WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 16, 2008

'พรรคสะตอ'ฮึ่มล้างบางขั้วอำนาจเก่า!ส่อเด้ง'ผบช.น.'

ที่มา ประชาทรรศน์

รัฐบาลพรรคปชป.ฮึ่ม!ล้างบางขั้วอำนาจเก่า เก้าอี้'ผบช.น.'สั่นครอนส่อเค้าเด้ง'สุชาติ'กรณีมีเอี่ยวเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ พร้อมเล็งเชือดนายตำรวจปล่อย'คนเสื้อแดง'บุกป่วนรัฐสภาวันโหวตเลือกนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ภายหลังกระแสข่าวจัดตั้งคณะรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งเก้าอี้รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ว่า เป็นไปด้วยความเงียบเหงา มีเพียง พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) ที่เติบโตมาจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แทน พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( ผบช.น.) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.26 ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลากิจ 2 วัน เพื่อไปเป็นพยานศาลคดีฆ่าอดีตผู้พิพากษาที่ จ.ภูเก็ต

ขณะที่ พล.ต.ต.เอกรัตน์ ยังทำหน้าที่เป็นประธานประชุมประเมินสถานการณ์และวางกำลังตำรวจรับมือกลุ่มเสื้อแดงแบบวันต่อวัน ส่วนนายตำรวจระดับ รอง ผบช.น. ที่รับผิดชอบภาระหน้าที่ด้านอื่นๆ ต่างก็มีกิจต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ไม่อยู่ ณ ที่ตั้งแต่อย่างใด ท่ามกลางเสียงวิพากวิจารณ์ของบรรดาสื่อมวลชนประจำ บช.น.ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัติย์นั้นจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ภายใน บช.น.อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกด้วยว่าประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือตำแหน่ง ผบช.น.ที่กำลังสั่นครอน เป็นผลพวงจากเหตุการณ์ความรุนแรงยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค.2551 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัติย์เตรียมหลักฐานข้อมูลเอาผิดนายตำรวจที่ควบคุมสั่งการการปฏิบัติตามลำดับชั้น เรียกได้ว่า ล้างบางขั้วอำนาจเก่าก็เป็นได้ ประกอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณหน้ารัฐสภาวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่หลายฝ่ายมองว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อยต่างเพิกเฉยกับการกระทำดังกล่าวทั้งที่มีกำลังตำรวจมากกว่าผู้ชุมนุมแต่กลับไม่เข้าห้ามและควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัดได้ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยและอาญากับผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ควบคุมสั่งการปฏิบัติในพื้นที่รับผิดชอบจากเหตุการณ์ทั้งสองวันดังกล่าวแน่นอน

'โอ๊ค'เมิน'บัวแก้ว'ยึดพาสปอร์ต'ทักษิณ'โวมีสำรองเพียบ!

ที่มา ประชาทรรศน์

'พานทองแท้'ไม่สน'บัวแก้ว'ยกเลิกพาสปอร์ตแดง'ทักษิณ' ฟุ้งยังมีสำรองอีกหลายประเทศ ขณะที่'จตุพร'ลั่นวันพระไม่ได้มีหนเดียว เชื่ออดีตนายกฯดำเนินชีวิตต่อได้เพราะมีเพื่อนอยู่ทั่วโลก

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกพาสปอร์ตแดงพ.ต.ท.ทักษิณว่า “ไม่เป็นไร เพราะพ่อมีพาสปอร์ตอยู่หลายประเทศ ซึ่งขณะนี้ผมยังไม่ได้คุยกับพ่อทักษิณเลย จึงไม่ทราบว่าพ่ออยู่ประเทศไหนและยังไม่มีกำหนดที่จะเดินทางไปเยี่ยมเยียน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล นายพานทองแท้ กล่าวว่า “ให้เขาลองดู ผมไม่ขอพูดดีกว่า”

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ใครอยากทำอะไรก็ทำ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณได้เจอสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาแล้ว ซึ่งความเลวร้ายที่มีเพิ่มขึ้นจึงไม่มีความหมายอะไร และทำให้เห็นว่าวันพระไม่ได้มีหนเดียว พ.ต.ท.ทักษิณจึงสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้เพราะมีเพื่อนอยู่ทั่วโลก

'ม็อบแท็คซี่' แจกหรีดปชป. จวกยับลึกซึ่งโกตั๊บ

'ม็อบแท็กซี่' บุกพรรคประชาธิปัตย์ ขนรถกว่า 20 คัน เข้าปิดล้อม รองประธานกลุ่ม จวกยับ ยกหรีดประณาม 'อภิสิทธิ์' นั่งนายกคนใหม่ ชี้เป็นนายกฯนอมินีเผด็จการ ย้ำตั้งรัฐบาลช่วยเหลือม็อบหมาบ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้(16ธ.ค.) นายนิกร มาฆะสุข รองประธานกลุ่มแท็กซี่หมอชิต นำแท็คซี่กว่า 20 คันเข้าปิดล้อมบริเวรถนนกำแพงเพชร 5 โดยนายนิกรกล่าวว่าที่ตนนำคณะแท็กซี่มาที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้เนื่องจากต้องแสดงความยินดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และดีใจกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ โดยได้นำพวงหรีดมามอบให้ และทั้งนี้ตนในฐานะประธานกลุ่มแท็คซี่หมอชิต ขอประณามพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความเกี่ยวกันในทางการเมือง พร้อมกับขอประณามกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ร่วมกันเลือกนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้

ทั้งนี้ได้กลุ่มผู้ชุมนุมได้อ่านแถลงการประณามพรรคประชาธิปัตย์ 4 ข้อ คือ 1.พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงจากประชาชนให้เข้ามานั่งในสภาเพียง 164 เสียง ซึ่งถือว่าเป็นเสียงข้างน้อยในสภา และขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชน จึงหมดความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล 2. พรรคประชาะปัตย์ได้ทำการหนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีส.ส.ในพรรคคือนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน ไปเป็นแกนนำในการชุมนุมทำลายประเทศชาติโดยการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และท่าอากาศยานนานาชาติ และทำการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือพันธมิตรฯ อย่างแท้จริง 3. ได้มีการแทรกแซงทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลจากกลุ่มอัมตยาธิปไตย และกลุ่มเผด็จการ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ จึงเป็นรัฐบาล นอมินีของเผด็จการรัฐประหาร และสุดท้ายประณามส.ส.ที่ขาดจิตสำนึกความเป็นประชาธิ ไตย

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีส.ส.ท่านใดออกมาจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ และได้ทำการกันผู้ร่วมชุมนุมไม่ให้สามารถเข้าไปยังที่ทำการพรรคได้ ส่วนการจราจรในขณะนี้เริ่มติดขัดเล็กน้อย และล่าสุดแกนนำผู้ชุมนุมได้มีการเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อต่อรองให้แกนนำได้เข้าไปวางพวงหรีดหน้าที่ทำการพรรค

ประชาธิปัตย์รัฐประัหาร

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก


เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เวลาราว 19.00 น. มีข่าวด่วนทางช่อง 9 อสมท. โดยท่านนายกทักษิณ ชินวัตร สั่งปลด พล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งสถานการณ์เวลานั้นกำลังชุลมุนวุ่นวายจากข่าวการรัฐประหารที่แพร่กระจายออกมาอย่างรวดเร็ว และในที่สุดเวลาประมาณราว 23.00 น. ก็มีแถลงการณ์การรัฐประหารโดย “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” (คปค.) ซึ่งมีพล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพออกมานั่งเรียงหน้ากันออกแถลงการณ์หน้าทีวี เพื่อประกาศการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเืลือกตั้งของนายกทักษิณ ชินวัตร


ในเวลานั้นทุึก ๆ คนในบ้านเมืองต่างสับสนวุ่นวายไม่รู้ใครเป็นใคร ตามถนนแยกสำคัญ ๆ และสถานที่ราชการมีทหารแต่งชุดพรางคาดผ้าแถบสีเหลืองไว้ที่แขนยืนถือปืนคุมเชิงอยู่ทั่วไป เมื่อรัฐบาลของประชาชน (ที่มาจากเสียส่วนใหญ่ของประเทศ) ถูกล้มไป คณะรัฐมนตรีีและผู้ที่ถูกคาดหมายว่าจะอยู่ฝ่ายเดียวกันกับรัฐบาลนายกทักษิณ ถูกจับกุม, กักตัว, สถานีโทรทัศน์ ITV ที่ถูกโจมตีว่าอยู่ฝ่ายทักษิณถูกเปลี่ยนมือมาเป็น TPBS ประเทศถูกประกาศกฎอัยการศึกกว่าครึ่งประเทศ



ระยะเวลากว่าปีที่คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้นมาปกครองประเทศ โดยไม่สนใจต่อความรู้่สึกของประชาชนส่วนใหญ่ และนานาชาติ ที่แสดงปฏิกริยาต่อต้านอย่างชัดเจน ในวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นคนทั้งประเทศต่างรู้สึกช๊อคต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศไทยที่เจริญก้าวหน้ามาไกลมากจนเกือบจะกลายเป็นผู้นำอาเซียน หรือ ผู้นำแห่งเอเชียในอนาคตอันใกล้ กลับเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นได้



ประชาขนไทยถูกจับเป็นตัวประกันทั้งประเทศ ทุก ๆ คนถูกมัดมือ มัดเท้า ปิดปาก ด้วยกฏอัยการศึกในเวลานั้น แต่ถึงขนาดนั้นด้วยพลังแห่งความรักในอิสระที่เรียกว่าไทย พลังเสื้อแดงที่เพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้้นเหมือนหน่อเล็ก ๆ ด้วยการสื่อสารที่ถูกปิดกั้นอย่างเกือบจะหมดหนทาง แต่จากการบอกปากต่อปาก จากทางโทรศัพท์ จากทางอินเตอร์เน็ท เท่าที่ทำได้ ก็ยังได้กระจายความรู้และข้อมูลให้กับประชาชนชาวรากหญ้าได้รับทราบถึงความเลวร้ายของเผด็จการได้อย่างมากมาย จนกระทั่งการโหวตรับรัฐธรรมนูญปี 50 ที่เผด็จการร่างขึ้นมาเพื่อทำลายระบบรัสภาไทย ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายคนรักประชาธิปไตย (เสื้อแดง) ถูกกดดันและปิดกั้นทุกทาง แต่ก็ช่วยกันรณรงค์อย่างเต็มที่จนฝ่ายเผด็จการสามารถโหวตชนะไปอย่างเฉียดฉิว



หลังจากผ่านการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญปี 50 ก็แผลงฤทธิ์ รัฐบาลท่านนายกสมัคร และท่านนายกสมชาย ที่มาจากพรรคพลังประชาชน ไม่สามารถทำงานใด ๆ ในการพัฒนาประเทศได้เลย เพราะต้องฝ่าด่านการตรวจสอบมากมาย ยังไม่นับรวมถึงการออกมาป่วนบ้านเมืองของ “ม๊อบมีเส้น” พร้อมกับคำสั่งที่ไม่มีที่มาว่า ”อย่าทำร้ายประชาชนของฉัน” ที่แพร่กระหึ่มไปทั่ว ทำให้ระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนเหมือนถูกผูกมือ มัดเท้า ทำอะไรไม่ได้เลย แต่กระนั้นรัฐบาลก็ยังคงสภาพความเป็นรัฐบาลเอาไว้ได้ แม้ว่าจะถูกกดดันทุก ๆ ทางก็ตาม



แม้ว่าจะไม่มีกองทัพที่ให้การสนับสนุัน แม้ว่าจะไม่มีกลุ่มของสื่อสารมวลชนคอยเชียร์ แม้ว่าจะไม่มีนักวิชาการมากล่าวยกย่อง แม้ว่าจะไม่อำนาจนอกระบบคอยปกป้อง แม้ว่าจะไม่มีตุลาการศาลหน้าด้านคอยตัดสินเอียงข้างให้ แม้ว่าจะไม่มีอะไรเลยที่มองไปแล้วจะได้เห็นแสงสว่างข้างหน้า แต่ทว่าด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นของบุคคลที่เรียกตนเองว่า “คนไทย” ผู้มีสายเลือดที่รักและหวงแหนอิสระเสรีภาพมาแต่อดีต ก็ไม่เคยย่อท้อต่อการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสระและเสรีภาพให้กับตนเองและประเทศนี้



เหล่าผู้่สูงอายุ, คนหนุ่มสาว, เยาวชน, คนวัยทำงาน, นักเรียน, นักศึกษา, แม้แต่ผู้ทรงศีลที่มีจิตใจเป็นธรรม ต่างก็ร่วมกันที่จะยืนหยัดเพื่อนำเอาความเป็นอิสระให้หลุดพ้นจากการครอบครองของเผด็จการออกไปให้ได้ และด้วยความสงบและสันติปราศจากอาวุธ การใส่เสื้อสีแดง หรือผูกสัญลักษณ์สีแดงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักในความเป็นอิสระของคนในชาตินี้ พวกเขาเหล่านั้นคือนักสู้กับเหล่าเผด็จการและต้องการหลุดพ้นจากความกดขี่ดุจดังที่บรรพบุรุษได้กระทำมาอย่างยาวนาน



เวลานี้อำนาจรัฐได้ตกไปอยู่ในมือของพรรคประชาธิปัตย์ (ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเต็มที่กับผู้ก่อการร้ายสากล พธม.) การขึ้นมาเป็นรัฐบาลในครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยคะแนนเสียงข้างมากเพราะประชาชนเลือกเข้ามา แต่ด้วยกุศโลบายที่เลวร้ายที่สุดของกลุ่มอมาตย์ที่มีอิทธิพลครอบประเทศนี้อยู่



แต่ถึงอย่างไรการต่อสู้ของผู้รักประชาธิปไตยผู้มีจิตใจเต็มล้นไปด้วยความมุ่งมั่นจะยัีงคงอยู่ต่อไปภายใต้สัญลักษณ์เสื้อแดง เวลานี้สนามรบได้เปลี่ยนไปอยู่ที่ 2 สนาม คือ



1. สนามรัฐสภา รัฐบาลประชาธิปัตย์มีเสียงปริ่มน้ำมากมีเสียงในสภา 235 เสียง และตำแหน่งรัฐมนตรีมี 35 ตำแหน่ง อย่างน้อยที่สุดที่พรรครัฐบาลจะำดำรงตำแแหน่งรัฐมนตรีก็คือ 33 ตำแหน่ง (อาจจะมีคนนอก 2 ตำแหน่ง) เสียงในสภาก็จะเหลืออยู่ 202 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีอยู่แน่ ๆ 198 เสียง (ปัจจุบัน) และถ้ามีการเลือกตั้งซ่อมอีก 29 ที่นั่งเพียงแค่พรรคเพื่อไทยได้มาเพียง 20 ที่นั่งจาก 29 ก็จะกลายเป็น 218 เสียงขณะที่รัฐบาลมีเสียงเพิ่มมาอีกเพียง 9 ก็จะกลายเป็น 211 เสียง (นี่คิดอย่างเข้าข้างรัฐบาลที่สุดแล้ว ซึ่งที่จริงเพื่อไทยน่าจะได้กลับมาทั้งหมด) แค่โหวตลงมติเพียงครั้งเดียวก็จบแล้วครับ ดังนั้นการต่อสู้ในสภาจึงจะเริ่มต้นนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป และรับรองได้ว่าอาจจะเป็นรัฐบาลที่มีอายุสั้นที่สุด ในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้



2. สนามการสื่อสาร ต่อไปนี้ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องหาช่องทางในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนไทยให้ได้รับความรู้มากที่สุด ถึงเบื้องหลังเบื้องลึกถึงสาเหตุที่เกิดวิกฤตการณ์ของประเทศในครั้งนี้ ในเมื่อการสื่อสารหลักถูกฝ่ายเผด็จการครอบครองได้เบ็ดเสร็จ การสื่อสารรองจึงจะเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแพร่หลายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ท่านจักรภพ ได้แถลงข่าวแล้วว่าต่อไปนี้จะมีการจัดทำเครือข่ายการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต ทั้งวิทยุ, และทีวีผ่านดาวเทียม ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยการสื่อสารนี้จะเข้าถึงคนไทยมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่า จ้าวไอที อย่างท่านนายกทักษิณ ชินวัตร คงจะไม่พลาดที่จะจัดทำเวปไซด์ของท่านขึ้นมาอย่างแน่นอน และรวมถึงทีวีผ่านดาวเทียมที่จะมีการจัดตั้งขึ้นทำนองเดียวกับ ASTV สงสารการสื่อสารจะดุเดือดเลือดพล่านไม่แพ้กัน



และที่สำคัญท่านวีระ ได้กำลังจะจัดตั้งสถาบันเสื้่อแดงขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์ฯ รวมของการดำเนินงานทั้่งหมดของกลุ่มคนเสื้อแดงผู้้รักประชาธิปไตย นี่คือสงครามที่กำลัีงดุเดือดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



ฝ่ายเผด็จการกุมอำนาจทุกส่วนของประเทศเอาไว้ แม้แต่อำนาจการบริหารประเทศ แต่ฝ่ายประชาธิปไตยกุม (อำนาจ) หัวใจที่รักอิสระเสรีของประชาชนไทยเอาไว้ เราจะได้เห็นการต่อสู้อย่างดุเดือดใน 2 สมรภูมินี้ สำหรับพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ขอให้ท่านได้ติดตามการดำเนินงานของผู้ที่จะนำทิศทางในการต่อสู้ให้ดี ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศในครั้งนี้ ดังนั้นผมเชื่อว่า เพียงแค่ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร “จะโฟนอิน” เข้ามาในรายการความจริงวันนี้ ก็สั่นสะเทือนไปทุกองคาพยพของเผด็จการแล้ว และถ้าวันหนึ่งท่านนายกทักษิณจัดรายการ “ทักษิณคุยกับประชาชนไทย” ผ่านเวปไซด์ของท่าน โดยออกอากาศสด ๆ ผ่านโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม แล้วอะไรจะเกิดขึ้น...



แค่คิดเผด็จการอมาตย์ก็หนาวไปถึงขั้วหัวใจแล้ว

Monday, December 15, 2008

จดหมายจาก ‘ผู้อ่าน’

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่งส่งตรงมาจาก จ.กำแพงเพชร เขียนมาต่อว่าต่อขานข้อเขียนของผมที่ระบุว่าผมเขียน “เลีย” กลุ่มคนบางกลุ่ม

ผู้อ่านท่านนี้ลงชื่อว่า “รากหญ้า หาเช้ากินค่ำ” แม้จะเขียนมาด่ามาว่ากัน แต่ผมก็ไม่โกรธ กลับสนใจข้อเขียนในจดหมายฉบับนี้มากกว่า เพราะเขียนได้ตรงไป–ตรงมา ดีเยี่ยม

หลังจากอ่านจดหมายฉบับนี้เสร็จแล้ว ผมอาจจะแกล้งไม่สนใจ และฉีกทิ้งลงถังขยะไปในทันทีก็เป็นเรื่องที่กระทำได้
แต่จดหมายฉบับนี้ทำให้ผมรู้สึกดี จึงอยากจะเอามาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้อ่าน เพราะ “ข้อความ” ที่สื่อออกมามันแสดงออกถึงความจริงใจของคนต่างจังหวัด คนรากหญ้า

ท่านผู้อ่านท่านอื่นคงอยากจะรู้ว่าจดหมายจาก จ.กำแพงเพชร เขียนมาว่าอย่างไรบ้าง ผมคงไม่สามารถนำมาลงให้อ่านได้
บอกได้นิดหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล เปลี่ยนข้าง ย้ายขั้วใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อความโดยสรุป ผู้อ่านคนนี้ สงสารประเทศชาติ สงสารประชาชน และรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดนกลั่นแกล้ง จากกระบวนการยุติธรรม

ความรู้สึกของผู้อ่านคนนี้คงไม่แตกต่างจากความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้หรอกครับ ผมเชื่อแบบนั้น
ผมเชื่อว่า หากประเทศนี้ปล่อยให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้มากๆ

ประเทศไทย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้รับความจริงใจจากผู้มีอำนาจ

โดยเฉพาะชาวรากหญ้าถูกกดขี่ข่มเหงมายาวนาน ทำไร่ทำนา เป็นหนี้สินไปทั้งปีทั้งชาติ แต่พอจะลืมตาอ้าปากได้ เพราะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่ง มีวิสัยทัศน์ และมีความจริงใจต่อประชาชน ก็โดนพวกเห็นแก่ตัว กลั่นแกล้งจนไม่มีแผ่นดินอยู่
บรรทัดสุดท้าย จดหมายจากกำแพงเพชร บอกว่า หากผมเขียนบทความ “เลีย” คนบางกลุ่มทำให้เกิดอาการ “เอียน” คลื่นไส้จะอ้วก อาจจะเลิกรับ “ประชาทรรศน์” ทำให้ผมรู้สึกตกใจพอสมควร
แต่ขอความกรุณาเถอะครับ พวกเรา นักเขียนมีอุดมการณ์ ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนมาพอสมควร ผ่านงานหนังสือพิมพ์มาหลากหลายฉบับ

ไม่เคยมีที่ไหนให้ความอิสระมากเท่าที่นี่ ขอให้ติดตามต่อไปว่า เราจะสนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการอย่างถึงที่สุด
เราจะนำเสนอข่าวด้วยจุดยืนแน่วแน่มั่นคง ศัตรูหมายเลข 1 ของเราคือ “เผด็จการ”
เราพร้อมจะประกาศตัวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
พร้อมทั้งสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เหมือนเดิม นั่นคือ “เจตนารมณ์” ที่มั่นคงตลอดไป!

จาก แก้วสรร ถึงสนธิ...

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย คมแฝก


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บังเอิญได้ไปเดินตามแหล่งชุมชนแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าเจอทีมหาเสียงของ นายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครเข้าชิงผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 12

นายแก้วสรร ยื่นเอกสารแนะนำตัวให้ ซึ่งผมรับไว้อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะไม่ได้ตั้งตัว ย้อนเวลากลับไปได้ หากเห็นนายแก้วสรรก่อนหน้าที่จะเดินผ่านสักนิด ผมอาจจะเลี่ยงไปเดินไกลๆ และจะไม่รับเอกสารชิ้นนี้เป็นอันขาด

สาเหตุอะไร คงไม่ต้องบอกกล่าวให้เปลืองเนื้อที่กระดาษ เพราะตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายแก้วสรรมาทำงานเป็น คตส. ประเทศชาติก็เสื่อมถอยลงทุกๆ วัน

ตลอดเวลาที่ผมนั่งรถเห็นป้ายหาเสียงของนายแก้วสรร ถูกมือดีละเลงจนเสียหายยับเยินแล้วก็สงสารปนสมเพชเวทนา อดีต คตส. ผู้นี้เหลือเกิน
และยิ่งสงสารเข้าไปอีก เมื่อไปอ่านเจอจดหมายฉบับหนึ่งที่ชื่อว่า “คุณสนธิ...คุณมีสิทธิอะไรมาทำลายความฝันของผม”
ในจดหมายนายแก้วสรรเขียนไว้ว่า “เมื่อคืน ผมเข้านอนกว่าเที่ยงคืน ลูกชาย 2 คน พร้อมหลานชายอีก 3 คนกำลังช่วยกัน ทำป้ายชูหาเสียงใช้เวลาเดินแจกบัตร ผมเข้านอนด้วยรอยยิ้ม...ชื่นใจที่แม้ไม่มีเงินจ้างใคร ก็มีความรักความร่วมมือของพี่น้องลูกหลานเพื่อนฝูง ที่เชื่อว่าผมและขวัญจะสามารถทำงานให้บ้านเมืองได้ และน่าจะได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพ

รุ่งเช้า โทรศัพท์จากเพื่อนอาจารย์รามคำแหง รายงานมาเป็นครั้งที่ 2 ว่า แกนนำพันธมิตรฯ ในรามคำแหง ยังคงเคลื่อนไหว สั่งการไปยังเครือข่ายสีเหลืองในกรุงเทพฯ อย่าเลือกแก้วสรร!! เพราะคุณเห็นว่าผมเปลี่ยนไปแล้ว และไปคบกับคนฉวยโอกาส เช่น แอ๊ด คาราบาว

ผมปิดโทรศัพท์...มองเหม่อไปเห็นลูกชายยังทำงานไม่ได้นอน ทั้งที่ไม่ค่อยสบาย...น้ำตาผมเอ่อ...ผมอยากมองไปในดวงตาของคุณ แล้วถามคุณว่า...คุณมีสิทธิอะไรมาทำลายความฝันของผมพี่น้องพรรคพวกและลูกหลานอย่างนี้ คุณเห็นใครดีก็บอกไปสิครับว่า ให้เลือกประชาธิปัตย์ เพราะทีม ปชป.เขามีคุณประพันธ์ คูณมี เป็นว่าที่รองผู้ว่าฯ บอกไปเลยครับ ไม่ต้องเกรงหรอกครับว่า ใครเขาจะมองว่าคุณเล่นพวก เพราะคุณประพันธ์เอง เขาก็มีอะไรดีในตัวอยู่มาก

คุณสนธิ...ทำไมคุณต้องสร้างและใช้การเมืองภาคประชาชน บนความเกลียดชังอย่างนี้ด้วย ใครเกลียด แอ๊ด คาราบาว ก็ขอให้เกลียดแก้วสรรด้วย เพราะมันไปคบแอ๊ด นี่หรือคือการเมืองใหม่ของคุณ! ด้วยพลังของความเกลียดชัง คุณ และพวกที่สมคบกันจะยอมให้พลังประชาชนชนะ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้ แก้วสรรจะมาสมัครแข่งกับประชาธิปัตย์จนตัดเสียงพันธมิตรฯ กันเองอย่างนี้ไม่ได้ ต้องทำลายมันในฐานะที่มันเปลี่ยนไป มันเป็นเช่นนักรบที่ไถลไปเด็ดดอกไม้ข้างทาง เมื่อมันเซ่อไปคบ แอ๊ด คาราบาว เราก็ต้องป้ายร้ายมันทันทีว่า ทรยศ...ไปเสียแล้ว!

คุณสนธิ...คุณเห็น คุณอภิสิทธิ์ กอดกับเนวิน จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแล้ว คุณว่าเขาทรยศไหม? คุณต้องตอบว่าไม่ เพราะมิได้เป็นพวกกันมาก่อน และที่เรียกกันว่า พันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์นั้นเป็นการป้ายร้าย

คุณตอบอย่างนี้ ผมก็ขอถามคุณว่า แล้วผมเป็นสาวกคุณตั้งแต่เมื่อใด? จริงอยู่ ผมเคยร่วมเคลื่อนไหวขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นวิทยากรและออกหนังสือ “หยุดระบอบทักษิณ” แต่ผมก็ทำด้วยอิสระร่วมคิดอ่านกับพี่น้องในครอบครัวเท่านั้น มิได้ขึ้นตรงต่อผู้ใด หน้าไหนทั้งสิ้น รวมทั้งคุณด้วย ผมรับเป็น คตส. ลุยคดียึดทรัพย์ตั้งแต่พันธมิตรฯ ยังไม่ตั้งขบวนเสียด้วยซ้ำ และก็ตรวจสอบไต่สวนไปตามหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยความจงเกลียดจงชังทักษิณเหมือนคุณ

คุณสนธิ...ผมกับลูกและพวกมีสิทธิไหมครับ ที่จะฝันจะสร้างการเมืองแห่งความรักแห่งความร่วมมือมุ่งมั่นขึ้นมา
เพื่อเยียวยาแก้ไขบ้านเมือง พอกันทีกับพรรคการเมืองแบบเก่า และความแตกแยกเป็นเหลืองเป็นแดง ผมลงสมัครอิสระ อิสระจากนายทุนอุดหนุน อิสระจากความเกลียดชัง ด้วยมุ่งมั่นฝันว่ากรุงเทพฯ จะได้การเมืองที่ทำงานได้เป็นเมืองแรกแล้วขยายต่อไปยังถิ่นต่างๆ โดยไม่ต้องปฏิรูปรัฐธรรมนูญ หรือใช้สภา 70 : 30 เหมือนที่เสนอมาตามวิชารัฐศาสตร์เชิงคณิตศาสตร์ของคุณ

คงป่วยการที่ผมจะชวนคุณร่วมเดินทางในแนวความคิดนี้ เพราะคุณอ่อนแอเจ็บป่วยเกินไปในทางจิตใจ แน่นอน...คุณก็มีสิทธิที่จะคิดเห็นว่า ผมเป็นอย่างไรก็ได้เหมือนกัน แต่สิทธิที่จะกระทำถึงขั้นอาศัยความเป็นหัวหน้าขบวนการ เปล่งบัญชาสั่งการกำหนดให้ใครดี เลว เอาตามที่คุณเห็น แล้วสั่งกำลังพันธมิตรฯ ให้ร่วมกันใช้กฎหมู่ ทำลายอิสระของผม ทำลายทางเลือกของคนกรุงเทพนั้น ผมว่ามันทำให้คุณกลายเป็นทักษิณ 2 ไปเสียแล้ว มันน่าเศร้าจริงๆ ที่บ้านเมืองของผมและลูก ต้องพังเพราะมีคนอย่างคุณกับทักษิณ แย่งกันเป็นเผด็จการ จนฉิบหายอย่างทุกวันนี้

จดหมายนี้...ผมเชื่อว่าคงไม่ได้รับการตอบโต้อะไรจากคุณผ่านทางสื่อใดๆ เพราะการเมืองแห่งความเกลียดชังได้ทำให้คุณโดดเดี่ยวตนเองโดยสมบูรณ์แล้ว ฝากความรักความระลึกถึงเพื่อนพี่น้องในพันธมิตรฯ ทั้งหลายด้วย หากผีแห่งความเกลียดชังที่สิงอยู่ออกจากตัวคุณเมื่อใด...เราคงได้กอดคอร่วมงานกันอีก...

นี่คือจดหมายที่ นายแก้วสรร เขียนระบายไว้ในเว็บไซต์ กระทั่งมีบรรดาคนรักประชาธิปไตยไปเจอ จึงนำมาแปะไว้ตามบอร์ดต่างๆ เพื่อให้คนได้ หัวเราะ สมเพชเวทนา ตามสมควร

ผมไม่ได้ต้องการเยาะเย้ย นายแก้วสรร แต่อยากบอกว่า ผมรักประชาธิปไตย ผมอยากให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปตามกลไกของประชาธิปไตย

ดังนั้น คนที่สนับสนุนเผด็จการ ถ่วงความเจริญต่อประเทศชาติ ไม่สมควรที่จะให้ประชาชนเลือกแม้แต่คนเดียว !

“เอาหมามานั่งเมือง ดีกว่า ‘อุ้มโจร’...ขึ้นนั่งเมือง!”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


หลังการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 เพียงหนึ่งเดือน ผมเขียนบทความลงในเว็บไซต์ผู้จัดการ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2549 โดยใช้ชื่อว่า
“ขับเจ้าเข้าป่า แล้วเอาหมามานั่งเมือง”
ในบทความนั้น ผมเล่าถึงการปฏิวัติ พ.ศ.2475 และผลพวงติดตามมา คือ
พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของ เจ้าคุณมโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อ พ.ศ.2476 และถือได้ว่าเป็นการ “รัฐประหาร” ครั้งแรก

ผมเล่าว่าคนไทยนั้นเป็นพวกชอบวิจารณ์การเมือง ในปีรัฐประหารครั้งแรกนั้น มีความบันเทิงซึ่งเป็นที่โปรดปรานของชาวบ้าน คือ การแสดง “ลิเก” แถบนครชัยศรี ซึ่งในปี พ.ศ. นั้น ก็ยังเป็นชนบทบ้านนอกอยู่มาก มีลิเกคณะนายหรั่ง (คนละคนกับ ตาหรั่ง เรืองนาม เจ้าของระบำจ้ำบ๊ะ นาฏศิลป์สำหรับผู้ใหญ่เพศชายที่ร่ำลือ) ลิเกคณะนี้ดังแถวดอนหวาย ท่าพูด บางเตย ทรงคะนอง ผู้คนรู้จักกันดี

ค่ำวันหนึ่งผู้แสดงเป็นตลกตามพระ ร้องกลอนลิเกด้วยความครึกครื้นแบบสอดใส่อารมณ์ศิลปินเสียดสีการเมืองไปด้วยว่า
“เจ้าคุณพหลเป็นต้นเหตุ พระองค์บวรเดชเป็นต้นเรื่อง
ขับเจ้าเข้าป่า แล้วเอาหมามานั่งเมือง”

การแสดงยังไม่ทันจบ ลิเกทั้งคณะถูกตำรวจหิ้วไปสอบสวนที่โรงพัก ด้วยข้อกล่าวหาว่าเล่นลิเกล้อเลียนทางการเมือง ไม่สบอารมณ์คณะผู้ก่อการยึดอำนาจ

คณะรัฐประหารไม่ว่าชุดไหน เป็นโรคต่อมน้ำอดน้ำทน “ตื้น” เหมือนกันหมด ประสาทจะเสียเอาง่ายๆ ถ้ามีสิ่งใดที่พวกเขาเห็นว่า จะกระทบอำนาจที่ตนยึดมาจากประชาชน จึงต้องปกป้องอย่างเต็มที่ เลยระแวงกระทั่งพวกตลกยี่เกที่ร้องเสียดสีตัว
การที่ผมเขียนเล่าอย่างที่ว่า เป็นเพราะในตอนนั้น เริ่มมีข่าวแพร่ออกมาว่า
“ไอ้บัง” กับพวกทหาร ได้เตรียมการเพื่อความปลอดภัย หลังการลงจากหลังเสือแล้ว โดยจะเอาพรรคดักดานขึ้นสืบทอดอำนาจเป็นรัฐบาล แต่ข่าวสารของคนพวกนี้มันปิดไม่มิด รักษาความลับกันไม่เป็น ชอบคุยโวโอ่ให้คนรู้ ผมจึงเขียนแย้มเพื่อแสดงโดยนัยว่า รู้เท่าทันความคิดของพวกมัน จึงเขียนลงท้ายบทความเป็นกลอนลิเกว่า
ปฏิวัติเป็นต้นเหตุ นักการเมืองผีเปรตเป็นต้นเรื่อง
ขับตาแม้วไปกินแหนมห่อ แล้วเอา “สะตอ” มานั่งเมืองงงงงง!...
เท่านั้นยังไม่พอ ตามสรุปส่งท้าย ด้วยประโยคที่ว่า...
“แหม!...แค่คิดเท่านั้น ‘ขนแขน-สแตนด์อัพ’ พึ่บพั่บ แล้วนะเนี่ย!!”

จากนั้น เหตุการณ์ก็เป็นไปอย่างผมคาด คมช. ได้เบิกเงินหลวงก้อนใหญ่จากคลังอีก 5 พันล้านบาท โดยบอกว่าจะเอาไปรณรงค์เพื่อให้ประชาชนออกมายอมรับสิ่งที่ผมเรียกว่า “รัดทำมะนวย...ฉบับหัวคูณ” และชักชวนให้ชาวบ้านออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

แต่จุดมุ่งหมายหลักของพวกเขา แท้ที่จริงคือการเอาไปดำเนินการทางการเมือง เพื่อสนับสนุนพรรคที่ตัวเลือกไว้ และทำลายพรรคการเมืองใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาทดแทนพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบ โดยมีการข่มขู่ราษฎรไปทั่วทางภาคอีสานและภาคเหนือ

บางจังหวัดอย่างลำพูน ถึงขั้นมีกรณีทหารทำร้ายประชาชนที่ไม่เห็นด้วย และเป็นเหตุให้คนเมืองเจ้าแม่จามเทวีแค้นเคือง แห่กันออกมาลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองตรงข้ามกับฝ่ายทหารมากที่สุดในประเทศไทย อย่างนี้เป็นต้น

ว่ากันอีกว่า เงินหลวงก้อนมหึมานั้นไม่ได้เอาไปเพื่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างเดียว แต่ยังมีการเอาไปแจกจ่ายกันแบบ...
“วัดครึ่งหนึ่ง-กรรมการครึ่งหนึ่ง”

ดังนั้น พอพวก คมช. ตัวเป้งๆ หมดอำนาจลง เริ่มมีสื่อและสิ่งพิมพ์ออกมาแคะไค้ เรื่องบ้านหรูในต่างประเทศที่แคนาดา ซึ่งไปซื้อหากันไว้ รวมทั้งเดลินิวส์ลงข่าวการซื้อคฤหาสน์ราคาหลายสิบล้านที่ภูเก็ต และไม่กี่วันที่ผ่านมาหยกๆ นี้เอง ก็มีเรื่องการก่อสร้างบ้านอัครฐานของอดีตแกนนำ คมช. โผล่ตามหน้าหนังสือพิมพ์กันอีก

ใช่แต่แค่นั้น แม้วันที่อยู่ในอำนาจของ คมช. เรื่องคอร์รัปชั่นเหม็นเน่าของคนพวกนี้ยังโผล่ไปถกกันในสภาที่เขาตั้งกันขึ้นมาเอง โดยคนแฉก็เป็นนายทหารร่วมรุ่นกับแกนนำ คมช. ด้วยซ้ำ ทำให้ผู้คนมองการรัฐประหาร เป็นการ “ปล้นเงินของประชาชน” ไปสร้างความร่ำรวยให้กับคณะผู้ก่อการนั่นเอง
ใครก็ตามที่เอาเงินหลวงไปล้างผลาญ มีชีวิตต่อไปไม่สงบแน่!

ถึงกระนั้น พรรคการเมืองที่ คมช. เลือกสรรจะให้ขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล ขนาดเลขาธิการ คมช. ลงทุนส่งลูกไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคและลงเลือกตั้งด้วย แต่พรรคในอุปถัมภ์ของทหาร ก็ไม่สามารถเอาชนะพรรคการเมืองใหม่อย่าง พลังประชาชน และพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ จนต้องตกเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง

เมื่อแผนการไม่สำเร็จ จึงปรากฏเหตุการณ์ “ก่อไฟเผาประเทศ” ด้วยการชุมนุมที่กลายมาเป็นการกบฏและการก่อการร้าย ทำลายประเทศย่อยยับไปอย่างที่เห็น และอาจทำให้พรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ ซึ่งยืนข้างกบฏและการก่อการร้ายมาอย่างมั่นคง
มีโอกาสก้าวสู่อำนาจ!

สำหรับเรื่องรายละเอียดความไม่เข้าท่าของพรรคโลซกอย่างประชาธิปัตย์ ที่เพียรจะเป็นรัฐบาลนั้น ผมบรรยายเอาไว้ชัดเจน อ่านสนุก ในหนังสือ ชื่อ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” จะยกตัวอย่างในหนังสือให้เห็นเป็นบางเรื่อง เช่น
1.ประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองแรกที่ลูกพรรคถูกตัดสินเรื่อง “ซื้อเสียง” จนศาลฎีกาสั่งจำคุก 1 ปี ตัดสิทธิอีก 10 ปี ซึ่งมีผลให้ “นายหัวชวน” ไม่สามารถออกมาพูดเรื่องการซื้อเสียงได้อีก เพราะแกกลัวโดนสวน จนกลายเป็น “นายชวนหัว” นั่นเอง
2. เรื่อง สปก.4-01 ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้บรรดาเศรษฐี ทั้งผัวและเพื่อนนักการเมืองในพรรคดักดานนี้ ต้องคืนที่ดิน แต่ความยุติธรรมก็มาช้า เพราะกินเวลายาวนานถึง 10 ปี เหมือนกัน
3.ในหนังสือ“นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” เล่มสำคัญ ผมได้ลำดับโครงการภาคใต้ต่างๆ ให้ผู้อ่านทราบว่า การที่มีเส้นทางคมนาคม การปรับปรุงพัฒนาภาคใต้ การแก้ปัญหาเรื่องสนามบิน จ.นครศรีธรรมราช การสร้างมหาวิทยาลัยทางภาคใต้ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองอื่น ซึ่งมีน้ำใจลงไปทำให้ทั้งสิ้น ไม่ว่ายุคนายกฯ ชาติชาย นายบรรหาร แม้กระทั่งรัฐบาลทักษิณ
ขนาดคนใต้ เขาบอกว่า
“กูเอาตีนก่ายหน้าผาก ยังนึกโครงการดีๆ ที่พรรคประชาธิปัตย์ทำให้ไม่ออก!”
พูดกันถึงขนาดนั้น ทีเดียวเชียวนะ!
4. ที่น่าขายหน้าที่สุดคือ เรื่องของ กทม. ยุค นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม.
มีประวัติการทุจริต จนถูกดำเนินคดี และที่ยังต้องทยอยตามมาอีกมากมายหลายสิบคดี เมื่อนายคนนี้ลาออกไปแล้ว ทาง กทม. ถึงกับต้องทำบุญใหญ่ เสียงลือกันว่า

เป็นการกวาดล้างเสนียดจัญไร ที่ถูกแก๊งการเมืองเข้ามารับประทาน สร้างความเสียหายอย่างบานเบิกให้กับ กทม. ที่น่าสงสาร!

แถมก่อนลาจากยังจัดเลี้ยงโต๊ะจีน หาเงินเข้าพรรค ซึ่ง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแฉว่า ผอ. เขต และ ผอ. สำนัก ต้องไปกวาดต้อนเหยื่อมาลงขันกัน รายเล็ก 1 ล้าน รายใหญ่ 3 ล้าน พรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าออกมาโต้ตอบแม้แต่คำเดียว ผู้คนวิจารณ์กันสนุกว่า
“ตอนกินเลี้ยงโต๊ะจีน ไม่รู้ไอ้พวกนี้มันแดกกันเข้าไปแล้วติดคอบ้างหรือเปล่า!?”

ถึงขนาดนี้แล้ว พรรคดักดานยังหน้าด้านส่งคนมาสมัคร ชิงผู้ว่าฯ กทม. อีก คราวนี้เอาหนุ่มใหญ่มีเชื้อสายมาติดป้ายยิ้มแสยะ หาเสียงหลอกหลอนคนกรุงเทพให้เลือกพวกตะไลนี้ กลับเข้าไปเสริมเสนียดให้ กทม. ของเรากันอีกครั้ง...ดูมันทำ!

เที่ยวนี้ คนกรุงเทพจะต้องชั่งใจให้ดี จะเลือกไอ้แก๊งที่ถูกกล่าวหาว่า แดกบ้านรับประทานเมือง เข้ามาดูแลบ้านของตัวเองกันอีกหรือเปล่า?

ถ้าอยากจะรู้ “สันดอนแห่งสันดาน” ของพรรคนี้ให้ละเอียด จะพลาดหนังสือ“นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” เล่มสำคัญของ “วาทตะวัน” ไม่ได้เด็ดขาด!

ขอย้อนกลับไปที่เรื่อง “เอาหมานั่งเมือง” กันอีกครั้ง
หมาบางตัวนั้นมีเกียรติและศักดิ์ศรี จึงปรากฏมีอนุสาวรีย์หมาอยู่ทั่วไป ในเมืองไทยเรานี่ก็มี อย่างอนุสาวรีย์ “ย่าเหล” หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ ในพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม และอนุสาวรีย์หมาตำรวจ ที่กองกำกับการสุนัขตำรวจ เป็นต้น
แต่อนุสาวรีย์โจร ไม่มีใครสร้างให้!
บางคนอาจบอกว่า มีอนุสาวรีย์โจรอย่าง “โรบิน ฮูด” (Robin Hood) ฉายา

“เจ้าป่าเชอร์วูด” นั่นเขา “stole from the rich to give to the poor” หรือ “ขโมยคนรวย-มาช่วยคนจน” แต่พรรคเก่าแก่นั้น กลับทำเสมือนย้อนศร คือ
"ขโมยคนจน--ขนไปให้คนรวย"

ไม่เชื่อจงดูเรื่อง สปก.4-01 เพราะเวลาประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แทนที่จะเอาที่ดินไปแจกให้ “เกษตรกร” ที่เขาไม่มีที่ทำกินตามจุดมุ่งหมายของบ้านเมือง ดันเสือกไปแจกเอาคนรวยญาติโกโหติกาของบรรดาสมาชิกพรรค บางคนก็เป็นผัว บ้างก็เพื่อน ฯลฯ จนถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ อับอายขายหน้า...ต้องยุบสภาหนีไปหนหนึ่งแล้ว!

ดูเอาถอะ...ทำเหมือนปล้นคนจนไปให้คนรวย แล้วมีหน้ามาบอกว่า ศาลตีความคำว่า "เกษตรกร" ต่างไปจากพวกมัน พูดก็พูด หากเปรียบประชาธิปัตย์กับโรบิน ฮูด ถือว่า...
ทำให้โรบิน เสียเกียรติมาก!!!

การที่พรรคนี้ ถูกกล่าวหาว่าให้ความร่วมมือกับพวกโจรก่อการร้าย ของ นายพลจำลอง ศรีเมือง และเป็นกบฏต่อแผ่นดินด้วย โดยมี ส.ส. และสมาชิกพรรคโลซกนี้ เข้าไปเป็นแกนนำขับเคลื่อน บุกเข้ายึดสถานที่สำคัญของทางราชการ ไอ้สมาชิกที่เป็น ส.ส.สอบตก เป็นหัวหอกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ใช่แต่แค่นั้นนะ

แม้แต่ครั้งสนามบินภาคใต้ถูกยึดนั้น ถ้า “นายมาร์ค มุกควาย” ต้องการรู้ว่าใครทำ จะจาระไนให้ฟังละเอียดยิบ พร้อมภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหว จะได้เห็นกันชัดๆ ว่าสมาชิกพรรคการเมืองอัปรีย์พรรคไหนกันเล่า...
...ที่มันนำผู้คนบุกเข้ายึดสนามบินเหล่านั้น !?

จึงอยากจะเรียนถาม ท่านผู้อ่านว่า การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ถ้ามีใครพูดขึ้นมาว่า “เป็นการสนับสนุนการก่อการร้ายหรือร่วมก่อการร้ายด้วย” เหมือนอย่างที่ผมเขียนเตือนเอาไว้ในประชาทรรศน์ เมื่อ 12 กันยายน 2551 ชื่อบทความว่า “พรรคประชาธิปัตย์จงฟัง...อย่าให้เขาลือกันว่าเป็นพรรคก่อการร้าย” นั้น จะมีใครคัดค้านหรือไม่อย่างไร?...ผมอยากฟังจริงๆ

มาถึงวันนี้ พรรคของ “นายมาร์ค มุกควาย” ซึ่งตกที่นั่ง ถูกกล่าวหาว่าเป็นพรรคก่อการร้าย กำลังทุรนทุราย ที่จะช่วงชิงโอกาสเข้าบริหารประเทศ แต่ได้เป็นแล้วจะมีผู้คนสร้างอนุสาวรีย์ให้เหมือนอย่าง “ย่าเหล” หรือไม่นั้น...ผมไม่รู้

แต่ถ้าผู้คนเขาเห็นว่า ประชาธิปัตย์เป็น “เนื้อเดียวกัน” กับพวกโจรกบฏ และก่อการร้ายที่เข้าปล้นทำลาย และสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองของเรา จนยับเยินรุ่งริ่ง
อย่างนี้...คงไม่มีใครคิดถึง เรื่องการสร้างอนุสาวรีย์ เอาไว้ให้แน่ๆ!

อยากจะบอกคนไทยทั้งผองว่า พวกเราจะเฉยเมย และทำ “หยวนๆ...ยอมๆ กันไป” เพราะคิดกันง่ายๆ ว่า ให้บ้านเมืองสงบไปก่อนดีกว่า แต่คิดแค่นั้นไม่ได้ เพราะขืนให้ไอ้พรรคนี้ขึ้นมาบริหารบ้านเมือง ต่อให้สีเขียว สีเทา สีแห้งแหบ หรือสีอะไรต่อมิอะไรสนับสนุนจนสุดตัวอย่างไร ผู้คนก็จะมองว่า ไม่เป็นการยุติธรรมที่หนุนพวกก่อการร้าย
ความสงบคงไม่เกิดขึ้นในประเทศนี้เป็นแน่แท้!

ที่สำคัญคือ ไอ้พวกกบฏ-ก่อการร้าย ที่สร้างความยับเยินให้กับบ้านเมืองเรา มันต้องขึ้น “ขี่คอ” เอา และอ้างว่าพรรคดักดานนี้...เป็นหนี้บุญคุณพวกมัน!
ผมเคยเขียนว่าประชาธิปัตย์นั้น เป็นแค่ “กระเป๋ง” พวกพันธมารด้วยซ้ำ
จึงขอส่งสารไปยังสมาชิกพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ตกลงปลงใจจะเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ต้องไปคิดทบทวนให้ดีว่า
จะไปร่วมหัวจมท้ายกับพรรคที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมก่อการร้าย อย่างนั้นหรือ?
ท่านที่เข้าร่วมรัฐบาลจะทนแรงเสียดทานจากผู้คนในบ้านเมือง ตลอดจนชาวต่างประเทศที่เขามองเห็นชัดเจนแล้วว่า
รัฐบาลใหม่นั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นพรรคที่สนับสนุนการก่อการร้ายได้หรือไม่?...จงเอาไปคิด ไปตรองกันให้จงดี!
มาถึงบรรทัดนี้แล้ว บอกตรงๆ ว่า หากไม่มีทางเลือกแล้ว คนไทยจะให้ใครมานั่งบริหารประเทศของเรา ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าผมจะบอกว่า
“เอาหมามานั่งเมือง” ดีกว่า ‘อุ้มโจร’...ขึ้นนั่งเมือง!”

เพราะไอ้โจรที่หิวงั่ก ไม่ว่ารายไหนรายนั้น มันก็พร้อมที่จะ "ปล้นคนจน--ขนไปให้คนรวย" เหมือนดังที่เคยปรากฏมาแล้วในอดีต นั่นเอง!!!

ทูลเกล้าฯ‘มาร์ค’นายกฯคนใหม่ คลอดครม. 19 ธ.ค.นี้

ที่มา ประชาทรรศน์

เปิดสภาฯโหวตจัดตั้งรัฐบาลสะตอสามัคคี ‘มาร์ค’ ผงาดนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 27 ชนะขาด 235-198 เสียง งดออกเสียง 3 ด้านเลขาธิการสภาฯนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าแล้ว แย้มคลอดครม.ใหม่ 19 ธ.ค.นี้

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 23 ครั้งที่1 (สมัยวิสามัญ) ในวันนี้ (15 ธ.ค.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาผู้แทนราษฎร ออกนั่งบัลลังก์ ซึ่งการประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ใช้วิธีเปิดเผย โดยทำการเรียกชื่อตามหมายเลขสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) โดยนายชัยได้ให้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำการเสนอบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงรับรองโดยเป็นการลงคะแนนแบบเสียบบัตรแสดงตน โดยได้คะแนนเสียงรับรอง 215 ครบ 1 ใน 5

ด้านนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ได้เสนอ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายเสนาะได้ลุกขึ้นกล่าวด้วยถ้อยคำที่ช้าและชัดเจน โดยระบุว่า “ตนขอเสนอพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นนายกรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างลง” ซึ่งได้คะแนนการรองรับทั้งสิ้น 195 เสียง ซึ่งครบ 1 ใน 5 ที่ได้กำหนดตามรัฐธรรมนูญ

จากนั้นประธานสภาได้เสนอให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี แบบวิธีเปิดเผยโดยนายพิฑูต พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้อ่านรายชื่อส.ส.ทั้งสิ้น 423 จากจำนวนทั้งสิ้น 437 คนตามลำดับ

ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนปรากฎว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนน 235 เสียง และ พล.ต.อ.ประชาได้ 198 เสียง โดยออกเสียงเลือกให้กับตนเอง และมีผู้งดออกเสียง 3 เสียงคือนายชัย ชิดชอบ ,นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

พร้อมกันนี้ ภายหลังปิดการประชุมได้มี ส.ส.จำนวนมากเดินทางไปแสดงความยินดีกับนายอภิสิทธิ์ตามธรรมเนียบ ซึ่งล้วนเป็นแต่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้ลุกจากเก้าอี้เพื่อไปพูดคุยกับ พล.ต.อ.ประชา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ทั้งนี้เมื่อเวลา 11.28 น.ประธานสภาฯได้ประกาศผลการลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการ โดยนายอภิสิทธิ์ ได้คะแนนเสียง 235 เสียง และพล.ต.อ.ประชา ได้ 198 เสียง งดออก3 เสียง รวม436เสียงเป็นอันว่านายอภิสิทธิ์ ได้รับความเห็นชอบจากมติของรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ตามาตรา 172 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมกันนี้ประธานสภาได้ประกาศต่อที่ประชุมว่า ลำดับต่อไปจะนำชื่อนายอภิสิทธิ์เข้ากราบบังคมทูลฯ เพื่อให้ได้รับการโปรดเกล้าฯ เพื่อจะได้เข้าสู่ขั้นตอนการแถลงนโยบายของรัฐบาลในลำดับต่อไป และจากนั้นประธานสภาได้ประกาศปิดประชุม

ประวัตินายกรัฐมนตรีคนที่ 27

ประวัติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2507 อายุ 44 ปี เป็นบุตรของ ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ศ.พญ.สดใส เวชชาชีวะ สมรสกับ ทพญ.พิมพ์เพ็ญ (ศกุลตาภัย) เวชชาชีวะ อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยการศึกษา ประถมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสเกทคลิฟ ประเทศอังกฤษ, เตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนมัธยมอีตัน อังกฤษ, ปริญญาตรีสาขาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เกียรตินิยมอันดับ 1, ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ปริญญาโท(เศรษฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

การทำงาน-การเมือง
ก่อนปี 2535 อาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนได้รับพระราชทานยศร้อยตรี
ปี 2532 อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ
ปี 2533-2534 อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปี 2535 ส.ส.กทม. เขต 6
ปี 2538-2539 ส.ส.กทม. เขต 5
ปี 2535-2538 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ปี 2537 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
ปี 2538-2539 ประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร
ปี 2538-2540 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2540-2543 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ปี 2542 ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ปี 2542-2548 รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2544-2547 ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
ปี 2548 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ปี 2551 ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

'มาร์ค'ขอบคุณเสียงหนุนนั่งนายกฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เปิดแถลงข่าวขอบคุณประชาชนและสมาชิกสภาฯ ทีให้กำลังใจและสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่ายังไม่ขอแสดงความคิดเห็นจนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯเรียบร้อยแล้ว

ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า การจัดโผครม. จะพยายามทำให้เสร็จสิ้นก่อนปีใหม่ ลำดับต่อไปนี้จะเป็นการเตรียมร่างนโยบาย

'ประชา'พร้อมร่วมแก้ปัญหาชาติ-'สุเทพ'ลั่นไม่เอาปชร.ร่วมรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15ธ.ค.) ภายหลังการประชุมสภาฯเพื่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วยสีหน้าปกติว่าการที่ส.ส.พรรคร่วมได้โหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนล่าสุดนั้น ตนไม่ คิดอะไรมากเพราะถือเป็นเอกสิทธิ์ของส.ส.

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ ทำการเทียบเชิญให้พรรคเพื่อแผ่นดินเข้ามาช่วยกันบริหารบ้านเมืองจะตอบรับหรือไม่ พล.ต.ประชา กล่าวว่า ทางพรรคยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอยู่แล้ว จากนั้นได้เดินทางขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและออกไปจากอาคารัฐสภาโดยใช้เส้นทางประตูปราสาทเทวฤทธิ์

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางออกจากอาคารรัฐสภา โดยกล่าวว่าในขั้นตอนต่อไปต้อรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเสียก่อน ในเรื่องสัดส่วนโควต้ารรัฐมนตรีนั้นตนยังคงยืนยันว่าเป็นไปตามเดิมที่เคยดำรงตำแหน่งกันไว้ แลชะจะทำการเชิญคนนอกเข้ามาร่วมบริหารบ้านเมืองในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วยแต่ไม่ขอเปิดเผยรายชื่อและจำนวนในขณะนี้

เมื่อถามว่าจะทำการเทียบเชิญพรรคประชาราชมาร่วมบริหารประเทศหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์คงจะไม่ทำการเทียบเชิญพรรคประชาราชเข้าร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน

ทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่ 19 ธ.ค.นี้

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การฟอร์มคณะรัฐมนตรี(ครม.) คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 7 วัน ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะลงไปกำกับเอง ซึ่งได้ตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะทำงานร่วมกันเป็นคณะ คงไม่มีปัญหาอะไร สำหรับกระทรวงต่างๆนั้น พรรคไหนดูแลรับผิดชอบก็ดูแลต่อไป

ส่วนการโหวตในวันนี้ เป็นไปตามจำนวนที่คาดหวังเอาไว้ แม้พรรคเพื่อแผ่นดินจะส่ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ลงแข่ง เสียงก็หายไปประมาณ 20 คน สำหรับเสียงกลุ่มเพื่อนเนวินก็ครบ เช่นเดียวกันกับพรรคชาติไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีคาดว่า จะเสร็จสิ้นในวันศุกร์ที่ 19 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีจะต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 83 ที่ระบุว่าการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ หรือรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาฯ ในนามพรรค ซึ่งคาดว่าจะนำรายชื่อบุคคลที่ถูกเสนอเป็นรัฐมนตรีเข้าสู่การประชุมกรรมการบริหารพรรคหลังจากที่โปรดเกล้าฯ นายอภิสิทธิ์แล้ว ทั้งนี้ คาดว่านายกฯ และครม.จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ในวันที่ 21 ธ.ค. หรือวันที่ 22 ธ.ค.นี้

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 18.00 น. นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้นำรายชื่อ นายอภิสิทธิ์ ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อตอนเช้า วันนี้ เลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ดังนั้นช่วงเวลาระหว่างนี้จะยังไม่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะนัดประชุมอีกครั้ง เมื่อมีการกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

"บัวแก้ว"ยกเลิกพาสปอร์ตแดง"ทักษิณ"

ที่มา ประชาทรรศน์

'หัวหน้าพรรคเพื่อไทย' ทิ้งบอมบ์ 'ประชาธิปัตย์' แขวะเป็นรัฐบาลได้ไม่นานก็ล้ม หอบส.ส.ขั้วเก่าลุยซักฟอก 'ครม.เสียงปริ่มน้ำ' ทันทีหากเปิดสภา ขณะที่ "บัวแก้ว"ออกแถลงการณ์ยกเลิกพาสปอร์ตเล่มแดง "ทักษิณ"

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ ชนะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและอาจจะส่งผลกระทบต่อการยกเลิกหนังสือเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ติดใจอะไร หากเป็นการปฎิบัติในมาตรฐานเดียวกัน ก็พร้อมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง แต่ถ้าต่างมาตรฐาน ก็คงจะไม่เเป็นธรรมกับอดีตนายกรัฐมนตรี

ต่อข้อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความกังวลเกี่ยวกับการที่นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกฯหรือไม่ นายพงษ์เทพ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยพูดเรื่องนี้ เพียงแต่บอกว่าที่ผ่านมาเป็นห่วงประเทศไทย ไม่ได้พูดเกี่ยวกับความกังวลส่วนตัว

"ที่ผ่านมามีการดำเนินการกับเช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ส่วนตัวยังไม่เคยเห็นและอาจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเพื่อบอกกับสังคมให้รับรู้ว่าเคยมีการทำมาอย่างไร ทุกคนจะได้สบายใจเราต้องการเห็นมาตราฐานเดียวกันไม่ใช่ 2 มาตฐาน อย่างเช่นปัจจุบันกระบวนการต่างๆ ของไทยใช้มาตรฐานคนละอย่างกันเรื่องบางเรื่องใช้เวลานานแต่บางเรื่องก็เร็วอย่างเช่นการยุบพรรคที่ผ่านมา" นายพงษ์เทพ กล่าว

วันเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์แจ้งผ่านทาง www.mfa .go.th ว่า ได้ยกเลิกหนังสือเดินทางทูต (พาสปอร์ตแดง) ของอดีตนายกรัฐมนตรีแล้วโดยกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งด้วยว่า ได้พิจารณาเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีประเด็นทางกฎหมาย และมีนัยทางการเมืองที่สำคัญ และที่ผ่านมา ได้มีการทำความเห็นเสนอต่อรัฐบาลผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว 3 รัฐบาล จนกระทั่งได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี และคดีได้ถึงที่สุดเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์

ทั้งนี้ ได้มีการระบุอีกว่า ก่อนการตัดสินใจยกเลิกหนังสือเดินทางทูตดังกล่าว ทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ปรึกษาหารือกับรัฐบาลรักษาการอีกครั้ง จนเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้รักษาการตามระเบียบนี้ได้ตัดสินใจยกเลิกหนังสือเดินทางทูต โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ส่งหนังสือแจ้งเรื่องนี้ไปยังที่อยู่ของอดีตนายกรัฐมนตรีในกรุงเทพมหานครแล้ว สำหรับหนังสือเดินทางธรรมดาที่อดีตนายกรัฐมนตรีถืออยู่อีกเล่ม กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตีความในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเดินทางตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา

ขณะเดียวกัน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทยทำตามหน้าที่ ไม่ได้เป็นเกมอะไร ส่วนกรณีที่นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปรัฐบาล ระบุว่าจะเปิดอภิปรายทันทีหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล โดยทุกอย่างเป็นไปตามระบบเป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมาย เมื่อกฏหมายเป็นอย่างไรเราก็ดำเนินการไปตามนั้น

ขณะที่บรรยากาศในพรรคเพื่อไทย ส.ส.ได้ทยอยเดินทางกลับมาที่พรรคหลังจากโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภาเสร็จสิ้น ซึ่งแต่ละคนมีใบหน้ายิ้มแย้มและประเมินสถานการณ์ว่าพรรคประชาธิปปัตย์จะเป็นรัฐบาลได้ไม่นาน และการกระทำของพรรคประชาธิปปัตย์ในวันนี้ก็สะท้อนกลับมายังพรรคประชาธิปปัตย์ในอนาคต

"บิ๊กเหวียง"ไขก็อกรับผิดชอบแหกมติพรรค"ประชา"เสียงอ่อยปัดรับเก้าอี้รมต.

ที่มา ประชาทรรศน์


"เชษฐา"ลาออกพ้นหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา หลังแหกมติไม่โหวตให้ "อภิสิทธิ์" ด้าน "ประชา" อ้ำอึ้งร่วมรัฐบาล ประกาศไม่รับทุกตำแหน่งใน ครม.

วันนี้ (15 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ลงนามในหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส.สัดส่วน และหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาแล้ว หลังเสร็จสิ้นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่พรรคมีมติเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พล.อ.เชษฐา ได้โหวตเลือก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกรัฐมนตรี

โดย พล.อ.เชษฐา ระบุว่า เหตุผลที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค เพราะเห็นว่าแนวทางการตั้งรัฐบาลเพื่อชาติจะเป็นการแก้ไขปัญหาในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ แม้จะไม่สบายใจที่แนวคิดไม่ตรงกับมติพรรค แต่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้คิดปิดอนาคตทางการเมืองของตัวเอง หากพรรคใดมีอุดมการณ์เดียวกันในการเดินทางสายกลาง ก็พร้อมที่จะร่วมงาน

วันเดียวกัน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมรับประทานอาหารกับ ส.ส.ของพรรคที่โหวตเลือกให้ตนเองเป็นนายกฯว่า ไม่น้อยใจที่มี ส.ส.ของพรรคถึง 17 คน หันไปโหวตสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ซึ่งปัญหาภายในพรรคเชื่อว่าจะประสานกันได้

ส่วนความชัดเจนในการเข้าร่วมรัฐบาล พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า ต้องขอหารือภายในพรรคก่อน ส่วนตัวหากร่วมรัฐบาลจะไม่ขอรับตำแหน่งใด ทั้งนี้ ขอแสดงความยินดีกับพรรคประชาธิปัตย์และขอเป็นกำลังใจ ส่วนตัวมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะพาประเทศฟันฝ่าวิกฤติไปได้ พร้อมฝากให้แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องเร่งด่วน