WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 9, 2008

จุดยืนของขบวนการประชาธิปไตย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย


นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารทั้งสามพรรค โดยเฉพาะ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงทำให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีของท่านสิ้นสุดลง และกำลังมีการช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีข่าวคราวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนี้ กลุ่มนั้นจากพรรคพลังประชาชน กลุ่มโน้นจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ บรรดาผู้รักประชาธิปไตยที่เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่การต่อต้านรัฐประหาร มาจนถึงการปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่พอใจ ผิดหวังกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว ผมเห็นใจและเข้าใจ แต่ใคร่ขอแสดงความคิดเห็น ทรรศนะและท่าทีต่อสถานการณ์นี้สองสามประการ

ก่อนอื่น คงต้องตอกย้ำอีกครั้งว่า การสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรคของศาลรัฐธรรมนูญมิใช่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม หากเป็นรัฐประหารโดยตุลาการ (judicial coup) ซึ่งผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้มาหลายครั้งแล้ว รัฐประหารแบบนี้เคยทำกับรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ผมคาดว่าต่อไปจะเกิดขึ้นอีก จึงขอให้ติดตาม ศึกษา ค้นคว้าลักษณะและสภาพของรัฐประหารโดยตุลาการ เพื่อจะได้คัดค้าน ต่อต้านอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ด้วยรัฐประหารดังกล่าวไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การคัดค้าน ต่อต้าน จะยากลำบากค่อนข้างมาก เพราะสังคมโดยทั่วไปมักเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ ความถูกต้องของกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม

ต่อมา การจัดตั้งรัฐบาล เป็นไปสิทธิ อำนาจ และหน้าที่ของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามกระบวนการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิพาษ์วิจารณ์การจัดตั้งรัฐบาล เช่น บุคคลใดควรเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รัฐบาลควรมีนโยบายอะไร ยิ่งสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยังเป็นวิกฤติที่หนักหน่วงรุนแรง ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยยิ่งต้องเสนอความคิดเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลให้มากยิ่งขึ้น กล่าวเฉพาะการเมือง สถานการณ์ขณะนี้ยังเป็นการต่อเนื่องของความขัดแย้งและการต่อสู้ทางความคิดทางการเมืองระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและอำมาตยาธิปไตย ซึ่งฝ่ายหลังยังคงมีชัย สามารถยุบพรรครัฐบาล 3 พรรค ล้มรัฐบาลประชาธิปไตย 2 ชุดได้ และกำลังแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาลทั้งลับและเปิดเผย จุดยืนของขบวนการประชาธิปไตยจะต้องต่อต้านอำมาตยาธิปไตยทุกกลุ่มทุกระดับให้มากขึ้น แล้วหากรัฐบาลใหม่แม้จะมาจากพรรคการเมืองซึ่งมีที่นั่งในสภาและนายกรัฐมนตรีมาจากการคัดเลือกของสภาผู้แทนราษฎรมีโฉมหน้าและนโยบายโน้มเอียงไปทางอำมาตยาธิปไตย ขบวนการประชาธิปไตยจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งคัดค้าน ต่อต้าน และประท้วง

สุดท้าย ขอตอกย้ำจุดยืนของนักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเคยต่อสู้มายาวนานหรือช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน จุดยืนพื้นฐานของเรา คือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้มีระบอบ หลักการและกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง มิใช่ต่อสู้เพื่อบุคคล กลุ่มนักการเมืองใด และพรรคการเมืองใด เฉพาะหน้า คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่ได้ทำกันมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 โดยเผยแพร่ความคิดเห็น และรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวนกว่า 7 หมื่นคน จนเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 255) ต่อรัฐสภาเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม แต่เนื่องจากถูกต่อต้านจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาสรรหา และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง รัฐสภาจึงยังมิได้พิจารณา ฉะนั้น ไม่ว่าพรรคใดมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี ขบวนการประชาธิปไตยโดยเฉพาะ “พลังสีแดง” จะต้องเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายทางการเมืองประการหนึ่ง หากรัฐบาลใหม่ไม่มีนโยบายนี้ ขบวนการประชาธิปไตยจะต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องและผลักดันรัฐสภาให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมาพิจารณา แล้วเราจะต้องถือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เป็นชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของขบวนการประชาธิปไตย

นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว ขบวนการประชาธิปไตยยังมีจุดยืนเพื่อต่อต้านรัฐประหาร ประการหลังนี้ถือว่าสำเร็จ เพราะจนขณะนี้กลุ่มนายทหารที่จะทำรัฐประหารยังไม่กล้า

นี่คือ จุดยืนที่คงเส้นคงวาของขบวนการประชาธิปไตย อย่าหวั่นไหวกับการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและนักการเมืองใดเลย

ชัยชนะของพันธมิตรฯ บนค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย ศรัทธา สารัตถะ
ที่มา : ประชาไท


สื่อ โดยเฉพาะพวกอ้างว่าเป็นสื่อสาธารณะ ที่ชอบเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการ ราษฎรอาวุโส ส.ว. ลากตั้ง รวมถึงโจรปล้นชาติทั้งหลายแก้ตัว ว่าการยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรฯ “เป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ก็น่าเห็นใจ” เพราะทำเพื่อประโยชน์ของชาติ ควรหุบปากได้แล้ว!!

ความจริงแล้ว ท่านที่อ้างว่ารักชาติทั้งหลาย ควรจะเสนอให้มีการศึกษาผลกระทบของการยึดสนามบินทั้งสองแห่งทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม และเพื่อหาข้อยุติให้กับขอบเขตที่เหมาะสมในการใช้สิทธิชุมนุม น่าจะเป็นประโยชน์กว่าการยึดสนามบินนานาชาติเปรียบเสมือนการปิดประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่พูดแบบมักง่ายว่า “คืนให้แล้ว ก็แล้วกันไป” อย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายกำลังแถในเวลานี้

สนามบินนานาชาติอย่างสุวรรณภูมิเป็นพื้นที่พิเศษ เพราะเป็น hybrid space ซึ่งผู้คน ทุน สินค้า บริการ ความรู้ ความคิด วัฒนธรรมและสัญลักษณ์จากที่ต่างๆ ทั่วโลกเดินทางมาพบปะและแลกเปลี่ยนกัน สนามบินนานาชาติจึงเป็นประตูเชื่อมต่อประเทศหนึ่งๆ กับอีกภูมิภาคหนึ่ง ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม เพราะเหตุนี้ประเทศต่างๆ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สนามบิน เพราะรู้ดีว่าการมีสนามบินที่ดี มีระบบการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงปลอดภัย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ ความเชื่อมั่นไว้วางใจเป็นพื้นฐานสำคัญของการแลกเปลี่ยน การค้า และการลงทุน

จริงอยู่ที่ว่าในทางกายภาพ สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า การปิดหรือเปิดสนามบินขึ้นอยู่กับอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทยเท่านั้น ดังที่กลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อครั้งที่ปิดสนามบินในภาคใต้เคยอ้างว่า การปิดสนามบินนานาชาติภูเก็ตและหาดใหญ่เป็นการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองเพื่อประท้วงรัฐบาล ความคิดดังกล่าวมองข้ามความจริงว่า สนามบินเป็น hybrid space เป็นพื้นที่ทับซ้อนของอำนาจหลายระดับ ซึ่งอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของอำนาจในรัฐไทย

การชุมนุมของพันธมิตรฯ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากชุมนุมประท้วงของภาคประชาชนที่ผ่านมา เพราะก้าวข้ามหลักการอันชอบธรรม 3 ประการ ได้แก่ การใช้สิทธิตามจารีตประเพณี การใช้สิทธิตามกฎหมาย และการใช้สิทธิตามข้อตกลงร่วมของสังคม การประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ หลายครั้งละเมิดสิทธิของคนอื่นโดยตรงและโดยอ้อม แต่สังคมส่วนใหญ่กลับเพิกเฉย เพราะเกรงอิทธิพลที่หนุนหลังพันธมิตรฯ หรืออาจเป็นเพราะความไม่ชัดเจนระหว่างการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองกับการปฏิบัติตามกฎหมาย คนในสังคมบางกลุ่มถึงกับให้ท้ายการกระทำของพันธมิตรฯ อย่างไม่แยกแยะ ปฏิกิริยาของสังคมจึงมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพันธมิตรฯ

การที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ย่ามใจประกาศทำสงครามม้วนเดียวจบด้วยการยึดสนามบินเป็นตัวประกันนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากอำนาจนอกระบบ และคำขู่เรื่อง “อย่าใช้ความรุนแรง” ที่เปล่งเสียงประสานจากบรรดาหางเครื่องพันธมิตรฯ อย่างไรก็ดี การปิดสนามบินสองแห่ง พร้อมกับยึดเครื่องบินและผู้โดยสารในสนามบินเป็นตัวประกัน เท่ากับปิดกั้นสิทธิในการเดินทาง และละเมิดสิทธิของผู้โดยสารที่ตกค้างทั้งในและต่างประเทศนับแสนคน การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการก่อการร้ายสากลอย่างยากจะปฏิเสธ

ความต้องการเพียงชัยชนะอันรวบรัดตัดตอน สร้างผลกระทบที่คาดไม่ถึงให้แก่สังคมโดยรวม ความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที คือประเทศไทยสูญเสียรายได้กว่าแสนล้านบาท โดยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาว เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกได้รับผลกระทบ ยังไม่รวมถึงการสูญเสียความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก จากการที่ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่อันตรายลำดับ 7 ของโลก

แม้พันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะในช่วงแรกที่ยุติการปิดสนามบิน แต่ในเวลาต่อมา เมื่อมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สูง สุริยะใส กตะศิลา แก้ข้อกล่าวหาว่า “ในช่วงเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานฯ ที่เข้ามาเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อเปิดสนามบินก็รับทราบและยืนยันว่า จะไม่มีการดำเนินคดีเรื่องนี้ถ้าเสียหายจริงก็คงไม่สามารถเปิดสนามบินทั้ง 2 แห่งได้รวดเร็วขนาดนี้ การเตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพันธมิตรฯ หลายหมื่นล้านบาทจากบอร์ดการบินไทย และบอร์ดการท่าฯ จึงเป็นการผิดสัจจะวาจา…ทำให้คุณค่าของการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากทั้งสององค์กร ถ้ามีความขัดแย้งในรอบหน้า อาจทำให้การเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองไม่มีความหมายอีกต่อไป”

ทั้งที่แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันว่าการยึดสนามบินหนึ่งสัปดาห์สร้างความเสียหายไม่มาก ทว่าปฏิกิริยาของสังคมโลกกลับเป็นไปในทิศทางตรงข้าม การยึดสนามบินอย่างง่ายดาย ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับอิทธิพลที่หนุนหลังพันธมิตรฯ เช่น บทบาทของสหภาพการบินไทย ซึ่งเป็นคนในที่รู้ทางหนีทีไล่ในสนามบินเป็นอย่างดี กับการสนับสนุนพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน หรือการที่สหภาพรัฐวิสาหกิจใช้อำนาจขู่ตัดน้ำตัดไฟ เพื่อต่อรองทางการเมือง ยังมีคำถามเกี่ยวกับการพยายามควบคุมมวลชนและความพยายามในการหยุดยั้งการกระทำที่ผิดกฎหมายของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ความประหลาดใจเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนต่างชาติพยายามหาคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย

กล่าวได้ว่า การยึดสนามบินนานาชาติของกลุ่มพันธมิตรฯ ประสบความสำเร็จในการยกระดับการจราจลในประเทศให้กลายเป็นปัญหาการก่อการร้ายสากล เพราะความรู้สึกไม่มั่นใจในชีวิตและสวัสดิภาพของผู้โดยสารต่างชาติ ความไม่แน่ใจของนักลงทุนต่างชาติต่อธุรกิจและการลงทุนของพวกเขาในประเทศไทย ทำให้การฟ้องร้องต่อประชาคมโลกดำเนินไปอย่างกว้างขวาง

สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ตำหนิการชุมนุมที่ทำให้ผู้โดยสารติดค้างอยู่ในสนามบินว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของไทยอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในประเทศไทยหาทางแก้ไขวิกฤติ โดยเคารพกฎหมายและสถาบันประชาธิปไตย ทูตหลายประเทศเรียกร้องให้ไทยคืนสู่การเป็นนิติรัฐ องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ และองค์การแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐบาลไทยตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระเพื่อสอบสวนความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการกระทำของทุกฝ่ายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และให้นำตัวผู้ที่รับผิดชอบต่อความรุนแรงเหล่านั้นมารับผิด

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ สนับสนุนอำนาจนอกระบบให้เข้าแทรกแซงทางการเมือง จึงเป็นการบ่อนเซาะระบอบประชาธิปไตย ขณะที่หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทรีบูน เตือนพันธมิตรฯ ว่ากำลังเล่นเกมอันตราย เพราะนำสถาบันมาอ้าง เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันต้องระคายเคือง ในแนวทางใกล้เคียงกันกับ หนังสือพิมพ์รอยเตอร์ส เดอะไทมส์ เอ็นบีซีนิวส์ อีโคโนมิคส์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นและบิดเบือนข่าวสาร รวมถึงการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ของไทยที่มีความเข้มงวด แต่กลับมีลักษณะคลุมเครือ เปิดโอกาสให้มีการตีความเพื่อใช้แสวงหาประโยชน์และกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ผลของกฎหมายหมิ่นฯ ทำให้สังคมไทยปิดกั้นตนเองจากโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ทำให้ยากที่ประชาชนส่วนใหญ่จะมีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกที่เป็นไปได้โดยสันติ

การประกาศชัยชนะที่เกิดขึ้นอย่างรีบร้อนของกลุ่มพันธมิตรฯ ภายหลังการรวบรัดตัดสินคดียุบพรรคการเมือง กลายเป็นประเด็นคำถามตามมาว่า พันธมิตรฯ เล่นบทกลุ่มกดดันนอกสภา เพื่อปูทางให้กับการใช้อำนาจนอกระบบ เพื่อเข้าแทรกแซงการเมืองในระบบหรือไม่? คำถามต่อมา การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองรอบใหม่ในขณะนี้ เป็นความพยายามล้างไพ่เพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้สนับสนุนให้พ้นจากการรับผิด โดยเฉพาะความเสียหายจากการยึดสนามบินหรือไม่?

แม้แกนนำพันธมิตรฯ จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการยึดสนามบิน แต่สิ่งที่สะท้อนผ่านจากสื่อทั่วโลก กลับยืนยันความผิดที่ยากจะปฏิเสธ ความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยากจะประเมินค่า ทว่าความเสียหายที่เกิดกับภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นในสายตาประชาคมโลก กลับเป็นเรื่องมองเห็นได้ยาก และประเมินค่าความเสียหายได้ยากกว่า

สังคมทุกแห่งในโลกมีกฎระเบียบและอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนในสังคมหนึ่งจะสามารถใช้สิทธิเหนือดินแดนอย่างไร้ขอบเขต การที่สังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่เคลื่อนไหว (mobile society) มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ภายใต้เงื่อนไขการเดินทางข้ามพรมแดนของความรู้ ข่าวสาร ผู้คน ทุน สินค้า บริการ ความคิด และวัฒนธรรม ความพยายามที่จะปิดกั้นพื้นที่ การเดินทาง รวมถึงการเข้าถึงความจริง นอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จแล้ว กลับสร้างผลกระทบที่คาดไม่ถึงในลักษณะเดียวกับการขว้างบูมเมอแรง

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งท้าทายระเบียบรัฐและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม กำลังยื่นโจทย์ที่ท้าทายให้กับประชาคมโลกเกี่ยวกับปมปัญหาที่แท้จริงของความขัดแย้งการเมืองไทย ภาพสะท้อนของไทยในสายตาสื่อนอกหลังการยึดสนามบิน ไม่เพียงขัดแย้งกับภาพลักษณ์กลมกลืนของสังคมไทยในอดีต แต่ยังเผยให้เห็นความแย้งระดับลึกของกลุ่มและอำนาจในสังคมไทย ซึ่งในทางเศรษฐกิจดูเหมือนเป็นทุนนิยมเสรี ในทางการเมืองดูเหมือนเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในกลับเป็นอนุรักษนิยม ศักดินานิยม และอำนาจนิยม

“ชาติ” บอบช้ำพอแล้ว...

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

หลายคนคงกำลังใจจดจ่อกับการตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งประชาชนคาดหวังกันว่า รัฐบาลที่กำลังจะก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่นั้นเป็นรัฐบาลที่ตั้งใจทำเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศชาติบอบช้ำมามากแล้ว ประชาชนทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างหนัก ทั้งๆ ที่เป็นคนไทยด้วยกัน

จากประเทศที่ได้ชื่อว่า “สยามเมืองยิ้ม” กลายเป็นเมืองอันตรายในสายตาชาวโลก สื่อเทศจัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่อันตรายมากที่สุดในโลก

นานาชาตินับ 10 ประเทศยังประกาศเตือนพลเมืองของตัวเองให้งด หรือระมัดระวังในการเดินทางมาประเทศไทยเพราะเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย

บรรดาบริษัทจัดอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือ ก็เรียงคิวลดเครดิตประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่หนักหนาสาหัสคือ “การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ” ทำให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ต้องประกาศหยุดให้บริการตั้งแต่เวลา 22.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน

กระทั่ง พันธมิตรฯ สลายการชุมนุม และมีการเปิดใช้สนามบินเที่ยวแรกเมื่อบ่ายวันที่ 3 ธันวาคม ก่อนเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบวันที่ 5 ธันวาคม
ตลอด 8 วันความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในส่วนของภาคราชการและเอกชน มีการประเมินเบื้องต้นคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

ในภาพรวม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดสนามบินว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม นักท่องเที่ยวจะหายไปประมาณ 1.58 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

ธุรกิจขนส่งทางอากาศเสียหาย 3.2 พันล้านบาท ธุรกิจการขนส่งผู้โดยสารภายในการท่าอากาศยานเสียหาย 2.8 หมื่นล้านบาท

ธุรกิจภายในสนามบินเสียหาย 2.2 พันล้านบาท รวมทั้งความเสียหายที่ยังประเมินไม่ได้อีก 1.4 หมื่นล้านบาท รวมความเสียหายแล้วอยู่ที่ประมาณ 1.46 แสนล้านบาท

เรื่องความเสียหายต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล พวกเราในฐานะคนไทยที่ต้องเสียภาษีทุกคนควรจะออกมาฟ้องร้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ไม่ควรปล่อยให้เรื่องผ่านไป โดยที่แกนนำพันธมิตรฯ ยังคงลอยหน้าลอยตาในสังคม เพราะคนเหล่านี้ถือเป็นบุคคลทำลายชาติ ไม่ใช่คนกู้ชาติ
ประชาชนได้เห็นแกนนำพันธมิตรฯ ออกเอเอสทีวี ประกาศชัยชนะ พร้อมกับยกหางตัวเองว่าเป็น “ฮีโร่” แล้วรับไม่ได้
พวกนี้คือคนที่เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด เพราะได้หลอกประชาชนไปตายเกือบ 10 ศพ แต่ตัวเองกลับมาเล่าวีรกรรมตัวเองอย่างสนุกสนาน
เวลานี้ขอให้ประชาชนช่วยกันเฝ้าจับตาคนเหล่านี้ให้ดีว่าจะทำอะไรให้ชาติบ้านเมืองบ้าง
รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาไม่ควรจะปล่อยปละละเลยประเด็นนี้ ซึ่งสำคัญมากพอๆ กับปัญหาเศรษฐกิจ

รัฐบาลใหม่ควรเร่งตั้งทีมเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือ ดึงคนนอกที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นผลดีต่อภาพรวม และเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องทำคือ สร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็ว

อย่าลืมว่า เศรษฐกิจโลกปี 2552 จะส่งผลกระทบถึงไทยแน่นอน เอกชนจึงสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลที่มีความสามารถขึ้นมาบริหารประเทศโดยเร็ว

ช่วงเวลานี้ ถือเป็นช่วงที่ทุกฝ่ายต้อง “ร่วมมือร่วมใจกัน” คลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง อย่ามาแบ่งแยกว่า “เสื้อแดง” หรือ “เสื้อเหลือง”

อยากให้ทุกคนได้ตระหนักในพระราชดำรัสของพ่อหลวงที่ทรงพระราชทานในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติ คนไทยขัดแย้ง แตกแยก รบราฆ่าฟันกันเอง จนบาดเจ็บและเสียชีวิต

พระองค์ทรงพร่ำเตือนให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน จะมัวแต่มาเอาแพ้เอาชนะกันทำไม เพราะถึงที่สุดไม่มีใครชนะ มีแต่ชาติจะพ่ายแพ้...

พรรคประชาธิปัตย์ ขุดหลุมฝังตัวเอง

ที่มา Thai E-News

โดย คุณทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์
ที่มา เวบไซต์ ประชาไท
8 ธันวาคม 2551

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551 สั่งให้ยุบพรรคการเมือง 3 พรรคประกอบไปด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย พร้อมกับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ทั้ง 3 พรรค เป็นเวลา 5 ปี ก็เกิดกระแสเรียกร้องจากนักธุรกิจ และนักวิชาการ ให้มีการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง คือต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แทนที่พรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบพรรคไป

ปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาจึงมีอยู่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ สมควรจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงเวลานี้หรือไม่ ในเบื้องต้น

ถ้าพิจารณาจากแง่มุมทางนิติศาสตร์ โดยยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นหลัก ก็อาจกล่าวได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีความชอบธรรมทุกประการ ที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นๆ แล้วจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มิได้มีบทบัญญัติบังคับไว้ว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งมามากเป็นอันดับที่หนึ่ง จะต้องเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสมอไป

แต่ถ้าพิจารณาตามหลักรัฐศาสตร์ ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทยในขณะนี้ จะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่สมควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเวลานี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เหตุผลข้อแรก ไม่สง่างาม เพราะไม่ได้รับฉันทามติจากพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่ผ่านมานั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 164 คน ขณะที่พรรคพลังประชาชน ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 233 คน จากการเลือกตั้งครั้งนั้น มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ถึง 69 คน ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่สูงมากพอสมควรในทางการเมือง ในประเด็นนี้

คงต้องถามใจของท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า ท่านจะรู้สึกภาคภูมิใจหรือ ที่จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างหมดรูปต่อพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา?

ท่านจะรู้สึกภาคภูมิใจมากกว่าหรือไม่ ถ้ารอให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แล้วท่านจึงจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างสง่างามที่สุด?

เหตุผลข้อที่สอง ซึ่งสำคัญกว่าเหตุผลข้อแรก ก็คือ ตลอดเวลากว่า 193 วัน ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลนั้น พรรคประชาธิปัตย์ถูกกล่าวหา และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งทางตรง และทางอ้อม อีกทั้งแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ หลายคน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น เช่น อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประพันธ์ คูณมี และสำราญ รอดเพชร อดีตสมาชิกวุฒิสภา พิเชฐ พัฒนโชติ รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน กลุ่มที่ 5 ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเป็นแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย คือ อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

อีกทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ เกือบจะไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่ผิดกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วไป ของกลุ่มพันธมิตรฯ เลยแม้แต่น้อย ก็ยิ่งส่งผลให้พี่น้องประชาชนรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้น อยู่เบื้องหลังกลุ่มพันธมิตรฯ ในการโค่นล้มรัฐบาล ที่นำโดยพรรคพลังประชาชน เพื่อให้ตัวเองได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนใช่หรือไม่

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ก็เท่ากับเป็นการยืนยันข้อสงสัย ที่อยู่ในใจของประชาชนจำนวนมากว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้น สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ โค่นล้มรัฐบาล เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงว่ากลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศมากเพียงใด และไม่คำนึงถึงหลักการประชาธิปไตย ที่พรรคประชาธิปัตย์เองประกาศว่า ยึดมั่นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังจะสูญเสียคะแนนเสียงจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไปจำนวนไม่น้อยอีกด้วย

เหตุผลข้อที่สาม ซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด ก็คือ ถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะสามารถจัดตั้งรัฐบาล ได้สำเร็จ แต่จะไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างราบรื่น จากข้อมูลของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎร เหลือสมาชิกที่ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จำนวน 438 คน เพราะฉะนั้น การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีเสียงสนับสนุนเกิน 219 เสียง สมมุติว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่ขณะนี้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ 165 คนสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ยกเว้นอดีตพรรคพลังประชาชน คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน 21 เสียง อดีตพรรคชาติไทย 15 เสียง อดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตย 11 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 9 เสียง พรรคประชาราช 5 เสียง ก็จะได้เสียงสนับสนุนทั้งหมด 226 เสียง เกินกึ่งหนึ่งไปเพียง 7 เสียง และมีเสียงมากกว่า พรรคฝ่ายค้านซึ่งก็คือ อดีตพรรคพลังประชาชนที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า “พรรคเพื่อไทย” เพียง 14 เสียงเท่านั้น ซึ่งโดยธรรมชาติของระบบรัฐสภาแบบไทย รัฐบาลที่เสียง “ปริ่มน้ำ” แบบนี้จะไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เลย และคงจะมีอายุอยู่ได้ไม่นาน

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 177 วรรคสองว่า “ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรีผู้ใด เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ หรือการมีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น” หมายความว่า ถ้ารัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ แต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรีทั้งหมด คะแนนเสียงของรัฐบาลเวลาลงมติร่างกฎหมายสำคัญๆ ก็จะหายไป 36 เสียงทันที คือเหลือเสียงสนับสนุนเพียง 190 เสียงเท่านั้น น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด และน้อยกว่าพรรคฝ่ายค้าน แนวทางแก้ไข ก็อาจจะต้องแต่งตั้งผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นส่วนใหญ่ แต่การกระทำเช่นนี้ ก็จะก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคน ย่อมหวังที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อผิดหวังก็อาจจะแสดงพฤติกรรม “ตีรวน” ในสภา กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

เพราะฉะนั้น พรรคประชาธิปัตย์ จึงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว คือ ต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เคยสังกัดพรรคพลังประชาชนหันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้จงได้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ของพรรคพลังประชาชน จำนวนกว่า 37 คนนั้น มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง รัฐบาลก็จะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 263 เสียง ก็อาจจะกล่าวได้ว่า มีเสถียรภาพ และความมั่นคงพอสมควร

แต่ทว่า ปัญหาจะไม่ได้ยุติลงเพียงเท่านั้น เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จะกลายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจมากที่สุดในรัฐบาล สามารถต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และผลประโยชน์ต่างๆ ได้ตามที่ใจปรารถนา ถ้าพิจารณาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ไปดึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคประชากรไทย จำนวน 12 คน ซึ่งต่อมาก็ถูกเรียกว่า “กลุ่มงูเห่า” มาสนับสนุนคุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 เมื่อปลายปี พ.ศ. 2540 นั้น “กลุ่มงูเห่า” ยังได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 3 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม แล้ว “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่มีสมาชิกถึงกว่า 37 คนก็คงจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า 5 ตำแหน่ง

คำถามมีอยู่ว่า ถ้า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ต่อรองขอตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวง “เกรดเอ” ที่มีอำนาจ และงบประมาณมากมายมหาศาล เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ฯลฯ โดยข่มขู่ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเหล่านี้ จะถอนตัวไม่สนับสนุนรัฐบาลอีกต่อไป พรรคประชาธิปัตย์จะกล้าปฏิเสธหรือไม่ เมื่อความอยู่รอดของรัฐบาลล้วนขึ้นอยู่กับ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ทั้งสิ้น

และเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก็คือ ถ้า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ยังคงต้องการช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ต่อรองให้รัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะถูกสังคมประณามว่า “ทรยศประชาชน” ด้วยการเล่น “ปาหี่” ทางการเมือง ช่วยเหลืออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งหมายรวมถึง นักโทษที่หลบหนีอาญาแผ่นดินที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จะตอบคำถามประชาชนว่าอย่างไร? ไม่ทราบว่า แกนนำพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไปนั่งแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล กับกลุ่มเพื่อนเนวิน อย่างมีความสุข เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ที่โรงแรมสุโขทัยนั้น เคยนึกถึง หรือนึกกลัวประเด็นเหล่านี้บ้างหรือไม่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ กล่าวถึงเฉพาะการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน” เท่านั้น ยังไม่นับการเจรจาต่อรอง ที่อาจเกิดจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของรัฐบาลผสมทุกยุคทุกสมัย พรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะไม่เหลือภาวะผู้นำอีกเลย นโยบาย “วาระประชาชน” ที่ประกาศไว้ในช่วงของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอย่างสวยหรู จะไม่มีทางเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น จะมีประโยชน์อันใดถ้าได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่สามารถคุมกระทรวงสำคัญๆ ไว้ได้ อีกทั้งไม่สามารถนำนโยบายที่เคยประกาศไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนก็จะรู้สึกผิดหวัง และลงโทษพรรคประชาธิปัตย์ผ่านกระบวนการการเลือกตั้งเหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ที่ผ่านมา แล้วพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะต้องกลับไปเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง เป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งไม่คุ้มค่ากันเลย กับการได้เป็นรัฐบาลเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องแลกกับความผิดหวังของประชาชน และความตกต่ำของพรรคในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังอาจจะต้องเผชิญกับการชุมนุมต่อต้าน ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มีรูปแบบ และระดับความรุนแรง ไม่ต่างจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เท่าไรนัก เพราะเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ สามารถดำเนินการอะไรก็ได้ โดยไม่สนใจกฎหมายของบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมือง และ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายได้ ย่อมเป็นบรรทัดฐานที่เลวร้าย ที่กลุ่มอื่นๆ จะปฏิบัติตามอย่างแน่นอน เ

มื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเผชิญกับสภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ไม่ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้าจะใช้กำลังความรุนแรงเข้าปราบปราม จะถูกประณามว่าเป็น “ทรราชที่เข่นฆ่าประชาชน” แต่ถ้าไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้ การชุมนุมยืดเยื้อออกไป ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคารพ และไม่รักษากฎหมาย ไร้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์อดทนรออีกสักระยะหนึ่ง แล้วได้เป็นรัฐบาล ด้วยฉันทามติของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่ม นปช. จะหมดความชอบธรรมในการชุมนุมต่อต้าน หรือขับไล่พรรคประชาธิปัตย์ในทันที

จากรายละเอียดที่กล่าวมาทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ควรเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในช่วงเวลานี้ เพราะมีแต่ผลเสีย ไม่มีผลดีอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ควรจะยืนหยัดทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่เข้มแข็งต่อไป ขณะเดียวกันก็พยายามปรับปรุงนโยบาย ให้สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น พร้อมทั้งเร่งขยายสาขา เครือข่าย และกิจกรรมในพื้นที่ที่ยังคงเป็นจุดอ่อนของพรรค คือ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่า จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะสามารถเป็นทางเลือกที่ดีของพี่น้องประชาชน และสามารถชนะการเลือกตั้งได้ไม่ยาก เมื่อถึงเวลานั้น พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะได้เป็นรัฐบาลอย่างสง่างาม ชอบธรรม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาวะผู้นำสูง สามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติเพื่อนำพาประเทศออกจากวิกฤติได้อย่างแน่นอน

แต่ไม่ทราบว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีความอดทนมากขนาดนั้นหรือไม่ เพราะจากข่าวล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้เรียบร้อยแล้ว และจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆ ตามที่ได้อธิบายโดยละเอียดข้างต้นแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ขุดหลุมฝังตัวเองจริงๆ !!!

1ภาพมีค่ากว่าพันคำ มาร์คม.7 ADMISSION

ที่มา Thai E-News









ปชป.เริ่มแบ่งโควตา รมต.

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุดในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ถึงแม้ตัวเลข ส.ส. สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่นิ่ง แต่ก็มีการต่อรองกันตำแหน่งรัฐมนตรีกับพรรคที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว โดยในส่วนของพรรคชาติไทยเดิมนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รับข้อเสนอที่จะให้ได้โควตาเดิมที่เหมือนกับสมัยที่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน คือจะได้คุมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหลัก ส่วนพรรคอื่นไม่ว่าจะเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม พรรคเพื่อแผ่นดิน หรือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ก็จะยึดโควตาเดิมที่เคยได้ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นหลักเช่นกัน จากนั้นสัดส่วนที่แต่ละพรรคจะเพิ่มขึ้นมาจากจำนวนเสียงของรัฐบาลที่มีน้อยกว่าเดิมนั้น จะพิจารณากันอีกครั้ง ขณะที่การต่อรองในส่วนของกลุ่มเพื่อนเนวินในเบื้องต้นจะได้รับจัดสรรเก้าอี้ รมว.คมนาคม และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอเก้าอี้ รมว.มหาดไทยด้วย ทาบ “ประวิตร” คุมกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนการจัดสรรโควตารัฐมนตรีภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีความเคลื่อนไหวคึกคัก โดยเฉพาะบรรดา รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.อาวุโสต่างแสดงความประสงค์จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ได้ทาบทามนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย มานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง โดยนายกรณ์จะเป็น รมช.คลัง ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ต่อสายถึง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. มานั่งเก้าอี้ รมว.คลังด้วยเช่นกัน สำหรับตำแหน่ง รมว.กลาโหมเต็งจ๋าชื่อเดียวเท่านั้นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการที่ปรึกษาพรรค ถูกวางตัวให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค จะไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ต้องวัดกันถึงวันโหวต

ที่มา ไทยรัฐ

แนวโน้มมีสิทธิต้องตัดสินกันด้วยภาพถ่าย

โดยอาการไม่ยอมยกธงขาวแพ้ง่ายๆ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ประสานเสียงกับนายวิทยา บุรณศิริ อดีตประธานวิปรัฐบาล บอกให้ไปรอลุ้นกันวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในสภาฯ

ยังหวังลุ้นเกมพลิกแบบนาทีต่อนาที

ภายใต้เงื่อนไขยั่วน้ำลาย ปัจจัยพลิกผันไม่ใช่แค่เก้าอี้รัฐมนตรีล่อใจ แต่แจกโปรโมชั่นกันด้วยเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเลยด้วยซ้ำ

ล่าสุดเป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ที่ชิงจังหวะการนำไปอีกก้าว ด้วยความเก๋าของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ได้นำรายชื่อ ส.ส.ยื่นขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

หวังปิดเกมเร็วในขณะที่ตัวเลขเสียงหนุนยังเป็นต่อ

และโดยอาการขยับรับมุกทันที นายชัยในฐานะพ่อของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ได้รีบเรียกนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าไปรับเรื่องและได้กำชับให้เร่งตรวจสอบความถูกต้องโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

แบะท่า หากเป็นการตรวจสอบโดยอัตโนมัติแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ไม่ต้องเสียเวลารอ 3 วันตามขั้นตอนปกติ

เร่งจังหวะเอื้อลูกชายสุดที่รักเต็มที่

เพราะคิวนี้ทุ่มเดิมพันกันถึงขนาดว่า นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา หัวหอกกลุ่มเพื่อนเนวิน ประกาศก้อง ทางกลุ่มจะไม่กลับไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เพราะได้ยืนยันชัดเจนแล้ว

ถอยเป็นหมา เดินหน้าเพื่อชาติ

เอาลิ้นตวัดพันคอตัวเองไว้เรียบร้อย

แต่ที่ยังเผื่อทางถอยฉุกเฉินกันไว้บ้าง เซียนอย่าง “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ยอมรับจนถึงขณะนี้ขั้วต่างๆยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

ขึ้นอยู่กับว่า แกนนำทั้ง 2 ขั้วจะดึง ส.ส.ที่สนับสนุนตนเองไว้ได้อย่างไร และไม่ว่าฝ่ายใดจะจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เป็นรัฐบาลปริ่มน้ำ

แทงไพ่ ออกได้ทุกหน้า

ที่แน่ๆไม่เก็บอาการเขินอีกต่อไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายไขว่คว้าฝันที่ลอยอยู่ตรงหน้า ลงทุนแบกหน้าหอบช่อกุหลาบสีแดงไปจีบ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ถึงบ้านถนนจรัญสนิทวงศ์

และก็คงใจชื้นขึ้นอีกหน่อย เมื่อนายบรรหารตอบรับเป็นเชิงให้ความหวัง ในฐานะคนรุ่นเก่า ต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ไฟแรง เข้ามาทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง หากมีความขยัน และอดทน ใครก็สามารถทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้

แต่ที่สุดแล้ว “บิ๊กเติ้ง” ก็ยังออกลูกเก๋า สงวนทีท่า บอกปัดคิวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าพบไม่ใช่เป็นการจับขั้วทางการเมือง แค่หารือหาทางออกวิกฤติทางการเมือง

กั๊ก ไม่แทงหวยเต็ง

โดยอาการเดียวกับ “ป้าอุ” นางอุไรวรรณ เทียนทอง ที่ออกตัวว่า แม้จะร่วมแถลงข่าวกับพรรคเพื่อไทย แต่พรรคประชาราชยังอยู่ตรงกลางไม่จับกับขั้วไหน

เพราะต้องรอดูความชัดเจนการจับขั้วก่อน

ไล่เลี่ยๆกับคิวที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยหมาดๆ ก็เดินสายเข้าล็อบบี้ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่บ้านเมืองทองธานี

ได้รับคำมั่น จะจับขั้วกับอดีตพรรคพลังประชาชนต่อไป โดยที่ชื่อของ “ป๋าเหนาะ” ยังติดอยู่ในโผแคนดิเดตนายกฯของขั้วรัฐบาลเดิม

ภายใต้สถานการณ์ชิงเหลี่ยมพลิกขั้ว เกมไล่ล่าดึงตัว ส.ส.แบบรายหัว ไม่ใช่แค่พรรคเล็กพรรคน้อย

แค่ 1 เสียงของ ส.ส.ก็มีค่ายิ่งกว่าทองคำ

แต่ถ้าสถานการณ์ยังยื้อ ชนะกันไม่ขาด อำนาจฟันธงก็คงไหลไปตกอยู่ที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่เริ่มขยับออกตัวล่วงหน้า

ตั้งท่าเตรียมหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้ฝ่ายกฎหมายตีความรักษาการนายกฯมีอำนาจยุบสภาหรือไม่

หาทางล็อกดาบอาญาสิทธิ์ไว้ในมือก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

มวยอีกหลายยก!

ที่มา ไทยรัฐ

การพัฒนาการเมืองอันน่าประหลาดใจ”

เอาเป็นว่าฝรั่งงงก็แล้วกันครับ ในอารมณ์ของสำนักข่าวระดับโลกที่ให้นิยามสถานการณ์พลิกขั้วสลับข้าง ฉกชิงวิ่งราวแย่งกันจัดตั้งรัฐบาลของประเทศไทยภายหลังคดียุบพรรค

ไอ้ที่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ นาทีนี้ไม่มีอะไรแน่นอนทั้งนั้น

ภายใต้เกม “ปฏิวัติซ่อนปืน” ทหารไม่ขับรถถังออกมาบนถนนให้ถูกมองว่าล้าหลัง แต่กลับเป็นนักเลือกตั้งระดับหัวแถวที่มีข่าวว่า ตบเท้าเข้ารายงานตัวต่อ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงในค่ายทหาร

และครั้งนี้ชื่อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ขวัญใจแม่ยก ก็ทำท่าจะถึงดวงดาวซะที

แม้จะยังไม่ชัวร์ จนกว่าจะถึงนาทีขานชื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร แต่ราคาต่อรอง ณ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นต่อหลายช่วงตัว โอกาสแย่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเหนือกว่าพรรคเพื่อไทยแล้ว

ก็อยู่ที่ว่า “นายใหญ่” จะพลิกเกมยื้ออำนาจกันยังไง แว่วๆจะทิ้งไพ่ใบสุดท้าย

มีการพูดกันถึงคิวโฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้ ที่สนามศุภชลาศัย ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

มีนัดแฉชื่อเจ้าของมือที่มองไม่เห็น ที่อยู่เบื้องหลังเกมไล่ต้อนจนมุม

และภายใต้อารมณ์กดดัน อาจมีคิวหลุดพูดไปร้องไห้ไป

โดยมุกนี้ เก็งกันว่า 3 สนามหลวงก็ยังไม่พอจะรองรับประชาชนรากหญ้า แฟนพันธุ์แท้ที่จะแห่มาจากภาคอีสาน ภาคเหนือ

ซับน้ำตาขวัญใจคนจน ไม่ให้โดนรุมรังแก

และนั่นจะเป็นจุดพลิกผันให้อดีตนายกฯทักษิณตัดสินใจเปิดเกมแลกหมัดวัดดวง บินกลับเข้าประเทศไทย โดยมีม็อบเสื้อแดงเรือนแสนแห่ไปรอรับถึงบันไดเครื่องบิน แล้วก็ใช้มุกเดียวกับแกนนำม็อบพันธมิตรฯที่ใช้โล่มนุษย์เป็นเกราะกำบัง ล้อมตัว “ทักษิณ” ขวางไม่ให้ตำรวจทหารเข้าถึงตัว

จะจับ “ทักษิณ” ต้องข้ามศพชาวบ้านไปก่อน

คำถามคือ จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันขนาดนั้นเชียวหรือ ในเมื่อมวยยังมีอีกหลายยก

ดูอย่าง “มังกรเฒ่าไม่มีวันตาย” อดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศน้ำตาคลอเบ้าในวันปิดผ้าดำคลุมป้ายอวสานพรรคชาติไทย แม้กำหนดพ้นโทษแบนทางการเมือง 5 ปี จะมีอายุถึง 81 ปี

ก็ยังจะกลับมาเล่นการเมืองต่อไป

เทียบกับอดีตนายกฯทักษิณ วันนี้อายุอานามเพิ่งจะย่างเข้า 59 ปี

ยังไม่ถึงวัยเกษียณเลยด้วยซ้ำ.

“กำปั้นหยก”

เกมพลิกขั้ว

ที่มา ไทยรัฐ

ดูเหมือนตัวเลขของทั้ง 2 ฝ่าย จะยังไม่นิ่ง แม้ว่าประชาธิปัตย์นำ 4 พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลคือ ชาติไทยพัฒนา, เพื่อแผ่นดิน, รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย และกลุ่มเพื่อนเนวิน ขาดแต่พรรคประชาราชที่ดูเหมือน ว่าจะเกาะขบวนเก่าต่อไป

ประชาธิปัตย์บอกว่าจะตั้งรัฐบาลสำเร็จเพราะมีเสียงสนับสนุนพอเพียง โดยให้นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะเป็นนายกฯ

การเปลี่ยนขั้วการเมืองครั้งนี้ดูเหมือนว่าเป็นการตัดสินของนักการเมือง ที่เห็นว่าหากปล่อยให้พรรคเพื่อไทยหรือกลุ่มอำนาจเก่าเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลบริหารประเทศจะเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นมาอีก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ

กลุ่มเพื่อนเนวินที่ประกาศแยกตัวจาก “นายใหญ่” จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง

ปฏิกิริยาจากกลุ่มเพื่อนเนวินนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเลขสุดท้ายจะเป็นอย่างไรจะไป กันทั้งกลุ่มหรือแตกกลุ่มคืออยู่กับอำนาจเก่าหรือไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ ที่ว่าจะไปกันหมดหรือไม่นั้นประเด็นหนึ่งก็คือการเลือกตั้งครั้งต่อไป

หากไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นหรือการไปสนับสนุนประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลจะเกิดปัญหาในด้านฐานเสียง

เพราะอีสานคือฐานเสียงสำคัญที่สนับสนุน “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” รวมถึงโครงการประชานิยมที่ยังลืมไม่ลง

แต่ดูเหมือนว่านายเนวินไม่ได้สนใจตรงนี้เพราะเชื่อว่าการเมืองจะต้องเปลี่ยนแปลงไป พรรคเพื่อไทยในอนาคตอาจจะไม่แจ่มใสก็ได้

ประเด็นสำคัญคือเชื่อว่า “นายใหญ่” น่าจะจบแล้ว

อย่างไรก็ดีแม้ว่าประชาธิปัตย์ที่จับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลและ กลุ่มเพื่อนเนวินประกาศจะตั้งรัฐบาลแต่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค ปรากฏว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐได้เป็นหัวหน้าไม่ใช่คนนามสกุล “ชินวัตร” แต่อย่างใด

ซึ่งนายยงยุทธได้เปิดเผยว่าภารกิจเร่งด่วนก็คือการดึงพรรคร่วมรัฐบาล ให้กลับมาสนับสนุนหรือแม้แต่กลุ่มเพื่อนเนวินก็ต้องพยายามทุกวิถีทาง และเชื่อมั่นว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลแน่เพราะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า

ขณะเดียวกันก็ประกาศชัดเจนคนของพรรคเพื่อไทยจะไม่เป็นนายกฯ แต่จะให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปพิจารณาร่วมกันว่าใครมีความสามารถและเหมาะสมก็เอาคนนั้น

เรียกว่าขุดบ่อล่อปลากันเต็มที่ แม้แต่ตำแหน่งนายกฯก็ยังยอมและคงไม่ต้องพูดถึงเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยที่จะให้ต่อรองกันเต็มที่

“นายเสนาะ เทียนทอง” คงจะมีความหวังก็เลยยังไม่ยอมเปลี่ยนขั้ว

อย่างไรก็ดีการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองที่ให้มีการเปลี่ยนขั้ว นั้นต้องดูว่ามีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน อย่างพรรคชาติไทยพัฒนาคงแน่นอนแล้ว พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาก็คงจบเพราะมีเอกภาพมากกว่าพรรคอื่น พรรคมัชฌิมาธิปไตยก็น่าจะจบ

เว้นแต่พรรคเพื่อแผ่นดินที่ปัญหาภายในไม่ค่อยดีนัก และก็มีปรากฏการณ์ที่ไปสนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย จึงต้องดูคำตอบสุดท้ายอีกครั้ง

เช่นกันความพยายามที่จะแข่งกันตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ จะมั่นใจว่าจะชนะเพราะมีเสียงหนุนมากกว่า แต่พรรคเพื่อไทยก็พยายามที่จะชี้ให้เป็นว่าเกมพลิกขั้วครั้งนี้มี “ทหาร” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพื่อทำให้เห็นว่ามีการกลไกในลักษณะนี้เกิดขึ้นที่เรียกว่าผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง

เกมชิงตั้งรัฐบาลคงยังไม่จบง่ายๆ.

“สายล่อฟ้า”

“พจมาน” เปลี่ยนนามสกุลใช้ดามาพงศ์

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลา 08.00 น. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร พร้อมด้วยผู้ติดตาม 5 คน เดินทางไปที่สำนักงานเขตดุสิต เพื่อทำเรื่องขอเปลี่ยนนามสกุลจาก “ชินวัตร” เป็น “ดามาพงศ์” พร้อมกับทำบัตรประชาชนใหม่ หลังจากจดทะเบียนหย่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยคุณหญิงพจมานให้เลขานุการส่วนตัวเดินทางไปประสานกับทางเจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาทำเรื่องประมาณ 5 นาที ทั้งนี้ คุณหญิงพจมานในชุดเสื้อสีส้ม กระโปรงสีน้ำตาล เข้ามาทำบัตรประชาชนเป็นลำดับแรกของวัน ขณะที่เจ้าหน้าที่เขตดุสิตให้การดูแลต้อนรับอย่างดี คุณหญิงพจมานใช้เวลาอยู่ที่เขตดุสิตประมาณ 10 นาที หลังจากที่เขตดำเนินการให้ตามระเบียบเสร็จเรียบร้อย คุณหญิงพจมานก็ขึ้นรถตู้เดินทางกลับทันที