ที่มา thaifreenews
บทความ โดย Bugbunny
ครอบครัวพนมยงค์ในฐานะเจ้าภาพจัดงานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยไปร่วมงานดังรายละเอียด ต่อไปนี้
เสาร์13 ธันวาคม
นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬา เชิญร่าง "อาจารย์ใหญ่" สู่วัดประชาธิปไตย (วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)
สวดศพ 1 คืน เริ่มสวด เวลาทุ่มตรง
อาทิตย์ 14 ธันวาคม
ทำการฌาปนกิจ
เจ้าภาพประเมินจากการจัดงานไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี เมื่อเดือนพค. ปี 50 ว่า น่าจะมีผู้ "รักใคร่ชอบพอกัน" ไปร่วมงานราว 3,000 คน
จันทร์ 15 ธันวาคม
เก็บอัฐิ แล้วนำไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยา
ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกรุ่น ทุกวัยเข้าร่วมงาน
ขอกระซิบว่า ถึงเป็นงานศพแบบไม่รับเกียรติยศใด ๆ แต่รับรองว่า ไม่ธรรมดา แน่นอน
ท่านใดที่ต้องการร่วมเป็นเจ้าภาพ หรือเสนอแนะกิจกรรมใด ๆ กรุณาติดต่อโดยตรงที่ครอบครัวพนมยงค์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, December 12, 2008
งานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ
ด่วนมาก! ..สำหรับคนจะไปงานชุมนุมพรุ่งนี้
ที่มา thaifreenews
โดย : แม่ปังคุง เมื่อวันที่ : ศุกร์ ที่ 12 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551
ขอประชาสัมพันธ์จากกลุ่มปราบกบฎนะคะ
สำหรับชาวเสื้อแดงที่จะไปงานที่สนามศุภฯ พรุ่งนี้ หากต้องการเข้าร่วมลงชื่อเพื่อยื่น UN ให้ตรวจสอบผู้อยู่เบื้องหลัง พธม. และการยึดสนามบิน กรุณา
1. เตรียมสำเนาบัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้านไปด้วยอย่างละ 1 ชุด พร้อมเซ็นกำกับรับรองสำเนาถูกต้อง ให้เรียบร้อย
2. ในวันงานพรุ่งนี้ จะมีกลุ่มนักรบไซเบอร์มีป้ายคล้องคอเดินมาเพื่อรวบรวมรายชื่อ ขอให้เข้าไปติดต่อได้เลยค่ะ
แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะเพื่อนๆ ..ใช้สิทธิ์ที่เรายังมีอยู่เสียก่อนที่จะโดนปล้นไปค่ะ
ความจริงประเทศไทยกระหึ่มก้องฟ้องโลก ร่วมสร้างประวัติศาสตร์เสาร์13สนามศุภแตก
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 ธันวาคม 2551
มารครองเมืองกลัวประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยสำแดงพลัง ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือสั่งห้าม3เกลอจัดรายการความจริงวันนี้ทางเนวินบรอดแคสติ้งเทเลวิชั่น(NBT) และต่อรองไม่ให้อดีตนายกฯทักษิณโฟนอิน หากยังเอาไม่อยู่จะบล๊อกกลางอากาศ แต่ผู้จัดความจริงประเทศไทยยืนยันเสาร์13กระหึ่มสนามศุภฯกู่ก้องฟ้องโลกแน่ อุบไต๋วางแผนทะลวงบล็อกเรียบร้อย เชิญชาวเสื้อแดงร่วมสร้างประวัติศาสตร์มีพื้นที่จำกัดแค่35,000ที่นั่ง ประตูเปิด10โมงเช้าเป็นต้นไป
ก่อนการจัดชุมนุมใหญ่"ความจริงประเทศไทย"ในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวันสุกดิบ เพราะไปคาบเกี่ยวกับการเปิดสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 15 นี้ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมรับว่าการโฟนอินของอดีตนายกฯทักษิณจะเป็นตัวแปรสำคัญให้ประชาธิปัตย์อาจจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ล่าสุดจึงมีความพยายามสะกัดกั้นทุกวิถีทาง
สั่งแบน3เกลอความจริงวันนี้พ้นเนวินทีวี
เริ่มจากการสั่งปิดตายไม่ให้3เกลอ"วีระ-ณัฐวุฒิ-จตุพร"ใช้รายการความจริงวันนี้ทางNBTประชาสัมพันธ์งานได้ โดยให้แบนรายการในวันที่11-12ธ.ค. และอาจแบนยาวแบบถาวรจากการเปิดเผยของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จนฝ่ายประชาธิปไตยประนามการกระทำดังกล่าวว่าโทรทัศน์Nevin Broadcasting Television-NBTว่าเป็นการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ หลังจากนายเนวินแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายประชาธิปัตย์ โดยที่อยู่ภายใต้อิทธิพลการบีบคั้นของผู้นำกองทัพ ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยอมรับว่านักการเมืองมาฟอร์มรัฐบาลประชาธิปัตย์ในกองทัพจริงๆ และกองทัพทำไปตามที่"สังคม"ต้องการ แต่จริงๆเป็นการทำตามความประสงค์ของอภิสิทธิ์ชนชั้นนำของไทย
เอากันด้านๆขอไม่ให้แม้วโฟนอินแลกเดินหน้าเพื่อไทยตั้งรัฐบาล
นอกจากนั้นยังมีแรงบีบผ่านนายเสนาะ เทียนทอง ที่พยายามเสนอสูตรรัฐบาลเพื่อชาติแข่งกับฝ่ายประชาธิปัตย์ โดยนายเสนาะกล่าวว่า กล่าวว่า "ผมคิดว่า ขอร้องไม่ให้โฟนอินได้ ถ้าให้ผมทำหน้าที่นี้ อย่าพูดกับผม เสื้อแดงก็คงไม่มี ผมประกาศตรงนี้ก็เหมือนประกาศ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ผมกำชับแล้วว่าจะให้ผมทำงานเรื่องนี้อย่าทำอะไร ตอนนี้เหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมถอยหรือไม่ ถ้านายอภิสิทธิ์ฝันต่อก็ช่วยไม่ได้ สู้กันในสภา" นายเสนาะ กล่าวและว่า จนถึงขณะนี้ยังเชื่อว่า ไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นให้ปฏิวัติดีกว่า
3เกลอยันกระหึ่มเหมือนเดิม แม้วโฟนอินหมดเปลือก เตรียมแผนทะลวงบล๊อกไว้แล้ว
นายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ พร้อมด้วย 2 ผู่ร่วมดำเนินรายการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ในวันที่ 13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ว่า ประตูงานจะเปิดในเวลา 10.00 น. และมีการจัดซุ้มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่รอบบริเวณการจัดงาน จากนั้นในเวลาเที่ยงจะมีดนตรีแสดงสด และเปิดเวทีปราศัยในหัวข้อ รัฐประหารซ่อนรูป ในเวลาประมาณ 16.00 น. พร้อมกับได้จัดเตรียมที่นั่งสำหรับประชาชนผู้ร่วมงานไว้ประมาณ 3 หมื่นที่นั่ง
ส่วนการต่อสายโทรศัพท์(โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านในรายการ ทราบมาว่าอาจจะมีการบล๊อคสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีการโฟนอินเกิดขึ้น ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ทั้งนี้จะยังมีการถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมคนเสื้อแดงในจ.ต่างๆ อย่างทั่วถึงผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนทซ์ แต่ทั้งนี้จะโฟนอินเวลาไหนนั้นยังไม่ขอระบุ
ขณะที่นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงประเด็นการที่รายการความจริงวันนี้ได้งดออกอากาศในเมื่อคืน (11ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สอบถามไปยังนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และนายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึงสาเหตุการงดออกอากาศกระทันหัน จากปกติต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้ตนได้สืบทราบมาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนายสุริยงค์ได้เปรยๆมาว่า ในช่วงหลังของรายการได้นำเสนอเนื้อหาที่แรงจนเกินไป ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีความเข้มข้นในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนอย่างแน่นอน
"ฝากบอกนักรบไซเบอร์ส กรุณากระจายข่าวผ่านช่องทางอื่นๆให้มากที่สุดด้วย และให้ย้ำว่า อย่าเชื่อข่าวลือใดๆ ไม่มีการยกเลิกวันที่ 13 ที่สนามศุภฯ เด็ดขาด ทุกอย่างพร้อมจะมีอะไรๆ ที่ไม่เคยพูด เอามาขยาย และ โฟนอิน มีแน่นอน อย่างที่บอกเป็นสิ่งที่จะถูกขยายความทั้งหมด"
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนรายละเอียดเนื้อหาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดนั้น เบื้องต้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บอกกับตนว่า จะครอบคลุมถึงมุมมองความจริงประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในทุกๆ เรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยพูดที่ไหน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี จนมาถึงการรัฐประหาร และล่าสุด การจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาลในขณะนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะแฉ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตรงนี้ขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าที่ตนได้คุย พ.ต.ท.ทักษิณ บอกจะพูดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองที่ผิดธรรมชาติให้ทุกคนได้รู้ จึงอยากให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยติดตามการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้ให้ดี
ส่วนที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การโฟนอินครั้งนี้ เพราะต้องการเรียก ส.ส.กลับมาพรรคเพื่อไทยนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนควรจะฟังให้ดี และจะได้คิดได้ว่าเป็น ส.ส.เพราะใคร

เสียดายที่นั่งจำกัดแค่35,000ที่นั่ง
สนามศุภชลาศัย (Supachalasai Stadium) เป็นสนามกีฬากลางแจ้ง มีลู่วิ่งสังเคราะห์เพื่อจัดการแข่งขันกรีฑา มีอัฒจันทร์โดยรอบ มีหลังคาหนึ่งด้าน ความจุรวม 35,000 ที่นั่ง ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นาวาโทหลวงศุภชลาศัย ร.น. อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา

หลวงศุภชลาศัย เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรสายทหารเรือ มีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดทำหน้าที่นำเรือไปอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล นิวัติยังพระนครในขณะที่คณะราษฎรยึดอำนาจในกรุงเทพฯไว้ โดยคณะราษฎร์ยื่นคำขาดให้สมเด็จพระปกเกล้าเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ทรงยินยอมจะถือว่าทรยศต่อชาติ และจะหาผู้เหมาะสมเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแทน ซึ่งสมเด็จพระปกเกล้าได้ตกลงเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ด้วยพระราชขัตติยะมานะ พระองค์ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯโดยรถไฟ แทนที่จะกลับทางเรือกับหลวงศุภชลาศัย
Los Angeles Timesสรรเสริญพระบารมีพระมากพ้นรำพัน

โดย W. Scott Thompson
ที่มา Los Angeles Times
Bhumibol, Thailand's remarkable king
The 81-year-old built up, and now wields, considerable power over his country.
Awise Western diplomat, commenting on how much Thailand has changed, expressed the common view of the current crisis that this was one that the revered king, Bhumibol Adulyadej, could not sort out -- as he has done so well in all the political crises of his 62-year reign. After all, thousands of anti-government protesters managed to shut down two airports for days, stranding 300,000 tourists, and the Constitutional Court dissolved the ruling party and banned Prime Minister Somchai Wongsawat from politics for five years. Furthermore, although Somchai's brother-in-law and the king's nemesis, former Prime Minister Thaksin Shinawatra, is in exile, he remains popular in rural areas, still has billions of dollars and many more in-laws to stand in for him in Thailand.
Thailand is like few other places. Since 1932, a constitutional monarch has reigned with few defined powers. But the current king has risen almost to the "absolute" authority status of his grandfathers. The politics since Bhumibol became king in 1946 has been Western-style constitutions with elections alternating with coups (18 and counting) at regular intervals. Some of the military leaders have been inspired; most have been tiresome and backward looking. The Thai say "mai pen rai" (let it be) whenever the soldiers march.
However, there is also a view that differs from the diplomat's: that the king is in fact -- just after celebrating his 81st birthday in a hospital -- savoring a very special and long-crafted victory. If so, in addition to being the longest-serving monarch in the world and the richest monarch in the world, he might be a king who not only reigns but rules. He's a gentle man in appearance, but this crafty politician ascended to his current position through Tammany Hall-style deals throughout the kingdom.
Bhumibol came to the throne inauspiciously enough, when his brother was mysteriously killed in 1946. The military junta that actually controlled the country kept young Bhumibol in his place. "When I opened my mouth, they [the generals] would say, 'Your Majesty, you don't know anything,' " Bhumibol once recalled. "So I shut my mouth. I know things, but I shut my mouth." In 1957, the junta leaders were outgunned by a new regime that sought to use the king to promote its own popularity. He outmaneuvered them and has step by step moved ever upward in popular esteem.
In 1973, I asked Prince Birabhongse Kasemsri, later Thailand's ambassador in Washington and after that the king's senior assistant, why the king with his emergent strength didn't depose the comical and corrupt figures running the country. He said the kingdom must save the king for when there was no one else to save it.
That day came sooner than expected, when, later that year, students back from Europe and from Bangkok's growing universities, filled with new ideas, demanded democracy. In a style that has become all too apparent, Bhumibol waited until the ruling trio and the thousands of students were at equipoise, and then sent the trio into exile.
During the 1980s, the king's power was near absolute. Washington in the age of Jimmy Carter was demanding democracy throughout the Third World, so the palace permitted a pliant general, Prem Tinsulanonda, to rule in the king's name, but no one in the know had any doubts about who was calling the shots. And meantime, the economy was also shooting through the roof. It was too great a combination for anyone to dare or wish to stop it.
In 1992, another general misfired and attempted to put down an uprising of students and democracy promoters. After enough carnage, in much the same pattern of 1973, the king waited -- and then summoned the prime minister and leader of the protesters to a televised meeting. The world saw both of them literally crawling on the palace floor up to the throne to receive his (democratic -- or monarcratic) dispensation. Thailand then had a quiet decade, even surviving the seismic challenge of the 1997 economic collapse.
Then, in 2001, came the biggest challenge ever to Bhumibol. Thaksin Shinawatra found a formula for enchanting the rural vote while ignoring the self-styled democrats in Bangkok and pulled off an electoral landslide to become prime minister. With so much strength and a fortune amassed largely from a government-granted cellphone concession, Thaksin made the mistake of wondering why the old man, now moved to his seaside palace in the south, should be permitted such sway. He didn't move openly against the king, but in a thousand ways tried to cut him down to size.
But it wasn't the king who was cut down to size. In 2006, with a nod from the palace, the army sent Thaksin packing. The new government, though, was lazy, and the rest is history: two years of uncertainty, protests in the streets, the economy nose-diving and finally the People's Alliance for Democracy blockading the airports. The alliance's rise and Somchai's ouster wouldn't have happened without a tacit palace blessing, while factions in the army awaited further palace encouragement.
Meantime, the British have frozen Thaksin's assets in Britain and revoked his visa. So Thaksin's other asset -- his rural popularity -- can only decline while the king waits to see what Thaksin will try next.
But this time, does the king need a magic wand? For he has worked his magic slowly over the last few years, letting Thaksin become his own worst enemy, overreaching and doing the unthinkable -- undermining the throne. Thaksin has become like the late shah of Iran, seeking refuge for himself, his family and his assets. No one wishing the goodwill of Thailand will dare give it, for Bhumibol -- who, according to the prophecy, may be the last of the Chakri dynasty -- has become its greatest monarch.
Thailand will soon quiet down, the economy will once again boom and visitors will throng to its temples and beaches. And, with any luck, this king will be around for a good while longer to savor his victory.
W. Scott Thompson, professor emeritus of international politics at the Fletcher School of Law and Diplomacy at Tufts University, is an expert on Southeast Asia now living in Bali and Manila.
BBC : Thailand reverts to old-style politics
ที่มา Thai E-News
โดย Jonathan Head
ที่มา เวบไซต์ BBC
12 ธันวาคม 2551
"It's over, Boss." With those three words, veteran politician Newin Chidchob finally broke the deadlock that has paralysed Thailand for the past three years.
They were uttered in a phone conversation with Thaksin Shinawatra last week, the man to whom Mr Newin had been faithful for almost eight years, as the exiled former prime minister pleaded with him to reconsider his decision to defect to the opposition Democrats.
Mr Newin was also the first to break the bonds of money and genuine loyalty which have made the Thaksinistas the most powerful political force in Thailand for the past decade.
And he (Newin) shattered any final illusions that might still have been harboured here that, a decade ago, Thailand's politics had entered a new age with the adoption of a new, populist constitution, and the rise of a new, populist party.
For Newin Chidchob has now reverted to type - the type being a provincial strongman, schooled in the rough-house politics of one of Thailand's roughest neighbourhoods, Buri Ram, who simply sells his team of MPs to the highest bidder.
This is what Mr Newin (who was named by his father after the notorious Burmese General Ne Win) did before the formation of Thaksin Shinawatra's Thai Rak Thai party in 1998. It is what every other provincial godfather did.
Corruption scandals
These men dominated business and politics in their regions, offering voters a tantalising vision of abundant new development money if their votes gave the faction a shot at a cabinet position.
They would then collect as many loyal MPs around them as they could after the election campaign, which they funded generously, and offer the support of those MPs in parliament to whichever prospective government made them the most attractive offer.
This practice delivered Thailand a succession of short-lived, messy coalition governments in the 1990s, better known for corruption scandals than good governance.
It was under such governments - in which Mr Newin participated - that Thailand sleep-walked into the catastrophic 1997 financial crisis.
Appalled by the calibre of their politicians, Thailand's middle-class applauded the birth of a new constitution in the same year - the country's 16th, but the first to be drawn up after extensive consultation with NGOs and other representatives of civil society.
A party emerges
This constitution was the first to enshrine protection of human rights and freedom of expression. It created a number of independent bodies that were given legal powers to rein in corruption.
But the new charter also had another objective. Several of its articles, like the one restricting MPs' freedom to jump from one party to another, were intended to strengthen political parties in the hope that Thailand would progress to a more stable parliamentary system, as in western Europe.
Its drafters (the 1997's constitution) hoped this would nurture a new breed of clean, professional politicians to replace the corrupt old godfathers.
One of those goals, producing stronger parties, was realised with surprising speed.
Thaksin Shinawatra, an ambitious provincial businessman who had made a fortune from telecoms, and managed to keep it during the financial crisis, built a new-style party called Thai Rak Thai (Thais Love Thais).
It used modern marketing methods and a raft of new, populist policies to win the support of the rural electorate. It encouraged mass party membership, and its appeal went right over the heads of the godfathers, making Mr Thaksin an instant political superstar.
The godfathers did not go away. Instead, recognising this new political phenomenon, they opted to move under the Thai Rak Thai umbrella. Newin Chidchob was one of them.
Mr Thaksin's wealth and personal popularity gave him a far stronger hand in dealing with the godfathers than any other party in Thailand's history, so his governments were not crippled by the demands of coalition partners, as his predecessors had been.
In 2001 he became the first prime minister in Thai history to complete a four year term in office. In the 2005 election he became the first prime minister to win an outright majority.
He inspired passionate loyalty among his lieutenants, among them Mr Newin, and he left the Democrats, Thailand's oldest party, floundering.
Thailand seemed to have put the era of weak coalition governments behind it.
Fading force
The story of how Mr Thaksin turned a position of such strength into his situation today - where he is a fading political force, stuck in exile - has been written about extensively elsewhere.
But it is only now, when the newspapers are carrying front-page photographs of the clean-cut Democrat leader Abhisit Vejjajiva giving a bunch of roses to Newin Chidchob, once the mortal enemy of the Democrats and every bit the old-style godfather, that it is clear Thailand has come full-circle.
After three years of turmoil, old politics is back, where politicians of whatever persuasion can climb into bed with whoever gives them a shot at power.
It is a depressing scenario, one which finally buries all the high hopes that were raised by the 1997 constitution.
Doubtless many of those now embracing old politics again, perhaps even Mr Abhisit and Mr Newin, do not feel particularly good about it.
Blame for this will be fired in many directions - at Mr Thaksin, at the military, at the Democrats, at the monarchy even, whose role in recent events is till unclear.
But at a time when Thailand is confronting its worst economic outlook since the disastrous events of 1997, old politics is unlikely to give it a government capable of meeting the challenge.
Copyright BBC UK, 2008
------------------------------------------------------------
สรุปย่อบทความโดย คุณ noname จากเวบบอร์ด ประชาไท
ยาวสักหน่อยนะครับ กับบทความนี้ แต่เขียนได้เนื้อหาครอบคลุม เรื่อง "การเมืองระบบเก่า"ของไทย ได้ค่อนข้างดี
โดยมีการบอกเล่าถึงระบบการเมืองเก่า (น้ำเน่า) ของไทยว่า เกิดจากการที่มี "เจ้าพ่อ" (Godfather) ไปรวบรวมกลุ่มขึ้นมา เพื่อต่อรองอำนาจ และขายให้กับคนที่ให้ราคาต่อรองสูงสุด ซึ่ง โจนาทาน เองก้อมองว่า เนวิน ก้อคือหนึ่งในเจ้าพ่อระดับท้องถิ่นคนนั้นเช่นกันครับ เพราะเนวินก้อคือคนหนึ่ง ที่เดินเข้าซบปีก พรรคไทยรักไทย ของคุณทักษิณ เหมือนกับบรรดาเจ้าพ่อทั้งหลาย แต่คุณทักษิณมีสิทธิขาดมากกว่า ในการควบคุม ทั้งยังมีอำนาจการต่อรองดีกว่า จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการที่บรรดาเจ้าพ่อเหล่านี้ เข้าไปรวมกับพรรคไทยรักไทย มากนัก
อ้อเกือบลืมไป บทความยังได้เตือนความจำด้วยนะคับว่า ก้อเพราะไอ้การเมืองแบบเก่า (น้ำเน่า) นี่ล่ะ ที่ทำให้ได้รัฐบาลที่ "เดินละเมอ" นำประเทศไทยเข้าสู่ปัญหาด้านการเงิน วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปีเดียวกับที่ได้รับ รัฐธรรมนูณ 40 มา โดยที่ตัวเนวิน เองก้อนั่งเป็น รัฐมนตรี คนนึงในรัฐบาลนั่นด้วย (ฮา)
ที่สำคัญ บทความยังได้เท้าความถึง รัฐธรรมนูญ 40 ที่ถูกร่างขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างความแข็งแรงให้กับพรรคการเมือง และระบบการตรวจสอบป้องกันการทุจริต โดยได้ระบุว่า วัตถุประสงค์ในเรื่องการสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็งนั้น ได้ผลดีมาก โดยเห็นได้จากพรรค ไทยรักไทย ที่ก่อตั้งโดยคุณทักษิณ แต่ในที่สุด คุณทักษิณ ก้อโดนโยนออกจากอำนาจทั้งๆ ที่มีอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จในมือ (เขาว่าเรื่องนี้มีคนเขียนเยอะแยะไปหาอ่านได้เอิ๊กๆ)
โดยการจับมือกันล่าสุดของ เนวิน-อภิสิทธิ์ ได้ทำภาพของความยุ่งเหยิงทางการเมืองไทยใน 3 ปีที่ผ่านมาให้ครบวงจรได้ นั่นคือ "การกลับมาซื่งรูปแบบการเมืองแบบเก่า" ที่กลุ่มการเมือง จะต่อรองอำนาจ และพร้อมจะกระโดดขึ้นเตียง ร่วมเคียงกับใครก้อตาม ที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า
และที่สำคัญ "เป็นอำนาจระยะสั้น" ซึ่งส่งผลให้เกิดการลดเสถียรภาพทางการเมืองอีกด้วย และ รัฐบาลที่เป็นดอกผลจากระบบการเมืองเก่าแบบนี้ คงจะไม่น่าที่จะมีศักยภาพเพียงพอ จะรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่กำลังประดาเข้ามาเป็นแน่
'ความจริงวันนี้'ลั่นก๊อก2รับมือ'บล็อกสัญญาณ'ทักษิณโฟนอิน'
ที่มา ประชาทรรศน์
'ความจริงวันนี้' งัดแผนรับมือบล็อกสัญญาณ 'ทักษิณโฟนอิน' ลั่นรวมพลคนเสื้อแดง 13 ธ.ค.นี้มีทีเด็ดเพียบ พร้อมเปิดโปงหลักฐานมัดตัวเด็กหนีทหาร 'ณัฐวุฒิ' โวยลั่น! NBT สั่งแบนรายการพ้นจอตู้ ระบุเป็นเกมการเมือง
ที่สนามศุภชลาศัย วันนี้(12ธ.ค.) นายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ พร้อมด้วย 2 ผู่ร่วมดำเนินรายการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ในวันที่ 13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้
โดยกล่าวถึงการต่อสายโทรศัพท์(โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านในรายการโดยระบุว่า ในการจัดงานวันพรุ่งนี้ตนทราบมาว่าอาจจะมีการบล๊อคสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีการโฟนอินเกิดขึ้น ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ทั้งนี้จะยังมีการถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมคนเสื้อแดงในจ.ต่างๆ อย่างทั่วถึงผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ แต่ทั้งนี้จะโฟนอินเวลาไหนนั้นยังไม่ขอระบุ
ส่วนกรณีการที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายจตุพร กล่าวว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จจริงก็ขอให้เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า มีประชาชนหลายฝ่ายเกิดความสงสัยว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ยอมให้ส.ส.ในสังกัดไปร่วมปราศรัย ชุมนุมปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องเร่งตอบคำถามโดยเร็ว
นอกจากนี้นายจตุพรกล่าวถึงเนื้อหาที่จะพูดในรายการโดยกล่าว ตนจะนำข้อมูลเอกสารที่ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งจะอ่านรายละเอียดทุกตัวอักษร เนื่องจากการหนีทหารนั้นอาจจะทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งอาจจะเป็นตัวประกันของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เนื่องจากหากมีการขัดแย้งเรื่องการของบประมาณทหารไม่ได้ พล.อ.อนุพงษ์อาจนำมาเป็นประเด็นในการต่อรองหรือเปิดเผยได้ที่หลัง
ขณะที่นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงประเด็นการที่รายการความจริงวันนี้ได้งดออกอากาศในเมื่อคืน (11ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สอบถามไปยังนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และนายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึงสาเหตุการงดออกอากาศกระทันหัน จากปกติต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้ตนได้สืบทราบมาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนายสุริยงค์ได้เปรยๆมาว่า ในช่วงหลังของรายการได้นำเสนอเนื้อหาที่แรงจนเกินไป ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีความเข้มข้นในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเตรียมจัดงานความจริงวันนี้สัญจร โดยประตูจะเปิดเมื่อเวลา 10.00 น. และมีการจัดซุ้มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่รอบบริเวณการจัดงาน จากนั้นในเวลาเที่ยงจะมีดนตรีแสดงสด และเปิดเวทีปราศัยในหัวข้อ รัฐประหารซ่อนรูป ในเวลาประมาณ 16.00 น. พร้อมกับได้จัดเตรียมที่นั่งสำหรับประชาชนผู้ร่วมงานไว้ประมาณ 3 หมื่นที่นั่ง
ฉิบหาย!ท่องเที่ยววอด8แสนล้าน
ที่มา ประชาทรรศน์
* ม็อบโกเต๊กซ์ตัวเร่งตกงาน-ศก.ไทยติดลบ
“ณรงค์ชัย อัครเศรณี” ประเมินความเสียหายจากการยึดสนามบินของม็อบชั่วพันธมิตรฯ ระบุเฉพาะการท่องเที่ยวรายได้หดไปกว่าครึ่ง เสียหายไม่น้อยกว่า 8 แสนล้านบาท แถมอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่แค่ 0.75% เพราะที่ผ่านมาฝากความหวังไว้กับการท่องเที่ยวเป็นหลัก แถมการชุมนุมของ พธม. ยังเป็นตัวกระตุ้นให้คนตกงานเร็วขึ้น ขณะที่ม็อบเทวดาออกโรงฟ้องกลับ “หมอเหวง” อ้างแจ้งความเท็จ พูดหน้าตาเฉยไม่ได้ทำให้สนามบินเสียหาย การชุมนุมทุกอย่างทำไปตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ขู่รวดไม่เว้นตำรวจใครแตะต้อง จ่อฟ้องกลับเรียงตัว
* นปช.จี้นายกฯคนใหม่สะสางคดีม็อบพันธมิตรฯ
แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง พร้อมประกาศสลายตัวการชุมนุมทางการเมืองที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลกคือ 193 วัน ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้อย่างประเมินค่าไม่ได้ และส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน โดยไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเยียวยาอีกมากน้อยแค่ไหน
มีการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจจากสำนักเศรษฐกิจต่างๆออกมามากมายโดยต่างก็มองแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าด้วยความกังวล
ท่องเที่ยวเจ๊ง-ศก.วอดวาย
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นักเศรษฐศาสตร์คนดังจาก บ.ซีมิโก อดีตประธานบริหารเอ็กซิมแบงก์และอีกหลายตำแหน่ง ได้ออกมา ให้ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดว่า หากการเมืองยังวุ่นวายอีก อัตราเติบโตเศรษฐกิจปี 2552 อาจติดลบ
เพราะขณะนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเติบโตแค่ 0.75% แต่ถ้ามีรัฐบาลเร็วตัวเลขอาจจะขึ้นไปถึง 1% ทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน สำนักต่างๆทั้งของรัฐและเอกชน ต่างมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าที่ถูกกดดันจากความเสี่ยงของวิกฤติเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองในประเทศระดับหนึ่ง ว่าจะเติบโตระหว่าง 2.5-5% โดยฝากความหวังไว้กับ รายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
แต่หลังจากเกิดเหตุ ตัวเลขคาดการณ์ถูกลดลงเหลือเพียง 0-2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับจากปี 2544
พธม.ทำฉิบหาย8แสนล้าน
เหตุผลที่แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าไม่สดใสนัก เพราะความเสี่ยงจากการปิดล้อม 2 สนามบิน สุวรรณภูมิและดอนเมืองของพันธมิตรฯ ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายนถึง 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และทำให้แนวโน้มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ทุกอย่างพินาศในชั่วเวลาข้ามคืน จากเดิมที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 13-14 ล้านคน ก็ลดลงเหลือเพียง 6-7 ล้านคน หรือหายไปครึ่งหนึ่งโดยประมาณซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 8 แสนล้านบาท
นอกจากนี้แหล่งข่าวนักวิชกากรแรงงานยังระบุด้วยว่านอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะทำลายเศรษฐกิจเสียหายย่อยยับแล้ว ยังเป็นตัวเร่งให้มีปริมาณการตกงานสูงขึ้นและเร็วขึ้นอีกด้วย โดยจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะมีคนตกงานเฉียด 1 ล้านคนในปีหน้า ขณะที่พบว่ามีจำนวนนับแสนคนแล้วที่ตกงานและอาจสูงถึง 1.5 ล้านคนในปีหน้า
ตร.เดินหน้าเล่นงานนายทุนม็อบ
ด้านพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า กรณีการส่งรายชื่อบริษัทห้างร้านจำนวน 66 บริษัทที่ตำรวจสันติบาลมีข้อมูลว่า อาจให้การสนับสนุนทางการเงินกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทำการปิดล้อมท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อ ปปง.เพื่อตรวจสอบ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยังไม่ใช่การตัดสินหรือพิจารณาแล้วว่า บริษัททั้งหมดมีการกระทำผิดจริง
โดยระหว่างนั้น หากบริษัทห้างร้านใดมีพยานหลักฐานว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็สามารถชี้แจงต่อ ปปง.ได้ ซึ่งเมื่อตรวจสอบในทางลึกแล้ว ปปง.อาจเห็นว่ามีไม่ถึง 66 บริษัท ที่กระทำผิดตามข้อมูลของตำรวจสันติบาลก็เป็นได้ ขอให้ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าวิตกกังวล เพราะตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ระบุไว้ชัดเจนในมาตรา 61 ว่า ถ้ากรรมการผู้จัดการ หรือ บุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลสามารถพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น ก็ไม่ต้องรับผิด
ตรวจสอบรายชื่อการ์ดม็อบชั่ว
ทางด้าน พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ พรหมสวัสดิ์ ผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพบศพชายถูกฆ่ามัดมือยัดใส่ถุงดำอยู่ภายในคลังสินค้าสนามบินดอนเมืองว่า ในวันนี้ทางพนักงานสอบสวนจะประสานไปยังแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อให้มีการตรวจสอบรายชื่อการ์ดพันธมิตร ส่วนกำหนดเวลาที่จะทราบว่าเป็นการ์ดพันธมิตรหรือไม่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ต้องตรวจสอบไปยังแกนนำผู้ที่ตนรับผิดชอบสำรวจรายชื่อและตัวบุคคลอย่างละเอียดอีกครั้ง ผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง ยังกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมขณะนี้ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าผู้ตายเป็นการ์ดพันธมิตรแน่นอน เนื่องจากตรวจสอบสภาพศพผู้ตายพบเพียงแต่งกายลักษณะคล้ายการ์ดและพบเพียงแหวนรุ่นนักเรียนนายร้อยอบรม ซึ่งเป็นการทำเลียนแบบขึ้นมาเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีญาติของผู้ตายมายืนยันศพดังกล่าว
ณัฐวุฒิจี้นายกฯ อภิสิทธิ์ฟัน พธม.
ส่วนนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงจุดยืน หากได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วควรดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติหลังบุกยึด สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งหากไม่ดำเนินการก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้สนับสนุนให้สร้างความเสียหายแก่ประเทศ พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องไปยังอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่ไปสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี คิดดีแล้วหรือที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าท้ายที่สุดแล้วจะไม่เหลือใครแม้แต่ประชาชนที่ให้การสนับสนุน
ม็อบด้านฟ้องกลับหมอเหวง
หลังจากที่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชขาธิปไตย ได้ไปยื่นฟ้องร้อง 24 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบินสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติน้ะน
ในวันที่ 11 ธันวาคม กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้ออกมาฟ้องแก่เกี้ยวกล่าวหาว่า นพ.เหวง แจ้งความเท็จ
โดยเมื่อเวลา 11.30 น. ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 11 ธันวาคม 2551 เวลา 11.30 น. นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ได้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับพวกรวม 12 คน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายประสิทธิ์ ค่ายกนกวงศ์ นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ นางทรงชัย วิมลภัตรานนท์ และนางสุนันทา ธรรมธีระ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ร้องทุกข์กล่าวโทษข้อความอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 173
อ้างหน้าตาเฉยไม่ได้ปิดสนามบิน
ตามคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 12.00 น. จำเลยที่ 1-3 ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2-7 ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ พ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชากุล พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้สอบสวนดำเนินคดีซึ่งเป็นความผิดอาญากับโจทก์ทั้ง 12 คน ในข้อหากระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ซึ่งการกระทำนั้นมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนอันเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135 / 1 (2 )
โดยการแจ้งความร้องทุกข์ จำเลยที่ 1 กล่าวหาว่า การที่พันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ซึ่งได้นำชายฉกรรจ์ที่มีอาวุธครบมือเข้ายึดหอบังคับการบิน ถือว่าเข้าข่ายการก่อการร้ายสากล ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล และชาวต่างชาติก็ได้รับผลกระทบไม่สามารถเดินทางเข้าออกประเทศได้ และยังเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเสียชีวิตโดยประสบอุบัติเหตุขณะนั่งรถโดยสารไปต่อเครื่องที่สนามบินเชียงใหม่ เพราะไม่สามารถขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิได้
โดยเชื่อว่าการกระทำของพันธมิตรฯ จะกลายเป็นแบบอย่างให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายสากลใช้ลอกเลียนแบบอีกด้วย ซึ่งข้อความดังกล่าวล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น เพราะความจริงแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางไปที่สนามบินทั้งสองแห่งเมื่อวันที่ 25 พ.ย.เพื่อกดดันนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะเดินทางกลับจากประเทศเปรู โดยพันธมิตรฯ ไม่มีเจตนาปิดกั้นและไม่ได้เข้ายึดหอการบิน ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมินั้น นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ประกาศปิดสนามบินก่อนที่กลุ่มประชาชนจะเดินทางไปถึงสุวรรณภูมิ ส่วนสนามบินดอนเมืองประชาชนก็ชุมนุมอยู่บริเวณนอกอาคารไม่ได้เข้าไปรันเวย์หรือหอบังคับการบิน
พูดเต็มปากไม่ได้ทำเสียหาย
ดังนั้นการกระทำของพันธมิตรฯ จึงไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 135 / 1 (2) แต่อย่างใด และหลังจากที่พันธมิตรฯ ส่งมอบสนามบินทั้ง 2 แห่งแล้ว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ตั้งแต่เวลา 06.00 น. สนามบินดอนเมืองสามารถเปิดให้บริการตามปกติได้ โดยเที่ยวบินแรกเป็นของสายการบินไทย
นอกจากนี้ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รักษาการ รมว.คมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์วันที่ 3 ธ.ค.ว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความพร้อมและความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิพบว่าเครื่องมือต่างๆ ของท่าอากาศยานอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
ดังนั้นโจทก์ทั้ง 12 คน จึงไม่ได้ทำความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม โดยจำเลยทั้งเจ็ดรู้ดีอยู่ว่า โจทก์ทั้ง 12 คนและประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 135 / 1 (2) วรรคท้ายที่บัญญัติว่า การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย
ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ในวันที่ 30 มี.ค.2552 เวลา 09.00 น.
ขู่ฟ้องตำรวจถ้าแจ้งข้อหารุนแรง
ภายหลังนายสุวัตร ทนายความ กล่าวยืนยันว่า การกระทำของพันธมิตรฯ ไม่ใช่การก่อการร้าย เพราะไม่มีการระเบิดทำลายระบบขนส่งใดๆ ซึ่งนอกจากคดีนี้แล้วสัปดาห์หน้าเตรียมจะยื่นฟ้อง นพ.เหวง กับพวกอีกคดีต่อศาลแขวงพระนครเหนือในความผิดฐานเดียวกันด้วยที่ได้ร้องทุกข์แจ้งความเท็จต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และในการแจ้งความร้องทุกข์นั้นหากพบว่า นพ.เหวง กับพวกได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนอีกซึ่งเป็นความเท็จ ก็จะนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาลอาญาอีกคดีหนึ่งด้วย ซึ่งพันธมิตรฯ พร้อมจะฟ้องกลับทุกคดีหากมีการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง
ส่วนกรณี พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. จะเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ หลังจากที่นายเสรีรัตน์ ผอ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร้องทุกข์ และคดีที่ นพ.เหวง กับพวก กล่าวหาว่าพันธมิตรฯ ทำผิดข้อหาก่อการร้ายนั้น นายสุวัตร์ กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า ตนได้ยื่นหนังสือถึง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รักษาการ รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.จงรัก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตตามหลักนิติธรรม ในการดำเนินคดี โดยพันธมิตรฯ ยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดตาม มาตรา 135 / 1 (2) จึงให้ยกเลิกการตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งหากยังมีการตั้งข้อหาเกินจริงเหมือนที่เคยทำมาแล้วในข้อหากบฏ พันธมิตรฯ จะฟ้องกลับอาญากับทุกคนทันที
จ้องเล่นงานจงรักถ้าฟ้องปปง.
นายสุวัตร ยังกล่าด้วยว่า สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.จงรัก พยายามจะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบการบริจาคเงินให้กับกลุ่มพันธมิตร ฯ ว่าเข้าข่ายความผิดก่อการร้ายนั้น พล.ต.อ.จงรัก รู้ดีอยู่แล้วว่า การกระทำของพันธมิตรฯ ไม่ใช่ความผิดก่อการร้าย ดังนั้นหากยังจะดึงดันยื่นเรื่องต่อ ปปง. อีก พันธมิตรฯ จะฟ้องกลับ พล.ต.อ.จงรัก ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ที่เป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อให้บุคคลอื่นได้รับโทษทางอาญา
แม่ค้าโอดบอยคอตสินค้าพธม.
ขณะเดียวกันมีรายงานว่านางกรุณา คำหมาย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พันตำรวจตรี พิชิต เขตสกุล สารวัตรเวร โดยกล่าวหาว่า ถูกนายวีรพล วีรชาติญานุกูล ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ตลาดนัด ยูดี บาซา ที่ตนเองได้ทำการเช่าขายสินค้า โดยกลุ่ม นายวีรพล ได้ทำการตัดกุญแจและขนทรัพย์สินของตนไป
พื้นที่ที่ตนเองเช่าอยู่ ตนได้เช่าไว้จำนวน 5 ล็อก โดยจะเปิดขายสินค้าประเภทพวกเสื้อผ้า ซีดี และได้นำสินค้าที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯมาจำหน่ายและจ่ายแจก ร่วมกับสินค้าอื่น อาทิ สายรัดข้อมือ ต่างหู มือตบ เสื้อยืด ฯลฯ และวีซีดี
ทั้งนี้ในสัญญา ไม่ได้ระบุไว้ว่าจะต้องขายสินค้าอะไร เมื่อพบว่านำสินค้าที่เกี่ยวกับพันธมิตรฯมาจำหน่ายจ่ายแจก ทางเจ้าของตลาดนัด จึงสั่งให้เลิกขายสินค้านั้น ต่อมาตนได้ปิดร้านชั่วคราว เพื่อไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯที่กรุงเทพฯ แต่พอกลับมจะเปิดร้านเพื่อค้าขายต่อ ก็พบว่ามีคนมาจำหน่ายสินค้าแทนตนแล้ว โดยทางเจ้าของตลาด ไม่ได้แจ้งตนแต่อย่างใด
นางกรุณา กล่าวต่อว่า ตนได้กลับมาจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2551 ตนได้เข้าไปสอบถามว่าสินค้าที่ตนนำมาขายนั้นอยู่ที่ไหนแต่กลับไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งนายวรพล ให้คำตอบว่าจะยอมชดใช้เงินทุกบาทที่ได้ลงทุนไป แต่พอมาถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2551 เมื่อสอบถามความคืบหน้าอีกครั้ง กลับได้รับคำตอบว่า จะชดใช้เพียงครึ่งเดียวตนจึงได้เข้ามาแจ้งความดังกล่าว
เปิดสภาโหวตนายกฯคนใหม่15ธ.ค.นี้
ที่มา ประชาทรรศน์
ความเคลื่อนไหวฝุ่นตลบทางการเมืองยังเป็นที่จับตาและเป็นที่สนใจของหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคการเมืองที่จะช่วงชิงการนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
อภิสิทธิ์มั่นใจการเมืองไม่พลิก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แสดงความมั่นใจจะเป็นแกนนำในการรวบรวมพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ถึงแม้ความเคลื่อนไหวในการจับขั้วตั้งรัฐบาลยังไม่หยุดนิ่ง เพราะกลุ่มขั้วการเมืองเดิมที่มอบหมายให้นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ โดยคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจน
"เป็นธรรมดา เป็นสิทธิที่ทุกคนจะแสดงความคิดเห็นได้ แต่เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าทุกอย่างจะชัดเจน ผมเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีความหนักแน่น เห็นได้ชัดว่าคุยกันอย่างไรแนวทางก็จะเป็นอย่างนั้น"
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกสบายใจ และเชื่อว่ากรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุน ปชป.จัดตั้งรัฐบาลจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และยอมรับความรู้สึกของประชาชนที่มีกระแสต่อต้านการที่พรรค เปลี่ยนท่าทีไปรับการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งอยากจะชี้แจงว่าได้คุยกันแล้วมีแนวทางเดียวกันที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าไปทำหน้าที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องยอมรับภาระอันหนักหน่วง และกำไรทางการเมืองมีน้อย อีกทั้งไม่กังวลว่าจะส่งผลต่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และหากตนเองได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็จะเดินสายไปพบปะกับผู้ประกอบการทุกกลุ่มทุกองค์กร เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ
เพื่อนเนวินยันไม่ไปเพื่อไทย
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ยืนยัน ไม่เคยได้รับการทาบทามจาก นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้กลับมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ แต่หากนายเสนาะ ติดต่อมาทางกลุ่มก็พร้อมที่จะพูดคุย ในฐานะที่นายเสนาะ ถือเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และทางกลุ่มก็ให้ความเคารพนายเสนาะเสมอมา แต่คงไม่อาจเปลี่ยนใจให้ทางกลุ่มพลิกขั้ว กลับไปให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน
นายบุญจง ยังยืนยันว่ากลุ่มเพื่อนเนวินที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ยังคงมีตัวเลขสูงถึงกว่า 30 คน และไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อแรงกดดันจากกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกในกลุ่ม กลับไปจับขั้วกับพรรคเพื่อไทย และเชื่อมั่นว่าจะอธิบายให้กลุ่มผู้สนับสนุนในการเลือกตั้งสมัยหน้าได้อย่างแน่นอน
เพื่อแผ่นดินจับขั้วปชป.แน่น
ร้อยตรี(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันว่า พรรคจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งการที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคไม่ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เมื่อเย็นวานนี้ เป็นคำตอบชัดเจนแล้วว่า ไม่เห็นด้วยที่จะร่วมกับพรรคเพื่อไทย และไม่มีแนวคิดรัฐบาลเพื่อชาติรวมถึงข่าวที่ว่า ส.ส.จะออกไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย ก็ไม่เป็นความจริง มีแต่ ส.ส.จากพรรคอื่นจะมาขออยู่กับเพื่อแผ่นดินมากกว่า
ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ กล่าวว่าตามที่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะแถลงข่าวจับมือกับพรรคร่วมในวันนี้ คงไม่มี ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินไปร่วม เพราะ 4 พรรคร่วมเคยย้ำแล้วว่า จะดำเนินการอะไรจะต้องมีมติร่วมกัน ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ทาบทามเพื่อแผ่นดินบ่อยครั้งหรือไม่นั้น พล.ต.อ.ประชา น่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าตนเอง
รช.เชื่อรัฐบาลเพื่อชาติไปไม่ได้
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช โดยให้นายกรัฐมนตรีมาจากพรรคการเมืองเล็กที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน ว่า ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังการยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่สนับสนุนแนวคิดนี้ จึงไม่ส่งตัวแทนพรรคไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านนายเสนาะ เมื่อเย็นวานนี้ โดย พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับนายเสนาะ ต้องการไปร่วมงาน แต่นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และตน ไม่เห็นด้วย จึงแจ้งแก่ พล.อ.เชษฐา ว่าไม่ควรไป เพราะอาจทำให้เกิดความสับสน จึงทำให้ พล.อ.เชษฐา ยกเลิกการไปร่วมงานเลี้ยง
ขณะที่มีรายงานจากพรรคชาติไทยพัฒนาเช่นกันว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของนายเสนาะ เช่นเดียวกัน
"เสนาะ"มั่นใจตั้งรัฐบาลเพื่อชาติได้
นายกมล จิระพันธุ์วาณิช อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย และอดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคชาติไทย เปิดเผยว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ยังคงมั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ และไม่เสียกำลังใจแต่อย่างใด หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา 4 พรรคร่วมรัฐบาลไม่ตอบรับคำเชิญรับประทานอาหารค่ำ เพื่อหารือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจากที่เดินทางเข้าเยี่ยมเป็นการส่วนตัว โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย แต่อย่างใด
นอกจากนี้ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางเข้าหารือกับนายเสนาะ แล้ว โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า มาเยี่ยมเยียนในนามส่วนตัวเท่านั้นไม่มีเรื่องการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น
พผ.ชี้นายกฯไม่ควรมาจาก2ขั้ว
นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงการจับขั้วตั้งรัฐบาลว่า จนถึงขณะนี้ตนและผู้แทนในพรรค ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอว่า ในสถานการณ์แบบนี้ ควรยึดประเทศชาติเป็นหลัก ผู้ที่สมควรเป็นนายกฯ คนต่อไป ไม่น่าจะมาจากทั้ง 2 พรรคการเมือง เพราะเชื่อว่าหากพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล คนเสื้อแดงก็คงออกมาเคลื่อนไหว เช่นเดียวกัน หากให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ คนเสื้อเหลืองก็ต้องออกมาชุมนุมกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ที่เสนอ ไม่ใช่ต้องการให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี
ฟ้องกกต.ปชป.จับขั้ว"เนวิน"
เพื่อไทยเตรียมนำหลักฐานซีดีภาพถ่าย"เนวิน"จับขั้วประชาธิปัตย์ฟ้องกกต.เอาผิดฐาน เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามายุ่งการเมือง โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนเตรียมหลักฐานซีดี ภาพถ่ายจำนวน 12 รูป รวมทั้งคำสัมภาษณ์ต่างๆที่มีการจับขั้วตั้งรัฐบาล ต่อกกต. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายเนวิน ชิดชอบ อดีต111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 ก่อนหน้านี้กกต. เคยระบุว่าหากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองถือเป็นความผิด ทั้งนี้จะดูว่ากกต.เป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกใคร ดังนั้นกกต.ต้องให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจยื่นฟ้องกลับ เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและแกนนำคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิได้มาประชุมพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กลัว แต่กรณีพรรคประชาธิปัตย์เรามีหลักฐานชัดเจนเป็นภาพถ่ายที่นายเนวินและนายอภิสิทธิ์กอดกันเหมือนเป็นแฝดอิน-จัน ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยก็ต้องเอาหลักฐานมาดูว่ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจริงหรือไม่
เมื่อถามว่าที่ต้องการให้ดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์หรือนายเนวิน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การ ไปดึงเขามาทำความผิดมันผิดทั้งคู่ มันเหมือนโจร ถ้าอยู่เฉยๆเขาอาจไม่อยากร่วมก็ได้ แต่ไปดึงเขามา จึงขอเรียกร้อง กกต. ให้เรียกร้องให้ปฏิบัติเหมือนกันด้วยความเป็นธรรม
เมื่อถามว่าที่ยื่นเพราะพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตนทำหน้าที่ที่ตนเป็นส.ส. อย่าเอามาโยงกัน
อภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลจะยิ่งวุ่น
ด้านนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ไม่มีตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปร่วมหารือกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ถึงการตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ว่า ไม่ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง ไม่มีพรรคร่วมมาร่วมแถลงข่าวก็ไม่เป็นไร แต่ได้ตัวมาก็พอแล้ว ขณะนี้มีส.ส. อดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตยมาอยู่กับพรรคเพื่อไทย 3 คน คือ นางกรรณิการ์ เจริญพันธ์ ส.ส.สุรินทร์ นายอารยะ ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย และนายสมนึก เฮงวาณิชย์ ส.ส.บุรีรัมย์ ส่วนพรรคชาติไทยจะมา 3 คน พรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา 3 คน และพรรคเพื่อแผ่นดิน 7 คน ซึ่งจะเปิดเผยตัวในวันโหวตเลือกนายกฯ วันโหวตจึงห้ามกะพริบตา ว่าจะมีป่วย
ส่วนที่กลุ่มเพื่อนเนวินพูดว่าจะมีเสื้อแดงมาล้อมบ้านในวันโหวตเลือกนายกฯ ต้องดูว่าเป็นเสื้อแดงกลุ่มไหน เพราะอาจจะเป็นการหาทางลงของกลุ่มนั้น ที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน จะเดินไปบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า ผมไปไม่ได้ เพราะชาวบ้านจะฆ่าผม และอยากถามนายอภิสิทธิ์ว่าหากตั้งรัฐบาลแล้ว ไปไหนได้หรือ อย่างที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช บอกว่าจะกลายเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ไม่เชื่อก็คอยดู
อ้างส.ส.อีสานหันกลับมาหนุนพท.
ว่าที่ร.ต.พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ส.ส.อีสานเกือบทั้งหมดได้หันมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ตนยืนยันว่าวันนี้ส.ส.ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมีเกินครึ่งแล้ว รอเพียงวันเวลาที่จะโหวตเลือกนายกฯเท่านั้น เราจะสามารถตั้งรัฐบาลด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน แต่เรื่องตัวเลขจำนวนเท่าไรนั้นยังบอกไม่ได้ อยากฝากถึงส.ส.ที่ยังไม่กลับมาพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน พวกเรายังรอให้ท่านกลับมาร่วมชายคาเดียวกัน และอยากให้ตัดสินใจเรื่องนี้ให้ดี ทั้งนี้ ประชาชนในภาคอีสานได้ตอบรับแนวทางจัดตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ ตามที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุน และประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่มีเบื้องหลังเป็นเผด็จการคอยให้การสนับสนุน
“พวกเรามั่นใจว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่อบอุ่นและอีกไม่นานส.ส.จะกลับมา สาเหตุที่ทำให้มั่นใจอย่างนี้ เพราะเลือดอีสาน ข้าวเหนียวปั้นแล้วเหนียวแน่น ดังนั้นประชาชนอยากให้ส.ส.เดินไปทางไปไหนส.ส.ก็จะเดินไปทางนั้น”
ว่าที่ ร.ต.พงษ์พันธ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้รับสัญญาณจากเพื่อน ส.ส.ที่ยังคงมีความรักต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ยังคงไม่ได้แสดงตัวว่าสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเต็มตัว โดยส.ส.กลุ่มนี้จำนวนประมาณกว่า 10 คน ที่พร้อมจะตัดสินใจในวันโหวตเลือกนายกฯ เช่น การงดออกเสียง หรือการไม่มาร่วมประชุม เพราะไม่ต้องการโหวตให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ นอกจากนี้ที่ผ่านมาตนยังไม่ได้มีโอกาสรับโทรศัพท์จากส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินที่ย้ายขั้วไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้ขอให้ตนออกไปจากพรรคเพื่อไทยแล้วไปหนุนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก็บอกไปว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ
เชื่อเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้100%
นายพงศกร อรรณพพร อดีต รมช.ศึกษา และอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวว่า เท่าที่ตนได้พูดคุยกับพรรคพวกที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล เกือบทุกคนอยากให้กลับมาเป็นรัฐบาลร่วมกันเหมือนเดิมอีกครั้ง และขณะนี้ส.ส.เกือบทุกจังหวัดในภาคอีสานที่มาอยู่พรรคเพื่อไทยแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่มาก็โทรศัพท์มาบอกกับตนว่าเดี๋ยวจะกลับมา และยืนยันว่าตัวเลขสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ 100 เปอร์เซ็นต์แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าตัวเลขส.ส.ที่ยังไม่กลับมาเหลือเพียงอีกเล็กน้อย เพราะส.ส.จะไม่หักหลังประชาชน อย่างไรก็ตามเรามีการประเมินกันอยู่ทุกวันเกี่ยวกับจำนวนส.ส.และคิดว่าเราจะไม่แพ้แน่นอน
ส่ง3แคนดิเดตชิงเก้าอี้นายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางการช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรรคประชาธิปัตย์โดยสิ่งสำคัญที่น่าจับตาคือ บุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพบว่าได้เตรียมไว้ถึง 3 คน ซึ่งประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส่วนจะเป็นบุคคลใดนั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทุ่มจ่ายซื้อตัว ส.ส.หัวละ 50 ล้านบาทนั้น นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนไม่เคยได้ยินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พูดเรื่องนี้ ซึ่งการตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของ ส.ส. การเลือกนายกฯเป็นเรื่องของสภาฯ คงไม่เกี่ยวกับพวกเราซึ่งเป็นคนนอก
เล่นงานปชป.จับขั้ว"เนวิน"
ด้านพรรคเดพื่อไทยก็ยังคงดิ้นทุกวิถีทาง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตนเตรียมหลักฐานซีดี ภาพถ่ายจำนวน 12 รูป รวมทั้งคำสัมภาษณ์ต่างๆที่มีการจับขั้วตั้งรัฐบาล ต่อกกต. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายเนวิน ชิดชอบ อดีต111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 ก่อนหน้านี้ กกต. เคยระบุว่าหากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองถือเป็นความผิด ทั้งนี้จะดูว่า กกต.เป็นธรรมเพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นพวกใคร ดังนั้นกกต.ต้องให้ความเสมอภาคกับทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจยื่นฟ้องกลับ เพราะนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและแกนนำคนอื่นที่ถูกตัดสิทธิได้มาประชุมที่พรรคเพื่อไทยเหมือนกัน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่กลัว แต่กรณีพรรคประชาธิปัตย์เรามีหลักฐานชัดเจนเป็นภาพถ่ายที่นายเนวินและนายอภิสิทธิ์กอดกันเหมือนเป็นแฝดอิน-จัน
สดศรีชี้รธน.เขียนไว้ไม่ชัด
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณี ส.ส. สมาชิกพรรคเพื่อไทยตบเท้าลาออกจากพรรคดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าสถานะของพรรคอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายค้านในรัฐสภา ว่าขณะนี้ยังไม่มีการรายงานจากส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ กรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องร้องกับกกต. เพื่อเอาผิดกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง หลังจากถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งผิดพ.ร.บ.พรรคการเมืองมาตรา 96 และ 98 นั้น นางสดศรี กล่าวว่าจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุม เพื่อพิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเป็นส่วนที่กกต.จะต้องดำเนินการรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร
“คงจะต้องวินิจฉัยกัน แต่ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนระบุไว้ชัดเจนว่ารายละเอียดที่ไม่ให้เข้ามายุ่งทางการเมืองมีอะไรบ้าง รูปที่ใครๆ เห็นกันตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว เพราะคนที่ถูกตัดสิทธิขณะเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ก็เห็นเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองกันเยอะ ก็เลยไม่รู้ว่าใครผิดอย่างไร เรื่องนี้จะมีการประชุมกันในสัปดาห์หน้า” นางสดศรีกล่าว
โปรดเกล้าฯเปิดสภา15 ธ.ค.
ผู้สื่อชข่าวรายงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่ประธานรัฐสภา ได้นำความกราบบังคมทูล ว่า เนื่องจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ว่างลง และสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้แล้วเสร็จ ภายใน 30 วันประกอบกับ ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของทั้ง 2 สภาเข้าชื่อร้องขอ ให้ประกาศเรียกประชุมรัฐสภา เป็นการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 128 และ มาตรา 129 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมี พระบรมราชโองการให้เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา ตั้งแต่ วันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2551
เปิดโผครม.รัฐบาลอภิสิทธิ์
สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีรายงานว่าหนึ่งในจำนวนรองนายกรัฐมนตรีจะมีชื่อของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และพรรคประชาธิปัตย์ยังขอสงวนโควตารองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และจะมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เข้ามาเป็นรองนายกฯ ด้านความมั่นคง รวมถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอดูเอง
ส่วนตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ มีการวางตัวนายกษิต ภิรมย์ หลังจากที่นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัน มีเสียงคัดค้าน รมว.คลัง วางตัวม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล จากพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้
ส่วนตำแหน่งอื่นๆ นั้น พรรคประชาธิปัตย์พยายามจัดสรรโควตาเดิมให้กับแต่ละพรรค โดย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ยังคงเป็น รมช.คลัง พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช และอีก 1 ตำแหน่งจากกลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วน รมว.กลาโหม ก็ยังเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังมีรายชื่อทั้ง พล.อ.พิชาญเมธ ม่วงมณี พล.อ.วินัย ภัททิยกุล และพล.ต.มนูญกฤติ รูปขจร ส่วนนายอภิสิทธิ์ ยังมีข่าวว่าจะควบ รมว.ศึกษาธิการด้วย
นอกจากนี้ยังมีนายชินวรณ์ บุญเกียรติ รมช.ศึกษาธิการ ( ประชาธิปัตย์ ) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รมว.มหาดไทย ( ประชาธิปัตย์ ) นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ( ประชาธิปัตย์ ) นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย ( เพื่อนเนวิน ) นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.มหาดไทย ( เพื่อแผ่นดิน ) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา (ชาติไทย เดิม)
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ( ชาติไทย เดิม )
นายชัย ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายโสภณ ซารัมย์ รมช.คมนาคม ( เพื่อนเนวิน) นายเทิดพงษ์ ไชยนันท์ รมว.สาธารณสุข พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ( เพื่อแผ่นดิน เดิม) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( ประชาธิปัตย์ ) ฯลฯ
นักวิชาการเรียงหน้าวิพากษ์พลิกขั้วแก้ปัญหาแค่ชั่วคราว
ที่มา ประชาทรรศน์
การพลิกขั้วทางการเมืองยังเป็นที่จับตาและมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยในส่วนของนักวิชาการก็ได้มีการแสดงความคิดความเห็นเอาไว้อย่างหลากหลาย
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ มองว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลบ้านเมืองก็จะไม่สงบอยู่ดี สาเหตุเชิงลึกคือการเมืองไทยปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ส่วนความขัดแย้งในสังคมจากเสื้อแดงและเสื้อเหลืองตีกัน เป็นแค่ปรากฏการณ์ ตราบใดที่การเมืองไทยยังไม่สามารถหาสูตรที่ทำให้ระบบการเมืองรองรับความหลากหลายในสังคมได้ ก็ไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยที่ได้เป็นรัฐบาล
“ไม่ว่า 2 พรรคนี้ใครเป็นรัฐบาลบ้านเมืองก็ไม่สงบ เพราะระบบการเมืองยังปรับตัวไม่ทัน การเมืองทุกวันนี้ยังไม่ใช่การเมืองที่ตอบสนองความเปลี่ยนแปลง สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจไทยได้สะท้อนออกมาในระบบการเมืองในแบบที่คนกรุงเทพฯหรือคนในเมืองไม่เคยเจอมาก่อน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงพยายามเสนอสูตรการเมืองแบบ 70:30 ก็มาจากการที่ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯเริ่มรู้สึกว่าหมดอำนาจในการกำกับรัฐบาล จึงต้องขอโควตาเพื่อดันคนของตัวเองเข้าไปนั่งในสภา” นายนิธิ กล่าว
รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่า การเมืองในช่วงต่อไปภายใต้การบริหารโดยพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นการเมืองที่มีราคาแพงที่สุด เพราะเปลี่ยนแค่คนที่จ่ายเงิน และเปลี่ยนกลุ่มที่จ่ายเงิน จึงเป็นการเมืองที่มีราคา
"ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองที่มีแนวคิดนำตัวละครที่เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เพราะถ้าแก้ปัญหาด้วยระบบรัฐสภาไม่ได้ ก็ต้องจับคู่ขัดแย้งทางการเมืองมาเจรจากัน ซึ่งที่ผ่านมารัฐธรรมนูญไทยมีความก้าวหน้ามาเป็นระยะๆ ยกเว้นฉบับปี 2550 และการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 สิ่งที่จะทำให้สังคมไทยสงบราบคาบได้คือไข้หวัดนกเท่านั้น"
ขณะที่ รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การเมืองที่เปลี่ยนขั้วโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เป็นแค่การเมืองชั่วคราว แม้ประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลก็แก้ปัญหาของประเทศไม่ได้
ด้านรศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า โจทย์ในสังคมขณะนี้ดูจะยังเหมือนเดิม คือยังอารมณ์ค้าง ยึดกระแสตัวบุคคลมากกว่าสาระที่แท้จริงของประเทศชาติ จึงอยากชวนให้สังคมมองไปข้างหน้า ให้หลุดจากอารมณ์ค้างเก่าๆ ไปสู่ปัญหาพื้นฐานของบ้านเมือง ซึ่งน่าจะสำคัญกว่าประเด็นที่ว่าขั้วไหนจะได้เป็นรัฐบาล เพราะถ้ายังมีอารมณ์แบบนี้กันอยู่ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องทะเลาะกัน
"เราจะไม่ได้อะไรเลย ถ้าเราสาละวนกันอยู่แต่เรื่องเดิมๆ สุดท้ายก็ไม่มีแรงไปตรวจสอบรัฐบาลใหม่ เขากำลังแย่งชิงอำนาจกัน ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่เป็นผลดีทั้งตอนนี้และขั้นต่อไป โจทย์ของบ้านเมืองควรเป็นโจทย์เชิงเนื้อหาสาระ จะได้มีพื้นที่ของการก้าวไปข้างหน้าบ้าง ไม่อย่างนั้นที่เหนื่อยยากกันหลายเดือนก็เหนื่อยเปล่าและไร้ความหมาย"
รศ.สุริชัย กล่าวต่อว่า อยากให้สังคมคิดในโจทย์เนื้อหา ไม่ใช่แค่ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้อง แต่ต้องเรียกร้องมากกว่านั้น เช่น ต้องไม่รังแกคนชายขอบด้วย
"สังคมต้องไม่ขอแค่ให้ได้ทีมเศรษฐกิจเฉยๆ เพราะถ้าได้บ้าๆ บอๆ ก็ไปรังแกชาวบ้านอีก เราต้องมีวาระเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อารมณ์ของสังคมน่าจะก้าวไปข้างหน้า ส่วนที่เหลือเป็นโจทย์ประกอบ ใจคอจะได้เย็นลงหน่อย แน่นอนว่ามีพวกเอาเงินทุ่ม โทร.สายตรงถึงกลุ่มโน้นกลุ่มนี้เพื่อดูดไปดูดกลับ แต่วิธีเช่นนี้ควรปล่อยให้เป็นอดีตของประเทศไทยได้แล้ว ไม่อย่างนั้นประเทศพังหมด"
รศ.สุริชัย เสนอว่า โจทย์ในแง่เนื้อหาที่สังคมต้องช่วยกันคิดมีอยู่ 3 ระดับ คือ
โจทย์ในเวทีโลก คนไทยต้องขยับทั้งขบวน เช่น ไทยอาจจะไม่ได้จัดประชุมอาเซียนแล้ว จะแก้อย่างไร อย่ามองแค่แพ้ชนะกันในทางการเมือง เพราะแพ้ก็แพ้ไม่กี่เดือน หรือชนะก็ชนะไม่กี่เดือน ต้องสร้างเงื่อนไขเพื่อตกลงกันให้ได้
โจทย์ระดับชาติ เช่น เรื่องการเมืองใหม่ เนื้อหาคืออะไร ไม่ใช่นิยามฝ่ายเดียว หรือการจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ ตรงนี้ต้องตกลงกันให้ได้ ไม่ใช่ผลักไปยืนกันคนละด้าน แล้วเล่นกันคนละขั้วเหมือนที่ผ่านมา
โจทย์แท้ๆ ของสังคมไทย คือเรื่องความเป็นธรรม ความอยุติธรรมในการพัฒนา ที่ผ่านมาตายกันไปกว่า 2 พันศพ กระบวนการสอบสวนค้นหาความจริงได้หรือไม่ หรือปัญหาภาคใต้ ตอนนี้ไม่มีใครสนใจ เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาไม่มีทางเลือกว่าจะเข้าข้างโจรดี หรือนั่งเซ็งอยู่กับบ้านดี ถ้าจะให้พ้นภัยต้องให้พ่อกู้เงินมาเรียนกรุงเทพฯหรือเปล่า
"โจทย์ประเภทนี้อยู่ชายขอบ เป็นเรื่องของคนทุกข์ยากอย่างแท้จริง เป็นโจทย์เรื่องความเป็นธรรมที่หายไปนาน เพราะเราสาละวนกันแต่ปัญหาระดับชาติอย่างอึกทึกครึกโครม"
ด้าย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึง สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ที่อยู่ในช่วงการแข่งขันจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ ว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่เป็นนอมินีของใคร ส่วนปัญหาความแตกแยกของคนไทยเชื่อว่าจะแก้ไขได้ เพราะเป็นเรื่องไม่ยากที่ประชาชนจะกลับมาคืนดีกัน โดยมีบทเรียนความเจ็บปวดทางสังคมเป็นตัวเชื่อมประสานให้กลับมาคืนดีกัน ซึ่งสังคมก็จะช่วยกำกับไม่ให้เกิดความรุนแรงด้วย
ทั้งนี้ นพ.ประเวศ ยังย้ำว่าการฟื้นฟูประเทศนั้นประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว นอกจากนี้ น.พ.ประเวศ ยังกล่าวถึงรัฐบาลแห่งชาติว่าการใช้กลไกนอกสภาในขณะนี้เป็นเรื่องยากควรใช้กลไกในหลักรัฐสภาร่วมกันคิดหาทางออกให้ดีที่สุด ทั้งนี้ย้ำว่านักการเมืองจะต้องมีอิสระไม่ต้องขึ้นกับพรรคการเมืองใดซึ่งจะเป็นไปตามประชาธิปไตยอย่างแท้จริง