WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 18, 2008

ความไม่โปร่งใสของมาร์คเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร

ที่มา thaifreenews

ความไม่โปร่งใสของมาร์คเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร

จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์

20 มิ.ย.2550

เรื่อง ถามหาความชอบธรรมของผู้ที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เรียน นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน มีพฤติการณ์ปรากฏชัดว่า หลีกเลี่ยง ขัดขืน ไม่ไปแสดงตนเพื่อเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ ตามที่แผนกสัสดี เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร กำหนดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2530

การกระทำและพฤติการณ์ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนั้น ได้ปรากฏหลักฐานทางราชการที่บันทึกเป็นข้อความลับ ด่วนมาก ที่ คห.0421/547 ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2542 เรื่องการตรวจสอบเอกสารการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการทหารที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ที่ลงนามโดย พล.อ.ชาญ บุญประเสริฐ เสนาธิการทหารบก ทำการแทนผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

การตรวจสอบเอกสารดังกล่าวนี้ ได้ปรากฏข้อมูลรายละเอียดของหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุพลเรือน เข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรแล้ว ปรากฏว่า ไม่สามารถจะดำเนินการบรรจุนายอภิสิทธิ์ให้เข้ารับราชการทหารได้ เนื่องจากขาดหลักฐานใบรับรองผล การตรวจเลือกฯ (สด 43) ด้วยเหตุผลที่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือกฯ ประกอบ มีข้อมูลรายละเอียดดังต่อไปนี้

1) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507 เลขประจำตัวบัตรประชาชน 3-1009-01830-69-4 เป็นบุตรนายอรรถสิทธิ์และนางสดใส เวชชาชีวะ ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 ต่อมาในปี 2550 นายอภิสิทธิ์มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พ้นจากฐานะการยกเว้นผ่อนผัน ไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหาร แขวงคลองตัน เขตพระโขนง อยู่ในลำดับที่ 299 เลขที่ สด 43 ลำดับที่ 675

2) ต่อมาในปี 2531 ตามหลักฐานของกรมการสำรองทหารบก กลับไม่มีชื่อนายอภิสิทธิ์ ปรากฏในบัญชีเรียกประจำการปีนี้ และเมื่อตรวจสอบรายละเอียดตามข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ในบัญชีเรียกเข้ารับการตรวจเลือก ประจำแขวงคลองจั่น ลำดับที่ 148 ลำดับที่ 417 ลำดับที่ 685 และลำดับที่ 641 ตามลำดับ ในขณะเดียวกันกับที่เมื่อปี พ.ศ.2530 นายอภิสิทธิ์ ได้รับหมายเรียกหลังจากที่ได้เสดงตนขอลงบัญชีทหารกองเกิน (เกินกำหนด) ณ สำนักงานเขตพระโขนง เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 แต่ได้มีการขอใบแทนใบสำคัญฉบับนี้เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 โดยนายอภิสิทธิ์ไม่ยอมเข้ารับการตรวจเลือกเกณฑ์ทหาร

3) จึงปรากฏพฤติการณ์เจตนาหลีกเลี่ยง ขัดขืน การเข้ารับการตรวจเลือกฯ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นอาจารย์สอนประจำโรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ได้มีการทุจริตต่อหน้าที่ ในการดำเนินการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการทหารในครั้งนั้น กระทำกันอย่างเป็นทีม ซึ่งประกอบด้วยนายทหารบางนาย ซึ่งได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว บางนายรับราชการนอกสังกัดกองทัพบก และบางนายเป็นนายทหารชั้นนายพล ซึ่งไม่สามารถรับโทษทัณฑ์ทางวินัยได้ จึงปรากฏเอกสารทางราชการให้มีผู้ต้องได้รับโทษทัณฑ์จากการกระทำทุจริตครั้งนี้ได้เพียงผู้เดียว คือ พ.อ.(หญิง) สายไสว มาสมบูรณ์ ตำแหน่งประจำกำลังพลทหาร กองทัพบก ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกกองจัดการ กรมกำลังพลทหาร กองทัพบก และปรากฏในเวลาต่อมาว่า มีการดำเนินคดีอาญาต่อ พ.ต.ทองคำ เดชเร ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยสมคบกันออกเอกสารทางราชการอันเป็นเท็จ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีลักษณะขัดต่อหลักเกณฑ์ของกองทัพบก ที่สามารถบรรจุเข้ารับราชการได้

เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ผ่านการตรวจเลือก และไม่มีหลักฐานทางทหารนำมาส่งมอบ ประกอบเอกสารการบรรจุเข้ารับราชการทหาร เพราะเป็นคนขาดการตรวจเลือก เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2530 ถ้าหากจะดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการ ต้องกระทำภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกส่งตัวดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 37 และมาตรา 45 พร้อมกับส่งตัวเข้ากองประจำการจนครบกำหนดเสียก่อน

4) แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กำลังพลของโรงเรียนนายร้อย จปร. กลับเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของกองทัพบก ที่ผู้บังคับบัญชาในขณะนั้นเป็นผู้อนุมัติระเบียบดังกล่าวนี้ จากเอกสารของทางราชการกองทัพบก ปรากฏว่า กรมสารบรรณ กองทัพบก ได้ทำการทักท้วงแล้ว แต่ผู้รับผิดชอบในขณะนั้นของโรงเรียนนายร้อย จปร. กลับไม่นำพา จึงเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่กำลังพล ประกอบด้วย พ.อ.สมศักดิ์ พุ่มนิคม รอง ลก.บก.ทหารสูงสุด ขณะเป็น หก.กกพ.รร.จปร. ส่วน พ.อ.เผด็จ วัฒนะภูติ ขณะเป็นรอง ผบ.รร.จปร. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านกำลังพล และ พล.อ.นิยม คันสนาคม ขณะเป็น ผบ.รร.จปร. ทั้งสองนายพลนี้ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปแล้ว จึงไม่สามารถตามไปเอาผิดทางวินัยได้ในปัจจุบัน

5) จากพฤติการณ์ตามข้อ 1-4 ข้างตันนี้ แสดงให้เห็นว่า การขอบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการ ในตำแหน่งรักษาการราชการ อาจารย์ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อย จปร. มีวัตถุประสงค์จงใจหลีกเลี่ยงความผิดที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมาย พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 45 ซึ่งมีบทบัญญัติพอสรุปได้ว่า บุคคลใดหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน ไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกฯ ทำการตรวจเลือกเข้ารับราชการตามหมายเรียกของอำเภอ หรือมาแล้วไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ หลีกเลี่ยง หรือขัดขืนด้วยประการใดก็ดี เพื่อจะไม่ให้เข้ารับราชการทหาร ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

6) ดังนั้น การที่ ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เมื่อได้รับคำสั่งบรรจุเป็นทหารสัญญาบัตรในตำแหน่ง รรก.อจ.สกศ.รร.จปร. แล้วเพียง 35 วัน ก็ได้แจ้งความจำนงว่า จะขอลาออกจากราชการ ดังนั้น โดยสามัญสำนึกจึงแปลเจตนารมณ์ได้ว่า ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ ไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติหน้าที่ และในขณะรับราชการ ดังปรากฏหลักฐานทางราชการ ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ ขอลากิจไปเยี่ยมญาติที่ประเทศอังกฤษ 2 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2531 ถึงวันที่ 30 กันยายน 25314 รวม 40 วัน และได้ขอลากิจอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2531 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2531 รวม 67 วัน พฤติการณ์เยี่ยงนี้แสดงให้เห็นว่า นายอภิสิทธิ์ไม่มีเจตนาที่จะเข้ารับราชการทหารอย่างแท้จริง การสมัครเข้ารับราชการทหาร จึงเป็นเพียงการหาเหตุผลที่จะแก้ปัญหาความผิดทางอาญา จากกรณีการขาดตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการเท่านั้น

7) กรณีการบรรจุให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอาจารย์ประจำส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อย จปร. จึงเป็นการบรรจุที่ขัดต่อระเบียบของกองทัพบก ซึ่งอนุมัติโดยผู้บัญชาการทหารบก

นี่คือ คำถามที่นายอภิสิทธิ์ และคนในพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ต้องตอบให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เล่นลิ้น หรือใช้ความกะล่อนปลิ้นปล้อนตลบตะแลงอีกต่อไป

จาก กลุ่มนายทหารประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ คมช.
ที่มา: หนังสือพิมพ์ บ้านเมือง ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2550

Thaksin Shinawatra - Phone In งานอุ้มเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

ผมอยากให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯไปจนครบเทอมครับ

ที่มา thaifreenews



บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

150

แม้ว่าผมจะรู้ว่ามันเป็นไปได้ยากก็ตาม เพราะสภาพการเกิดของรัฐบาลที่ไม่ปกติเช่นนี้ ยอมไม่อาจดำรงอยู่ได้นานนัก ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจ ความแตกแยกในสังคม หรือการต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ก็ตาม

รัฐบาลแบบนี้มีความหวังที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งต่อไปก็คือ การหาเงินให้มากเข้าไว้ เพื่อเอาไปใช้ซื้อเสียงประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวิน รู้ว่าตนทรยศต่อประชาชน ดังนั้น ความหวังของพวกเขาจึงมีวิธีเดียว ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปคือ ต้องซื้อเสียงเอาชนะคู่แข่งขั้นของพรรคเพื่อไทยให้ได้

ไม่ต้องพูดถึงนโยบายที่จะใช้สำหรับจูงใจประชาชน เพราะคงไม่สามารถทำตามนโยบายอะไรสำเร็จได้สักอย่างเดียว และในท้ายที่สุดประชาชนก็จะนำผลงานของรัฐบาลนี้ ไปเทียบกับ”ยุคทองของชาวรากหญ้า” คือช่วงสมัยของรัฐบาลท่านทักษิณ ชินวัตร แล้วตัดสินใจเลือก วันยุบสภา เราคงเห็นฝูงผึ้งแตกรังบินกันให้ว่อน

ทำไมผมจึงอยากให้รัฐบาลนี้อยู่ครบเทอม หรืออย่างน้อยก็อยู่ 1 ปี

เพราะผมคิดในเชิงยุทธศาสตร์ว่า มีแต่วิธีนี้เท่านั้น ที่จะ "สลายม็อบพันธมิตร" ลงได้อย่างสิ้นเชิง ยิ่งทอดระยะเวลาออกไป การรวมตัวกันของกลุ่มพันธมิตรก็ยิ่งยากยิ่งขึ้น ส่วนพวกอำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลังม็อบพันธมิตรก็ยิ่งแก่มากขึ้น บารมีของพวกเขาก็ยิ่งเสื่อมถอยลงมากขึ้น รวมทั้งความเสียหายต่างๆ ที่พวกม็อบพันธมิตร ก่อขึ้นก็จะส่งผลอย่างชัดเจนต่อประชาชน

สุดท้ายพวกเขาก็ยิ่งเสื่อมลงไปเรื่อยๆ


แม้ว่าคนพวกนี้จะยึดอำนาจรัฐได้ แต่ก็ยังไม่อาจ “ล้มระบอบการเลือกตั้ง” หรือระบอบประชาธิปไตยลงไปได้ เรายังคงรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ได้ เมื่อระบบการเมืองยังเป็น "ระบบเลือกตั้ง" เหมือนเดิม เมื่อการเลือกตั้งมาถึง แม้จะมีอำนาจรัฐ แต่เมื่อคนเลือกไม่ประทับใจผลงานรัฐบาล ความพ่ายแพ้ก็จะยิ่งรุนแรงกว่าเดิม เหมือนช่วงรัฐบาลนายชวน หลีกภัยในการเลือกตั้งปี 2544 ที่เป็นปัจจัยเสริมหลักที่ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

ในตอนนั้นจะก่อม็อบพันธมิตร เพื่อล้มรัฐบาลจากเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ก็คงยากแล้ว เพราะต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ทีเดียว

ยิ่งอภิสิทธิอยู่ได้เกินปี อำมาตย์ยิ่งพ่ายแพ้ครับ เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะมีผลงานได้เทียบเท่าได้กับรัฐบาลของท่านทักษิณ ชินวัตร หากเป็นอย่างนั้นประชาชนก็ได้ประโยชน์ ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ผมคิดว่ารัฐบาลที่พิกลพิการเช่นนี้ มีที่มาเยี่ยงรัฐบาลโจร ก็ยิ่งยากที่จะทำอะไรสำเร็จ หรือสร้างผลงานได้ นอกจาก "การแย่งกันกินเพื่อดับความหิวโหย" ในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ในการทำสงครามนั้น บางทีการถอย คือ การรุกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด เพราะการรุกไปข้างหน้าอย่างเดียว ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย บางทีมันก็ไม่อาจทำให้ชนะสงครามได้ แต่การถอยเพื่อให้ศัตรูได้เคลื่อนกำลังเข้ามาสู่พื้นที่สังหาร น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดก็เป็นได้

ตอนนี้แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถครองอำนาจรัฐต่อจากพรรคพลังประชาชนได้ แต่ก็ไม่สามารถกุมบังเหียนอำนาจรัฐได้อย่างมั่นคง เพราะได้รับการต่อต้านจากพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยอย่างรุนแรง พวกเขาพร้อมที่จะทำทุกอย่าง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติประชาชนแต่อย่างใด เพราะกำลังหน้ามืดเข้าตาจน ไม่ได้สติ คิดแต่จะเอาชนะเพียงถ่ายเดียว

สถานการณ์เช่นนี้ วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือ การถอยทางยุทธศาสตร์เท่านั้น จึงจะสามารถถนอมกำลังหรือออมกำลังเอาไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องทุ่มกำลังเข้าปะทะหักหาญกับข้าศึกที่กำลังบ้าเลือด เข้าตาจน

ตอนนี้ท่านนายกฯทักษิณ และพรรคเพื่อไทย คงต้องยืมยุทธวิธีของพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์แห่งรัสเซียสมัยที่รบกับนโปเลียนมาใช้ คือ เมื่อนโปเลียนกรีธาทัพบุกเข้ามาอย่างเอาเป็นเอาตาย การยกทัพออกไปรบแตกหักมีแต่จะทำให้พ่ายแพ้เท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ การยอมทิ้งกรุงมอสโคว์เสีย เพื่อล่อให้ศัตรูเข้ามาติดกับ เผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและความหนาวเย็น

หลังจากนั้นจึงค่อยๆ สลายกำลังของศัตรูลง

การทำสงครามนั้น การถอยไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่เป็นการปรับกำลัง ปรับยุทธศาสตร์ ย้ายที่ตั้ง และเงื่อนไขต่างๆ ใหม่ เพื่อให้สามารถรับมือกับศัตรูได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

แน่นอนพวกเราบางคนไม่อาจทนรับกับสภาพที่เห็นนายมาร์กเป็นนายกฯได้ ผมเองก็เหมือนกัน ไม่เปิดทีวีอีกเลยหลังจากวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา (ที่จริงตั้งแต่วันที่ 10 ธค.51 วันที่ผมออกไปเที่ยวป่า) เพราะไม่สามารถทนการคลื่นไส้อาเจียนได้ ซึ่งสมัยที่ คมช. ครองอำนาจผมก็ทำเช่นนี้เหมือนกันคือ ปิดทีวีและหยุดการรับข่าวโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์เสีย รับสารเพียงทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ซึ่งทำให้เราไม่ต้องเต้นไปกับการสร้างข่าวอีกต่อไป จับแค่ประเด็นทางอินเตอร์เน็ตก็โอเคแล้ว

แต่เพื่อผลทางยุทธศาสตร์ เราก็คงต้องยอมครับ การก่อม็อบขับไล่นายอภิสิทธิ์ ผมก็คงไม่ห้ามแต่อย่างใด แม้จะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ตาม เพราะเราก็เห็นแล้วว่า ม็อบไม่มีทางล้มรัฐบาลได้ ดูตัวอย่างของม็อบพันธมิตรเป็นต้น แม้จะยึดสนามบินสุวรรณภูมิกดดันรัฐบาลอย่างไร รัฐบาลก็ไม่ล้ม แต่ที่ล้มไปเพราะการตัดสินของศาล รธน.ต่างหาก

กลุ่มใดจะชุมนุมแสดงพลังก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ เพราะเป็นเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

ที่จริงตอนนี้ผมว่าสิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ การไปสร้างความเข็มแข็งให้กับพรรคเพื่อไทย ขยายฐานมวลชนและพัฒนาผู้นำพรรครุ่นใหม่ให้มีบทบาทมากขึ้น เพื่อรองรับบุคลากรเก่าๆ ที่ต้องยุติบทบาทไป ส่งเสริม สส.หน้าใหม่ให้อภิปรายในสภา และทำงานมากยิ่งขึ้น การเมืองในระบอบประชาธิปไตย มีแพ้มีชนะกันไม่มีใครครองอำนาจรัฐได้ตลอดไป

อย่างน้อยสงครามครั้งนี้ เราก็ยังรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ได้ ระบอบการเลือกตั้งโดยประชาชนก็ยังคงอยู่ กลุ่มอำมาตย์ยังไม่อาจสถาปนาระบอบแต่งตั้งขึ้นมาได้ ถือว่า พวกเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมายนัก ยกเว้นแต่ดันอภิสิทธิ์ ขึ้นเป็นนายกฯ ภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่มั่นคงนี้เท่านั้น

สภาพแวดล้อมทางการเมืองในอนาคต ยังคงเอื้ออำนวยให้กับฝ่ายประชาธิปไตยอยู่อย่างพร้อมมูล

Wednesday, December 17, 2008

พล.อ.อนุพงษ์ ระบุการรับราชการทหารของ อภิสิทธิ์ มีหลักฐานชัดเจน

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 17 ธ.ค. - พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนีการตรวจเลือกทหาร ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมา 21 ปี และมีหลักฐานการสอบสวน ซึ่งเรื่องนี้จบไปแล้ว ทั้งด้านกฎหมาย รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ได้เข้ารับราชการเป็นทหารแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง กองทัพบกควรชี้แจงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เรื่องการรับราชการและการตรวจเลือกทหารหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กองทัพบกไม่ใช่หน่วยงานโดยตรง กระทรวงกลาโหมเป็นผู้บรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการ ส่วนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องของแต่ละคน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-17 20:20:33

พิมพ์เพ็ญ พร้อมให้กำลังใจในการทำงานกับ อภิสิทธิ์ อย่างเต็มที่

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 17 ธ.ค. - นางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวนายอภิสิทธิ์ แต่ยอมรับว่าหนักใจ เพราะประเทศไทยมีปัญหายากลำบากในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวจะทำหน้าที่ให้กำลังใจและให้คำปรึกษานายอภิสิทธิ์

“ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลงก็ไม่เป็นไร และจะให้กำลังใจในการทำงานอย่างเต็มที่ และไม่มีเคล็ดลับดูแลนายกรัฐมนตรีเป็นพิเศษ นอกจากกำลังใจ” นางพิมพ์เพ็ญ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-17 20:45:12

"อนุพงษ์" ไม่สบายใจถูกโยง "ประวิตร" ป้องนายกฯ ยันคดีหนีทหารจบแล้ว ลั่นพร้อมเคลียร์ "คนอีสาน-นปช."

ที่มา มติชนออนไลน์



"อนุพงษ์" แจงไม่สบายใจถูกโยง "ประวิตร" เตรียมนำ 5 เสือ ทบ.เยี่ยมอวยพรปีใหม่ ป้อง "อภิสิทธิ์" คดีหนีทหารจบแล้ว รับได้ "มาร์ค" ควบ รมว.กห. วอนทุกฝ่ายเลิก "แบ่งสี-แบ่งภาค" พร้อมเคลียร์ใจ "คนอีสาน-นปช."

"อนุพงษ์"ไม่สบายใจถูกโยง"ประวิตร"


พ.อ.(หญิง)ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ถึงกระแสข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีส่วนชี้นำการทำงานของกองทัพบกว่า พล.อ.ประวิตรไม่มีอำนาจตัดสินใจการบริหารงานของกองทัพบก แต่บทบาทส่วนตัวไม่สามารถไปปิดกั้นได้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กับ พล.อ.ประวิตร มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกันในฐานะที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชา กองทัพบกเป็นองค์กรไม่เกี่ยวกับใคร ที่ผ่านมาจุดยืนชัดเจน ซึ่งการเมืองพยายามดึงกองทัพ แต่กองทัพก็อยู่เฉย ยืนยันกองทัพไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง เป็นเรื่องสิทธิขาดของรัฐสภาที่ตัดสินกันแล้ว


"พล.อ.ประวิตรจะไปเชื่อมโยงกับเรื่องใด ถือเป็นเรื่องส่วนตัว อนาคต พล.อ.ประวิตรจะได้นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือไม่ก็เป็นเรื่องส่วนตัว กองทัพบกไม่มีความสามารถดันใครมาทำงานการเมือง เมื่อเช้า (17 ธันวาคม) พล.อ.อนุพงษ์ชี้แจงต่อนายทหารระดับสูงให้เข้าใจ เพราะท่านไม่สบายใจในข่าวที่มีการเชื่อมโยง พล.อ.ประวิตรกับการทำงานของกองทัพ"


เตรียมนำ5เสือทบ.เยี่ยมด้วยตนเอง


พ.อ.ศิริจันทร์กล่าวอีกว่า ช่วงปีใหม่นี้ถือเป็นประเพณีที่ ผบ.ทบ.จะมีการพบปะอดีต ผบ.ทบ.ทุกคน อาทิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร และ พล.อ.ประวิตร ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์อาจจะไม่เดินทางไปเยี่ยมเยียนอดีต ผบ.ทบ.ด้วยตนเอง แต่จะส่งผู้แทนระดับสูงกองทัพไปแทน แต่ พล.อ.อนุพงษ์จะนำ 5 เสือกองทัพบกไปเยี่ยมเยียน พล.อ.ประวิตรด้วยตนเอง


พ.อ.ศิริจันทร์กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ได้ส่งสารอวยพรปีใหม่และส่งความปรารถนาให้กำลังใจทหารทุกคน ระบุว่า "ตลอดปีที่ผ่านมากองทัพบกปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศและปกป้องชาติด้วยความมุ่งมั่น แม้เผชิญกับอุปสรรคปัญหาความเหนื่อยยาก แต่กองทัพทำภารกิจบรรลุความสำเร็จตามความมุ่งหมายและดำรงไว้ซึ่งเกียรติในการรักษาความมั่นคงของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ ปัจจุบันสถานการณ์และปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกประเทศกระทบต่อการทำงานของกองทัพบก ขอให้ทหารทุกคนตระหนักสิ่งที่ประเทศชาติต้องการมากที่สุดในขณะนี้ คือ ความรัก ความเข้าใจ และความสามัคคีของคนในชาติ เป็นภารกิจที่กองทัพต้องทุ่มเทให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาและเชื่อมั่นว่ากองทัพบกเป็นของประชาชน"


"ป็อก"รับได้"มาร์ค"ควบ"รมว.กห."


ที่กองการบินกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) เวลา 16.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่าผลักดัน พล.อ.ประวิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า ไม่ทราบว่าใครจะเป็นตำแหน่งใด เป็นเรื่องพรรคที่จัดตั้งรัฐบาลเป็นผู้พิจารณา ซึ่ง 2 รัฐบาลที่ผ่านมาผู้ที่เป็น รมว.กลาโหม ไม่ใช่ทหารก็ทำงานเรียบร้อย ตนทำงานในหน้าที่ไม่เอนเอียงว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน ยืนยันว่าไม่ว่าจะตั้งใคร ทหารทำตามหน้าที่ไม่มีวาระส่วนตัวหรือเรื่องอื่น


ผู้สื่อข่าวถามถึงความสัมพันธ์กับพล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า รับราชการด้วยกันมาเกือบทั้งชีวิต หลักการเรื่องงานมีทั้งเห็นด้วยและขัดแย้ง ไม่มีปัญหา ส่วนกรณีพล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่า หากนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม จะทำให้งานกองทัพไม่เดินหน้า พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การพิจารณาเป็นเรื่องฝ่ายการเมือง ไม่อยากก้าวล่วง ส่วน พล.อ.ประวิตร เหมาะสมหรือไม่นั้น ควรจะให้ผู้ที่รับผิดชอบเป็นผู้พิจารณาจะดีกว่า การไปพูดว่าเหมาะสมหรือไม่ น่าจะไม่ดี


เมื่อถามถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า หลักการแล้วแต่ฝ่ายการเมืองจะพิจารณา แต่หากเป็นบุคคลนี้ไม่น่ามีปัญหา


ป้อง"เรื่องหนีทหาร"คดีจบแล้ว


ส่วนกรณีมีกระแสโจมตีนายอภิสิทธิ์ หนีทหาร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ค่อยรู้เรื่องเดิม เพราะเรื่องผ่านมาตั้งแต่ 21 ปี มีหลักฐานการสอบสวนอยู่แล้ว ความจริงเรื่องมันจบไปแล้ว ตัวเนื้อความก็จบไปแล้ว ไม่ว่าจะด้านกฎหมาย และท่านได้รับตำแหน่งเป็นทหารไปแล้ว หากใครคิดว่าหลักฐานมีปัญหาคงสอบสวนกันอยู่แล้ว


“ผมอยู่ตามปกติกองทัพถึงอยู่กับผมได้ ยืนยันไม่มีวาระต้องไปถามคนอื่น คิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อยู่ในสภาวะที่ดี และแนวโน้มน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ล้วนเป็นคนไทยทั้งนั้น ตอนนี้คนไทยไม่ว่าภาคไหน ต้องคิดถึงชาติ คิดถึงสังคมส่วนรวมมากกว่าจะไปคิดประเด็นอื่น พูดถึงชาติเท่านั้น ไม่มีประเด็นที่จะไปคิดเรื่องการเมือง ความขัดแย้ง ”


รักคนอีสานส่งทหารเคลียร์ใจ


เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวคัดค้านของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) จะติดตามข่าว ประเด็นสำคัญ คือ ประเทศชาติและส่วนรวมจะไปอย่างไร เรื่องชาติเท่านั้น เรื่องกลุ่มเป็นเรื่องรองลงมา ทุกชาติมีพรรคการเมือง 2-3 พรรคที่ถูกรับเลือกตั้ง แต่เขารวมความเป็นชาติได้ ไม่นำความขัดแย้งนี้มาเป็นความขัดแย้งของสังคมหรือส่วนตัว เมื่อจบก็จบ ใครบริหารต้องบริหารคนสองกลุ่มรับผลประโยชน์ทั้งคู่ คิดว่าประเทศชาติเราน่าจะทำสิ่งนี้ได้


เมื่อถามว่า นปช.อาจจะเข้าไปโจมตีกองทัพ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า พื้นฐานผมรักคนอีสาน คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนอีสานมีชีวิตที่ดี เขาจะรักใครไม่ขัดขวาง แต่รัฐบาลต้องทำให้คนด้อยโอกาสมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่จะไปบังคับให้รักคนโน้นคนนี้ไม่ได้ หากเขาโกรธต้องค่อยพูดจา ทั้งนี้ ผมอยากพูดคุยกับเขา หากให้ทหารในพื้นที่ไปพูดคุยกับประชาชนอีสานได้ และไม่มองว่าเป็นการก้าวก่ายเรื่องการเมืองก็จะทำŽ


กองทัพพร้อมคุยแกนนำนปช.


"ผมคิดว่าคนเหล่านี้ไม่ผิด ไม่อยากเรียกว่า นปช. หรือเสื้อแดง คิดว่าเขาเป็นคนที่รัฐบาลต้องดูแล หากเรียกว่าพวกนั้นพวกนี้สถานการณ์คงไม่จบ การแสดงความรักหรือชอบของเขาไม่ได้ถือว่าผิด แต่ต้องทำความเข้าใจว่าหากใครทำผิดต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ใครเข้ามาทำหน้าที่รัฐ ต้องดูแลไม่ให้คนแบ่งพรรค แบ่งพวก ขอให้มีคำว่าไทยอย่างเดียว ไม่น่ามีพวกอื่น สีอื่น สีเหลืองหรือสีแดง เพราะสีเหลือง มีอย่างเดียว คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกคนอยู่ภายใต้สีเหลือง แต่ไม่ใช่ว่าเอาสีเหลือง สีแดงมาแยกเป็นพวกทางการเมือง" พล.อ.อนุพงษ์กล่าว


เมื่อถามว่า กองทัพจะไปพูดคุยกับแกนนำ นปช.หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ยังไม่มีมอบหมายมา หากทำคงจะเกินหน้าที่ของทหาร ต้องฟังนโยบายของรัฐบาล และรัฐบาลต้องพยายามไม่สร้างความแตกแยก หากรัฐบาลมอบให้ทำ กองทัพพร้อมที่จะทำโดยสร้างความเข้าใจ โดยใช้ กอ.รมน.จังหวัด และศึกษาความต้องการของประชาชน แต่เชื่อว่าโครงสร้างปกติของรัฐบาลน่าจะทำได้ ไม่ต้องใช้ กอ.รมน.


เมื่อถามว่า เชื่อมั่นการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เชื่อมั่นทั้งนั้น ไม่ว่าใครมาถืออำนาจรัฐต้องช่วยกันร่วมมือ ถ้าทำได้ดีจะเกิดผลรวมที่ดีกับทุกคน หากทำไม่ดีมีกลไกที่จะเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุล

"ในหลวง"โปรดเกล้าแต่งตั้ง"อภิสิทธิ์"เป็นนายกฯคนที่ 27

ที่มา ประชาทรรศน์

"ในหลวง" ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกฯคนที่ 27 "อภิสิทธิ์"เปิดใจภารกิจแรกยุติศึกเหลือง-แดง กร้าวใครที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองถือเป็นศัตรู ประกาศสานต่อโครงการรักษาฟรี กองทุนชุมชน ยืนยันรับฟังทุกเสียงของประชาชน

วันนี้ (17 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อนำรายชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่งตั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คนที่ 27 แล้ว

ด้าน นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ตนสำนึกเสมอว่า เกิดมาเป็นข้าแผ่นดินต้องสนองคุณแผ่นดิน สำนึกตลอดว่า แผ่นดินร่วมเย็นตลอดมาเพราะพระบารมี ขอยืนยันตรงนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลที่ตนเป็นผู้นำจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์"ฃ

"ขอบคุณเพื่อนสมาชิกในสภาฯ พี่น้องประชาชนที่ให้กำลังใจทำให้ตนมายืนตรงนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ทราบดีถึงสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ หรือเรียกว่าเป็นสถานการณ์วิกฤต แต่เมื่อเป็นนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย เมื่ออาสาสมัครมาทำงานแล้วจะไม่หนีปัญหา หรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนตนมาตามวิถีทางประชาธิปไตยและตามกระบวนการรัฐสภา"

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หน้าที่เบื้องต้นคือการยุติการเมืองที่ล้มเหลว การเมืองที่ล้มเหลวคือต้นเหตุความชัดแย้ง ส่งผลให้การแบ่งฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสีเกิดขึ้น การขจัดการเมืองที่ล้มเหลวคือการนำความสมัครสมานสามัคคีคืนมา อาศัยความยุติธรรม เป็นรัฐบาลภายใต้การนำนิติธรรม นิติรัฐ บังคับใช้กฎหมายเสมอภาพ อย่างไรก็ตาม ยืนยันทำงานให้คนไทยทุกคน ไม่ว่าเลือกหรือไม่เลือกตน ไม่ว่าสนับสนุนหรือไม่ หากท่านไม่คิดร้ายต่อบ้านเมือง ก็ไม่ถือเป็นศัตรู งานใดเป็นประโยชน์แม้เป็นของรัฐบาลก่อน ก็จะไม่ทิ้ง สานต่อ ไม่ว่าโครงการรักษาฟรี กองทุนในชุมชนต่างๆ

"ทราบดีว่า ปัญหาเร่งด่วนในใจประชาชนคือปัญหาเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นงานสำคัญ ตั้งใจดูแลเกษตรกรเต็มที่ ไม่ให้รับผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำ ส่วนประชาชนนอกภาคเกษตรจะมีงานทำรายได้และโอกาส จะทำทุกวิถีทางเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ตามแนวทางวาระประชาชน ทันทีที่แถลงนโยบายต่อสภา จะนำเสนอแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกสาขา"

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน แม้ว่าบ้านเมืองจะมีวิกฤตอย่างไร เราจำเป็นต้องแก้ปัญหาระยะยาวด้วย ไม่ปล่อยให้ปัญหาหมักหมมหรือตกค้าง โดยเฉพาะงานศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนค้มค่าสุดของประเทศ รวมถึงโครงการพื้นฐานต่างๆ เช่น พัฒนาแหล่งน้ำ ถนน การคมนาคม การสื่อสาร อินเตอร์เน็ต พลังงานทดแทน ไม่เพียงแต่อยากให้เราฝ่าวิกฤตหรือแข่งขันประเทศอื่น แต่อยากเห็นประเทศไทยเป็นต้นแบบพัฒนาตามประชาธิปไตยที่มีคุณภาพยั่งยืน นอกจากนี้ ตนกำลังจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน อยากให้เพื่อนอาเซียนมั่นใจการนำของเรา ในฐานะประธานการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีเร็วที่สุด

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ในฐานะนักการเมืองอาชีพ ตนได้รับโอกาสสูงสุด จากประชาชนตามวิถีทางประชาธิปไตยอยู่ในการเมืองมา 16 ปี เป็นผู้แทน 7 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ปัจจุบันตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดจะนำมาใช้บนพื้นฐานความซื่อสัตย์เพื่อส่วนร่วม ยืนยันจะไม่ละทิ้งอุดมกรณ์การทำงาน และปล่อยสิ่งเหล่านั้นให้สูญหายกับการใช้อำนาจ หลือปล่อยสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในบ้านเมือง

"ผมไม่ลืมพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ลืมว่าความใฝ่ฝันของพี่น้อง คือความสันติสุข ความสงบสุขที่รอคอยคือความสุขของท่าน ผมไม่ลืมพี่น้องชาวเหนือเมื่อครั้งที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนหลายคครั้งในยามทุกข์ ยามสุข ที่ประสบภัยพิบัติหลายครั้ง และยังจำได้ว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งตามรถแห่หาเสียงตะโกนบอกว่าอยากฝากบ้านเมืองให้ผมดูแล ส่วนพี่น้องชาวอีสาน ผมได้ทราบทุกข์สุขของท่าน ไม่ลืมวันที่ปั้นข้าวเหนียวที่ไร่มันสัมปะหลังและอดที่จะเอ่ยถึงไม่ได้ คือคุณนายเนียน ที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ที่ได้มอบแหวนวงนี้(ชูแหวน)ให้ผม และได้หมั้นผมกับคนอีสานไว้แล้ว วันนี้ผมได้ทำงานให้คนอีสานของท่านและจะทำงานร่วมกับท่านด้วยความซื่อสัตย์"

นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เห็นว่าคนหนึ่งคนไม่สามารถแก้ไขทำให้คนรักตน เห็นด้วยหรือสนับสนุนตนได้ทุกคน แต่ยืนยันว่า จะฟังเสียงทุกคน ทำงานให้ทุกคน ทำงานของผมพิสูจน์ความตั้งใจทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนนและพิสูจน์ทุกอย่าง

แย้มโผ 'ครม.รูปหล่อ1'

ที่มา ประชาทรรศน์

เปิดโผ 'ครม.อภิสิทธิ์ 1' สลับเก้าอี้โยกตำแหน่งชุลมุน 'มาร์ค'ทิ้ง 'เสมา 1' บัญชาการทีมเศรษฐกิจ 'กรณ์'นั่งเจ้ากระทรวงคลัง 'ภูมิใจไทย'ยึดพาณิชย์ 'สุวิทย์'รีเทิร์นอุตสาหกรรม 'บรรหาร'ดัน'ชุมพล'คุมเกษตรฯ 'เพื่อนเนวิน'ตามเป้า 4 โควต้า 'ไชยยศ'ขึ้นชั้นว่าการไอซีที 'ประวิตร'ลอยลำกุมบังเหียรกลาโหม

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ทุกภาคส่วนของสังคมต่างจับจ้องไปที่รูปโฉมของ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าหน้าตาจะออกมาเช่นไร ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า โผ "ครม.อภิสิทธิ์ 1" โดยเบื้องต้น พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลได้มีการแบ่งโค้วต้ารัฐมนตรีให้กับพรรคร่วมรัฐบาลในสัดส่วนเดิม

โดยพรรคชาติไทยพัฒนาจะได้ 4 ตำแหน่ง คือ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินได้ 3 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ส่วน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ 2 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรีว่าการ 1 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย (มัชฌิมาธิปไตยเดิม)ได้ 2 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการ 1 กระทรวง สำหรับกลุ่มเพื่อนเนวินได้ 5 ตำแหน่ง คือ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานรัฐสภา ส่วนพรรคกิจสังคมที่มี ส.ส. 5 คน ได้โควต้ารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้รายชื่อคณะรัฐมนตรีที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าใน ครม.อภิสิทธิ์ 1 มีดังนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ คาดว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รัฐมนตรว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ คาดว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ คาดว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล คาดว่าจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ คาดว่าจะเป็นรองนายกนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิพิษฐ์ อินทรสมบัติ คาดว่าจะเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นายกรณ์ จาติกวณิช คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางพรทิวา นาคาศัย คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมานิต นพอมรบดี คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายชุมพล ศิลปอาชา คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธีระ สลักเพชร คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุวิทย์ คุณกิตติ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายโสภณ ซารัมย์ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางสาวอรุณี ปริศนานันทกุล คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรจักร เกษมสุวรรณ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายอลงกรณ์ พลบุตร คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พ.ท.(หญิง)พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนางผุศดี ตามไท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความความมั่นคงของมนุษย์ นายกษิต ภิรมณ์ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายไชยยศ จิรเมธากร คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที)

ด้านคุณหญิงกัลยา โสภณพานิช คาดว่าจะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ นายไพฑูรย์ แก้วทอง คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภาราดัย คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายศุภชัย โพธิ์สุ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ คาดว่าจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ฟันธงรัฐบาลอายุสั้น!จี้แก้รธน.เชือดพันธมาร

ที่มา ประชาทรรศน์

'คนเสื้อแดง'จี้รัฐบาลใหม่เร่งแก้รัฐธรรมนูญ-ลงดาบม็อบพันธมารบุกยึดทำเนียบฯ-ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง หยัน'ครม.มาร์ค1'อยู่ไม่ยืดเพราะ'พธม.-คนเสื้อแดง'บีบทั้งคู่ ฟันธงเปลี่ยนขั้วการเมืองแก้วิกฤตชาติไม่ได้

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ว่า ต่อไปนี้ทางกลุ่มนปช. คงจะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้นแน่นอน เพราะประชาชนรู้สึกว่าการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรมและมีการแทรกแซงจากกลุ่มคนภายนอก จนทำให้กลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยต้องมาต่อต้าน

นายจรัล กล่าวอีกว่า ในระยะสั้นทางกลุ่มนปช. จะมีการจัดชุมนุมที่สนามหลวงเพื่อประท้วงและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลใหม่ ส่วนแนวทางในระยะยาว หลังจากที่มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีและมีการแถลงนโยบายแล้ว ทางกลุ่ม นปช.จะกดดันรัฐบาลให้ดำเนินการตามข้อเสนอ 2 ข้อ คือ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้ยึดทำเนียบฯ ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง นอกจากนี้แนวทางการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอาจจะเป็นในลักษณะที่ไปเข้าร่วมหรือสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกร ที่เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตกรรมด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนปช. จะมีความรุนแรงหรือไม่ นายจรัล กล่าวว่ากลุ่มนปช. ไม่ต้องการให้มีการใช้ความรุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งความรุนแรงอาจเกิดขึ้น

ในลักษณะที่เป็นไปเองของมวลชน เช่น ม็อบเสื้อแดงมาปิดล้อมรัฐสภา และทุบรถของ ส.ส. ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวประชาชนไปชุมนุมประท้วงกันเองโดยไม่มีแกนนำกลุ่ม นปช.ไปด้วยตนเชื่อว่าหากมีแกนนำไปด้วย แกนนำจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม นายจรัล กล่าว“ผมคิดว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์อยู่ได้ไม่นาน เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่ถูกขนาบไปด้วยทั้งสีเหลืองและสีแดง ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯ ก็ยื่นข้อเสนอทั้ง13 ข้อต่อรัฐบาล หากรัฐบาลทำไม่ได้ พันธมิตรก็จะออกมาเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันการออกมาชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มนปช. ก็ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล 2 ข้อแต่เชื่อว่ารัฐบาลคงทำไม่ได้ จึงเห็นได้ว่าการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองไม่ได้ช่วยให้วิกฤติของประเทศคลี่คลายลง

'วีระ'ลั่นระดมทุน 35 ล้านต่อยอดหนุนเสื้อแดง

นายวีระ มุสืกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ และ แกนนำนปช.กล่าวว่า จากนี้จะไม่มีรายการความจริงวันนี้ ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที อีกต่อไป ส่วนรายการความจริงวันนี้สัญจรครั้งต่อไป จะจัดเมื่อไหร่นั้นยังไม่มีกำหนด เพราะต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อน

"สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที แสดงท่าทีไม่เป็นมิตร และเราก็พร้อมจะยุติสัญญาเนื่องจากจะหมดภายในสิ้นปีนี้พอดี โดยต่อไปนี้จะหาช่องทางใหม่เพื่อติดต่อสื่อสารกับประชาชนอีกที" แกนนำนปช. กล่าว

นอกจากนี้ นายวีระ ยังกล่าว เชิญชวนประชาชนเข้าร่วมอุ้มระดมทุนคนเสื้อแดง ที่ร.ร.มิราเคิลแกรนด์ ในเวลา 18.30 น.ของวันที่ 17 ธันวาคมนี้ โดยขายโต๊ะจำนวน 70 โต๊ะ ในราคาโต๊ะละ 500,000 บาท เพื่อหางบประมาณเข้ามาสนับสนุนการจัดรายการความจริงวันนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายวีระ ปฎิเสธที่จะตอบคำถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซื้อกี่โต๊ะ

ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำนปช. กล่าวว่า จะเข้ามารับผิดชอบในการสื่อสารกับกลุ่มคนเสื้อแดงโดยการพัฒนาเว็ปไซด์ ทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง รวมทั้งจะจัดตั้งกลุ่มคนเสื้อแดงในต่างประเทศด้วย

'จรัญ'อ้างค่าตอบแทนการสอนเหมือนค่าดอกไม้บูชาครู

ที่มา ประชาทรรศน์

'จรัญ ภักดีธนากุล' เอาสีข้างถู ชี้ค่าสอนหนังสือจากการเป็นอาจารย์เหมือนค่าดอกไม้บูชาครู ยอมลาออกจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหากป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

หลังจากถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรับจ้างเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเอกชนแล้วไม่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีดังกล่าวได้ถูกนำมาเป็นประเด็นเปรียบเทียบกับการตัดสินเรื่องการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช โดย นายจรัญ ภักดีธนากุล ชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นครั้งแรก ในงาน เสวนานิติรัฐในสังคมไทย ซึ่งจัดโดย มูลนิธิสัญญาธรรมศักดิ์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า การเป็นอาจารย์พิเศษของตนไม่เหมือนกรณี นายสมัคร เพราะตนเองรับจ้างเป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเอกชนเป็นการรับจ้างสอนซึ่งค่าตอบแทนจะเหมือนค่าดอกไม้บูชาครูไม่ใช่ค่าจ้างสอน เนื่องจากครูไม่ใช่ลูกจ้าง ทั้งนี้นายจรัฐ ยืนยันว่า เรื่องของตนเองไม่เหมือนกรณีของ นายสมัคร แต่หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดก็พร้อมลาออกจากตำแหน่ง