WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 18, 2008

ระบบ'ตุลาการภิวัตน์'ทำประเทศวิกฤต

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านเล่มนี้เป็นฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2551 พบกับ แทง แทนไท ท่ามกลางความดุเดือดเลือดพล่านของการเมืองการปกครองในช่วงที่บ้านเมืองที่ขาดหลัก “นิติรัฐ” อันเนื่องจากระบบกลไก “ตุลาการภิวัตน์” ออกมาแผ่ขยายอิทธิพลกุมบังเหียนการเมืองไทย

** ข้อใหญ่ใจความสำคัญของการขึ้นต้นงานเขียนชิ้นนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนอ่านแล้วอ่านอีก อ่านอย่างไรก็ยังเข้าใจยาก...เนื่องเพราะ “เป็นภาษาวิชาการ” ที่ว่าบ้านเมืองของเราวิกฤติ เป็นเพราะเหตุสำคัญ คือกลไก...“ตุลาการ” ไม่ได้...ภิวัตน์...แต่...พิการ…!!! ต่างหาก...เรียกใหม่ว่า “ตุลาการพิการ” จึงน่าจะถูกต้อง บ้านเมืองจึงเหลวแหลกไม่เป็นชิ้นดี ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ตามมามากมาย คนค้าขายลงทุนไม่อยากเข้ามาข้องแวะกับประเทศที่อยู่ในสภาพแบบนี้ วันนี้แม้จะมีเสียงเรียกหาให้บ้านเมืองกลับมาสู่ระบบ “นิติรัฐ” แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะเชื่อมั่นเชื่อถือ หากไม่มีผู้รับผิดชอบในการกระทำการที่ผิดพลาด หาตัวคนทำผิดแล้วเอาตัวไป ลงโทษ ลงทัณฑ์ กับความเสียหายที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อคนไทย 63 ล้านคน

** นโยบายรัฐบาล กำลังคลอดออกมา แทง แทนไท ชื่นชม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ใจถึง กล้ายื่นข้อเสนอกับพรรคแกนนำรัฐบาลให้บรรจุนโยบายรัฐบาล 8 ด้าน 1.ให้คงนโยบาย SML 2.ต่อยอดโครงการกองทุนหมู่บ้าน 3.คงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 4.จัดค่าตอบแทน อสม. 5.จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ว่างงาน 6.แก้ไขพืชผลการเกษตรตกต่ำ 7.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน 8.บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับ เป็นของดี ของ พี่น้องประชาชน คนรากหญ้า ชาวนาเกษตรกร จะได้รับการสานงานต่อ ก่องานใหม่ โดยการนำเสนอของคนกลุ่มนี้ หาก...พรรคประชาธิปัตย์...ใจกว้างรับข้อเสนอ จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองที่ครุกรุ่นแบบนี้เบาบางลงไปได้ แยกย้ายไปทำงานทำการหลังต่อสู้กันมาหลายปี

** บอกตามตรง “ว่าที่รัฐมนตรีใหม่” ฟังแล้วไม่เข้าหู เห็นจะมีอยู่ 2 หน่อ คือ 1.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ออกทีวีหลังโหวตเลือกนายกฯ ยังมีพฤติกรรมปากดี “ราดน้ำมันเข้ากองเพลิง” ในทำนองว่า รัฐบาลที่ผ่านมา ดำเนินการกับ “ม็อบ” ไม่เท่าเทียมกัน พูดแบบนี้จะให้หมายความว่าอย่างไร เพราะเห็นๆ อยู่ว่าพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละ สนับสนุน “ม็อบ” ทำผิดกฎหมาย ฟ้าดินเป็นพยานได้ หากพรรคประชาธิปัตย์ จะให้ “นกคุ่ม” เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ต้องคิดให้หนัก!!! คนๆ นี้ จะเป็นคนราดน้ำมันลงบนกองเพลิง บ้านเมืองจะไม่มีวันสงบ!!!

** ส่วนคนที่ 2 คงจะต้องหนักใจแทน กรณ์ จาติกวณิช ที่ยังไม่ทันเข้าไปนั่งในเก้าอี้ “รัฐมนตรีคลัง” กลับโชว์วิสัยทัศน์สุดห่วย!!! จะเอาโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร 7-8 สาย มาละเลงกันใหม่อีก ทั้งที่คน กทม. เขาเดือดร้อนจากปัญหารถติด เมื่อหลายปีก่อนหน้าไม่กล้าตัดสินใจ ยึกๆ ยัก ๆ จนได้รับสมญานาม “เชื่องช้า” !!! หากทำเสียตั้งแต่วันนั้น วันนี้คน กทม. คงจะไม่ทนทุกข์ทรมานแบบนี้ มาวันนี้ก็ยังเป็นแบบเดียวกันอีก จะเรียกโครงการกลับมาทบทวน แทง แทนไท ว่ามันไม่เข้าท่า แทนที่จะเรียกมา “เร่งรัด” ให้รีบดำเนินการ กลับเรียกมา ดึงเรื่องให้เนิ่นนาน...ไปอีก หากทำจริงบอกได้ว่า...เวรกรรมประเทศชาติ

** เมกะโปรเจ็กต์ เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง เพราะเท่ากับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการลงทุนจริง มีงานทำ มีการจับจ่ายใช้สอย มีผลทางเศรษฐกิจออกดอกออกผลมา คนไทยส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะคน กทม. ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียหายอะไรเลย รีบๆ ดำเนินการไปข้างหน้าจะดีกว่ามาดึงเรื่อง ไม่เชื่อว่า...คนระดับ กรณ์ จาติกวณิช จะหากินด้วย วิธีการเคาะกะลา ตามแบบนักการเมืองรุ่นก่อนๆ

** เห็นธนาคารชาตินำเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ Vat จาก 7% ที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน เหลือแค่ 4% ด้วยเหตุผลนานัปการ ไม่รู้ว่ามาตรการนี้จะช่วย บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ อย่างไร? เพราะผู้ผลิตสินค้าต่างจ้องเพิ่มราคาทันที!!!เหมือนกัน...เมื่อก่อน ธนาคารชาติ ไม่ใช่หรือที่ทำเรื่องการผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่มมาให้ประชาชน ใน กิจการสาธารณูปโภค ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ทั้งหลายทั้งแหล่ ตามเงื่อนไขคุณพ่อ “ไอเอ็มเอฟ” ทำไมไม่ปลดปล่อยเสียก่อนล่ะ เพราะ บริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เหล่านี้ร่ำรวยด้วยการรับสัมปทานผูกขาดบ้าง แข่งขันแบบไม่แข่งขัน (ฮั้ว) กันมาบ้าง พอสิ้นปีเงินเหลือเยอะ ก็แบ่งขนม โบนัสกันบานตะเกียง

** แทง แทนไท ได้ยินอาจารย์นักวิชาการชั้นนำหลายคนเห็นต่าง เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ “คนรวย - คนจน” จ่ายเท่าเทียมกัน แต่คนรวย รวยกว่าคนจน ทำไมไม่จ่ายภาษีให้มากกว่า (คนรวยบางคนได้อภิสิทธิ์ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร) มีการเสนอมาหลายปีดีดักให้ลดความเหลื่อมล้ำนี้ ด้วย “การเก็บภาษีมรดก” และ “ภาษีที่ดิน” ทดแทนได้หรือไม่ บ้านเมืองน่าจะลดความต่างชั้นระหว่างคนรวยกับคนจน เรื่องนี้เป็นแนวปะทะทางความคิดที่เกิดมาหลายปีดีดักในประเทศไทย

** บรรทัดสุดท้าย เสียใจกับ ท.ทหาร ทั้งหลาย ที่ยังไม่มีสำนึกทางการเมือง ทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน ประกาศลั่น จะเอาคนในกองทัพเท่านั้นมาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” โจมตี นายกรัฐมนตรีพลเรือน หลายท่านที่มา “นั่งควบ” ในตำแหน่งนี้ ตำหนิโน่น ตำหนินี่ ทั้งที่เขาให้งบประมาณมากมายไปใช้จ่าย แต่ปกป้องประเทศชาติไม่ได้ มีคนไปยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ทำอะไรไม่ได้ “กองทัพ” ไม่ใช่สมบัติของ “ทหาร” ไม่ใช่สมบัติของ “ใครคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็นของคนทั้งประเทศ พวกท่านเกิดและดำรงอยู่ได้ ด้วยเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนคนไทย 63 ล้านคน ท่านต้องสำนึกให้ดี เพราะกองทัพ “ไม่ใช่รัฐอิสระ” พลเรือนเขามีความรักประเทศชาติเหมือนกัน จึงไม่ควรจะมาเรียกร้องใดๆ ในทำนองนี้อีก...

เผยโฉม 17 รมต.โควต้าพรรคสะตอ

ที่มา ประชาทรรศน์

คลอด 17 รายชื่อรัฐมนตรีโควต้าพรรคประชาธิปัตย์ 'สุเทพ' ทิ้งเก้าอี้ มท.1 นั่งรองนายกฯแค่ตำแหน่งเดียว 'สาทิตย์' ยึด รมต.สำนักนายกคุมสื่อตามคาด 'ขุนคลังกรณ์'ฉลุย "ประวิตร"กุมบังเหียรกลาโหม "เขยซีพี"แหกโผเข้าวิน เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ (18 ธ.ค.) ได้จัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาะการพรรคเปิดเผยโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ 17 ตำแหน่ง โดยเป็นคนใน 15 ตำแหน่ง และคนนอก 2 ตำแหน่ง โดยมีรายชื่อดังนี้

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวิทยา แก้วภารดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีสำนักประจำนายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามนายสุเทพ กล่าวว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ทั้งหมดนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ครบทุกกระทรวง แต่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันนี้ และจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้ในเช้าวันพรุ่งนี้(19 ธ.ค.)อย่างแน่นอน

'ทักษิณ'โฟนอินระดมทุนอุ้มความจริงวันนี้ลั่นขอกลับมาตายบนแผ่นดินเกิด

ที่มา ประชาทรรศน์

ระดมทุนอุ้มความจริงวันนี้ 'ทักษิณ'โผล่เซอร์ไพรส์โฟนอินเข้างาน ชี้เป็นห่วง'รัฐบาลมาร์ค'บริหารประเทศลำบาก เพราะเศรษฐกิจแย่ ลั่นพร้อมกลับไทย ในสภาพที่ยังมีลมหายใจ!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.) ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้จัดงาน “ระดมทุนอุ้มความจริงวันนี้” โดยบรรยากาศภายในงาน เป็นไปด้วยความเงียบเหงามีผู้เข้าร่วมงานบางตา ทั้งนี้มีบุคคลสำคัญใฃมาร่วมงานเพียงไม่กี่คน อาทิ นางสาวสุรีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นพ.เหวง โตจิราการ และนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ แกนนำแนวร่วประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียม โต๊ะจีนทั้งสิ้นจำนวน 67 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 5 แสนบาท แบ่งเป็น VIP 11 โต๊ะ และสื่อมวลชน 6 โต๊ะ อีก 50 โต๊ะเป็นของผู้สนับสนุน ซึ่งมีเพียง 30 โต๊ะที่ขายได้

โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวถึงรูปแบบการจัดงานว่า การจัดงานในวันนี้เป็นเพียงการนัดรับประทานอาหารกันธรรมดาไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนรายได้นั้นได้บอกไปแล้วว่าเป็นการหาเงินไปอุ้มรายการความจริงวันนี้ ส่วนจะนำเงินไปเช่าช่องสัญญาณเพื่อเป็นช่องทางในการออกอากาศรายการความจริงวันนี้หลังถูกยุติการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NBT หรือไม่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้แน่ชัด ทั้งนี้จะต้องมีการปรึกษาหารือกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายวีระ กล่าวอีกว่า รายการความจริงวันนี้ เริ่มออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.2551 ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช ยังเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายสมัครต้องการใช้รายการนี้เพื่อตอบโต้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ปีเดียวกัน แต่เมื่อเริ่มรายการได้ให้นายวีระ มาเป็นผู้จัดรายการแทน เนื่องจากติดเงื่อนไขสัญญากับเอกชน อย่างไรก็ตามรายการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทั่วไปว่า ให้ความจริงเพียงด้านเดียว เพื่อที่จะปกป้อง “ระบอบทักษิณ”เป็นวัตถุประสงค์หลัก จึงถูกเหน็บแนมว่า เป็นรายการ “ความเท็จวันนี้”บ้าง ขณะที่ผู้ดำเนินรายการก็ถูกตั้งฉายา “สามเกลอหัวขวด”บ้าง เพราะไม่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม นอกจากสร้างความแตกแยกเท่านั้นอย่างไรก็ตาม นายวีระ ยังกล่าวด้วยว่าตนไม่ทราบว่าจะมีบุคคลสำคัญทางการเมืองบุคคลใดเดินทางเข้าร่วมงานในครั้งนี้หรือไม่

ต่อมาในเวลา 21.30 น. ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นพูดบนเวที และได้กล่าวถึงกรณีที่ยุติการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปยื่นโทรศัพท์ให้นายณัฐวุฒิ จากนั้นนายณัฐวุฒิ ได้ประกาศว่าปลายสายเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ และเปิดสปีคเกอร์โฟนโทรศัพท์ผ่านไมค์ ประมาณ 10 นาทีเศษ

โดยมีเนื้อว่า “ผมเข้าใจว่าผู้รักประชาธิปไตยคงขมขื่นไม่แพ้กับผม เพราะถูกคุกคามทุกรูปแบบ วันนี้มีการไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เมื่อไม่ให้การเคารพก็แสดงว่าไม่รับฟังเสียงของประชาชน วันนี้มีการทำทุกวิถีทางตั้งกติกาเพื่อเปลี่ยนขั้วอย่างดียว เริ่มต้นด้วยการปฏิวัติ แต่เมื่อเลือกตั้งประชาชนก็ยังเลือกขั้วเดิม ใช้ทั้งทหาร พรรคประชาธิปัตย์ ใช้ทั้งศาล สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คนไทยไม่ได้โง่ทุกคนรู้คน ต่างประเทศก็รู้ สิ่งที่เลวร้ายคือความน่าเชื่อถือต่อไทย สิ่งที่เลวร้ายกว่าจะตามมาคือเรื่องความเชื่อมั่นและการลงทุน เมื่อเกิดหายนะทางเศรษฐกิจปัญหาสังคมก็จะตามมา ผมไม่ห่วงตัวเอง ผมปรับตัวได้ แต่ผมเป็นห่วงประเทศของเรา

วันนี้ทุกเวทีโลกก็พยายามพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา แต่ของเรากลับทะเลาะกันเอง ทำกติกาทุกอย่างเพื่อชำระล้างแค้น ถ้าขืนปล่อยต่อไปอย่างนี้ไม่รู้อนาคตประเทศและลูกหลานจะไปทางไหนห่วงประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ไม่รู้อนาคตของประเทศไทยจะไปทางไหน ผมไม่ได้ห่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพราะคราวที่แล้วก็มีการช่วยกันเต็มที่ก็ยังไม่ได้มา วันนี้ผมเป็นห่วงฝีมือว่าเขาทำงานได้แค่ไหน แต่ก็คงยาก วันนี้ยังแย่งเก้าอี้กันยังไม่จบ มีทั้งการจ่ายเงินซื้อตัว ซื้อเก้าอี้ ให้รถ ซึ่งเลวร้ายกว่าการซื้อเสียง คือการซื้อคน ผมไม่เคยคิดว่าคนทำงานทุ่มเทจะโดนขนาดนี้ สำหรับผมก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุที่เกิดคือคำหนึ่งที่พูดว่าผมไม่จงรักภักดี สำหรับผมหนักที่สุด ซึ่งผมไม่เคยคิด แต่ก็มีการกระทำทุกอย่างที่จะคอนเฟิร์มว่าผมไม่จงรักภักดี จนสุดท้ายกติกาบ้านเมืองเสียหายหมด คนไทยลำบากหมด ไม่รู้ทำเพื่ออะไร เขาบอกผมเป็นตัวปัญหาซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็ได้แต่เสียใจขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวเสื้อแดง เพราะเสียสละรักชาติ และอยากขอฝากว่าบ้านเมืองเป็นมรดก เราจะต้องช่วยกันดูแล โดยขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อปกป้องประชาธิปไตยเพราะเราไม่มีเส้น ไม่มีทหารนำไปยึดสถานที่ต่างๆ มีแค่หัวใจที่รักประชาธิปไตยก็ต้องต่อสู้ในกรอบ สื่อหลายฝ่ายก็ถูกปิดกั้น หลายส่วนก็ไม่ชอบเรา หลายส่วนก็มีอุดมการณ์แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ขอให้พี่น้องระมัดระวังตัว และขอขอบคุณอีกครั้งในทุกอย่าง ผมเป็นหนี้บุญคุณกับท่าน ตอบแทนเมื่อมีโอกาสได้กลับ ผมมั่นใจว่าจะได้กลับมา ไม่ว่าจะในสภาพไหน แต่ก็ได้กลับมา แต่ไม่กลับมาในสภาพหมดลมหายใจแน่นอน”

ทั้งนี้ในช่วงท้าย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้จัดรายการความจริงวันนี้ เปิดเผยว่าโทรศัพท์เครื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเป็นเครื่องของเพื่อนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มาร่วมงานด้วย ซึ่งได้ต่อสายไปหาพ.ต.ท.ทักษิณให้

'มาร์ค'จ้อ'CNN'แย้มยุบสภาหลังพาชาติพ้นวิกฤติ

ที่มา ประชาทรรศน์

“นายกฯมาร์ค” โวสื่อนอก CNN ลั่นสัญญาประชาคมเร่งกู้ซากประเทศจากม็อบถ่อย ผสานความปรองดองสร้าง'ดินแดนแห่งรอยยิ้ม' ตะกุกตะกักปัด'บิ๊กป๊อก'นั่งคุมตั้งรัฐบาล ย้ำสัมพันธ์'กลุ่มเพื่อนเนวิน'เดินทางเดียวกันมุ่งแก้วิกฤตบ้านเมือง ประกาศพร้อมยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน หลังพ้นวิกฤตมรณะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ให้สัมภาษณ์กับนายแดน ริเวอร์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น โดยระบุว่า ถ้าเลือกได้ ตนต้องการให้จัดการเลือกตั้งทั่วไป แต่เมื่อได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามระบอบรัฐสภา ก็พร้อมจะทำหน้าที่ผู้นำประเทศ แก้ไขปัญหาของประชาชน เมื่อสามารถแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นให้บรรเทาเบาบางลงแล้ว ก็พร้อมที่จะยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหม่

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีแกนนำในพรรคเข้าพบพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก่อนมีการจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันแบบกลืนน้ำลายว่า ทหารไม่ได้ยุ่งเกี่ยวในการจัดตั้งรัฐบาลและตัวเขาเองไม่เคยเดินทางไปพบกับ พล.อ.อนุพงษ์ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าไม่ได้มีการต่อรองกับกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่เห็นว่ากลุ่มของนายเนวิน ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองอย่างแท้จริง

สำหรับกรณีผู้ประท้วงบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ เป็นผลให้นักท่องเที่ยวตกค้างจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า "เราได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีต ผมมั่นใจว่าชาวไทยทุกคนเสียใจต่อเหตุการณ์ที่สนามบิน และเราจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และถึงเวลาแล้วที่จะต้องจัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบ" ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีของไทยยังให้คำมั่นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมของไทยและคืนความปรองดองกับฝ่ายตรงข้าม หลังจากช่วงเวลาวุ่นวายในทางการเมืองของประเทศ ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยังให้คำมั่นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมของไทยและคืนความปรองดองกับฝ่ายตรงข้าม หลังจากช่วงเวลาวุ่นวายในทางการเมืองของประเทศ

"ผมอยากบอกว่ามันคือความตั้งใจของผมที่จะนำประเทศไทยออกจากวิกฤตปัจจุบัน นำความสามัคคีคืนสู่ประเทศ กอบกู้เศรษฐกิจของเรา เรียกนักลงทุนและนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมา และเรากำลังเดินหน้าคืนสู่ ดินแดนแห่งรอยยิ้ม"นายอภิสิทธิ์ระบุ

'บรรหาร'มั่นใจ'มาร์ค'แก้วิกฤตชาติได้

นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีความเหมาะสมในตำแหน่งนายกฯ เนื่องจาก มีประสบการณ์ในหลายด้าน ซึ่งคงจะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศได้ เพราะเป็นผู้ที่เท้าติดดินเข้าถึงประชาชน ทั้งนี้ อยากเรียกร้องทุกฝ่าย ให้โอกาสรัฐบาล ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อนที่จะพิจารณาผลงาน

นอกจากนี้ อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ยังกล่าวถึง กระแสข่าวลือที่ นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะได้ดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่า นายชุมพล เป็นคนเก่ง และในอดีตเคยนั่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงมาก่อน

ศาลร่อนหมายจับ 6 เสื้อแดงบุกสภา-ทุบรถส.ส.

ที่มา ประชาทรรศน์

ไวสุดๆ ศาลออกหมายจับ 6 เสื้อแดงไล่กระทืบ-ปาหินรถส.ส.หน้าสภา วันโหวตนายกฯ ตร.เร่งขอภาพสื่อเตรียมขอหมายจับเพิ่มเติม ด้าน'ขวัญชัย' ประกาศลั่น'มาร์ค'ห้ามเหยียบอุดรชี้'ตายเป็นตาย'

จากกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้รวมตัวกันปิดล้อมบริเวณหน้ารัฐสภา และใช้ก้อนอิฐทุบรถยนต์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา ล่าวันนี้ (18 ธ.ค.) สุดพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ได้ขออนุมัติต่อศาลแขวงตลิ่งชันออกหมายจับ 6 แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง ที่ร่วมกันก่อเหตุทุบรถ ส.ส.หลายคันจนเสียหาย บริเวณทางออกอาคารรัฐสภา หลังการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้ใช้ภาพถ่ายจากสื่อมวลชน และภาพที่ตำรวจบันทึกไว้ขอออกหมายจับ แต่ไม่ได้ระบุชื่อ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับทั้งสิ้น 6 คนใน 3 ข้อหา คือหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำให้เสียทรัพย์และทำร้ายร่างกาย ตำรวจยืนยันว่า มีเพียงภาพถ่ายจึงสามารถจับกุมตัวได้ แต่การจับกุมก็ไม่จับในช่วงที่มีการร่วมกลุ่มชุมนุม เพราะเกรงว่า อาจจะมีการขัดขืนและใช้มวลชนกดดัน และขณะนี้ได้ขอภาพถ่ายจากสื่อมวลชนเพิ่มเติม เพราะยังมีแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ก่อเหตุอีกหลายคน เพื่อขอออกหมายจับต่อไป

ขณะที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้ประกาศผ่านสถานีวิทยุคลื่นชมรมคนรักอุดร FM 97.50 MHz ขอร้องพรรคประชาธิปัตย์หรือแกนนำรัฐบาลอย่าได้เดินทางเข้ามาในเขตพื้นที่ จ.อุดรธานี เพื่อความสงบสุข ถ้าหากมีคนชาวชมรมคนรักอุดรจะออกไปขับไล่ในทันทีจะอยู่พื้นที่แห่งใดก็ตามในเขต จ.อุดรธานี พวกเราขอยอมตายเพื่อประชาธิปไตยที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ ทั้งนี้ยังประกาศให้ชมรมคนรักอุดรประกาศใส่เสื้อแดงทุกวัน

ความไม่โปร่งใสของมาร์คเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร

ที่มา thaifreenews

ความไม่โปร่งใสของมาร์คเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหาร

จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์

20 มิ.ย.2550

เรื่อง ถามหาความชอบธรรมของผู้ที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เรียน นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน มีพฤติการณ์ปรากฏชัดว่า หลีกเลี่ยง ขัดขืน ไม่ไปแสดงตนเพื่อเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ ตามที่แผนกสัสดี เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร กำหนดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2530

การกระทำและพฤติการณ์ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนั้น ได้ปรากฏหลักฐานทางราชการที่บันทึกเป็นข้อความลับ ด่วนมาก ที่ คห.0421/547 ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2542 เรื่องการตรวจสอบเอกสารการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการทหารที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ที่ลงนามโดย พล.อ.ชาญ บุญประเสริฐ เสนาธิการทหารบก ทำการแทนผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

การตรวจสอบเอกสารดังกล่าวนี้ ได้ปรากฏข้อมูลรายละเอียดของหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุพลเรือน เข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตรแล้ว ปรากฏว่า ไม่สามารถจะดำเนินการบรรจุนายอภิสิทธิ์ให้เข้ารับราชการทหารได้ เนื่องจากขาดหลักฐานใบรับรองผล การตรวจเลือกฯ (สด 43) ด้วยเหตุผลที่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือกฯ ประกอบ มีข้อมูลรายละเอียดดังต่อไปนี้

1) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2507 เลขประจำตัวบัตรประชาชน 3-1009-01830-69-4 เป็นบุตรนายอรรถสิทธิ์และนางสดใส เวชชาชีวะ ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 ต่อมาในปี 2550 นายอภิสิทธิ์มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พ้นจากฐานะการยกเว้นผ่อนผัน ไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหาร แขวงคลองตัน เขตพระโขนง อยู่ในลำดับที่ 299 เลขที่ สด 43 ลำดับที่ 675

2) ต่อมาในปี 2531 ตามหลักฐานของกรมการสำรองทหารบก กลับไม่มีชื่อนายอภิสิทธิ์ ปรากฏในบัญชีเรียกประจำการปีนี้ และเมื่อตรวจสอบรายละเอียดตามข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ในบัญชีเรียกเข้ารับการตรวจเลือก ประจำแขวงคลองจั่น ลำดับที่ 148 ลำดับที่ 417 ลำดับที่ 685 และลำดับที่ 641 ตามลำดับ ในขณะเดียวกันกับที่เมื่อปี พ.ศ.2530 นายอภิสิทธิ์ ได้รับหมายเรียกหลังจากที่ได้เสดงตนขอลงบัญชีทหารกองเกิน (เกินกำหนด) ณ สำนักงานเขตพระโขนง เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 แต่ได้มีการขอใบแทนใบสำคัญฉบับนี้เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2531 โดยนายอภิสิทธิ์ไม่ยอมเข้ารับการตรวจเลือกเกณฑ์ทหาร

3) จึงปรากฏพฤติการณ์เจตนาหลีกเลี่ยง ขัดขืน การเข้ารับการตรวจเลือกฯ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นอาจารย์สอนประจำโรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ได้มีการทุจริตต่อหน้าที่ ในการดำเนินการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการทหารในครั้งนั้น กระทำกันอย่างเป็นทีม ซึ่งประกอบด้วยนายทหารบางนาย ซึ่งได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว บางนายรับราชการนอกสังกัดกองทัพบก และบางนายเป็นนายทหารชั้นนายพล ซึ่งไม่สามารถรับโทษทัณฑ์ทางวินัยได้ จึงปรากฏเอกสารทางราชการให้มีผู้ต้องได้รับโทษทัณฑ์จากการกระทำทุจริตครั้งนี้ได้เพียงผู้เดียว คือ พ.อ.(หญิง) สายไสว มาสมบูรณ์ ตำแหน่งประจำกำลังพลทหาร กองทัพบก ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกกองจัดการ กรมกำลังพลทหาร กองทัพบก และปรากฏในเวลาต่อมาว่า มีการดำเนินคดีอาญาต่อ พ.ต.ทองคำ เดชเร ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยสมคบกันออกเอกสารทางราชการอันเป็นเท็จ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีลักษณะขัดต่อหลักเกณฑ์ของกองทัพบก ที่สามารถบรรจุเข้ารับราชการได้

เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ผ่านการตรวจเลือก และไม่มีหลักฐานทางทหารนำมาส่งมอบ ประกอบเอกสารการบรรจุเข้ารับราชการทหาร เพราะเป็นคนขาดการตรวจเลือก เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2530 ถ้าหากจะดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการ ต้องกระทำภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกส่งตัวดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 37 และมาตรา 45 พร้อมกับส่งตัวเข้ากองประจำการจนครบกำหนดเสียก่อน

4) แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กำลังพลของโรงเรียนนายร้อย จปร. กลับเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของกองทัพบก ที่ผู้บังคับบัญชาในขณะนั้นเป็นผู้อนุมัติระเบียบดังกล่าวนี้ จากเอกสารของทางราชการกองทัพบก ปรากฏว่า กรมสารบรรณ กองทัพบก ได้ทำการทักท้วงแล้ว แต่ผู้รับผิดชอบในขณะนั้นของโรงเรียนนายร้อย จปร. กลับไม่นำพา จึงเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่กำลังพล ประกอบด้วย พ.อ.สมศักดิ์ พุ่มนิคม รอง ลก.บก.ทหารสูงสุด ขณะเป็น หก.กกพ.รร.จปร. ส่วน พ.อ.เผด็จ วัฒนะภูติ ขณะเป็นรอง ผบ.รร.จปร. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านกำลังพล และ พล.อ.นิยม คันสนาคม ขณะเป็น ผบ.รร.จปร. ทั้งสองนายพลนี้ ปัจจุบันเกษียณอายุราชการไปแล้ว จึงไม่สามารถตามไปเอาผิดทางวินัยได้ในปัจจุบัน

5) จากพฤติการณ์ตามข้อ 1-4 ข้างตันนี้ แสดงให้เห็นว่า การขอบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการ ในตำแหน่งรักษาการราชการ อาจารย์ส่วนการศึกษาโรงเรียนนายร้อย จปร. มีวัตถุประสงค์จงใจหลีกเลี่ยงความผิดที่จะเกิดขึ้นตามกฎหมาย พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 45 ซึ่งมีบทบัญญัติพอสรุปได้ว่า บุคคลใดหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน ไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกฯ ทำการตรวจเลือกเข้ารับราชการตามหมายเรียกของอำเภอ หรือมาแล้วไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ หลีกเลี่ยง หรือขัดขืนด้วยประการใดก็ดี เพื่อจะไม่ให้เข้ารับราชการทหาร ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

6) ดังนั้น การที่ ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เมื่อได้รับคำสั่งบรรจุเป็นทหารสัญญาบัตรในตำแหน่ง รรก.อจ.สกศ.รร.จปร. แล้วเพียง 35 วัน ก็ได้แจ้งความจำนงว่า จะขอลาออกจากราชการ ดังนั้น โดยสามัญสำนึกจึงแปลเจตนารมณ์ได้ว่า ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ ไม่มีเจตนาที่จะปฏิบัติหน้าที่ และในขณะรับราชการ ดังปรากฏหลักฐานทางราชการ ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ ขอลากิจไปเยี่ยมญาติที่ประเทศอังกฤษ 2 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2531 ถึงวันที่ 30 กันยายน 25314 รวม 40 วัน และได้ขอลากิจอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2531 ถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2531 รวม 67 วัน พฤติการณ์เยี่ยงนี้แสดงให้เห็นว่า นายอภิสิทธิ์ไม่มีเจตนาที่จะเข้ารับราชการทหารอย่างแท้จริง การสมัครเข้ารับราชการทหาร จึงเป็นเพียงการหาเหตุผลที่จะแก้ปัญหาความผิดทางอาญา จากกรณีการขาดตรวจเลือกเข้าเป็นทหารกองประจำการเท่านั้น

7) กรณีการบรรจุให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอาจารย์ประจำส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อย จปร. จึงเป็นการบรรจุที่ขัดต่อระเบียบของกองทัพบก ซึ่งอนุมัติโดยผู้บัญชาการทหารบก

นี่คือ คำถามที่นายอภิสิทธิ์ และคนในพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ต้องตอบให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เล่นลิ้น หรือใช้ความกะล่อนปลิ้นปล้อนตลบตะแลงอีกต่อไป

จาก กลุ่มนายทหารประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ คมช.
ที่มา: หนังสือพิมพ์ บ้านเมือง ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2550

Thaksin Shinawatra - Phone In งานอุ้มเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

ผมอยากให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯไปจนครบเทอมครับ

ที่มา thaifreenews



บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

150

แม้ว่าผมจะรู้ว่ามันเป็นไปได้ยากก็ตาม เพราะสภาพการเกิดของรัฐบาลที่ไม่ปกติเช่นนี้ ยอมไม่อาจดำรงอยู่ได้นานนัก ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจ ความแตกแยกในสังคม หรือการต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ก็ตาม

รัฐบาลแบบนี้มีความหวังที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งต่อไปก็คือ การหาเงินให้มากเข้าไว้ เพื่อเอาไปใช้ซื้อเสียงประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวิน รู้ว่าตนทรยศต่อประชาชน ดังนั้น ความหวังของพวกเขาจึงมีวิธีเดียว ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปคือ ต้องซื้อเสียงเอาชนะคู่แข่งขั้นของพรรคเพื่อไทยให้ได้

ไม่ต้องพูดถึงนโยบายที่จะใช้สำหรับจูงใจประชาชน เพราะคงไม่สามารถทำตามนโยบายอะไรสำเร็จได้สักอย่างเดียว และในท้ายที่สุดประชาชนก็จะนำผลงานของรัฐบาลนี้ ไปเทียบกับ”ยุคทองของชาวรากหญ้า” คือช่วงสมัยของรัฐบาลท่านทักษิณ ชินวัตร แล้วตัดสินใจเลือก วันยุบสภา เราคงเห็นฝูงผึ้งแตกรังบินกันให้ว่อน

ทำไมผมจึงอยากให้รัฐบาลนี้อยู่ครบเทอม หรืออย่างน้อยก็อยู่ 1 ปี

เพราะผมคิดในเชิงยุทธศาสตร์ว่า มีแต่วิธีนี้เท่านั้น ที่จะ "สลายม็อบพันธมิตร" ลงได้อย่างสิ้นเชิง ยิ่งทอดระยะเวลาออกไป การรวมตัวกันของกลุ่มพันธมิตรก็ยิ่งยากยิ่งขึ้น ส่วนพวกอำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลังม็อบพันธมิตรก็ยิ่งแก่มากขึ้น บารมีของพวกเขาก็ยิ่งเสื่อมถอยลงมากขึ้น รวมทั้งความเสียหายต่างๆ ที่พวกม็อบพันธมิตร ก่อขึ้นก็จะส่งผลอย่างชัดเจนต่อประชาชน

สุดท้ายพวกเขาก็ยิ่งเสื่อมลงไปเรื่อยๆ


แม้ว่าคนพวกนี้จะยึดอำนาจรัฐได้ แต่ก็ยังไม่อาจ “ล้มระบอบการเลือกตั้ง” หรือระบอบประชาธิปไตยลงไปได้ เรายังคงรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ได้ เมื่อระบบการเมืองยังเป็น "ระบบเลือกตั้ง" เหมือนเดิม เมื่อการเลือกตั้งมาถึง แม้จะมีอำนาจรัฐ แต่เมื่อคนเลือกไม่ประทับใจผลงานรัฐบาล ความพ่ายแพ้ก็จะยิ่งรุนแรงกว่าเดิม เหมือนช่วงรัฐบาลนายชวน หลีกภัยในการเลือกตั้งปี 2544 ที่เป็นปัจจัยเสริมหลักที่ทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

ในตอนนั้นจะก่อม็อบพันธมิตร เพื่อล้มรัฐบาลจากเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ก็คงยากแล้ว เพราะต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ทีเดียว

ยิ่งอภิสิทธิอยู่ได้เกินปี อำมาตย์ยิ่งพ่ายแพ้ครับ เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะมีผลงานได้เทียบเท่าได้กับรัฐบาลของท่านทักษิณ ชินวัตร หากเป็นอย่างนั้นประชาชนก็ได้ประโยชน์ ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ผมคิดว่ารัฐบาลที่พิกลพิการเช่นนี้ มีที่มาเยี่ยงรัฐบาลโจร ก็ยิ่งยากที่จะทำอะไรสำเร็จ หรือสร้างผลงานได้ นอกจาก "การแย่งกันกินเพื่อดับความหิวโหย" ในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

ในการทำสงครามนั้น บางทีการถอย คือ การรุกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด เพราะการรุกไปข้างหน้าอย่างเดียว ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย บางทีมันก็ไม่อาจทำให้ชนะสงครามได้ แต่การถอยเพื่อให้ศัตรูได้เคลื่อนกำลังเข้ามาสู่พื้นที่สังหาร น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดก็เป็นได้

ตอนนี้แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถครองอำนาจรัฐต่อจากพรรคพลังประชาชนได้ แต่ก็ไม่สามารถกุมบังเหียนอำนาจรัฐได้อย่างมั่นคง เพราะได้รับการต่อต้านจากพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยอย่างรุนแรง พวกเขาพร้อมที่จะทำทุกอย่าง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติประชาชนแต่อย่างใด เพราะกำลังหน้ามืดเข้าตาจน ไม่ได้สติ คิดแต่จะเอาชนะเพียงถ่ายเดียว

สถานการณ์เช่นนี้ วิธีการรับมือที่ดีที่สุดคือ การถอยทางยุทธศาสตร์เท่านั้น จึงจะสามารถถนอมกำลังหรือออมกำลังเอาไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องทุ่มกำลังเข้าปะทะหักหาญกับข้าศึกที่กำลังบ้าเลือด เข้าตาจน

ตอนนี้ท่านนายกฯทักษิณ และพรรคเพื่อไทย คงต้องยืมยุทธวิธีของพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์แห่งรัสเซียสมัยที่รบกับนโปเลียนมาใช้ คือ เมื่อนโปเลียนกรีธาทัพบุกเข้ามาอย่างเอาเป็นเอาตาย การยกทัพออกไปรบแตกหักมีแต่จะทำให้พ่ายแพ้เท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ การยอมทิ้งกรุงมอสโคว์เสีย เพื่อล่อให้ศัตรูเข้ามาติดกับ เผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายและความหนาวเย็น

หลังจากนั้นจึงค่อยๆ สลายกำลังของศัตรูลง

การทำสงครามนั้น การถอยไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่เป็นการปรับกำลัง ปรับยุทธศาสตร์ ย้ายที่ตั้ง และเงื่อนไขต่างๆ ใหม่ เพื่อให้สามารถรับมือกับศัตรูได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

แน่นอนพวกเราบางคนไม่อาจทนรับกับสภาพที่เห็นนายมาร์กเป็นนายกฯได้ ผมเองก็เหมือนกัน ไม่เปิดทีวีอีกเลยหลังจากวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา (ที่จริงตั้งแต่วันที่ 10 ธค.51 วันที่ผมออกไปเที่ยวป่า) เพราะไม่สามารถทนการคลื่นไส้อาเจียนได้ ซึ่งสมัยที่ คมช. ครองอำนาจผมก็ทำเช่นนี้เหมือนกันคือ ปิดทีวีและหยุดการรับข่าวโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์เสีย รับสารเพียงทางอินเตอร์เน็ตอย่างเดียว ซึ่งทำให้เราไม่ต้องเต้นไปกับการสร้างข่าวอีกต่อไป จับแค่ประเด็นทางอินเตอร์เน็ตก็โอเคแล้ว

แต่เพื่อผลทางยุทธศาสตร์ เราก็คงต้องยอมครับ การก่อม็อบขับไล่นายอภิสิทธิ์ ผมก็คงไม่ห้ามแต่อย่างใด แม้จะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ก็ตาม เพราะเราก็เห็นแล้วว่า ม็อบไม่มีทางล้มรัฐบาลได้ ดูตัวอย่างของม็อบพันธมิตรเป็นต้น แม้จะยึดสนามบินสุวรรณภูมิกดดันรัฐบาลอย่างไร รัฐบาลก็ไม่ล้ม แต่ที่ล้มไปเพราะการตัดสินของศาล รธน.ต่างหาก

กลุ่มใดจะชุมนุมแสดงพลังก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ เพราะเป็นเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

ที่จริงตอนนี้ผมว่าสิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ การไปสร้างความเข็มแข็งให้กับพรรคเพื่อไทย ขยายฐานมวลชนและพัฒนาผู้นำพรรครุ่นใหม่ให้มีบทบาทมากขึ้น เพื่อรองรับบุคลากรเก่าๆ ที่ต้องยุติบทบาทไป ส่งเสริม สส.หน้าใหม่ให้อภิปรายในสภา และทำงานมากยิ่งขึ้น การเมืองในระบอบประชาธิปไตย มีแพ้มีชนะกันไม่มีใครครองอำนาจรัฐได้ตลอดไป

อย่างน้อยสงครามครั้งนี้ เราก็ยังรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ได้ ระบอบการเลือกตั้งโดยประชาชนก็ยังคงอยู่ กลุ่มอำมาตย์ยังไม่อาจสถาปนาระบอบแต่งตั้งขึ้นมาได้ ถือว่า พวกเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมายนัก ยกเว้นแต่ดันอภิสิทธิ์ ขึ้นเป็นนายกฯ ภายใต้สภาพการณ์ที่ไม่มั่นคงนี้เท่านั้น

สภาพแวดล้อมทางการเมืองในอนาคต ยังคงเอื้ออำนวยให้กับฝ่ายประชาธิปไตยอยู่อย่างพร้อมมูล

Wednesday, December 17, 2008

พล.อ.อนุพงษ์ ระบุการรับราชการทหารของ อภิสิทธิ์ มีหลักฐานชัดเจน

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 17 ธ.ค. - พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนีการตรวจเลือกทหาร ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมา 21 ปี และมีหลักฐานการสอบสวน ซึ่งเรื่องนี้จบไปแล้ว ทั้งด้านกฎหมาย รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ได้เข้ารับราชการเป็นทหารแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง กองทัพบกควรชี้แจงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เรื่องการรับราชการและการตรวจเลือกทหารหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กองทัพบกไม่ใช่หน่วยงานโดยตรง กระทรวงกลาโหมเป็นผู้บรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการ ส่วนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นเรื่องของแต่ละคน. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-17 20:20:33

พิมพ์เพ็ญ พร้อมให้กำลังใจในการทำงานกับ อภิสิทธิ์ อย่างเต็มที่

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 17 ธ.ค. - นางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวนายอภิสิทธิ์ แต่ยอมรับว่าหนักใจ เพราะประเทศไทยมีปัญหายากลำบากในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวจะทำหน้าที่ให้กำลังใจและให้คำปรึกษานายอภิสิทธิ์

“ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลงก็ไม่เป็นไร และจะให้กำลังใจในการทำงานอย่างเต็มที่ และไม่มีเคล็ดลับดูแลนายกรัฐมนตรีเป็นพิเศษ นอกจากกำลังใจ” นางพิมพ์เพ็ญ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-17 20:45:12