WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 13, 2008

'บิ๊กจิ๋ว' ไม่สบายใจท่าทีกองทัพต่อการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ
วันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านปิ่นประภาคม ของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ว่า หลังจากที่ พล.อ.ชวลิตได้ลาสิกขา ได้มีบรรดานักการเมืองเดินทางมาเข้าพบ และได้พูดคุยถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ซึ่ง พล.อ.ชวลิตรู้สึกไม่สบายใจ และเป็นห่วงประเทศชาติว่า จะไม่สามารถเดินต่อไปได้ โดยเฉพาะบทบาทของกองทัพที่เข้าไปแทรกแซงการเมือง ยิ่งทำให้ พล.อ.ชวลิตเป็นห่วงภาพพจน์ของกองทัพ ว่าจะเสื่อมเสียต่อสายตาประชาชน เพราะกองทัพต้องมีจุดยืนที่เข้มแข็งและเป็นกลาง รวมถึงเป็นสถาบันเดียวที่จะต้องประคับประคองประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัย

พล.ท.พิรัช สวามิวัศดิ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า จากการที่ได้ติดตามข่าวการจัดตั้งรัฐบาล ที่กองทัพเข้าไปมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.นั้น รู้สึกเสียใจ เพราะกองทัพถือเป็นเสาหลักประเทศชาติและราชบัลลังก์ กองทัพต้องใสสะอาดไม่มีเรื่องมัวหมองใดๆ การที่ ผบ.ทบ.เข้าไปยุ่งถึงขั้นช่วยจัดตั้งรัฐบาลหนักหนาสาหัสเกินไป เพราะวิธีการเช่นนี้ทำให้กองทัพหมดศักดิ์ศรี ไม่เป็นเสาหลักของชาติอีกต่อไป หนำซ้ำยังเป็นผู้ที่ทำลายความน่าเชื่อถือ และทำให้กองทัพตกต่ำในความศรัทธาของประชาชน

ขู่จ้องปราบผู้นำเหล่าทัพนอกลู่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายพีระพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร และนายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทหารเข้ามาแทรกแซงจัดตั้งรัฐบาล โดย พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้นำเหล่าทัพบางคนแอบอ้างสถาบันมาข่มขู่นักการเมือง ให้จัดตั้งรัฐบาลตามที่ต้องการ การที่ผบ.เหล่าทัพพูดแบบนั้นเป็นการเสื่อมเสียอย่างยิ่ง ผู้นำเหล่าทัพบางคนพูดชัดว่าถ้าไม่จัดตั้งรัฐบาลอย่างที่คิด จะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้น และอาจจะมีการปราบประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ตรงนี้เชื่อว่าทหารส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และผู้นำเหล่าทัพจะปราบประชาชนไม่ได้ มีแต่ ประชาชนจะปราบผู้นำเหล่าทัพที่นอกลู่นอกทาง

นายไพจิตกล่าวว่า ในวันเลือกนายกฯ จะไม่มี คนเสื้อแดงไปชุมนุม หรือไปปิดสนามบินแน่นอน เพราะเคารพในกระบวนการประชาธิปไตย หากพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน วันนี้กลุ่มเพื่อนเนวินเขาพาไปกักกันตัวประมาณ 20 คน ที่เขาใหญ่ ไม่ให้ใช้โทรศัพท์จนลูกเมียเขาต้องโทรหา ส.ส. พรรคเพื่อไทย การตั้งนายกฯครั้งนี้มีการเก็บตัวยิ่งกว่าค่ายในสงครามเวียดนาม

ผบ.ทอ.ชี้นายกฯใหม่ต้องซื่อสัตย์

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. กล่าวถึงกรณีที่ถูกพรรคเพื่อไทยโจมตีว่าให้การสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ว่า ให้ไปดูเทปคำสัมภาษณ์ได้เลย เพราะระวังคำพูดอยู่ตลอด ไม่เคยเอ่ยชื่อพรรคการเมืองไหนเลย และการให้สัมภาษณ์ วันนั้นก็พูดในฐานะเป็นประชาชนคนหนึ่ง ดังนั้น ไม่อยากให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่นำคำพูดไปโยงอะไรต่างๆ ยืนยันว่าทหารเป็นกลาง เมื่อถามว่า ส่วนตัวอยากได้นายกฯแบบไหน พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวว่า คงเป็นนายกฯที่มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความมุ่งมั่นแก้ปัญหาแท้จริง ไม่มีกลุ่มหรือก๊วน ไม่มีผลประโยชน์ที่แอบแฝง หากได้นายกฯที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ บริหารประเทศอย่างตั้งใจ หรือมีความจริงใจต่างๆ คิดว่าประเทศไทยจะผ่านวิกฤติไปได้ เมื่อถามถึงความพร้อมดูแลรักษาความปลอดภัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ามาในประเทศ พล.อ.อ. อิทธพรกล่าวว่า คงไม่ได้เตรียมอะไร เพราะสถานการณ์ดีขึ้นและเป็นปกติ เมื่อถามว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณหวังดีต่อบ้านเมือง ควรยุติการโฟนอินหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพรกล่าวว่า ทราบว่าวันที่ 15 ธ.ค.นี้ มีการเปิดประชุมสภาฯวิสามัญเพื่อโหวตนายกฯ คิดว่าน่าจะรอวันนั้นดีกว่า อย่าเพิ่งทำอะไรที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์และมีปัญหา ตอนนี้ประเทศชาติกำลังเดินไปด้วยดี

Friday, December 12, 2008

'กลุ่ม 24 มิถุนาฯ' บุกพรรคปชป.ชุมนุมโจมตีหนุนม็อบมาร

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(12ธ.ค.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ ถนนสามเสน กลุ่ม24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำพร้อมด้วยประชาชนกว่า 50 คนร่วมกันชุมนุมปราศรัยโจมตี หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผุ้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดท่าอากาศสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล

พร้อมกันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยังยืนยันว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ กลุ่มคน24มิถุนาประชาธิปไตยจะเดินทางไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภา แต่จะเปิดเส้นทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เข้าประชุมโดยสะดวก ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกฯจริง ก็อยากเรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างจิงจังทีได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ และหากในวันที่ 15 ธ.ค.นี้กลุ่มพันธมิตรฯจะเดินทางมาที่รัฐสภาเหมือนกัน ก็ขอให้อย่าล้ำเส้นกัน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่างรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศโดยรอบที่ทำการพรรคมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากส.น.บางซื่อจำนวน 15 นายเข้าควบคุมความสงบของผู้ชุมนุม และคาดการณ์ว่าในวันนี้จะไม่มีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ และยังคงมีการปราศรัยโจมตีพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่อง

'ปลาไหล'แฉเบื้องลึก'โหวตนายกฯ'ส.ส.รับทรัพย์อื้อ!

ที่มา ประชาทรรศน์



'ลูกหม้อพันธุ์ปลาไหล' ระทึก! 'คนเสื้อแดง' เคลื่อนไหวค้านจัดตั้ง 'รัฐบาลสะตอสามัคคี' แฉเบื้องลึกการเมืองสองขั้ว 'บล็อกโหวต ส.ส.' รับทรัพย์ 10-20 ล้านชิงโหวตนายกฯ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่ "คนเสื้อแดง" เตรียมเคลื่อนไหวต่อต้านพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในการจัดตั้ง

รัฐบาล เพราะในวันนี้บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แสดงให้เห็นว่ากลไกประชาธิปไตยในรัฐสภาเริ่มคลี่คลายแก้ปัญหาได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายเคารพต้องกติกาและระบอบประชาธิปไตยที่กำลังทำหน้าที่ ไม่ว่าเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง ถ้าออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวแล้วถามว่าใครจะได้อะไร ประเทศชาติจะได้อะไร อย่ามองแค่สีเสื้อ และต้องมองด้วยว่าแก้ปัญหาให้สังคมหรือทำร้ายประเทศชาติ หากก่อปัญหาแล้วใครจะรับผิดชอบ

"ที่ผ่านมาประเทศบอบช้ำพอแล้ว อย่าเอาอารมณ์โกรธมาทำร้ายประเทศอีกเลย การเมืองขณะนี้ยังไม่มีบทสรุปว่าใครชนะ ใครแพ้ แต่ต้องรู้จักยึดมั่นในกติกา รู้จักรอ โดยตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไป และทำใจให้เป็นสุข เพื่อประเทศชาติจะได้เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เสียที"

ขณะเดียวกัน ในวันที่จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และจะมี "คนเสื้อแดง" มาปิดล้อมรัฐสภานั้น เชื่อว่าต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่ คงมากันเองไม่ได้ ไม่ว่าสีไหนก็มาเองไม่ได้ คงต้องถามว่าพอใจที่จะทำร้ายประเทศชาติให้เสียหายอีกหรือ ต้องเห็นใจคนไทยที่กำลังจะได้ยิ้มรับปีใหม่ แต่กลับต้องเผชิญปัญหาและรับทุกข์กันอีก ถ้าชนะหรือแพ้ก็ควรให้อยู่ในกติกามากกว่า ไม่เช่นนั้นสังคมโลกจะรังเกียจประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการบอยคอต แซงชั่น ให้เห็นเป็นบทเรียนมาแล้ว

เมื่อถามถึงกระแสการดูดและซื้อตัว ส.ส.อย่างหนักในช่วงนี้ นายสมศักดิ์ ระบุว่า นี่ถือเป็นการทำร้ายประเทศและระบอบประชาธิปไตย อย่างให้อภัยไม่ได้ สำหรับคนที่มี

พฤติกรรมอย่างนั้น อยากเห็นสำนึกของนักการเมือง ถ้านักการเมืองที่ใช้เงินซื้อได้ 10-20 ล้านบาท เพื่อให้มายกมือให้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะเอาเงินนั้นมาจากไหน นอกเสียจากแทะเลือดเนื้อของประชาชนในรูปงบประมาณ ภาษี และผลประโยชน์อื่นๆ ขออย่ากินเนื้อตัวเองเลย

ดับฝันรัฐบาลเพื่อชาติ! พผ.ยันหนุน"มาร์ค"นั่งนายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

ยื้อรัฐบาลเพื่อชาติ! "ป๋าเหนาะ"แย้ม"ประชา"พลิกลิ้นรับลูกชิงเก้าอี้นายกฯ "เด็กเพื่อแผ่นดิน"ดับฝัน แถลงยันหนุน"อภิสิทธิ์"ขึ้นแท่นผู้นำ ข้องใจ"ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น"ปูดข่าวมีวัตถุประสงค์อะไร

วันนี้ (12 ธ.ค.) นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักย่านเมืองทองธานี ว่า พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ตอบรับชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแล้ว

วันเดียวกัน นายไชยยศ จิรเมธากร รักษาการโฆษกพผ. กลุ่มวังพญานาค ร่วมกันแถลงจุดยืนสนับสนุนการจับตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนำรายชื่อส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน รวม 20 คน ที่รวบรวมได้มาแจกจ่ายให้สื่อมวลชน

โดยนายไชยยศ กล่าวว่า กรณีที่แกนนำเพื่อแผ่นดินประกาศจับขั้วตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการดำเนินการตามมติของ ส.ส. เสียงข้างมากของพรรค อย่างไรก็ตาม ส.ส.เพื่อแผ่นดิน ทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกฯ หลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินคนใหม่ แต่นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการคัดเลือก กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก่อนส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 30 วัน จึงยังไม่ถือว่า พล.ต.อ. ประชาเป็นหัวหน้าพรรคอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประชายังปฏิเสธต่อสาธารณะว่าไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ คนที่ 27 ทั้งนี้ เสียงส่วนใหญ่ของส.ส.เพื่อแผ่นดิน จึงเห็นควรให้ทำตามสัตยาบรรณร่วม 4 พรรคที่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ และขณะนี้กระบวนการต่างๆ ก็เดินไปไกลกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง พรรคไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาว่าหักหลังเพื่อน ซึ่งจะทำให้เสียภาพพจน์ในสายตาประชาชน ดังนั้น ส.ส.เพื่อแผ่นดิน 20 คน จากทั้งหมด 27 คน จึงขอประกาศจุดยืนสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนส.ส. ที่ไม่ได้มารวมแสดงจุดยืน บางส่วนเป็นเพราะไม่สามารถติดต่อได้ และบางส่วนเป็นเพราะยังไม่ให้คำตอบที่แน่ชัด

ด้าน ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รักษาการรมช.คลัง แกนนำกลุ่มโคราช พรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของนายเสนาะ ที่จะมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา เป็นนายกฯ ในการโหวตเลือกนายกฯ เพราะทางพรรคจะสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่ได้ตกลงมาแล้ว ทั้งนี้ การที่นายเสนาะออกมาพูดย้ำอีกครั้งนั้น ไม่แน่ใจว่ามีวัตถุประสงค์อะไร อย่างไรก็ตาม หากมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา และสมาชิกพรรคจะเลือกนายอภิสิทธิ์ ส่วนกระแสข่าวที่พรรคจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี 4-5 ตำแหน่งนั้น ตนไม่ทราบ แต่ตอนนี้ขอให้ผ่านการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อนจะดีกว่า

ลั่นดาลยุบสภา! "ชวรัตน์"หนุนเดินหน้าเปิดสภาเฟ้นนายกฯ




"ชวรัตน์"ลั่นดาลยุบสภา ชี้สายไปแล้ว เหตุมีกฤษฎีกาแล้ว พร้อมอุบไต๋ร่วม "ครม.รูปหล่อ" วอน"เพื่อไทย"อย่าระแวงกันเอง "ปู้ชัย"มั่นใจโหวตเลือกนายกฯ ไร้มิคสัญญี

วันนี้ (12 ธ.ค.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภาว่า ตามกฎหมาย แม้จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเปิดประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ แล้ว ก็สามารถยุบสภาได้ หรือ ยุบในระหว่างการประชุม โดยอ้างเหตุความวุ่นวายได้เช่นกัน

ส่วนกระแสข่าวการร่าง พ.ร.ก.ยุบสภา เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตนเห็นว่าเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะเสนอให้มีการยุบสภา ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯคนใหม่ ถึงแม้จะมีการเปิดประชุมสภาและมีการโหวตเลือกนายกฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม ซึ่งในอดีตอำนาจการยุบสภา ทำได้ทั้งการที่ นายกฯ ใช้อำนาจโดยตรง หรือ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ การที่จะยุบสภาได้นั้น ขึ้นอยู่กับพระราชอำนาจ รัฐบาลเป็นเพียงแต่ผู้ร่าง พ.ร.ก. ยุบสภา เท่านั้น

ขณะที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้นำกฤษฎีกายุบสภามาพิจารณาว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ ตนมีหน้าที่ดูแลรัฐบาลรักษาการให้ไปตลอดรอดฝั่ง เมื่อถามว่า มีการหารือเตรียมร่างกฤษฎีกายุบสภาหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบมีกฤษฎีการเปิดประชุมสภาในวันทื่ 15 ธ.ค.นี้ ส่วนเรื่องกฤษฎีกายุบสภา ไม่ได้มีการพูดกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าท่านได้เซ็นกฤษฎีกายุบสภาไว้แล้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายชวรัตน์ กล่าวว่า คงไม่ เวลานี้ก็ไปได้ดีอยู่แล้ว วันที่ 15 ธ.ค.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปิดสภาเลือกนายกฯ แล้ว เมื่อถามว่า อึดอัดหรือไม่ ที่เป็นตัวละครที่ถูกมองว่า บุตรชาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ฝั่งเดียวกับนายเนวิน ชิดชอบ หนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล และมีข่าวเอาท่านไปเก็บตัวที่ภาคใต้ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องไป และวานนี้ (11 ธ.ค.) ไปหลายแห่ง ทั้ง จ.ปัตตานี และอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่มีแผนให้นายโอฬาร ไชยประวัติ รักษาการรองนายกฯ ขึ้นมาเป็นรักษาการนายกฯ แทน นายชวรัตน์ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ป่วย ถามอีกว่า มีข่าวว่าท่านจะเป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ด้วย นายชวรัตน์ กล่าวว่า ยังไม่รู้เรื่องอนาคต เอาถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน แต่ส่วนตัวก็อยากพักผ่อน ตอนนี้ตนมีหน้าที่ประคับประคองรัฐบาลชุดรักษาการ ผู้สื่อข่าวถามว่า วางตัวลำบากหรือไม่ เพราะลูกชายหนุนประชาธิปัตย์ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ต้องวางตัว มันเป็นธรรมชาติ ตนเองเป็นตัวของตนอยู่แล้ว เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่คนกันเองระแวง นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ควรระแวงกันเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้คิดว่าจำเป็นหยิบยกเรื่องการยุบสภามาพูดหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เอาไว้ให้ถึงเวลานั้นค่อยว่ากัน ยังไม่ถึงวันที่ 15 ธ.ค.ยังไม่เปิดสภา เมื่อถามว่า รู้ว่าตัวเองมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ หลังจากที่หารือฝ่ายกฎหมาย นายชวรัตน์ กล่าวว่า ยุบสภาตอนนี้ มันสายไปแล้ว เพราะมีพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญแล้ว ต้องปล่อยเป็นเวทีของสภา ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพูดชัดเจนได้หรือไม่ว่า ครม.ชุดใหม่มีท่านอยู่ด้วยหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนมีหน้าที่ทำงานเป็นรัฐบาลรักษาการ

ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่จะมีกลุ่มเสื้อแดงมาปิดล้อมรัฐสภาในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ว่า สภาไม่ได้ทำผิดอะไร หากเขาให้เข้ามาก็เข้า หากเข้าไม่ได้ก็เลื่อนการประชุมออกไป ส่วนความเรียบร้อยก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว ซึ่งตนคิดว่ากลุ่มเสื้อแดงมีคุณธรรมพอ อีกทั้งได้ฟังข่าวแล้วว่านายวีระ มุสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ก็ได้ยืนยันแล้วว่าไม่ให้มายุ่งเกี่ยว จะทำตามครรลองจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนใครจะได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องดูวันโหวตเลือกนายกฯ หากมีคะแนนสนับสนุนเกิน 220 ก็เป็นนายกรัฐมนตรีก็เท่านั้น

เมื่อถามว่า หากกลุ่มเสื้อแดงมาปิดล้อมจริงจะมีเหตุ ส.ส.ปีนกำแพงหนีหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ไม่น่าจะมี เพราะกลุ่มเสื้อแดงก็พูดแล้วว่าจะไม่สร้างความวุ่นวาย ซึ่งตนเชื่อว่าคนทะเลาะกันไม่นานเดี๋ยวก็ดีกันเอง เพราะบางคนชอบเปรี้ยว บางคนชอบหวาน ชอบเค็ม ซึ่งทั้งหมดนี้หากเอามารวมกันก็สมดุลไปเอง ทั้งนี้เชื่อว่าการประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีขึ้นตามปกติ

นายชัย กล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลชุดใหม่อาจจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะดูแล้ววุ่นวาย ซึ่งคาดว่าอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน เพราะอีกฝ่ายจะทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งมีปัญหารุมเร้าเยอะทั้งปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งปัญหาการเมือง ซึ่งคนที่จะมาเป็นนายกฯ ต้องมีความอดทน อดกลั้น ที่สำคัญต้องเอามืออุดหูถึงจะอยู่ได้นาน และต้องไม่มีเรื่องทะเลาะกับ ส.ส.

"ผมจะอยู่ทำหน้าที่ประธานสภาฯต่อไป และไม่เคยพูดว่าจะลาออก เพียงแต่พูดว่าหากสภาปิดก็จะกลับบ้าน และบอกว่าหากไม่มีความสามารถก็จะพิจารณาตัวเอง ส่วนคำว่ากะล่อนก็พูดไปตามนักข่าวพูดเท่านั้น ส่วนเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์จะให้มานั่งตำแหน่ง รมว.คมนาคมนั้น ผมไม่ยอมรับ เนื่องจากทางพรรคเพื่อไทยเสนอให้เป็นนายกฯ ผมยังไม่ยอมรับ และการทำหน้าที่ประธานสภานั้นไม่ได้มีความสุขเพียงแต่ทำตามหน้าที่" นายชัย กล่าว

งานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ผู้ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny

ครอบครัวพนมยงค์ในฐานะเจ้าภาพจัดงานฌาปนกิจศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยไปร่วมงานดังรายละเอียด ต่อไปนี้

เสาร์13 ธันวาคม

นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬา เชิญร่าง "อาจารย์ใหญ่" สู่วัดประชาธิปไตย (วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)
สวดศพ 1 คืน เริ่มสวด เวลาทุ่มตรง

อาทิตย์ 14 ธันวาคม

ทำการฌาปนกิจ
เจ้าภาพประเมินจากการจัดงานไว้อาลัยที่สถาบันปรีดี เมื่อเดือนพค. ปี 50 ว่า น่าจะมีผู้ "รักใคร่ชอบพอกัน" ไปร่วมงานราว 3,000 คน

จันทร์ 15 ธันวาคม

เก็บอัฐิ แล้วนำไปลอยที่ปากน้ำเจ้าพระยา

ขอเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกรุ่น ทุกวัยเข้าร่วมงาน
ขอกระซิบว่า ถึงเป็นงานศพแบบไม่รับเกียรติยศใด ๆ แต่รับรองว่า ไม่ธรรมดา แน่นอน

ท่านใดที่ต้องการร่วมเป็นเจ้าภาพ หรือเสนอแนะกิจกรรมใด ๆ กรุณาติดต่อโดยตรงที่ครอบครัวพนมยงค์

ด่วนมาก! ..สำหรับคนจะไปงานชุมนุมพรุ่งนี้

ที่มา thaifreenews
โดย : แม่ปังคุง เมื่อวันที่ : ศุกร์ ที่ 12 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551
ขอประชาสัมพันธ์จากกลุ่มปราบกบฎนะคะ

สำหรับชาวเสื้อแดงที่จะไปงานที่สนามศุภฯ พรุ่งนี้ หากต้องการเข้าร่วมลงชื่อเพื่อยื่น UN ให้ตรวจสอบผู้อยู่เบื้องหลัง พธม. และการยึดสนามบิน กรุณา

1. เตรียมสำเนาบัตรประชาชน และ ทะเบียนบ้านไปด้วยอย่างละ 1 ชุด พร้อมเซ็นกำกับรับรองสำเนาถูกต้อง ให้เรียบร้อย

2. ในวันงานพรุ่งนี้ จะมีกลุ่มนักรบไซเบอร์มีป้ายคล้องคอเดินมาเพื่อรวบรวมรายชื่อ ขอให้เข้าไปติดต่อได้เลยค่ะ

แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะคะเพื่อนๆ ..ใช้สิทธิ์ที่เรายังมีอยู่เสียก่อนที่จะโดนปล้นไปค่ะ

ความจริงประเทศไทยกระหึ่มก้องฟ้องโลก ร่วมสร้างประวัติศาสตร์เสาร์13สนามศุภแตก

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 ธันวาคม 2551

มารครองเมืองกลัวประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยสำแดงพลัง ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือสั่งห้าม3เกลอจัดรายการความจริงวันนี้ทางเนวินบรอดแคสติ้งเทเลวิชั่น(NBT) และต่อรองไม่ให้อดีตนายกฯทักษิณโฟนอิน หากยังเอาไม่อยู่จะบล๊อกกลางอากาศ แต่ผู้จัดความจริงประเทศไทยยืนยันเสาร์13กระหึ่มสนามศุภฯกู่ก้องฟ้องโลกแน่ อุบไต๋วางแผนทะลวงบล็อกเรียบร้อย เชิญชาวเสื้อแดงร่วมสร้างประวัติศาสตร์มีพื้นที่จำกัดแค่35,000ที่นั่ง ประตูเปิด10โมงเช้าเป็นต้นไป


ก่อนการจัดชุมนุมใหญ่"ความจริงประเทศไทย"ในวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวันสุกดิบ เพราะไปคาบเกี่ยวกับการเปิดสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 15 นี้ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมรับว่าการโฟนอินของอดีตนายกฯทักษิณจะเป็นตัวแปรสำคัญให้ประชาธิปัตย์อาจจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ล่าสุดจึงมีความพยายามสะกัดกั้นทุกวิถีทาง

สั่งแบน3เกลอความจริงวันนี้พ้นเนวินทีวี

เริ่มจากการสั่งปิดตายไม่ให้3เกลอ"วีระ-ณัฐวุฒิ-จตุพร"ใช้รายการความจริงวันนี้ทางNBTประชาสัมพันธ์งานได้ โดยให้แบนรายการในวันที่11-12ธ.ค. และอาจแบนยาวแบบถาวรจากการเปิดเผยของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จนฝ่ายประชาธิปไตยประนามการกระทำดังกล่าวว่าโทรทัศน์Nevin Broadcasting Television-NBTว่าเป็นการปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ หลังจากนายเนวินแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายประชาธิปัตย์ โดยที่อยู่ภายใต้อิทธิพลการบีบคั้นของผู้นำกองทัพ ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยอมรับว่านักการเมืองมาฟอร์มรัฐบาลประชาธิปัตย์ในกองทัพจริงๆ และกองทัพทำไปตามที่"สังคม"ต้องการ แต่จริงๆเป็นการทำตามความประสงค์ของอภิสิทธิ์ชนชั้นนำของไทย


เอากันด้านๆขอไม่ให้แม้วโฟนอินแลกเดินหน้าเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

นอกจากนั้นยังมีแรงบีบผ่านนายเสนาะ เทียนทอง ที่พยายามเสนอสูตรรัฐบาลเพื่อชาติแข่งกับฝ่ายประชาธิปัตย์ โดยนายเสนาะกล่าวว่า กล่าวว่า "ผมคิดว่า ขอร้องไม่ให้โฟนอินได้ ถ้าให้ผมทำหน้าที่นี้ อย่าพูดกับผม เสื้อแดงก็คงไม่มี ผมประกาศตรงนี้ก็เหมือนประกาศ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ผมกำชับแล้วว่าจะให้ผมทำงานเรื่องนี้อย่าทำอะไร ตอนนี้เหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์จะยอมถอยหรือไม่ ถ้านายอภิสิทธิ์ฝันต่อก็ช่วยไม่ได้ สู้กันในสภา" นายเสนาะ กล่าวและว่า จนถึงขณะนี้ยังเชื่อว่า ไม่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นให้ปฏิวัติดีกว่า

3เกลอยันกระหึ่มเหมือนเดิม แม้วโฟนอินหมดเปลือก เตรียมแผนทะลวงบล๊อกไว้แล้ว

นายวีระ มุกสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ พร้อมด้วย 2 ผู่ร่วมดำเนินรายการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ในวันที่ 13 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ว่า ประตูงานจะเปิดในเวลา 10.00 น. และมีการจัดซุ้มจำหน่ายสินค้าของบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่รอบบริเวณการจัดงาน จากนั้นในเวลาเที่ยงจะมีดนตรีแสดงสด และเปิดเวทีปราศัยในหัวข้อ รัฐประหารซ่อนรูป ในเวลาประมาณ 16.00 น. พร้อมกับได้จัดเตรียมที่นั่งสำหรับประชาชนผู้ร่วมงานไว้ประมาณ 3 หมื่นที่นั่ง

ส่วนการต่อสายโทรศัพท์(โฟนอิน) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านในรายการ ทราบมาว่าอาจจะมีการบล๊อคสัญญาณ เพื่อไม่ให้มีการโฟนอินเกิดขึ้น ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียมแผนการรองรับไว้แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผย ทั้งนี้จะยังมีการถ่ายทอดสดไปยังผู้ชมคนเสื้อแดงในจ.ต่างๆ อย่างทั่วถึงผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนทซ์ แต่ทั้งนี้จะโฟนอินเวลาไหนนั้นยังไม่ขอระบุ

ขณะที่นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงประเด็นการที่รายการความจริงวันนี้ได้งดออกอากาศในเมื่อคืน (11ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สอบถามไปยังนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และนายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึงสาเหตุการงดออกอากาศกระทันหัน จากปกติต้องมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้ตนได้สืบทราบมาว่ามีการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งนายสุริยงค์ได้เปรยๆมาว่า ในช่วงหลังของรายการได้นำเสนอเนื้อหาที่แรงจนเกินไป ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีความเข้มข้นในการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนอย่างแน่นอน


"ฝากบอกนักรบไซเบอร์ส กรุณากระจายข่าวผ่านช่องทางอื่นๆให้มากที่สุดด้วย และให้ย้ำว่า อย่าเชื่อข่าวลือใดๆ ไม่มีการยกเลิกวันที่ 13 ที่สนามศุภฯ เด็ดขาด ทุกอย่างพร้อมจะมีอะไรๆ ที่ไม่เคยพูด เอามาขยาย และ โฟนอิน มีแน่นอน อย่างที่บอกเป็นสิ่งที่จะถูกขยายความทั้งหมด"


นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนรายละเอียดเนื้อหาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดนั้น เบื้องต้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บอกกับตนว่า จะครอบคลุมถึงมุมมองความจริงประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในทุกๆ เรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยพูดที่ไหน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี จนมาถึงการรัฐประหาร และล่าสุด การจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาลในขณะนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะแฉ นายเนวิน ชิดชอบ ที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตรงนี้ขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าที่ตนได้คุย พ.ต.ท.ทักษิณ บอกจะพูดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองที่ผิดธรรมชาติให้ทุกคนได้รู้ จึงอยากให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยติดตามการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้ให้ดี

ส่วนที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การโฟนอินครั้งนี้ เพราะต้องการเรียก ส.ส.กลับมาพรรคเพื่อไทยนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ส.ส.ทุกคนควรจะฟังให้ดี และจะได้คิดได้ว่าเป็น ส.ส.เพราะใคร

เสียดายที่นั่งจำกัดแค่35,000ที่นั่ง

สนามศุภชลาศัย (Supachalasai Stadium) เป็นสนามกีฬากลางแจ้ง มีลู่วิ่งสังเคราะห์เพื่อจัดการแข่งขันกรีฑา มีอัฒจันทร์โดยรอบ มีหลังคาหนึ่งด้าน ความจุรวม 35,000 ที่นั่ง ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นาวาโทหลวงศุภชลาศัย ร.น. อดีตอธิบดีกรมพลศึกษา


หลวงศุภชลาศัย เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรสายทหารเรือ มีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดทำหน้าที่นำเรือไปอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล นิวัติยังพระนครในขณะที่คณะราษฎรยึดอำนาจในกรุงเทพฯไว้ โดยคณะราษฎร์ยื่นคำขาดให้สมเด็จพระปกเกล้าเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ทรงยินยอมจะถือว่าทรยศต่อชาติ และจะหาผู้เหมาะสมเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแทน ซึ่งสมเด็จพระปกเกล้าได้ตกลงเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ด้วยพระราชขัตติยะมานะ พระองค์ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯโดยรถไฟ แทนที่จะกลับทางเรือกับหลวงศุภชลาศัย

Los Angeles Timesสรรเสริญพระบารมีพระมากพ้นรำพัน

ที่มา Thai E-News


โดย W. Scott Thompson
ที่มา Los Angeles Times


Bhumibol, Thailand's remarkable king
The 81-year-old built up, and now wields, considerable power over his country.



Awise Western diplomat, commenting on how much Thailand has changed, expressed the common view of the current crisis that this was one that the revered king, Bhumibol Adulyadej, could not sort out -- as he has done so well in all the political crises of his 62-year reign. After all, thousands of anti-government protesters managed to shut down two airports for days, stranding 300,000 tourists, and the Constitutional Court dissolved the ruling party and banned Prime Minister Somchai Wongsawat from politics for five years. Furthermore, although Somchai's brother-in-law and the king's nemesis, former Prime Minister Thaksin Shinawatra, is in exile, he remains popular in rural areas, still has billions of dollars and many more in-laws to stand in for him in Thailand.

Thailand is like few other places. Since 1932, a constitutional monarch has reigned with few defined powers. But the current king has risen almost to the "absolute" authority status of his grandfathers. The politics since Bhumibol became king in 1946 has been Western-style constitutions with elections alternating with coups (18 and counting) at regular intervals. Some of the military leaders have been inspired; most have been tiresome and backward looking. The Thai say "mai pen rai" (let it be) whenever the soldiers march.

However, there is also a view that differs from the diplomat's: that the king is in fact -- just after celebrating his 81st birthday in a hospital -- savoring a very special and long-crafted victory. If so, in addition to being the longest-serving monarch in the world and the richest monarch in the world, he might be a king who not only reigns but rules. He's a gentle man in appearance, but this crafty politician ascended to his current position through Tammany Hall-style deals throughout the kingdom.

Bhumibol came to the throne inauspiciously enough, when his brother was mysteriously killed in 1946. The military junta that actually controlled the country kept young Bhumibol in his place. "When I opened my mouth, they [the generals] would say, 'Your Majesty, you don't know anything,' " Bhumibol once recalled. "So I shut my mouth. I know things, but I shut my mouth." In 1957, the junta leaders were outgunned by a new regime that sought to use the king to promote its own popularity. He outmaneuvered them and has step by step moved ever upward in popular esteem.

In 1973, I asked Prince Birabhongse Kasemsri, later Thailand's ambassador in Washington and after that the king's senior assistant, why the king with his emergent strength didn't depose the comical and corrupt figures running the country. He said the kingdom must save the king for when there was no one else to save it.

That day came sooner than expected, when, later that year, students back from Europe and from Bangkok's growing universities, filled with new ideas, demanded democracy. In a style that has become all too apparent, Bhumibol waited until the ruling trio and the thousands of students were at equipoise, and then sent the trio into exile.

During the 1980s, the king's power was near absolute. Washington in the age of Jimmy Carter was demanding democracy throughout the Third World, so the palace permitted a pliant general, Prem Tinsulanonda, to rule in the king's name, but no one in the know had any doubts about who was calling the shots. And meantime, the economy was also shooting through the roof. It was too great a combination for anyone to dare or wish to stop it.

In 1992, another general misfired and attempted to put down an uprising of students and democracy promoters. After enough carnage, in much the same pattern of 1973, the king waited -- and then summoned the prime minister and leader of the protesters to a televised meeting. The world saw both of them literally crawling on the palace floor up to the throne to receive his (democratic -- or monarcratic) dispensation. Thailand then had a quiet decade, even surviving the seismic challenge of the 1997 economic collapse.

Then, in 2001, came the biggest challenge ever to Bhumibol. Thaksin Shinawatra found a formula for enchanting the rural vote while ignoring the self-styled democrats in Bangkok and pulled off an electoral landslide to become prime minister. With so much strength and a fortune amassed largely from a government-granted cellphone concession, Thaksin made the mistake of wondering why the old man, now moved to his seaside palace in the south, should be permitted such sway. He didn't move openly against the king, but in a thousand ways tried to cut him down to size.

But it wasn't the king who was cut down to size. In 2006, with a nod from the palace, the army sent Thaksin packing. The new government, though, was lazy, and the rest is history: two years of uncertainty, protests in the streets, the economy nose-diving and finally the People's Alliance for Democracy blockading the airports. The alliance's rise and Somchai's ouster wouldn't have happened without a tacit palace blessing, while factions in the army awaited further palace encouragement.

Meantime, the British have frozen Thaksin's assets in Britain and revoked his visa. So Thaksin's other asset -- his rural popularity -- can only decline while the king waits to see what Thaksin will try next.

But this time, does the king need a magic wand? For he has worked his magic slowly over the last few years, letting Thaksin become his own worst enemy, overreaching and doing the unthinkable -- undermining the throne. Thaksin has become like the late shah of Iran, seeking refuge for himself, his family and his assets. No one wishing the goodwill of Thailand will dare give it, for Bhumibol -- who, according to the prophecy, may be the last of the Chakri dynasty -- has become its greatest monarch.

Thailand will soon quiet down, the economy will once again boom and visitors will throng to its temples and beaches. And, with any luck, this king will be around for a good while longer to savor his victory.



W. Scott Thompson, professor emeritus of international politics at the Fletcher School of Law and Diplomacy at Tufts University, is an expert on Southeast Asia now living in Bali and Manila.

BBC : Thailand reverts to old-style politics

ที่มา Thai E-News


โดย Jonathan Head
ที่มา เวบไซต์ BBC
12 ธันวาคม 2551

"It's over, Boss." With those three words, veteran politician Newin Chidchob finally broke the deadlock that has paralysed Thailand for the past three years.

They were uttered in a phone conversation with Thaksin Shinawatra last week, the man to whom Mr Newin had been faithful for almost eight years, as the exiled former prime minister pleaded with him to reconsider his decision to defect to the opposition Democrats.

Mr Newin was also the first to break the bonds of money and genuine loyalty which have made the Thaksinistas the most powerful political force in Thailand for the past decade.

And he (Newin) shattered any final illusions that might still have been harboured here that, a decade ago, Thailand's politics had entered a new age with the adoption of a new, populist constitution, and the rise of a new, populist party.

For Newin Chidchob has now reverted to type - the type being a provincial strongman, schooled in the rough-house politics of one of Thailand's roughest neighbourhoods, Buri Ram, who simply sells his team of MPs to the highest bidder.

This is what Mr Newin (who was named by his father after the notorious Burmese General Ne Win) did before the formation of Thaksin Shinawatra's Thai Rak Thai party in 1998. It is what every other provincial godfather did.

Corruption scandals

These men dominated business and politics in their regions, offering voters a tantalising vision of abundant new development money if their votes gave the faction a shot at a cabinet position.

They would then collect as many loyal MPs around them as they could after the election campaign, which they funded generously, and offer the support of those MPs in parliament to whichever prospective government made them the most attractive offer.

This practice delivered Thailand a succession of short-lived, messy coalition governments in the 1990s, better known for corruption scandals than good governance.

It was under such governments - in which Mr Newin participated - that Thailand sleep-walked into the catastrophic 1997 financial crisis.

Appalled by the calibre of their politicians, Thailand's middle-class applauded the birth of a new constitution in the same year - the country's 16th, but the first to be drawn up after extensive consultation with NGOs and other representatives of civil society.

A party emerges

This constitution was the first to enshrine protection of human rights and freedom of expression. It created a number of independent bodies that were given legal powers to rein in corruption.

But the new charter also had another objective. Several of its articles, like the one restricting MPs' freedom to jump from one party to another, were intended to strengthen political parties in the hope that Thailand would progress to a more stable parliamentary system, as in western Europe.

Its drafters (the 1997's constitution) hoped this would nurture a new breed of clean, professional politicians to replace the corrupt old godfathers.

One of those goals, producing stronger parties, was realised with surprising speed.

Thaksin Shinawatra, an ambitious provincial businessman who had made a fortune from telecoms, and managed to keep it during the financial crisis, built a new-style party called Thai Rak Thai (Thais Love Thais).

It used modern marketing methods and a raft of new, populist policies to win the support of the rural electorate. It encouraged mass party membership, and its appeal went right over the heads of the godfathers, making Mr Thaksin an instant political superstar.

The godfathers did not go away. Instead, recognising this new political phenomenon, they opted to move under the Thai Rak Thai umbrella. Newin Chidchob was one of them.

Mr Thaksin's wealth and personal popularity gave him a far stronger hand in dealing with the godfathers than any other party in Thailand's history, so his governments were not crippled by the demands of coalition partners, as his predecessors had been.

In 2001 he became the first prime minister in Thai history to complete a four year term in office. In the 2005 election he became the first prime minister to win an outright majority.

He inspired passionate loyalty among his lieutenants, among them Mr Newin, and he left the Democrats, Thailand's oldest party, floundering.

Thailand seemed to have put the era of weak coalition governments behind it.

Fading force

The story of how Mr Thaksin turned a position of such strength into his situation today - where he is a fading political force, stuck in exile - has been written about extensively elsewhere.

But it is only now, when the newspapers are carrying front-page photographs of the clean-cut Democrat leader Abhisit Vejjajiva giving a bunch of roses to Newin Chidchob, once the mortal enemy of the Democrats and every bit the old-style godfather, that it is clear Thailand has come full-circle.

After three years of turmoil, old politics is back, where politicians of whatever persuasion can climb into bed with whoever gives them a shot at power.

It is a depressing scenario, one which finally buries all the high hopes that were raised by the 1997 constitution.

Doubtless many of those now embracing old politics again, perhaps even Mr Abhisit and Mr Newin, do not feel particularly good about it.

Blame for this will be fired in many directions - at Mr Thaksin, at the military, at the Democrats, at the monarchy even, whose role in recent events is till unclear.

But at a time when Thailand is confronting its worst economic outlook since the disastrous events of 1997, old politics is unlikely to give it a government capable of meeting the challenge.

Copyright BBC UK, 2008

------------------------------------------------------------

สรุปย่อบทความโดย คุณ noname จากเวบบอร์ด ประชาไท

ยาวสักหน่อยนะครับ กับบทความนี้ แต่เขียนได้เนื้อหาครอบคลุม เรื่อง "การเมืองระบบเก่า"ของไทย ได้ค่อนข้างดี

โดยมีการบอกเล่าถึงระบบการเมืองเก่า (น้ำเน่า) ของไทยว่า เกิดจากการที่มี "เจ้าพ่อ" (Godfather) ไปรวบรวมกลุ่มขึ้นมา เพื่อต่อรองอำนาจ และขายให้กับคนที่ให้ราคาต่อรองสูงสุด ซึ่ง โจนาทาน เองก้อมองว่า เนวิน ก้อคือหนึ่งในเจ้าพ่อระดับท้องถิ่นคนนั้นเช่นกันครับ เพราะเนวินก้อคือคนหนึ่ง ที่เดินเข้าซบปีก พรรคไทยรักไทย ของคุณทักษิณ เหมือนกับบรรดาเจ้าพ่อทั้งหลาย แต่คุณทักษิณมีสิทธิขาดมากกว่า ในการควบคุม ทั้งยังมีอำนาจการต่อรองดีกว่า จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการที่บรรดาเจ้าพ่อเหล่านี้ เข้าไปรวมกับพรรคไทยรักไทย มากนัก

อ้อเกือบลืมไป บทความยังได้เตือนความจำด้วยนะคับว่า ก้อเพราะไอ้การเมืองแบบเก่า (น้ำเน่า) นี่ล่ะ ที่ทำให้ได้รัฐบาลที่ "เดินละเมอ" นำประเทศไทยเข้าสู่ปัญหาด้านการเงิน วิกฤตต้มยำกุ้ง ในปีเดียวกับที่ได้รับ รัฐธรรมนูณ 40 มา โดยที่ตัวเนวิน เองก้อนั่งเป็น รัฐมนตรี คนนึงในรัฐบาลนั่นด้วย (ฮา)

ที่สำคัญ บทความยังได้เท้าความถึง รัฐธรรมนูญ 40 ที่ถูกร่างขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างความแข็งแรงให้กับพรรคการเมือง และระบบการตรวจสอบป้องกันการทุจริต โดยได้ระบุว่า วัตถุประสงค์ในเรื่องการสร้างพรรคการเมืองที่เข้มแข็งนั้น ได้ผลดีมาก โดยเห็นได้จากพรรค ไทยรักไทย ที่ก่อตั้งโดยคุณทักษิณ แต่ในที่สุด คุณทักษิณ ก้อโดนโยนออกจากอำนาจทั้งๆ ที่มีอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จในมือ (เขาว่าเรื่องนี้มีคนเขียนเยอะแยะไปหาอ่านได้เอิ๊กๆ)

โดยการจับมือกันล่าสุดของ เนวิน-อภิสิทธิ์ ได้ทำภาพของความยุ่งเหยิงทางการเมืองไทยใน 3 ปีที่ผ่านมาให้ครบวงจรได้ นั่นคือ "การกลับมาซื่งรูปแบบการเมืองแบบเก่า" ที่กลุ่มการเมือง จะต่อรองอำนาจ และพร้อมจะกระโดดขึ้นเตียง ร่วมเคียงกับใครก้อตาม ที่ให้ผลประโยชน์มากกว่า

และที่สำคัญ "เป็นอำนาจระยะสั้น" ซึ่งส่งผลให้เกิดการลดเสถียรภาพทางการเมืองอีกด้วย และ รัฐบาลที่เป็นดอกผลจากระบบการเมืองเก่าแบบนี้ คงจะไม่น่าที่จะมีศักยภาพเพียงพอ จะรับมือกับปัญหาต่างๆ ที่กำลังประดาเข้ามาเป็นแน่