WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 10, 2008

เรื่องจริงจากกล้องพันธมิตร \"เฮ้ยยิงเลย ฆ่ามัน ฆ่ามัน\"

ที่มา thaifreenews



ภาพ VDO จากกล้องของพันธมิตรเอง ตะโกน "เฮ้ยยิงเลย ฆ่ามัน ฆ่ามัน"
ดุพวกเขาชั่งสนุกมีความสุข กับการกระทำซะจริงๆ

บทความ: “ปรากฏการณ์อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ)” สังคมชนชั้นเต็มรูปแบบของไทย!

ที่มา Thai E-News

โดย จอร์จ บางกะปิ
9 ธันวาคม 2551

ต้องรับว่ากระบวนการดันนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ โดยมีพรรค ปชป.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนแกมขู่บังคับจากฝ่ายอำนาจนิยม ทั้งกองทัพ พันธมิตรฯ สื่อมวลชน นักวิชาการบางกลุ่ม รวมถึงกลุ่มนายทุนบางราย อาการกระเหี้ยนกระหือรือ วิ่งปาดซ้ายปาดขวาแย่งชิงการนำในการจัดตั้งรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถือว่า เป็นสิ่งผิดปกติในระบบประชาธิปไตย เป็นลักษณะที่ฝืนธรรมชาติและเบี่ยงเบนหลักการอย่างน่าเกลียดน่าชัง

ชอบธรรมหรือไม่ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเป็นนายกฯ ในสถานการณ์ที่ยังคลุมครือระหว่างความผิดกับความถูกของฝ่ายอำนาจนิยม ทั้งกองทัพ พันธมิตรฯ นักวิชาการ และแม้แต่ตุลาการภิวัฒน์

เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า นายอภิสิทธิ์ และพรรค ปชป. เป็นส่วนหนึ่งหรือมีส่วนโยงใยกับวงจรอำนาจนิยมเหล่านั้น ตั้งแต่วันแรกที่พันธมิตรฯ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม จนถึงวันแถลงข่าวพลิกขั้วการเมืองเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา และถึงวันที่เขาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ขึ้นมา ทุกคนจะเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือ “ดอกผล” ของการสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างเป็นระบบของพันธมิตรฯ ผสานกับความนิ่งดูดายของกองทัพ สื่อมวลชน นักวิชาการ และชนชั้นนำในสังคมไทยอย่างกลมกลืน

สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นมาในประเทศเกือบ 6 เดือน ในที่สุดก็คือได้รับคำตอบว่า “นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ”

พันธมิตรยึดถนนหลวงและทำเนียบรัฐบาล บุกรุกสถานที่ราชการ ก่อการร้ายในเมืองขนาดย่อมๆ จนถึงการบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้นำประเทศอย่างชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย!

มีคำถามมากมายจากมิตรต่างแดน การกระทำของพันธมิตรฯ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ผิดกฎหมายของประเทศไทยหรือ?

ผมตอบอย่างข่มขื่น “ไม่ผิดมั้ง” เพราะไม่ว่าจะตั้งข้อหาอะไรกับพวกนี้ พวกเขาก็หลุดพ้นจนหมด มิหนำซ้ำยังทรงอำนาจทางการเมืองถึงขั้นที่ขู่ว่า ถ้าพรรครัฐบาลขั้วเดิมกลับมาบริหารประเทศอีกครั้งก็จะกลับมาแสดงศักดานุภาพถล่มเมืองเป็นคำรบสอง ผลเป็นไงครับ ทั้งกองทัพ สื่อมวลชน นักวิชาการ นักธุรกิจ แสร้งทำเป็นตื่นตระหนกตกใจสุดขีด ต่างร้องเสียงหลงว่า “พลิกขั้วๆๆ” แทนที่จะช่วยกันประณามคนชั่ว กลับกลัวตัวสั่นจนต้องยกสังคมให้พวกนี้ปกครอง

เมื่อคนชั่วร้ายบุกยึดสนามบินได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ แถมยังมีพลังในการต่อรองให้มีการพลิกขั้วการเมือง สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า สังคมไทย พ.ศ.นี้ กลายเป็นสังคมการแบ่งชนชั้นย้อนหลังกลับไปก่อน ปี 2475

พันธมิตรฯ ภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุลและพลตรีจำลอง ศรีเมือง เคลื่อนไหวอย่างเป็นคู่ขนานกับพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รุกตัวสู่เป้าหมายอย่างเลือดเย็นเมื่อสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและภาพพจน์ของประเทศไทยอย่างยับเยินจนยากจะฟื้นฟูภายในเวลาอันสั้น

น่าประหลาดที่กองทัพ สื่อมวลชน นักวิชาการ แม้แต่ตุลาการทั้งหลาย ไม่เห็นว่าการกระทำของพวกเขาเป็นความผิด

รัฐมนตรีท่านหนึ่งถึงกับสบถอย่างเหลืออด “ม๊อบมีเส้น” อธิบายตัวตนของกระบวนการนี้อย่างแจ่มแจ้ง

และคำถามอันแหลมคม “ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งจะกระทำแม้สักเศษเสี้ยวของกระบวนการชั่วร้ายนี้ ผลจะเป็นอย่างไร” คำตอบก็คือ “คงตายกันเป็นพัน” ดังปรากฏเป็นรูปธรรมที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปล้อมศาลปกครองในวันตัดสินคดียุบพรรค เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แล้วมีทหารหมวกแดงจากป่าหวายพร้อมอาวุธครบมือเดินเข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างองอาจสมชายชาติทหาร!

ทั้งนี้ ทุกอย่างสรุปรวบยอดเมื่อวานนี้ต่อคำถามที่นายจตุพร พรหมพันธ์ สส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย หนึ่งในพิธีกรรายการความจริงวันนี้ ที่ส่งไปยังนายอภิสิทธิ์เกี่ยวกับการไม่มีใบ สด.43 เหมือนชายไทยทั่วไป นั่นหมายถึง การหลบหนีไม่ไปเกณฑ์หารหรือขอสิทธิ์ยกเว้นการเกณฑ์ทหารตามกฎหมายกำหนดของเขาว่า จะอธิบายให้กระจ่างแจ้งอย่างไร เพราะเป็นการกระทำที่แม้จะเนิ่นนานจนหมดอายุความไปแล้ว แต่ชอบธรรมแค่ไหนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งนายกฯ โดยไม่มีการอธิบายเรื่องนี้ให้ผู้คนเข้าใจและสิ้นสงสัย

ไม่มีคำตอบจากปากนายอภิสิทธิ์ มีแต่คำอธิบายคล้ายการปัดความรำคาญจากสมาชิกพรรค ปชป.บางราย ร้ายไปยิ่งกว่านั้น ยังมีคำปกป้องจากกองทัพผ่าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบอกในทำนองเย้ยหยันรากหญ้าทั่วแผ่นดิน “เป็นเรื่องไร้สาระ” สำทับด้วยเสียงของนายโคทม อารียา นักวิชาการชื่อดังที่ออกมาตัดบทว่า “อย่ามาโจมตีด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ ผมก็ไม่ได้เกณฑ์ทหารเพราะต้องไปเรียนต่างประเทศ แต่ผมก็ช่วยชาติได้”

กรณีของนายโคทม อารียา ผมไม่เคยสนใจเพราะคนๆนี้ก็อยู่ฟากฝั่งเผด็จการมาตลอด และเขาอาจมีคำอธิบายพร้อมอยู่แล้วก็ได้ ที่สำคัญ เขาไม่ได้ถูกเสนอให้เป็นนายกฯ ที่จะต้องปกครองคนไทยในสังคมที่หลากหลาย มีทั้งคนจนสุดจนถึงรวยสุด...ลูกชาวนาไม่มีจะกินจนถึงลูกพระยามีเงินพันล้าน

ลูกคนจนหนีทหารถูกสัสดีตามล่าจนเสียผู้เสียคน เจอที่ไหนแจ้งตำรวจจับเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงานแม้แต่ตำแหน่งยาม กว่าจะหมดอายุความ เขาคนนี้ก็อายุกว่า 40 ปี หมดโอกาสที่จะเริ่มต้นทำงานที่มั่นคงใดๆ ทั้งสิ้น อย่างดีก็แค่หากินไปวันๆ

ผมไม่โทษคนหนีเกณฑ์ทหารหรอกครับ เพราะหากเขาหนีเขาก็ต้องหมดอนาคต รับราชการและรัฐวิสาหกิจไม่ได้ เอกชนก็ไม่รับ มิหนำซ้ำ จะต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ ญาติผู้พี่ของผมคนหนึ่งนี่แหละ หนีการเกณฑ์ทหารเนื่องจากไปมีครอบครัว เขาก็คิดตามประสาปุถุชน ถ้าเขาไปเป็นทหารแล้ว ใครจะเลี้ยงลูกเมียเขา จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คิดสั้นๆ...จนถึงวันนี้เขาต้องเป็นคนไม่มีหลักแหล่ง มีสถานะในสังคมในระดับเกือบต่ำสุด

ตอนที่คุณแม่ของเขาเสียเมื่อหลายปีก่อน เขาต้องแอบไปเผาแม่ตอนกลางคืน เพราะสัสดีจ้องจับเขาอยู่ตลอดเวลา มันน่าอนาถใจสุดจะบรรยาย

เมื่อมาเปรียบเทียบกับกรณีของนายอภิสิทธิ์ เขาไม่เคยปฏิเสธ ไม่ได้หนีเกณฑ์ทหาร เพียงแต่บอกว่าได้รับยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากสมัครไปเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย นั่นยิ่งน่าสับสน เพราะการจะเข้ารับราชการเขาต้องผ่านการเกณฑ์ทหารหรือได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะปรากฏบนเอกสารสำคัญที่เรียกว่า สด.43 แต่เขาบอกว่าไปเป็นอาจารย์โรงเรียนทหารจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์ เป็นตรรกะที่ไม่เข้าท่าและยิ่งจะนำพาให้ผู้คนมองเห็นความฉ้อฉลในวงการราชการ ที่สำคัญ คำว่า “อภิสิทธิ์ชน” “ลูกท่านหลานเธอ” “เส้นใหญ่” มันไม่ใช่แค่คำพูดประชัดประชัน แต่มันเรื่องจริงที่ฝังรากลึกในสังคมจนถึงทุกวันนี้

ยิ่งมาได้ยินคำพูดของบุคคลชั้นนำในสังคม ไม่ว่าจะเป็นโคทม อารียา หรือ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดซึ่งพูดทั้งๆที่อยู่ในเครื่องแบบทหารเต็มยศ “เรื่องไร้สาระ” ต่อกรณีการหนีเกณฑ์ทหาร มันจึงทำให้ผมและคนอีกมากมายในสังคมตาสว่าง “ประเทศนี้มันเป็นสังคมแห่งชนชั้นโดยแท้” สิ่งที่เราได้ยินมาตลอดชีวิตว่า “คนไทยมีสิทธิและเสรีภาพเสมอภาคกัน” มันคือคำโกหกของผู้ปกครองประเทศมาทุกยุคทุกสมัย

ผมซึมซับคำโป้ปดเรื่องสิทธิเสรีภาพที่เทียมกันในสังคมมาเนิ่นนาน แต่ผมก็พยายามกล้ำกลืนเพราะคิดว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางครั้งก็เอาใจช่วยผู้ปกครอง “พวกเขาอาจจะกำลังทำงานอยู่เพื่อให้เราเท่าเทียมกัน” พยายามมองโลกในแง่ดีว่า ไม่นานคงจะสัมผัสกับสิ่งนี้ แต่วันนี้ผมกำลังจะย่างเข้าสู่วัย 50 ผมกลับเห็นสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม

“ความเท่าเทียมในสังคมไม่มีจริงๆ” สถานะบุคคลขึ้นอยู่กับชนชั้น...คนจนคนรากหญ้า ทำอะไรก็ผิดหมด แต่หากคนชั้นนำทำในสิ่งเดียวกัน เขาจะเป็นฝ่ายที่ชอบธรรม

การที่นายอภิสิทธิ์ได้รับการวางตัวที่จะเป็นผู้นำคนต่อไปทั้งๆ ที่ผู้คนยังสงสัยในพฤติกรรมที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีกองทัพ สื่อมวลชน คนชั้นนำช่วยกันยืนยันความชอบธรรม แม้แต่เรื่องการหนีเกณฑ์ที่ลูกชาวบ้านอาจจะถูกจับขัง 6 เดือนไปแล้วตั้งแต่โผล่หน้าออกมาให้สังคมแลเห็นเป็นครั้งแรก กลับมีคนในกองทัพออกมาปกป้องเสียเอง มันก็เป็นภาพสะท้อนว่า คนชั้นล่างถูกหลอกมาตลอดชีวิตว่า ประเทศนี้มีสิทธิภาพและเสรีภาพเสมอภาคกันไม่ว่าจนหรือรวย ชาวนาหรือพ่อค้า ข้าราชการ ฯลฯ

บางสิ่งเราเพ้อฝันว่า เป็นสิ่งวิเศษกลับกลายเป็นภาพมายาที่ทำให้หลายคนต้องกลืนเลือดอย่าเจ็บช้ำ

ผู้คนมากมายที่บอกผมอย่างมั่นใจ “เชื่อเถอะ คนที่บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก” ผมไม่อยากบอกเขาเลยว่า “ฝันไปเถอะ พวกเขาไม่มีวันจะถูกลงโทษ คนที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขาต่างหากอาจจะกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง”

“ปรากฏการณ์อภิสิทธิ์” ที่คนหนีทหารคนหนึ่งจะก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยนี่แหละ จะเป็นการเปิดผ้าม่านทำให้คนไทยทั้งมวลรวมถึงคนทั่วโลกได้เห็นภาพที่แท้จริงของสังคมไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเลยตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน

มติชนปูดแก๊ง3ป.ทหารเสือราชินี แมนด์บีไฮด์เดอะซีนดันมาร์คนายกฯหุ่นเชิด

ที่มา Thai E-News

ที่มา มติชน
9 ธันวาคม 2551
*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง เสนาะ:ชูสูตรรัฐบาลเพื่อชาติ เพราะอีกฝ่ายอ้างสถาบัน"พ่อรักลูกไม่เท่ากัน"

การพลิกขั้วการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พูดกันว่า จะเป็นจริงไม่ได้หากไม่มี แก๊ง 3 ป. ที่ประกอบด้วย "พี่รักน้องเลิฟ" ซึ่งโตมาด้วยกันจากหน่วย "ทหารเสือราชินี" นั่นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ "บิ๊กป๊อก"อนุพงษ์ มือประสานสิบทิศ







การเมืองยุคโลกร้อน "แก๊ง 3 ป."ทำคลอด"ครม.สีเขียว"

เปิดเกมสู้กันแบบ "นาทีต่อนาที" การเมืองไทยเวลานี้ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาตัดสินยุบ 3 พรรค คือ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ยุติเกมการเมืองก่อนเกิด "นองเลือด" ถือเป็นการ "สลายขั้วรัฐบาล" ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนจัดตั้ง

ปรากฏการณ์สังคมไม่เอาการเมือง "ขั้วนอมินี" ในนาม "เพื่อไทย" บ้านหลังใหม่ของ ส.ส.พลังประชาชน ทำให้ถนนการเมืองเริ่มเบนมาที่ "พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม"

เวลานี้ "ดวงผู้นำประเทศ" คนที่ 27 มาจับจ้องอยู่ที่ "หน.มาร์ค" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเต็มที่ เว้นแต่จะมี "ปัจจัยภายใน" ที่เป็นเงื่อนไขเรื่อง "มือ" ที่จะมายกให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะบอกว่า "สุดขั้วเกินไป" ก็อาจจะต้องเฟ้น "ม้ามืด" ขึ้นมาเสียบแทน

ขณะที่การเคลื่อนของ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้ามามีบทบาทต่อการเมืองไทยเวลานี้ไม่น้อย เริ่มจากออกโรงมาระดมผู้คนระดับแกนนำทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมถกปัญหาบ้านเมืองก่อนมีมติให้ "ครม.สมชาย" ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

และล่าสุด "บิ๊กการเมือง" ยังยกคณะเข้า "เขตทหารหวงห้าม" เป็นว่าเล่น...!?
โดยเฉพาะ "ซีกฝ่ายค้าน" ที่พยายามฉวยโอกาส "ดึงพรรคร่วมรัฐบาล" จัดตั้ง ครม.แข่งกับ "ซีกนอมินี" ส่งผลให้ คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องบินด่วนกลับไทยมาเคลียร์ปัญหาด้วยตัวเอง หลังถูก "กลุ่มเพื่อนเนวิน" กว่า 37 ชีวิต ตลบหลัง

"หมดเวลาที่ผู้มีอำนาจจะกลับประเทศด้วยการใช้ประชาชน..." วลีเด็ดจากปากเนวิน

เล่นเกมต่อรองสถานภาพทางการเมือง ด้วยการออกมาประกาศจุดยืน "ไม่เอา" เนวิน ชิดชอบ ผู้นำกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นสัญญาณว่า "กลุ่มเพื่อนเนวิน" แตกหักกับคนที่อยู่ต่างแดนแล้ว ด้วยการสลับขั้วไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง "เนวิน" ต้องหันไปจับมือกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการพรรค ปชป.ทั้งๆ ที่คนคู่นี้เคยห้ำหั่นกันทางการเมืองกันมาชนิดแทบ "ไม่มองหน้า" กันมาแล้ว

ในยุคของ "แก๊งออฟโฟร์" เรืองอำนาจ "เนวิน" ก็ผงาดขึ้นมาทะมึนอยู่เบื้องหลังการเมืองไทย และเมื่อถึงคราวที่ "แก๊ง 3 ป." อุบัติขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่า "เนวิน" ยังสามารถเกาะกระแสและเสาะหาเหตุผลมากล่าวอ้างเพื่อกลับมาผงาดได้อีกครั้ง

การพลิกขั้วการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พูดกันว่า จะเป็นจริงไม่ได้หากไม่มี แก๊ง 3 ป. ที่ประกอบด้วย "พี่รักน้องเลิฟ" ซึ่งโตมาด้วยกันจากหน่วย "ทหารเสือราชินี" นั่นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ "บิ๊กป๊อก"อนุพงษ์ มือประสานสิบทิศ

เมื่อ "สีเขียว" จะยื่นมือเข้ามาสู่การเมือง แน่นอนว่าการทำอะไรต้องปรึกษาหารือกันต่อเนื่อง และเป็นความบังเอิญที่ทั้ง 3 คน มีบ้านพักอยู่ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ จึงนัด "ดื่มกาแฟ" มื้อเช้า หรือนัดทานอาหารมื้อเย็น กันที่มูลนิธิปลูกป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่ตั้งอยู่ในกรมนั้นเอง โดยมูลนิธิแห่งนี้มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน

สถานที่แห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นสถานที่ "ถกการเมือง" มาตลอดห้วงที่ผ่านมา แม้กระทั่งล่าสุดที่ "บิ๊กการเมือง" เลี้ยวรถเข้าเขตหวงห้ามมาร่วมวงด้วย

คงปฏิเสธได้ยากสำหรับการชูพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาลว่าไม่ใช่เป็นการเคลื่อนเพื่อ "ปิดเกม คมช." ที่ต้องตัดตอนทำให้ "เครือข่ายไทยรักไทย" ต้องสูญพันธุ์ทางการเมือง ตอนนี้อาจจะเห็นแค่รางๆ แต่ถ้าจะให้มั่นใจว่าใช่คงต้องดูหน้า "รมว.กลาโหม" ของรัฐบาลสีเขียวภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก "พล.อ.อนุพงษ์"

สะพัดกันทั้งกระทรวงว่า อาจจะได้เห็นชื่อ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาธิการ คมช. มานั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม ก็เป็นได้

เห็นทีต้องรอวัดใจกันว่า "พรรคร่วมรัฐบาล" จะเล่นการเมืองแบบหันหลังกลับ 360 องศา เดินตามหลังตามพรรคประชาธิปัตย์ได้สักแค่ไหน !!

พรรคเพื่อแผ่นดินเลือก พล.ต.อ.ประชา เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

ที่มา MCOT News

พรรคเพื่อแผ่นดิน 9 ธ.ค.- ที่ประชุมพรรคเพื่อแผ่นดิน เลือก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นหัวหน้าพรรค ตามโผ “รณฤทธิชัย” เผยแกนนำพรรคจะเรียกประชุม ส.ส.เพื่อกำหนดท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล ปฏิเสธเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 14.00 น. มีการประชุมพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังจากที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยมีแกนนำพรรคมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานที่ปรึกษา นายมั่น พัธโนทัย นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ นายรณฤทธิชัย คานเขต ม.ร.ว.กิตติวัฒนา ปกมนตรี นายชนมสวัสดิ์ อัศวเหม นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รวมถึงนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงเวลา 15.30 น. การประชุมยังไม่สามารถประชุมได้ พล.ต.อ.ประชา จึงเดินออกจากพรรค และกลับเข้าห้องประชุมอีกครั้งเวลา 16.00 น. ในที่ประชุม นายปาน พึ่งสุจริต รองหัวหน้าพรรค แจ้งกับที่ประชุมว่า ขณะนี้มีจำนวน ส.ส.ของพรรคครบจำนวนที่จะดำเนินการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จึงขอให้ดำเนินการตามระเบียบวาระ

นายนิมุคตาร์ วาบา ส.ส.ปัตตานี ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา เป็นหัวหน้าพรรค โดยไม่มีผู้ใดเสนอชื่อบุคคลอื่น จากนั้นที่ประชุมได้ลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่สนับสนุน พล.ต.อ.ประชา เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ พร้อมกับคัดเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จำนวน 12 คน

ภายหลังการประชุม นายรณฤทธิชัย คานเขต ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า การเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นการเลือกที่ถูกขั้นตอนทุกอย่าง จากนี้ไปเมื่อมีหัวหน้าพรรคแล้ว คงมีการเรียกประชุม ส.ส.เพื่อพูดคุยกำหนดท่าทีที่ชัดเจนในการเข้าร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถามว่า พรรคเพื่อแผ่นดินมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายรณฤทธิชัย กล่าวว่า มีที่ไหนที่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.เพียง 20 คน จะเสนอชื่อให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจากนี้ไปผู้ใหญ่ของพรรคคงมาหารือและกำหนดท่าทีที่ชัดเจนอีกครั้ง วันนี้ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยถึงการเข้าร่วมรัฐบาล เพราะต้องการให้มีหัวหน้าพรรคคนใหม่ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น. แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา อดีตประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล นายวิชาญ มีนชัยนันต์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายปรีชา เร่งสมบรูณ์สุข รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำกระเช้าดอกไม้มาแสดงความยินดีกับ พล.ต.อ.ประชา ในโอกาสได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินคนใหม่

นายวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นการมาแสดงความยินดี ไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ยังไม่ถอดใจ จะขอสู้ต่อไปจนกว่าจะถึงวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

นายวิทยา กล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคงมีสิทธิเสนอบุคคลที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า ได้หารือกับ พล.ต.อ.ประชา ถึงความร่วมมือในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า วันนี้มาแสดงความยินดี พล.ต.อ.ประชา ก็บอกว่า ขอขอบคุณ เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในพรรคจะต้องตัดสินใจแล้วจึงจะมาหารือกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีจำนวนเสียงสนับสนุนในการตั้งรัฐบาลแล้วกี่เสียง นายวิทยา กล่าวว่า ก็มีเพียงพอที่จะตั้งรัฐบาล ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า หลังจากมีการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล 4 พรรค พรรคเพื่อไทยยังคงมั่นใจได้หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ก็เห็นไหมว่าใครมาก่อน วางใจได้ เรามีเสียงพอที่จะตั้งรัฐบาล เรามั่นใจทุกพรรคที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อย่าลืมว่าพรรคการเมืองไม่สามารถบังคับขู่เข็ญให้ ส.ส.ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคน

ด้านนายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท กล่าวว่า ขณะนี้มีเสียงสนับสนุนจากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเดิมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 235 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคประชาราช ส่วนข้อกังวลในพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไปก่อนหน้านี้ คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันมา จึงน่าจะพูดคุยกันได้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-09 19:08:29

กลับมายึดกติกา

ที่มา เดลินิวส์

ก่อนคืนทำเนียบฯ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยื่น 2 ข้อ 1.ให้รัฐบาลถอนแจ้งความทุกคดี 2. ให้งดเว้นการดำเนินคดีแพ่งและอาญากับกลุ่มพันธมิตรฯทุกกรณี กล้าขอจริง ๆ นะ แต่สงสัยไม่มีใครกล้าให้

การบินไทยประเดิมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้าน หมอเหวง หมอสันต์ แจ้งกองปราบให้ดำเนินคดีกับ 12 แกนนำทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 รวม 12 คนฐานก่อการร้ายยึดสนามบิน และเชื่อว่าจะมีคดีฟ้องตามมาอีกแยะ

ไม่เว้นนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ที่อ้างว่าฝรั่งเศสหรืออิตาลี ก็ปิดสนามบิน ก็จริง เพราะสหภาพแรงงานงัดข้อกับการท่าฯของเค้า เลยผละงาน เป็นความขัดแย้งทางแรงงานสัมพันธ์ แต่มีขั้นตอนเจรจาชัดเจน เมื่อตกลงไม่ได้ ก็ประกาศวันผละเป็นเรื่องเป็นราว นักท่องเที่ยวกับนักธุรกิจที่ต้องใช้บริการ รู้ล่วงหน้า มีเวลาวางแผนไปใช้ระบบขนส่งทางอื่นแทน

ไม่ใช่บุกยึดสนามบินเพื่อต่อรองทางการเมือง ขณะที่ผู้โดยสารเต็มไปหมด แถมพฤติกรรมยังสวมหมวกไหมพรมปิดหน้า ปิดตา ร่อนไปร่อนมา ราวผู้ก่อการร้ายไม่ปาน อย่างนี้

นอกจาก 2 ข้อข้างต้น แถลงการณ์ ก่อนคืนสนามบิน ยังมีอีก 2 ข้อ

1.หากรัฐบาลหุ่นเชิดของระบบทักษิณแก้รัฐธรรมนูญหรือลดพระราชอำนาจ (อันนี้ใส่ร้ายแบบไม่ต้องสงสัย) ก็จะกลับมาอีก 2.หากรัฐบาลใหม่ไม่มีความจริงใจที่จะปฏิรูปการเมืองสู่ “การเมืองใหม่” ก็จะกลับมาอีก

ทั้ง 2 ข้อ ดูไปเถอะ แค่ข้ออ้างจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ หากไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยเฉพาะการเมืองใหม่ ที่เน้นหนักการลากตั้ง ดูถูกการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนส่วนใหญ่

สมศักดิ์ โกศัยสุข ประกาศลั่น หาก เฉลิม อยู่บำรุง หรือ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ (หรือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย หรือ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร) มาเป็นนายกฯ ก็จะไล่อีก เพราะเป็นนอมินีระบอบทักษิณ

แต่ไม่ยักบอก ถ้าเป็นนอมินีของ พันธมิตรฯ ไม่ต้องบอกว่าพรรคไหนหรือใครหรอก มาเป็นนายกฯบ้างล่ะ มันไม่เป็นไร มีแต่ความชอบธรรมถูกต้อง ทุกคนต้องยอมรับหมดใช่หรือไม่

เขียนถึงตรงนี้ อดนึกถึงภาพทหารป่าหวาย สะพายปืนเอ็ม 16 พกลูกระเบิด ปืนพก ครบมือ ยืนจังก้าคนเสื้อแดงที่ไปล้อมศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะก่อนหน้านั้น มีเสียงเตือนจากฝ่ายทหารดังลั่น หากใครไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ต้องจัดการเด็ดขาด

ก็ควรเป็นเช่นนั้น!!!

แต่ขอโทษเถอะ กับพวกที่ปิดประเทศด้วยการยึดสนามบิน ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ออกไปและยังยกคำร้องอุทธรณ์อีก ทำไมกองทัพไม่ส่งทหารพร้อมอาวุธครบมือไปปกป้องบ้างเล่า แต่ตอนพันธมิตรฯถอนออกไป กลับส่งกำลังทหารจากหน่วยไหนไม่รู้ ไปเดินเตร่ไปเตร่มา

หรือมีบางกลุ่มเท่านั้น ที่ทหารต้องจัดการให้เด็ดขาด

เช่นกัน เห็น 3 องค์กรธุรกิจ ถึงขนาดซื้อโฆษณาเต็มหน้า เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล อ้างคนส่วนใหญ่จะได้ยอมรับ แน่ใจหรือ ก็ถ้าคนเสื้อแดงไม่ยอมรับบ้างล่ะ และหาเรื่องทำแบบเสื้อเหลืองบ้างล่ะ ไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนขั้วเกิดไม่ได้ เกิดได้ อาจเป็น ปชป.เป็นรัฐบาลก็ได้ ซึ่งรัฐบาลก็ยุบสภาได้เช่นกัน

ถึงได้บอก ตราบใดไม่ยอมรับกติกา เอาแต่หาทางใช้อำนาจนอกระบบ ล้มล้างเสียงส่วนใหญ่ ตราบนั้นประเทศก็จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่จบ ใครเป็นนายกฯไม่สำคัญหรอก

มีทางเดียวที่จะทำให้บ้านเมืองสงบ ทุกฝ่ายต้องกลับมายืนใน “กติกา” ที่ถูกต้อง... เท่านั้น.

ดาวประกายพรึก

งอมพระราม

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้น ระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ลุ่มๆ ดอนๆมาถึง 76 ปี

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกพ.ศ.2475 จนมาถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับล่าสุดที่คลอดจากมดลูกคมช.

ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 17 ฉบับ

ติดอันดับประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลือง

แถมยังเป็นประเทศที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี มาแล้วถึง 26 คน และกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย

“แม่ลูกจันทร์” มั่นใจว่ารัฐบาลใหม่ จะอยู่ได้นาน และจะไม่ถูกทหารปฏิวัติอย่างแน่นอน!!

เพราะรัฐบาลนี้ทหารเป็นผู้อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงเอง

แต่ระหว่างรอลุ้นเปิดประชุมสภาฯโหวตเลือก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย

“แม่ลูกจันทร์” ขอย้อนกลับไปถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาฯ ล้างสต๊อก กก.บริหารพรรครวมทั้งสิ้น 109 คน

ในจำนวน กก.บริหารพรรค 109 คน มีผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. 32 คน เป็น ส.ส.เขต 28 คน ส.ส.สัดส่วน 4 คน

แยกเป็น ส.ส.พรรคชาติไทย 19 คน ส.ส.พรรคพลังประชาชน 13 คน ส่วนพรรคมัชฌิมาฯไม่มี ส.ส.เป็น กก.บริหารพรรค แม้แต่คนเดียว

ผลของการยุบพรรคครั้งนี้ จึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 26 เขต รวมทั้งสิ้น 28 คน

วันที่ 11 มกราคม ปีหน้า หรืออีกหนึ่งเดือนจากนี้ไป จะเป็นวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 22 จังหวัดพร้อมกัน

ประเด็นที่เป็นปัญหาก็คือ คุณสมบัติผู้ที่จะลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตที่ว่างลง ซึ่ง พ.ร.บ.พรรคการเมืองกำหนดให้ผู้สมัครต้อง เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน

ถ้าตีความตามเนื้อผ้า เงื่อนเวลาที่ต้องเป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน ไม่สามารถทำได้ในความเป็นจริง

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งสั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาฯ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม

นับจากวันยุบพรรค (2 ธ.ค.) ไปถึงวันเลือกตั้งซ่อม (11 ม.ค.) แค่ 40 วันเท่านั้นเอง!!

ทำให้พรรคพลังประชาชน และพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นเจ้าของโควตา ส.ส.เขตที่ว่างลงไม่สามารถส่งตัวแทนลงเลือกตั้งซ่อมในสังกัดพรรคใหม่ได้ทัน 90 วันตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง

ก็เท่ากับต้องเสียโควตา ส.ส.เขต 26 เขต 28 คนให้กับพรรคอื่นไปฟรีๆ

พรรคก็โดนยุบ กก.บริหารโดนห้ามเล่นการเมือง 5 ปี

แถม ส.ส.เขตก็ต้องเสียไปอีก 28 คน!!

การโดนยุบพรรคจึงขาดทุน 3 เด้ง แบบทรีอินวัน

นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นที่มีกลุ่ม ส.ว.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สถานะของ ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังประชาชนและพรรคชาติไทย หลังถูกยุบพรรคจะสามารถย้ายไปสังกัดพรรคใหม่? หรือต้องพ้นตำแหน่งทันที?

ประเด็นนี้หวยออกได้ 2 ประตู

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ส.ส.สัดส่วน เมื่อ ถูกยุบพรรค สามารถย้ายพรรคได้ก็รอดตัวไป

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ส.ส.สัดส่วนมาจากการลงคะแนนเลือกพรรคการเมือง

เมื่อพรรคการเมืองถูกยุบ สถานะของ ส.ส.สัดส่วนที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ก็ต้องสิ้นสุดไปโดยปริยาย

ถ้าหวยออกประตูนี้ ส.ส.สัดส่วนที่สังกัดพรรคพลังประชาชน และพรรคชาติไทยจะต้องสิ้นสภาพ ส.ส.ไปอีก 38 คน!!

รวมทั้ง “ปู่ชัย ชิดชอบ” ประธานรัฐสภา ซึ่งเป็น ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ก็จะต้องตกเก้าอี้ทันที

นี่คืออาฟเตอร์ช็อกรอบที่ 4 ที่กำลังตามมา

หวยล็อกจะออกประตูไหน...เดี๋ยวก็รู้ละโยม.

แม่ลูกจันทร์

ยังไม่จบเกม

ที่มา ไทยรัฐ

ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์จะเดินเกมเพื่อช่วงชิงการนำในการเสนอ ชื่อนายกฯคนใหม่ หลังจากที่ออกมาเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาล และกลุ่มเพื่อนเนวินที่จะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นผู้นำประเทศคนใหม่

จากนั้นก็นำรายชื่อผู้สนับสนุนยื่นให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนฯ ขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญในการลงมติเลือกนายกฯคนใหม่ ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็เตรียมการนำรายชื่อมายื่นเปิดสภาเช่นกัน แต่ปรากฏว่านายชัยไม่อยู่ก็เลยไม่ได้ยื่น

การยื่นรายชื่อเปิดสภาแข่งกันก็เพื่อวัดจำนวนผู้สนับสนุนว่าใครของจริงของปลอม เพราะต่างก็บอกว่ามีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ต้องดูว่าของจริงใครจะมากกว่ากัน

แน่นอนว่า การยื่นรายชื่อเปิดสภาประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้บอกตัวเลขชัดเจน แต่ก็ถือว่าเดินเกมก่อนเพื่อไทยไปแล้ว ดังนั้น ความเชื่อมั่นจึงมีมากขึ้นทั้งในส่วนของนักการเมือง และการยอมรับจากสังคม ภาคธุรกิจเอกชนนั้นขานรับเต็มตัว

เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนขั้วการเมืองจะทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น และแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ โดยเชื่อว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ความแตกแยกต่างๆได้

เรียกว่าได้เปรียบเพื่อไทยที่ยังหาตัวบุคคลมาเป็นนายกฯไม่ได้ และปัญหาความขัดแย้งภายในที่กลุ่มเพื่อนเนวินได้แยกตัวออกไปส่วนหนึ่ง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็แยกไปจับขั้วกับประชาธิปัตย์ จนต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อ “ล็อบบี้” ให้กลับบ้านเก่า

แม้กระทั่งการยอมยกเก้าอี้ “นายกฯ” ให้พรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนั้น ประชาธิปัตย์ยังเดินสายไปพบกับแกนนำสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค เช่น ชาติไทย, มัชฌิมาธิปไตย, รวมใจไทย-ชาติพัฒนา, เพื่อแผ่นดิน รวมถึงกลุ่มเพื่อนเนวินด้วย เพื่อแสดงความขอบคุณที่สนับสนุนให้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

และยังพยายามดึงพรรคประชาราชเข้ามาร่วมอีกพรรค แม้ว่านายเสนาะ เทียนทอง เคยบอกว่าไม่เอานายกฯจากเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ ก็ตาม

การเดินเกมของประชาธิปัตย์นั้นชัดเจนว่า เพื่อป้องกันการเบี้ยว คือ ไปขอบคุณและบังคับโดยปริยาย เนื่องจากแต่ละพรรคต่างก็ออกมายืนยันว่าสนับสนุน โดยมีสังคมเป็นพยาน เพราะการเดินสายทำกันอย่างเอิกเกริก

พรรคเพื่อไทยนั้นต้องยอมรับเดิมเกมพลาด ปล่อยให้ประชาธิปัตย์ ช่วงชิงเกมไปก่อนจนต้องระดมสรรพกำลังทุกรูปแบบ “ค่าตัว” คงไม่ต้องพูด เพราะทุนเยอะอยู่แล้ว การให้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี หากดึง ส.ส.กลับมาได้ 5 คน

หรือแม้กระทั่งความพยายามที่นำ “เสื้อแดง” มาข่มขู่จะปิดล้อมสภาหากมีการเสนอนายอภิสิทธิ์ หรือความพยายามที่จะกดดัน ส.ส.ในพื้นที่ที่แยกตัวออกไป

ด้วยข้ออ้างเพราะ “สีเขียว” เข้ามาจัดการจึงต้องต่อต้าน

อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้สนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย ดูเหมือนจะยังไม่นิ่ง เพราะเพื่อไทยพยายาม “ล็อบบี้” ทุกวิถีทาง หรือแม้แต่การ “ยุบสภา” เมื่อไม่ได้ประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ ดังนั้น ทุกอย่างจึงยังไม่นิ่ง อาจจะพลิกกลับไปก็ได้

เหนืออื่นใด จากนี้ไปหากนายอภิสิทธิ์คิดหวังจะเป็นนายกฯ ก็ต้องแสดง “กึ๋น” ให้กระจ่างชัด และเป็นรูปธรรมเพื่อให้สังคมเกิดความยอมรับมากขึ้น ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยที่ทุกฝ่ายวิตกกังวล

พูดง่ายๆก็คือ ต้องแสดงภาวะความเป็นผู้นำที่มิใช่แค่ขายความซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้น แต่ต้องแสดงให้เห็นว่า แม้อายุจะยังน้อย แต่สามารถที่จะนำพาประเทศไปได้ ยิ่งยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารให้ปรากฏมาก่อน ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าทำได้ ทำเป็น ไม่ใช่แค่พูดเก่ง เรียนเก่งเท่านั้น

และจะเป็นแรงสนับสนุนจากสังคมที่สำคัญ.

“สายล่อฟ้า”

“สมชาย” นิมนต์พระมาทำบุญบ้าน

ที่มา ไทยรัฐ

ที่หมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลส์ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 06.30 น. วันเดียวกัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พร้อมด้วยนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภรรยาและบุตรทั้ง 3 คน ได้นุ่งขาวห่มขาวเปิดบ้านทำบุญเลี้ยงพระถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์จำนวน 129 รูป ที่นิมนต์มาจากวัดทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ นายสมชายและครอบครัวไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้าน และถวายปิ่นโตแด่พระสงฆ์ก่อน กลับวัดด้วย โดยนายสมชายกล่าวว่า การทำบุญวันนี้เป็นการทำบุญบ้าน โดยนิมนต์พระผู้ใหญ่มา 129 รูป ถือเป็นการทำบุญตามปกติ ปกติจะไปทำที่วัด แต่วันนี้มีพระหลายวัดที่นิมนต์มาที่บ้าน ถือเป็นมงคลกับบ้าน ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังออกจากตำแหน่งแล้วเป็นอย่างไรบ้าง นายสมชายตอบว่า ชีวิตกลับไปปกติเหมือนเดิม ไม่ค่อยว่างอยู่แล้ว ชีวิตไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น มีหน้าที่ตรงไหนก็ทำตรงนั้นให้ดีที่สุด ซึ่งการทำประโยชน์กับบ้านเมือง ไม่ต้องมีตำแหน่งก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องเอาหน้า

เชื่อมีคนสานต่องานพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่า มองอย่างไรกับสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ นายสมชายตอบว่า ตอนนี้อยากให้ทุกคนเคารพกติกา ที่ผ่านมาบ้านเมืองมีปัญหาเพราะหย่อนยาน ต่อไปคนที่จะเข้ามาขอให้เห็นประโยชน์กับส่วนรวม และขอให้กำลังใจไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด เมื่อถามว่า เป็นห่วงพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ไม่ห่วง ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง มีคนทำต่ออยู่แล้ว คงต้องทำไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่ได้เข้าไปช่วยอะไร ไม่ยุ่ง ไม่แทรกแซงการจัดการทางการเมือง หากไปก็ไปพบตามปกติ หรือไม่ก็ไปรับลูกสาวซึ่งเป็น ส.ส.อยู่ ตนเป็นคนรักษามารยาท เมื่อถามว่า จะกลับเข้ามาเล่นการเมืองอีกหรือไม่ นายสมชายตอบว่า รอให้ครบ 5 ปีค่อยคิด ต้องดูกำลังก่อน ตอนนั้นอาจไม่ไหวแล้ว ซึ่งเราควรเสียสละให้คนทำงานบ้านเมืองมากกว่า เมื่อถามว่า ทางออกของสถานการณ์ขณะนี้ควรเป็นอย่างไร นายสมชายตอบว่า จะต้องเคารพกฎหมาย กติกา และเสียสละ เรื่องการเสียสละผู้ใหญ่หลายคนก็พูดว่าให้เสียสละเพื่อบ้านเมือง ถ้าไม่มีวินัย หรือไม่มีความรู้สึกก็ไม่ได้ ขอบคุณสื่อที่มาวันนี้ ตอนนี้อาจจะเจอกันนานๆครั้ง เวลานี้ตนยังว่างงาน หางานทำยังไม่ได้ ก็ทำบุญบ้าง ตีกอล์ฟบ้าง

แขวะนายกฯต้องไม่หล่อแต่หน้า

เมื่อถามว่า จะไปบวชเหมือนนักการเมืองท่านอื่นๆหรือไม่ นายสมชายกล่าวปฏิเสธทันทีว่า ไม่บวช เคยบวชแล้ว เมื่อถามว่า นายกฯคนใหม่ควรจะเป็นอย่างไร นายสมชายตอบว่า คงหล่อมั้ง หมายถึงเป็นคนดีมีความสามารถ สังคมยอมรับ เสียสละ ไม่ใช่หล่อกันที่หน้าตา เมื่อถามถึงกรณีความเสียหายของทำเนียบรัฐบาลจากการบุกยึดของม็อบพันธมิตรฯ นายสมชายตอบว่า ทุกอย่างที่ทำไปมันผิด คนทำความผิดมีตามกฎหมาย แต่หาตัวไม่ได้ อาจต้องมีการสืบสวนสอบสวนตามวิธีการ ซึ่งสภาพทำเนียบฯที่เห็นตอนนี้ เศร้าใจแทนคนทั้งชาติ ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน เสียดาย และเสียใจ แต่ตนเองไม่ได้นั่งทำงานในทำเนียบฯก็ไม่เป็นไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชายได้ชักชวนสื่อมวลชนประจำทำเนียบฯให้มาร่วมฉลองปีใหม่แบบพี่ๆน้องๆแบบไม่เป็นทางการ ที่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลส์ด้วย

“ลากตั้ง” จ่อรอเสียบ!

ที่มา ไทยรัฐ


ไม่แน่ใจว่า “กระจง” ตัวที่ถูกนำไปปล่อยให้วิ่งเพ่นพ่านอยู่ในป่าเขต สปก.ที่จังหวัดภูเก็ต จะโตขนาดไหน หรือว่าตายไปแล้ว

แต่ถ้าอยู่คงได้หัวร่องอหาย

เพราะวันนี้ตัวละครเอกที่เคยห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตายในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ สปก.4-01 เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว อย่าง “เดอะห้อย” นายเนวิน ชิดชอบ กับ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่คิดว่าชาตินี้ผีจะไม่เผาเงาไม่เหยียบกันแล้ว

กลับมาจูบปากกันดูดดื่มเลย

ตอกย้ำสัจธรรมที่ไม่มีวันล้าสมัย “การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”

ภายใต้อำนาจและผลประโยชน์บนเงื่อนไขการสลับขั้วแหกค่าย “เนวิน” ทรยศ “นายใหญ่” หักดิบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาจับมือศัตรูคู่อาฆาตอย่างพรรคประชาธิปัตย์ อุ้มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี “เทพเทือก” เป็นล็อบบี้ยิสต์ประสาน สิบทิศ

โดยแนวโน้มการ “คบชู้สมสู่” จะลงตัวเร็วๆนี้

ล่าสุดตัวแทน 4 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ประกอบด้วย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย นำโดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นตัวแทน 4 พรรคการเมืองแถลงจุดยืน

การตัดสินใจใดๆ ต่อจากนี้ 4 พรรคร่วมจะมีมติร่วมกัน และย้ำจุดยืนเดิมที่เคยแถลงไว้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา ว่าจะสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดการจัดตั้งรัฐบาล โดยจะชูนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางตัวเลข ส.ส.ที่ยังแกว่งไปแกว่งมา

แต่ที่แน่นปึ้กก็คือเสียงหนุนนอกสภา โดยเฉพาะท่าทีจากกองทัพที่สะท้อนผ่าน พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พูดกันตรงๆเลยว่า ขณะนี้กำลังจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมือง ที่เคยเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลองเข้ามาบริหารประเทศ

เพราะหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้นายกฯมาแล้ว 2 คน จากพรรคพลังประชาชน แต่จะเห็นได้ว่า ค่อนข้างจะมีอุปสรรคในการบริหารงานค่อนข้างมาก

พูดกันชัดๆไม่กลัวเสียงครหา “ปฏิวัติซ่อนปืน”

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศหนุนให้เปลี่ยนขั้วจัดรัฐบาล เปิดทางให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ยังไม่นับเสียงจากนักธุรกิจที่เชียร์สุดลิ่มทิ่มประตู สัญญาณตอบรับจากตลาดหุ้นที่ดีดขึ้นต่อเนื่อง รับข่าวการพลิกขั้วรัฐบาล

แต้มนอกสภาของประชาธิปัตย์ชนะขาดลอย

ที่แน่ๆโดยอาการที่เริ่มรับสภาพตกเป็นรอง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมายุส่งเลยว่า ภายใต้สถานการณ์ 2 ขั้วการเมืองยังมีเสียงก้ำกึ่งกัน

หากมีการจัดตั้งรัฐบาล แต่สังคมยังไม่สงบสุข ก็ควรยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

แบไต๋ ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย

สู้ไม่ได้พาลล้มโต๊ะมันซะเลย

แต่ก็ดักทางรอไว้แล้วเหมือนกัน

โดยอาการขยับของหัวขบวนม็อบพันธมิตรฯในนามภาคีเครือข่ายประชาชนเพื่อฟื้นฟูชาติและพัฒนาการเมือง เดินหน้าล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกาขอรัฐบาลพระราชทาน รัฐบาลเฉพาะกาล อ้างเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย

โดยชื่อในบัญชีผู้ถวายฎีกาก็ล้วนแต่เจ้าเก่าขาประจำ อาทิ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นายกราชบัณฑิตยสถาน นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำม็อบพันธมิตรฯ

พร้อมๆกับการเดินแต้มของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. “ลากตั้ง” สายม็อบพันธมิตรฯยื่น กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความสถานภาพของนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ในฐานะ ส.ส.สัดส่วนอดีตพรรคพลังประชาชน ยังมีอำนาจทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้หรือไม่

เหมือนเคลียร์ทางให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา รับไม้แทน

ม็อบพันธมิตรฯเปิดช่องทางด่วนรอรัฐบาลพิเศษ

โดยการเก็งสถานการณ์ล่วงหน้า นักเลือกตั้งเปิดเกมยื้ออำนาจ ยากที่จะเคลียร์กันลงตัว

ดันนายกฯ “ลากตั้ง” เสียบได้ทุกจังหวะ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เพื่อไทยพลิกเกมสู้ตั้ง"เสนาะ" ดึง 5 พรรคชู"รบ.เพื่อชาติ" เสนอภารกิจ1ปียุบสภา คุยมี ส.ส.244เสียง

ที่มา มติชนออนไลน์

เพื่อไทยพลิกเกมสู้ ปชป. ตั้ง "เสนาะ" ประสาน 5 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลเพื่อชาตินัดหารือ 10 ธ.ค. ลั่น "ประชา-บิ๊กเหวียง"ร่วมด้วย "อำนวย"เสนอภารกิจรบ.ใหม่ สร้างสมานฉันท์-แก้เศรษฐกิจ -ประชามติรธน. อยู่ 1 ปียุบสภา "เฉลิม"วอนพรรคร่วมเดิมกลับมามั่นใจเสียงสนับสนุนถึง244เสียง คาดเปิดสภาฯโหวตนายกฯสัปดาห์หน้า

"เพื่อไทย"มีมติตั้งรัฐบาลแห่งชาติ


เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 9 ธันวาคม ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย (พท.) ย่านพระราม 4 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคว่า พรรคมีมติตามแนวคิดของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชที่เสนอให้ทุกพรรคการเมืองร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ มีนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองขนาดเล็ก ที่ไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังเสนอให้นายเสนาะ เทียนทอง เป็นประธานการประสานงานกับพรรคการเมืองทุกพรรคในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศ เพราะเห็นแล้วว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกลุ่มคนเสื้อเหลืองก็ไม่ยอม แต่หากพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ยอม และจะไม่เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาของประเทศ


นายสุรพงษ์กล่าวว่า การเสนอตั้งรัฐบาลตามแนวทางนี้ ไม่ได้เป็นเพราะขั้วพรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เป็นเพราะอยากให้ประเทศพ้นวิกฤต เพราะขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่แล้ว 225 เสียง ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลจะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งอยู่ 6 เสียง ถึงจะตั้งรัฐบาลได้ก็อยู่ต่อไปไม่ได้ ดังนั้น จึงควรมาอยู่ร่วมกันเพื่อชาติมากกว่า


นายสุรพงษ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับการยุบสภานั้น ที่ประชุมยังไม่ได้พูดถึง เพราะแกนนำวิเคราะห์กันว่าหากยุบสภาแล้ว ไม่มีทางทราบได้เลยว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่า กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) จะลาออกจนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ จากนั้นวุฒิสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา จนทำให้เกิดสุญญากาศการเมืองหนักกว่านี้ แต่เมื่อถึงเวลาสุดท้าย ที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีและพรรคประชาธิปัตย์อาจจะชนะการเลือกนายกฯ เราอาจจะนำเรื่องการยุบสภาเข้ามาหารือกันอีกครั้ง


"เสนาะ"รับประสาน5พรรคร่วมตั้งรัฐบาล


ทางด้านนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เปิดเผยภายหลังพรรคเพื่อไทยมีมติสนับสนุนให้เป็นประธานในการจัดตั้งรัฐบาลว่า เบื้องต้นจำเป็นต้องประสานพูดคุย กับทั้ง 5 พรรคร่วมเดิมว่า ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองไปในขั้วไหนก็จะเกิดเป็นปัญหาขึ้น ที่พรรคเพื่อไทยมีมติชัดเจนว่ายอมถอย ถือเป็นเรื่องดี ทำให้เห็นว่าพรรคใหญ่ยอมถอยแล้ว ซึ่งจะสะท้อนไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่าหากยังคงดึงดันจัดตั้งรัฐบาลอีก จะต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่ตามมา


"ขอถามหน่อยว่าทำไมกระสันกันเหลือเกิน ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องเกิดภัยเหนือและภัยใต้ หากพรรคประชาธิปัตย์ยังดื้อ รับรองเกิดเรื่องแน่"นายเสนาะกล่าว


นายเสนาะกล่าวต่อไปว่า จะเชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคมาหารือที่บ้านพักในช่วงเย็นวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อหารือปัญหาที่จะเกิดขึ้น เรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ตอนนี้เสียงกำลังงัดกันอยู่ ต้องดูวันโหวตอีกที


"ตำรางูเห่าเคยมีให้เห็นว่าเป็นอย่างไรวันโหวตเลือกนายกฯก็จะมีให้เห็นอีกแน่นอน"นายเสนาะกล่าว


เย็นวันเดียวกันนายเสนาะให้สัมภาษณ์รายการ "เรื่องเด่นเย็นนี้"ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อีกครั้งว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โทรศัพท์มาชักชวนเข้าร่วมรัฐบาลทุกวัน บอกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะมาพบที่บ้านเมืองทองธานี แต่บอกไปว่าไม่ต้องมา ไม่ได้รังเกียจนายอภิสิทธิ์ แต่มีจุดยืนเพราะลั่นวาจาไปแล้ว เมื่อถามถึงการการประสานงานจัดตั้งรัฐบาล นายเสนาะกล่าวว่า จะทำเท่าที่ทำได้ หากทำไม่สำเร็จก็ช่วยไม่ได้ ได้ประกาศไปแล้วว่าไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่เหมาะสมมีหลายคน นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ต้องใช้คนทำงานให้เป็น


ยัน"เชษฐา-ประชา"อยู่ขั้ว"เพื่อไทย"


เมื่อถามว่าได้คุยกับ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร และพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หรือยัง นายเสนาะกล่าวว่า เพิ่งวางสายโทรศัพท์ จาก พล.อ.เชษฐา ยืนยันว่ายังอยู่กับเรา พล.อ.เชษฐา บอกว่าวันนี้โกรธมาก เหมือนกับต้มกัน เอาไปนั่งหัวโด่ ทั้งๆ ที่ พล.อ.เชษฐาเป็นผู้ใหญ่ แต่ลากไปแถลงข่าวร่วม ซึ่ง พล.อ.เชษฐายืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับที่แถลง พล.ต.อ.ประชา ก็ยืนยันว่าจะอยู่ตรงนี้ เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลง พล.ต.อ.ประชา คงกลับจังหวัดอุดรธานีไม่ได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 11.00 น. วันเดียวกัน นายบุญลือ ประเสริฐโสภา อดีต ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชาชนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี อดีตส.ส.สายนายสรอรรถ กลิ่นประทุม เข้าพบนายเสนาะที่บ้านพักหมู่บ้านเมืองทองธานี


ต่อมา เวลา 13.20 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายสุพล ฟองงาม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน พานายปวีณ แซ่จึง ส.ส.ศรีสะเกษ กลุ่มเพื่อนเนวิน กลับมาเปิดตัวที่พรรคเพื่อไทย หลังจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์


เสนอแนวทาง"สมานฉันท์"-อยู่1ปีแล้วยุบ


ทางด้านนายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทยเปิดเผยภายหลังการประชุมทีมยุทธศาสตร์ของพรรค ณ ที่ทำการพรรค ว่า ได้หารือกับ ส.ส.ที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางส่วนและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลหลายคน อาทิ นายเสนาะ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ทุกคนเห็นด้วยว่าการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศวันนี้ไม่ใช่การจับขั้วรัฐบาลที่มีแกนนำจัดตั้งเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ทางออกที่ดีที่สุดคือ การตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ โดยตัวนายกรัฐมนตรีนั้นต้องเป็น ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ โดยรัฐบาลสมานฉันท์จะมีวาระในการทำหน้าที่เพียง 1 ปี เพื่อสร้างความสมานฉันท์ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และจัดการออกเสียงประชามติว่าประชาชนเห็นชอบการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใดระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี2550


“เอาทุกพรรคมาจัดตั้งรัฐบาล บริหารงานไป 1 ปี แล้วต้องยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ผมจะนำเรื่องนี้เสนอแกนนำระดับสูงของพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาต่อไป รวมถึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้หัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆสนับสนุนแนวความคิดนี้"นายอำนวยกล่าว


"เฉลิม"ร้องถามพรรคร่วมฯไม่อยากเป็นนายกฯหรือ


ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขณะนี้มี ส.ส.เข้ามาสังกัดพรรคมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นตัวเลขที่เป็นรูปธรรม มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน พรรคเป็นห่วงอย่างเดียวคือ ถ้ามีคะแนนเสียงจัดตั้งรัฐบาลพอ แต่เป็นเสียงที่ไม่ทิ้งห่างมาก อาจจะมีปัญหาในช่วงเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านที่มีความชำนาญมาก จึงอยากให้ ส.ส.กลับมาบ้านเก่า อย่าไปเห็นกับการที่แกนนำแต่ละพรรคออกมาแถลงว่าได้เสียงเพิ่มเพราะพูดมาอย่างนี้ 4 วัน จนเป็นแผ่นเสียงตกร่องไปแล้ว ซึ่งแกนนำแต่ละพรรคต่างถูกตัดสิทธิไปแล้ว ไม่มีสิทธิในการโหวต


"ขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมกลับมาร่วมทำงานกัน พรรคเปิดกว้างในการเป็นนายกฯ จะเป็นนายเสนาะ พล.ต.อ.ประชา นายมั่น พัธโนทัย และพล.อ.เชษฐา ไม่นึกอยากเป็นนายกฯบ้างหรือ เพราะเรายืนยันแล้วว่าพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการตำแหน่งนายกฯ และส.ส.มีเอกสิทธิที่จะสามารถโหวตใครเป็นนายกฯก็ได้ วันนี้การเมืองยังไม่จบต้องดูกันให้แน่ชัดคือวันโหวตเลือกนายกฯจึงจะรู้ว่าใครเป็นของจริง พรรคประชาธิปัตย์ ดีแต่พูด อยู่ไกล้ๆจะเอาหนังสติ๊กยิงปาก พอคุณหญิงพจมาน (ดามาพงศ์) กลับมาก็บอกว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลเพราะแพ้อำนาจเงิน โดนดูดเสียงสนับสนุนไปหมด"ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว


มั่นใจเสียงสนับสนุนถึง244เสียง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดแกนนำพรรคเพื่อไทย เช่น นางเยาวภา วงส์สวัสดิ์ ภริยานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล นายสุพล ฟองงาม รวมทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมประเมินสถานการณ์การจับขั้วตั้งรัฐบาล โดยว่าที่ ร.ต.พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า แกนนำพรรคคำนวนตัวเลข ส.ส.เบื้องต้น พบว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้นมี ส.ส. 201-202 เสียง พรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง รวมกับ ส.ส.สุรินทร์ อดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่จะเข้าไปอยู่พรรคเพื่อแผ่นดินอีก 4 เสียง รวมเป็น 28 เสียง พรรคประชาราช 5 เสียง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 4 เสียง รวมทั้งพรรคชาติไทย 5 เสียงและพรรคมัชฌิมาธิปไตยอีก 2-3 เสียง พรรคเพื่อไทยก็จะมีเสียงสนับสนุน 243-244 เสียง คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้พรรคเพื่อไทยจะสามารถแถลงจัดตั้งรัฐบาลได้


คาดเปิดสภาฯได้สัปดาห์หน้า


สำหรับการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฏรนั้น นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร กล่าวว่า ได้ทำเรื่องขอพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ส่งไปยังสำนักพระราชวัง ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เบื้องต้นตรวจสอบรายชื่อที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนได้ยื่นมาจำนวน 240 ชื่อ พบว่า มีการลงลายมือชื่อซ้ำกัน ทำให้เหลือรายชื่อผู้สนับสนุนที่ถูกต้อง 232 คน แต่ถือว่าครบจำนวน 1 ใน 3 ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 129 กำหนดไว้ โดยภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญออกมาแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะทำหนังสือนัดประชุมสมาชิกต่อไป คาดว่าจะสามารถเปิดประชุมได้ภายในสัปดาห์หน้า


นายพิทูรกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาเรื่องสมาชิกภาพ ส.ส.สัดส่วนของพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรค ทางสภาผู้แทนราษฏรไม่มีข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าว จึงถือว่า ส.ส.ส่วนนี้ยังคงสมาชิกภาพอยู่ตามเดิม ส่วนใครมีข้อสงสัยสามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ทั้งนี้โดยหลักการขณะนี้มีจำนวน ส.ส.ทั้งหมด 447 คน ถูกพักงานในคดีเลือกตั้ง 9 คน เหลือสมาชิกที่สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ 438 คน ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯต้องมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด คือ 220 เสียง