ที่มา Thai E-News
| From Gag Las Vegas |
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาทรรศน์
'ความจริงวันนี้' งัดแผนรับมือบล็อกสัญญาณ 'ทักษิณโฟนอิน' ลั่นรวมพลคนเสื้อแดง 13 ธ.ค.นี้มีทีเด็ดเพียบ พร้อมเปิดโปงหลักฐานมัดตัวเด็กหนีทหาร 'ณัฐวุฒิ' โวยลั่น! NBT สั่งแบนรายการพ้นจอตู้ ระบุเป็นเกมการเมือง
ที่สนามศุภชลาศัย วันนี้(12ธ.ค.) นายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ พร้อมด้วย 2 ผู่ร่วมดำเนินรายการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ในวันที่ 13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้
โดยกล่าวถึงการต่อสายโทรศัพท์(โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านในรายการโดยระบุว่า ในการจัดงานวันพรุ่งนี้ตนทราบมาว่าอาจจะมีการบล๊อคสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีการโฟนอินเกิดขึ้น ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ทั้งนี้จะยังมีการถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมคนเสื้อแดงในจ.ต่างๆ อย่างทั่วถึงผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ แต่ทั้งนี้จะโฟนอินเวลาไหนนั้นยังไม่ขอระบุ
ส่วนกรณีการที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายจตุพร กล่าวว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จจริงก็ขอให้เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า มีประชาชนหลายฝ่ายเกิดความสงสัยว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ยอมให้ส.ส.ในสังกัดไปร่วมปราศรัย ชุมนุมปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเร่งตอบคำถามโดยเร็ว
นอกจากนี้นายจตุพรกล่าวถึงเนื้อหาที่จะพูดในรายการโดยกล่าว ตนจะนำข้อมูลเอกสารที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะอ่านรายละเอียดทุกตัวอักษร เนื่องจากการหนีทหารนั้นอาจจะทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งอาจจะเป็นตัวประกันของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เนื่องจากหากมีการขัดแย้งเรื่องการของบประมาณทหารไม่ได้ พล.อ.อนุพงษ์อาจนำมาเป็นประเด็นในการต่อรองหรือเปิดเผยได้ที่หลัง
ขณะที่นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงประเด็นการที่รายการความจริงวันนี้ได้งดออกอากาศในเมื่อคืน (11ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สอบถามไปยังนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และนายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึงสาเหตุการงดออกอากาศกระทันหัน จากปกติต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้ตนได้สืบทราบมาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนายสุริยงค์ได้เปรยๆมาว่า ในช่วงหลังของรายการได้นำเสนอเนื้อหาที่แรงจนเกินไป ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีความเข้มข้นในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเตรียมจัดงานความจริงวันนี้สัญจร โดยประตูจะเปิดเมื่อเวลา 10.00 น. และมีการจัดซุ้มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่รอบบริเวณการจัดงาน จากนั้นในเวลาเที่ยงจะมีดนตรีแสดงสด และเปิดเวทีปราศัยในหัวข้อ รัฐประหารซ่อนรูป ในเวลาประมาณ 16.00 น. พร้อมกับได้จัดเตรียมที่นั่งสำหรับประชาชนผู้ร่วมงานไว้ประมาณ 3 หมื่นที่นั่ง
ที่มา ประชาทรรศน์
* ม็อบโกเต๊กซ์ตัวเร่งตกงาน-ศก.ไทยติดลบ
“ณรงค์ชัย อัครเศรณี” ประเมินความเสียหายจากการยึดสนามบินของม็อบชั่วพันธมิตรฯ ระบุเฉพาะการท่องเที่ยวรายได้หดไปกว่าครึ่ง เสียหายไม่น้อยกว่า 8 แสนล้านบาท แถมอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่แค่ 0.75% เพราะที่ผ่านมาฝากความหวังไว้กับการท่องเที่ยวเป็นหลัก แถมการชุมนุมของ พธม. ยังเป็นตัวกระตุ้นให้คนตกงานเร็วขึ้น ขณะที่ม็อบเทวดาออกโรงฟ้องกลับ “หมอเหวง” อ้างแจ้งความเท็จ พูดหน้าตาเฉยไม่ได้ทำให้สนามบินเสียหาย การชุมนุมทุกอย่างทำไปตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ขู่รวดไม่เว้นตำรวจใครแตะต้อง จ่อฟ้องกลับเรียงตัว
* นปช.จี้นายกฯคนใหม่สะสางคดีม็อบพันธมิตรฯ
แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง พร้อมประกาศสลายตัวการชุมนุมทางการเมืองที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกคือ 193 วัน ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้อย่างประเมินค่าไม่ได้ และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน โดยไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเยียวยาอีกมากน้อยแค่ไหน
มีการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจากสำนักเศรษฐกิจต่างๆออกมามากมายโดยต่างก็มองแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าด้วยความกังวล
ท่องเที่ยวเจ๊ง-ศก.วอดวาย
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นักเศรษฐศาสตร์คนดังจาก บ.ซีมิโก อดีตประธานบริหารเอ็กซิมแบงก์และอีกหลายตำแหน่ง ได้ออกมา ให้ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดว่า หากการเมืองยังวุ่นวายอีก อัตราเติบโตเศรษฐกิจปี 2552 อาจติดลบ
เพราะขณะนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเติบโตแค่ 0.75% แต่ถ้ามีรัฐบาลเร็วตัวเลขอาจจะขึ้นไปถึง 1% ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน สำนักต่างๆทั้งของรัฐและเอกชน ต่างมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าที่ถูกกดดันจากความเสี่ยงของวิกฤติเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองในประเทศระดับหนึ่ง ว่าจะเติบโตระหว่าง 2.5-5% โดยฝากความหวังไว้กับ รายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
แต่หลังจากเกิดเหตุ ตัวเลขคาดการณ์ถูกลดลงเหลือเพียง 0-2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับจากปี 2544
พธม.ทำฉิบหาย8แสนล้าน
เหตุผลที่แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าไม่สดใสนัก เพราะความเสี่ยงจากการปิดล้อม 2 สนามบิน สุวรรณภูมิและดอนเมืองของพันธมิตรฯ ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายนถึง 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และทำให้แนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทุกอย่างพินาศในชั่วเวลาข้ามคืน จากเดิมที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 13-14 ล้านคน ก็ลดลงเหลือเพียง 6-7 ล้านคน หรือหายไปครึ่งหนึ่งโดยประมาณซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 8 แสนล้านบาท
นอกจากนี้แหล่งข่าวนักวิชกากรแรงงานยังระบุด้วยว่านอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับแล้ว ยังเป็นตัวเร่งให้มีปริมาณการตกงานสูงขึ้นและเร็วขึ้นอีกด้วย โดยจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานเฉียด 1 ล้านคนในปีหน้า ขณะที่พบว่ามีจำนวนนับแสนคนแล้วที่ตกงานและอาจสูงถึง 1.5 ล้านคนในปีหน้า
ตร.เดินหน้าเล่นงานนายทุนม็อบ
ด้านพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า กรณีการส่งรายชื่อบริษัทห้างร้านจำนวน 66 บริษัทที่ตำรวจสันติบาลมีข้อมูลว่า อาจให้การสนับสนุนทางการเงินกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทำการปิดล้อมท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อ ปปง.เพื่อตรวจสอบ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยังไม่ใช่การตัดสินหรือพิจารณาแล้วว่า บริษัททั้งหมดมีการกระทำผิดจริง
โดยระหว่างนั้น หากบริษัทห้างร้านใดมีพยานหลักฐานว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็สามารถชี้แจงต่อ ปปง.ได้ ซึ่งเมื่อตรวจสอบในทางลึกแล้ว ปปง.อาจเห็นว่ามีไม่ถึง 66 บริษัท ที่กระทำผิดตามข้อมูลของตำรวจสันติบาลก็เป็นได้ ขอให้ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าวิตกกังวล เพราะตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 61 ว่า ถ้ากรรมการผู้จัดการ หรือ บุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลสามารถพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ก็ไม่ต้องรับผิด
ตรวจสอบรายชื่อการ์ดม็อบชั่ว
ทางด้าน พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ พรหมสวัสดิ์ ผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพบศพชายถูกฆ่ามัดมือยัดใส่ถุงดำอยู่ภายในคลังสินค้าสนามบินดอนเมืองว่า ในวันนี้ทางพนักงานสอบสวนจะประสานไปยังแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อให้มีการตรวจสอบรายชื่อการ์ดพันธมิตร ส่วนกำหนดเวลาที่จะทราบว่าเป็นการ์ดพันธมิตรหรือไม่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ต้องตรวจสอบไปยังแกนนำผู้ที่ตนรับผิดชอบสำรวจรายชื่อและตัวบุคคลอย่างละเอียดอีกครั้ง ผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง ยังกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมขณะนี้ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าผู้ตายเป็นการ์ดพันธมิตรแน่นอน เนื่องจากตรวจสอบสภาพศพผู้ตายพบเพียงแต่งกายลักษณะคล้ายการ์ดและพบเพียงแหวนรุ่นนักเรียนนายร้อยอบรม ซึ่งเป็นการทำเลียนแบบขึ้นมาเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีญาติของผู้ตายมายืนยันศพดังกล่าว
ณัฐวุฒิจี้นายกฯ อภิสิทธิ์ฟัน พธม.
ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืน หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วควรดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติหลังบุกยึด สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งหากไม่ดำเนินการก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้สนับสนุนให้สร้างความเสียหายแก่ประเทศ พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องไปยังอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่ไปสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คิดดีแล้วหรือที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วจะไม่เหลือใครแม้แต่ประชาชนที่ให้การสนับสนุน
ม็อบด้านฟ้องกลับหมอเหวง
หลังจากที่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชขาธิปไตย ได้ไปยื่นฟ้องร้อง 24 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบินสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติน้ะน
ในวันที่ 11 ธันวาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้ออกมาฟ้องแก่เกี้ยวกล่าวหาว่า นพ.เหวง แจ้งความเท็จ
โดยเมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 11 ธันวาคม 2551 เวลา 11.30 น. นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับพวกรวม 12 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์ นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นางทรงชัย วิมลภัตรานนท์ และนางสุนันทา ธรรมธีระ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ร้องทุกข์กล่าวโทษข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 173
อ้างหน้าตาเฉยไม่ได้ปิดสนามบิน
ตามคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 12.00 น. จำเลยที่ 1-3 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2-7 ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชากุล พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้สอบสวนดำเนินคดีซึ่งเป็นความผิดอาญากับโจทก์ทั้ง 12 คน ในข้อหากระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งการกระทำนั้นมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135 / 1 (2 )
โดยการแจ้งความร้องทุกข์ จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่า การที่พันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ซึ่งได้นำชายฉกรรจ์ที่มีอาวุธครบมือเข้ายึดหอบังคับการบิน ถือว่าเข้าข่ายการก่อการร้ายสากล ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล และชาวต่างชาติก็ได้รับผลกระทบไม่สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้ และยังเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเสียชีวิตโดยประสบอุบัติเหตุขณะนั่งรถโดยสารไปต่อเครื่องที่สนามบินเชียงใหม่ เพราะไม่สามารถขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิได้
โดยเชื่อว่าการกระทำของพันธมิตรฯ จะกลายเป็นแบบอย่างให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายสากลใช้ลอกเลียนแบบอีกด้วย ซึ่งข้อความดังกล่าวล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น เพราะความจริงแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางไปที่สนามบินทั้งสองแห่งเมื่อวันที่ 25 พ.ย.เพื่อกดดันนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะเดินทางกลับจากประเทศเปรู โดยพันธมิตรฯ ไม่มีเจตนาปิดกั้นและไม่ได้เข้ายึดหอการบิน ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมินั้น นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ประกาศปิดสนามบินก่อนที่กลุ่มประชาชนจะเดินทางไปถึงสุวรรณภูมิ ส่วนสนามบินดอนเมืองประชาชนก็ชุมนุมอยู่บริเวณนอกอาคารไม่ได้เข้าไปรันเวย์หรือหอบังคับการบิน
พูดเต็มปากไม่ได้ทำเสียหาย
ดังนั้นการกระทำของพันธมิตรฯ จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 135 / 1 (2) แต่อย่างใด และหลังจากที่พันธมิตรฯ ส่งมอบสนามบินทั้ง 2 แห่งแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 06.00 น. สนามบินดอนเมืองสามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ โดยเที่ยวบินแรกเป็นของสายการบินไทย
นอกจากนี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รักษาการ รมว.คมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์วันที่ 3 ธ.ค.ว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิพบว่าเครื่องมือต่างๆ ของท่าอากาศยานอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
ดังนั้นโจทก์ทั้ง 12 คน จึงไม่ได้ทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม โดยจำเลยทั้งเจ็ดรู้ดีอยู่ว่า โจทก์ทั้ง 12 คนและประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 135 / 1 (2) วรรคท้ายที่บัญญัติว่า การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย
ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 30 มี.ค.2552 เวลา 09.00 น.
ขู่ฟ้องตำรวจถ้าแจ้งข้อหารุนแรง
ภายหลังนายสุวัตร ทนายความ กล่าวยืนยันว่า การกระทำของพันธมิตรฯ ไม่ใช่การก่อการร้าย เพราะไม่มีการระเบิดทำลายระบบขนส่งใดๆ ซึ่งนอกจากคดีนี้แล้วสัปดาห์หน้าเตรียมจะยื่นฟ้อง นพ.เหวง กับพวกอีกคดีต่อศาลแขวงพระนครเหนือในความผิดฐานเดียวกันด้วยที่ได้ร้องทุกข์แจ้งความเท็จต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และในการแจ้งความร้องทุกข์นั้นหากพบว่า นพ.เหวง กับพวกได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนอีกซึ่งเป็นความเท็จ ก็จะนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลอาญาอีกคดีหนึ่งด้วย ซึ่งพันธมิตรฯ พร้อมจะฟ้องกลับทุกคดีหากมีการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง
ส่วนกรณี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. จะเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ หลังจากที่นายเสรีรัตน์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร้องทุกข์ และคดีที่ นพ.เหวง กับพวก กล่าวหาว่าพันธมิตรฯ ทำผิดข้อหาก่อการร้ายนั้น นายสุวัตร์ กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รักษาการ รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.จงรัก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตตามหลักนิติธรรม ในการดำเนินคดี โดยพันธมิตรฯ ยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม มาตรา 135 / 1 (2) จึงให้ยกเลิกการตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งหากยังมีการตั้งข้อหาเกินจริงเหมือนที่เคยทำมาแล้วในข้อหากบฏ พันธมิตรฯ จะฟ้องกลับอาญากับทุกคนทันที
จ้องเล่นงานจงรักถ้าฟ้องปปง.
นายสุวัตร ยังกล่าด้วยว่า สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.จงรัก พยายามจะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบการบริจาคเงินให้กับกลุ่มพันธมิตร ฯ ว่าเข้าข่ายความผิดก่อการร้ายนั้น พล.ต.อ.จงรัก รู้ดีอยู่แล้วว่า การกระทำของพันธมิตรฯ ไม่ใช่ความผิดก่อการร้าย ดังนั้นหากยังจะดึงดันยื่นเรื่องต่อ ปปง. อีก พันธมิตรฯ จะฟ้องกลับ พล.ต.อ.จงรัก ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ที่เป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อให้บุคคลอื่นได้รับโทษทางอาญา
แม่ค้าโอดบอยคอตสินค้าพธม.
ขณะเดียวกันมีรายงานว่านางกรุณา คำหมาย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พันตำรวจตรี พิชิต เขตสกุล สารวัตรเวร โดยกล่าวหาว่า ถูกนายวีรพล วีรชาติญานุกูล ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ตลาดนัด ยูดี บาซา ที่ตนเองได้ทำการเช่าขายสินค้า โดยกลุ่ม นายวีรพล ได้ทำการตัดกุญแจและขนทรัพย์สินของตนไป
พื้นที่ที่ตนเองเช่าอยู่ ตนได้เช่าไว้จำนวน 5 ล็อก โดยจะเปิดขายสินค้าประเภทพวกเสื้อผ้า ซีดี และได้นำสินค้าที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯมาจำหน่ายและจ่ายแจก ร่วมกับสินค้าอื่น อาทิ สายรัดข้อมือ ต่างหู มือตบ เสื้อยืด ฯลฯ และวีซีดี
ทั้งนี้ในสัญญา ไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องขายสินค้าอะไร เมื่อพบว่านำสินค้าที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯมาจำหน่ายจ่ายแจก ทางเจ้าของตลาดนัด จึงสั่งให้เลิกขายสินค้านั้น ต่อมาตนได้ปิดร้านชั่วคราว เพื่อไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯที่กรุงเทพฯ แต่พอกลับมจะเปิดร้านเพื่อค้าขายต่อ ก็พบว่ามีคนมาจำหน่ายสินค้าแทนตนแล้ว โดยทางเจ้าของตลาด ไม่ได้แจ้งตนแต่อย่างใด
นางกรุณา กล่าวต่อว่า ตนได้กลับมาจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ตนได้เข้าไปสอบถามว่าสินค้าที่ตนนำมาขายนั้นอยู่ที่ไหนแต่กลับไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งนายวรพล ให้คำตอบว่าจะยอมชดใช้เงินทุกบาทที่ได้ลงทุนไป แต่พอมาถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2551 เมื่อสอบถามความคืบหน้าอีกครั้ง กลับได้รับคำตอบว่า จะชดใช้เพียงครึ่งเดียวตนจึงได้เข้ามาแจ้งความดังกล่าว
ที่มา ประชาทรรศน์
ความเคลื่อนไหวฝุ่นตลบทางการเมืองยังเป็นที่จับตาและเป็นที่สนใจของหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงการนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
อภิสิทธิ์มั่นใจการเมืองไม่พลิก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แสดงความมั่นใจจะเป็นแกนนำในการรวบรวมพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถึงแม้ความเคลื่อนไหวในการจับขั้วตั้งรัฐบาลยังไม่หยุดนิ่ง เพราะกลุ่มขั้วการเมืองเดิมที่มอบหมายให้นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน
"เป็นธรรมดา เป็นสิทธิที่ทุกคนจะแสดงความคิดเห็นได้ แต่เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าทุกอย่างจะชัดเจน ผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีความหนักแน่น เห็นได้ชัดว่าคุยกันอย่างไรแนวทางก็จะเป็นอย่างนั้น"
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกสบายใจ และเชื่อว่ากรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุน ปชป.จัดตั้งรัฐบาลจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยอมรับความรู้สึกของประชาชนที่มีกระแสต่อต้านการที่พรรค เปลี่ยนท่าทีไปรับการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งอยากจะชี้แจงว่าได้คุยกันแล้วมีแนวทางเดียวกันที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าไปทำหน้าที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องยอมรับภาระอันหนักหน่วง และกำไรทางการเมืองมีน้อย อีกทั้งไม่กังวลว่าจะส่งผลต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และหากตนเองได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็จะเดินสายไปพบปะกับผู้ประกอบการทุกกลุ่มทุกองค์กร เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ
เพื่อนเนวินยันไม่ไปเพื่อไทย
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ยืนยัน ไม่เคยได้รับการทาบทามจาก นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้กลับมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ แต่หากนายเสนาะ ติดต่อมาทางกลุ่มก็พร้อมที่จะพูดคุย ในฐานะที่นายเสนาะ ถือเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และทางกลุ่มก็ให้ความเคารพนายเสนาะเสมอมา แต่คงไม่อาจเปลี่ยนใจให้ทางกลุ่มพลิกขั้ว กลับไปให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน
นายบุญจง ยังยืนยันว่ากลุ่มเพื่อนเนวินที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ยังคงมีตัวเลขสูงถึงกว่า 30 คน และไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อแรงกดดันจากกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกในกลุ่ม กลับไปจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย และเชื่อมั่นว่าจะอธิบายให้กลุ่มผู้สนับสนุนในการเลือกตั้งสมัยหน้าได้อย่างแน่นอน
เพื่อแผ่นดินจับขั้วปชป.แน่น
ร้อยตรี(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันว่า พรรคจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งการที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคไม่ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เมื่อเย็นวานนี้ เป็นคำตอบชัดเจนแล้วว่า ไม่เห็นด้วยที่จะร่วมกับพรรคเพื่อไทย และไม่มีแนวคิดรัฐบาลเพื่อชาติรวมถึงข่าวที่ว่า ส.ส.จะออกไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เป็นความจริง มีแต่ ส.ส.จากพรรคอื่นจะมาขออยู่กับเพื่อแผ่นดินมากกว่า
ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ กล่าวว่าตามที่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะแถลงข่าวจับมือกับพรรคร่วมในวันนี้ คงไม่มี ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินไปร่วม เพราะ 4 พรรคร่วมเคยย้ำแล้วว่า จะดำเนินการอะไรจะต้องมีมติร่วมกัน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ทาบทามเพื่อแผ่นดินบ่อยครั้งหรือไม่นั้น พล.ต.อ.ประชา น่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าตนเอง
รช.เชื่อรัฐบาลเพื่อชาติไปไม่ได้
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช โดยให้นายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเล็กที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน ว่า ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่สนับสนุนแนวคิดนี้ จึงไม่ส่งตัวแทนพรรคไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านนายเสนาะ เมื่อเย็นวานนี้ โดย พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายเสนาะ ต้องการไปร่วมงาน แต่นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และตน ไม่เห็นด้วย จึงแจ้งแก่ พล.อ.เชษฐา ว่าไม่ควรไป เพราะอาจทำให้เกิดความสับสน จึงทำให้ พล.อ.เชษฐา ยกเลิกการไปร่วมงานเลี้ยง
ขณะที่มีรายงานจากพรรคชาติไทยพัฒนาเช่นกันว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของนายเสนาะ เช่นเดียวกัน
"เสนาะ"มั่นใจตั้งรัฐบาลเพื่อชาติได้
นายกมล จิระพันธุ์วาณิช อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคชาติไทย เปิดเผยว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ และไม่เสียกำลังใจแต่อย่างใด หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา 4 พรรคร่วมรัฐบาลไม่ตอบรับคำเชิญรับประทานอาหารค่ำ เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจากที่เดินทางเข้าเยี่ยมเป็นการส่วนตัว โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย แต่อย่างใด
นอกจากนี้ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางเข้าหารือกับนายเสนาะ แล้ว โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า มาเยี่ยมเยียนในนามส่วนตัวเท่านั้นไม่มีเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
พผ.ชี้นายกฯไม่ควรมาจาก2ขั้ว
นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการจับขั้วตั้งรัฐบาลว่า จนถึงขณะนี้ตนและผู้แทนในพรรค ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอว่า ในสถานการณ์แบบนี้ ควรยึดประเทศชาติเป็นหลัก ผู้ที่สมควรเป็นนายกฯ คนต่อไป ไม่น่าจะมาจากทั้ง 2 พรรคการเมือง เพราะเชื่อว่าหากพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล คนเสื้อแดงก็คงออกมาเคลื่อนไหว เช่นเดียวกัน หากให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ คนเสื้อเหลืองก็ต้องออกมาชุมนุมกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ที่เสนอ ไม่ใช่ต้องการให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี
ฟ้องกกต.ปชป.จับขั้ว"เนวิน"
เพื่อไทยเตรียมนำหลักฐานซีดีภาพถ่าย"เนวิน"จับขั้วประชาธิปัตย์ฟ้องกกต.เอาผิดฐาน เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามายุ่งการเมือง โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนเตรียมหลักฐานซีดี ภาพถ่ายจำนวน 12 รูป รวมทั้งคำสัมภาษณ์ต่างๆที่มีการจับขั้วตั้งรัฐบาล ต่อกกต. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายเนวิน ชิดชอบ อดีต111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 ก่อนหน้านี้กกต. เคยระบุว่าหากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองถือเป็นความผิด ทั้งนี้จะดูว่ากกต.เป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกใคร ดังนั้นกกต.ต้องให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจยื่นฟ้องกลับ เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและแกนนำคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิได้มาประชุมพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กลัว แต่กรณีพรรคประชาธิปัตย์เรามีหลักฐานชัดเจนเป็นภาพถ่ายที่นายเนวินและนายอภิสิทธิ์กอดกันเหมือนเป็นแฝดอิน-จัน ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยก็ต้องเอาหลักฐานมาดูว่ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจริงหรือไม่
เมื่อถามว่าที่ต้องการให้ดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์หรือนายเนวิน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การ ไปดึงเขามาทำความผิดมันผิดทั้งคู่ มันเหมือนโจร ถ้าอยู่เฉยๆเขาอาจไม่อยากร่วมก็ได้ แต่ไปดึงเขามา จึงขอเรียกร้อง กกต. ให้เรียกร้องให้ปฏิบัติเหมือนกันด้วยความเป็นธรรม
เมื่อถามว่าที่ยื่นเพราะพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตนทำหน้าที่ที่ตนเป็นส.ส. อย่าเอามาโยงกัน
อภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลจะยิ่งวุ่น
ด้านนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่มีตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปร่วมหารือกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ถึงการตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ว่า ไม่ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง ไม่มีพรรคร่วมมาร่วมแถลงข่าวก็ไม่เป็นไร แต่ได้ตัวมาก็พอแล้ว ขณะนี้มีส.ส. อดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตยมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย 3 คน คือ นางกรรณิการ์ เจริญพันธ์ ส.ส.สุรินทร์ นายอารยะ ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย และนายสมนึก เฮงวาณิชย์ ส.ส.บุรีรัมย์ ส่วนพรรคชาติไทยจะมา 3 คน พรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา 3 คน และพรรคเพื่อแผ่นดิน 7 คน ซึ่งจะเปิดเผยตัวในวันโหวตเลือกนายกฯ วันโหวตจึงห้ามกะพริบตา ว่าจะมีป่วย
ส่วนที่กลุ่มเพื่อนเนวินพูดว่าจะมีเสื้อแดงมาล้อมบ้านในวันโหวตเลือกนายกฯ ต้องดูว่าเป็นเสื้อแดงกลุ่มไหน เพราะอาจจะเป็นการหาทางลงของกลุ่มนั้น ที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน จะเดินไปบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ผมไปไม่ได้ เพราะชาวบ้านจะฆ่าผม และอยากถามนายอภิสิทธิ์ว่าหากตั้งรัฐบาลแล้ว ไปไหนได้หรือ อย่างที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช บอกว่าจะกลายเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ไม่เชื่อก็คอยดู
อ้างส.ส.อีสานหันกลับมาหนุนพท.
ว่าที่ร.ต.พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ส.ส.อีสานเกือบทั้งหมดได้หันมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ตนยืนยันว่าวันนี้ส.ส.ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมีเกินครึ่งแล้ว รอเพียงวันเวลาที่จะโหวตเลือกนายกฯเท่านั้น เราจะสามารถตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน แต่เรื่องตัวเลขจำนวนเท่าไรนั้นยังบอกไม่ได้ อยากฝากถึงส.ส.ที่ยังไม่กลับมาพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน พวกเรายังรอให้ท่านกลับมาร่วมชายคาเดียวกัน และอยากให้ตัดสินใจเรื่องนี้ให้ดี ทั้งนี้ ประชาชนในภาคอีสานได้ตอบรับแนวทางจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ ตามที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุน และประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีเบื้องหลังเป็นเผด็จการคอยให้การสนับสนุน
“พวกเรามั่นใจว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่อบอุ่นและอีกไม่นานส.ส.จะกลับมา สาเหตุที่ทำให้มั่นใจอย่างนี้ เพราะเลือดอีสาน ข้าวเหนียวปั้นแล้วเหนียวแน่น ดังนั้นประชาชนอยากให้ส.ส.เดินไปทางไปไหนส.ส.ก็จะเดินไปทางนั้น”
ว่าที่ ร.ต.พงษ์พันธ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้รับสัญญาณจากเพื่อน ส.ส.ที่ยังคงมีความรักต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยังคงไม่ได้แสดงตัวว่าสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเต็มตัว โดยส.ส.กลุ่มนี้จำนวนประมาณกว่า 10 คน ที่พร้อมจะตัดสินใจในวันโหวตเลือกนายกฯ เช่น การงดออกเสียง หรือการไม่มาร่วมประชุม เพราะไม่ต้องการโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ นอกจากนี้ที่ผ่านมาตนยังไม่ได้มีโอกาสรับโทรศัพท์จากส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินที่ย้ายขั้วไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้ขอให้ตนออกไปจากพรรคเพื่อไทยแล้วไปหนุนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็บอกไปว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ
เชื่อเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้100%
นายพงศกร อรรณพพร อดีต รมช.ศึกษา และอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า เท่าที่ตนได้พูดคุยกับพรรคพวกที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล เกือบทุกคนอยากให้กลับมาเป็นรัฐบาลร่วมกันเหมือนเดิมอีกครั้ง และขณะนี้ส.ส.เกือบทุกจังหวัดในภาคอีสานที่มาอยู่พรรคเพื่อไทยแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่มาก็โทรศัพท์มาบอกกับตนว่าเดี๋ยวจะกลับมา และยืนยันว่าตัวเลขสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ 100 เปอร์เซ็นต์แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าตัวเลขส.ส.ที่ยังไม่กลับมาเหลือเพียงอีกเล็กน้อย เพราะส.ส.จะไม่หักหลังประชาชน อย่างไรก็ตามเรามีการประเมินกันอยู่ทุกวันเกี่ยวกับจำนวนส.ส.และคิดว่าเราจะไม่แพ้แน่นอน
ส่ง3แคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรรคประชาธิปัตย์โดยสิ่งสำคัญที่น่าจับตาคือ บุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพบว่าได้เตรียมไว้ถึง 3 คน ซึ่งประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส่วนจะเป็นบุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทุ่มจ่ายซื้อตัว ส.ส.หัวละ 50 ล้านบาทนั้น นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนไม่เคยได้ยินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พูดเรื่องนี้ ซึ่งการตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของ ส.ส. การเลือกนายกฯเป็นเรื่องของสภาฯ คงไม่เกี่ยวกับพวกเราซึ่งเป็นคนนอก
เล่นงานปชป.จับขั้ว"เนวิน"
ด้านพรรคเดพื่อไทยก็ยังคงดิ้นทุกวิถีทาง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนเตรียมหลักฐานซีดี ภาพถ่ายจำนวน 12 รูป รวมทั้งคำสัมภาษณ์ต่างๆที่มีการจับขั้วตั้งรัฐบาล ต่อกกต. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายเนวิน ชิดชอบ อดีต111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 ก่อนหน้านี้ กกต. เคยระบุว่าหากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองถือเป็นความผิด ทั้งนี้จะดูว่า กกต.เป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกใคร ดังนั้นกกต.ต้องให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจยื่นฟ้องกลับ เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและแกนนำคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิได้มาประชุมที่พรรคเพื่อไทยเหมือนกัน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กลัว แต่กรณีพรรคประชาธิปัตย์เรามีหลักฐานชัดเจนเป็นภาพถ่ายที่นายเนวินและนายอภิสิทธิ์กอดกันเหมือนเป็นแฝดอิน-จัน
สดศรีชี้รธน.เขียนไว้ไม่ชัด
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณี ส.ส. สมาชิกพรรคเพื่อไทยตบเท้าลาออกจากพรรคดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าสถานะของพรรคอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา ว่าขณะนี้ยังไม่มีการรายงานจากส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ กรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องร้องกับกกต. เพื่อเอาผิดกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง หลังจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งผิดพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 นั้น นางสดศรี กล่าวว่าจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเป็นส่วนที่กกต.จะต้องดำเนินการรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร
“คงจะต้องวินิจฉัยกัน แต่ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนระบุไว้ชัดเจนว่ารายละเอียดที่ไม่ให้เข้ามายุ่งทางการเมืองมีอะไรบ้าง รูปที่ใครๆ เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว เพราะคนที่ถูกตัดสิทธิขณะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ก็เห็นเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองกันเยอะ ก็เลยไม่รู้ว่าใครผิดอย่างไร เรื่องนี้จะมีการประชุมกันในสัปดาห์หน้า” นางสดศรีกล่าว
โปรดเกล้าฯเปิดสภา15 ธ.ค.
ผู้สื่อชข่าวรายงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่ประธานรัฐสภา ได้นำความกราบบังคมทูล ว่า เนื่องจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ว่างลง และสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วันประกอบกับ ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของทั้ง 2 สภาเข้าชื่อร้องขอ ให้ประกาศเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 128 และ มาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมี พระบรมราชโองการให้เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่ วันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2551
เปิดโผครม.รัฐบาลอภิสิทธิ์
สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีรายงานว่าหนึ่งในจำนวนรองนายกรัฐมนตรีจะมีชื่อของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และพรรคประชาธิปัตย์ยังขอสงวนโควตารองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และจะมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เข้ามาเป็นรองนายกฯ ด้านความมั่นคง รวมถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอดูเอง
ส่วนตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ มีการวางตัวนายกษิต ภิรมย์ หลังจากที่นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน มีเสียงคัดค้าน รมว.คลัง วางตัวม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล จากพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้
ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้น พรรคประชาธิปัตย์พยายามจัดสรรโควตาเดิมให้กับแต่ละพรรค โดย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ยังคงเป็น รมช.คลัง พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช และอีก 1 ตำแหน่งจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วน รมว.กลาโหม ก็ยังเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังมีรายชื่อทั้ง พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี พล.อ.วินัย ภัททิยกุล และพล.ต.มนูญกฤติ รูปขจร ส่วนนายอภิสิทธิ์ ยังมีข่าวว่าจะควบ รมว.ศึกษาธิการด้วย
นอกจากนี้ยังมีนายชินวรณ์ บุญเกียรติ รมช.ศึกษาธิการ ( ประชาธิปัตย์ ) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมว.มหาดไทย ( ประชาธิปัตย์ ) นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ( ประชาธิปัตย์ ) นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย ( เพื่อนเนวิน ) นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.มหาดไทย ( เพื่อแผ่นดิน ) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา (ชาติไทย เดิม)
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ( ชาติไทย เดิม )
นายชัย ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ รมช.คมนาคม ( เพื่อนเนวิน) นายเทิดพงษ์ ไชยนันท์ รมว.สาธารณสุข พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ( เพื่อแผ่นดิน เดิม) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( ประชาธิปัตย์ ) ฯลฯ
ที่มา ประชาทรรศน์
การพลิกขั้วทางการเมืองยังเป็นที่จับตาและมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของนักวิชาการก็ได้มีการแสดงความคิดความเห็นเอาไว้อย่างหลากหลาย
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ มองว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลบ้านเมืองก็จะไม่สงบอยู่ดี สาเหตุเชิงลึกคือการเมืองไทยปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ส่วนความขัดแย้งในสังคมจากเสื้อแดงและเสื้อเหลืองตีกัน เป็นแค่ปรากฏการณ์ ตราบใดที่การเมืองไทยยังไม่สามารถหาสูตรที่ทำให้ระบบการเมืองรองรับความหลากหลายในสังคมได้ ก็ไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยที่ได้เป็นรัฐบาล
“ไม่ว่า 2 พรรคนี้ใครเป็นรัฐบาลบ้านเมืองก็ไม่สงบ เพราะระบบการเมืองยังปรับตัวไม่ทัน การเมืองทุกวันนี้ยังไม่ใช่การเมืองที่ตอบสนองความเปลี่ยนแปลง สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจไทยได้สะท้อนออกมาในระบบการเมืองในแบบที่คนกรุงเทพฯหรือคนในเมืองไม่เคยเจอมาก่อน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงพยายามเสนอสูตรการเมืองแบบ 70:30 ก็มาจากการที่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯเริ่มรู้สึกว่าหมดอำนาจในการกำกับรัฐบาล จึงต้องขอโควตาเพื่อดันคนของตัวเองเข้าไปนั่งในสภา” นายนิธิ กล่าว
รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่า การเมืองในช่วงต่อไปภายใต้การบริหารโดยพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นการเมืองที่มีราคาแพงที่สุด เพราะเปลี่ยนแค่คนที่จ่ายเงิน และเปลี่ยนกลุ่มที่จ่ายเงิน จึงเป็นการเมืองที่มีราคา
"ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองที่มีแนวคิดนำตัวละครที่เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ปัญหาด้วยระบบรัฐสภาไม่ได้ ก็ต้องจับคู่ขัดแย้งทางการเมืองมาเจรจากัน ซึ่งที่ผ่านมารัฐธรรมนูญไทยมีความก้าวหน้ามาเป็นระยะๆ ยกเว้นฉบับปี 2550 และการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 สิ่งที่จะทำให้สังคมไทยสงบราบคาบได้คือไข้หวัดนกเท่านั้น"
ขณะที่ รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การเมืองที่เปลี่ยนขั้วโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เป็นแค่การเมืองชั่วคราว แม้ประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลก็แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้
ด้านรศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า โจทย์ในสังคมขณะนี้ดูจะยังเหมือนเดิม คือยังอารมณ์ค้าง ยึดกระแสตัวบุคคลมากกว่าสาระที่แท้จริงของประเทศชาติ จึงอยากชวนให้สังคมมองไปข้างหน้า ให้หลุดจากอารมณ์ค้างเก่าๆ ไปสู่ปัญหาพื้นฐานของบ้านเมือง ซึ่งน่าจะสำคัญกว่าประเด็นที่ว่าขั้วไหนจะได้เป็นรัฐบาล เพราะถ้ายังมีอารมณ์แบบนี้กันอยู่ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องทะเลาะกัน
"เราจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าเราสาละวนกันอยู่แต่เรื่องเดิมๆ สุดท้ายก็ไม่มีแรงไปตรวจสอบรัฐบาลใหม่ เขากำลังแย่งชิงอำนาจกัน ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่เป็นผลดีทั้งตอนนี้และขั้นต่อไป โจทย์ของบ้านเมืองควรเป็นโจทย์เชิงเนื้อหาสาระ จะได้มีพื้นที่ของการก้าวไปข้างหน้าบ้าง ไม่อย่างนั้นที่เหนื่อยยากกันหลายเดือนก็เหนื่อยเปล่าและไร้ความหมาย"
รศ.สุริชัย กล่าวต่อว่า อยากให้สังคมคิดในโจทย์เนื้อหา ไม่ใช่แค่ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้อง แต่ต้องเรียกร้องมากกว่านั้น เช่น ต้องไม่รังแกคนชายขอบด้วย
"สังคมต้องไม่ขอแค่ให้ได้ทีมเศรษฐกิจเฉยๆ เพราะถ้าได้บ้าๆ บอๆ ก็ไปรังแกชาวบ้านอีก เราต้องมีวาระเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อารมณ์ของสังคมน่าจะก้าวไปข้างหน้า ส่วนที่เหลือเป็นโจทย์ประกอบ ใจคอจะได้เย็นลงหน่อย แน่นอนว่ามีพวกเอาเงินทุ่ม โทร.สายตรงถึงกลุ่มโน้นกลุ่มนี้เพื่อดูดไปดูดกลับ แต่วิธีเช่นนี้ควรปล่อยให้เป็นอดีตของประเทศไทยได้แล้ว ไม่อย่างนั้นประเทศพังหมด"
รศ.สุริชัย เสนอว่า โจทย์ในแง่เนื้อหาที่สังคมต้องช่วยกันคิดมีอยู่ 3 ระดับ คือ
โจทย์ในเวทีโลก คนไทยต้องขยับทั้งขบวน เช่น ไทยอาจจะไม่ได้จัดประชุมอาเซียนแล้ว จะแก้อย่างไร อย่ามองแค่แพ้ชนะกันในทางการเมือง เพราะแพ้ก็แพ้ไม่กี่เดือน หรือชนะก็ชนะไม่กี่เดือน ต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อตกลงกันให้ได้
โจทย์ระดับชาติ เช่น เรื่องการเมืองใหม่ เนื้อหาคืออะไร ไม่ใช่นิยามฝ่ายเดียว หรือการจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ตรงนี้ต้องตกลงกันให้ได้ ไม่ใช่ผลักไปยืนกันคนละด้าน แล้วเล่นกันคนละขั้วเหมือนที่ผ่านมา
โจทย์แท้ๆ ของสังคมไทย คือเรื่องความเป็นธรรม ความอยุติธรรมในการพัฒนา ที่ผ่านมาตายกันไปกว่า 2 พันศพ กระบวนการสอบสวนค้นหาความจริงได้หรือไม่ หรือปัญหาภาคใต้ ตอนนี้ไม่มีใครสนใจ เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาไม่มีทางเลือกว่าจะเข้าข้างโจรดี หรือนั่งเซ็งอยู่กับบ้านดี ถ้าจะให้พ้นภัยต้องให้พ่อกู้เงินมาเรียนกรุงเทพฯหรือเปล่า
"โจทย์ประเภทนี้อยู่ชายขอบ เป็นเรื่องของคนทุกข์ยากอย่างแท้จริง เป็นโจทย์เรื่องความเป็นธรรมที่หายไปนาน เพราะเราสาละวนกันแต่ปัญหาระดับชาติอย่างอึกทึกครึกโครม"
ด้าย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึง สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ที่อยู่ในช่วงการแข่งขันจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่เป็นนอมินีของใคร ส่วนปัญหาความแตกแยกของคนไทยเชื่อว่าจะแก้ไขได้ เพราะเป็นเรื่องไม่ยากที่ประชาชนจะกลับมาคืนดีกัน โดยมีบทเรียนความเจ็บปวดทางสังคมเป็นตัวเชื่อมประสานให้กลับมาคืนดีกัน ซึ่งสังคมก็จะช่วยกำกับไม่ให้เกิดความรุนแรงด้วย
ทั้งนี้ นพ.ประเวศ ยังย้ำว่าการฟื้นฟูประเทศนั้นประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ น.พ.ประเวศ ยังกล่าวถึงรัฐบาลแห่งชาติว่าการใช้กลไกนอกสภาในขณะนี้เป็นเรื่องยากควรใช้กลไกในหลักรัฐสภาร่วมกันคิดหาทางออกให้ดีที่สุด ทั้งนี้ย้ำว่านักการเมืองจะต้องมีอิสระไม่ต้องขึ้นกับพรรคการเมืองใดซึ่งจะเป็นไปตามประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ที่มา ประชาทรรศน์
นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ในวันอังคารที่ 16 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดพิจารณาคำร้องของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และคณะรวม 24 คน ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคสาม ประกอบมาตรา 91 รวม 2 ประเด็น
คือเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิ้นสุดลง จะมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงไปด้วยหรือไม่ และ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี จะสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการได้หรือไม่ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม
โดยวันอังคารที่ 16 ธันวาคม จะเป็นการพิจารณาว่า สมาชิกวุฒิสภา สามารถยื่นคำร้องดังกล่าวได้หรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะรับเรื่องนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่เท่านั้น ส่วนรายละเอียดต้องรอการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่าสมาชิกภาพของ ส.ส. สัดส่วน พรรคที่ถูกยุบว่า แม้นายทะเบียนจะมีอำนาจในการพิจารณาแต่ก็ต้องนำเข้าที่ประชุม กกต. โดยตอนนี้ยังมีสองความเห็น และขณะนี้ก็ได้มีผู้ที่ยื่นให้ กกต. วินิจฉัยเรื่องนี้แล้ว ซึ่ง กกต.จะเร่งพิจารณาโดยเร็วเพราะจะมีการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 15 ธันวาคมนี้
ถ้าเรื่องเข้ามาสู่วาระก็จะเร่งให้เร็วที่สุด โดย กกต. จะเร่งพิจารณาให้เสร็จ รวมถึงขณะนี้มีผู้ยื่นร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเช่นกัน และตนเห็นว่าเรื่องนี้ผู้ชี้ขาดน่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ
ต่อกรณีที่มีการเลือกตั้งซ่อม แทน ส.ส. เขตที่เป็นกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ ซึ่งผู้ที่จะลงสมัครต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งอาจจะทำให้สร้างหลักฐานสมาชิกพรรคเท็จขึ้นมา นายอภิชาต กล่าวว่า เรื่องนี้ระวังมาก เรามีการควบคุมเรื่องฐานสมาชิก และมั่นใจว่าจะไม่มีการมั่วสมาชิกเกิดขึ้น เรากลัวจุดนี้มาก และที่เขาให้มี กกต. ก็เพื่อคอยควบคุมนั่นเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นอาจจะมีการเทคะแนนให้พรรคเล็ก เนื่องจากพรรคใหญ่ไม่มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเพียงพอ จะผิดกฎหมายหรือไม่ ประธาน กกต. กล่าวว่า เรื่องนี้คงห้ามไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายใดๆระบุเอาไว้
ต่อข้อถามเรื่องกระแสข่าวการซื้อ ส.ส. นั้น นายอภิชาต กล่าวว่า ตนเคยพูดแล้วว่า การซื้อ ส.ส. ก็เหมือนซื้อตัวนักฟุตบอล หากเป็นที่ต้องการเขาก็แย่งซื้อ และหากผลตอบแทนเป็นที่พอใจก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ว่าคนคนนั้นจะยับยั้งชั่งใจได้หรือไม่ และแสดงว่าตนมีค่าพอที่จะไม่ให้ถูกซื้อได้ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หากมีการซื้อ ส.ส. ให้ไปเข้าสังกัดพรรคจะผิดกฎหมายหรือไม่ นายอภิชาต กล่าวว่า ไม่มีกฎหมายใดกำหนดเอาไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้นายอภิชาต ชี้แจงกรณีที่มีข่าวเสนอว่าตนได้กล่าวว่านายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ไม่ควรปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี และ นายชัย ชิดชอบ ไม่ควรปฏัติหน้าที่ ประธานสภาฯ เพราะควรให้มีความเห็นเสียก่อนว่า ส.ส. สัดส่วนของพรรคจะดำรงอยู่ต่อไปหรือไม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นตนไม่เคยพูด เพราะไม่ชอบให้เกิดความแตกแยก และไม่ใช่นิสัยที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น อีกทั้งยังไปกระทบถึงองค์กรอื่นอีกด้วย
ที่มา ประชาทรรศน์
กกต.เปิดทาง'ชวรัตน์' เผยมีอำนาจสั่งยุบสภา อ้างยุติความวุ่นวาย ด้าน 'ขุนค้อน' รับลูก!ลั่นเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯตั้งนายกรัฐมนตรี
วันนี้ (12 ธ.ค.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึง กรณีที่กรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาลและมีบทบาททางการเมืองว่า จะทำให้คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก็ถือเป็นหน้าที่ของนายทะเบียน-พรรคการเมือง ที่จะต้องเข้าไปดูแล โดยเฉพาะในส่วนของพรรคการเมือง ที่เข้าไปดึงอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์ เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ยื่นคำร้องเข้ามาให้ตรวจสอบ กกต. จึงจะสามารถใช้อำนาจเข้าไปตรวจสอบได้
เมื่อถามถึงกระแสข่าวการยุบสภาโดยนายสมชัยระบุว่า ตามกฎหมาย แม้จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเปิดประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ แล้ว ก็สามารถยุบสภาได้ หรือ ยุบในระหว่างการประชุม โดยอ้างเหตุความวุ่นวายได้เช่นกัน
สอดคล้องกับนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปฏิเสธไม่ทราบกระแสข่าวการร่าง พระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ก.)ยุบสภา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับหากพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะเสนอให้มีการยุบสภา ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกฯคนใหม่ ถึงแม้จะมีการเปิดประชุมสภาและมีการโหวตเลือกนายกฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม ซึ่งในอดีตอำนาจการยุบสภานั้น ทำได้ทั้งการที่ นายกฯ ใช้อำนาจโดยตรง หรือ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้การที่จะยุบสภาได้นั้น ขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจ รัฐบาลเป็นเพียงแต่ผู้ร่าง พ.ร.ก. ยุบสภา เท่านั้น
'ชำนาญ จันทร์เรือง'จวกรธน.กำหนดคุณสมบัติวุฒิสภาเอื้อชนชั้นนำ แนะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะรัฐสภาตกเป็นเบี้ยล่างของรัฐบาล
นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระได้กล่าวผ่านการสัมมนาหัวข้อ “วิกฤตสถาบันการเมืองกับวิกฤตสังคมไทย” ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ว่า ตั้งแต่เรามีระบบรัฐสภาเป็นต้นมา รัฐสภาไทยเต็มไปด้วยสมาชิกที่มาจากชนชั้นที่ได้เปรียบทางสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองอาชีพตลอดจนอดีตข้าราชการที่โยงใยใกล้ชิดกัน โดยเฉพาะอย่างวุฒิสภาที่มีการกำหนดคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อชนชั้นนำมากกว่าชนชั้นล่าง มิหนำซ้ำยังมาจากการลากตั้งอีก ๗๔ จาก ๑๕๐ คน
ทั้งนี้ เนื่องมาจากรัฐธรรมนูญที่ออกโดยชนชั้นนำและแนวทางการพัฒนาประเทศที่ขาดการสมดุล ทำให้คนส่วนใหญ่ถูกกันออกไปจากเวทีแข่งขันทางการเมืองโดยอัตโนมัติ คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถมีส่วนกำหนดนโยบายใดๆของรัฐ ตัวระบอบรัฐสภาเองจึงมีความจำกัดในการตอบสนองความต้องการของประชาชน
ตัวรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มุ่งแต่กลั่นกรองตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง มากกว่าการกระจายโอกาสทางการเมืองให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนของสมาชิกรัฐสภาปัจจุบันที่ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นนำที่ครอบงำรัฐสภาอยู่
ในหลักการของระบบรัฐสภานั้นฝ่ายบริหารอาจถูกลงมติไม่ไว้วางใจหรือสภาผู้แทนอาจถูกยุบเพื่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้แสดงบทบาทของผู้ตัดสิน ประชาชนจึงต้องพร้อมเสมอที่จะใช้สิทธินั้น ดังนั้น จึงมีความจำเป้นอย่างยิ่งที่ประชาชนจะต้องได้รับการศึกษา และการศึกษาไม่เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตย เพราะอย่างอินเดีย อัตราการรู้หนังสือต่ำกว่าไทย แต่ตั้งแต่เขาได้รับเอกราชมาไม่เคยมีการปฏิวัติรัฐประหารเลย และประชาชนควรได้รับโอกาสในการรับรู้ข่าวสารทางการเมือง ตลอดจนโอกาสในการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการควบคุมการดำเนินงานขององค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตย และหากประเทศใดขาดหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ ก็ย่อมกล่าวไม่ได้ว่าประเทศนั้นมีการปกครองในระบบรัฐสภาที่แท้จริง และประเทศที่ว่านี้ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ารวมประเทศไทยของเราในปัจจุบันนี้เข้าไปด้วย
นอกจากปัญหาสำคัญที่ได้ชี้ให้เห็นมาแล้วว่ารูปแบบการปกครองแบบรัฐสภา ซึ่งก็หมายความว่ารัฐสภาเป็นใหญ่หรือมีอำนาจสูงสุด แต่ระบบรัฐสภาของไทยในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ แต่กลับกลายเป็นรัฐบาลที่เป็นใหญ่กว่ารัฐสภา
พรรคการเมืองต่างๆ ของไทยจึงล้วนแล้วแต่ บกพร่องในบทบาทต่อสังคม เพราะทำตัวแปลกแยกจากสังคมมาโดยตลอด แสวงหาหรือเล่นบทบาทเฉพาะบทบาททางการเมืองในสภาเท่านั้น
มิหนำซ้ำเมื่อเกิดปรากฏการณ์พันธมิตรฯขึ้นมา พรรคการเมืองทั้งหลายก็กลับละทิ้งหน้าที่ในทางการเมืองในสภาไปเสียอีก หันไปเล่นทางลัดนอกสภาโดยคอยหนุนหลังกลุ่มเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงอย่างโจ๋งครึ่ม พรรคการเมืองจึงหมดความหมายจากประชาชนไปโดยสิ้นเชิงเพราะไม่ได้ทำหน้าที่ทั้งในทางสังคมและในทางการเมืองแต่อย่างใด โอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตยโดยพรรคการเมืองจึงเสื่อมสูญไปอย่างน่าเสียดาย กอปรกับการมีมาตรการยุบพรรคซ้ำเติมเข้าไปอีก ก็เป็นอันว่าสิ้นหวังได้เลยว่าพรรคการเมืองจะเป็นจักรกลที่จะขับเคลื่อนการเมืองในระบบรัฐสภาของเราให้พัฒนากว่านี้ไปได้
ถึงเวลาแล้วที่รัฐสภาไทยจะต้องปรับปรุงกันอย่างขนานใหญ่ ด้วยการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเสียใหม่ เพราะพิสูจน์ได้ชัดเจนแล้วว่ารัฐสภาซึ่งใช้อำนาจนิติบัญญัตินั้นตกเป็นเบี้ยล่างของรัฐบาล ไม่ได้เป็นอิสระและไม่อาจถ่วงดุลเพื่อควบคุมตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพเลย เป็นแต่เพียงการแสดงละครฉากใหญ่เท่านั้นเอง
ที่มา ประชาทรรศน์
'สุเทพ'ยอมรับต่อสายคุย'ป๋าเหนาะ'แล้ว ยืนยันเดินหน้าตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ พรรคสะตอฟิต!ลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลั่นเปิดทางทุกภาคส่วนทั้งนักวิชาการ-นักธุรกิจร่วมแก้วิกฤตประเทศ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวยอมรับว่าได้ต่อสายคุยกับ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช แล้ว แต่นายเสนาะก็ยังย้ำจุดยืนเดิมคือเดินหน้าตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ
นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังกล่าวถึงการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ว่า คนเป็นแกนในการจัดทำคือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ที่จะประสานกับทุกฝ่าย รวมถึงนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้คุยกับพรรคร่วมฯ ซึ่งขอให้ผ่านวันที่ 15 ธ.ค.นี้ไปก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ระบบบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ จะขับเคลื่อนอย่างไร เลขาธิการปชป. กล่าววา เราพยายามให้ทุกภาคส่วนมามีส่วนร่วม ไม่ใช่ฝ่ายการเมืองอย่างเดียว แต่จะดึงฝ่ายนักวิชาการ-นักธุรกิจ เข้ามาร่วมผลักดันให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะเวลามันบีบคั้นและเรามีเวลาแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ แต่เรามามีปัญหาวิกฤตการเมืองเสียก่อน โดยยังไม่นับกับภาวะเศรษฐกิจโลกอีก ดังนั้น หอการค้า-สภาอุตสาหกรรม ก็คงสนใจมาทำงานร่วมกัน มั่นใจจะได้มุมมองที่กว้างขวางขึ้น
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา มีการตั้งทีมเศรษฐกิจ-รื้อฟื้นกรอ. ส่วนของประชาธิปัตย์จะออกแบบอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ทั้งสองส่วนที่พูดถึงยังมีอยู่ อาจต้องปรับปรุงขันน็อตกันนิดหน่อยและต้องว่ากันไปตามรายการ อาทิ การส่งเสริมการลงทุน
ต่อข้อถามถึงการจัดวางคนแต่ละพรรคที่มาร่วมกัน ขึ้นรูปชัดเจนหรือยัง เลขาธิการปชป. กล่าวว่า ได้คุยกันเป็นหลักการแล้วว่า พรรคที่เคยร่วมรัฐบาลเก่า เคยดูแลราชการกระทรวงไหนก็รักษาไว้ ส่วนจุดที่เป็นหัวใจด้านเศรษฐกิจคือกระทรวงพาณิชย์-กระทรวงการคลัง นายสุเทพ กล่าวว่า “ยังต้องคุยกัน”
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเผยผลกระทบจากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบิน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสาร จำนวนเที่ยวบินและปริมาณการขนส่งสินค้ามีจำนวนลดลง
น.ท. ประทีป วิจิตรโท รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)หรือ ทอท. เปิดเผยภายหลังจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้กลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า พบว่าจำนวนผู้โดยสาร ปริมาณการจราจรทางอากาศ และ ปริมาณการขนถ่ายสินค้าทางอากาศมีจำนวนลดลง โดยในส่วนของผู้โดยสารมีตัวเลขใช้บริการเฉลี่ยต่อวันรวมทั้งสิ้นประมาณ 55,737 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 44,149 คน ผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 11,588 คนจากเดิมที่ก่อนหน้านี้มีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยต่อวันรวมทั้งสิ้นประมาณ 100,000 คน/วัน หรือลดลงร้อยละ 44.36
น.ท.ประทีปกล่าวว่า ในส่วนของสายการบินนั้น พบว่าขณะนี้สายการบินต่าง ๆ ได้กลับมาเปิดให้บริการที่ ทสภ. ครบทั้ง 105 สายการบินแล้ว อย่างไรก็ตามปริมาณเที่ยวบินยังคงไม่เพิ่มเท่ากับสภาวะปกติ โดยปัจจุบันมีจำนวนเที่ยวบินให้บริการรวมทั้งสิ้นเฉลี่ยวันละ 496 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 362 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 134 เที่ยวบิน หรือลดลงร้อยละ 25.91 จากเดิมมีจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยวันละประมาณ 714 เที่ยวบิน/วัน ในส่วนของการให้บริการขนถ่ายสินค้าทางอากาศนั้นมีจำนวนลดลงเช่นกัน โดยปัจจุบันมีตัวเลขการขนส่งสินค้าใช้บริการเฉลี่ยวันละ 2,395 ตัน จากเดิมที่มีตัวเลขการขนส่งสินค้าเฉลี่ยวันละ 3,365 ตัน หรือลดลงร้อยละ 28.83
นท.ประทีปกล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าจำนวนตัวเลขการใช้บริการต่าง ๆ ที่ ทสภ. น่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายลง นอกจากนี้ ทสภ. ยังคงยืนยันเป้าหมายที่จะพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการต่าง ๆ ใน ทสภ. ให้ดีขึ้น เพื่อให้พร้อมก้าวสู่การเป็น ท่าอากาศยานที่มีบริการดีเด่นติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในปี 2552
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51