WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 19, 2008

งูเห่า เพื่อแผ่นดิน โดนไล่ออกจากตึก ไม่ให้ใช้เป็นที่ทำการพรรคอีก

ที่มา thaifreenews



งูเห่า เพื่อแผ่นดิน โดนไล่ออกจากตึก ไม่ให้ใช้เป็นที่ทำการพรรคอีก

Thursday, December 18, 2008

โผ ครม.พรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยทั้ง 17 ตำแหน่ง

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 18 ธ.ค.-การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยทั้ง 17 ตำแหน่ง กรรมการบริหารและ ส.ส.เห็นชอบลงตัว มีคนนอก 2 คน “พล.อ.ประวิตร” นั่ง รมว.กลาโหม ตามคาด ด้าน “วีระชัย วีระเมธีกุล” นั่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ ขณะที่ “กษิต ภิรมย์” เป็น รมว.ต่างประเทศ “สุเทพ” เปรยสถานการณ์อย่างนี้เหลือแค่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังต้องยอม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ลงตัวทุกตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยทั้งสิ้น 17 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้ลงมติผู้ที่เหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และนายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายไพฑูรย์ แก้วทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายธีระ สลักเพชร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น กรรมการบริหารพรรคได้นำรายชื่อทั้งหมดเข้าเสนอต่อที่ประชุมร่วมกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรค เพื่อให้พิจารณารับรอง ทั้งนี้ ก่อนที่นายสุเทพ จะอ่านรายชื่อผู้ที่ได้เป็นรัฐมนตรี และย้ำถึงการจัดคณะรัฐมนตรีภายใต้ข้อจำกัดเหมือนที่บอกกับพรรคในตอนแรกที่จะร่วมรัฐบาลว่า ตำแหน่งมีน้อย ต้องช่วยกันเพื่อชาติบ้านเมือง พร้อมเปรียบเปรยทำนองว่า สถานการณ์อย่างนี้เหลือแค่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังต้องยอม เพราะตอนแรกไม่ได้แม้แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคคู่แข่งเสนอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้พรรคเล็ก ๆ ด้วยซ้ำ

จากนั้น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน ได้ประกาศกลางห้องประชุมว่า หากกรรมการบริหารพรรคเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีจะไม่รับตำแหน่ง เพราะขณะนี้คนในพรรคต้องเสียสละ ต้องคำนึงถึงชาติบ้านเมือง และประชาชนเป็นหลัก และถ้าเป็นรัฐมนตรีแล้วทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ขอให้กรรมการบริหารพรรคเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีทันที

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคสำทับว่า ตำแหน่งมีน้อยต้องเข้าใจและเห็นใจ เพราะทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค รวมทั้งผู้ใหญ่ในพรรคต่างทำงานหนักเพื่อให้ได้โอกาสเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ก็เข้าใจและเห็นใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีหลายคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เช่น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายจุติ ไกรฤกษ์ แต่เมื่อตำแหน่งน้อยก็คงต้องรอโอกาสหน้า และขอย้ำว่าคนที่ได้เป็นรัฐมนตรีควรคำนึงถึง ส.ส. คำนึงถึงนโยบาย ชาติบ้านเมืองเป็นอันดับหนึ่ง ต้องไม่ละเลยในเรื่องนี้ และห้ามไปเลี้ยงฉลองตำแหน่ง แต่ต้องทำงานทันที เพื่อสะสางปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงท้ายนายสุเทพได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า มีบุคคลภายนอกที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีก 2 คน คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบุคคลทั้งสองไม่มีประวัติด่างพร้อย ซึ่งไม่มี ส.ส.คนใดซักถาม อย่างไรก็ตาม ได้มีการพูดคุยกันนอกห้องประชุมถามถึงที่มาที่ไป โดยส่วนใหญ่ก็แปลกใจว่ามาได้อย่างไร แต่พอรู้ว่าเป็นเขยซีพีก็เลยไม่ติดใจ และจากการสอบถามถึงนายวีระชัย กับแกนนำพรรคก็ได้รับการยืนยันว่า นายวีระชัย คุ้นเคยกับผู้ใหญ่ในพรรคมาพอสมควร และเข้ามาช่วยงานพรรคก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถูกปิดเงียบเอาไว้จนถึงนาทีสุดท้าย

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นายธีระ สลักเพชร ซึ่งได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อเจอหน้านายสุเทพ โดยนายธีระ ได้บอกขอบคุณที่เชื่อใจ นายสุเทพ จึงกอดและตบไหล่เพื่อให้กำลังใจ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุงที่คั่วตำแหน่งรัฐมนตรีมาตลอด โดยนายอภิสิทธิ์ ได้เอ่ยคำขอโทษที่นายนิพิฏฐ์ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-18 18:46:47

เติ้งเผยคุยแม้วแล้วเปลี่ยนขั้วอยู่ไม่ไหวแย่ทั้งลูกและพรรค

ที่มา มติชนออนไลน์
นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะข่าวเด่น ทางช่อง 3 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมว่ารู้สึกเจ็บปวดมากที่พรรคชาติไทยโดนยุบพรรค แต่ยอมรับการตัดสินของศาลตนโดนลงโทษห้ามยุ่งการเมือง 5 ปี คงต้องดูก่อนว่าพ้นแล้วสุขภาพจะเป็นอย่างไรจะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่ การตัดสินใจเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเนื่องจากไม่มีทางเลือกดูประชาชน สังคม นักธุรกิจแล้ว รวมทั้งเป็นมติพรรค ก่อนตัดสินใจก็ได้คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร ได้บอกว่าอยู่กับพลังประชาชนชนมาเกือบปีแย่ทั้งลูกๆและพรรค ท่านทักษิณก็ดีไม่พูดอะไร

"นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช จะมาพบบอกว่าไม่ต้องมา เพราะคิดว่าพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินยังไม่พร้อมเป็นนายกฯเพิ่งเล่นการเมืองและอยู่พรรคเล็ก ได้โทรไปหาพล.ต.อ.ประชาเพื่อเตือนแต่ไม่รับสาย"

นายบรรหาร กล่าวว่า สำหรับการทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่ต้องคิดถึงการอยู่ให้ครบวาระ ขอให้ทำแค่ละวันให้ดีที่สุด นายกฯยากที่จะมีความสุขคงมีแต่ทุกข์ ปัญหาความขัดแย้งคงไม่หมดสิ้น แต่คงเบาบางลง

ต้องกล้าที่จะทำ !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต โดย ลวดหนาม

ผมยังจำคำพูดที่ว่า “นโยบายที่ดี ประชาชนต้องได้ประโยชน์ และต้องถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ซึ่งคำพูดดังกล่าวอธิบายได้ว่า “นโยบายที่ดี” คือนโยบายที่แก้ปัญหาของประชาชนได้จริง สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของประชาชน

ปัญหาในวันนี้ คงหนีไม่พ้น เรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องปากท้อง ยังเป็นปัญหาสำคัญ เพราะประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยังยากจน

ดังนั้น “นโยบายประชานิยม” จึงเป็นนโยบายที่ประชาชนถามหามากที่สุด นับตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ

วันนี้ “อย่าหลอกตัวเอง” และ “โกหกตัวเอง” ไปอีกเลย เพราะหากจะทำงานตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ต้องให้ความสำคัญกับ นโยบายประชานิยมเป็นลำดับต้นๆ

อย่ามัวห่วง “ภาพลักษณ์” ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ลอกนโยบายของพรรคพรรคไทยรักไทย หรือของพรรคพลังประชาชน

เพราะหากจริงใจต่อประชาชนก็ควรจะทำโดยไม่ต้องสนใจใคร โดยเฉพาะ “กองทุนหมู่บ้าน” ที่ได้เสียงรากหญ้าจำนวนมาก

โครงการกองทุนหมู่บ้าน อาศัยพื้นฐานสังคมชุมชนไทยในชนบทเป็นปัจจัยของความสำเร็จ สังคมในหมู่บ้านรู้จักกันดี เอื้ออาทรต่อกัน ซื่อตรงต่อกัน จึงมีศักยภาพในการทำงานแบบรวมกลุ่ม สามารถเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน เป็นคนที่ชาวบ้านยอมรับ เพื่อดำเนินการบริหารกองทุน อนุมัติเงินกู้ กำหนดดอกเบี้ยที่เหมาะสม ติดตามทวงหนี้ และทำบัญชี

นอกจากนี้ โครงการธนาคารประชาชน ก็สำคัญ สำหรับคนยากจนในเมืองมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน แม้ลักษณะสังคมชุมชนในเมือง จะมีลักษณะตัวใครตัวมัน การรวมกลุ่มไม่เหนียวแน่นดังเช่นสังคมชนบท

แหล่งทุนดังกล่าวได้แก่ "ธนาคารประชาชน" ดำเนินการโดยธนาคารออมสินที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยให้เงินกู้จำนวนเบื้องต้นไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแต่ใช้บุคคลค้ำบุคคล ก็ควรจะได้รับการส่งเสริมต่อไป

อีกโครงการหนึ่งที่สำคัญคือ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ถูกประชาชนถามหามากที่สุด โครงการนี้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ บริการเด่น ที่ดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตของชาวบ้านมาผลิตเพื่อหารายได้เพิ่มแก่ประชาชน เช่น ผ้าทอ หัตถกรรม อาหาร ขนม ของชำร่วย โครงการนี้เคยสร้างรายได้รวมต่อปี ถึง 55,000 ล้านบาท และยังเป็นโอกาสให้กระตุ้นการบริโภคของเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ "คนไทยใช้ของไทย"

ทุกโครงการที่ผมได้เขียนถึงข้างต้นนั้นเป็นนโยบายที่ดี เป็นโครงการที่ดี ที่ประชาชนได้ประโยชน์ ดังนั้นหากวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสก็จะทำให้ได้ใจพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวภาคอีสานที่หลายคนบอกว่าเป็นคนดี มีน้ำใจและให้โอกาสคน

วันนี้ชาติบอบช้ำมามากแล้ว...น่าจะลองให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์สักครั้งก็น่าจะดีนะครับ!

กรรมที่ต้องชดใช้

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว โดย *อัฐศิริ*

จากที่วาดฝันหวังว่าเส้นทางการเป็น “รัฐบาล” ของพรรคประชาธิปัตย์ จะสดใส ปานประหนึ่งโรยด้วยดอกกุกลาบบน “พรมสีเขียว” เนื่องจากมีมือที่มองไม่เห็นและฝ่ายสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทั้งผลักทั้งดัน สู้อุตส่าห์แผ้วถางทางสะดวกให้ โดยจัดทำกระบวนการต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน มาตั้งแต่มีการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

แต่การณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เพราะ “ม็อบพันธมาร” เกิดได้ใจเหิมเกริม ไปทำในสิ่งที่คนไทยรับไม่ได้ รวมทั้งชาวต่างประเทศที่มาตกระกำลำบากจากการก่อการร้ายในครั้งนี้ ซึ่งได้สร้างความเสียหาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศอย่างยับเยิน

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ วันนี้บ้านเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย มีการกระทำความผิดกันซึ่งหน้า มาเป็นเวลานาน จนวันนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะที่มีหลักฐานชัดเจน

เชื่อหรือไม่ว่า คดีความยังไม่คืบหน้าไปไหนเลย

ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปดูในช่วงที่ “ม็อบพันธมาร” ปิดถนนราชดำเนิน มาจนบุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล แล้วลามปามมายึดสนามบินดอนเมืองกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ก็
จดๆ จ้องๆ อ้างอยู่คำเดียวว่า “กำลังเจรจา” ทั้งๆ ที่แกนนำ “ม็อบพันธมาร” ออกมาพูดชัดว่า ไม่มีการเจรจาทั้งสิ้น ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น

ความเสียหายเป็นแสนล้านยังคาราคาซังอยู่ ความหายนะที่เกิดขึ้นเป็น “ตราบาป” ของม็อบพันธมิตรฯ ที่ทำกับแผ่นดินไทย ซึ่งยากที่จะอภัยให้ได้

จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลโดย “พรรคประชาธิปัตย์” จะจัดการกับพวกเดียวกัน เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคไปเป็น “แกนนำ” มาตั้งแต่ต้นอย่างไร หากไม่กล้า ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นพวกเดียวกัน แม้จะออกมาปฏิเสธอย่างไร ก็ไม่เป็นผล

ที่ผ่านมา สื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รายงานในทิศทางเดียวกัน ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังการก่อการของ “ม็อบพันธมาร”

หากรัฐบาลยังทำไขสือ เชื่อเหลือเกินว่าพลังมวลชน ที่รัก และต้องการประชาธิปไตยต้องออกมาแสดงพลังกันครั้งยิ่งใหญ่แน่นอน

เรื่องนี้มีสิทธิไปถึง “ศาลโลก” ครับ เพราะมีผู้อ่าน “ประชาทรรศน์” ติดต่อมา บอกว่า จะนำข้อมูลที่ “ประชาทรรศน์” นำเสนอใน “ฮอตสกู๊ป” เรื่องการกู้ชาติกับสิ่งที่ต้องจ่าย หน้า 4 มาอย่างต่อเนื่อง

จะเป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานที่จะฟ้องศาลโลก

ขอยกตัวอย่างมาประกอบให้เห็นภาพกันสักหน่อย เอาแค่อาชีพเดียว ที่ทำมาหากินอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้....

*โชเฟอร์แท็กซี่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หลังรวมตัวสกัด “พันธมิตรฯ” ยึดสุวรรณภูมิ

ขณะเดียวกัน บริเวณจุดบริการรถยนต์แท็กซี่สาธารณะ ที่ตั้งอยู่ด้านล่างทางยกระดับ มีกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่หลายร้อยคนรวมตัวกันถือท่อนไม้และเหล็กปิดเส้นทางขวางไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พันธมิตรฯ อีกกลุ่มหนึ่งผ่านขึ้นไปสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดเส้นทางอยู่ด้านบน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลประมาณ 300 นาย พร้อมโล่และกระบองเข้าเคลียร์พื้นที่ ไล่กลุ่มผู้ขับ รถแท็กซี่ให้ออกนอกพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกัน

เวลา 18.30 น. กลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ประมาณ 200 คน จับกลุ่มและย้อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมส่งเสียงตะโกนขับไล่พันธมิตรฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลต้องรีบเข้าสกัด แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน ท่ามกลางเสียงตะโกนโห่ร้องและก่นด่าใส่กัน โดยฝ่ายพันธมิตรฯ ใช้ลูกเหล็กยิงด้วยหนังสติ๊ก ส่วนฝ่ายตรงข้าม ใช้ท่อนไม้และเหล็กขว้างปาตอบโต้กันอย่างชุลมุน ทำให้ตำรวจปราบจลาจลที่อยู่ตรงกลางต้องวิ่งหลบและใช้โล่กำบัง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถผลักดันกลุ่มรถแท็กซี่ออกไปจนได้

นายธนพล สมสุข อายุ 38 ปี คนขับรถแท็กซี่ เผยว่า ที่พวกตนรวมตัวขัดขวาง เพราะไม่พอใจที่พันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบิน ทำให้พวกตนขาดรายได้ อีกทั้งก่อนหน้าที่พันธมิตรฯ จะปิดสนามบินนั้น มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งใช้รถกระบะ 3-4 คัน ขับมาสังเกตการณ์เส้นทาง เมื่อผ่านบริเวณจุดจอดรถแท็กซี่ของพวกตน ชายฉกรรจ์ในรถกระบะคันหนึ่งที่มีสัญลักษณ์กาชาดสีแดงติดข้างรถ ใช้ปืนยิงใส่กลุ่มพวกตน ถูกคนขับรถแท็กซี่รายหนึ่งที่ขาซ้ายได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์

* “ผู้โดยสาร-ลูกเรือ” ตกเครื่อง

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า มอบนโยบายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จัดที่ให้พันธมิตรฯ ที่ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรักษาภาพพจน์ของสนามบินนานาชาติ ไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติตกใจ และไม่ให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ทราบว่ามีผู้โดยสารและลูกเรือบางส่วนตกเครื่องและมีผู้โดยสารบางส่วนเลื่อนการเดินทางออกไป

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ทอท. กล่าวว่า ประสานงานไปยังทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับสถานการณ์แล้ว โดยตำรวจได้ตั้งด่านตรวจค้นตามเส้นทางเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้การจราจรติดขัด โดยส่งเจ้าหน้าที่เจรจาขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมกันอย่างสงบ และขอให้เปิดเส้นทางจราจรเพื่อให้รถที่จะเข้าไปรับ-ส่งผู้โดยสารเข้าออกได้ โดย ทอท. จัดสถานที่บริเวณลานจอดรถ 4 ด้านข้างอาคารเทียบเครื่องบินจี ไว้รองรับ เพื่อไม่ให้การชุมนุมกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสาร พร้อมกันนี้ยังเตรียมน้ำดื่ม และรถสุขาไว้คอยอำนวยความสะดวกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้โดยสารทั้งคนไทยและต่างชาติต้องลากกระเป๋าเดินทางจากถนนยกระดับด้านหน้าอาคารผู้โดยสารเข้ามาภายในอาคารผู้โดยสาร ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร เพราะการจราจรติดขัด ทำให้ ทอท. สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 21.00 น. ห้ามเครื่องบินขึ้นลงเพื่อความปลอดภัย

* ฐานความผิด

1. มาตรา 358 ประกอบ 359 ประกอบ 361

มาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 359 ถ้าการกระทำความผิดตาม มาตรา 358 ได้กระทำต่อ
(1) เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรม หรือ อุตสาหกรรม
(2) ปศุสัตว์
(3) ยวดยานหรือสัตว์พาหนะที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ หรือในการประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม หรือ
(4) พืชหรือพืชผลของกสิกร
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 361 ความผิดตาม มาตรา 385 และ มาตรา 389 เป็นความผิดอันยอมความได้

2.. มาตรา 301 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. มาตรา 385 ผู้ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตอันชอบด้วยกฎหมายกีดขวางทางสาธารณะ จนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของ หรือโดยกระทำด้วยประการอื่นใด ถ้าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยไม่จำเป็น ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อย

เรื่องที่จะไปถึงศาลโลก อย่างนี้ไม่ธรรมดาแน่ ถ้าในประเทศยังไม่สามารถทำ “ความจริง”เรื่องนี้ให้เกิดขึ้น

สำหรับรัฐธรรมนูญจะแก้ได้อย่างไร พรุ่งนี้มาว่ากันต่อ แล้วจะรู้ว่า “บางอ้อ” นั้นอยู่แค่เอื้อมจริงๆ

ระบบ'ตุลาการภิวัตน์'ทำประเทศวิกฤต

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านเล่มนี้เป็นฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2551 พบกับ แทง แทนไท ท่ามกลางความดุเดือดเลือดพล่านของการเมืองการปกครองในช่วงที่บ้านเมืองที่ขาดหลัก “นิติรัฐ” อันเนื่องจากระบบกลไก “ตุลาการภิวัตน์” ออกมาแผ่ขยายอิทธิพลกุมบังเหียนการเมืองไทย

** ข้อใหญ่ใจความสำคัญของการขึ้นต้นงานเขียนชิ้นนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนอ่านแล้วอ่านอีก อ่านอย่างไรก็ยังเข้าใจยาก...เนื่องเพราะ “เป็นภาษาวิชาการ” ที่ว่าบ้านเมืองของเราวิกฤติ เป็นเพราะเหตุสำคัญ คือกลไก...“ตุลาการ” ไม่ได้...ภิวัตน์...แต่...พิการ…!!! ต่างหาก...เรียกใหม่ว่า “ตุลาการพิการ” จึงน่าจะถูกต้อง บ้านเมืองจึงเหลวแหลกไม่เป็นชิ้นดี ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ตามมามากมาย คนค้าขายลงทุนไม่อยากเข้ามาข้องแวะกับประเทศที่อยู่ในสภาพแบบนี้ วันนี้แม้จะมีเสียงเรียกหาให้บ้านเมืองกลับมาสู่ระบบ “นิติรัฐ” แต่จะมีใครสักกี่คนที่จะเชื่อมั่นเชื่อถือ หากไม่มีผู้รับผิดชอบในการกระทำการที่ผิดพลาด หาตัวคนทำผิดแล้วเอาตัวไป ลงโทษ ลงทัณฑ์ กับความเสียหายที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อคนไทย 63 ล้านคน

** นโยบายรัฐบาล กำลังคลอดออกมา แทง แทนไท ชื่นชม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่ใจถึง กล้ายื่นข้อเสนอกับพรรคแกนนำรัฐบาลให้บรรจุนโยบายรัฐบาล 8 ด้าน 1.ให้คงนโยบาย SML 2.ต่อยอดโครงการกองทุนหมู่บ้าน 3.คงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 4.จัดค่าตอบแทน อสม. 5.จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ว่างงาน 6.แก้ไขพืชผลการเกษตรตกต่ำ 7.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน 8.บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับ เป็นของดี ของ พี่น้องประชาชน คนรากหญ้า ชาวนาเกษตรกร จะได้รับการสานงานต่อ ก่องานใหม่ โดยการนำเสนอของคนกลุ่มนี้ หาก...พรรคประชาธิปัตย์...ใจกว้างรับข้อเสนอ จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองที่ครุกรุ่นแบบนี้เบาบางลงไปได้ แยกย้ายไปทำงานทำการหลังต่อสู้กันมาหลายปี

** บอกตามตรง “ว่าที่รัฐมนตรีใหม่” ฟังแล้วไม่เข้าหู เห็นจะมีอยู่ 2 หน่อ คือ 1.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ออกทีวีหลังโหวตเลือกนายกฯ ยังมีพฤติกรรมปากดี “ราดน้ำมันเข้ากองเพลิง” ในทำนองว่า รัฐบาลที่ผ่านมา ดำเนินการกับ “ม็อบ” ไม่เท่าเทียมกัน พูดแบบนี้จะให้หมายความว่าอย่างไร เพราะเห็นๆ อยู่ว่าพรรคประชาธิปัตย์นั่นแหละ สนับสนุน “ม็อบ” ทำผิดกฎหมาย ฟ้าดินเป็นพยานได้ หากพรรคประชาธิปัตย์ จะให้ “นกคุ่ม” เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ต้องคิดให้หนัก!!! คนๆ นี้ จะเป็นคนราดน้ำมันลงบนกองเพลิง บ้านเมืองจะไม่มีวันสงบ!!!

** ส่วนคนที่ 2 คงจะต้องหนักใจแทน กรณ์ จาติกวณิช ที่ยังไม่ทันเข้าไปนั่งในเก้าอี้ “รัฐมนตรีคลัง” กลับโชว์วิสัยทัศน์สุดห่วย!!! จะเอาโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร 7-8 สาย มาละเลงกันใหม่อีก ทั้งที่คน กทม. เขาเดือดร้อนจากปัญหารถติด เมื่อหลายปีก่อนหน้าไม่กล้าตัดสินใจ ยึกๆ ยัก ๆ จนได้รับสมญานาม “เชื่องช้า” !!! หากทำเสียตั้งแต่วันนั้น วันนี้คน กทม. คงจะไม่ทนทุกข์ทรมานแบบนี้ มาวันนี้ก็ยังเป็นแบบเดียวกันอีก จะเรียกโครงการกลับมาทบทวน แทง แทนไท ว่ามันไม่เข้าท่า แทนที่จะเรียกมา “เร่งรัด” ให้รีบดำเนินการ กลับเรียกมา ดึงเรื่องให้เนิ่นนาน...ไปอีก หากทำจริงบอกได้ว่า...เวรกรรมประเทศชาติ

** เมกะโปรเจ็กต์ เป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง เพราะเท่ากับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการลงทุนจริง มีงานทำ มีการจับจ่ายใช้สอย มีผลทางเศรษฐกิจออกดอกออกผลมา คนไทยส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะคน กทม. ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องน่าเสียหายอะไรเลย รีบๆ ดำเนินการไปข้างหน้าจะดีกว่ามาดึงเรื่อง ไม่เชื่อว่า...คนระดับ กรณ์ จาติกวณิช จะหากินด้วย วิธีการเคาะกะลา ตามแบบนักการเมืองรุ่นก่อนๆ

** เห็นธนาคารชาตินำเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ Vat จาก 7% ที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน เหลือแค่ 4% ด้วยเหตุผลนานัปการ ไม่รู้ว่ามาตรการนี้จะช่วย บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ อย่างไร? เพราะผู้ผลิตสินค้าต่างจ้องเพิ่มราคาทันที!!!เหมือนกัน...เมื่อก่อน ธนาคารชาติ ไม่ใช่หรือที่ทำเรื่องการผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่มมาให้ประชาชน ใน กิจการสาธารณูปโภค ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ทั้งหลายทั้งแหล่ ตามเงื่อนไขคุณพ่อ “ไอเอ็มเอฟ” ทำไมไม่ปลดปล่อยเสียก่อนล่ะ เพราะ บริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เหล่านี้ร่ำรวยด้วยการรับสัมปทานผูกขาดบ้าง แข่งขันแบบไม่แข่งขัน (ฮั้ว) กันมาบ้าง พอสิ้นปีเงินเหลือเยอะ ก็แบ่งขนม โบนัสกันบานตะเกียง

** แทง แทนไท ได้ยินอาจารย์นักวิชาการชั้นนำหลายคนเห็นต่าง เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ “คนรวย - คนจน” จ่ายเท่าเทียมกัน แต่คนรวย รวยกว่าคนจน ทำไมไม่จ่ายภาษีให้มากกว่า (คนรวยบางคนได้อภิสิทธิ์ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร) มีการเสนอมาหลายปีดีดักให้ลดความเหลื่อมล้ำนี้ ด้วย “การเก็บภาษีมรดก” และ “ภาษีที่ดิน” ทดแทนได้หรือไม่ บ้านเมืองน่าจะลดความต่างชั้นระหว่างคนรวยกับคนจน เรื่องนี้เป็นแนวปะทะทางความคิดที่เกิดมาหลายปีดีดักในประเทศไทย

** บรรทัดสุดท้าย เสียใจกับ ท.ทหาร ทั้งหลาย ที่ยังไม่มีสำนึกทางการเมือง ทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน ประกาศลั่น จะเอาคนในกองทัพเท่านั้นมาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม” โจมตี นายกรัฐมนตรีพลเรือน หลายท่านที่มา “นั่งควบ” ในตำแหน่งนี้ ตำหนิโน่น ตำหนินี่ ทั้งที่เขาให้งบประมาณมากมายไปใช้จ่าย แต่ปกป้องประเทศชาติไม่ได้ มีคนไปยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ทำอะไรไม่ได้ “กองทัพ” ไม่ใช่สมบัติของ “ทหาร” ไม่ใช่สมบัติของ “ใครคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็นของคนทั้งประเทศ พวกท่านเกิดและดำรงอยู่ได้ ด้วยเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนคนไทย 63 ล้านคน ท่านต้องสำนึกให้ดี เพราะกองทัพ “ไม่ใช่รัฐอิสระ” พลเรือนเขามีความรักประเทศชาติเหมือนกัน จึงไม่ควรจะมาเรียกร้องใดๆ ในทำนองนี้อีก...

เผยโฉม 17 รมต.โควต้าพรรคสะตอ

ที่มา ประชาทรรศน์

คลอด 17 รายชื่อรัฐมนตรีโควต้าพรรคประชาธิปัตย์ 'สุเทพ' ทิ้งเก้าอี้ มท.1 นั่งรองนายกฯแค่ตำแหน่งเดียว 'สาทิตย์' ยึด รมต.สำนักนายกคุมสื่อตามคาด 'ขุนคลังกรณ์'ฉลุย "ประวิตร"กุมบังเหียรกลาโหม "เขยซีพี"แหกโผเข้าวิน เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ (18 ธ.ค.) ได้จัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาะการพรรคเปิดเผยโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ 17 ตำแหน่ง โดยเป็นคนใน 15 ตำแหน่ง และคนนอก 2 ตำแหน่ง โดยมีรายชื่อดังนี้

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวิทยา แก้วภารดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีสำนักประจำนายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามนายสุเทพ กล่าวว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ทั้งหมดนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ครบทุกกระทรวง แต่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันนี้ และจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้ในเช้าวันพรุ่งนี้(19 ธ.ค.)อย่างแน่นอน

'ทักษิณ'โฟนอินระดมทุนอุ้มความจริงวันนี้ลั่นขอกลับมาตายบนแผ่นดินเกิด

ที่มา ประชาทรรศน์

ระดมทุนอุ้มความจริงวันนี้ 'ทักษิณ'โผล่เซอร์ไพรส์โฟนอินเข้างาน ชี้เป็นห่วง'รัฐบาลมาร์ค'บริหารประเทศลำบาก เพราะเศรษฐกิจแย่ ลั่นพร้อมกลับไทย ในสภาพที่ยังมีลมหายใจ!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (17 ธ.ค.) ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้จัดงาน “ระดมทุนอุ้มความจริงวันนี้” โดยบรรยากาศภายในงาน เป็นไปด้วยความเงียบเหงามีผู้เข้าร่วมงานบางตา ทั้งนี้มีบุคคลสำคัญใฃมาร่วมงานเพียงไม่กี่คน อาทิ นางสาวสุรีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นพ.เหวง โตจิราการ และนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ แกนนำแนวร่วประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งทางผู้จัดได้เตรียม โต๊ะจีนทั้งสิ้นจำนวน 67 โต๊ะ ราคาโต๊ะละ 5 แสนบาท แบ่งเป็น VIP 11 โต๊ะ และสื่อมวลชน 6 โต๊ะ อีก 50 โต๊ะเป็นของผู้สนับสนุน ซึ่งมีเพียง 30 โต๊ะที่ขายได้

โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวถึงรูปแบบการจัดงานว่า การจัดงานในวันนี้เป็นเพียงการนัดรับประทานอาหารกันธรรมดาไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ส่วนรายได้นั้นได้บอกไปแล้วว่าเป็นการหาเงินไปอุ้มรายการความจริงวันนี้ ส่วนจะนำเงินไปเช่าช่องสัญญาณเพื่อเป็นช่องทางในการออกอากาศรายการความจริงวันนี้หลังถูกยุติการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ NBT หรือไม่ยังไม่สามารถให้คำตอบได้แน่ชัด ทั้งนี้จะต้องมีการปรึกษาหารือกันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร

นายวีระ กล่าวอีกว่า รายการความจริงวันนี้ เริ่มออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมาตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.2551 ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช ยังเป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายสมัครต้องการใช้รายการนี้เพื่อตอบโต้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ปีเดียวกัน แต่เมื่อเริ่มรายการได้ให้นายวีระ มาเป็นผู้จัดรายการแทน เนื่องจากติดเงื่อนไขสัญญากับเอกชน อย่างไรก็ตามรายการดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทั่วไปว่า ให้ความจริงเพียงด้านเดียว เพื่อที่จะปกป้อง “ระบอบทักษิณ”เป็นวัตถุประสงค์หลัก จึงถูกเหน็บแนมว่า เป็นรายการ “ความเท็จวันนี้”บ้าง ขณะที่ผู้ดำเนินรายการก็ถูกตั้งฉายา “สามเกลอหัวขวด”บ้าง เพราะไม่ได้ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม นอกจากสร้างความแตกแยกเท่านั้นอย่างไรก็ตาม นายวีระ ยังกล่าวด้วยว่าตนไม่ทราบว่าจะมีบุคคลสำคัญทางการเมืองบุคคลใดเดินทางเข้าร่วมงานในครั้งนี้หรือไม่

ต่อมาในเวลา 21.30 น. ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ขึ้นพูดบนเวที และได้กล่าวถึงกรณีที่ยุติการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปยื่นโทรศัพท์ให้นายณัฐวุฒิ จากนั้นนายณัฐวุฒิ ได้ประกาศว่าปลายสายเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ และเปิดสปีคเกอร์โฟนโทรศัพท์ผ่านไมค์ ประมาณ 10 นาทีเศษ

โดยมีเนื้อว่า “ผมเข้าใจว่าผู้รักประชาธิปไตยคงขมขื่นไม่แพ้กับผม เพราะถูกคุกคามทุกรูปแบบ วันนี้มีการไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เมื่อไม่ให้การเคารพก็แสดงว่าไม่รับฟังเสียงของประชาชน วันนี้มีการทำทุกวิถีทางตั้งกติกาเพื่อเปลี่ยนขั้วอย่างดียว เริ่มต้นด้วยการปฏิวัติ แต่เมื่อเลือกตั้งประชาชนก็ยังเลือกขั้วเดิม ใช้ทั้งทหาร พรรคประชาธิปัตย์ ใช้ทั้งศาล สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คนไทยไม่ได้โง่ทุกคนรู้คน ต่างประเทศก็รู้ สิ่งที่เลวร้ายคือความน่าเชื่อถือต่อไทย สิ่งที่เลวร้ายกว่าจะตามมาคือเรื่องความเชื่อมั่นและการลงทุน เมื่อเกิดหายนะทางเศรษฐกิจปัญหาสังคมก็จะตามมา ผมไม่ห่วงตัวเอง ผมปรับตัวได้ แต่ผมเป็นห่วงประเทศของเรา

วันนี้ทุกเวทีโลกก็พยายามพูดคุยกันเพื่อแก้ปัญหา แต่ของเรากลับทะเลาะกันเอง ทำกติกาทุกอย่างเพื่อชำระล้างแค้น ถ้าขืนปล่อยต่อไปอย่างนี้ไม่รู้อนาคตประเทศและลูกหลานจะไปทางไหนห่วงประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ไม่รู้อนาคตของประเทศไทยจะไปทางไหน ผมไม่ได้ห่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพราะคราวที่แล้วก็มีการช่วยกันเต็มที่ก็ยังไม่ได้มา วันนี้ผมเป็นห่วงฝีมือว่าเขาทำงานได้แค่ไหน แต่ก็คงยาก วันนี้ยังแย่งเก้าอี้กันยังไม่จบ มีทั้งการจ่ายเงินซื้อตัว ซื้อเก้าอี้ ให้รถ ซึ่งเลวร้ายกว่าการซื้อเสียง คือการซื้อคน ผมไม่เคยคิดว่าคนทำงานทุ่มเทจะโดนขนาดนี้ สำหรับผมก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุที่เกิดคือคำหนึ่งที่พูดว่าผมไม่จงรักภักดี สำหรับผมหนักที่สุด ซึ่งผมไม่เคยคิด แต่ก็มีการกระทำทุกอย่างที่จะคอนเฟิร์มว่าผมไม่จงรักภักดี จนสุดท้ายกติกาบ้านเมืองเสียหายหมด คนไทยลำบากหมด ไม่รู้ทำเพื่ออะไร เขาบอกผมเป็นตัวปัญหาซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็ได้แต่เสียใจขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวเสื้อแดง เพราะเสียสละรักชาติ และอยากขอฝากว่าบ้านเมืองเป็นมรดก เราจะต้องช่วยกันดูแล โดยขอให้ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อปกป้องประชาธิปไตยเพราะเราไม่มีเส้น ไม่มีทหารนำไปยึดสถานที่ต่างๆ มีแค่หัวใจที่รักประชาธิปไตยก็ต้องต่อสู้ในกรอบ สื่อหลายฝ่ายก็ถูกปิดกั้น หลายส่วนก็ไม่ชอบเรา หลายส่วนก็มีอุดมการณ์แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ขอให้พี่น้องระมัดระวังตัว และขอขอบคุณอีกครั้งในทุกอย่าง ผมเป็นหนี้บุญคุณกับท่าน ตอบแทนเมื่อมีโอกาสได้กลับ ผมมั่นใจว่าจะได้กลับมา ไม่ว่าจะในสภาพไหน แต่ก็ได้กลับมา แต่ไม่กลับมาในสภาพหมดลมหายใจแน่นอน”

ทั้งนี้ในช่วงท้าย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้จัดรายการความจริงวันนี้ เปิดเผยว่าโทรศัพท์เครื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเป็นเครื่องของเพื่อนสนิท พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มาร่วมงานด้วย ซึ่งได้ต่อสายไปหาพ.ต.ท.ทักษิณให้

'มาร์ค'จ้อ'CNN'แย้มยุบสภาหลังพาชาติพ้นวิกฤติ

ที่มา ประชาทรรศน์

“นายกฯมาร์ค” โวสื่อนอก CNN ลั่นสัญญาประชาคมเร่งกู้ซากประเทศจากม็อบถ่อย ผสานความปรองดองสร้าง'ดินแดนแห่งรอยยิ้ม' ตะกุกตะกักปัด'บิ๊กป๊อก'นั่งคุมตั้งรัฐบาล ย้ำสัมพันธ์'กลุ่มเพื่อนเนวิน'เดินทางเดียวกันมุ่งแก้วิกฤตบ้านเมือง ประกาศพร้อมยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน หลังพ้นวิกฤตมรณะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ให้สัมภาษณ์กับนายแดน ริเวอร์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น โดยระบุว่า ถ้าเลือกได้ ตนต้องการให้จัดการเลือกตั้งทั่วไป แต่เมื่อได้รับเสียงสนับสนุนข้างมากจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามระบอบรัฐสภา ก็พร้อมจะทำหน้าที่ผู้นำประเทศ แก้ไขปัญหาของประชาชน เมื่อสามารถแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้นให้บรรเทาเบาบางลงแล้ว ก็พร้อมที่จะยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งใหม่

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีแกนนำในพรรคเข้าพบพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก่อนมีการจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันแบบกลืนน้ำลายว่า ทหารไม่ได้ยุ่งเกี่ยวในการจัดตั้งรัฐบาลและตัวเขาเองไม่เคยเดินทางไปพบกับ พล.อ.อนุพงษ์ นอกจากนี้ยังยืนยันว่าไม่ได้มีการต่อรองกับกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่เห็นว่ากลุ่มของนายเนวิน ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองอย่างแท้จริง

สำหรับกรณีผู้ประท้วงบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ เป็นผลให้นักท่องเที่ยวตกค้างจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้ได้สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า "เราได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีต ผมมั่นใจว่าชาวไทยทุกคนเสียใจต่อเหตุการณ์ที่สนามบิน และเราจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก และถึงเวลาแล้วที่จะต้องจัดเก็บบ้านให้เป็นระเบียบ" ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีของไทยยังให้คำมั่นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมของไทยและคืนความปรองดองกับฝ่ายตรงข้าม หลังจากช่วงเวลาวุ่นวายในทางการเมืองของประเทศ ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยังให้คำมั่นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรุดโทรมของไทยและคืนความปรองดองกับฝ่ายตรงข้าม หลังจากช่วงเวลาวุ่นวายในทางการเมืองของประเทศ

"ผมอยากบอกว่ามันคือความตั้งใจของผมที่จะนำประเทศไทยออกจากวิกฤตปัจจุบัน นำความสามัคคีคืนสู่ประเทศ กอบกู้เศรษฐกิจของเรา เรียกนักลงทุนและนักท่องเที่ยวให้กลับคืนมา และเรากำลังเดินหน้าคืนสู่ ดินแดนแห่งรอยยิ้ม"นายอภิสิทธิ์ระบุ

'บรรหาร'มั่นใจ'มาร์ค'แก้วิกฤตชาติได้

นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีความเหมาะสมในตำแหน่งนายกฯ เนื่องจาก มีประสบการณ์ในหลายด้าน ซึ่งคงจะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศได้ เพราะเป็นผู้ที่เท้าติดดินเข้าถึงประชาชน ทั้งนี้ อยากเรียกร้องทุกฝ่าย ให้โอกาสรัฐบาล ทำงานไปสักระยะหนึ่งก่อนที่จะพิจารณาผลงาน

นอกจากนี้ อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ยังกล่าวถึง กระแสข่าวลือที่ นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะได้ดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่า นายชุมพล เป็นคนเก่ง และในอดีตเคยนั่งรัฐมนตรีหลายกระทรวงมาก่อน

ศาลร่อนหมายจับ 6 เสื้อแดงบุกสภา-ทุบรถส.ส.

ที่มา ประชาทรรศน์

ไวสุดๆ ศาลออกหมายจับ 6 เสื้อแดงไล่กระทืบ-ปาหินรถส.ส.หน้าสภา วันโหวตนายกฯ ตร.เร่งขอภาพสื่อเตรียมขอหมายจับเพิ่มเติม ด้าน'ขวัญชัย' ประกาศลั่น'มาร์ค'ห้ามเหยียบอุดรชี้'ตายเป็นตาย'

จากกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้รวมตัวกันปิดล้อมบริเวณหน้ารัฐสภา และใช้ก้อนอิฐทุบรถยนต์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา ล่าวันนี้ (18 ธ.ค.) สุดพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ได้ขออนุมัติต่อศาลแขวงตลิ่งชันออกหมายจับ 6 แนวร่วมกลุ่มเสื้อแดง ที่ร่วมกันก่อเหตุทุบรถ ส.ส.หลายคันจนเสียหาย บริเวณทางออกอาคารรัฐสภา หลังการประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้ใช้ภาพถ่ายจากสื่อมวลชน และภาพที่ตำรวจบันทึกไว้ขอออกหมายจับ แต่ไม่ได้ระบุชื่อ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับทั้งสิ้น 6 คนใน 3 ข้อหา คือหน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำให้เสียทรัพย์และทำร้ายร่างกาย ตำรวจยืนยันว่า มีเพียงภาพถ่ายจึงสามารถจับกุมตัวได้ แต่การจับกุมก็ไม่จับในช่วงที่มีการร่วมกลุ่มชุมนุม เพราะเกรงว่า อาจจะมีการขัดขืนและใช้มวลชนกดดัน และขณะนี้ได้ขอภาพถ่ายจากสื่อมวลชนเพิ่มเติม เพราะยังมีแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ก่อเหตุอีกหลายคน เพื่อขอออกหมายจับต่อไป

ขณะที่นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้ประกาศผ่านสถานีวิทยุคลื่นชมรมคนรักอุดร FM 97.50 MHz ขอร้องพรรคประชาธิปัตย์หรือแกนนำรัฐบาลอย่าได้เดินทางเข้ามาในเขตพื้นที่ จ.อุดรธานี เพื่อความสงบสุข ถ้าหากมีคนชาวชมรมคนรักอุดรจะออกไปขับไล่ในทันทีจะอยู่พื้นที่แห่งใดก็ตามในเขต จ.อุดรธานี พวกเราขอยอมตายเพื่อประชาธิปไตยที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ ทั้งนี้ยังประกาศให้ชมรมคนรักอุดรประกาศใส่เสื้อแดงทุกวัน