WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 10, 2008

'จงรัก'ชี้ศพปริศนาดอนเมืองการ์ดพธม.ฉะกันเอง

ที่มา ประชาทรรศน์

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุศพปริศนา ในห้องเก็บท่าอากาศยานดอนเมือง เหตุ การ์ดพันธมิตรฟัดกันเอง

หลังจากที่ ตำรวจสน.ดอนเมือง ไปตรวจสอบพบศพชายไม่ทราบชื่อ และอายุ ยัดอยู่ในถุงกระสอบ ทิ้งอยู่ภายในห้องเก็บของชั้น 2 อาคารขั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 ของห้องเก็บของ อาคารตัวแทนรับส่งสินค้า ภายในท่าอากาศยานดอนเมือง สถานที่ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยปักหลักชุมนุม ทั้งนี้ สภาพศพเน่าเปื่อย คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ ในถุงกระสอบที่ใช้ยัดศพยังพบผ้ายันต์นักรบศรีวิชัย 2 ผืน ตำรวจ จึงนำศพส่งงานพิสูจน์หลักฐาน

ในวันนี้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดเหตุว่า จากการตรวจสอบพบว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งอยู่ในช่วงที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ายึดบริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง ประกอบกับบริเวณที่พบศพเป็นบริเวณที่การ์ดพันธมิตรฯใช้เป็นที่พักผ่อน ดังนั้น เบื้องต้นจึงสันนิษฐานว่าอาจเป็นการ์ดพันธมิตรฯ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตคาดว่าคงเกิดการทะเลาะกันเองระหว่างการ์ดพันธมิตรฯ จึงได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนไปสอบสวนแกนนำพันธมิตรฯและขอรายชื่อการ์ดพันธมิตรทั้งหมดเพื่อนำหลักฐานมาขยายผลต่อไป สวนที่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากการตรวจสอบแหวนที่พบในตัวผู้เสียชีวิต พบว่าแหวนมีลักษณะที่ตรงกับแหวนรุ่นการอบรมข้าราชการตำรวจเพื่อบรรจุเป็นนายตำรวจสัญญบัตร (กอน.12) จึงไม่ใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นอน

ส่วนความคืบหน้าการยื่นฟ้องกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯที่ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมืองนั้น พล.ต.อ.จงรัก กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ และจะส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่า บริษัทห้างร้านที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯกว่า 66 บริษัท มีความผิดตามกฏหมายการฟอกเงินหรือไม่

Videos in "เหตุการณ์ทางการเมือง"

ที่มา CBNPRESS

กลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจ สส ของตนที่ไปสนับสนุน ปชป



MV อภิสิทธิ์เดินสาย จัดตั้งรัฐบาล ตามด้วย ชูวิทย์เหน็บอภิสิทธิ์

สนธิเอา โกเต๊กซ์ใช้แล้ว ไปวางรอบพระรูปฯ

ที่มา thaifreenews



ระยำสุดๆ สนธิเอา โกเต๊กซ์ใช้แล้วของสาวก ไปวางรอบพระรูปฯ
สกปรกโสโครก บ้า งมงายสิ้นดี
ผู้ชุมนุมก็บ้าตาม ปรบมือชอบใจกันใหญ่
ในขณะที่ ผุ้ขุมนุมบ้างส่วนรับไม่ได้ เดินออกทันที

เรื่องจริงจากกล้องพันธมิตร \"เฮ้ยยิงเลย ฆ่ามัน ฆ่ามัน\"

ที่มา thaifreenews



ภาพ VDO จากกล้องของพันธมิตรเอง ตะโกน "เฮ้ยยิงเลย ฆ่ามัน ฆ่ามัน"
ดุพวกเขาชั่งสนุกมีความสุข กับการกระทำซะจริงๆ

บทความ: “ปรากฏการณ์อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ)” สังคมชนชั้นเต็มรูปแบบของไทย!

ที่มา Thai E-News

โดย จอร์จ บางกะปิ
9 ธันวาคม 2551

ต้องรับว่ากระบวนการดันนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ โดยมีพรรค ปชป.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้รับการสนับสนุนแกมขู่บังคับจากฝ่ายอำนาจนิยม ทั้งกองทัพ พันธมิตรฯ สื่อมวลชน นักวิชาการบางกลุ่ม รวมถึงกลุ่มนายทุนบางราย อาการกระเหี้ยนกระหือรือ วิ่งปาดซ้ายปาดขวาแย่งชิงการนำในการจัดตั้งรัฐบาลของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถือว่า เป็นสิ่งผิดปกติในระบบประชาธิปไตย เป็นลักษณะที่ฝืนธรรมชาติและเบี่ยงเบนหลักการอย่างน่าเกลียดน่าชัง

ชอบธรรมหรือไม่ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเป็นนายกฯ ในสถานการณ์ที่ยังคลุมครือระหว่างความผิดกับความถูกของฝ่ายอำนาจนิยม ทั้งกองทัพ พันธมิตรฯ นักวิชาการ และแม้แต่ตุลาการภิวัฒน์

เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า นายอภิสิทธิ์ และพรรค ปชป. เป็นส่วนหนึ่งหรือมีส่วนโยงใยกับวงจรอำนาจนิยมเหล่านั้น ตั้งแต่วันแรกที่พันธมิตรฯ เริ่มออกมาเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม จนถึงวันแถลงข่าวพลิกขั้วการเมืองเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา และถึงวันที่เขาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ขึ้นมา ทุกคนจะเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือ “ดอกผล” ของการสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างเป็นระบบของพันธมิตรฯ ผสานกับความนิ่งดูดายของกองทัพ สื่อมวลชน นักวิชาการ และชนชั้นนำในสังคมไทยอย่างกลมกลืน

สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นมาในประเทศเกือบ 6 เดือน ในที่สุดก็คือได้รับคำตอบว่า “นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ”

พันธมิตรยึดถนนหลวงและทำเนียบรัฐบาล บุกรุกสถานที่ราชการ ก่อการร้ายในเมืองขนาดย่อมๆ จนถึงการบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้นำประเทศอย่างชอบธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย!

มีคำถามมากมายจากมิตรต่างแดน การกระทำของพันธมิตรฯ ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ผิดกฎหมายของประเทศไทยหรือ?

ผมตอบอย่างข่มขื่น “ไม่ผิดมั้ง” เพราะไม่ว่าจะตั้งข้อหาอะไรกับพวกนี้ พวกเขาก็หลุดพ้นจนหมด มิหนำซ้ำยังทรงอำนาจทางการเมืองถึงขั้นที่ขู่ว่า ถ้าพรรครัฐบาลขั้วเดิมกลับมาบริหารประเทศอีกครั้งก็จะกลับมาแสดงศักดานุภาพถล่มเมืองเป็นคำรบสอง ผลเป็นไงครับ ทั้งกองทัพ สื่อมวลชน นักวิชาการ นักธุรกิจ แสร้งทำเป็นตื่นตระหนกตกใจสุดขีด ต่างร้องเสียงหลงว่า “พลิกขั้วๆๆ” แทนที่จะช่วยกันประณามคนชั่ว กลับกลัวตัวสั่นจนต้องยกสังคมให้พวกนี้ปกครอง

เมื่อคนชั่วร้ายบุกยึดสนามบินได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ แถมยังมีพลังในการต่อรองให้มีการพลิกขั้วการเมือง สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า สังคมไทย พ.ศ.นี้ กลายเป็นสังคมการแบ่งชนชั้นย้อนหลังกลับไปก่อน ปี 2475

พันธมิตรฯ ภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุลและพลตรีจำลอง ศรีเมือง เคลื่อนไหวอย่างเป็นคู่ขนานกับพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รุกตัวสู่เป้าหมายอย่างเลือดเย็นเมื่อสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและภาพพจน์ของประเทศไทยอย่างยับเยินจนยากจะฟื้นฟูภายในเวลาอันสั้น

น่าประหลาดที่กองทัพ สื่อมวลชน นักวิชาการ แม้แต่ตุลาการทั้งหลาย ไม่เห็นว่าการกระทำของพวกเขาเป็นความผิด

รัฐมนตรีท่านหนึ่งถึงกับสบถอย่างเหลืออด “ม๊อบมีเส้น” อธิบายตัวตนของกระบวนการนี้อย่างแจ่มแจ้ง

และคำถามอันแหลมคม “ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งจะกระทำแม้สักเศษเสี้ยวของกระบวนการชั่วร้ายนี้ ผลจะเป็นอย่างไร” คำตอบก็คือ “คงตายกันเป็นพัน” ดังปรากฏเป็นรูปธรรมที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปล้อมศาลปกครองในวันตัดสินคดียุบพรรค เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา แล้วมีทหารหมวกแดงจากป่าหวายพร้อมอาวุธครบมือเดินเข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างองอาจสมชายชาติทหาร!

ทั้งนี้ ทุกอย่างสรุปรวบยอดเมื่อวานนี้ต่อคำถามที่นายจตุพร พรหมพันธ์ สส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย หนึ่งในพิธีกรรายการความจริงวันนี้ ที่ส่งไปยังนายอภิสิทธิ์เกี่ยวกับการไม่มีใบ สด.43 เหมือนชายไทยทั่วไป นั่นหมายถึง การหลบหนีไม่ไปเกณฑ์หารหรือขอสิทธิ์ยกเว้นการเกณฑ์ทหารตามกฎหมายกำหนดของเขาว่า จะอธิบายให้กระจ่างแจ้งอย่างไร เพราะเป็นการกระทำที่แม้จะเนิ่นนานจนหมดอายุความไปแล้ว แต่ชอบธรรมแค่ไหนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งนายกฯ โดยไม่มีการอธิบายเรื่องนี้ให้ผู้คนเข้าใจและสิ้นสงสัย

ไม่มีคำตอบจากปากนายอภิสิทธิ์ มีแต่คำอธิบายคล้ายการปัดความรำคาญจากสมาชิกพรรค ปชป.บางราย ร้ายไปยิ่งกว่านั้น ยังมีคำปกป้องจากกองทัพผ่าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบอกในทำนองเย้ยหยันรากหญ้าทั่วแผ่นดิน “เป็นเรื่องไร้สาระ” สำทับด้วยเสียงของนายโคทม อารียา นักวิชาการชื่อดังที่ออกมาตัดบทว่า “อย่ามาโจมตีด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ ผมก็ไม่ได้เกณฑ์ทหารเพราะต้องไปเรียนต่างประเทศ แต่ผมก็ช่วยชาติได้”

กรณีของนายโคทม อารียา ผมไม่เคยสนใจเพราะคนๆนี้ก็อยู่ฟากฝั่งเผด็จการมาตลอด และเขาอาจมีคำอธิบายพร้อมอยู่แล้วก็ได้ ที่สำคัญ เขาไม่ได้ถูกเสนอให้เป็นนายกฯ ที่จะต้องปกครองคนไทยในสังคมที่หลากหลาย มีทั้งคนจนสุดจนถึงรวยสุด...ลูกชาวนาไม่มีจะกินจนถึงลูกพระยามีเงินพันล้าน

ลูกคนจนหนีทหารถูกสัสดีตามล่าจนเสียผู้เสียคน เจอที่ไหนแจ้งตำรวจจับเหมือนหมูเหมือนหมา ไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงานแม้แต่ตำแหน่งยาม กว่าจะหมดอายุความ เขาคนนี้ก็อายุกว่า 40 ปี หมดโอกาสที่จะเริ่มต้นทำงานที่มั่นคงใดๆ ทั้งสิ้น อย่างดีก็แค่หากินไปวันๆ

ผมไม่โทษคนหนีเกณฑ์ทหารหรอกครับ เพราะหากเขาหนีเขาก็ต้องหมดอนาคต รับราชการและรัฐวิสาหกิจไม่ได้ เอกชนก็ไม่รับ มิหนำซ้ำ จะต้องอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ ญาติผู้พี่ของผมคนหนึ่งนี่แหละ หนีการเกณฑ์ทหารเนื่องจากไปมีครอบครัว เขาก็คิดตามประสาปุถุชน ถ้าเขาไปเป็นทหารแล้ว ใครจะเลี้ยงลูกเมียเขา จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คิดสั้นๆ...จนถึงวันนี้เขาต้องเป็นคนไม่มีหลักแหล่ง มีสถานะในสังคมในระดับเกือบต่ำสุด

ตอนที่คุณแม่ของเขาเสียเมื่อหลายปีก่อน เขาต้องแอบไปเผาแม่ตอนกลางคืน เพราะสัสดีจ้องจับเขาอยู่ตลอดเวลา มันน่าอนาถใจสุดจะบรรยาย

เมื่อมาเปรียบเทียบกับกรณีของนายอภิสิทธิ์ เขาไม่เคยปฏิเสธ ไม่ได้หนีเกณฑ์ทหาร เพียงแต่บอกว่าได้รับยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากสมัครไปเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย นั่นยิ่งน่าสับสน เพราะการจะเข้ารับราชการเขาต้องผ่านการเกณฑ์ทหารหรือได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะปรากฏบนเอกสารสำคัญที่เรียกว่า สด.43 แต่เขาบอกว่าไปเป็นอาจารย์โรงเรียนทหารจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเกณฑ์ เป็นตรรกะที่ไม่เข้าท่าและยิ่งจะนำพาให้ผู้คนมองเห็นความฉ้อฉลในวงการราชการ ที่สำคัญ คำว่า “อภิสิทธิ์ชน” “ลูกท่านหลานเธอ” “เส้นใหญ่” มันไม่ใช่แค่คำพูดประชัดประชัน แต่มันเรื่องจริงที่ฝังรากลึกในสังคมจนถึงทุกวันนี้

ยิ่งมาได้ยินคำพูดของบุคคลชั้นนำในสังคม ไม่ว่าจะเป็นโคทม อารียา หรือ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดซึ่งพูดทั้งๆที่อยู่ในเครื่องแบบทหารเต็มยศ “เรื่องไร้สาระ” ต่อกรณีการหนีเกณฑ์ทหาร มันจึงทำให้ผมและคนอีกมากมายในสังคมตาสว่าง “ประเทศนี้มันเป็นสังคมแห่งชนชั้นโดยแท้” สิ่งที่เราได้ยินมาตลอดชีวิตว่า “คนไทยมีสิทธิและเสรีภาพเสมอภาคกัน” มันคือคำโกหกของผู้ปกครองประเทศมาทุกยุคทุกสมัย

ผมซึมซับคำโป้ปดเรื่องสิทธิเสรีภาพที่เทียมกันในสังคมมาเนิ่นนาน แต่ผมก็พยายามกล้ำกลืนเพราะคิดว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางครั้งก็เอาใจช่วยผู้ปกครอง “พวกเขาอาจจะกำลังทำงานอยู่เพื่อให้เราเท่าเทียมกัน” พยายามมองโลกในแง่ดีว่า ไม่นานคงจะสัมผัสกับสิ่งนี้ แต่วันนี้ผมกำลังจะย่างเข้าสู่วัย 50 ผมกลับเห็นสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม

“ความเท่าเทียมในสังคมไม่มีจริงๆ” สถานะบุคคลขึ้นอยู่กับชนชั้น...คนจนคนรากหญ้า ทำอะไรก็ผิดหมด แต่หากคนชั้นนำทำในสิ่งเดียวกัน เขาจะเป็นฝ่ายที่ชอบธรรม

การที่นายอภิสิทธิ์ได้รับการวางตัวที่จะเป็นผู้นำคนต่อไปทั้งๆ ที่ผู้คนยังสงสัยในพฤติกรรมที่เกี่ยวโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีกองทัพ สื่อมวลชน คนชั้นนำช่วยกันยืนยันความชอบธรรม แม้แต่เรื่องการหนีเกณฑ์ที่ลูกชาวบ้านอาจจะถูกจับขัง 6 เดือนไปแล้วตั้งแต่โผล่หน้าออกมาให้สังคมแลเห็นเป็นครั้งแรก กลับมีคนในกองทัพออกมาปกป้องเสียเอง มันก็เป็นภาพสะท้อนว่า คนชั้นล่างถูกหลอกมาตลอดชีวิตว่า ประเทศนี้มีสิทธิภาพและเสรีภาพเสมอภาคกันไม่ว่าจนหรือรวย ชาวนาหรือพ่อค้า ข้าราชการ ฯลฯ

บางสิ่งเราเพ้อฝันว่า เป็นสิ่งวิเศษกลับกลายเป็นภาพมายาที่ทำให้หลายคนต้องกลืนเลือดอย่าเจ็บช้ำ

ผู้คนมากมายที่บอกผมอย่างมั่นใจ “เชื่อเถอะ คนที่บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก” ผมไม่อยากบอกเขาเลยว่า “ฝันไปเถอะ พวกเขาไม่มีวันจะถูกลงโทษ คนที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขาต่างหากอาจจะกลายเป็นผู้ต้องหาเสียเอง”

“ปรากฏการณ์อภิสิทธิ์” ที่คนหนีทหารคนหนึ่งจะก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยนี่แหละ จะเป็นการเปิดผ้าม่านทำให้คนไทยทั้งมวลรวมถึงคนทั่วโลกได้เห็นภาพที่แท้จริงของสังคมไทยที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาเลยตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน

มติชนปูดแก๊ง3ป.ทหารเสือราชินี แมนด์บีไฮด์เดอะซีนดันมาร์คนายกฯหุ่นเชิด

ที่มา Thai E-News

ที่มา มติชน
9 ธันวาคม 2551
*อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง เสนาะ:ชูสูตรรัฐบาลเพื่อชาติ เพราะอีกฝ่ายอ้างสถาบัน"พ่อรักลูกไม่เท่ากัน"

การพลิกขั้วการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พูดกันว่า จะเป็นจริงไม่ได้หากไม่มี แก๊ง 3 ป. ที่ประกอบด้วย "พี่รักน้องเลิฟ" ซึ่งโตมาด้วยกันจากหน่วย "ทหารเสือราชินี" นั่นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ "บิ๊กป๊อก"อนุพงษ์ มือประสานสิบทิศ







การเมืองยุคโลกร้อน "แก๊ง 3 ป."ทำคลอด"ครม.สีเขียว"

เปิดเกมสู้กันแบบ "นาทีต่อนาที" การเมืองไทยเวลานี้ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาตัดสินยุบ 3 พรรค คือ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ยุติเกมการเมืองก่อนเกิด "นองเลือด" ถือเป็นการ "สลายขั้วรัฐบาล" ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนจัดตั้ง

ปรากฏการณ์สังคมไม่เอาการเมือง "ขั้วนอมินี" ในนาม "เพื่อไทย" บ้านหลังใหม่ของ ส.ส.พลังประชาชน ทำให้ถนนการเมืองเริ่มเบนมาที่ "พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม"

เวลานี้ "ดวงผู้นำประเทศ" คนที่ 27 มาจับจ้องอยู่ที่ "หน.มาร์ค" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเต็มที่ เว้นแต่จะมี "ปัจจัยภายใน" ที่เป็นเงื่อนไขเรื่อง "มือ" ที่จะมายกให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะบอกว่า "สุดขั้วเกินไป" ก็อาจจะต้องเฟ้น "ม้ามืด" ขึ้นมาเสียบแทน

ขณะที่การเคลื่อนของ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้ามามีบทบาทต่อการเมืองไทยเวลานี้ไม่น้อย เริ่มจากออกโรงมาระดมผู้คนระดับแกนนำทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมถกปัญหาบ้านเมืองก่อนมีมติให้ "ครม.สมชาย" ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

และล่าสุด "บิ๊กการเมือง" ยังยกคณะเข้า "เขตทหารหวงห้าม" เป็นว่าเล่น...!?
โดยเฉพาะ "ซีกฝ่ายค้าน" ที่พยายามฉวยโอกาส "ดึงพรรคร่วมรัฐบาล" จัดตั้ง ครม.แข่งกับ "ซีกนอมินี" ส่งผลให้ คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องบินด่วนกลับไทยมาเคลียร์ปัญหาด้วยตัวเอง หลังถูก "กลุ่มเพื่อนเนวิน" กว่า 37 ชีวิต ตลบหลัง

"หมดเวลาที่ผู้มีอำนาจจะกลับประเทศด้วยการใช้ประชาชน..." วลีเด็ดจากปากเนวิน

เล่นเกมต่อรองสถานภาพทางการเมือง ด้วยการออกมาประกาศจุดยืน "ไม่เอา" เนวิน ชิดชอบ ผู้นำกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นสัญญาณว่า "กลุ่มเพื่อนเนวิน" แตกหักกับคนที่อยู่ต่างแดนแล้ว ด้วยการสลับขั้วไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง "เนวิน" ต้องหันไปจับมือกับ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการพรรค ปชป.ทั้งๆ ที่คนคู่นี้เคยห้ำหั่นกันทางการเมืองกันมาชนิดแทบ "ไม่มองหน้า" กันมาแล้ว

ในยุคของ "แก๊งออฟโฟร์" เรืองอำนาจ "เนวิน" ก็ผงาดขึ้นมาทะมึนอยู่เบื้องหลังการเมืองไทย และเมื่อถึงคราวที่ "แก๊ง 3 ป." อุบัติขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่า "เนวิน" ยังสามารถเกาะกระแสและเสาะหาเหตุผลมากล่าวอ้างเพื่อกลับมาผงาดได้อีกครั้ง

การพลิกขั้วการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ พูดกันว่า จะเป็นจริงไม่ได้หากไม่มี แก๊ง 3 ป. ที่ประกอบด้วย "พี่รักน้องเลิฟ" ซึ่งโตมาด้วยกันจากหน่วย "ทหารเสือราชินี" นั่นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ "บิ๊กป๊อก"อนุพงษ์ มือประสานสิบทิศ

เมื่อ "สีเขียว" จะยื่นมือเข้ามาสู่การเมือง แน่นอนว่าการทำอะไรต้องปรึกษาหารือกันต่อเนื่อง และเป็นความบังเอิญที่ทั้ง 3 คน มีบ้านพักอยู่ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ จึงนัด "ดื่มกาแฟ" มื้อเช้า หรือนัดทานอาหารมื้อเย็น กันที่มูลนิธิปลูกป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่ตั้งอยู่ในกรมนั้นเอง โดยมูลนิธิแห่งนี้มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน

สถานที่แห่งนี้ก็ถูกใช้เป็นสถานที่ "ถกการเมือง" มาตลอดห้วงที่ผ่านมา แม้กระทั่งล่าสุดที่ "บิ๊กการเมือง" เลี้ยวรถเข้าเขตหวงห้ามมาร่วมวงด้วย

คงปฏิเสธได้ยากสำหรับการชูพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาลว่าไม่ใช่เป็นการเคลื่อนเพื่อ "ปิดเกม คมช." ที่ต้องตัดตอนทำให้ "เครือข่ายไทยรักไทย" ต้องสูญพันธุ์ทางการเมือง ตอนนี้อาจจะเห็นแค่รางๆ แต่ถ้าจะให้มั่นใจว่าใช่คงต้องดูหน้า "รมว.กลาโหม" ของรัฐบาลสีเขียวภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก "พล.อ.อนุพงษ์"

สะพัดกันทั้งกระทรวงว่า อาจจะได้เห็นชื่อ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาธิการ คมช. มานั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม ก็เป็นได้

เห็นทีต้องรอวัดใจกันว่า "พรรคร่วมรัฐบาล" จะเล่นการเมืองแบบหันหลังกลับ 360 องศา เดินตามหลังตามพรรคประชาธิปัตย์ได้สักแค่ไหน !!

พรรคเพื่อแผ่นดินเลือก พล.ต.อ.ประชา เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

ที่มา MCOT News

พรรคเพื่อแผ่นดิน 9 ธ.ค.- ที่ประชุมพรรคเพื่อแผ่นดิน เลือก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นหัวหน้าพรรค ตามโผ “รณฤทธิชัย” เผยแกนนำพรรคจะเรียกประชุม ส.ส.เพื่อกำหนดท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล ปฏิเสธเสนอชื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อเวลา 14.00 น. มีการประชุมพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังจากที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยมีแกนนำพรรคมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานที่ปรึกษา นายมั่น พัธโนทัย นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ นายรณฤทธิชัย คานเขต ม.ร.ว.กิตติวัฒนา ปกมนตรี นายชนมสวัสดิ์ อัศวเหม นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รวมถึงนายพินิจ จารุสมบัติ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงเวลา 15.30 น. การประชุมยังไม่สามารถประชุมได้ พล.ต.อ.ประชา จึงเดินออกจากพรรค และกลับเข้าห้องประชุมอีกครั้งเวลา 16.00 น. ในที่ประชุม นายปาน พึ่งสุจริต รองหัวหน้าพรรค แจ้งกับที่ประชุมว่า ขณะนี้มีจำนวน ส.ส.ของพรรคครบจำนวนที่จะดำเนินการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จึงขอให้ดำเนินการตามระเบียบวาระ

นายนิมุคตาร์ วาบา ส.ส.ปัตตานี ได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา เป็นหัวหน้าพรรค โดยไม่มีผู้ใดเสนอชื่อบุคคลอื่น จากนั้นที่ประชุมได้ลงคะแนนลับ ผลปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่สนับสนุน พล.ต.อ.ประชา เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ พร้อมกับคัดเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จำนวน 12 คน

ภายหลังการประชุม นายรณฤทธิชัย คานเขต ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า การเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นการเลือกที่ถูกขั้นตอนทุกอย่าง จากนี้ไปเมื่อมีหัวหน้าพรรคแล้ว คงมีการเรียกประชุม ส.ส.เพื่อพูดคุยกำหนดท่าทีที่ชัดเจนในการเข้าร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถามว่า พรรคเพื่อแผ่นดินมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายรณฤทธิชัย กล่าวว่า มีที่ไหนที่พรรคการเมืองที่มี ส.ส.เพียง 20 คน จะเสนอชื่อให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าจากนี้ไปผู้ใหญ่ของพรรคคงมาหารือและกำหนดท่าทีที่ชัดเจนอีกครั้ง วันนี้ในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยถึงการเข้าร่วมรัฐบาล เพราะต้องการให้มีหัวหน้าพรรคคนใหม่ก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น. แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา อดีตประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล นายวิชาญ มีนชัยนันต์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายปรีชา เร่งสมบรูณ์สุข รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำกระเช้าดอกไม้มาแสดงความยินดีกับ พล.ต.อ.ประชา ในโอกาสได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินคนใหม่

นายวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เป็นการมาแสดงความยินดี ไม่มีการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ยังไม่ถอดใจ จะขอสู้ต่อไปจนกว่าจะถึงวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

นายวิทยา กล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลเดิมยังคงมีสิทธิเสนอบุคคลที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า ได้หารือกับ พล.ต.อ.ประชา ถึงความร่วมมือในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า วันนี้มาแสดงความยินดี พล.ต.อ.ประชา ก็บอกว่า ขอขอบคุณ เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในพรรคจะต้องตัดสินใจแล้วจึงจะมาหารือกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีจำนวนเสียงสนับสนุนในการตั้งรัฐบาลแล้วกี่เสียง นายวิทยา กล่าวว่า ก็มีเพียงพอที่จะตั้งรัฐบาล ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่า หลังจากมีการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล 4 พรรค พรรคเพื่อไทยยังคงมั่นใจได้หรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า ก็เห็นไหมว่าใครมาก่อน วางใจได้ เรามีเสียงพอที่จะตั้งรัฐบาล เรามั่นใจทุกพรรคที่เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อย่าลืมว่าพรรคการเมืองไม่สามารถบังคับขู่เข็ญให้ ส.ส.ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคน

ด้านนายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท กล่าวว่า ขณะนี้มีเสียงสนับสนุนจากฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลเดิมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 235 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคประชาราช ส่วนข้อกังวลในพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไปก่อนหน้านี้ คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันมา จึงน่าจะพูดคุยกันได้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-09 19:08:29

กลับมายึดกติกา

ที่มา เดลินิวส์

ก่อนคืนทำเนียบฯ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยื่น 2 ข้อ 1.ให้รัฐบาลถอนแจ้งความทุกคดี 2. ให้งดเว้นการดำเนินคดีแพ่งและอาญากับกลุ่มพันธมิตรฯทุกกรณี กล้าขอจริง ๆ นะ แต่สงสัยไม่มีใครกล้าให้

การบินไทยประเดิมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้าน หมอเหวง หมอสันต์ แจ้งกองปราบให้ดำเนินคดีกับ 12 แกนนำทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 รวม 12 คนฐานก่อการร้ายยึดสนามบิน และเชื่อว่าจะมีคดีฟ้องตามมาอีกแยะ

ไม่เว้นนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ที่อ้างว่าฝรั่งเศสหรืออิตาลี ก็ปิดสนามบิน ก็จริง เพราะสหภาพแรงงานงัดข้อกับการท่าฯของเค้า เลยผละงาน เป็นความขัดแย้งทางแรงงานสัมพันธ์ แต่มีขั้นตอนเจรจาชัดเจน เมื่อตกลงไม่ได้ ก็ประกาศวันผละเป็นเรื่องเป็นราว นักท่องเที่ยวกับนักธุรกิจที่ต้องใช้บริการ รู้ล่วงหน้า มีเวลาวางแผนไปใช้ระบบขนส่งทางอื่นแทน

ไม่ใช่บุกยึดสนามบินเพื่อต่อรองทางการเมือง ขณะที่ผู้โดยสารเต็มไปหมด แถมพฤติกรรมยังสวมหมวกไหมพรมปิดหน้า ปิดตา ร่อนไปร่อนมา ราวผู้ก่อการร้ายไม่ปาน อย่างนี้

นอกจาก 2 ข้อข้างต้น แถลงการณ์ ก่อนคืนสนามบิน ยังมีอีก 2 ข้อ

1.หากรัฐบาลหุ่นเชิดของระบบทักษิณแก้รัฐธรรมนูญหรือลดพระราชอำนาจ (อันนี้ใส่ร้ายแบบไม่ต้องสงสัย) ก็จะกลับมาอีก 2.หากรัฐบาลใหม่ไม่มีความจริงใจที่จะปฏิรูปการเมืองสู่ “การเมืองใหม่” ก็จะกลับมาอีก

ทั้ง 2 ข้อ ดูไปเถอะ แค่ข้ออ้างจะกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้ หากไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยเฉพาะการเมืองใหม่ ที่เน้นหนักการลากตั้ง ดูถูกการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนส่วนใหญ่

สมศักดิ์ โกศัยสุข ประกาศลั่น หาก เฉลิม อยู่บำรุง หรือ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ (หรือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย หรือ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร) มาเป็นนายกฯ ก็จะไล่อีก เพราะเป็นนอมินีระบอบทักษิณ

แต่ไม่ยักบอก ถ้าเป็นนอมินีของ พันธมิตรฯ ไม่ต้องบอกว่าพรรคไหนหรือใครหรอก มาเป็นนายกฯบ้างล่ะ มันไม่เป็นไร มีแต่ความชอบธรรมถูกต้อง ทุกคนต้องยอมรับหมดใช่หรือไม่

เขียนถึงตรงนี้ อดนึกถึงภาพทหารป่าหวาย สะพายปืนเอ็ม 16 พกลูกระเบิด ปืนพก ครบมือ ยืนจังก้าคนเสื้อแดงที่ไปล้อมศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะก่อนหน้านั้น มีเสียงเตือนจากฝ่ายทหารดังลั่น หากใครไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ต้องจัดการเด็ดขาด

ก็ควรเป็นเช่นนั้น!!!

แต่ขอโทษเถอะ กับพวกที่ปิดประเทศด้วยการยึดสนามบิน ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ออกไปและยังยกคำร้องอุทธรณ์อีก ทำไมกองทัพไม่ส่งทหารพร้อมอาวุธครบมือไปปกป้องบ้างเล่า แต่ตอนพันธมิตรฯถอนออกไป กลับส่งกำลังทหารจากหน่วยไหนไม่รู้ ไปเดินเตร่ไปเตร่มา

หรือมีบางกลุ่มเท่านั้น ที่ทหารต้องจัดการให้เด็ดขาด

เช่นกัน เห็น 3 องค์กรธุรกิจ ถึงขนาดซื้อโฆษณาเต็มหน้า เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล อ้างคนส่วนใหญ่จะได้ยอมรับ แน่ใจหรือ ก็ถ้าคนเสื้อแดงไม่ยอมรับบ้างล่ะ และหาเรื่องทำแบบเสื้อเหลืองบ้างล่ะ ไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนขั้วเกิดไม่ได้ เกิดได้ อาจเป็น ปชป.เป็นรัฐบาลก็ได้ ซึ่งรัฐบาลก็ยุบสภาได้เช่นกัน

ถึงได้บอก ตราบใดไม่ยอมรับกติกา เอาแต่หาทางใช้อำนาจนอกระบบ ล้มล้างเสียงส่วนใหญ่ ตราบนั้นประเทศก็จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่จบ ใครเป็นนายกฯไม่สำคัญหรอก

มีทางเดียวที่จะทำให้บ้านเมืองสงบ ทุกฝ่ายต้องกลับมายืนใน “กติกา” ที่ถูกต้อง... เท่านั้น.

ดาวประกายพรึก

งอมพระราม

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้เป็นวันรัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้น ระบอบประชาธิปไตยของไทยที่ลุ่มๆ ดอนๆมาถึง 76 ปี

ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับแรกพ.ศ.2475 จนมาถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับล่าสุดที่คลอดจากมดลูกคมช.

ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 17 ฉบับ

ติดอันดับประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญเปลือง

แถมยังเป็นประเทศที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี มาแล้วถึง 26 คน และกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย

“แม่ลูกจันทร์” มั่นใจว่ารัฐบาลใหม่ จะอยู่ได้นาน และจะไม่ถูกทหารปฏิวัติอย่างแน่นอน!!

เพราะรัฐบาลนี้ทหารเป็นผู้อำนวยการสร้างและกำกับการแสดงเอง

แต่ระหว่างรอลุ้นเปิดประชุมสภาฯโหวตเลือก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย

“แม่ลูกจันทร์” ขอย้อนกลับไปถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาฯ ล้างสต๊อก กก.บริหารพรรครวมทั้งสิ้น 109 คน

ในจำนวน กก.บริหารพรรค 109 คน มีผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. 32 คน เป็น ส.ส.เขต 28 คน ส.ส.สัดส่วน 4 คน

แยกเป็น ส.ส.พรรคชาติไทย 19 คน ส.ส.พรรคพลังประชาชน 13 คน ส่วนพรรคมัชฌิมาฯไม่มี ส.ส.เป็น กก.บริหารพรรค แม้แต่คนเดียว

ผลของการยุบพรรคครั้งนี้ จึงทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 26 เขต รวมทั้งสิ้น 28 คน

วันที่ 11 มกราคม ปีหน้า หรืออีกหนึ่งเดือนจากนี้ไป จะเป็นวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 22 จังหวัดพร้อมกัน

ประเด็นที่เป็นปัญหาก็คือ คุณสมบัติผู้ที่จะลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตที่ว่างลง ซึ่ง พ.ร.บ.พรรคการเมืองกำหนดให้ผู้สมัครต้อง เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน

ถ้าตีความตามเนื้อผ้า เงื่อนเวลาที่ต้องเป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน ไม่สามารถทำได้ในความเป็นจริง

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งสั่งยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาฯ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม

นับจากวันยุบพรรค (2 ธ.ค.) ไปถึงวันเลือกตั้งซ่อม (11 ม.ค.) แค่ 40 วันเท่านั้นเอง!!

ทำให้พรรคพลังประชาชน และพรรคชาติไทย ซึ่งเป็นเจ้าของโควตา ส.ส.เขตที่ว่างลงไม่สามารถส่งตัวแทนลงเลือกตั้งซ่อมในสังกัดพรรคใหม่ได้ทัน 90 วันตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.พรรคการเมือง

ก็เท่ากับต้องเสียโควตา ส.ส.เขต 26 เขต 28 คนให้กับพรรคอื่นไปฟรีๆ

พรรคก็โดนยุบ กก.บริหารโดนห้ามเล่นการเมือง 5 ปี

แถม ส.ส.เขตก็ต้องเสียไปอีก 28 คน!!

การโดนยุบพรรคจึงขาดทุน 3 เด้ง แบบทรีอินวัน

นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นที่มีกลุ่ม ส.ว.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า สถานะของ ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังประชาชนและพรรคชาติไทย หลังถูกยุบพรรคจะสามารถย้ายไปสังกัดพรรคใหม่? หรือต้องพ้นตำแหน่งทันที?

ประเด็นนี้หวยออกได้ 2 ประตู

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ส.ส.สัดส่วน เมื่อ ถูกยุบพรรค สามารถย้ายพรรคได้ก็รอดตัวไป

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ส.ส.สัดส่วนมาจากการลงคะแนนเลือกพรรคการเมือง

เมื่อพรรคการเมืองถูกยุบ สถานะของ ส.ส.สัดส่วนที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ก็ต้องสิ้นสุดไปโดยปริยาย

ถ้าหวยออกประตูนี้ ส.ส.สัดส่วนที่สังกัดพรรคพลังประชาชน และพรรคชาติไทยจะต้องสิ้นสภาพ ส.ส.ไปอีก 38 คน!!

รวมทั้ง “ปู่ชัย ชิดชอบ” ประธานรัฐสภา ซึ่งเป็น ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ก็จะต้องตกเก้าอี้ทันที

นี่คืออาฟเตอร์ช็อกรอบที่ 4 ที่กำลังตามมา

หวยล็อกจะออกประตูไหน...เดี๋ยวก็รู้ละโยม.

แม่ลูกจันทร์

ยังไม่จบเกม

ที่มา ไทยรัฐ

ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์จะเดินเกมเพื่อช่วงชิงการนำในการเสนอ ชื่อนายกฯคนใหม่ หลังจากที่ออกมาเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาล และกลุ่มเพื่อนเนวินที่จะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นผู้นำประเทศคนใหม่

จากนั้นก็นำรายชื่อผู้สนับสนุนยื่นให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนฯ ขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญในการลงมติเลือกนายกฯคนใหม่ ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็เตรียมการนำรายชื่อมายื่นเปิดสภาเช่นกัน แต่ปรากฏว่านายชัยไม่อยู่ก็เลยไม่ได้ยื่น

การยื่นรายชื่อเปิดสภาแข่งกันก็เพื่อวัดจำนวนผู้สนับสนุนว่าใครของจริงของปลอม เพราะต่างก็บอกว่ามีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ต้องดูว่าของจริงใครจะมากกว่ากัน

แน่นอนว่า การยื่นรายชื่อเปิดสภาประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้บอกตัวเลขชัดเจน แต่ก็ถือว่าเดินเกมก่อนเพื่อไทยไปแล้ว ดังนั้น ความเชื่อมั่นจึงมีมากขึ้นทั้งในส่วนของนักการเมือง และการยอมรับจากสังคม ภาคธุรกิจเอกชนนั้นขานรับเต็มตัว

เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนขั้วการเมืองจะทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น และแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ โดยเชื่อว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ความแตกแยกต่างๆได้

เรียกว่าได้เปรียบเพื่อไทยที่ยังหาตัวบุคคลมาเป็นนายกฯไม่ได้ และปัญหาความขัดแย้งภายในที่กลุ่มเพื่อนเนวินได้แยกตัวออกไปส่วนหนึ่ง ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็แยกไปจับขั้วกับประชาธิปัตย์ จนต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อ “ล็อบบี้” ให้กลับบ้านเก่า

แม้กระทั่งการยอมยกเก้าอี้ “นายกฯ” ให้พรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนั้น ประชาธิปัตย์ยังเดินสายไปพบกับแกนนำสำคัญของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค เช่น ชาติไทย, มัชฌิมาธิปไตย, รวมใจไทย-ชาติพัฒนา, เพื่อแผ่นดิน รวมถึงกลุ่มเพื่อนเนวินด้วย เพื่อแสดงความขอบคุณที่สนับสนุนให้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล

และยังพยายามดึงพรรคประชาราชเข้ามาร่วมอีกพรรค แม้ว่านายเสนาะ เทียนทอง เคยบอกว่าไม่เอานายกฯจากเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์ ก็ตาม

การเดินเกมของประชาธิปัตย์นั้นชัดเจนว่า เพื่อป้องกันการเบี้ยว คือ ไปขอบคุณและบังคับโดยปริยาย เนื่องจากแต่ละพรรคต่างก็ออกมายืนยันว่าสนับสนุน โดยมีสังคมเป็นพยาน เพราะการเดินสายทำกันอย่างเอิกเกริก

พรรคเพื่อไทยนั้นต้องยอมรับเดิมเกมพลาด ปล่อยให้ประชาธิปัตย์ ช่วงชิงเกมไปก่อนจนต้องระดมสรรพกำลังทุกรูปแบบ “ค่าตัว” คงไม่ต้องพูด เพราะทุนเยอะอยู่แล้ว การให้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี หากดึง ส.ส.กลับมาได้ 5 คน

หรือแม้กระทั่งความพยายามที่นำ “เสื้อแดง” มาข่มขู่จะปิดล้อมสภาหากมีการเสนอนายอภิสิทธิ์ หรือความพยายามที่จะกดดัน ส.ส.ในพื้นที่ที่แยกตัวออกไป

ด้วยข้ออ้างเพราะ “สีเขียว” เข้ามาจัดการจึงต้องต่อต้าน

อย่างไรก็ดี ตัวเลขผู้สนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย ดูเหมือนจะยังไม่นิ่ง เพราะเพื่อไทยพยายาม “ล็อบบี้” ทุกวิถีทาง หรือแม้แต่การ “ยุบสภา” เมื่อไม่ได้ประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ ดังนั้น ทุกอย่างจึงยังไม่นิ่ง อาจจะพลิกกลับไปก็ได้

เหนืออื่นใด จากนี้ไปหากนายอภิสิทธิ์คิดหวังจะเป็นนายกฯ ก็ต้องแสดง “กึ๋น” ให้กระจ่างชัด และเป็นรูปธรรมเพื่อให้สังคมเกิดความยอมรับมากขึ้น ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยที่ทุกฝ่ายวิตกกังวล

พูดง่ายๆก็คือ ต้องแสดงภาวะความเป็นผู้นำที่มิใช่แค่ขายความซื่อสัตย์สุจริตเท่านั้น แต่ต้องแสดงให้เห็นว่า แม้อายุจะยังน้อย แต่สามารถที่จะนำพาประเทศไปได้ ยิ่งยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการบริหารให้ปรากฏมาก่อน ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าทำได้ ทำเป็น ไม่ใช่แค่พูดเก่ง เรียนเก่งเท่านั้น

และจะเป็นแรงสนับสนุนจากสังคมที่สำคัญ.

“สายล่อฟ้า”