ที่มา Thai E-News
โดย คุณ bbb
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
10 ธันวาคม 2551
แปลจาก Thai court rewards criminality จาก ลิงก์
ประวัติศาสตร์ได้ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของไทย ได้ทำการยุบพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงอีกสองพรรคร่วมรัฐบาล และห้ามหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารของพรรค ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ถูกสืบทอดหน้าที่ จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ได้วินิจฉัยและสั่งยุบพรรคไทยรักไทย เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ ในการยุบพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค จากการทำผิดมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญปี 50
ตามมาตราที่น่าทึ่งนี้ ซึ่งเขียนขึ้นโดยคณะบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเขียนในนามของกลุ่มที่กระทำการรัฐประหาร พรรคการเมืองต้องถูกยุบ ถ้าปรากฏให้เห็นว่า พรรคไม่สามารถป้องกันการทำความผิดของกรรมการบริหารพรรค ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ถ้าเทียบกับเกมส์ฟุตบอลแล้ว นี่คือกฎระเบียบที่ว่า ถ้านักเล่นได้ใบแดง ทั้งทีมจะถูกตัดสิทธิ์จากลีค รวมทั้งกัปตันทีมและโค๊ช ถูกสั่งให้เกษียนก่อนอายุ
คำพิพากษานั้น ยินยอมให้พวกที่หัวรุนแรงทางการเมือง ที่นำคนไปห้อมล้อมสนามบินสุวรรณภูมิอยู่หนึ่งอาทิตย์ สามารถที่จะประกาศชัยชนะ และกลับบ้านทันวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของในหลวงพอดี
โดยไม่คำนึงถึงว่า ความผิดแท้จริงนั้น คืออะไร แต่ดูจากจังหวะเวลาและเนื้อหานั้น มันถูกมองว่า เป็นการรับรองอุดมการณ์ และเป้าหมายของกลุ่มหัวรุนแรง ผลที่เกิดขึ้นคือ ศาลนั้นได้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่การซื้อเสียงนั้นไม่ได้ถูกยอมรับ แต่การปล้น (hijack) สถานที่/สิ่งอำนวยความสะดวกของสาธารณะ การทำลายทรัพย์สิน และการยิงเข้าไปในผู้คน และยานพาหนะ การกักขังพลเมืองด้วยกันเองแบบผิดกฎหมาย การบุกจู่โจมเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการตั้งกองกำลังตำรวจเป็นตัวแทนของตนเองนั้น นอกจากศาลจะยอมให้เกิดขึ้นได้แล้ว ศาลยังตบรางวัลให้เสียอีกด้วย
บางทีอาจจะเป็นการควรซะด้วยซ้ำ ที่คำพิพากษานั้น จะถูกประณามด้วยผู้ประท้วงหน้าศาล และผู้พิพากษาก็สมควรจะถูกประณามว่า เป็นหุ่นเชิด และถูกบังคับให้เปลี่ยนสถานที่ และทำลายเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่อทำการปิดระบบไฟฟ้าการก่อกวนศาล และเจ้าหน้าที่อย่างก้าวร้าว มันผิดธรรมดาสำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะหมายถึงความรุนแรงของความขัดแย้ง หรือการที่ผู้ได้เสียผลประโยชน์ ได้ดึงเอากระบวนการยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ครั้งนี้
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้วินิจฉัยแล้วว่า นักการเมืองนั้นได้กระทำความผิด ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสั่งยุบพรรคทั้ง 3 พรรค แต่นั่นมันจริงหรือ? พวกเขาไม่สามารถที่จะเปลี่ยนคำวินิจฉัยหรือ?
อย่างน้อยที่สุด ก็ด้วยหลักจรรยาบรรณ ปัญหาหนี่งก็คือ ศาลนั้นได้ถูกแต่งตั้งให้มาตัดสินคดีความ ที่โดยตัวมันเองแล้ว ถูกวินิจฉัยจากเหตุการณ์ทางการเมือง และคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต่อเนื่องมาเป็นลำดับในอดีตสองปีที่ผ่านมา
ศาลสูงสุดนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย เพื่อโต้ตอบการทำรัฐประหารของทหารเมื่อปี 2549 ซึ่งก็ไม่ผิดจากประเพณีไทยในอดีต และยังยินยอมเป็นเครื่องมือให้ถูกใช้ ในการทำให้มันบรรลุเป้าหมายการตัดสิน เดือนพฤษภาปี 2550 เป็นการรับรองเผด็จการโดยปริยาย และศาลที่วินิจฉัยคดีอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ก็ถูกตั้งมาจากรัฐธรรมนูญที่ล้าหลัง และเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็มีการตัดสินที่ไม่น่าเป็นจริงได้ คือการไล่นายกรัฐมนตรีออกเพราะไปทำรายการอาหารออกโทรทัศน์
ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถจะวินิจฉัยคดี ต่างจากคำวินิจฉัยครั้งก่อนๆ และไม่สามารถจะตั้งคำถาม เกี่ยวกับบทบัญญัติที่จะตัดสินความอยู่รอดของรัฐบาล ซึ่งรัฐสภาพยายามจะแก้ไข เมื่อเดือนที่แล้ว
แต่นั้นไม่ได้หมายถึงว่า ศาลไม่มีทางเลือกอื่น ผู้พิพากษาในโลก ได้เคยปฏิเสธการพิพากษาคดีเร่งด่วนที่เกี่ยวกับการเมือง และตระหนักดีว่า การพิพากษาคดีความนั้นๆ อาจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชน ที่เปราะบางในกระบวนการยุติธรรมนั้นถูกทำลาย และอาจคุกคามความซื่อตรงของพวกเขา
คดีที่สำคัญที่คล้ายคลึงกัน คือคดีที่วินิจฉัย George W. Bush ช่วงเทอมแรกที่เป็นประธานาธิบดี
ถึงแม้ว่าศาลสูงสุดจะรับหน้าที่ ที่จะแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นจากบัตรเลือกตั้งที่ฟลอริด้า แต่มีผู้พิพากษา 4 คนที่ไม่เห็นด้วย ได้เตือนไว้ว่า พวกเขาได้ถูกลากเข้ามามีส่วน ในปัญหาที่ไม่สามารถถูกแก้ได้อย่างน่าพอใจและเป็นที่ๆไม่ใช่พวกเขาควรเกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้น Justice Stephen Breyer ได้นำเรื่องในอดีต ที่ควรเป็นบทเรียนมาอธิบายให้ฟัง
ในปี 1876 มีคณะทำงานถูกตั้งขึ้น เพื่อมาตัดสินว่า ใครเป็นผู้ชนะในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ห้าใน15 สมาชิกเป็นผู้พิพากษา พวกเขาถูกคาดหวัง (เหมือนในเมืองไทยหลายๆ เรื่องตอนนี้) ที่จะให้ความเที่ยงตรง และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
หนึ่งในผู้พิพากษา ออกเสียงให้กับผู้ชนะ และพรรคที่แพ้ ก็กล่าวหาว่า เขารับสินบน และเขาก็ถูกประณามอย่างกว้างขวาง แต่ไม่ว่า เขาจะซื่อสัตย์หรือไม่นั้น ไม่ใช่เป็นประเด็น แต่การอ้างนี้ ก็เพื่อเป็นบทเรียน Breyer กล่าวอย่างชัดเจนว่า ที่สำคัญคือ การที่มีผู้พิพากษา รวมอยู่ในคณะดังกล่าว ไม่ได้ทำให้คณะนั้น มีความชอบธรรมมากขึ้น
"และไม่ได้หมายถึงว่า มันจะให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า มันเป็นกระบวนการที่ตรงไปตรงมา และนำทางโดยกฎหมาย" เขาได้เขียนไว้ "แต่ที่แน่ๆ คือ มันนำให้บุคลากรของศาล เข้าไปมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งของพรรคการเมือง ซึ่งบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม"
ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า Breyer และผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้น คิดถูก และความเคารพต่อศาลสูงสุดในสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ตกต่ำถึงขีดสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเกิดจากการคำพิพากษา ที่ออกจะเข้าข้าง Bush มากกว่า Gore ศาลอาจส่งใครก็ได้ เข้าไปบริหารประเทศ แต่ในปี 1876 ศาลไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือต่อบุคคล หรือรัฐบาลนั้น พวกเขาได้นำเอาการติเตียน และข้อพิพาท มาอยู่หน้าประตูของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น
ศาลรัฐธรรมนูญของไทยนั้น ได้เอาบุคคลออกจากรัฐบาล แต่เขาก็ไม่ได้เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับใคร หรืออะไรทั้งนั้น แต่กลับกัน พวกเขาได้แสดงบทบาทเป็นตัวตลก และได้ทำให้ขบวนการยุติธรรมนั้น ถูกล้อเลียน
พวกเขามีทางเลือกอื่นไหม? แน่นอนพวกเขาสามารถที่จะ และควรจะ ปฏิเสธการให้คำวินิจฉัย และที่ไม่ทำ ก็ไม่ใช่ว่า ต้องการจะให้มีทางเลือกอื่น แต่ที่ไม่ทำ เพราะไม่ต้องการให้มีทางเลือกเลย
( Awzar Thi เป็นนามปากกาของสมาชิกของ Asian Human Rights Commission เขามีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน และ rule of law ของประเทศไทยและพม่า Blog : Rule of Lords ของเขาอ่านได้ที่ http://ratchasima.net )
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, December 11, 2008
Thai Court Rewards Criminality ... ศาลไทย ตบรางวัลให้แก่กลุ่มคนที่ทำผิดกฎหมาย
พท.ยื่นกกต.เอาผิด"อภิสิทธิ์"ดึง"เนวิน"ร่วมการเมืองผิดกม. ซัด"เนวิน-มาร์ค"กอดกันกลมเหมือนแฝด"อินจัน"
ที่มา มติชนออนไลน์
เพื่อไทยยื่นหนังสือให้กกต.ตรวจสอบ พรรคประชาธิปัตย์ดึงผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง โดยเฉพาะนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้ามาทำกิจกรรมทางการเมือง เป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ชี้"เนวิน"และ"อภิสิทธิ์" กอดกันกลมเหมือนแฝดอินจัน
เมื่อเวลา12.30น.ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารบีบีดี บิวดิ้ง ถ.พระรามสี่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย นำโดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทยแถลงเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำผิดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 ในมาตรา96และมาตรา98 พร้อมแสดงหลักฐานภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์จำนวน 12 ฉบับและแผ่นวีซีดีจากรายการโทรทัศน์อีก 3 แผ่นก่อนที่จะยื่นหนังสือต่อกกต.ต่อไป
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า จะยื่นหนังสือให้กกต.ตรวจสอบกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ดึงผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในจำนวน 111 คนโดยเฉพาะนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน เข้ามาทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 96 และมาตรา 98 เพราะที่ผ่านมาเวลาปรากฎข่าวว่าอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยได้กระทำกิจกรรมทางการเมืองใดๆกกต.ก็จะออกมาห้ามปราม ซึ่งในกรณีนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังเข้าพบแกนนำพรรคการเมืองอื่นที่ถูกตัดสิทธิ์อีกหลายคนเพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคมัชฌิมาธิปไตย นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยด้วย ดังนั้นตนจะรอดูว่ากกต.ที่ถูกครหามาตลอดว่าเป็นพวกใครจะมีความเป็นธรรมหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่กังวลหรือว่าพรรคประชาธิปัตย์จะใช้ข้อหาเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยด้วย นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กังวล ความผิดไหนก็พิจารณากันไป ซึ่งความผิดของพรรคประชาธิปัตย์และผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์เหล่านั้นชัดเจนโดยเฉพาะการที่นายเนวินและนายอภิสิทธิ์ กอดกันกลมเหมือนแฝดอินจัน ซึ่งเป็นภาพที่เรารับกันไม่ได้
เมื่อถามว่าวันประชุมใหญ่ของพรคเพื่อไทยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองก็ยังเข้าร่วมประชุม นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ใครผิดก็ว่ากันไปตามผิดเพราะอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
เมื่อถามว่าที่ดำเนินการเช่นนี้เป็นเพราะคาดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่ที่ตนทำเพราะทำในฐานะส.ส.เพราะสิ่งที่เห็นตำตาอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวหลังจากที่นายสุรพงษ์ เดินทางกลับจากการยื่นหนังสือให้กกต. ได้เดินมายังห้องผู้สื่อข่าวพร้อมกับนำรูปของนายเนวินและนายอภิสิทธิ์จับมือกันด้วยความชื่นมื่น ซึ่งด้านข้างของรูปดังกล่าว มีสุนัข2ตัวสวมปลอกคอสีเขียวจูบปากกัน มาแสดงให้สื่อมวลชนดูพนร้อมกับระบุว่าเป็นไงเหมือนแฝดอินจันไหม เพิ่งได้รับอีเมลล์มา
'ป๋าเหนาะ'ฟุ้งตั้งรบ.เพื่อชาติได้ชัวร์
ที่มา ประชาทรรศน์
นายกมล จิระพันธุ์วาณิช อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคชาติไทย เปิดเผยว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชยังคงมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรียืนยันไม่เสียกำลังใจ หลังจากเมื่อวานนี้(10 ธ.ค.) 4 พรรคร่วมรัฐบาลไม่ตอบรับคำเชิญรับประทานอาหารค่ำ เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยแต่อย่างใด ทั้งนี้ยอมรับว่า นายเสนาะได้พูดคุยเรื่องที่โทรศัพท์ถึง นายบรรหารจริง
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางเข้าหารือกับ นายเสนาะ แล้ว โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่ามาเยี่ยมในนามส่วนตัวเท่านั้น
ส่องกล้องมอง “ทฤษฎีกระจกแตก” ถึงดอนเมือง... “ดอนแม่”!!!
ที่มา ประชาทรรศน์
คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ
โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
...แฟนๆ แห่กันเข้าสั่งซื้อหนังสือเล่มสำคัญ ชื่อ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” ใน vattavan.com จนเว็บล่ม
หากท่านเข้าเว็บไม่ได้ กรุณาโทร.สั่งได้ ที่หมายเลข 086-2593-939
ระหว่างที่บ้านเมืองของเรากำลังอยู่ในช่วงการค้นหา “นายกรัฐมนตรี” คนใหม่ เพื่อมาจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย เพื่อบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้ หลังจากที่ถูกพวกกบฏก่อการร้าย ซึ่งนำโดย นายพลจำลอง ศรีเมือง กับพวก ได้ทำให้ประเทศชาติถึงกาลพินาศฉิบหายอย่างใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ การดำเนินคดีกับเหล่าอาชญากรพวกนี้ หากใครยังไม่ตระหนักก็ขอให้ทราบว่า ได้มีการจับจ้องมองจากนานาประเทศในสังคมโลก จึงขอให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ หรือศาล ขอจงช่วยกันทำงานเพื่อผดุงหลักกฎหมายของบ้านเมืองอย่างเต็มที่ อย่าได้ให้ใครมาวางอำนาจว่า “ข้าฯ เป็นอำมาตย์ใหญ่!” มาบิดเบือนความจริงและความเป็นธรรม ที่ทั้งชาวไทยและเทศต่างอยากรู้ และต้องการพิสูจน์ทราบเป็นอันขาด ปฏิกิริยาของชาติต่างๆ ที่ออกมาสู่สื่อทั้งหลายล้วนแต่ต้องการที่จะให้ผู้กระทำผิดฐานก่อการกบฏและก่อการร้ายได้รับโทษ และชดใช้ให้สาสมกับการกระทำของพวกมัน ดังนั้น จงอย่าได้ราข้อให้ชาวบ้านเห็นเป็นอันขาด เพราะถ้ามีการกระทำเช่นว่า ขอบอกไว้ตรงที่นี้เป็น ‘คำตาย’ ว่า ผมจะไม่รั้งรอที่จะวิพากษ์วิจารณ์ให้ดุเดือดและรุนแรง อย่างที่ได้กระทำมาแล้ว หลายครั้งหลายหน!
เห็นเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างนี้แล้ว นึกถึงนิทานของ ‘อีสป’ ซึ่งเคยเป็นแบบเรียนของเด็กๆ ด้วย วันนี้ขอนำมาทบทวนกันอีกครั้ง ‘อีสป’ นั้นเป็นชื่อคน เกิดในเอเชียไมเนอร์ ก่อนพระพุทธเจ้าไม่นานนัก แต่ไม่น่าเชื่อว่า ชายที่รูปร่างอัปลักษณ์ผิดมนุษย์ คือ จมูกบี้ ปากแบะ ลิ้นคับปาก หลังงุ้ม ผิวดำมืด ที่ชื่อ ‘อีสป’ มักจะพูดเสียงอยู่ในลำคอ ฟังไม่ค่อยออกว่าพูดอะไร แต่ผู้คนที่ได้ฟังนิทานจากอีสป มักติดอกติดใจในวิธีการเดินเรื่อง เนื้อหา ข้อคิด คติเตือนใจ ด้วยเหตุนี้เอง คนสำคัญๆ ของกรีก มักจะเชิญอีสปเป็นแขกให้ไปเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอๆ ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่า ‘ทาส’ คนนี้แหละครับ ที่มีคนในโลกพูดถึงชื่อเขาทุกวัน ติดต่อกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเวลานานยาวเกือบจะสามพันปีเข้าไปแล้ว ทุกๆ วันในโลกของเรามีการสอน การสัมมนา และถกแถลงในเนื้อหาสาระกันโดยสม่ำเสมอจากผู้ที่ศึกษา และนิยมชมชอบในนิทานสอนใจของอีสป ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่นับถืออิสป...ทำไมน่ะหรือครับ? คำตอบคือ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ที่ผู้คนในโลกจะพูดถึงชื่อและคำสอนของใครทุกคน ทุกๆ วัน เป็นเวลายาวนานกว่า 2,500 ปี นอกจากพระพุทธองค์แล้ว ก็มีอีสปนี่แหละครับ แต่ชื่อและนิทานสอนใจของทาสผู้ยิ่งใหญ่ พูดกันมายาวนานกว่าพระสมณะโคดมเสียอีก เพราะอีสปเกิดก่อนที่พระพุทธเจ้าของเราจะทรงมีพระประสูติกาลนั่นเอง คนไทยเราเปรียบความเสียหายมหาศาลที่เกิดจากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" เพราะอีสปได้แต่งเรื่องนี้เอาไว้ เป็นเรื่องราวของน้ำผึ้งหยดเล็กๆ ที่หยดลงพื้น แต่แล้วได้ก่อความขัดแย้งมากมายมหาศาล บานปลาย เป็นสงครามใหญ่โต เรื่องนี้ต้องฟังนิทาน จึงจะเห็นภาพ... ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งแต่ก่อนชาวบ้านทุกคนต่างรักใคร่กลมเกลียว สามัคคีปรองดองกันด้วยดี จนอยู่มาวันหนึ่ง มีคนหาบน้ำผึ้งเดินผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ และบังเอิญเขาทำน้ำผึ้งหยดแหมะลงบนพื้นดินหนึ่งหยด...เพียงหนึ่งหยดเท่านั้นจริงๆ จิ้งจกตัวหนึ่งคลานมาพบ ก็ตรงเข้าแลบลิ้นแผลบๆ เลียเป็นอาหาร แมวดันไปเจอจิ้งจกเข้า ก็รีบกระโดดเข้าตะครุบ ครั้นเจ้าหมาเห็นแมวก็เข้ามาไล่กัด เจ้าของแมวเห็นหมามากัดแมวของตน เลยเอาไม้ไล่ตีเอาๆ เจ้าของหมาได้ยินเสียงหมาร้อง “เอ๋ง” จึงวิ่งออกมาดู พอรู้ว่าไอ้ตูบของตัวถูกเพื่อนบ้านไล่ตี เกิดโกรธขึ้นมา จึงตรงเข้าชกต่อยเจ้าของแมว ฝ่ายญาติของเจ้าของแมวได้ยินเสียงการต่อสู้ จึงรีบออกมาช่วย ญาติฝ่ายเจ้าของสุนัขเห็นพรรคพวกของตัวเองถูกทำร้าย ก็เร่งรีบออกมาช่วยเช่นกัน การพันตูกันในการต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด จากการใช้มือใช้ไม้กลายเป็นมีด ปืน และอาวุธอีกนานาชนิด ไม่เว้นแม้แต่ครกกระบากสากกระเบือ ก็ยกออกมาทุ่มใส่หัวกบาลกัน จนมีการบาดเจ็บล้มตายกันขึ้น ผู้คนในหมู่บ้านแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ พวกเข้าข้างเจ้าของหมาและพวกที่เข้าข้างเจ้าของแมว เมื่อฝ่ายหนึ่งเห็นว่าพวกตนเป็นรอง เพลี่ยงพล้ำจนเหลือกำลังน้อยกว่า ก็ออกไปชักชวนญาติหรือเพื่อนๆ ของตนที่อยู่ต่างหมู่บ้านมาช่วย ในที่สุดก็กลายเป็น...สงครามกลางเมือง! กว่าเจ้าเมืองจะส่งคนมายุติศึกได้ ผู้คนก็ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก นั่นไม่ใช่อะไรอื่นเลย แต่เป็นเพราะต่างคนต่างฝ่ายนั้น ขาดการยับยั้งชั่งใจและไม่รู้จักการพิจารณาเหตุผล หากเจ้าของสุนัขและเจ้าของแมวได้นั่งคุยกัน เจรจาสอบถามเรื่องราวซึ่งกันและกัน คงจะทำความเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุ ก่อนที่จะหุนหันพลันแล่นลงมือฟาดกบาลกัน เพราะคนเรานั้น หากทำอะไรไปตามอารมณ์แล้ว เหตุการณ์คงจะลุกลามบานปลาย เหมือนดังกรณีของ ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’ ดังที่เล่ามาให้ฟัง
ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ เห็นเป็นนิทานปรัมปรา แต่มีคติสอนใจอย่างนี้ ได้ทำให้ผู้ศึกษาวิชาอาชญาวิทยาระดับสูง ถึงขั้นต้องร่ำเรียนถกแถลงกันเลยทีเดียว จนมีนักอาชญาวิทยาฝรั่ง คิดทฤษฎีสำหรับวินิจฉัยเหตุร้ายต่างๆ ในสังคม ขึ้นมาทฤษฎีหนึ่ง เรียกว่า "ทฤษฎีกระจกแตก” (The Broken Window Principle บางทีก็เรียกกันว่า The Broken Window Theory)
ความจริงแล้วทฤษฎีนี้ ไม่ใช่ของใหม่ เพราะมาจากงานเขียนเนิ่นนานมาเกือบ 200 ปีแล้วของ Fr?d?ric Bastiat ตั้งแต่ปี ค.ศ.1850 เป็นเรียงความเรื่อง Ce qu'on voit et ce qu'on ne voit pas (That Which Is Seen and That Which Is Unseen) ใจความของทฤษฎีนี้มีอยู่ว่า
ถ้าบ้านใดก็ตาม ปล่อยหน้าต่างที่ถูกขว้างแตกไว้โดยไม่ซ่อม คนผ่านไปใครมาเห็นเข้าก็จะเข้าใจว่าบ้านนั้นหรือละแวกนั้นไม่มีคนดูแล ไปๆ มาๆ ก็จะมีพวกมือบอนมากขึ้น กระจกก็แตกจำนวนมากขึ้น คล้ายส่งสัญญาณทำนอง "อ้ายเสือ เอาวา!" เชื้อเชิญให้คนก่อการมิดีมิร้ายได้โดยย่ามใจ
ในไม่ช้าละแวกนั้น ก็จะกลายเป็น ‘แดนมิคสัญญี’ ไปโดยปริยาย เพราะกระจกแตกที่เป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" นั่นแหละ
ดังนั้น นักอาชญาวิทยาจึงสรุปว่า หากจะลดปริมาณอาชญากรรมอย่างจริงจัง ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบ ความมั่นคงภายใน จะละเว้นหรือละเลยต่อการดูแลรักษากฎหมายในรายละเอียดที่เล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เลย เพราะรายละเอียดเหล่านั้น จะส่งสัญญาณ 'ยั่ว' ให้คนอยากละเมิดกฎหมายมากขึ้น!
ในทางกลับกัน ถ้าดูแลรายละเอียดได้เป็นอย่างดี เรื่องผิดกฎหมายใหญ่ๆ ก็จะลดน้อยหรือหายไปเลย ทั้งนี้เพราะพวกเขาจะเกิดความยับยั้งชั่งใจ จนไม่กล้าจะกระทำความผิด หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง
ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่เชียว เรื่องนี้ในเม็กซิโกมีตัวอย่างให้เห็นกันมามากแล้ว จะยกมาเล่าให้ฟังกัน ว่ากันว่า รถประจำทางในย่านเสื่อมโทรมของเม็กซิโก ซึ่งแต่ไหนแต่ไรก็ถูกผู้โดยสารกระทำเอาสารพัด ทั้งเป็นกระโถนขากน้ำลาย ทั้งใช้เบาะเป็นเขียงลองคมมีด (เหมือนไอ้พวกพันธมาร มันกรีดเบาะเก้าอี้ในทำเนียบ) หรือเป็นผ้าใบให้วาดหรือเขียนคำสดุดีและ “สดุร้าย” ต่างๆ นานา และมีทีท่าว่าจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ นั้น แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าเหตุการณ์อย่างนั้น ได้พลิกสภาพเพียง...
ดอกไม้ช่อเดียว...เท่านั้น!
เหตุการณ์นั้นได้ยุติลง เพราะอยู่มาวันหนึ่ง กระเป๋ารถเมล์คันที่ว่า นึกอดรนทนไม่ได้ขึ้นมา จึงลุกขึ้นขัดถูรถเป็นการใหญ่ ซักผ้าคลุมเบาะให้ขาวสะอาด ตลอดจนพรมน้ำหอมจนจรุงกลิ่นไปทั้งคันรถ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น...
อีคนคนนี้แกยังไปหาช่อดอกไม้สดมาประดับหน้ารถไม่ให้ซ้ำกันในแต่ละวัน กุหลาบบ้าง คาร์เนชั่นบ้าง เพื่อรับหน้าผู้โดยสารตรงประตูทางขึ้นอีกด้วย เท่านั้นเองแหละครับ
วันรุ่งขึ้น บรรดาผู้โดยสารมือดี (มือบอน) ขาประจำ พอเห็นดอกไม้กับสภาพรถเอี่ยมอ่องเข้าก็อายม้วนไปเลย หน้าไหนหน้านั้น มีแต่ค่อยๆ เดินเข้าไปนั่งที่อย่างสุภาพ น้ำลายในลำคอเหมือนแห้งไปจนขากไม่ออก ส่วนมือไม้ที่เคยซุกซนก็กลับวางอยู่บนตักเรียบร้อย นี่แหละครับ...
อานุภาพของ...ทฤษฎีกระจกแตก!
ทฤษฎีนี้ ยังมีการทดลองกันอีกในสหรัฐ
ศ.พิลิป ซิมบาร์โด นักจิตวิทยาผู้มีชื่อเสียงแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการทดลองในปี พ.ศ.2512 เพื่อแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีกระจกแตกเป็นพฤติกรรมที่มาจากจิตใต้สำนึกพื้นฐานของมนุษย์ อีตาศาสตราจารย์คนนี้นำรถ โอลด์สโมบิล รุ่นปี 1959 ไปจอดไว้ในย่าน Bronx มหานครนิวยอร์ก โดยถอดแผ่นป้ายทะเบียนออกและเปิดฝากระโปงรถทิ้งไว้ด้วย และเพื่อเป็นการเปรียบเทียบกัน แกเอารถรุ่นเดียวกันอีกคันหนึ่งไปทิ้งไว้ใน Palo Alto, California ซึ่งเป็นย่านเศรษฐีมีสตางค์ แค่เพียง 3 วันเท่านั้น รถคันที่จอดอยู่ในย่านบรองซ์ ถูกรื้อทำลายหมดทั้งคัน ส่วนรถที่จอดอยู่ในย่านปาโล อัลโต อยู่ในสภาพเรียบร้อยเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งสัปดาห์
ศ.ฟิลิป จึงดำเนินการทดลองต่อไป โดยตัดสินใจใช้ค้อนทุบ ให้รถมีรอยชำรุดแล้วสังเกตว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผลปรากฏว่า รถที่จอดอยู่ในสภาพเรียบร้อยมากว่าสัปดาห์เริ่มถูกรื้อทำลาย และในเวลาต่อมาไม่กี่ชั่วโมง ก็ถูกจับพลิกหงายท้อง
มนุษย์เรานั้นตระหนักดีว่า การที่จะรักษาสิ่งใดให้คงอยู่ในสภาพที่พึงประสงค์ เป็นเรื่องสิ้นเปลืองกำลังการเงินและงบประมาณ ดังนั้น การทดลองทุบรถยนต์ให้เกิดความเสียหาย เพื่อล่อใจให้เกิดการรื้อทำลาย ก็เพื่อพิสูจน์ว่า
เมื่อเกิดสิ่งไม่พึงประสงค์ขึ้นแล้ว แต่ไม่มีใครใส่ใจใยดีรีบเข้าจัดการกับปัญหา ก็จะเป็นการจุดประกายให้การทำสิ่งไม่พึงประสงค์นั้นลุกลามต่อไปเหมือนไฟไหม้ ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ในสังคมที่จัดว่ามีระเบียบ เช่น ถิ่น ปาโล อัลโต แคลิฟอร์เนีย
ท่านผู้อ่านลองใคร่ครวญดูเถิดว่า กะอีแค่ปล่อยกระจกให้แตกบานเดียว ยังก่อให้เกิดความเสียหาย ความวุ่นวาย และจลาจลไปได้ทั้งหมู่บ้านแล้ว
ดังนั้น ถ้าเป็น 'ขื่อแป' ของบ้านเมือง อย่างกฎบัตรกฎหมายทั้งหลายของประเทศเรา ถ้าไม่ดูแลกันให้ดีๆ ปล่อยให้ไอ้พวกม็อบกาลีสุดอัปรีย์ มันเหยียบย่ำ กระทำเอาตามชอบใจจนเละเทะ เหมือนทำเนียบรัฐบาล อย่างที่ไอ้พวกกบฏก่อการร้ายมันทิ้งร่องรอยฝากเอาไว้ให้ผู้คนทั้งแผ่นดินได้เห็น ด้วยความสลดใจยิ่ง จนต้องมาฟื้นฟูบูรณะกันใหม่ ถึงแม้สิ่งของและภูมิทัศน์จะกลับคืนมาได้ก็ตาม แต่ร่องรอยของมัน...
ทั้งกรีดทั้งบาด เป็นร่องลึกในจิตใจของชาวไทยเราทุกผู้ทุกนาม!
ดังนั้น เมื่อยามกระจกของบ้านชาติไทย ซึ่งเป็นมาตุภูมิของชาวไทย ถูกเขวี้ยงจนแตก พวกเราที่เป็นคนรักชาติ รักบ้านเมือง เคารพกฎหมาย จึงต้องร่วมมือร่วมใจ ไม่ปล่อยให้บ้านเมืองกลายเป็น “สลัม” ตามความหมายของทฤษฎีที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังและหากไอ้พวกกบฏ มันจะรวมหัวก่อการร้าย ทำลายชาติบ้านเมืองกันขึ้นมาอีก
เราต้องไม่ยอมให้ ‘พวกมัน’ ทำซ้ำอีกเป็นอันขาดเชียวนะครับ!
น่าเสียใจตรงที่ชาวไทยจะไปคาดหวังจะให้พวกทหารมาช่วยทำให้เลย เพราะที่ผ่านมาหลายเดือนนี้ ประชาชนเห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนพวกนี้เขาไม่รู้จักหน้าที่ ขนาดผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาล ห่างจากที่ตั้งกองทัพบกและกองทัพภาคที่หนึ่งไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร แต่พวกนายทหารบังคับบัญชา...
...กลับวางตัวเพิกเฉย ล่องลอยอยู่เหนือปัญหา งอทั้งมือ งอทั้งตีน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว!
ใช่แต่แค่นั้น กลับมีข่าวร่ำลือกันหนักแม้ในสื่อต่างประเทศว่า นอกจากไม่ช่วยกันรักษาชาติบ้านเมือง ยังถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง ทั้งชักทั้งเชิด ให้ไอ้พรรคการเมืองที่มันหนุนการก่อการร้าย จนเขารู้กันไปทั้งโลก ให้ขึ้นมามีอำนาจบริหารประเทศ โดยไม่ยินดียินร้ายต่อสายตาชาวไทย ทั้งไม่ใส่ใจใยดีต่อสายตาของสังคมนานาชาติเลยแม้แต่น้อย
คิดว่าผู้คนในโลกที่เป็นอารยะแล้ว เขาจะไม่กดดันหรืออย่างไร?
ต้องพูดกันแบบชัดเจนต่อไป เหมือนปลิ้นหนังหุ้มหัวออกมาล้างให้ดุเดือดถึงเลือดเข้าเลือดออกอีก แฟนๆ ที่ชอบความมัน(ส์) แบบ “วาทตะวัน” ต้องคอยติดตามกัน!
ใช่แต่กองทัพบก แม้กองทัพอากาศก็ไม่ต่างอะไรกันเลย เพราะไอ้พวกกบฏและก่อการร้ายมันเฮโลบุกยึดถิ่นดอนเมือง ฐานสำคัญของทัพฟ้า ที่ ประมุข แสงอร่าม แต่งเพลงเอาไว้ ตั้งแต่เป็นนักเรียนนายเรืออากาศว่า
“เรืออากาศมีดอนเป็นมารดา มอบชีวาสุกใสให้รุ่งเรือง...” ...และ...“ลูกดอนมีภาระมั่นอันผ่องใส คือปกป้องคุ้มครองอธิปไตย”
จึงอยากจะถามกันทื่อๆ อย่างลูกผู้ชายชาติไทยด้วยกันว่า
“ไอ้พวกกบฏก่อการร้าย มันบุกเหยียบหน้าถึง ‘ดอนเมือง’ ถิ่นที่เป็นมารดาของ นายเรืออากาศและทหารอากาศทั้งปวง แล้วทำไมพวกเอ็งจึงทำเป็นง่อยแดก ไม่ยอมกระดิกกระเดี้ย เข้าช่วยเหลือชาติบ้านเมืองกันบ้าง?...
...เห็นเอาแต่บินลาดตระเวน เหวี่ยงวงสวิง สนุกสนานกันอยู่แต่ในสนามกอล์ฟ
‘ธูปะเตมีย์’ แล้วยืนมองดูพวกมันยึดและรุมกระทืบ ‘ดอนเมือง’ ซึ่งเป็น ‘ดอนแม่’ ของพวกเอ็งหน้าเฉยตาเฉย อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรกันเลย...
...แล้วอย่างนี้จะให้ชาวบ้าน เขาคิดกันไงกะพวกเอ็งวะ!!!??
“ถือปากกา”ต่อสู้กับ “คนถือปืน”
ที่มา ประชาทรรศน์
คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถืออยู่ในมือท่านเล่มนี้เป็นฉบับที่ 302 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท เข้าประจำหน้าที่ด้วยความเซ็งสุด ๆ กับชีวิตการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนกว่า 10 ปี บนสนามข่าว ทั้งในทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ นับไม่ถ้วน มาลงหลักปักฐานในหนังสือพิมพ์ฉบับที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “เป็นสื่อที่ต่อสู้เพื่อ...ประชาธิปไตย” สมภาคภูมิ ชาวประชาทรรศน์ “ถือปากกา”ต่อสู้กับ “คนถือปืน” ท่ามกลางสื่อสารมวลชนกระแสหลักหลบฉากเข้าฝ่ายเผด็จการ ถามว่าไอ้คนที่ไปต่อสู้แบบนี้มันบ้าไปกันแล้วหรืออย่างไร???
** ต้องยอมรับความจริงว่า ประชาทรรศน์ มีต้นทุนพอสมควรในการดำเนินงาน วันนี้มวลชนมีความคิด ความอ่านทางการเมือง “นำหน้านักการเมือง” และ “ล้ำหน้าประชาทรรศน์” ไปไกลเกินกว่าแล้ว มีผู้อ่านหลายคนโทรศัพท์มาต่อว่า เสนอแนะ และชี้นำ “ประชาทรรศน์” ต้องทำโน่นทำนี่ ด่ากลุ่มการเมืองนั้น กลุ่มการเมืองนี้ ด่าพรรคนั้น ด่าพรรคนี้ บ้างทำเพื่อความแค้น บางทำเพื่อความสะใจ หรือทำเพื่ออะไรก็แล้วแต่ บางสายโทร.เข้ามาต่อว่าต่อขาน ตามที่มีการไปปลุกระดมกันตามที่ต่างๆ จนสายแทบไหม้...ทั้งๆ ที่ประชาทรรศน์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเลย
** จุดยืนเดิมของคนทำงานไม่เปลี่ยนแปลง วันนี้ต้องบอกว่ามี “ข้อจำกัด” บางสิ่งบางอย่าง ที่น่าอึดอัดคับข้องใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะนำมากล่าวใน...ที่นี้ แต่หากจะถามกับ แทง แทนไท นั้น “อุดมการณ์” ที่ว่ากินไม่ได้แต่เท่... กับความอยู่รอด บางท่านอาจจะใช้คำรุนแรงว่า “อุดมกิน” ที่ว่าไม่เท่แต่กินได้... แต่พวกเราส่วนมากที่นี่!!!พิสูจน์แล้วว่าเลือก “อุดมการณ์” และหากจะให้มันดำรงอยู่บนความมั่นคงเจริญเติบใหญ่ต่อไป มันหมายถึงความต้องการอะไรบางอย่างที่มหาศาล ที่ไม่รู้จะมีช่องทางดำเนินการอย่างไร
** ทุกเรื่องราวล้วนมี “ที่มา ที่ไป” มี เบื้องลึก เบื้องหน้า เบื้องหลัง ที่อาจจะไม่เป็นข่าว แทง แทนไท มองว่า บ้านเมืองยังมีทางออก ตราบใดที่ “วิญญูชน ไม่ลวงในที่ลับ”หากบิดเบือน ในสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ ยากที่จะเกิดความเที่ยงธรรมได้ ยอมรับวันนี้จิตใจว้าวุ่นเกินจะขีดเขียนเรื่องราวได้อย่างเป็นระบบ
** เมื่อไม่มีสมาธิ ที่เขาเรียกว่า “ลมปราณแตกซ่าน กระเจิดกระเจิง” มันเป็นแบบนี้นี่เอง !!! เพราะมีคนไปตั้งกระทู้ โจมตี ประชาทรรศน์ กันมากมาย บ้างก็ด่าออกอากาศจนหูชา “นั่งก็เครียด เดินก็เครียด กินก็เครียด นอนก็เตรียด” ด้วยเข้าใจในความคาดหวังของประชาชนคนอ่าน ที่ตั้งความหวังเอาไว้กับประชาทรรศน์สูงมาก สูงพอๆ กับทีมงานที่ทำอยู่ในเวลานี้...อยู่ๆ ฟ้าพิโรธโกรธาอะไรกันมาก็ไม่รู้ “พลิกขั้ว ย้ายข้าง” จนเป็นมูลเหตุให้ประชาทรรศน์โดนด่าตามไปด้วย... แม้เราบอกว่ายังมุมานะที่จะสรรค์สร้างผลงานต่อต้านเผด็จการต่อไป...ปลดคล้องโซ่ตรวนที่เอามาคล้องขา คล้องแขน เอาไว้ให้พี่น้องประชาชน...ก็ยังไม่วายโดนเจาะโดนไช...แทง แทนไท ปลงแล้วว่า...วันนี้ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เจอทางปลอดโปร่งเดินเหินสบาย หรือ เจอทางตัน...ไปไม่ได้ ที่ผ่านมามีคนเคยพูดเรื่องการร่วมทุนสนับสนุน...ต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านอำมาตยาธิปไตย ต่อต้านอำนาจนอกระบบ วันนี้ข้างหน้ายังมีอยู่หรือไม่...เป็นเรื่องที่คาดเดายาก
** สติแตก!!! เขียนเรื่องราวที่ “คนอ่านแล้ว...งง คนไม่อ่าน...ไม่งง” มาหลายย่อหน้า เข้าเรื่องการบ้านการเมืองการมุ้ง (พรรคสะตอ มันชอบมุดมุ้ง) เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ต้องมีท่อนสร้อยว่า “การมุ้ง” ที่ปากมันพร่ำบอก “เพื่อชาติ เพื่อประชาชน” เอา ประเทศชาติและประชาชน...เป็นตัวประกัน ตอนนี้กำลังจับจอง กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ที่ ต้องการ เพราะ 8 ปีเต็ม อดอยากปากแห้งมาช้านาน เทพเทือก-สุเทพ เทือกสุบรรณ สมใจอยากเสียทีกับตำแหน่ง มท.1 หลังโค่น เสธ.หนั่น - พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ออกจากพรรคไปได้สำเร็จ…ตามแผนที่วางเอาไว้ ในการจบชีวิตการเมืองด้วยตำแหน่งนี้
** พรันพรือ!!! พรรคสะตอ เปิดตัวละครออกมาเป็นเสนาบดีแต่ละครั้ง อย่าให้เหมือนละครน้ำเน่าท้าทายพี่น้องประชารชนมากนักจะได้ไหม คนเขาอ้วกกับ “มาร์ค ม.7” ว่าที่นายกฯ หนีทหาร นี่มาอีก “มท.เทือก” ไม่ใช่หรือ ที่เคยไปเซ็นหนังสือให้ เร่งรีบจัดการทำ “สำรวจแปลงนาผืนน้อย” ที่ จ.ภูเก็ต เอ้ย...ไม่ใช่ สำรวจแปลงที่ดิน จนเป็นเรื่องราว “สปก.4-01” กฤษฎีกา บอกว่า ให้เฉพาะเกษตรกร ผู้นำอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักเท่านั้น เศรษฐี คหบดี ไม่เกี่ยว.!!!. ไม่ง้าน ป่าไม้บรรลัยวายวอดหมดแน่ นอกจากนี้ ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่า ผิด...ผิด...ผิด...!!! ทั้งที่แต่ก่อน “เถียงกันคอเป็นเอ็น” ถึงขนาดคนในพรรคนี้ออกมา ด่าพ่อ ล้อแม่ นักข่าวช่อง 7 คราวนี้ขึ้นเป็นใหญ่จะมาก่อเรื่องก่อราวอะไรอีกไม่ทราบได้ นี่แหละ...พรรคมากล้น จริยธรรม คุณธรรม และธรรมาภิบาล!!!
** บรรทัดนี้ยินดีล่วงหน้ากับ “หม่อมเต่า-ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล” ที่มีข่าวล่ามาแรงในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระวังยามรักษาการณ์รัฐสภา เขาถามกลอนยอกย้อนในบทละครที่ “ศรีปราชญ์” ซึ่งเอ่ยท่องกันติดปาก ทหารยามรักษาการณ์รัฐสภาเขาถามว่า ตำแหน่งนี้ท่านได้แต่ใดมา ตอบว่า ท่านเทพเทือกให้มาจึงได้ ทหารยามรักษาการณ์รัฐสภาเขาถามอีกว่า ทำดีอะไรมา วานบอก ตอบว่า เอาข้อมูล บีบีซี มาให้ จึ่ง...ได้ตำแหน่งมา (ฮือ... ฮา... กันไม่ออกล่ะทีนี้)
** บรรทัดสุดท้ายก่อนที่จะจากไป แม้สถานการณ์ทางการเมืองจะพลิกผันอย่างไรสุดแล้วแต่ แทง แทนไท ฝากให้ผู้อ่านทุกคนข่มอารมณ์ ใช้สติปัญญา ผ่อนคลายสถานการณ์ที่หนักจะเป็นเบา ช่วยกันดูแลร่างกายและจิตใจซึ่งกันและกัน ให้ผ่านพ้นห้วงสถานการณ์ความยากลำบากไปด้วยกัน...เอาความทุกข์ในวันนี้ แปรเปลี่ยนเป็นกำลังใจในวันพรุ่งนี้ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป
สานต่อ “ประชานิยม”...
ที่มา ประชาทรรศน์
คอลัมน์ : ละครชีวิต
โดย ลวดหนาม
สถานการณ์การเมืองในเวลานี้ช่างสับสนยิ่งนัก บ้านเมืองยิ่งวิกฤติก็ยิ่งทำให้สงสารประชาชนเสียเหลือเกิน
ในฐานะนักข่าว นักเขียน ก็ทำได้เพียงแค่ใช้ “ปากกา” เขียนเตือนสติดั่งที่ได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่สั่งสอนไว้
สื่อสารมวลชน ต้องทำหน้าที่เสมือน "หมาเฝ้าบ้าน" เห่าเมื่อมีผู้บุกรุก ที่ผ่านมาหมาตัวนี้ทั้งเห่า ทั้งกัด ทั้งไล่ฟัด “อำนาจเผด็จ” กับ “มือที่มองไม่เห็น” อย่างไม่เกรงกลัวหน้าอินหน้าพรหม
กลับไปหยิบหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่ตัวเองได้เขียนไว้หลายบท หลายตอน ก็ต้องขออนุญาติ “ถอนหายใจ” สักหนึ่งครั้ง
แต่ขอยืนยันว่าจะเดินหน้าเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 หรือที่เรียกกันว่า “ฉบับโจรเผด็จการ” ต่อไป
อย่างที่ 2 คือ จะต้องฟื้น “ประชานิยม” ให้กลับมาช่วยรากหญ้า-รากแก้ว ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศโดยเร็วที่สุด
1 ในเงื่อนไขข้อตกลงที่มีข่าวว่ากลุ่มการเมืองได้ตัดสินใจร่วมรัฐบาลคือ ขอให้รัฐบาลใหม่ ช่วยสานต่อและผลักดันภาคประชานิยมให้เป็น “นโยบาย”
เงื่อนไขข้อนี้ คือ “เจตนารมย์” ดั้งเดิมที่พวกเรา “นักสู้ประชาธิปไตย” ได้ร่วมกันต่อสู้มาตลอด เพราะมองเห็นความสำคัญของประชาชนรากหญ้า
วันนี้ชาวบ้านต่างจังหวัดยังลำบากอยู่มาก ไม่ว่าเรื่อง ที่ดินทำกิน หนี้สิน เงินทุน หรือหลักประกันสุขภาพ
ในอดีตไม่ค่อยมีรัฐบาลไหนใส่ใจในเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง เพราะมัวแต่สนใจคนชั้นกลาง และคนชั้นนำที่มีโอกาสกว่าคนชั้นล่าง
รัฐบาลใหม่ต้องใส่ใจปัญหาปากท้องของชนชั้นล่าง ต้องลงไปดูปัญหาด้วยตัวเอง นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะนั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว
นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะซื้อใจชาวรากหญ้าได้หรือไม่ ผมคงตอบแทนไม่ได้ แต่ขอให้พลิก “วิกฤติให้เป็นโอกาส” ทำงานอย่างจริงจัง
อย่าดีแต่ปาก หรือ “เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้อื่น” หากปรับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ ประชาชนก็พร้อมจะเทใจให้รัฐบาลใหม่อย่างแน่นอน
เพราะวันนี้ประชาชนไม่ว่าภาคไหนก็ได้รับผลกระทบจากการกระทำของ “พันธมาร” ที่จุดไฟเผาบ้านเผาเมือง
ประเทศไทยในเวลานี้ได้รับความเสียหายจนยากเกินเยียวยา แต่ ณ วันนี้ ยังไม่สายเกินไปที่จะหยุดสร้างความปั่นป่วนให้กับชาติบ้านเมืองและกลับตัวกลับใจหันมาเดินหน้า “เพื่อชาติ”
ส่วนใครทำลายบ้านเมือง ไม่ว่าจะ “ทางตรง” หรือ “ทางอ้อม” ต้องมีส่วนรับผิดชอบ
ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่ “ทำเนียบรัฐบาล” “สนามบินดอนเมือง” และ “สนามบินสุวรรณภูมิ”
เหยื่อการเมืองทั้งหมด ผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้ต้องหาในคดีต่างๆ ต้องมีคนรับผิดชอบชีวิตที่มีคุณค่าของพวกเขาเหล่านั้น
ณ วันนี้ ประเทศไทยต้องก้าวต่อไป ดังนั้น ต้องช่วยกันให้กำลังใจรัฐบาลใหม่
เชื่อใจกันก่อน...อย่าเพิ่งมองในแง่ลบ!
ปชป. นอมินี พธม.-คมช
ที่มา ประชาทรรศน์
คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว
โดย *อัฐศิริ*
การก่อวินาศกรรมเมืองมุมไบ ศูนย์กลางการเงินของประเทศอินเดีย ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับที่ประเทศเราที่มีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง หลังจากยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่นและกองบัญชาการ สร้างความเสียหายป่นปี้ นำความหายนะมาสู่ประเทศชาติอย่างมหาศาล ทั้งด้านตัวเลข และภาพลักษณ์
ซึ่งยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลาในการกอบกู้ ฟื้นฟูให้กลับคืนมาดังเดิมอีกนานเท่าไร
เหตุการณ์ที่อินเดียเขาจะจบแล้วครับ เพราะทางกองทัพปากีสถานจับผู้บงการได้แล้ว ส่วน
ในเมืองไทย ยังเงียบเป็นเป่าสาก ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีความกระตือรือร้นที่จะเอาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้ เพียงแต่ออกมาอ้อมแอ้มหวังเรียกร้องความเห็นใจว่า อาจจะจับมือใครดมไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป แถมยังอ้อมๆ ไปขู่ คนที่ส่งข้าวส่งน้ำว่า จะมีความผิดที่ไปสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้าย
ส่วนตัวการที่เป็นแกนนำ ได้กระทำความผิดชัดเจน ยังลอยนวล
ความผิดฉกาจฉกรรจ์อย่างนี้ ทำกันอย่างเปิดเผยอย่างนี้ ปรากฏซากของความหายนะกองพะเนินประจานความชั่วช้าสามานย์ มีให้เห็นตำตาอย่างนี้ ถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้าอย่างที่ควรจะเห็นควรจะเป็น ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ก่อการร้ายคณะนี้ เส้นใหญ่จริงๆ ครับ
สำหรับอาวุธที่ค้นพบและยึดมาได้มากมาย ย่อมไม่ใช่การชุมนุมกันโดยสงบและปราศจากอาวุธโดยเด็ดขาด ไม่อาจอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างแกนนำยกมาชี้แจงแน่นอน
ในเรื่องนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานของกลุ่มผู้ก่อการร้ายพันธมิตรฯ ก็นกรู้ โบ้ยให้เป็นฝีมือของโจรกระจอก เป็นพวกมิจฉาชีพที่แอบแฝงเข้าไปในการชุมนุมประท้วง
แต่เมื่อดูถึงการทำงานของการ์ดพันธมิตรฯ แล้ว โจรกระจอกพวกนี้ไม่มีสิทธิเล็ดรอดเข้าไปได้เลย เพราะทั้งเฮี้ยบ ทั้งดุร้ายโหดเหี้ยมปานนั้น ที่สำคัญยังมีรั้วรอบขอบชิดอีกต่างหาก
สิ่งของที่สูญหายไปจำนวนมาก บางชิ้นไม่ใช่จะเอายัดใส่กระเป๋าไปได้ง่ายๆ จะต้องมีการขน การลำเลียง การขนส่งกันเป็นเรื่องใหญ่โต ก็ไม่ทราบว่ารอดสายตาของการ์ดพันธมิตรฯ ไปได้อย่างไร
นอกจากการ์ดพวกนี้ จะเป็นหัวหน้าโจรกระจอกที่ว่านั่นเสียเอง
ส่วนสิ่งของจะเอาไปไว้บ้านใครหรือเอาไปไว้ที่ไหน เป็นเรื่องที่ทางตำรวจก็ต้องดมกลิ่นกันต่อไป
แต่ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงครับ อาการคัดจมูกน้ำมูกไหลระบาดไปทั่ว คงจะดมอะไรได้ไม่ถนัดนัก
ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลสมใจแล้ว กลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรฯ จะออกมาป่วนเมืองอีกหรือไม่ เพราะการตั้งรัฐบาลครั้งนี้ทางฝั่ง “คนเสื้อแดง” ก็ไม่ปลื้มอยู่เหมือนกัน
ทีนี้มาดูสื่อต่างประเทศ อย่าง วอชิงตันโพลส์ วิจารณ์พันธมิตรฯ กันบ้าง
บทบรรณาธิการ เรื่อง “วงจรอุบาทว์ของประเทศไทย”
เขาเริ่มว่า ...ฝ่ายต่อต้านประสบความสำเร็จในการขับไล่รัฐบาลอีกชุดหนึ่งมีแนวโน้มว่ารัฐบาลแบบเดิมจะเข้ามาแทนครับ
...พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของไทย ได้แสดงตัวชัดเจนมานานแล้วว่า ไม่ได้มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตยหรือเพื่อคนไทย แต่ทำในสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับคนไทย เมื่อวันอังคารพวกนี้อ้างว่ามีชัยชนะอีกครั้งหนึ่ง ในปฏิบัติการเพื่อเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตย และเพื่อให้ทหารและอภิสิทธิชนตัดสินใจแทนประชาชน
พรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ได้ถูกคำพิพากษาที่น่ากังขาสั่งให้พ้นจากตำแหน่งซึ่งขณะนั้นสมาชิก "พันธมิตรประชาชน" ได้เข้าไปยึดพื้นที่ท่าอากาศยาน 2 แห่ง โดยไม่สนใจต่อนักท่องเที่ยวนับแสนคน
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อยู่ในได้อำนาจเพียง 2 เดือน เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีคนก่อนซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำพิพากษาแบบแปลกๆ และ ง่ายๆ ของศาล หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดครองพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลได้ไม่นาน
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลดำเนินการด้วยแผนการพื้นๆ : ใช้กำลังให้รัฐบาลเมืองหลวง หรือประเทศ (กระทำต่อท่าอากาศยานที่สำคัญ) กลายเป็นอัมพาต แล้วรอให้ทหาร ศาล มาแทรกแซง
นอกเหนือไปจากการขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คน พ้นไปจากทำเนียบ พวกนี้ก็ได้เคยใช้กลยุทธ์นี้กระตุ้นให้เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2549
เป้าหมายที่ใหญ่กว่านี้ของพันธมิตรฯ นั้นยังไม่บรรลุและบางทีอาจจะไม่สำเร็จก็ได้อภิสิทธิชนของไทยต้องการทำลายการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
และกำจัดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนและเป็นชาวชนบท ซึ่งได้มอบอำนาจแก่เขาหรือแก่กลุ่มของเขาในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
การปฏิวัติครั้งล่าสุด ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนการปฏิวัติครั้งก่อนๆ ผู้สนับสนุนคุณทักษิณคาดว่า พรรคการเมืองของเขาจะถูกยุบ (เป็นครั้งที่สอง) จึงได้เตรียมตั้งพรรคใหม่เรียบร้อยแล้ว พวกเขากล่าวว่าพร้อมที่จะเลือกผู้สนับสนุนทักษิณคนใหม่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หากมีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้น ผู้นำกองทัพชี้ว่าไม่มีเหตุผลที่จะคิดว่าผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปจากการเลือกตั้งสามครั้งก่อน : ชัยชนะของคุณทักษิณผลลัพธ์จากปฏิบัติการต่อสู้อันยาวนานของพันธมิตรฯ ก็คือเศรษฐกิจของไทยที่อ่อนแอลง และเหตุการณ์รุนแรงที่เพิ่มขึ้น คนเจ็ดคนถูกสังหารจากการโจมตีด้วยระเบิดและมีการปะทะกันกลางถนนระหว่างการยึดพื้นที่ครั้งล่าสุด
เช่นเดียวกับพวกอภิสิทธิชนเก่าแก่ในประเทศกำลังพัฒนาทุกแห่งในโลกชนชั้น ซึ่งเคยปกครองประเทศไทยมาก่อนหน้านี้ ต้องประสบกับความพ่ายแพ้เมื่อประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ได้นำประชาชนซึ่งถูกละเลยมานานเข้าสู่ระบบการเมือง ประชานิยมมักจะไม่นำมาซึ่งรัฐบาลที่ดีและพวกประชานิยมก็ไม่ได้เคารพต่อหลักนิติธรรมเสมอไป แต่ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ของประเทศไทยได้แสดงตัวอย่างให้ชาวโลกในส่วนอื่นได้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุใดการใช้กำลังจึงไม่ประสบความสำเร็จในการทำลายความก้าวหน้าของพวกประชานิยม
นี่เป็นเนื้อหา เป็นมุมมอง เป็นความเข้าใจของสื่อต่างประเทศที่เขามองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา แล้วสะท้อนกลับมาให้เราได้รับรู้ ส่วนจะจริงแท้แน่นอนอย่างไรหรือไม่นั้น คงไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนไทย ที่กำลังเผชิญกับปัญหา ผจญกับความหายนะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้
อย่าทำเป็นเล่นนะครับ บันได 3 ขั้นของ คมช. ที่วางไว้ สำเร็จมาแล้ว 2 ขั้น คือ ล้มพรรคพลังประชาชน กับขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำต่อไปคือ ผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลให้ได้
ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ส่อว่าจะได้มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล…จนได้
ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรฯ ที่มี ส.ส.ของพรรคเป็นแกนนำ และมี ส.ส. สอบตกของพรรควิ่งขึ้นวิ่งลงบนเวทีปราศรัยของกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรฯ อย่างไร แค่ไหน
จะจัดการกับ ASTV สื่อทำลายชาติของกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรฯ อย่างไร
หรือจะได้ข้อพิสูจน์มายืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นนอมินีของกลุ่มพันธมิตรฯ และคมช. จริงๆ เสียที ก็คราวนี้หละ
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ความวุ่นวายในบ้านเมืองก็จะไม่จบสิ้น ประเทศชาติไม่สามารถเดินไปข้างหน้าเสียที ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า จะปล่อยให้เรื่องมันคาราคาซังถูลู่ถูกังไปอย่างนี้
หรือจะคืนอำนาจไปให้ประชาชนตัดสินใจเลือกกันมาใหม่ ...ดีไหมครับ
ทหารกลับกรม!
ที่มา ประชาทรรศน์
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
โดยจ กะพรุนไฟ
แสงสว่างปลายอุโมงค์ พอหะรอมหะแรม...เห็นทางออกของ “ประเทศไทย” ขึ้นมาบ้าง จากที่สถานการณ์ขมุกขมัว มองไปทางไหนก็ตีบตันมืดตึ๊ดตื๋อไปทั่ว...
ด้วยสถานการณ์พอกล้อมแกล้ม... ไม่หลังผิงฝา หันหน้าเพื่อเข่นฆ่ากันเหมือนแต่ก่อน
“กะพรุนไฟ” อยากให้บางคนหันหลังกลับ 360 องศาลิปดาเหนือ มั่งน่าจะดี
โดยเฉพาะกับ “พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์” ผู้บัญชาการทหารอากาศ ควรหารันเวย์ทิ้งดิ่งตัวเองลงได้แล้ว??
เนื่องจาก “แม่ทัพฟ้า” ท่านนี้...ถอดแบบพิมพ์เหมือนกันเด๊ะกับ “พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข” อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศคนก่อน พูดออกมาครั้งใด มีแต่ซีนให้หนักอกหนักใจทุกคราวไป
พูดแต่ละคำ งานเข้าตลอด ไม่รู้เป็นไง??
ไม่เคยถนอมน้ำจิตน้ำใจ พี่น้องชาวเสื้อแดงสักนิดเดียว...เหมือนเขาเป็น “พลเรือนชั้นสอง” ไม่ได้จ่ายภาษีให้ “ทหารอากาศขาดรัก” ได้เสวยบุญ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
ฉะนั้น ในยามนี้อยากให้ “บิ๊กอิทธิพร ศุภวงศ์” ปิดลูกกระบอกสูบปากตัวเองให้สนิท??
จะเป็นคุณหลายๆ อย่างยิ่งเลยนะงานนี้
ทั้งนี้ มีคนมองกันว่า ถ้าทหารทำหน้าที่สนองตอบตามคำสั่ง “รัฐบาล” แล้วล่ะก็
เหตุการณ์ยึดสถานบิน สร้างความเสียหายบานตะเกียง หุบไม่ลง นับแสนๆ ล้าน คงจะไม่บานทะโร่ เป็นหนังม้วนยาวเช่นนี้หรอก!!
วันนี้ขอให้ทหารกลับเข้ากองทัพ อย่าขยับเหงือก โชว์ลูกกระเดือกกันอีกเลย
เพราะ “อัศวินม้าขาว” บ้านนี้เมืองนี้ มีเกินความจำเป็นแล้วล่ะพ่อคุณ!!
ว่ากันถึง “ ท.ทหาร” กันแล้ว...มีบางคน เขาก็ไม่อยากเป็น “ท.ทหารอดทน” ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เหยียบย่ำบ้านเมืองให้แหลกลาญ คาเกือกคาเท้าอยู่เหมือนกัน
วันนั้น ถ้า “อดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์” ไม่มองข้ามช็อต
เห็นแต่เทพบุตรผมน้อย อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นยาสามัญประจำบ้าน แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง!!
จึงประเคนดาบอาญาสิทธิ์ ให้ไปสารพัดทั้งหมด
เมื่อได้แก้วสารพัดนึกไปแล้ว นึกว่า “บิ๊กป๊อก” จะสนองตอบทำงานอย่างเต็มอัตราศึก
แต่ท่านกับนิ่งเงียบฉี่ ไม่ไหวติงแต่ประการใด
หากวันนั้น ถ้า “อดีตนายกฯ สมชาย” ไม่ตาถั่วหรือตาแชแม้เกินไป มอบเรื่องการดูแล “ม็อบพันธมิตรฯ” ให้ขุนทหารคนนี้ปฏิบัติการณ์ ความเลวร้ายก็จะไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
ถ้า “นายกฯ สมชาย” ส่งไม้มาให้ “พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับพันธกิจดูแลม็อบพันธมิตรฯ ในการบุกสนามบินสุวรรณภูมิแล้วไซร้
ทุกอย่างต้องจบอย่างสวยหรู ไม่ประดักประเดื่อแบบนี้แน่นอน!!
เพราะ “พล.อ.ทรงกิตติ” ท่านเป็นคนตรง ยึดกฎกติกามารยาททางกฎหมายอย่างตรงเป๊ะ
ความเป็น “ทหารอาชีพ” ใจเกินร้อย คงไม่ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทั่วโลกประณามว่าเป็น “กลุ่มก่อการร้ายสากล” เหยียบย่ำกฎหมายเช่นนั้นหรอก
เอาเป็นว่า “ทหาร” ที่เป็น “ทหารของชาติจริงๆ ยังมีอยู่ขอรับ
แต่เมื่อเราเรียกวันเก่าๆ ให้รีเทิร์น เดินกลับมาไม่ได้ ก็ต้องเอาอดีตมาเป็นบทเรียน
ต่อไปนี้ ใครจะมาใช้ “อำนาจเถื่อน” เข้าย่ำยีสนามบินสุวรรณภูมิต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
ทหารต้องตบท็อปบู๊ต ออกมากวาดล้างให้เกลี้ยงเกลา อย่าให้เป็นเสี้ยนตำแผ่นดินต่อไป...
ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็น “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” ไม่มีสิทธิ์ปิดสนามบินทั้งสิ้น!!
คราวนี้ นอกจากรัฐบาลประชาธิปไตยของ “อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” จะขายหน้าห้าแปด จนหลุดลุ่ยไม่มีชิ้นดี
ทหารอย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็หมดศักดิ์ศรีไปหลายกิโลขีดเช่นกัน
เพราะมีอำนาจสูงสุดอยู่ในมือ แต่ปล่อยให้พวกขี้กะโล้โท่ ตบหน้ากันอยู่ได้
อย่างไรก็ดี มีมิตรนักแฟนเพลง ผู้เป็นพหูสูตทางดูโหงวเฮ้ง...เขาทายลักษณะราศีอันเรี่ยมเร้เรไร ของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาเป็นการบ้าน ชิมลางเป็นกระสายยากันเล่นๆ
ถึงหน้าผาก “บิ๊กป๊อก” จะเด่น เป็นสง่าราศี...เพราะ “กว้าง” และ “เถิก” โหนกนูนเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของเรือนชะตายิ่งนัก??
แต่ทว่ามีข้อตำหนิอันใหญ่หลวง ตรงที่ “คางแคบ” และเล็กกะทัดรัดเกินไปหน่อย...
ไม่สามารถรับน้ำหนัก อำนาจและวาสนา ที่ไหลพรั่งพรูเข้ามา อย่างไม่ขาดตอนในขณะนี้ได้
โดยเฉพาะ ไม่สามารถไต่ตีนบันไดอำนาจขึ้นไปเสวยสุขเป็น“นายกรัฐมนตรี” ได้เหมือนกับอดีตผู้บัญชาการทหารบกหลายคน ที่ขึ้นกกก่ายใหญ่มะลึ่มทึ่มกันมาตลอด
เขาว่าถ้า “บิ๊กป๊อก” หันหัวเรือมาเป็น “นายกรัฐมนตรี”
ท่านก็จะจบเห่ เหมือน “อดีตนายกฯ สมชาย”!!
จะถูกเขาปฏิวัติเงียบ...
โดนเหยียบจมูก ดั่งกับที่ท่านได้ทำกับคนอื่นเขาไว้??????
สัญญาประชาคม แก้รัฐธรรมนูญ2550
ที่มา ประชาทรรศน์
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
การเมืองขับเคี่ยวกันมาหลายปี เพราะทุกคนต้องการ “จุดมุ่งหมาย” คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีกติกาที่เป็นธรรมนั่นคือรัฐธรรมนูญ ที่ตอบสนองต่อการเมือง เศรษฐกิจ และ สังคม
รัฐธรรมนูญที่เราใช้มาจนถึง 18 ฉบับในขณะนี้ ยังพบว่ามีเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตยหลายประการ ทั้งเรื่องที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย
คนเสื้อแดง ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อต่อต้านคัดค้านการร่างกติกาอันไม่เป็นธรรมนี้ ให้มามีผลบังคับใช้ในประเทศไทย คนเสื้อแดง ไม่ได้ถูกปลุกขึ้นมาเพื่อพิทักษ์ ปกป้อง รักษา ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการต่อสู้ในหลักการประชาธิปไตย
ในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา “พิษร้าย” จากรัฐธรรมนูญ ได้ส่งผลให้เห็นหลายต่อหลายเรื่อง
ทางเศรษฐกิจ ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ในฐานราก ในทรงพีระมิด ความกินดีอยู่ดี ยังไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ทางสังคม มีความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ทางการเมือง ไม่มีเสถียรภาพจากการเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้ง จนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เก้าอี้รัฐมนตรี กลายเป็นเก้าอี้ดนตรี เพียงเพราะมีการยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่คนรักประชาธิปไตยหลายคนอาจจะไม่พอใจ ได้มีการเจรจาใน ข้อเสนอ ของกลุ่มการเมือง นำขึ้นโต๊ะเจรจาต่อรองจน พรรคการเมือง ที่จะมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ได้มีการยอมรับที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ดังว่าให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรัฐบาลก่อนหน้านี้ นักการเมืองบางคน พรรคการเมืองบางพรรค ยึกๆ ยักๆ เดี๋ยวใส่ชื่อเดี๋ยวถอนชื่อ ออกจากญัตติในสภาผู้แทนราษฎร ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กันหน้าตาเฉย เพียงเพราะกลัวเสียงต้านจากพวกทำลายชาติบ้านเมืองไม่กี่คน โดยไม่มีเหตุผลอื่นๆ ประกอบการอธิบายอย่างแจ่มชัด ว่าเหตุใดจึงถอนชื่อออกจากการดำเนินการเรื่องนี้
ในเมื่อวันนี้เป็นวันที่ การเมือง มีการเจรจาความถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เท่ากับ ยอมรับว่าที่ผ่านมามีความไม่เป็นประชาธิปไตยในบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดี
ถามว่าภาคประชาชน คนรักประชาธิปไตย ควรจะติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นักการเมือง พรรคการเมือง จะแก้ไขไปในแนวทางไหนอย่างไร และคนรักประชาธิปไตย ทั้งหลายอยากจะเสนอให้มีการแก้ไข อะไร อย่างไร คอยติดตาม ตรวจสอบ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้อย่างใกล้ชิด ชนิด “ติดหนึบ” ประชาทรรศน์ พร้อมทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มากที่สุด ครอบคลุมทุกฝ่ายทุกด้าน เพื่อสร้างหลักประกันให้กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังจุดยืนที่พวกเราตั้งปณิธานเอาไว้
หลายคนเริ่มมีความคาดหวัง การส่งสัญญาณในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จากแกนนำรัฐบาลขั้วใหม่ ที่ว่านี้ ให้ถือเป็นสัญญาประชาคมของรัฐบาลใหม่ และจะนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บรรจุเอาไว้ในนโยบายรัฐบาล เพื่อผูกมัดและให้ประชาชนได้ตรวจสอบต่อไป
'มาร์ค'ฝอย!สัปดาห์หน้าทำคลอด‘รัฐบาลสะตอสามัคคี’การันตีพรรคร่วมฯไม่พลิกขั้ว
ที่มา ประชาทรรศน์
ยันสัปดาห์หน้าพร้อมทำคลอด!รัฐบาลสะตอสามัคคี ‘มาร์ค’ การันตีพรรคร่วมฯไม่พลิกขั้ว แจงเผือกร้อนหลังหารือ ‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ ลั่นคุยถึงประโยชน์ส่วนรวม-ล็อกหางเสือประเทศไทย ไม่หวั่นแม้คนอีสานกั้น ‘เขตปลอดพรรคประชาธิปัตย์’
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงความพยายามเสนอการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะให้ความเห็นในแนวทางต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมดาในทางการเมือง แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ยอมรับว่ายังไม่มีอะไรแน่นอน จนกว่าจะมีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ส่วนกรณีนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ระบุถึงการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายเสนาะมีสิทธิ์เสนอความคิดเห็น และตนเชื่อว่าทุกพรรคจะรับฟังแล้วไตร่ตรอง
เมื่อถามว่า ยังมีความพยายามใช้เงินซื้อตัวหรือล็อบบี้ ส.ส.ให้เข้าร่วม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า หวังว่าจะไม่มีการทำเช่นนั้น เพราะข่าวเช่นนี้ไม่ช่วยให้ภาพการเมืองดีขึ้น แต่จะยิ่งซ้ำเติมภาพของการเมือง และขอให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ส่วนรวมเอาไว้ ทั้งนี้ตนอยากให้ทุกคนมีความหนักแน่นและยึดถือความถูกต้อง ถ้าตัดสินใจแล้วว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำและจะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ในทิศทางที่ถูกต้อง
“เชื่อว่ากลุ่มและพรรคการเมืองที่ได้พูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์มีความหนักแน่น แม้จะมีความเคลื่อนไหวและกระแสกดดันต่างๆอยู่ตลอดเวลา แต่จะเห็นได้ชัดว่าเราคุยกันไว้อย่างไร ก็ยืนยันเจตนารมณ์กันตลอด ซึ่งเรื่องความเคลื่อนไหวก็มีให้เห็นอยู่ตลอด โดยฝ่ายพรรคเพื่อไทยก็แถลงยืนยันว่าจะจัดตั้งรัฐบาล”
ผู้สื่อถามว่า กังวลกับกระแสต่อต้านที่มีค่อนข้างมาก หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ไปพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ต่อเรื่องดังกล่าว
นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า หลายคนที่มีความไม่สบายใจหรือวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิ ตนก็น้อมรับและเข้าใจความรู้สึกและความคิดเห็นของทุกคน แต่สิ่งที่ตนได้คุยกับนายเนวินและกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทิศทางของอนาคตของประเทศล้วนๆ และพูดกันชัดเจนว่าไม่มีเรื่องอื่น
และวันนี้ต้องยอมรับสถานการณ์ของบ้านเมืองไม่ปกติ เพราะฉะนั้นเราต้องมาหาทางออก ที่จริงนายเนวินก็บอกว่าถ้าตนไปพบ ก็คงจะมีเสียงต่อต้านอย่างนี้ แต่ในเมื่อกลุ่มเพื่อนเนวินตัดสินใจมาทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์แล้ว เงื่อนไขต่างๆที่เราพูดกันเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนรวม โดยไม่มีประโยชน์อื่นเข้ามา แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันที่สูงมาก ตนก็ควรจะไปพบและคุยกันให้ตรงไปตรงมาดีกว่า ทั้งที่นายเนวินก็บอกว่าให้ตนอยู่เฉยๆ เพื่อรักษาภาพก็ได้
ต่อข้อถามว่า ขณะนี้ได้มีกระแสต่อต้านพรรคประชาธิปัตย์ เช่น มีการมีขึ้นป้ายที่มีข้อความว่า “เขตปลอดพรรคประชาธิปัตย์” ที่จังหวัดอุดรธานี ถ้านายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะทำงานได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า ต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ ต่อไป แต่รัฐบาลที่รักษาการอยู่ก็มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย
ทั้งนี้ ไม่ว่าใครที่เป็นรัฐบาล ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ใส่ใจคนทั้งประเทศและเข้าใจปัญหา แล้วพยายามยื่นมือเข้าไปแก้ไขปัญหาของทุกคน แม้กระทั่งคนที่แสดงตัวว่าไม่เป็นมิตรกับเรา เพื่อหาทางทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ที่จริงแล้วปัญหาของประชาชนในแต่ละภาคไม่ได้แตกต่างกันมาก เช่น ชาวอีสานและชาวใต้ก็มีปัญหาราคายางพาราตกต่ำเหมือนกัน แต่ปัญหาของคนยากจนและปัญหาของเกษตรกรมีหลักคิดและวิธีการในการแก้ปัญหาไม่ ต่างกันแต่ต้องปฏิบัติให้ครอบคลุมทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ