์เต่าล้านปีเช่นนี้

บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่เจ้านี้จึงปิ๊งไอเดีย เพื่อเปลี่ยน “ว.ตำรวจ” เป็นแบบ “ดิจิตัล” ไฮเทคล้ำยุค ก้าวหน้าเกินกว่าใครจะดักฟังได้??

ซึ่งในเรื่องนี้ “บริษัทเยอรมนี”?...ไม่เงื้อง่าราคาแพงเสียด้วย เขาได้ตั้งแท่นเสนอเรื่องเป็นที่เรียบร้อยเสร็จสรรพ สำหรับเปิบงบประมาณก้อนนี้กันแล้วจ้า...
ด้วยการเขียนแบบ “ทีโออาร์” ขึ้นมาเองอีกด้วย??
ล็อกสเป็กแข็งขันระดับห้าดาว “บริษัทคนไทย”ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลได้ก็แล้วกัน
โดยตั้งยอดสำหรับบริษัทในการจดทะเบียนในครั้งนี้ถึง 500 ล้านบาท
เงินสูงปรี๊ด ยอดสูงสุดโต่งเช่นนี้ “บริษัทคนไทย” เจ้าไหน จะมีขีดจำกัดเข้าร่วมประมูลได้

เว้นเสียแต่บริษัทฝรั่งตาน้ำข้าว การสื่อสารของประเทศเยอรมนีเท่านั้นแหละ ที่จะยื่นซองประกวดราคา เอาอภิมหาโปรเจ็กต์นี้ไปรับประทาน
และเท่าที่ฟังมา เพียงแค่แซมเปิลแรกกับการติดตั้ง “ว.ตำรวจ” ในระบบ “ดิจิตัล”นั้น

เบื้องต้นจะมีการติดตั้งระบบดังกล่าวนี้ ให้กับ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และ “กองบัญชาการตำรวจนครบาล” เป็นปฐมฤกษ์แรก นำร่องกันก่อน
โดยตั้งงบประมาณจิ้มกล้องเอาไว้หน่วยงานละ 5,000 ล้านบาท
สองหน่วยงาน รวมกันหลงจ้งแค่ 10,000 ล้านบาท ขาดตัวเท่านั้นแหละท่านสารวัตร

และทำครบเซต ทุกกองบัญชาการทั่วทั้งประเทศ ต้องใช้งบสูงลิบลิ่ว 20,000 ล้านบาท ฟาดกำไรท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยวกันไปเลย

ที่สำคัญอันดับต่อมา เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปลี่ยนมาใช้ “ว.” แบบดิจิตัล...หน่วยงานที่สนับสนุนตำรวจ ไม่ว่าจะเป็น “ป่อเต็กตึ๊ง” และ “ร่วมกตัญญู” ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ระดับ “ดิจิตัล” ตามไปด้วยอย่างอัตโนมัติ
เมื่อ “พี่ปอ” และ “น้องร่วม” เปลี่ยนมาใช้ระบบนี้ เขาก็ฟันกำไรเหงือกบวมกันอีกหนึ่งกระทอก???

ฉะนั้น งานนี้จึงเป็นงานท้าทาย “นายกรัฐมนตรีคนใหม่” จะปล่อยให้บริษัทการสื่อสารข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี เปิดยุทธการ “เขมือบเงินภาษี” ประชาชน กันอย่างมัน(ส์)ยกร่องน่าจะไม่ถูกต้อง...

ไม่ว่านายกฯ ป้ายแดงคนใหม่เอี่ยมอ่องจะเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” “นายหัวชวน หลีกภัย” ที่กลุ่มเพื่อนเนวินหนุนอยู่ลึกๆ

หรือแม้แต่ “ปู่ชัย” ท่านชัย ชิดชอบ ผู้มีชื่ออยู่ในแคนดิเดตเป็น “นายกรัฐมนตรี”...ซึ่งวงในด้านลึกระบุกันว่า “ท่านปู่ชัย” สนิทกับ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ มาเป็นเวลายาวนาน
ไม่ว่าท่านใดขี่พายุทะลุฟ้าเป็น “นายกรัฐมนตรี” โปรดดูเรื่องนี้ให้ดี??
ประเทศไทยเราวันนี้ แสนจนโบ๋เบ๋...
จะปล่อยให้ฝรั่งเจ้าเสน่ห์มาหากินแบบนี้ได้ไงกันล่ะท่านนายกรัฐมนตรี!!

ต้องเร่งจัดการ...กับพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัชฌาวดี

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมป่วนบ้าน กวนเมืองไปแล้วเป็นการชั่วคราว แต่สิ่งที่กลุ่มคนพวกนี้ทำบ้านเมืองเสียหายวายวอด เป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ และที่สำคัญในช่วงเวลา 6 เดือนของการชุมนุม ได้เกิดพฤติกรรมผิดกฎหมายมากมาย

นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้พูดเอาไว้ในเวทีที่ลานคนเมือง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมาอย่างน่าสนใจ
“...นี่คือความชัดเจนยืนยันคำพูดที่ผมกล่าว ผมขอเรียนให้ทราบว่าทางตำรวจบอกว่าถึงนาทีนี้เขายังไม่ไว้ใจม็อบพันธมิตรฯ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจยังต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรและตรึงกำลังในทุกพื้นที่ กลุ่มพันธมิตรเคยไปที่ไหน ก็จะดูแลที่นั่น แม้จะยุติการชุมนุมไปแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทเพราะทางกลุ่มพันธมิตรเคยประกาศไว้ว่าจะกลับมาชุมนุมอีก หากมีการสร้างเงื่อนไขจากฝ่ายการเมืองเครือข่ายของอำนาจเก่า

ฝากไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เหตุไฉนทางตำรวจจึงไม่เร่งถอนประกันตัวแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อให้ไปอยู่ในที่จ้องจำ ในที่ที่ควรจะอยู่เสียทันใด มีอะไรมามัดมือมัดเท้าไม่ให้ท่านทำเช่นนั้น มันเรื่องอะไร ในเมื่อคนพวกนี้เป็นผู้ต้องหาได้เข้ามอบตัวกับทางตำรวจ ได้รับการประกันตัวมา แล้วก็ออกมาปฏิบัติการซ้ำรอยเดิม ซ้ำร้ายความผิดครั้งหลังนั้นยังนำความเสียหายให้เกิดแก่บ้านเมืองมากกว่าเดิมอีก แต่ท่านไม่ใช้มาตรการในการถอนประกันตัว ถามว่ามันเรื่องอะไร ถ้าหากท่านจะตอบผมว่าเรื่องมันอยู่ที่อัยการผมก็รับฟังได้ ผมก็จะถามไปที่อัยการนั่นแหละ แต่ว่าให้ท่านร้องขอไปขอถอนประกันตัว ถ้าติดขัดที่อัยการก็จะถามที่สำนักงานอัยการแห่งชาติว่า เพราะเหตุอะไร จึงไม่ถอนประกันตัวคนเหล่านี้ และถ้าอัยการจะบอกว่ากำลังจะฟ้องศาลอยู่แล้ววันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ถ้าจะให้ประกันตัวก็ต้องรอที่ศาลอีกที่หนึ่ง ถ้าท่านจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน ถ้าอย่างนั้นพูดกับศาลเอาไว้เลยในอนาคต ถ้าเรื่องนี้เข้าไปถึงศาลเมื่อไรขอได้โปรดพิจารณาว่า ไม่ควรจะให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 9 เพราะให้ประกันตัวครั้งแรกแล้วมากระทำความผิดซ้ำอีกแล้ว

ถ้าทำได้เช่นนี้ข้อกังวลของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ที่บอกว่าคนพวกนี้จะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาที่เงื่อนไขเหมาะสม มาสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายอีกครั้งหนึ่ง ผมเอาหัวเป็นประกัน ว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง ประชาชน 85-95 % ที่มาชุมนุมเขามาด้วยหลงผิด นี่กลับบ้านไปเขามีความสุขแทบเป็นแทบตายไม่มีวันที่จะย้อนกลับมาอีกถ้าไอ้หัวโจกมันอยู่ในคุก จะไม่มีปัญหาครับ

ถ้าหัวโจกเหล่านี้อยู่ในคุก แน่นอนว่ากฎหมายเล่นงานแน่นอน เอากันตามตัวบทกันจริงๆ ผมคิดว่าคนเสื้อเหลืองกลุ่มนั้นจะมาซื้อเสื้อแดงจนเราพิมพ์ขายไม่ทัน เพราะเขารู้ครับว่าใครอยู่ข้างความถูกต้อง ใครอยู่ข้างความเป็นธรรม
ประการที่สองผมอยากฝากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้พิจารณาก็คือว่า ผมเฝ้าติดตามมาตลอดในระยะเวลาที่ยาวนานตั้งแต่ 9 คนแรกที่เป็นแกนนำถูกจับครั้งแรก เขาก็ตั้งแกนนำแถว 2 ไอ้แกนนำแถว 2 ก็ปฏิบัติการเต็มที่เพื่อสร้างชื่อเสียง ทำงานเต็มที่แล้วก็ได้ข่าวจากตำรวจว่ามีความผิดใกล้เคียงกัน ก็จะตั้งข้อหาอย่าเดียวกับ พวกนั้นเลยเกรงว่าถ้าขาดหัวแถวคนจะกลับบ้านหมด รีบตั้งแกนนำแถว 3 ยกกำลังบุก บช.น. ยืนบนหลังคารถโจมตี บช.น. ก่อนที่จะสลายตัว รวมความว่าแถว 2 และ 3 รวมกันกระทำความผิดแบบเดียวกันกับแกนนำแถวที่ 1 รวมทั้ง “อีนางปอง ตองแปด” ถามตำรวจว่าเหตุใดไม่ออกหมายจับคนพวกนี้เสียที แล้วถ้าถึงวันนี้แล้วยังไม่ออกหมายจับ มันยาวนานพอที่เราจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าตำรวจได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ที่ผมพูดเรื่องนี้ทั้งหมดก็เพื่อจะบอกพี่น้องว่า การที่จะทำให้บ้านเมืองาสงบร่มเย็นนั้นมันเป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าไม่ทำกัน ก็ทำให้ชาติเสียหาย พี่น้องประชาชนเดือดร้อน คนเสื้อแดงก็เดือดร้อนต้องออกมากระตุ้นเตือน แล้วก็อยากจะถามว่าถ้าตำรวจไม่ทำหน้าที่นี้ออกไปเถอะ ยังมีคนเขาอยากเป็นตำรวจอีกเยอะเลย ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะตัดเยื่อใยกับตำรวจ จนไม่เห็นอกเห็นใจกันแล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ก็เรียนท่านตั้งแต่วันแรกแล้วตำรวจเล็กๆลงมาเราเห็นใจ แต่ที่สงสัยคือนโยบายของตำรวจใหญ่ เราสงสารตำรวจ ถามตำรวจว่าทำไมไม่คิดสู้ ตำรวจบอกว่าผู้บังคับบัญชาสั่งห้ามใช้อาวุธ เราก็เห็นใจ เพราะตำรวจก็ต้องมีวินัย ผู้ใหญ่ห้ามใช้อาวุธก็ไม่ใช้อาวุธ

แต่เราต้องถามผู้ใหญ่ว่า นโยบายเฉพาะกิจต้องการสลายม็อบไม่ให้ใช้อาวุธเราก็เข้าใจได้ แต่เวลานี้มันเสร็จภารกิจแล้วทำไมไม่ตั้งข้อหาแกนนำแถว 2 แถว 3 แล้วถ้าช้าไปกว่านี้ ท่านเองจะกลายเป็นจำเลยข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แล้วจะมาโทษคนเสื้อแดงไม่ได้

ถ้าอยากให้บ้านเมืองเราเดินไปข้างหน้าจริงๆ ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ของตนเองใครเป็นพ่อค้าทำหน้าที่พ่อค้า ใครเป็นนายธนาคารทำหน้าที่นายธนาคาร ใครเป็นนักการเมืองทำหน้าที่นักการเมือง ใครเป็นทหารทำหน้าที่ทหาร ถ้าทำหน้าของตัวเองบ้านเมืองก็ไม่สับสน ก็คงจะพัฒนาไปมากกว่านี้

ตำรวจและทหารก็เหมือนกันควรจะปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ไม่ใช่ว่าทหารไปนั่งประชุมกับนักวิชาการแล้วให้นายกรัฐมนตรียุบสภามันก้าวก่ายหน้าที่กันไปหมดแล้วมีแต่มาโทษกัน จนแก้ปัญหาไม่ได้ จนมาพบเข้ากับข้อเฉลยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าถ้าหากจะมีการยุบสภาเสียในสภาวการณ์เช่นนี้ให้เลือกตั้งใหม่ ก็จะได้รัฐบาลที่ประชาชนเขายอมรับ ความต้องการของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังคงเป็นเรื่องเก่าที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นว่าการยุบสภานั้นแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ฟังเข้าใจไหม

แต่ที่บอกว่ายุบสภาแล้วแก้เงื่อนไขไม่ได้นั้นติดอยู่ตรงที่ว่ายุบสภาไปในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบสภาไปในช่วงเวลาที่กฎกติกายังเป็นเผด็จการซึ่งได้ทำไว้ในประเทศตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 บ้านเมืองเราเสียหายมาตั้งแต่ช่วงนั้นเพราะว่ามีการตั้งสมมุติฐานขึ้นมาผิดๆ แล้วใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจ บ้านเมืองก็ได้เปลี่ยนจากระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการทหาร จากนั้นการกระทำตั้งแต่ในปี 2550 จึงเป้นความผิดหมดเลยตั้งแต่ 1.จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา 2.ตั้งองค์กรอิสระต่างๆมากมาย เอาคนใส่เข้าไปในองค์กรอิสระเสร็จสรรพแล้วตั้ง คตส. แล้วบอกว่าต่อไปนี้นักการเมืองที่ทุจริตต้องถูกปราบอย่างสิ้นซาก คตส.ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม ขอให้ตั้งหลักตรงนี้ที่ผมต่อสู้มา 2 ปีแล้วอยากบอกให้โลกทั้งโลกรู้ว่า คตส.ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมตามหลักสากล ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อจัดการกับใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งโลกนี้เขาไม่ยอมรับกันแล้ว

ถ้าอยากได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกว่าเป็นหลักการในระบอบประชาธิปไตย คตส.ต้องถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของทุกๆ รัฐบาล แล้วบุคคลที่ถูกตั้งขึ้นมาจะเป็นบุคคลกลางที่สังคมยอมรับได้ ไม่ใช่คู่วิวาทของคนใดคนหนึ่ง และเมื่อแต่งตั้งแล้วได้รับจากโปรดเกล้าฯ จากประมุข แต่ว่ามันไม่ได้ทำอย่างนั้น มันจัดตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับคนกลุ่มเดียว เอาคนที่เป็นพวกพ้องของตน และมีที่มาไม่ถูกต้องเราซึ่งคัดค้าน ถ้าคุณตั้ง คตส. ขึ้นมาก็ต้องตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาลและทำชาติสูญเสียเงินเป็นจำนวน 650,000 ล้านบาท...”

ประณาม...พันธมิตรฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


หลังจากที่ได้นำเสนอความเสียหายในทำเนียบรัฐบาล และช่างภาพถ่ายภาพออกมาให้ประชาชนทั่วประเทศได้ชมกันแล้วนั้น

มีผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสียหายของ “ทำเนียบรัฐบาล” มากมาย เพราะสงสารประเทศชาติที่โดนพันธมิตรฯ ย่ำยีขนาดนี้

ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่สำคัญในการใช้บริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และเป็นหนึ่งในหน้าตาของประเทศชาติ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่นั่งทำงานในฐานะเป็นศูนย์บัญชาการบริหารประเทศเป็นสถานที่ประชุมระดับสูงสุด และใช้เป็นที่ต้อนรับ “อาคันตุกะ” แขกบ้านแขกเมือง

มีผู้แนะนำว่า กรมประชาสัมพันธ์ หรือคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความเสียหาย น่าจะนำภาพความเสียหาย ออกมาฉายให้ประชาชนได้เห็นทุกซอก ทุกมุม

เหตุการณ์ดังกล่าวน่าอายต่อต่างประเทศและชาวโลก ซึ่งคงขาดความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย นิติรัฐ การดูแลความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศไทย

ผู้เกี่ยวข้อง ควรมีมาตรการแก้ไข และป้องกัน ปราบปราม จัดการ ให้กับผู้กระทำผิด มิฉะนั้นไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ อันจะมีผลต่อการค้าขาย การลงทุน ระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีแฟนๆ หนังสือพิมพ์ “ประชาทรรศน์” ขอประณามการกระทำความชั่วร้ายทำลายย่ำยีประเทศไทยอย่างร้ายแรงครั้งนี้

หากเป็นการกระทำของกองกำลังต่างชาติหรือเป็นผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ ผมจะไม่เสียใจมากเท่ากับการเห็นคนไทย มาทำลายประเทศไทยเอง ทำลายเศรษฐกิจไทยมูลค่านับหมื่น นับแสนล้าน

อีกทั้งทำลายสภาพจิตใจและปลุกระดมสร้างความแตกแยกในหมู่สังคมคนไทยซึ่งเป็นความเสียหายที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

การกระทำเยี่ยงโจรกบฏปล้นทำลายชาติครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำการที่หนักกว่าถูกผู้ก่อการร้ายข้ามชาติถล่มเสียอีก เพราะผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ เต็มที่ก็ทำลายเศรษฐกิจ สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ แต่ไม่สามารถทำลายความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศได้

แต่การกระทำของโจรกบฏครั้งนี้ ได้มีการยุแยงให้คนไทยเลือกข้าง ซึ่งปกติแล้วในระบอบประชาธิปไตย ย่อมมีความเห็นต่างได้ แต่ไม่แตกแยก แต่พวกกบฏมักจะพูดว่า คนที่เห็นต่างจากพวกเขาคือศัตรู ประกาศทำการกู้ชาติ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นเอกราช ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มายาวนาน ไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แล้วจะมากู้ชาติทำไม

ประกาศทำสงครามภายในประเทศกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกต้องตามกฎหมายโดยประชาชนคนส่วนมากของประเทศเขาเลือกเข้ามา ทำการยึดทำเนียบ ยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง ทำลายชื่อเสียงทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติเป็นมูลค่ามหาศาล ยังมีหน้ามาประกาศชัยชนะบนความเสียหายมหาศาลของประเทศ

หรือที่ประกาศชัยชนะจากการทำลายชื่อเสียง ทำลายเศรษฐกิจของประเทศไทยได้สำเร็จคือ ชัยชนะ นั่นก็หมายถึง โจรกบฏที่ทำการเยี่ยงผู้ก่อการร้ายทำลายชาติไทยได้สำเร็จ มันถึงประกาศชัยชนะบนความวิกฤติหายนะของประเทศชาติไทย

ขอให้ผู้รักษากฎหมายจัดการกับพวกโจรกบฏที่อุกอาจทำการเยี่ยงผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเด็ดขาดเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี สืบต่อไป

เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศอุ่นใจว่า กฎหมายไทยมีความศักดิ์สิทธิ์เสมอ กฎหมู่ไม่มีทางอยู่เหนือกฎหมาย!