WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 16, 2008

ข้อคิดจากพิธีเผาศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย


เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ผมได้ไปเผาศพ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ณ วัดพระศรีมหาธาตุ (วัดที่คณะราษฎรสร้างขึ้น) คงไม่ต้องบอกว่าท่านเป็นภริยาของ ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 เป็นบุคคลที่สร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศไทยเกือบทุกด้าน ท่านผู้หญิงพูนศุขสิ้นชีวิตเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 พิธีเผาศพของท่านเป็นไปอย่างเรียบง่ายตาม “คำสั่งถึงลูกๆ ทุกคน” 10 ข้อ อันลือลั่นโดยเฉพาะ “ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น” “ ไม่สวดอภิธรรม” ผมได้ข้อคิดจากงานเผาศพท่านหลายประการ จึงใคร่นำมาเขียนสักอย่าง

แต่ก่อนอื่น ขอเริ่มด้วยเรื่องส่วนตัว ผมโชคดีที่ได้รู้จักกับท่านผู้หญิงพูนศุขมาตั้งแต่ท่านยังพำนักที่บ้านอองโตนี ชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ต่อมา ผมเรียกท่านว่า “คุณยาย” มาตลอด ท่านเมตตาผมและครอบครัวเสมอ เมื่อผมแต่งงานใหม่ๆ ไปกราบเรียนเชิญท่านเป็นประธานพิธีสมรส ท่านก็ยินดี จากการที่ได้รู้จักกับท่านผู้หญิงพูนศุข ผมรู้สึกและมีความคิดเห็นว่าท่านเป็นคนยิ่งใหญ่ มีความคิดจิตใจเปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม ความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว มีหลักการและความเชื่อมั่นประชาธิปไตยอย่างสูง สมเป็นภริยาคู่ชีวิต ของท่านปรีดี พนมยงค์

ใครที่ได้ศึกษาชีวประวัติของท่านปรีดี ย่อมรู้ว่าท่านปรีดีประสบปัญหาความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตมาตั้งแต่หลังการปฏิวัติ 2475 โดยถูกกลุ่มอำมาตยาธิปไตยทั้งในและนอกรัฐบาลใส่ร้าย ป้ายสี โจมตีท่านว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศพักหนึ่ง เมื่อกลับมา ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้นเกิดคดีสวรรคต รัชกาลที่ 8 ท่านปรีดีก็ถูกใส่ร้ายว่าพัวพันกับคดีนี้ ในที่สุด ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่มีกลุ่มนายทหารซึ่งเรียกตัวเองว่า “คณะรักชาติ” ร่วมกับนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกันโค่นล้มกลุ่มการเมืองของท่านโดยการทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และมุ่งจับเป็นหรือตายท่านปรีดี จนทำให้ท่านต้องหลบหนีไปต่างประเทศ

รัฐบาลและคณะทหารได้กวาดล้างนักการเมืองกลุ่มท่านปรีดี ด้วยการจับกุมคุมขังและสังหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากท่านปรีดีพยายามยึดอำนาจทางการเมืองเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยล้มเหลว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ที่เรียกกันว่า “ขบถวังหลวง” ท่านผู้หญิงพูนศุขถูกจับกุมเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2492 ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร และถูกคุมขัง 84 วัน ท่านผู้หญิงพูนศุขแสดงความเข้มแข็ง ไม่เคยหลั่งน้ำตาเลย ภาพถ่ายที่ท่านเดินนำหน้าตำรวจในวันถูกจับ ย่อมยืนยันลักษณะนี้ของท่านอย่างชัดเจน

ภาพถ่ายนี้ เจ้าภาพได้อัดเป็นรูปขนาดใหญ่นำมาตั้งหน้าแท่นพิธีให้ญาติมิตร ลูกหลานและประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไว้ความอาลัย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ปีที่แล้ว และในพิธีเผาศพได้นำมาตั้งไว้หน้าเมรุ ในขณะที่เดินขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์ ผมได้พูดกับคนที่รู้จักว่า ภาพถ่ายนั้น เจ้าภาพคงต้องการบอกว่าท่านผู้หญิงพูนศุขถูกจับกุมโดยคณะเผด็จการ ท่านผู้หญิงเป็นนักประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการ ไม่รู้ว่าคนที่กำลังเดินขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์โดยเฉพาะคนที่เห็นด้วยกับรัฐประหาร สนับสนุนเผด็จการทหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหลายสิบคน เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายประสาร มฤคพิทักษ์ จะรู้สึกหรือคิดอย่างไร

นี่ยังไม่พูดถึงว่าครอบครัวของท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นครอบครัวของ ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ถูกรังแก ทำร้ายจากพวกอำมาตยาธิปไตย ต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศกว่า 30 ปี บรรดาคนที่เคยสนับสนุนเผด็จการ แล้วก็ยังอยู่ฟากอำมาตยาธิปไตยใส่เสื้อเหลือง มาเผาศพท่าน มีสักกี่คนที่คิดว่าตนมาร่วมพิธีเผาศพนักประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ คู่ชีวิตของ ท่านปรีดี พนมยงค์ จะรำลึกนึกถึงและสืบทอดภารกิจของท่านทั้งสองอย่างไร
มิใช่เพียงแต่ถอดเสื้อเหลืองใส่ชุดดำมาร่วมพิธีตามประเพณีเท่านั้น

ประชาธิปไตย...มีไว้เพื่อ!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


หลังจากพยายามกันมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในที่สุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมดังตั้งใจ

ผมขอแสดงความยินดีด้วยความจริงใจ แต่ก็ไม่รู้นะครับว่า เจ้าตัวจะรู้สึกภาคภูมิใจกับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 มากน้อยแค่ไหน

แต่เอาเท่าที่ไปได้ยินได้ฟังมา ประชาชนเขาด่ากันทั่วซอยว่า “ไร้ศักดิ์ศรี” ปล้นอำนาจประชาชน ได้ยินมาแทบหูชา
ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจอยู่ในมือประชาชน หากรัฐบาลไหนมีประชาชนนิยมชมชอบมากก็อยู่ได้นาน

แต่ในเมืองไทย อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นกระบวนการ แต่ผมมิอาจเขียนให้ใครต่อใครทราบ เพราะมันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ

บอกตามตรงว่ารู้สึกแย่ ในฐานะที่ร่วมต่อสู้กับ “เผด็จการ” ยืนหยัดรักษาประชาธิปไตย และยิ่งได้ยินเสียงประชาชนทั้งประเทศช่วยกันด่าเผด็จการ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่เข้าไปอีก

เพราะไม่รู้ว่าต่อไปนี้ ประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อไม่มีการยอมรับฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
ผมเชื่อแน่ว่า “คนเสื้อแดง” ไม่มีทางยอมรับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แน่นอน เพราะคนในฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ค่อยมีมือบริหารที่มีวิสัยทัศน์

ดังนั้น ผมจึงไม่ค่อยมั่นใจ ประชาธิปัตย์ ที่เขียนแบบนี้เพราะหากย้อนกลับไปดูข้อเขียนของผม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่เขียนถึงงานระดมทุนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ “เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์” ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ผมเคยเขียนด่าพรรคประชาธิปัตย์ไว้ และในวันนี้ก็จะยังคงด่าต่อไป ไม่ได้กลืนน้ำลายเหมือนที่ท่านผู้อ่านเขียนจดหมายเข้ามาด่าสารพัด

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของไทยคาดการณ์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2552 ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มๆ

มีการคาดการณ์ว่า ในปีหน้าการส่งออกของไทยจะลดลง มีอัตราการเติบโตไม่เกิน 10% ผู้ประกอบการหลายๆ รายอาจต้องปิดกิจการลง เนื่องจากไม่สามารถทนฝ่า “มรสุมทางเศรษฐกิจ” ในครั้งนี้ไปได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ธุรกิจส่วนใหญ่ของไทยจะเป็นธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่สายป่านไม่ยาวไกลเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ก็คงหนีไม่พ้นผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้

นอกจากนี้ สภาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระบุว่า ในปี 2552 จะมีคนว่างงานกว่า 2 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้จะรวมบัณฑิตที่จบการศึกษาในต้นปี 2552 ประมาณ 7 แสนคน
ทั้งหมดนี้คือปัญหาเพียงบางส่วนที่คนไทยต้องเผชิญในปีหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

คนจน คนรากหญ้า ชาวไร่ชาวนาจะลืมตา อ้าปากได้มากน้อยแค่ไหน เพราะจากประสบการณ์ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยใส่ใจปัญหาคนจนเลย

ดังนั้นขอให้ “คนเสื้อแดง” ช่วยกันจับตารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ดี หากบริหารประเทศจนล่มจมก็ต้องช่วยกันให้รางวัลกับพวกเขา ในฐานะตัวแทนของประชาชน!

ปชป.ในกำมือพันธมาร

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*


ในที่สุด รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำกลุ่มผู้ก่อการร้ายพันธมาร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สมใจมือที่มองไม่เห็น

หลังจากประลองกำลังกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย อันเป็นสัจธรรมทางการเมือง ในการฉกฉวยแย่งชิงอำนาจการบริหารประเทศ เพื่อวางขุมกำลังรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จำเป็นต้องยึดกุมอำนาจรัฐเพื่อความได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม

วันนี้คนไทยมีจุดยืนทางการเมืองและมีความหลากหลายของอารมณ์ความรู้สึกต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่แข่งขันกันชัดเจน มุ่งมั่นในความคิดของตัวเอง และปฏิเสธความเห็นต่าง ถือเป็นรอยร้าวที่นับวันยิ่งร้าวลึกลงไปทุกที

เค้าลางของการเผชิญหน้าออกมาให้เห็นเป็นระยะ ในลักษณะที่ไม่ยอมลดราวาศอกกัน มองฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเป็นศัตรูไปหมด

เรื่องนี้ไม่สามารถลงจบได้ เมื่อกลุ่มก่อการร้ายพันธมาร ที่บางฝ่ายเรียกว่าเป็น “กบฏ” ออกมายื่นเงื่อนไขทำเป็นแถลงการณ์ถึง 13 ข้อ ทำให้ความพยายาม ของฝ่ายที่จะทำให้เกิดความปรองดอง สมัครสมานสามัคคีของคนไทยในชาติ ที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามทำอยู่ ดูริบหรี่ลงไปทันที

เพราะเป็นเงื่อนไขเดิมๆ ที่เคยนำมาเรียกร้อง จนนำไปสู่การแตกแยกปั่นป่วนย่อยยับในบ้านเมือง สร้างความเสียหายอย่างป่นปี้ให้แก่ประเทศชาติเป็นแสนล้านมาหยกๆ ด้วยกระทำความผิดตามกฎหมาย เหิมเกริมยั่วยุท้าทายอำนาจรัฐ ปราศจากความยำเกรงต่ออาญาแผ่นดิน

เพียงเพราะคนพวกนี้ต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยการ ใช้เส้นทาง “การเมืองใหม่” เข้ามามีอำนาจ ด้วยการผลักดันของอำนาจนอกระบบ
ซึ่งคดีเก่าๆ ยังไม่มีทีท่าว่าจะคืบหน้าไปถึงไหนเลย
ถึงจะหายหน้าไป แต่คนพวกนี้ยังมีความสุขดีครับ

แกนนำอย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา เพราะเกิดความเครียด ที่มีคดีความท่วมหัว แต่เป้าประสงค์ใหญ่คือ ยังต้องพึ่งคนที่นั่น ในการขอรับการบริจาคทุนรอน เพื่อนำมาใช้ในการชุมนุมประท้วงในเมืองไทย

เพราะสปอนเซอร์ที่เป็นหลักในประเทศ เริ่มตีตัวจาก เนื่องจากมีการออกมาแฉว่า มีบริษัทไหนใครบ้าง ที่ต่อท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุนการประท้วงของกลุ่มก่อการร้ายพันธมาร จนสร้างความบอบช้ำแก่ประเทศชาติ และวันนี้ได้ส่งผลกระทบไปถึงบริษัทเหล่านี้กันบ้างแล้ว จากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงทุกที

หรืออย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ต้อนคนรู้ใจไปติวเข้มกันเป็นพิเศษ ถึงขนาดลงแพเปลี่ยนบรรยากาศแถวทองผาภูมิ ที่เมืองกาญจน์ เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ในกองทัพ ซึ่งถือเป็นกำลังหลัก ในการป้องกันประเทศ ก็มีเรื่องที่น่าเป็นห่วง
เพราะกองทัพวันนี้เป็นเป้าโจมตีว่า เข้ามาก้าวก่ายการเมือง มามีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล
หากกองทัพเข้ามามีบทบาทมีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว คนที่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะวางตัวอย่างไร จะเป็นตัวของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน

ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ยืนเป็นหลักให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายพันธมารในการชุมนุมประท้วง ถ้าเล่นลูกดื้อกับแม่ทัพนายกอง ก็จะโดนทวงบุญคุณว่า มีอำนาจได้มานั่งหัวโต๊ะทุกวันนี้ เพราะทหารอุ้มมานะ
ผลสุดท้ายก็ออกมาแบบ วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง ไก่เห็นนมงู งูก็เห็นนมไก่

ข่าวความบาดหมางไม่พอใจของคนที่อยู่ในกองทัพด้วยกันเอง เล็ดลอดออกมาอยู่เสมอ ซึ่งไม่ได้ขีดวงอยู่เฉพาะ “คนนอก” เท่านั้น

ระวังอย่าให้ความบาดหมาง ขยายตัวออกไปจนเป็นความไม่ไว้ใจกัน อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ยิ่งในช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหา กองทัพก็ถูกมองว่า มีการเลือกข้าง-จัดขั้ว
เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ โดยเฉพาะในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้

การเอนเอียงไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เท่ากับจะกระพือให้ไฟแห่งความแตกแยก ปะทุคุโชนรุนแรงขึ้นมาอีก
ข่าวแจ้งว่า เรื่องอย่างนี้ไม่พ้นหูพ้นตาคนที่เคยได้ชื่อว่า เป็น “ขงเบ้ง” แห่งกองทัพบกอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้มีประสบการณ์บนเส้นทางการเมืองมาอย่างโชกโชน ที่แสดงความเป็นห่วงที่คนข้างนอกตำหนิกองทัพมากมาย จึงออกมาเตือน แต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีคนเข้าใจหรือไม่

เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับภารกิจของกองทัพ ควรให้การเมืองจัดการคลี่คลายสถานการณ์กันไปเอง
ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนว่า ภารกิจของกองทัพคืออะไร ออกมาสะเปะสะปะทำให้กองทัพเสื่อม คนจะไม่เคารพ หรือมั่นใจเหมือนสมัยก่อน

นี่ทำให้เห็นเจนถึงวุฒิภาวะของชายชาติทหารที่ผ่านสมรภูมิการรบพุ่ง และออกมาตั้งพรรคการเมือง ทำงานการเมือง อย่างเปิดตัวเปิดใจ

ไหนๆ ก็มีรัฐบาลแล้ว คิดว่าเรื่องความบาดหมางไม่เข้าใจกัน คงจะมีคนมาจัดการให้เป็นที่ประจักษ์กับประชาชนให้เชื่อโดยสนิทใจว่า
ทหารเป็นรั้วของชาติที่แท้จริง

จากการที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายพันธมารบุกยึดทำเนียบรัฐบาล มีปัญหาเรื่องความมั่นคงของชาติตามมา ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

สมช. พบว่าประตูอัตโนมัติของศูนย์บริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติถูกเปิดออก ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ของเซิร์ฟเวอร์กลาง 6 จุด ถูกถอดออกไป ภายในฮาร์ดดิสก์มีความจุสูงถึงหลายเทราไบต์ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหลายสิบเครื่องถูกถอดฮาร์ดดิสก์ออกจนหมด ก่อนจะปิดฝาให้อยู่ในสภาพเดิม

นายเทิดไท ศรีอุประ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สมช. เปิดเผยว่า ทั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ถูกขโมยมีมูลค่าสูงถึงเกือบ 40 ล้านบาท ฮาร์ดดิสก์ภายในเซิร์ฟเวอร์ของศูนย์บริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติยังไม่มีข้อมูลบรรจุภายในแต่ฮาร์ดดิสก์ภายในเซิร์ฟเวอร์ของ สมช. บรรจุอยู่ตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งรวมถึงข้อมูลด้านความมั่นคงที่แต่ละสำนักคัดสรรมาเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์กลาง
นี่จึงเป็นเรื่องที่มิอาจให้เงียบหายไปได้ โดยปราศจากผู้รับผิดชอบ

เพราะถือว่าได้เกิดความเสียหายยิ่งใหญ่กับประเทศชาติแล้ว นอกเหนือจากการทำลายชาติทางเศรษฐกิจโดยการที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกปิดสนามบินนานาชาติทั้งสองแห่ง โดยที่ทหาร ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองไม่ได้เตรียมรับมือที่จะสกัดกั้นและแก้ไขวิกฤติตั้งแต่ต้น

เหตุการณ์ที่ลุกลามจนเป็นเรื่องใหญ่โตในวันนี้ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับบำบัดความใคร่ของเผด็จการแท้ๆ เพราะมีปัญหา ตั้งแต่ที่มา เจตนารมณ์ และเนื้อหา
โดยตามศัพท์แล้ว รัฐธรรมนูญ แปลว่า ระเบียบอำนาจหน้าที่ในการปกครองแผ่นดิน
รัฐธรรมนูญเกิดจากคน จึงเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หากคนส่วนใหญ่เห็นว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย

ที่สำคัญคือ คนไทยต้องให้ความสำคัญและรู้แจ้งเห็นจริง มีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ อย่าให้ใครมาใช้เป็นเครื่องมือ มาจูงจมูกได้

ความวุ่นวาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิ แต่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่นนั้น ถ้าจะอ้างก็ถือว่า เป็นการใช้ตาม รัฐธรรมนูญฉบับโจร หรือรัฐธรรมนูญของเผด็จการเท่านั้น
ไม่ใช่ระเบียบอำนาจหน้าที่ในการปกครองประเทศ ที่คนส่วนใหญ่ต้องการ

เมื่อเป็นอย่างนี้ จึงอยู่ที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ว่าจะกล้าแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือจะยอมเป็นลูกไก่ในกำมือของกลุ่มพันธมาร ที่มี ส.ส. คนสำคัญของพรรคเป็นหัวโจกแกนนำ
จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด ถ้าเป็นอย่างนี้ ประชาธิปไตย ก็ถอยหลังเข้าคลอง ลึกเข้าไปทุกที

กรรมสนองกรรม

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร

“พี่น้องครับ วันนี้ผมมีเรื่องกังวลใจเยอะมาก เรื่องแรกคือสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะการยึดสนามบิน 2 สนามบินนั้น มีผลกระทบรุนแรงมาก ไม่ว่าเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุน เศรษฐกิจของเรามีปัญหา ประเทศอื่นเขามีปัญหาอยู่แล้ว แต่ของเรามีปัญหาหนักขึ้น ปัญหาสังคมตามมา ปัญหาการแตกแยก”

“ถามว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้ามันไม่มีปัญหาการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็พอแก้ไหว ซึ่งก็ไม่ง่าย แต่พอมีปัญหาการเมืองอย่างนี้ แก้ยากมาก และการแก้ปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่ว่าจะย้ายซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย มันไม่ใช่อย่างนั้น ทางออกที่ดีต้องมี แต่ถามว่าวันนี้ทำไมไม่มีทางออก”

“ก็เพราะว่าเราหวังจะเอาชนะกันมากเกินไป เราเข้าใจผิดกันและเราก็จินตนาการจากความเข้าใจผิดนั้นและไล่ล่า ไล่ล้างกัน ในที่สุดระบบทั้งระบบก็เสียหายเหมือนที่เห็นกันในวันนี้ ประเทศชาติเสียหายมาก ก็เพราะเราใช้อารมณ์ ใช้ความเชื่อ ใช้ความคิดที่มันไม่ใช่เป็นเรื่องความจริง”

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงวันนี้คือ การเมืองเรากำลังมีปัญหา นักการเมืองก็อยู่ในฐานะซึ่งทำงานลำบาก คนมาเป็นรัฐบาลวันนี้ก็ทำงานลำบาก เพราะเนื่องจากมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มันมีการเข้าข้างกัน มันไม่เป็นลักษณะการให้ระบบทำงานด้วยตัวมันเอง องค์กรไหนก็ตามครับ ประเทศไหนก็ตามครับ ถ้าระบบมันทำงานไม่ได้ เพราะมีคนไปทำให้ระบบมันบิดเบี้ยว สังคมก็อยู่ไม่ได้ และที่ร้ายกว่านั้นก็คือว่า ถ้าการไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน ในที่สุดประชาชนส่วนใหญ่เขาจะแสดงความไม่พอใจ”

“ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความร้อยเปอร์เซ็นต์ เคารพเสียงส่วนใหญ่ แต่รับฟังเสียงส่วนน้อย เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เสียงส่วนใหญ่มีมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือหลักของประชาธิปไตย แต่วันนี้ประชาธิปไตยของเรามันบิดเบี้ยว”

“ผมถูกทำลาย ผมถูกกล่าวหาโน่นกล่าวหานี่ มันเจ็บครับ แต่มันไม่เจ็บเท่าประเทศชาติวันนี้ ผมอยากให้นักการเมืองต่อสู้กันเรื่องความดีด้วยสิ่งที่แข่งกันทำให้ประชาชน น่าจะเป็นประโยชน์กว่าไหม หันหน้าเข้าหากันเถอะครับ”

“ในที่สุดก็ต้องอัญเชิญพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2535 ที่ทรงมีพระราชดำรัสว่า ผลสุดท้ายคนที่แพ้ก็คือชาติ เพราะฉะนั้นถ้าชาติแพ้ และพวกเราในฐานะที่เป็นคนอาศัยอยู่ในชาติก็แพ้หมด”

“ลืมอดีตเถอะครับ มองไปข้างหน้าดีกว่า ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่รู้ว่าอนาคตเราจะเป็นอย่างไร จากประเทศไทยที่มีศักดิ์ศรีบนเวทีโลก วันนี้เขาบอกว่า เราล้าหลัง เราเป็นประธานอาเซียนนะครับปีนี้ แต่ยังจัดประชุมอาเซียนไม่ได้”

“ครั้งที่ทำเนียบถูกยึด วันนี้ยังไม่มีรัฐบาล เป็นอะไรที่ผมว่า มันพอเถอะ ปล่อยให้กลไกทำงานเถอะครับ”
นี่คือบางช่วงบางตอนคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บันทึกใส่วีซีดีไว้เพื่อให้รายการความจริงวันนี้สัญจร นำมาเผยแพร่ เมื่อค่ำวันที่ 13 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งผมได้ตัดตอนมาเฉพาะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ พูดเรียกร้องให้ทุกฝ่าย สามัคคีกัน

จริงอยู่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปลุกระดมให้ประชาชนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่ใช่พวกเสื้อเหลืองไม่ใช่คนจงรักภักดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มันขยายความแตกแยกยากที่จะประสานได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ใช่ว่าจะสิ้นหวัง หากทุกคนทุกฝ่ายนึกถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเทศชาติ และประชาชน

วันนี้เราได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คนที่ 27 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ในรอบปี 2551 คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ หรือ สมอยาก ก็แล้วแต่จะคิดกัน

แต่...นับจากวันนี้ ภาระอันหนักหน่วงในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศไทยที่คนโดยทั่วๆ ไปยังฝังใจว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีส่วนร่วมในการทำให้ประเทศประสบปัญหาวิกฤติ เพราะมี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และ ส.ส.สอบตกของพรรคประชาธิปัตย์ อีกหลายคนเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เป็นกรรมสนองกรรม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะต้องถูกแรงเสียดทาน สีเหลืองกด สีแดงดัน

‘สามเกลอ’เบรกแตก!ซัดปชป.แหกธรรมเนียมจับขั้วตั้ง‘รัฐบาลสะตอ’กระทุ้ง‘มาร์ค’รีบเช็กบิลกบฏพันธมาร

ที่มา ประชาทรรศน์

‘สามเกลอ’ รับไม่ได้ ‘มาร์ค’ แหกธรรมเนียมปฏิบัติ! พรรคเสียงข้างน้อยทำเนียน ชิงจัดตั้งรัฐบาลสะตอสามัคคี แจงเหตุยุบรายการ ‘ความจริงวันนี้’ พร้อมยุติสัญญากับ NBT สิ้นปีนี้ ‘วีระ’ เผยเตรียมจัดโต๊ะจีนระดมทุน ‘คนเสื้อแดง’ ยันวิถีการต่อสู้ทางการเมือง ยึดสันติวิธี-อยู่ในกรอบกฎหมาย ‘จตุพร’ เบรกแตก! ซัดนายกฯใหม่เช็กบิล ‘กบฏพันธมาร’

นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวถึงจุดยืนของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยพิจารณาจากพฤติกรรมรอบด้านแล้วว่าไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ เนื่องจากมีเหตุผล 3 ประการ ที่นายอภิสิทธิ์ได้ยกเลิกประเพณีในการจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องมีเสียงสนับสนุนเป็นอันดับ 1 ถึงจะเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยังยอมรับการแทรกแซงจากนอกระบบรัฐสภา รวมถึงการขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม คนเสื้อแดงจะดำเนินการต่อต้านรัฐบาลชุดนี้ภายใต้ระบบกฏหมายที่มีอยู่ และในขณะเดียวกันเราต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นอกจากนี้ ก่อนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์จะต้องตอบคำถามว่าบุคคลที่ไม่ผ่านการเกณท์ทหารและใช้เอกสารเท็จนั้นมีความเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ และการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้มี คมช.อยู่เบื้องหลังนั้นจะตอบคำถามอย่างไร

ส่วนแนวทางการปฏิบัติของรายการความจริงวันนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไรนั้น นายวีระ กล่าวว่า ตนขอดูสถานการณ์ก่อน และจะไม่ทำอะไรมากกว่าการแถลงข่าวในวันนี้ โดยจะเป็นการประเมินสถานการณ์วันต่อวัน ถ้าจะปฏิบัติการต่อไปอย่างไรก็ขอดูการจัดตั้งครม.เสร็จสิ้นก่อน

เมื่อถามว่า รายการความจริงวันนี้จะเป็นอย่างไร นายวีระกล่าวว่าทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ได้แสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตร และเราก็ต้องยอมยุติสัญญาเพราะว่าจะหมดสิ้นปีนี้พอดี โดยต่อไปนี้จะหาช่องทางใหม่ เพื่อติดต่อสื่อสารกับประชาชนแต่ตอนนี้ยังไม่มีช่องทางสื่อสารที่แน่ชัด ทั้งนี้ตนขอเชิญชวนมวลชนเข้าร่วมอุ้มระดมทุนคนเสื้อแดง ที่ร.ร.มิราเคิลแกรนด์ ในเวลา 18.00 น.โดยจัดให้ประชาชนได้จองโต๊ะ เพื่อจัดหางบประมาณเข้ามาสนับสนุนการจัดรายการความจริงวันนี้ต่อไป หากคนเสื้อแดงจะออกมาชุมนุมและออกมาเคลื่อนไหว

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีความเข้าใจเป็นอย่างดีกับประเด็นการต่อสู้ของคนเสื้อแดง แต่ประเด็นการต่อสู้ที่แท้จริงนั้นต้องกำหนดทิศทางอย่างชัดเจนซึ่งจะต้องอยู่ในกรอบกฏหมาย ส่วนในกรณีการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้มันเลวร้ายจนตนรับไม่ได้ เพราะการตั้งรัฐบาลครั้งนี้เหมือนสมัยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยมีการชิงการจัดตั้งรัฐบาลมาแล้ว แต่คราวนี้เลวร้ายกว่าเพราะมีการใช้เงินซื้อตัว ส.ส. รวมถึงยังมีการแทรกแซงของผู้นำเหล่าทัพ และ คมช. และในการเลือกนายกฯ ถ้าไม่มีปัญหาในด้านกฏหมายและด้านจริยธรรมมันคงไม่เกิดปัญหาอย่างในวันนี้

และสิ่งที่เป็นปัญหาหนักของนายอภิสิทธ์ คือจะจัดการอย่างไรกับผู้ก่อการร้าย เพราะการกรกระทำของกลุ่มพันธมิตรเป็นสิ่งที่เลวร้ายหากไม่ดำเนินการใดๆประชาชนทุกคนก็มีสิทธิออกมาเคลื่อนไหว แต่เราก็มีการเตรียมพร้อม และกำหนดกฏเกณท์เป็นขั้นตอนไว้แล้ว และในกรณีของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นั้นจะดำเนินการอย่างไรกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตร

'พรรคสะตอ'ฮึ่มล้างบางขั้วอำนาจเก่า!ส่อเด้ง'ผบช.น.'

ที่มา ประชาทรรศน์

รัฐบาลพรรคปชป.ฮึ่ม!ล้างบางขั้วอำนาจเก่า เก้าอี้'ผบช.น.'สั่นครอนส่อเค้าเด้ง'สุชาติ'กรณีมีเอี่ยวเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ พร้อมเล็งเชือดนายตำรวจปล่อย'คนเสื้อแดง'บุกป่วนรัฐสภาวันโหวตเลือกนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ภายหลังกระแสข่าวจัดตั้งคณะรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งเก้าอี้รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ว่า เป็นไปด้วยความเงียบเหงา มีเพียง พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) ที่เติบโตมาจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แทน พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( ผบช.น.) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น นรต.26 ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลากิจ 2 วัน เพื่อไปเป็นพยานศาลคดีฆ่าอดีตผู้พิพากษาที่ จ.ภูเก็ต

ขณะที่ พล.ต.ต.เอกรัตน์ ยังทำหน้าที่เป็นประธานประชุมประเมินสถานการณ์และวางกำลังตำรวจรับมือกลุ่มเสื้อแดงแบบวันต่อวัน ส่วนนายตำรวจระดับ รอง ผบช.น. ที่รับผิดชอบภาระหน้าที่ด้านอื่นๆ ต่างก็มีกิจต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ไม่อยู่ ณ ที่ตั้งแต่อย่างใด ท่ามกลางเสียงวิพากวิจารณ์ของบรรดาสื่อมวลชนประจำ บช.น.ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัติย์นั้นจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ภายใน บช.น.อย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกด้วยว่าประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือตำแหน่ง ผบช.น.ที่กำลังสั่นครอน เป็นผลพวงจากเหตุการณ์ความรุนแรงยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมวันที่ 7 ต.ค.2551 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัติย์เตรียมหลักฐานข้อมูลเอาผิดนายตำรวจที่ควบคุมสั่งการการปฏิบัติตามลำดับชั้น เรียกได้ว่า ล้างบางขั้วอำนาจเก่าก็เป็นได้ ประกอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณหน้ารัฐสภาวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่หลายฝ่ายมองว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อยต่างเพิกเฉยกับการกระทำดังกล่าวทั้งที่มีกำลังตำรวจมากกว่าผู้ชุมนุมแต่กลับไม่เข้าห้ามและควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัดได้ ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัยและอาญากับผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่ควบคุมสั่งการปฏิบัติในพื้นที่รับผิดชอบจากเหตุการณ์ทั้งสองวันดังกล่าวแน่นอน

'โอ๊ค'เมิน'บัวแก้ว'ยึดพาสปอร์ต'ทักษิณ'โวมีสำรองเพียบ!

ที่มา ประชาทรรศน์

'พานทองแท้'ไม่สน'บัวแก้ว'ยกเลิกพาสปอร์ตแดง'ทักษิณ' ฟุ้งยังมีสำรองอีกหลายประเทศ ขณะที่'จตุพร'ลั่นวันพระไม่ได้มีหนเดียว เชื่ออดีตนายกฯดำเนินชีวิตต่อได้เพราะมีเพื่อนอยู่ทั่วโลก

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศยกเลิกพาสปอร์ตแดงพ.ต.ท.ทักษิณว่า “ไม่เป็นไร เพราะพ่อมีพาสปอร์ตอยู่หลายประเทศ ซึ่งขณะนี้ผมยังไม่ได้คุยกับพ่อทักษิณเลย จึงไม่ทราบว่าพ่ออยู่ประเทศไหนและยังไม่มีกำหนดที่จะเดินทางไปเยี่ยมเยียน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล นายพานทองแท้ กล่าวว่า “ให้เขาลองดู ผมไม่ขอพูดดีกว่า”

ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ใครอยากทำอะไรก็ทำ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณได้เจอสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตมาแล้ว ซึ่งความเลวร้ายที่มีเพิ่มขึ้นจึงไม่มีความหมายอะไร และทำให้เห็นว่าวันพระไม่ได้มีหนเดียว พ.ต.ท.ทักษิณจึงสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้เพราะมีเพื่อนอยู่ทั่วโลก

'ม็อบแท็คซี่' แจกหรีดปชป. จวกยับลึกซึ่งโกตั๊บ

'ม็อบแท็กซี่' บุกพรรคประชาธิปัตย์ ขนรถกว่า 20 คัน เข้าปิดล้อม รองประธานกลุ่ม จวกยับ ยกหรีดประณาม 'อภิสิทธิ์' นั่งนายกคนใหม่ ชี้เป็นนายกฯนอมินีเผด็จการ ย้ำตั้งรัฐบาลช่วยเหลือม็อบหมาบ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้(16ธ.ค.) นายนิกร มาฆะสุข รองประธานกลุ่มแท็กซี่หมอชิต นำแท็คซี่กว่า 20 คันเข้าปิดล้อมบริเวรถนนกำแพงเพชร 5 โดยนายนิกรกล่าวว่าที่ตนนำคณะแท็กซี่มาที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้เนื่องจากต้องแสดงความยินดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และดีใจกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ โดยได้นำพวงหรีดมามอบให้ และทั้งนี้ตนในฐานะประธานกลุ่มแท็คซี่หมอชิต ขอประณามพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีความเกี่ยวกันในทางการเมือง พร้อมกับขอประณามกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ร่วมกันเลือกนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้

ทั้งนี้ได้กลุ่มผู้ชุมนุมได้อ่านแถลงการประณามพรรคประชาธิปัตย์ 4 ข้อ คือ 1.พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงจากประชาชนให้เข้ามานั่งในสภาเพียง 164 เสียง ซึ่งถือว่าเป็นเสียงข้างน้อยในสภา และขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชน จึงหมดความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล 2. พรรคประชาะปัตย์ได้ทำการหนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีส.ส.ในพรรคคือนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน ไปเป็นแกนนำในการชุมนุมทำลายประเทศชาติโดยการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และท่าอากาศยานนานาชาติ และทำการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือพันธมิตรฯ อย่างแท้จริง 3. ได้มีการแทรกแซงทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลจากกลุ่มอัมตยาธิปไตย และกลุ่มเผด็จการ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ จึงเป็นรัฐบาล นอมินีของเผด็จการรัฐประหาร และสุดท้ายประณามส.ส.ที่ขาดจิตสำนึกความเป็นประชาธิ ไตย

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีส.ส.ท่านใดออกมาจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ และได้ทำการกันผู้ร่วมชุมนุมไม่ให้สามารถเข้าไปยังที่ทำการพรรคได้ ส่วนการจราจรในขณะนี้เริ่มติดขัดเล็กน้อย และล่าสุดแกนนำผู้ชุมนุมได้มีการเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อต่อรองให้แกนนำได้เข้าไปวางพวงหรีดหน้าที่ทำการพรรค

ประชาธิปัตย์รัฐประัหาร

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ปูนนก


เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เวลาราว 19.00 น. มีข่าวด่วนทางช่อง 9 อสมท. โดยท่านนายกทักษิณ ชินวัตร สั่งปลด พล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน จากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งสถานการณ์เวลานั้นกำลังชุลมุนวุ่นวายจากข่าวการรัฐประหารที่แพร่กระจายออกมาอย่างรวดเร็ว และในที่สุดเวลาประมาณราว 23.00 น. ก็มีแถลงการณ์การรัฐประหารโดย “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” (คปค.) ซึ่งมีพล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพออกมานั่งเรียงหน้ากันออกแถลงการณ์หน้าทีวี เพื่อประกาศการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเืลือกตั้งของนายกทักษิณ ชินวัตร


ในเวลานั้นทุึก ๆ คนในบ้านเมืองต่างสับสนวุ่นวายไม่รู้ใครเป็นใคร ตามถนนแยกสำคัญ ๆ และสถานที่ราชการมีทหารแต่งชุดพรางคาดผ้าแถบสีเหลืองไว้ที่แขนยืนถือปืนคุมเชิงอยู่ทั่วไป เมื่อรัฐบาลของประชาชน (ที่มาจากเสียส่วนใหญ่ของประเทศ) ถูกล้มไป คณะรัฐมนตรีีและผู้ที่ถูกคาดหมายว่าจะอยู่ฝ่ายเดียวกันกับรัฐบาลนายกทักษิณ ถูกจับกุม, กักตัว, สถานีโทรทัศน์ ITV ที่ถูกโจมตีว่าอยู่ฝ่ายทักษิณถูกเปลี่ยนมือมาเป็น TPBS ประเทศถูกประกาศกฎอัยการศึกกว่าครึ่งประเทศ



ระยะเวลากว่าปีที่คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งรัฐบาลเผด็จการขึ้นมาปกครองประเทศ โดยไม่สนใจต่อความรู้่สึกของประชาชนส่วนใหญ่ และนานาชาติ ที่แสดงปฏิกริยาต่อต้านอย่างชัดเจน ในวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้นคนทั้งประเทศต่างรู้สึกช๊อคต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศไทยที่เจริญก้าวหน้ามาไกลมากจนเกือบจะกลายเป็นผู้นำอาเซียน หรือ ผู้นำแห่งเอเชียในอนาคตอันใกล้ กลับเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้นได้



ประชาขนไทยถูกจับเป็นตัวประกันทั้งประเทศ ทุก ๆ คนถูกมัดมือ มัดเท้า ปิดปาก ด้วยกฏอัยการศึกในเวลานั้น แต่ถึงขนาดนั้นด้วยพลังแห่งความรักในอิสระที่เรียกว่าไทย พลังเสื้อแดงที่เพิ่งจะเริ่มก่อตัวขึ้้นเหมือนหน่อเล็ก ๆ ด้วยการสื่อสารที่ถูกปิดกั้นอย่างเกือบจะหมดหนทาง แต่จากการบอกปากต่อปาก จากทางโทรศัพท์ จากทางอินเตอร์เน็ท เท่าที่ทำได้ ก็ยังได้กระจายความรู้และข้อมูลให้กับประชาชนชาวรากหญ้าได้รับทราบถึงความเลวร้ายของเผด็จการได้อย่างมากมาย จนกระทั่งการโหวตรับรัฐธรรมนูญปี 50 ที่เผด็จการร่างขึ้นมาเพื่อทำลายระบบรัสภาไทย ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายคนรักประชาธิปไตย (เสื้อแดง) ถูกกดดันและปิดกั้นทุกทาง แต่ก็ช่วยกันรณรงค์อย่างเต็มที่จนฝ่ายเผด็จการสามารถโหวตชนะไปอย่างเฉียดฉิว



หลังจากผ่านการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญปี 50 ก็แผลงฤทธิ์ รัฐบาลท่านนายกสมัคร และท่านนายกสมชาย ที่มาจากพรรคพลังประชาชน ไม่สามารถทำงานใด ๆ ในการพัฒนาประเทศได้เลย เพราะต้องฝ่าด่านการตรวจสอบมากมาย ยังไม่นับรวมถึงการออกมาป่วนบ้านเมืองของ “ม๊อบมีเส้น” พร้อมกับคำสั่งที่ไม่มีที่มาว่า ”อย่าทำร้ายประชาชนของฉัน” ที่แพร่กระหึ่มไปทั่ว ทำให้ระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมา รัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนเหมือนถูกผูกมือ มัดเท้า ทำอะไรไม่ได้เลย แต่กระนั้นรัฐบาลก็ยังคงสภาพความเป็นรัฐบาลเอาไว้ได้ แม้ว่าจะถูกกดดันทุก ๆ ทางก็ตาม



แม้ว่าจะไม่มีกองทัพที่ให้การสนับสนุัน แม้ว่าจะไม่มีกลุ่มของสื่อสารมวลชนคอยเชียร์ แม้ว่าจะไม่มีนักวิชาการมากล่าวยกย่อง แม้ว่าจะไม่อำนาจนอกระบบคอยปกป้อง แม้ว่าจะไม่มีตุลาการศาลหน้าด้านคอยตัดสินเอียงข้างให้ แม้ว่าจะไม่มีอะไรเลยที่มองไปแล้วจะได้เห็นแสงสว่างข้างหน้า แต่ทว่าด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นของบุคคลที่เรียกตนเองว่า “คนไทย” ผู้มีสายเลือดที่รักและหวงแหนอิสระเสรีภาพมาแต่อดีต ก็ไม่เคยย่อท้อต่อการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอิสระและเสรีภาพให้กับตนเองและประเทศนี้



เหล่าผู้่สูงอายุ, คนหนุ่มสาว, เยาวชน, คนวัยทำงาน, นักเรียน, นักศึกษา, แม้แต่ผู้ทรงศีลที่มีจิตใจเป็นธรรม ต่างก็ร่วมกันที่จะยืนหยัดเพื่อนำเอาความเป็นอิสระให้หลุดพ้นจากการครอบครองของเผด็จการออกไปให้ได้ และด้วยความสงบและสันติปราศจากอาวุธ การใส่เสื้อสีแดง หรือผูกสัญลักษณ์สีแดงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักในความเป็นอิสระของคนในชาตินี้ พวกเขาเหล่านั้นคือนักสู้กับเหล่าเผด็จการและต้องการหลุดพ้นจากความกดขี่ดุจดังที่บรรพบุรุษได้กระทำมาอย่างยาวนาน



เวลานี้อำนาจรัฐได้ตกไปอยู่ในมือของพรรคประชาธิปัตย์ (ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเต็มที่กับผู้ก่อการร้ายสากล พธม.) การขึ้นมาเป็นรัฐบาลในครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยคะแนนเสียงข้างมากเพราะประชาชนเลือกเข้ามา แต่ด้วยกุศโลบายที่เลวร้ายที่สุดของกลุ่มอมาตย์ที่มีอิทธิพลครอบประเทศนี้อยู่



แต่ถึงอย่างไรการต่อสู้ของผู้รักประชาธิปไตยผู้มีจิตใจเต็มล้นไปด้วยความมุ่งมั่นจะยัีงคงอยู่ต่อไปภายใต้สัญลักษณ์เสื้อแดง เวลานี้สนามรบได้เปลี่ยนไปอยู่ที่ 2 สนาม คือ



1. สนามรัฐสภา รัฐบาลประชาธิปัตย์มีเสียงปริ่มน้ำมากมีเสียงในสภา 235 เสียง และตำแหน่งรัฐมนตรีมี 35 ตำแหน่ง อย่างน้อยที่สุดที่พรรครัฐบาลจะำดำรงตำแแหน่งรัฐมนตรีก็คือ 33 ตำแหน่ง (อาจจะมีคนนอก 2 ตำแหน่ง) เสียงในสภาก็จะเหลืออยู่ 202 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีอยู่แน่ ๆ 198 เสียง (ปัจจุบัน) และถ้ามีการเลือกตั้งซ่อมอีก 29 ที่นั่งเพียงแค่พรรคเพื่อไทยได้มาเพียง 20 ที่นั่งจาก 29 ก็จะกลายเป็น 218 เสียงขณะที่รัฐบาลมีเสียงเพิ่มมาอีกเพียง 9 ก็จะกลายเป็น 211 เสียง (นี่คิดอย่างเข้าข้างรัฐบาลที่สุดแล้ว ซึ่งที่จริงเพื่อไทยน่าจะได้กลับมาทั้งหมด) แค่โหวตลงมติเพียงครั้งเดียวก็จบแล้วครับ ดังนั้นการต่อสู้ในสภาจึงจะเริ่มต้นนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป และรับรองได้ว่าอาจจะเป็นรัฐบาลที่มีอายุสั้นที่สุด ในประวัติศาสตร์ก็เป็นได้



2. สนามการสื่อสาร ต่อไปนี้ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องหาช่องทางในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนไทยให้ได้รับความรู้มากที่สุด ถึงเบื้องหลังเบื้องลึกถึงสาเหตุที่เกิดวิกฤตการณ์ของประเทศในครั้งนี้ ในเมื่อการสื่อสารหลักถูกฝ่ายเผด็จการครอบครองได้เบ็ดเสร็จ การสื่อสารรองจึงจะเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแพร่หลายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ท่านจักรภพ ได้แถลงข่าวแล้วว่าต่อไปนี้จะมีการจัดทำเครือข่ายการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต ทั้งวิทยุ, และทีวีผ่านดาวเทียม ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยการสื่อสารนี้จะเข้าถึงคนไทยมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่า จ้าวไอที อย่างท่านนายกทักษิณ ชินวัตร คงจะไม่พลาดที่จะจัดทำเวปไซด์ของท่านขึ้นมาอย่างแน่นอน และรวมถึงทีวีผ่านดาวเทียมที่จะมีการจัดตั้งขึ้นทำนองเดียวกับ ASTV สงสารการสื่อสารจะดุเดือดเลือดพล่านไม่แพ้กัน



และที่สำคัญท่านวีระ ได้กำลังจะจัดตั้งสถาบันเสื้่อแดงขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์ฯ รวมของการดำเนินงานทั้่งหมดของกลุ่มคนเสื้อแดงผู้้รักประชาธิปไตย นี่คือสงครามที่กำลัีงดุเดือดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



ฝ่ายเผด็จการกุมอำนาจทุกส่วนของประเทศเอาไว้ แม้แต่อำนาจการบริหารประเทศ แต่ฝ่ายประชาธิปไตยกุม (อำนาจ) หัวใจที่รักอิสระเสรีของประชาชนไทยเอาไว้ เราจะได้เห็นการต่อสู้อย่างดุเดือดใน 2 สมรภูมินี้ สำหรับพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ขอให้ท่านได้ติดตามการดำเนินงานของผู้ที่จะนำทิศทางในการต่อสู้ให้ดี ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อนำประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศในครั้งนี้ ดังนั้นผมเชื่อว่า เพียงแค่ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร “จะโฟนอิน” เข้ามาในรายการความจริงวันนี้ ก็สั่นสะเทือนไปทุกองคาพยพของเผด็จการแล้ว และถ้าวันหนึ่งท่านนายกทักษิณจัดรายการ “ทักษิณคุยกับประชาชนไทย” ผ่านเวปไซด์ของท่าน โดยออกอากาศสด ๆ ผ่านโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม แล้วอะไรจะเกิดขึ้น...



แค่คิดเผด็จการอมาตย์ก็หนาวไปถึงขั้วหัวใจแล้ว

Monday, December 15, 2008

จดหมายจาก ‘ผู้อ่าน’

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่งส่งตรงมาจาก จ.กำแพงเพชร เขียนมาต่อว่าต่อขานข้อเขียนของผมที่ระบุว่าผมเขียน “เลีย” กลุ่มคนบางกลุ่ม

ผู้อ่านท่านนี้ลงชื่อว่า “รากหญ้า หาเช้ากินค่ำ” แม้จะเขียนมาด่ามาว่ากัน แต่ผมก็ไม่โกรธ กลับสนใจข้อเขียนในจดหมายฉบับนี้มากกว่า เพราะเขียนได้ตรงไป–ตรงมา ดีเยี่ยม

หลังจากอ่านจดหมายฉบับนี้เสร็จแล้ว ผมอาจจะแกล้งไม่สนใจ และฉีกทิ้งลงถังขยะไปในทันทีก็เป็นเรื่องที่กระทำได้
แต่จดหมายฉบับนี้ทำให้ผมรู้สึกดี จึงอยากจะเอามาถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้อ่าน เพราะ “ข้อความ” ที่สื่อออกมามันแสดงออกถึงความจริงใจของคนต่างจังหวัด คนรากหญ้า

ท่านผู้อ่านท่านอื่นคงอยากจะรู้ว่าจดหมายจาก จ.กำแพงเพชร เขียนมาว่าอย่างไรบ้าง ผมคงไม่สามารถนำมาลงให้อ่านได้
บอกได้นิดหนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งรัฐบาล เปลี่ยนข้าง ย้ายขั้วใดๆ ทั้งสิ้น

ข้อความโดยสรุป ผู้อ่านคนนี้ สงสารประเทศชาติ สงสารประชาชน และรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดนกลั่นแกล้ง จากกระบวนการยุติธรรม

ความรู้สึกของผู้อ่านคนนี้คงไม่แตกต่างจากความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้หรอกครับ ผมเชื่อแบบนั้น
ผมเชื่อว่า หากประเทศนี้ปล่อยให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้มากๆ

ประเทศไทย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้รับความจริงใจจากผู้มีอำนาจ

โดยเฉพาะชาวรากหญ้าถูกกดขี่ข่มเหงมายาวนาน ทำไร่ทำนา เป็นหนี้สินไปทั้งปีทั้งชาติ แต่พอจะลืมตาอ้าปากได้ เพราะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่ง มีวิสัยทัศน์ และมีความจริงใจต่อประชาชน ก็โดนพวกเห็นแก่ตัว กลั่นแกล้งจนไม่มีแผ่นดินอยู่
บรรทัดสุดท้าย จดหมายจากกำแพงเพชร บอกว่า หากผมเขียนบทความ “เลีย” คนบางกลุ่มทำให้เกิดอาการ “เอียน” คลื่นไส้จะอ้วก อาจจะเลิกรับ “ประชาทรรศน์” ทำให้ผมรู้สึกตกใจพอสมควร
แต่ขอความกรุณาเถอะครับ พวกเรา นักเขียนมีอุดมการณ์ ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนมาพอสมควร ผ่านงานหนังสือพิมพ์มาหลากหลายฉบับ

ไม่เคยมีที่ไหนให้ความอิสระมากเท่าที่นี่ ขอให้ติดตามต่อไปว่า เราจะสนับสนุนประชาธิปไตย และต่อต้านเผด็จการอย่างถึงที่สุด
เราจะนำเสนอข่าวด้วยจุดยืนแน่วแน่มั่นคง ศัตรูหมายเลข 1 ของเราคือ “เผด็จการ”
เราพร้อมจะประกาศตัวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
พร้อมทั้งสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เหมือนเดิม นั่นคือ “เจตนารมณ์” ที่มั่นคงตลอดไป!