WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 19, 2008

พักถ่ายเลือดแดงเทียม

ที่มา ไทยรัฐ

“ยายเนียม” เจ้าของแหวนหมั้นชาวอำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี หรือชายหนุ่มที่จังหวัดนครสวรรค์ที่วิ่งตามรถหาเสียง ตะโกนฝากบ้านฝากเมืองไว้

ตัวละครร่วมฉากประวัติศาสตร์

ในฐานะ “ทูต” ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย และนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ในรอบปี 2551 ยกขึ้นมาเป็นกุญแจเชื่อมสะพาน เปิดทางเข้าภาคเหนือกับภาคอีสาน

การันตีสถานะผู้นำของคนไทยทั้งประเทศ

ก่อนอื่นเลย ต้องยกให้มหาบัณฑิต ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ผ่านการฝึกฝนรูปแบบ นักการเมืองตะวันตกมาอย่างดี เหนือชั้นอยู่แล้วในเรื่องของการกล่าวสุนทรพจน์

กินใจ สะกดคนฟังได้ชั่วขณะ

ไหนจะฮือฮากับมุกเอสเอ็มเอสจาก “Your PM” ส่งไปตามโทรศัพท์มือถือประชาชนทั่วไป ด้วยข้อความ “ผมนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขอเชิญท่านร่วมนำประเทศไทยออกจากวิกฤติ/สนใจได้รับการติดต่อจากผมกรุณาส่งรหัสไปรษณีย์ 5 หลักของท่านมาที่เบอร์ 9191”

ว่ากันว่า “อภิสิทธิ์” สร้างสรรค์เอง โดยโทรศัพท์ในเครือเจ้าสัวซีพีจัดให้

ทั้งหมดทั้งปวง โดยเกมจุดกระแส ชิงจังหวะน้ำขึ้นดึงแนวร่วมประชาชนรองฐานเก้าอี้ผู้นำประเทศไทยที่มีภารกิจหนักอึ้งกองอยู่ตรงหน้า

แค่เริ่มประเดิมเก้าอี้นายกรัฐมนตรี วันแรกออกรายการทีวีก็เจอคำถามถึงการเตรียมตัวกรณีถ้าเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดอุดรธานี แล้วถูกโห่ไล่ หรือขว้างปาด้วยรองเท้า จะทำอย่างไร

ล่าสุด นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร หัวหอกม็อบเสื้อแดง ประกาศผ่านสถานีวิทยุคลื่นชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม 97.50 เมกะเฮิรตซ์ เรียกร้องพรรคประชาธิปัตย์ หรือแกนนำรัฐบาล อย่าได้เดินทางเข้ามาในเขต
พื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อความสงบสุข

“ชมรมคนรักอุดรจะออกไปขับไล่ในทันที ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่แห่งใดก็ตาม”

ดุเดือด ร้อนแรงเกินห้ามใจ

แต่ก็อีกนั่นแหละ โดยอาการขู่ทั้งๆที่ขายังเป๋ ตั้งหลักทรงตัวไม่ได้ ประเมินจากงานเลี้ยงระดม ทุนอุ้มรายการความ
จริงวันนี้ มีแขกร่วมบางตา

เสื้อแดงยังอยู่ในอาการ “มึนงง”

กับเกมพลิกขั้วแบบสะเทือนเลื่อนลั่น ยุทธการแปรพักตร์ของก๊วนเพื่อนเนวิน ตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนหน่วย “ฮาร์ดคอร์” ของม็อบคนรัก “ทักษิณ”

ห้องเครื่องพัง ต้องจูนกันใหม่

อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาอีกสักระยะเพื่อถ่าย “เลือดแดงเทียม” เครือข่ายพ่อมดทรยศ บ่มฟักอารมณ์ร่วมของ “เลือดแดงแท้” ที่ฝังลึกอยู่ในกลุ่มคนรากหญ้าภาคเหนือ ภาคอีสาน

กรองคนรัก “ทักษิณ” อย่างจริงใจ

และโดยสัญญาณที่นายใหญ่ “โฟนอิน” ให้กำลังใจลูกทีม “แพ้วันนี้เพื่อกลับมาชนะวันข้างหน้า” ประกาศแล้วว่า จะกลับเมืองไทยแน่ และจะกลับมาแบบมีลมหายใจ

ส่งซิกพักรบ เลียแผลรอจังหวะ

ในขณะที่นายวิทยา บุรณศิริ อดีตประธานวิปรัฐบาล ก็ประกาศจองกฐินล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าเปิดสภาเมื่อไหร่ จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทันที

ตีธงจี้ไปที่ “จุดอ่อน” รัฐบาลผสมเสียงไม่นิ่ง

ที่แน่ๆกับคิวเซอร์ไพรส์ของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต้องตัดใจจากเก้าอี้ รมว.มหาดไทย หลบไปนั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี

รีบชิ่งหนีเป้าถล่มของฝ่ายตรงข้าม

อีกนัยหนึ่งก็ล่อให้ “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ทิ้งเก้าอี้ประธานสภาฯ มานั่งใหญ่ในตำแหน่ง มท.1 ทุ่มทุนสร้างซื้อใจ “ก๊วนเพื่อนเนวิน” แบบเปย์ให้สุดๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทยดูแลเครือข่ายผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ คุมเกมบล็อกม็อบเสื้อแดง ในฐานะที่รู้ไส้รู้พุงกันมาก่อน พร้อมๆกับเปิดทางให้คุ้ยขุมทรัพย์ที่กระทรวงคมนาคม ตามสบาย

ส่งก๊วน “เพื่อนเนวิน” เป็นหน่วยหน้ากล้าตาย รบกับเจ้าของคอกเก่า

“ล่อเป้า” ให้รัฐบาล “อภิสิทธิ์”

และก่อนอื่นใด เตรียมเสบียงกันไว้ล่วงหน้าได้ โดยวัฒนธรรม “เอกสิทธิ์ ส.ส.” ที่ถูกสร้างไว้ในการเลือกนายกรัฐมนตรีรอบล่าสุด ส.ส.โหวตสวนมติพรรคกันออกหน้าออกตา

งูเห่าเลื้อยกันเพ่นพ่าน

โดยเงื่อนไข โหวตคิวสำคัญก็ต้องกดเอทีเอ็มแจกกันที.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

หนึ่งเหลี่ยมจากอิหร่าน

ที่มา ไทยรัฐ

ผมอ่านลัทธิของเพื่อน ของเสฐียรโก เศศ-นาคะประทีป ตั้งสมัยเป็นวัยรุ่น จำได้ติดใจ ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ลัทธิบูชาไฟ สาบสูญไปจากเปอร์เซีย เมื่อกองทัพมุสลิมยึดครอง

เมื่ออ่านมังกรหยก ถึงภาค 4 กิมย้งเขียนให้พระเอก เตียบ้อกี๋ เริ่มต้นเป็นหัวหน้าพรรคขอทาน ยังเป็นหัวหน้าพรรคมาร ลัทธิเม้งก้า บูชาไฟ ด้วย

มังกรหยกจบลง ตรงพระเอกรวมพรรคเทพพรรค มาร ต่อต้านการรุกรานจากพวกมองโกลฃ จนเมื่อซีพีออล ชวนไปฮกเกี้ยน ระหว่างทางจากเมืองเซี่ยเหมิน กับเมือง ฉวนโจว ก็แวะวัดเฉ่าอันร้าง วัดของลัทธิมาณิกี สร้างเมื่อ พ.ศ. 1882 สมัยราชวงศ์ หยวน

จึงได้ความรู้ใหม่ ลัทธิบูชาไฟ จาก เปอร์เซีย ไม่ได้หายสาบสูญไปไหน แต่แพร่หลายผ่านเส้นทางสายใหม่ เข้ามาอยู่ ใน จีน

ศาสดาชื่อมณี ใช้คำสอนโซโรอัสเตอร์เป็นพื้นฐาน ผสมผสานด้วยคำสอนพระพุทธศาสนา และคริสต์ศาสนา

ความรู้ใหม่เอาไปเชื่อมต่อกับความรู้เก่า จาก หนังสือชุด 100 ปี พระยาอนุมานราชธน เล่มล่า อาหรับราตรี นิทานอาหรับ (อิรัก) ไป หาซื้อมาจากศึกษาภัณฑ์ ถนนราชดำเนิน

อ่านติดพันมาจากเล่ม...พันหนึ่งทิวา นิทานอิหร่าน

ระหว่างอ่านเล่มนี้ ผมเจอสองคำ นิทานอิหร่าน ราชธรรม และนิทานอิหร่านสิบสองเหลี่ยม

ตรงที่ผมอ่าน บางเรื่องบางเหลี่ยมจากอิหร่าน ผม จึงคิดเอาเองว่า อาจารย์พระยาอนุมานฯ ท่านไม่ได้เชี่ยวชาญอยู่แค่ภารตวิทยา (อินเดีย) และจีนวิทยาเท่านั้น

แต่ท่านเชี่ยวชาญไปทุกๆเรื่อง รวมทั้ง เรื่องอาหรับ และเรื่องอิหร่านด้วย

ด้วยพื้นฐานนิดน้อยแค่นี้ แม้ผมมีคิวเดินทางไป ญี่ปุ่นกับเพื่อนร่วมรุ่น บสส.1 รออยู่ เมื่อเพื่อนจาก ททท.ชวนให้ไปอิหร่าน ผมก็ลืมตัว ลืมตาย ตอบรับไปโดยไม่ลังเล

ไปถึงแล้วจึงรู้ว่า ไทยกับอิหร่าน แม้ส่ง ผ่านวัฒนธรรมและความรู้ถึงกันยาวนานนับพันปี ยังมีความสัมพันธ์กันไม่ แนบแน่นดี นัก

จำนวนนักท่องเที่ยวอิหร่าน กว่า 6 หมื่นคน เมื่อปี 2550 และปีนี้มีเที่ยวบินตรงเตหะราน-กรุงเทพฯ 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เมื่อมาหักลบ ด้วยเรื่องยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน

ตัวเลขนักท่องเที่ยวอิหร่าน ที่จะมาใช้เงินในไทย ก็ คงลดลง จะเหลือสักเท่าไหร่

เห็นจะต้องพึ่งฝีมือ ททท.

หนึ่งวันเต็มในการตระเวนเตหะราน เราให้ความ เคารพกฎกติกาบ้านเมืองเขา ด้วยทิ้งหมูหยอง ไข่เค็ม ปลาจิ๊งจั๊งแห้ง เสบียงกันตายไว้ที่ ตุรกี

บางมื้อที่กินอาหารอิหร่าน ผมตั้งหลักคาดหวังรส อาหารไว้ครึ่งหนึ่ง เมื่อแตะลิ้นแล้วรู้สึกว่ากินได้ ทุกมื้อจึงรู้สึกอร่อย มากน้อยตาม เปอร์เซ็นต์ ที่เพิ่ม ในขณะที่เพื่อนบางคนบ่น เพราะตั้งความหวังไว้เต็มร้อย

เก็บประสบการณ์ในการกินอาหารอิหร่าน มาใช้กับ นายกฯประเทศ ไทยคนใหม่ เริ่มที่คาดหวังไว้แต่น้อย เอาเสียสักครึ่ง...เมื่อถึงเวลา จะ อาจรู้สึกว่า รสของความผิดหวังน้อยลง

เก่งดีและหล่อปานไหน ก็แค่ส่วนหัว มาทำงานอยู่ กับคนในรัฐบาลแบบเก่าๆ อยู่กับมือไม้ที่เคยบ่นกันว่าน้ำเน่า จะหวังผลเลิศคงไม่ได้

บรรยากาศเศรษฐกิจโลกอย่างนี้ เราคง ไม่ต้องการความสุขสบายเลิศหรูอะไรนักนะครับ ขอแค่เอาตัวให้รอด เอาประเทศ ชาติ ให้รอด พออยู่กันไปได้ ก็น่าจะพอแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง

นปช.ฮึ่ม!เปิดทีวีเตรียมชุมนุมใหญ่ขู่ปชป.อย่าหวังสงบสุข

ที่มา ประชาทรรศน์

'ณัฐวุฒิ' ลั่น ขยายเครือข่ายสื่อมวลชน สื่อสารคนเสื้อแดง 'จตุพร'งัด 3 เงื่อนไขป่วน! ประชาธิปัตย์ พร้อมประกาศกร้าว ต่อไปอย่าได้อยู่อย่างสงบ เสื้อแดง บุกเอ็นบีที ถามเหตุผล ปลด "ความจริงวันนี้"

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า ขณะนี้มีการเตรียมการในการขยายเครือข่ายสื่อสารมวลชนของคนเสื้อแดง โดยจะเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ที่มีลักษณะคล้ายกับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี ต่างกันตรงให้ประชาชนสามารถรับสัญญาณได้จากจานรับสัญญาณทุกระบบ ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารกันของประชาชนเสื้อแดง

"หลังปีใหม่ 2552 ระบบทุกอย่างจะเริ่มดำเนินการ โดยตั้งใจจะให้คล้ายกับฟรีทีวีทั่วไปให้มากที่สุด และเมื่อออกอากาศแล้วจะมีการเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการให้มากที่สุด สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับการออกอากาศ หากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะขัดขวางการออกอากาศของช่องทางการสื่อสารของประชาชน ที่รักในประชาธิปไตย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพีทีวี สมัยรัฐบาล คมช. เราก็พร้อมจะสู้ทุกรูปแบบเหมือนกัน ต้องดูกันว่า นายอภิสิทธิ์ จะกล้าสกัดช่องทางประชาธิปไตยนี้อย่างไร ขณะที่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเหมือนกันยังสามารถออกอากาศได้ หากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารซ่อนรูปจะปิดกั้นก็ลองดู" นายณัฐวุฒิ กล่าว


ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ และแกนนำนปช. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังกำหนดวันและเวลาในการเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อต่อต้านพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1. เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก มีชื่อเข้าร่วมใน คณะรัฐมนตรี ทั้งนี้พล.อ.ประวิตร นั้นเป็น 1 ใน 3 ของนายทหารระดับสูงที่ร่วมล็อบบี้ และข่มขู่นักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ ให้มีการสลับขั้วไปจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ของ ร.1 พัน 1 รอ. ถนนวิภาวดี ร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ .และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ พล.อ.ประวิตร ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาจนถึงปัจจุบัน 2.นายอภิสิทธิ์ มีปัญหาเรื่องการหนีทหารจึงไม่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ พล.อ.อนุพงษ์ จะบอกว่าเป็นเรื่องเก่า และคดีหมดอายุความ แต่สำหรับเรื่องจริยธรรมแล้วไม่มีเวลาไหนที่หมดอายุความได้ 3.ความเสียหายของประเทศอันเกิดจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯมีมูลค่ามหาศาลกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในการจัดตั้งรัฐบาล จึงไม่ควรที่จะจบแค่นายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี


"การหารือเกี่ยวกับกำหนดวันและเวลาสถานที่ในการชุมนุมใหญ่ อยู่ระหว่างรอกำหนดการในการแถลงนโยบายของรัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยคาดว่าจะมีการจัดก่อนวันที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะแถลงนโยบาย 1 วันเพื่อเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจและชำแหละรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ต้องการจัดให้มีรูปแบบและความยิ่งใหญ่เหมือนกับที่จัดที่สนามราชมังคลากีฬาสถานและสนามศุภชลาสัย แต่สถานที่อาจจะเป็นสนามหลวงหรือลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะเป็นพื้นที่ที่สามารถรองรับคนได้จำนวนมาก การได้มาซึ่งอำนาจของพรรคประชาธิปัตย์นั้นมาจากกลไกของทหาร ดังนั้น ต่อไปนี้พรรคประชาธิปัตย์อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขได้อีกไป" แกนนำนปช.กล่าว

เสื้อแดงบุกเอ็นบีทีทวงถามเหตุผลปลด"ความจริงวันนี้"

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ นายชินวัตร หาบุญพาด แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และประธานสถานีวิทยุชมรมคนแท็กซี่ จะเดินทางมาที่ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที เพื่อยื่นหนังสือสอบถามถึงสาเหตุการถอดรายการความจริงวันนี้ ออกจากผังรายการประจำสถานี อย่างกะทันหัน โดยยืนยันจะไม่มีการใช้ความรุนแรง

ขณะเดียวกันภายในที่ทำการ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ได้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย และมีการปิดประตูใหญ่ทางเข้า-ออกและเตรียมแผงเหล็กไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม

'เทพเทือก' เสียงแข็งขู่พผ.ส่งชื่อครม.ก่อนเที่ยง

ที่มา ประชาทรรศน์

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ลั่น เพื่อแผ่นดิน ต้องส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรีก่อนเที่ยง เตรียมงัดแผนสองใช้หากล่าช้า ระบุไม่ง้อมีเสียงหนุนพอ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดการตั้งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ถึงความคืบหน้าการจัดคณะรัฐมนตรีว่า ว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยังไม่ส่งรายชื่อมา เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ก็รอจนถึงเวลาประมาณ 21.00 น. การที่พรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลทั้งพรรคทำให้ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้ายังไม่ส่งรายชื่อมาก่อนเที่ยงวันนี้ ตนเตรียมนัดประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหานี้แล้ว เพราะถ้ามาไม่ทัน คงรอไม่ได้

"ขณะนี้ได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้ โดยเช้าวันนี้ จะปรึกษาหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ทั้งนี้ ถ้าขาดพรรคเพื่อแผ่นดิน เสียงที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลก็ยังเพียงพอ ซึ่งขณะนี้มีเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 235 เสียง ถ้าขาดพรรคเพื่อแผ่นดินจะเสียคะแนนสนับสนุนไป 14 เสียง เหลือ 221 เสียง "เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคเพื่อแผ่นดินนั้น ประกอบด่วน ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอีก 2 ตำแหน่ง แต่ต้องพิจารณาก่อนว่า จะเป็นกระทรวงไหน แต่ไม่มีโควต้าตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งในวันนี้ จะรอพรรคเพื่อแผ่นดินถึงเวลา 12.00 น. ถ้าไม่ส่งรายชื่อมาคงจะต้องแก้ไขปัญหากันไป

SMS !!!

ที่มา thaifreenews

ที่มา (จะมาอัพเดตที่มาภายหลัง แต่เท่าที่ค้นได้ขณะนี้คือเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน)
18 ธันวาคม 2551

ปรากฏการณ์ของ SMS เชิญชวนให้คนไทยที่มีเครื่องมือถือในทุกระบบ ได้รับข้อความและเสียงของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งถึงเพื่อร่วมนำประเทศไทยออกจากวิกฤติ อีกทั้งให้ประชาชนส่ง SMS กลับมาที่หมายเลขตามรหัสไปรษณีย์ที่กำหนดในวันที่ 17-18 ธันวาคมที่ผ่านมานั้น ทำให้ผู้ใช้บริการของทุกระบบต่างเกิดข้อสงสัย ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร !


จากการตรวจสอบพบว่าจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ทีมงานของนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ประสานงานมายังทุกโอเปอเรเตอร์ ว่าจะนัดพบเพื่อเจรจาในวันรุ่งขึ้น (16 ธันวาคม) ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่น เวลา 09.30 น. ซึ่งทุกโอเปอเรเตอร์ต่างสงสัยแต่จำต้องส่งตัวแทนเข้าร่วม โดยได้พบกับ นายกรณ์ จาติกวณิช และมีการเจรจาขอความร่วมมือกัน แต่การนัดหมายดังกล่าวล่วงรู้ถึงสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ซึ่งได้พากันไปเพื่อหวังทำรายงานข่าว ทำให้นายกรณ์ จาติกวณิช ต้องแอบหนีสื่อมวลชนออกไปจากโรงแรมอย่างทุลักทุเลกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์

ต่อมา นายกรณ์ จาติกวณิช ได้ออกมาให้ข่าวกับสำนักข่าว INN ยอมรับว่าได้มีนัดแต่ขอเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม ด้วยเหตุผลเพราะเขาอยู่ในสถานะของแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

จากนั้น ช่วงบ่ายวันที่ 16 ธันวาคม ทางทีมงานนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ส่งอีเมล์แจ้งกลับมายังทุกโอเปอเรเตอร์ดังนี้

เรียน.........ที่เคารพ
ผมขออนุญาตส่ง (!) ความต้องการของระบบ SMS (!!) ข้อความ SMS ของคุณอภิสิทธิ์ และ (!!!) เสียงของคุณอภิสิทธ์ (MAC file) ตามที่ท่านได้คุยกับคุณกรณ์ จาติกวณิช ไว้เมื่อเช้า มาให้ท่านพิจารณา

ด้วยความเคารพอย่างสูง
ลงชื่อผู้ประสานงาน

หมายเหตุ:
1. ส่ง SMS ไปยังลูกค้าวันพุธที่ 17 ธันวาคม - 18 ธันวาคม เวลา 08.00-18.00 น. ข้อความดังนี้ “ผมอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ ผมขอเชิญชวนทุกท่านร่วมนำประเทศไทยออกจากวิกฤติ/สนใจมาร่วมกันกับผมกรุณาส่งรหัสไปรษณีย์ของท่านมาที่เบอร์นี้ (3บ/ครั้ง)”

2. ประชาชนผู้สนใจส่ง SMS กลับมาที่หมายเลข (ของแต่ละโอเปอเรเตอร์) ที่กำหนดไว้เป็นรหัสไปรษณีย์

3. ฝ่าย SMS ส่ง Data เบอร์โทรศัพท์ที่ประชาชนส่งกลับมาให้ฝ่าย IVR/Voice Page เพื่อส่งข้อความเสียงของคุณอภิสิทธิ์ ความยาวประมาณ 40 วินาที ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป


ทั้งหมดข้างต้นนี้คือเบื้องหลังขั้นตอนปฏิบัติการ “นำประเทศไทยออกจากวิกฤติ” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ที่ต้องถูกตั้งคำถามและตอบกับสังคมให้ได้ว่า

1. พรรคประชาธิปัตย์และท่านทั้งสองได้ใช้ “ตำแหน่งและสถานะภาพ” เช่นใดมาสั่งดำเนินการกับทุกโอเปอเรเตอร์ในสิ่งที่ต้องการ

2. พรรคประชาธิปัตย์และท่านทั้งสองได้ใช้ “อำนาจ” เช่นใดมาล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้ใช้บริการของทุกโอเปอเรเตอร์ ที่กำหนดขึ้นตามต้องการ

3. ณ ห้วงระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม “สถานะภาพทางการเมือง” ของพรรคประชาธิปัตย์ และท่านทั้งสองยังถือว่าไม่ได้เป็น “นายกรัฐมนตรี/คณะรัฐมนตรี” อย่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะกล่าวอ้างความเป็น “รัฐบาล” ล่วงหน้าเพื่อขอความร่วมมือจากทุกโอเปอเรเตอร์ก็คงเป็นเรื่องที่ “ไม่ถูกต้อง” และชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง

4. หากลูกค้าผู้ใช้บริการจากทุกโอเปอเรเตอร์ ยื่นเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิผ่านหน่วยงาน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ต้องร่วมรับผิดชอบหรือไม่

5. กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะนำประเด็นดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา ถึงการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เพราะขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงการรณรงค์การเลือกตั้งซ่อมจากพรรคการเมืองต่างๆรวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยรัฐ: คบท. ชี้ ''SMS นายกฯ'' ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล [18 ธ.ค. 51 - 15:00]
Blogone: ประชาธิปัตย์เตรียมการส่ง SMS หาผู้ใช้ทั้งประเทศ
กระดานข่าวพันทิป: ด่วนที่สุด...เปิดข้อเท็จจริง “SMS” เพื่อชาติของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา ไทยอีนิวส์

งูเห่า เพื่อแผ่นดิน โดนไล่ออกจากตึก ไม่ให้ใช้เป็นที่ทำการพรรคอีก

ที่มา thaifreenews



งูเห่า เพื่อแผ่นดิน โดนไล่ออกจากตึก ไม่ให้ใช้เป็นที่ทำการพรรคอีก

Thursday, December 18, 2008

โผ ครม.พรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยทั้ง 17 ตำแหน่ง

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 18 ธ.ค.-การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์เรียบร้อยทั้ง 17 ตำแหน่ง กรรมการบริหารและ ส.ส.เห็นชอบลงตัว มีคนนอก 2 คน “พล.อ.ประวิตร” นั่ง รมว.กลาโหม ตามคาด ด้าน “วีระชัย วีระเมธีกุล” นั่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ ขณะที่ “กษิต ภิรมย์” เป็น รมว.ต่างประเทศ “สุเทพ” เปรยสถานการณ์อย่างนี้เหลือแค่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังต้องยอม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ลงตัวทุกตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยทั้งสิ้น 17 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้ลงมติผู้ที่เหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และนายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายไพฑูรย์ แก้วทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายธีระ สลักเพชร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น กรรมการบริหารพรรคได้นำรายชื่อทั้งหมดเข้าเสนอต่อที่ประชุมร่วมกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรค เพื่อให้พิจารณารับรอง ทั้งนี้ ก่อนที่นายสุเทพ จะอ่านรายชื่อผู้ที่ได้เป็นรัฐมนตรี และย้ำถึงการจัดคณะรัฐมนตรีภายใต้ข้อจำกัดเหมือนที่บอกกับพรรคในตอนแรกที่จะร่วมรัฐบาลว่า ตำแหน่งมีน้อย ต้องช่วยกันเพื่อชาติบ้านเมือง พร้อมเปรียบเปรยทำนองว่า สถานการณ์อย่างนี้เหลือแค่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังต้องยอม เพราะตอนแรกไม่ได้แม้แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคคู่แข่งเสนอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้พรรคเล็ก ๆ ด้วยซ้ำ

จากนั้น นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน ได้ประกาศกลางห้องประชุมว่า หากกรรมการบริหารพรรคเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีจะไม่รับตำแหน่ง เพราะขณะนี้คนในพรรคต้องเสียสละ ต้องคำนึงถึงชาติบ้านเมือง และประชาชนเป็นหลัก และถ้าเป็นรัฐมนตรีแล้วทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ขอให้กรรมการบริหารพรรคเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีทันที

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคสำทับว่า ตำแหน่งมีน้อยต้องเข้าใจและเห็นใจ เพราะทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค รวมทั้งผู้ใหญ่ในพรรคต่างทำงานหนักเพื่อให้ได้โอกาสเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ก็เข้าใจและเห็นใจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมามีหลายคนที่ทุ่มเททำงานอย่างหนัก เช่น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ นายจุติ ไกรฤกษ์ แต่เมื่อตำแหน่งน้อยก็คงต้องรอโอกาสหน้า และขอย้ำว่าคนที่ได้เป็นรัฐมนตรีควรคำนึงถึง ส.ส. คำนึงถึงนโยบาย ชาติบ้านเมืองเป็นอันดับหนึ่ง ต้องไม่ละเลยในเรื่องนี้ และห้ามไปเลี้ยงฉลองตำแหน่ง แต่ต้องทำงานทันที เพื่อสะสางปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงท้ายนายสุเทพได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า มีบุคคลภายนอกที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีอีก 2 คน คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งบุคคลทั้งสองไม่มีประวัติด่างพร้อย ซึ่งไม่มี ส.ส.คนใดซักถาม อย่างไรก็ตาม ได้มีการพูดคุยกันนอกห้องประชุมถามถึงที่มาที่ไป โดยส่วนใหญ่ก็แปลกใจว่ามาได้อย่างไร แต่พอรู้ว่าเป็นเขยซีพีก็เลยไม่ติดใจ และจากการสอบถามถึงนายวีระชัย กับแกนนำพรรคก็ได้รับการยืนยันว่า นายวีระชัย คุ้นเคยกับผู้ใหญ่ในพรรคมาพอสมควร และเข้ามาช่วยงานพรรคก่อนหน้านี้แล้ว แต่ถูกปิดเงียบเอาไว้จนถึงนาทีสุดท้าย

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นายธีระ สลักเพชร ซึ่งได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อเจอหน้านายสุเทพ โดยนายธีระ ได้บอกขอบคุณที่เชื่อใจ นายสุเทพ จึงกอดและตบไหล่เพื่อให้กำลังใจ ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุงที่คั่วตำแหน่งรัฐมนตรีมาตลอด โดยนายอภิสิทธิ์ ได้เอ่ยคำขอโทษที่นายนิพิฏฐ์ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-18 18:46:47

เติ้งเผยคุยแม้วแล้วเปลี่ยนขั้วอยู่ไม่ไหวแย่ทั้งลูกและพรรค

ที่มา มติชนออนไลน์
นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะข่าวเด่น ทางช่อง 3 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมว่ารู้สึกเจ็บปวดมากที่พรรคชาติไทยโดนยุบพรรค แต่ยอมรับการตัดสินของศาลตนโดนลงโทษห้ามยุ่งการเมือง 5 ปี คงต้องดูก่อนว่าพ้นแล้วสุขภาพจะเป็นอย่างไรจะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่ การตัดสินใจเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเนื่องจากไม่มีทางเลือกดูประชาชน สังคม นักธุรกิจแล้ว รวมทั้งเป็นมติพรรค ก่อนตัดสินใจก็ได้คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร ได้บอกว่าอยู่กับพลังประชาชนชนมาเกือบปีแย่ทั้งลูกๆและพรรค ท่านทักษิณก็ดีไม่พูดอะไร

"นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช จะมาพบบอกว่าไม่ต้องมา เพราะคิดว่าพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินยังไม่พร้อมเป็นนายกฯเพิ่งเล่นการเมืองและอยู่พรรคเล็ก ได้โทรไปหาพล.ต.อ.ประชาเพื่อเตือนแต่ไม่รับสาย"

นายบรรหาร กล่าวว่า สำหรับการทำงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่ต้องคิดถึงการอยู่ให้ครบวาระ ขอให้ทำแค่ละวันให้ดีที่สุด นายกฯยากที่จะมีความสุขคงมีแต่ทุกข์ ปัญหาความขัดแย้งคงไม่หมดสิ้น แต่คงเบาบางลง

ต้องกล้าที่จะทำ !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต โดย ลวดหนาม

ผมยังจำคำพูดที่ว่า “นโยบายที่ดี ประชาชนต้องได้ประโยชน์ และต้องถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

ซึ่งคำพูดดังกล่าวอธิบายได้ว่า “นโยบายที่ดี” คือนโยบายที่แก้ปัญหาของประชาชนได้จริง สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมของประชาชน

ปัญหาในวันนี้ คงหนีไม่พ้น เรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องปากท้อง ยังเป็นปัญหาสำคัญ เพราะประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยังยากจน

ดังนั้น “นโยบายประชานิยม” จึงเป็นนโยบายที่ประชาชนถามหามากที่สุด นับตั้งแต่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ

วันนี้ “อย่าหลอกตัวเอง” และ “โกหกตัวเอง” ไปอีกเลย เพราะหากจะทำงานตอบสนองประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ต้องให้ความสำคัญกับ นโยบายประชานิยมเป็นลำดับต้นๆ

อย่ามัวห่วง “ภาพลักษณ์” ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ลอกนโยบายของพรรคพรรคไทยรักไทย หรือของพรรคพลังประชาชน

เพราะหากจริงใจต่อประชาชนก็ควรจะทำโดยไม่ต้องสนใจใคร โดยเฉพาะ “กองทุนหมู่บ้าน” ที่ได้เสียงรากหญ้าจำนวนมาก

โครงการกองทุนหมู่บ้าน อาศัยพื้นฐานสังคมชุมชนไทยในชนบทเป็นปัจจัยของความสำเร็จ สังคมในหมู่บ้านรู้จักกันดี เอื้ออาทรต่อกัน ซื่อตรงต่อกัน จึงมีศักยภาพในการทำงานแบบรวมกลุ่ม สามารถเลือกตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน เป็นคนที่ชาวบ้านยอมรับ เพื่อดำเนินการบริหารกองทุน อนุมัติเงินกู้ กำหนดดอกเบี้ยที่เหมาะสม ติดตามทวงหนี้ และทำบัญชี

นอกจากนี้ โครงการธนาคารประชาชน ก็สำคัญ สำหรับคนยากจนในเมืองมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน แม้ลักษณะสังคมชุมชนในเมือง จะมีลักษณะตัวใครตัวมัน การรวมกลุ่มไม่เหนียวแน่นดังเช่นสังคมชนบท

แหล่งทุนดังกล่าวได้แก่ "ธนาคารประชาชน" ดำเนินการโดยธนาคารออมสินที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยให้เงินกู้จำนวนเบื้องต้นไม่เกิน 20,000 บาท ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแต่ใช้บุคคลค้ำบุคคล ก็ควรจะได้รับการส่งเสริมต่อไป

อีกโครงการหนึ่งที่สำคัญคือ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ที่ถูกประชาชนถามหามากที่สุด โครงการนี้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ บริการเด่น ที่ดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตของชาวบ้านมาผลิตเพื่อหารายได้เพิ่มแก่ประชาชน เช่น ผ้าทอ หัตถกรรม อาหาร ขนม ของชำร่วย โครงการนี้เคยสร้างรายได้รวมต่อปี ถึง 55,000 ล้านบาท และยังเป็นโอกาสให้กระตุ้นการบริโภคของเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ "คนไทยใช้ของไทย"

ทุกโครงการที่ผมได้เขียนถึงข้างต้นนั้นเป็นนโยบายที่ดี เป็นโครงการที่ดี ที่ประชาชนได้ประโยชน์ ดังนั้นหากวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสก็จะทำให้ได้ใจพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวภาคอีสานที่หลายคนบอกว่าเป็นคนดี มีน้ำใจและให้โอกาสคน

วันนี้ชาติบอบช้ำมามากแล้ว...น่าจะลองให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์สักครั้งก็น่าจะดีนะครับ!

กรรมที่ต้องชดใช้

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว โดย *อัฐศิริ*

จากที่วาดฝันหวังว่าเส้นทางการเป็น “รัฐบาล” ของพรรคประชาธิปัตย์ จะสดใส ปานประหนึ่งโรยด้วยดอกกุกลาบบน “พรมสีเขียว” เนื่องจากมีมือที่มองไม่เห็นและฝ่ายสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทั้งผลักทั้งดัน สู้อุตส่าห์แผ้วถางทางสะดวกให้ โดยจัดทำกระบวนการต่างๆ อย่างเป็นขั้นตอน มาตั้งแต่มีการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

แต่การณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เพราะ “ม็อบพันธมาร” เกิดได้ใจเหิมเกริม ไปทำในสิ่งที่คนไทยรับไม่ได้ รวมทั้งชาวต่างประเทศที่มาตกระกำลำบากจากการก่อการร้ายในครั้งนี้ ซึ่งได้สร้างความเสียหาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศอย่างยับเยิน

แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ วันนี้บ้านเรามีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย มีการกระทำความผิดกันซึ่งหน้า มาเป็นเวลานาน จนวันนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะที่มีหลักฐานชัดเจน

เชื่อหรือไม่ว่า คดีความยังไม่คืบหน้าไปไหนเลย

ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปดูในช่วงที่ “ม็อบพันธมาร” ปิดถนนราชดำเนิน มาจนบุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล แล้วลามปามมายึดสนามบินดอนเมืองกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ก็
จดๆ จ้องๆ อ้างอยู่คำเดียวว่า “กำลังเจรจา” ทั้งๆ ที่แกนนำ “ม็อบพันธมาร” ออกมาพูดชัดว่า ไม่มีการเจรจาทั้งสิ้น ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น

ความเสียหายเป็นแสนล้านยังคาราคาซังอยู่ ความหายนะที่เกิดขึ้นเป็น “ตราบาป” ของม็อบพันธมิตรฯ ที่ทำกับแผ่นดินไทย ซึ่งยากที่จะอภัยให้ได้

จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลโดย “พรรคประชาธิปัตย์” จะจัดการกับพวกเดียวกัน เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคไปเป็น “แกนนำ” มาตั้งแต่ต้นอย่างไร หากไม่กล้า ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นพวกเดียวกัน แม้จะออกมาปฏิเสธอย่างไร ก็ไม่เป็นผล

ที่ผ่านมา สื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รายงานในทิศทางเดียวกัน ว่า “พรรคประชาธิปัตย์” เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังการก่อการของ “ม็อบพันธมาร”

หากรัฐบาลยังทำไขสือ เชื่อเหลือเกินว่าพลังมวลชน ที่รัก และต้องการประชาธิปไตยต้องออกมาแสดงพลังกันครั้งยิ่งใหญ่แน่นอน

เรื่องนี้มีสิทธิไปถึง “ศาลโลก” ครับ เพราะมีผู้อ่าน “ประชาทรรศน์” ติดต่อมา บอกว่า จะนำข้อมูลที่ “ประชาทรรศน์” นำเสนอใน “ฮอตสกู๊ป” เรื่องการกู้ชาติกับสิ่งที่ต้องจ่าย หน้า 4 มาอย่างต่อเนื่อง

จะเป็นส่วนหนึ่งในหลักฐานที่จะฟ้องศาลโลก

ขอยกตัวอย่างมาประกอบให้เห็นภาพกันสักหน่อย เอาแค่อาชีพเดียว ที่ทำมาหากินอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้....

*โชเฟอร์แท็กซี่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หลังรวมตัวสกัด “พันธมิตรฯ” ยึดสุวรรณภูมิ

ขณะเดียวกัน บริเวณจุดบริการรถยนต์แท็กซี่สาธารณะ ที่ตั้งอยู่ด้านล่างทางยกระดับ มีกลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่หลายร้อยคนรวมตัวกันถือท่อนไม้และเหล็กปิดเส้นทางขวางไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พันธมิตรฯ อีกกลุ่มหนึ่งผ่านขึ้นไปสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดเส้นทางอยู่ด้านบน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลประมาณ 300 นาย พร้อมโล่และกระบองเข้าเคลียร์พื้นที่ ไล่กลุ่มผู้ขับ รถแท็กซี่ให้ออกนอกพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะกัน

เวลา 18.30 น. กลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ประมาณ 200 คน จับกลุ่มและย้อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมส่งเสียงตะโกนขับไล่พันธมิตรฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลต้องรีบเข้าสกัด แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน ท่ามกลางเสียงตะโกนโห่ร้องและก่นด่าใส่กัน โดยฝ่ายพันธมิตรฯ ใช้ลูกเหล็กยิงด้วยหนังสติ๊ก ส่วนฝ่ายตรงข้าม ใช้ท่อนไม้และเหล็กขว้างปาตอบโต้กันอย่างชุลมุน ทำให้ตำรวจปราบจลาจลที่อยู่ตรงกลางต้องวิ่งหลบและใช้โล่กำบัง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถผลักดันกลุ่มรถแท็กซี่ออกไปจนได้

นายธนพล สมสุข อายุ 38 ปี คนขับรถแท็กซี่ เผยว่า ที่พวกตนรวมตัวขัดขวาง เพราะไม่พอใจที่พันธมิตรฯ ปิดล้อมสนามบิน ทำให้พวกตนขาดรายได้ อีกทั้งก่อนหน้าที่พันธมิตรฯ จะปิดสนามบินนั้น มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งใช้รถกระบะ 3-4 คัน ขับมาสังเกตการณ์เส้นทาง เมื่อผ่านบริเวณจุดจอดรถแท็กซี่ของพวกตน ชายฉกรรจ์ในรถกระบะคันหนึ่งที่มีสัญลักษณ์กาชาดสีแดงติดข้างรถ ใช้ปืนยิงใส่กลุ่มพวกตน ถูกคนขับรถแท็กซี่รายหนึ่งที่ขาซ้ายได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลจุฬารัตน์

* “ผู้โดยสาร-ลูกเรือ” ตกเครื่อง

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า มอบนโยบายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จัดที่ให้พันธมิตรฯ ที่ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรักษาภาพพจน์ของสนามบินนานาชาติ ไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติตกใจ และไม่ให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ทราบว่ามีผู้โดยสารและลูกเรือบางส่วนตกเครื่องและมีผู้โดยสารบางส่วนเลื่อนการเดินทางออกไป

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ทอท. กล่าวว่า ประสานงานไปยังทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับสถานการณ์แล้ว โดยตำรวจได้ตั้งด่านตรวจค้นตามเส้นทางเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้การจราจรติดขัด โดยส่งเจ้าหน้าที่เจรจาขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมกันอย่างสงบ และขอให้เปิดเส้นทางจราจรเพื่อให้รถที่จะเข้าไปรับ-ส่งผู้โดยสารเข้าออกได้ โดย ทอท. จัดสถานที่บริเวณลานจอดรถ 4 ด้านข้างอาคารเทียบเครื่องบินจี ไว้รองรับ เพื่อไม่ให้การชุมนุมกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสาร พร้อมกันนี้ยังเตรียมน้ำดื่ม และรถสุขาไว้คอยอำนวยความสะดวกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้โดยสารทั้งคนไทยและต่างชาติต้องลากกระเป๋าเดินทางจากถนนยกระดับด้านหน้าอาคารผู้โดยสารเข้ามาภายในอาคารผู้โดยสาร ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร เพราะการจราจรติดขัด ทำให้ ทอท. สั่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อเวลา 21.00 น. ห้ามเครื่องบินขึ้นลงเพื่อความปลอดภัย

* ฐานความผิด

1. มาตรา 358 ประกอบ 359 ประกอบ 361

มาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 359 ถ้าการกระทำความผิดตาม มาตรา 358 ได้กระทำต่อ
(1) เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรม หรือ อุตสาหกรรม
(2) ปศุสัตว์
(3) ยวดยานหรือสัตว์พาหนะที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะ หรือในการประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม หรือ
(4) พืชหรือพืชผลของกสิกร
ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 361 ความผิดตาม มาตรา 385 และ มาตรา 389 เป็นความผิดอันยอมความได้

2.. มาตรา 301 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. มาตรา 385 ผู้ใดโดยไม่ได้รับอนุญาตอันชอบด้วยกฎหมายกีดขวางทางสาธารณะ จนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของ หรือโดยกระทำด้วยประการอื่นใด ถ้าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยไม่จำเป็น ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อย

เรื่องที่จะไปถึงศาลโลก อย่างนี้ไม่ธรรมดาแน่ ถ้าในประเทศยังไม่สามารถทำ “ความจริง”เรื่องนี้ให้เกิดขึ้น

สำหรับรัฐธรรมนูญจะแก้ได้อย่างไร พรุ่งนี้มาว่ากันต่อ แล้วจะรู้ว่า “บางอ้อ” นั้นอยู่แค่เอื้อมจริงๆ