WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 20, 2008

สบท.ชี้PMmassageผู้บริโภคสั่งระงับข้อความได้

ที่มา ประชาทรรศน์

ผอ.สบท.ชี้'นายกฯมาร์ค'ใช้ช่องทางมือถือส่งข้อความถึงประชาชน อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แนะผู้บริโภคแจ้งระงับหากไม่พอใจ

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) กล่าวถึงกรณีผู้ประกอบการค่ายมือถือส่งข้อความสั้น (SMS) ไปถึงผู้ใช้บริการในเครือข่ายเพื่อเชิญชวนรับฟังข้อความจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยมีข้อความ yourPM “ผมนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขอเชิญท่านร่วมนำประเทศไทยออกจากวิกฤติ/สนใจได้รับการติดต่อจากผมกรุณาส่งรหัสไปรษณีย์5หลักของท่านมาที่เบอร์ 9191 (3 บ.) ว่า สบท. ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคเป็นประจำ เกี่ยวกับปัญหาของ SMS ซึ่งหมายเลขโทรศัพท์ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของสามารถเลือกได้ว่าอยากจะติดต่อสื่อสารกับใคร ดังนั้นการที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูลความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคควรจะต้องได้รับการอนุญาตและยินยอมจากเจ้าของก่อน

ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ ใช้ช่องทางดังกล่าวสื่อสารกับประชาชนนั้น นพ.ประวิทย์ กล่าวว่า อาจมีทั้งกลุ่มที่พอใจและไม่พอใจ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือต้องเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว และออกแบบมาตรการเกี่ยวกับการจัดส่งข้อความให้มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตามหากผู้บริโภคมองว่าข้อความดังกล่าวเป็นการรบกวนก็สามารถแจ้งระงับข้อความได้ที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือของตน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงกรณีดังกว่าว่า ขณะนี้สังคมเกิดความแตกแยก การใช้นโยบายเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และพรรคมองว่าการใช้ช่องทางโทรศัพท์มือถือจะสามารถเข้าถึงประชาชนมากที่สุด เพราะมีประชาชนเป็นเจ้าของเครื่องมือถือกว่า 30 ล้านคน และต่างประเทศก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ พร้อมยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงบริษัทเอกชน เนื่องจากได้มีการปรึกษาหารือกับผู้บริหารของเจ้าของเครือข่ายที่มีอำนาจในการตัดสินอย่างรอบคอบแล้ว

พันธมิตรทำคุณไสย ท้าวมหาพรหมถูกควักดวงตา

ที่มา thaifreenews



จัดพิธีทำบุญปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายพันธ มิตรทำคุณไสย์หลายจุด หลายฝ่ายตกตะลึงพบท้าวมหาพรหมถูกควักดวงตา ทั้งสี่ทิศ

ปลุกขวัญที่ลอยลาไกล..จาก วิสา คัญทัพ กวีศรีประชา

ที่มา thaifreenews


วิสา คัญทัพ
ปลุกขวัญที่ลอยลาไกล


โอ ดวงใจ สุดที่รักเอย เพลงนี้ฉันร้องปลอบเธอ
ปลุกขวัญที่ลอยลาไกล ให้คืนมาอย่าหาย ขวัญเอย



คงต้องร้องเพลงปลุกปลอบดวงใจกันแล้วในยามนี้ มอบเป็นพิเศษแด่นักสู้เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย เพราะช่วงนี้หลายคนมีอาการอ่อนอกอ่อนใจ เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ และสิ้นหวัง อย่าปล่อยให้ขวัญลอยหาย สลายไปทางไหนเลยครับ ปลุกขวัญกลับมาเถิด เรื่องยังยาว การต่อสู้ยังยืดเยื้อ จิตร ภูมิศักดิ์ นักรบประชาชนเคยแต่งเพลงปลุกใจไว้ท่อนหนึ่งว่า “บากบั่นอดทน เราผองชนย่อมบรรลุชัย สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่ พ่ายแพ้สู้ใหม่ จนชัยได้มา”



ท่องคำนี้ไว้ครับ “สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา” จิตร ภูมิศักดิ์ สู้มาก่อนพวกเราสี่ห้าสิบปี เขียนหนังสือเชิงวิชาการเล่มหนึ่งชื่อ “โฉมหน้าศักดินาไทย” อธิบายพัฒนาการสังคมที่เปลี่ยนผ่านในแต่ละยุค บุรุษผู้นี้สายตายาวไกลมองเห็นล่วงหน้า จนได้ฉายาว่า “ผู้เกิดก่อนกาล” ชี้บอกเราไว้มาสี่ห้าสิบปีแล้วว่า “สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จน...ชัยได้มา อย่าลืมนะครับว่าเราต้อง บากบั่นอดทนด้วย เราผองชนจึงจะบรรลุชัย



อันที่จริงพัฒนาการของระบบสังคมเป็นทฤษฎีที่สรุปจากปรากฏการณ์เป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ตั้งแต่สังคมชุมชนบุพกาล สู่สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม ระยะผ่านสั้นยาวมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับแต่ละสังคม บางประเทศในโลกอาจผ่านสังคมศักดินาไปสู่ทุนนิยมนานแล้ว แต่บางประเทศก็ยังไปไม่ถึงไหน หน้าฉากอาจลวงพราง ยินยอมเปิดพื้นที่ให้ “ประชาธิปไตย” บ้าง แต่ถ้าประชาธิปไตยรุกล้ำกล้ำกรายกินเนื้อที่อำมาตยาธิปไตยเข้ามามากก็จะถูกบั่นทอนสกัดกั้น และประชาชนก็ต้องต่อสู้ ยาดแย่งเอามา ได้บ้างไม่ได้บ้างเป็นห้วงสลับไป แต่ทว่าไม่ถึงที่สุด ไม่ถาวร ไม่เด็ดขาด ฝ่ายประชาชนต้องสะสมชัยไปทีละเล็กละน้อย ค่อยๆเติบโตแข็งแกร่ง กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสันทัดที่จะมองภาพรวมแบบกว้างๆไปพร้อมๆกันด้วย



เราควรเข้าใจการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตยให้ดีเสียก่อนว่า เปลี่ยนผ่านมาสู่มือใคร และกำลังอำนาจใดที่ก่อการปฏิวัติ 2475 คำว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยเมื่อ 76 ปีที่แล้วน่าจะเป็นทิศทางที่ควรจะ “เดินไปสู่” เสียมากกว่า ประชาชนจึงเป็นเพียงข้ออ้างของปัญญาชนหัวก้าวหน้ากับทหารผู้มีปืนและรถถังที่บังคับพระเจ้าแผ่นดินให้สละพระราชอำนาจของพระองค์ ดังปรากฏในข้อความที่เขียนเป็นเงื่อนไขว่าเต็มใจสละให้กับประชาชน มิใช่คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ประชาชนจึงเป็นตัวละครสำคัญสำหรับระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริง เวลานั้น หลับตานึกย้อนยุคไปดู ตาสีตาสายายมียายมา ไพร่ฟ้าหญ้าแพรกอาจจะพูดคำว่า “ประชาธิปไตย” ไม่ถูกเสียด้วยซ้ำไป



เมื่อเรารู้ว่า ปืนและรถถังคือตัวแทนอำนาจของอำมาตยาธิปไตยมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เราจึงต้องรู้ต่อไปด้วยว่า ใครที่เป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ต่อสู้เพื่อประชาชนอย่างสุดจิตสุดใจมักต้องมีอันเป็นไปในท้ายที่สุดอย่างท่านปรีดี พนมยงค์ บุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ถูกทำลายลง พรรคประชาธิปัตย์มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้



36 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ผมร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับเพื่อน เรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ถูกจอมพลถนอม-ประภาส ปล้นไป นั่นเป็นการปล้นจากตนเองเสียด้วยซ้ำ เพราะปล้นขณะตนเองนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองชื่อ สหประชาไทย ประชาธิปไตยยุคนั้นปล้นกันโดยไม่ต้องซ่อนรูป ใครขวางจับติดคุกหรือไม่ก็ลอบฆ่าลอบสังหารกันเอิกเกริก ไปอ่านประวัติศาสตร์ดูเถอะครับ นักการเมืองที่ต่อสู้เผด็จการส่วนมากไม่ได้อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเขาโค่นเผด็จการไปแล้ว พรรคนี้จึงแอบอ้าง “สังคมนิยมอ่อนๆ” ลงเลือกตั้งตามกระแสซึ่งคนนิยมพรรคฝ่ายซ้ายอย่าง สังคมนิยมแห่งประเทศไทย,แนวร่วมสังคมนิยม,และพลังใหม่



พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก่อนนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 สื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สารพัดรุมโจมตี บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสีขบวนการนักศึกษาประชาชนด้วยข้อหารุนแรง เช่นเดียวกับทุกวันนี้ที่สื่ออย่างเอเอสทีวีหรือบางสื่อกำลังกระทำอยู่ และสุดท้ายก็เข้าล้อมปราบอย่างป่าเถื่อน เหี้ยมโหด ทารุณที่สุด



หนักหนาสาหัสขนาดไหน เขาทำมาแล้วทั้งนั้น มองย้อนกลับไปดูอดีต จึงจะเห็นปัจจุบัน เมื่อดูอดีตจึงพบว่าประชาชนเติบโต แข็งแกร่ง ขยายตัว กว้างขวางมากขึ้น ฉลาด เรียนรู้ เท่าทันสถานการณ์ ทั้งมีจิตใจพร้อมต่อสู้ทว่า เราต้องรู้ว่าเราต่อสู้กับอะไร เมื่อก่อนสื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการทั้งหมด ฝ่ายประชาชนมีหนังสือพิมพ์ไม่กี่ฉบับ มีสถานีวิทยุคลื่นสั้น “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” ในเขตป่าเขาสถานีเดียวที่เป็นกระบอกเสียงต่อสู้ ออกอากาศแค่ชั่วเวลาหนึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้นเอง เปรียบเทียบกับยุคนี้ย่อมห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน ทุกวันนี้เรามีสื่ออินเตอร์เน็ตที่ไม่สามารถควบคุมคุกคามได้ มีทีวีดาวเทียมอิสระ และวิทยุชุมชนมากมายรวมถึงหนังสือพิมพ์ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ายังจำเป็นต้องเพิ่มสื่อเพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชนฝ่ายเราให้กว้างขวางขึ้น แม้จะมีสื่อกระแสหลักบางส่วนต้องถูกกำจัดไป เมื่อพวกเขาเข้าคุมสื่อของรัฐเบ็ดเสร็จ ยิ่งเขาลิดรอนคุกคามเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของฝ่ายประชาชนไปมากเท่าไร เขายิ่งถูกประณามและมีภาพลบต่อสายตาของชาวโลกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น การขึ้นมาเป็นรัฐบาลของพวกเขาได้มาด้วยการปล้นและรัฐประหารเงียบเป็นที่รับรู้ทั่วทั้งโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะบิดเบือน สร้างภาพสร้างกระแสประชาสัมพันธ์ความชอบธรรมของตนเองอย่างไรย่อมไม่มีผล



สำหรับประเทศไทย เรายังก้าวไปไม่ถึง “การต่อสู้ครั้งสุดท้าย” ประชาชนยังมิอาจร้องเพลง “นี้คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สามัคคีให้ถึงวันพรุ่ง”



เรายังอยู่ในห้วงการต่อสู้อันยืดเยื้อ ผ่านมา 76 ปีแล้ว อีก 24 ปีก็จะถึง 100 ปี ผมคิดว่า ชัยชนะขั้นที่หนึ่งจะต้องมาถึงก่อน 100 ปีอย่างแน่นอน หากจะสรุปการต่อสู้ของประชาชนต้องกล่าวว่า เราถูกปล้นประชาธิปไตยไปครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐประหารโดยทหารตัวแทนระบอบอำมาตยาธิปไตย ผมเขียนเป็นกาพย์ยานี ดูให้ดีมีหกฉาก ดังนี้ครับ



ฉากแรก คมช. รุกแข็งข้อ ขึ้นก่อการ
ทำรัฐประหาร โค่นประชาธิปไตย



ฉากสอง แก้หมายหมุด กฎสูงสุดเปลี่ยนแปลงไป
รัฐธรรมนูญไทย วางหมากไว้อย่างแยบยล



ฉากสาม เลือกตั้งแพ้ วางหมากแก้โดยเล่ห์กล
ป่วนเมืองด้วยไพร่พล พันธมิตรฯคิดทำลาย



ฉากสี่ ตุลาการ ผู้เชี่ยวชาญการระบาย
ป้ายผิดที่คิดหมาย ยุบ เลิก ปลด หมดทุกทาง



ฉากห้า บุกปล้นเงียบ โดยราบเรียบ ลับ ลวง พราง
เบื้องหลัง หวังที่วาง ยังไม่เสร็จ สำเร็จผล



ฉากหก ประชาธิปัตย์ อำมาตย์จัดพร้อมไพร่พล
ลุล่วงที่ทวงทน อำนาจรับ ได้กลับคืน.



หกฉากนี้ หากเป็นละครก็เป็นแค่องค์เดียว ถ้าจะว่าจบในตอนก็เป็นได้ แต่ว่ายังไม่จบเรื่อง ยังมีองค์ต่อๆไป เรื่องราวการต่อสู้ของประชาชนไทยผู้รักชาติรักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมยังไม่จบบริบูรณ์ หากท่านทั้งหลายเข้าใจตามนี้ ท่านก็จะไม่หมดหวัง ไม่สิ้นกำลังใจ



1. ทหารยึดอำนาจ ทำลายรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่นับว่าเป็นประชาธิปไตยมากกว่าทุกฉบับลงไป โค่นล้มพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงเลือกตั้งจากประชาชนอย่างท่วมท้น

2. จากนั้นก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายอำมาตย์ทหาร ทั้งยังป่าวร้องหลอกลวงประชาชนว่า ให้รับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขภายหลัง ประชาชนอยากได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยเร็วก็หลงเชื่อ

3. โดยรัฐธรรมนูญ 50 และด้วยอำนาจทั้งหมดของรัฐบาลหุ่นเชิดอำมาตย์ทหาร สรยุทธ จุฬานนท์ คิดว่าพรรคการเมืองฝ่ายตนจะได้ชัยชนะจากการเลือกตั้ง แต่กลับพ่ายแพ้หมดรูป จำเป็นต้องแก้ด้วย “การป่วนเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” รอบใหม่



4. โดยรัฐธรรมนูญ 50 และด้วยกลไกตุลาการ ใบเหลืองใบแดงจัดการ สส. ยุบเลิกปลดหมดทุกทาง

ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรีสองคน ยุบพรรคสังหาร และสารพัดจัดการ พวกที่เป็นฝ่ายตรงข้าม พรรคประชาธิปัตย์

5. เมื่อพรรคที่ตนสนับสนุนไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ต้องปล้นเงียบโดยราบเรียบ ลับ ลวง พราง

6. อำมาตยาธิปไตยบังเกิด ขุนทหารเข้าแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล สำเร็จสมประสงค์ดังปรารถนา

ดูให้ดีละครองค์นี้มีหกฉากเท่านี้เอง เพราะฉะนั้นถึงตรงนี้ พวกเราต้องรู้ว่าสู้กับอะไร จึงต้อง “บากบั่น อดทน” รอจังหวะ รอคอยโอกาส ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า สู้ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ พ่ายแพ้ สู้ใหม่ จนชัยได้มา พลังที่ก้าวหน้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้พลังที่ล้าหลัง “ขุนเขาไม่อาจขวาง สายทางเที่ยงธรรมได้ ความหวังยังพริ้งพราย เก่าตาย มีใหม่เสริม ชีวิตที่ผ่านพบ มีลบย่อมมีเพิ่ม ขอเพียงให้เหมือนเดิม กำลังใจ”

Friday, December 19, 2008

หอการค้าไทยยี้! รมว."พาณิชย์-อุตฯ" ซัดไม่ใช่เวลามือใหม่หัดขับ "โอฬาร"แนะอัดฉีดงบฯดีกว่าลดภาษี

ที่มา มติชนออนไลน์

สภาหอการค้าผิดหวัง ครม."มาร์ค" ยี้ชื่อ รมว."พาณิชย์-อุตฯ" บอกไม่ใช่เวลาให้มือใหม่หัดขับ แต่อยากได้คนรู้จริง "โอฬาร"ฝาก รบ.ใหม่ สานต่อรูปแบบงบฯ 1 แสนล้าน เพื่อความรวดเร็ว ยันใช้งบฯอัดฉีดกระตุ้น ศก.ได้ผลกว่าลดภาษี แนะเรียกต่างชาติ 3 แสนคน ที่เคยตกค้างตอนปิดสนามบินให้มาเที่ยวไทยใหม่ สร้างความมั่นใจ

สภาหอการค้าไทย ยี้ครม."มาร์ค"


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เดินทางไปที่สภาหอการค้าไทย เพื่อหารือกับเกี่ยวกับมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม โดยมีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้า ให้การต้อนรับ ใช้เวลาหารือนานกว่า 1 ชั่วโมง


จากนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวภายหลังการการหารือว่า มาพบกับสภาหอการค้าไทยเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหา เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะมาแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ โดยข้อเสนอนโยบายต่างๆ สอดคล้องกับแนวคิดนโยบายรัฐบาลที่กำลังเตรียมอยู่ รวมทั้ง ยังสอดคล้องกับการพบปะกับกลุ่มอื่น ทั้งสภาอุตสาหกรรม สภาการท่องเที่ยว ยังได้เปิดใจคุยกันเรื่องโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสภาหอการค้าสะท้อนมาว่า รู้สึกผิดหวังกับครม.ชุดนี้ โดยตนจะรับไปพิจารณา และได้อธิบายไปว่า เข้าใจเสียงสะท้อนความรู้สึกนี้ดี และเป็นเรื่องที่ตนได้อธิบายว่าการทำงานทางการเมือง เป้าหมาย และวิธีการ เพราะขณะนี้ตนมีหน้าที่จะต้องหาความสมดุลในการบริหารการเมืองให้เดินได้ เพื่อให้ตนเข้าไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ดังนั้นจะทำให้ดีที่สุด ขณะนี้รายชื่อที่เป็นข่าวยังไม่ได้ดำเนินการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ก็รับเสียงสะท้อนนี้ โดยไม่โต้แย้งและเชื่อว่า ไม่ใช่เฉพาะทางนี้พูด แต่เสียงสะท้อนผ่านสื่อมวลชนเข้ามา ตนมีหน้าที่หาความสมดุลและดำเนินการต่อไป


"ประมนต์"ชี้ไม่มีเวลามือใหม่หัดขับ


นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวงว่า ภาคเอกชนแสดงความเป็นห่วงและผิดหวังสำหรับการตั้งคณะรัฐบาลในบางกระทรวง น่าจะมีการทบทวน โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากเอกชนไม่ค่อยรู้จัก ในภาวะเศรษฐกิจที่ต้องการการฟื้นตัวโดยเร็วและรอไม่ได้แล้ว ต้องการคนที่มีความรู้จริงเข้ามาช่วยเหลือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่มีเวลาซ้อมมือหรือมือใหม่หัดขับ อีกทั้งรัฐบาลและเอกชนก็ต้องมีการประสานงานกันได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เข้าใจ และเปรยว่าเป็นข้อจำกัดบางประการ


นายกรัฐมนตรีก็น่าจะรับทราบแล้ว และรับเป็นการบ้านที่จะไปพิจารณา ซึ่ง 2 กระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ คือกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ โดยคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการที่เห็นว่าเหมาะสมจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งไทยและต่างประเทศ เพราะต้องจัดการประชุมอาเซียน ซัมมิตในปีหน้า รัฐมนตรีพาณิชย์ก็จะเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้ควรจะใช้เวลาไม่เกิน 2-3 เดือนนับจากนี้ แต่หากถามในใจ รายชื่อก่อนหน้านี้อย่างเช่นนายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเกียรติ สิทธิอมร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือว่ารับได้ เป็นที่รู้จักของสังคมและมีฝีมืออยู่Ž นายประมนตร์กล่าว


นายประมนต์ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอของสภาหอฯ นั้น นายกฯรับหลักการ และเห็นว่าสอดคล้องกับนโยบายรัฐ แต่อาจต้องปรับวิธีการปฎิบัติ หากได้นำมาปฎิบัติจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจภายใน 2-3 เดือน


ครม.ขี้เหร่เพราะตั้งตามโควต้า


แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปปัตย์ กล่าวว่า การกำหนดตำแหน่งรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดใหม่ ล่าสุดเป็นการดำเนินการตามโควตา เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมือง เห็นจากการตั้งนายเกียรติ สิทธิอมร ไปทำหน้าเป็นผู้แทนการค้าไทย (TTR) แทนที่จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตามความคาดหวังของภาคเอกชน ทั้งที่การตั้ง TTR ไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะโครงสร้างการบริหารและกฎหมายของไทยไม่เหมือนสหรัฐฯ ที่ต้องมีสำนักงานผู้แทนการค้า (USTR) เพื่อดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศโดยฝ่ายบริหาร และให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ดูแลการค้าภายใน


"ทั้งหมดนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกัน เพราะจากการหารือก็เห็นชัดว่าเอกชนไม่ได้รับการยอมรับจากภาคเอกชน โดยเฉพาะตำแหน่งรมว.พาณิชย์ และรมว.อุตสาหกรรม เพราะต่างมีความกังวลใจว่าการเลือกตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาลมือใหม่ ขาดประสบการณ์ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเร่งด่วน และจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ โดยเฉพาะในปีหน้าไทยจะต้องเป็นประธานอาเซียน และจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAM SUMMIT) ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ได้"


นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางพรรคอาจจะมีการปรับลดตำแหน่งรมช.พาณิชย์ เหลือเพียงตำแหน่งเดียว โดยจะปรับให้นายมานิต นพอมรวดี รมช.พาณิชย์จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย ไปเป็นรมช.กระทรวงอื่นแทน


ยันนโยบายไม่ก็อปปี้ประชานิยม


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมการยกร่างนโยบายของรัฐบาล แถลงภายหลังประชุมร่วมกับนางพรทิวา นาคาศัย เลขาพรรคภูมิใจไทย น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ตัวแทนพรรคร่วมใจไทยชาติพัฒนา นายอรรคพล สรสุชาติ ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา ว่า เป็นการประชุมครั้งที่ 2 จากนั้นจะมอบให้เลขานุการคณะกรรมการฯไปปรับตามความเห็นของทุกพรรค น่าจะได้ร่างที่เกือบสมบูรณ์ในวันที่ 21 ธันวาคม หากในวันที่ 23 ธันวาคมมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะนำร่างนโยบายเข้าสู่ที่ประชุม และหากเป็นไปได้จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 29 ธันวาคมนี้


นายจุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนนโยบายส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้มองเป็นประชานิยม แต่สอดคล้องกับนโยบายหลักของประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ถือว่านโยบายของพรรคร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ จะมีการแบ่งนโยบายออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ 1.นโยบายเร่งด่วนดำเนินการในปีแรก ซึ่งหลายเรื่องต้องทำให้เสร็จภายใน 2-3 เดือน ส่วนนโยบายเร่งด่วนคือ จะมุ่งให้ประเทศมุ่งออกจากวิกฤต อาทิ วิกฤตเศรษฐกิจ และแก้วิกฤตความขัดแย้งเน้นความปรองดองโดยถือหลักกฎหมาย หลักนิติรัฐ นิติธรรม ความเสมอภาคเป็นธรรม จะช่วยลดความขัดแย้งและไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ และการแก้ปัญหาความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดตั้งองค์กรแก้ปัญหาจะเน้นให้มีกฎหมายรองรับเน้นการมีส่วนร่วมของภาครัฐเอกชน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขณะที่อีกนโยบายคือต้องทำในระยะเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลคือ 3ปี


ไม่แก้รธน.แต่ปฏิรูปการเมือง


"การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเรามีทั้งนโยบายที่แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจนอกประเทศและผลกระทบภายในประเทศโดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่น เช่น การเลื่อนการประชุมอาเซียน ซัมมิทให้เร็วขึ้น การแก้สภาพคล่องในระบอบเศรษฐกิจ การส่งออก การแก้ปัญหาผลกระทบจาการท่องเที่ยว แก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และโครงการเมกกะโปรเจ็กต์ โครงการรถไฟฟ้า และการลงทุนด้านการศึกษา" นายจุรินทร์ กล่าว


นายจุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนนโยบาย 99 วันของพรรคที่เคยหาเสียงจะบรรจุในนโยบายรัฐบาลแน่นอน เช่น เรื่องเรียนฟรี รักษาฟรี เบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยตอบแทนอาสาสมัคร (อสม.) กองทุกเศรษฐกิจพอเพียง ประกันพืชผล โฉนดชุมชุน ธนาคารที่ดิน ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการบรรจุ นโยบายการแก้รัฐธรรมนูญในนโยบายหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่ได้มีการบรรจุในเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่นโยบายการเมืองจะบรรจุในเรื่องของการส่งเสริมในระบอบประชาธิปไตยเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง เมื่อถามว่า จะสร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มเพื่อนเนวินหรือไม่ นายจุรินทร์กล่าวว่า ไม่มีปัญหาเพราะพูดตั้งแต่การประชุมครั้งแรกว่าอะไรบรรจุอะไรได้หรือไม่ได้


"โอฬาร" ให้เร่งแก้นักท่องเที่ยวหนี


ที่สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง นายโอฬาร ไชยประวัติ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงผลการทำงาน ชื่อว่า รองนายกฯ 8 สัปดาห์ ว่า ได้กำหนดแนวทางโครงการใช้จ่ายงบกลางปี 2552 ที่จะเพิ่ม 1 แสนล้านบาทนั้น ได้มีการกำหนดรูปแบบโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ไว้หมดแล้ว เหลือเพียงแค่การจัดสรรงบประมาณแต่ละโครงการ หากรัฐบาลชุดใหม่ต้องการจะใช้ประโยชน์จากโครงการให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ก็สามารถที่จะนำแนวทางที่วางไว้มาดำเนินการได้โดยไม่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีก


นายโอฬาร กล่าวว่า สิ่งที่อยากฝากรัฐบาลชุดใหม่ ให้เร่งดำเนินการคือการเรียกความมั่นใจของประเทศกลับคืนมา โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ที่ต้องทำเป็นแพคเกจ ตั้งแต่การจัดงานขอโทษครั้งใหญ่ ด้วยการทำหนังสือขอโทษนักท่องเที่ยวกว่า 3 แสนคน ที่ตกค้างจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และเชิญให้กลับมาท่องเที่ยวที่ไทยอีกครั้ง ภายใต้โปรโมชั่นพิเศษ ลดแลกแจกแถม ทั้งสายการบิน รวมทั้งให้การดูแลอย่างดี นอกเหนือจากการจ่ายเงินช่วยเหลือจำนวน 2,000 บาทต่อคนต่อวันที่ดำเนินการไปแล้ว


แนะอัดฉีดงบได้ผลดีกว่าลดภาษี


ส่วนการลดดอกเบี้ยนั้น นายโอฬาร กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยควรทำอยู่แล้ว เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ แต่ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ หากไม่มีการดำเนินมาตรการเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรมและอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสนามบิน รวมทั้งธุรกิจส่งออกบางประเภท ที่ยอดคำสั่งซื้อลดลง 30-40% จากปัญหาเศรษฐกิจโลก และอีก 15% ไม่สามารถส่งออกได้จากการปิดสนามบิน โดยต้องประคับประคองให้ธุรกิจกลุ่มนี้อยู่ได้ 1-2 ปีนับจากนี้ด้วยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยผ่อนปรน ทั้งนี้ปี 2552 โดยหากรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างครบวงจร รวมทั้งให้สินเชื่อขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% จะทำให้ให้เศรษฐกิจขยายตัว 0-1% แต่หากไม่ทำอะไร ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะหดตัว


"ส่วนการลดภาษีนั้น ส่วนตัวยืนยันว่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ขณะนี้มีความกังวลเรื่องการใช้จ่าย ต่อให้ลดภาษีก็ไม่ช่วยให้คนใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนบริษัทที่ได้ลดภาษี ก็จมีกำไรมากขึ้นและเก็บไว้โดยไม่ทำอะไร ซึ่งมีบทเรียนจากทั่วโลกแล้ว ผมอยากเห็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเพื่อให้คนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยได้ น่าจะเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตรงจุดมากที่สุด" นายโอฬารกล่าว และว่า ในส่วน 6 เดือน 6 มาตรการ ที่มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลิตรละ 3 บาท ไม่จำเป็นต้องขยายเวลาที่จะสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2552 เนื่องจากราคาน้ำมันต่ำลงมาก และได้มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันและเชื้อเพลงในอัตราเท่ากันแล้ว


หวังรบ.ใหม่อยู่นานกว่า8สัปดาห์


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีคนจากรัฐบาลชุดใหม่ ติดต่อให้มาร่วมบริหารงานหรือไม่ นายโอฬาร กล่าวว่า ตนคงไม่ทำแล้ว แต่อยากให้รัฐบาลชุดนี้ มีระยะเวลาการทำงานที่นานมากกว่า 8 สัปดาห์ เพื่อจะได้แก้ปัญหาวิกฤตที่มีความรุนแรง เพราะถ้ามีอายุอยู่ได้ไม่นาน ก็จะเป็นปัญหาของประเทศ ส่วนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ยังทราบว่ามีใครบ้าง แต่เท่าที่ได้ยินชื่อก็พบว่า ทุกคนก็มีหน้าตาในสังคมดี แต่ต้องดูไปก่อนความสวยความหล่อไม่พอ ส่วนชีวิตของตนเองหลังจากนี้ ก็คงจะหันไปทำงานวิจัยทั่วไป

ประชาทรรศน์ตูน

ที่มา ประชาทรรศน์

ประชาธิปไตย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน โดย ศุภชัย ใจสมุทร

ช่วงสัปดาห์ของการช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา ที่ประชาชนทั้งประเทศลุ้นกันว่าผู้ใดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น ผ่านกลับมีเวลาการได้อ่านหนังสืออย่างเต็มอิ่ม

ผมได้อ่านปาฐกถาเรื่อง “ประชาธิปไตยแบบไทย” ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ได้ทรงแสดงไว้ต่อบรรดาสมาชิกของสมาคมกิจการวิเทศสัมพันธ์และกฎหมายระหว่างประเทศแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2508 ว่า

“ประชาธิปไตย เป็นคำที่มีความหมายตรงกับคำว่า Democracy อยู่แล้ว คือ ประชา demos ซึ่งแปลว่าประชาชนและอธิปไตย kratia ซึ่งแปลว่าเป็นใหญ่ ประชาธิปไตย ก็แปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ หรือถ้าจะไขความออกให้เต็มวาทะของ อับราฮัม ลินคอล์น ก็คือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชนเพื่อประชาชนเป็นลักษณะที่สำคัญยิ่ง ที่ว่า “โดยประชาชน” นั้นในสมัยกรีกและโรมัน คือสมัยนครรัฐซึ่งพลเมืองมีจำนวนน้อย พอที่จะไปร่วมวินิจฉัยปัญหาในที่แห่งเดียวกันได้ และทาสก็ไม่นับว่าเป็นพลเมือง การที่ประชาชนจะปกครองประชาชนกันเอง ก็ย่อมทำได้ แต่ในสมัยปัจจุบันพลเมืองมากมายเป็นล้านๆ จึงทำไม่ได้ ต้องใช้วิธีเลือกผู้แทนมาทำหน้าที่ โดยมีกำหนดเวลา เช่น วาระละ 4 ปี เป็นต้น ฉะนั้น “โดยประชาชน” ย่อมหมายความว่า โดยประชาชนเลือกตั้งผู้แทนเข้ามาทำการแทน

ส่วนคำว่า “เพื่อประชาชน” นั้น เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้ว เราต้องถือสาธารณประโยชน์ หรือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นใหญ่

ตอนนี้ข้าพเจ้าขอเรียนให้ทราบว่า คริสโตเติล บิดาแห่งรัฐศาสตร์ได้กล่าวไว้อย่างไร เกี่ยวกับประชาธิปไตย คริสโตเติล ถือว่า วัตถุที่หมายของระบอบการปกครองก็คือ จะส่งเสริมสาธารณประโยชน์ จึงได้เรียงลำดับระบอบการปกครองต่างๆ นี้ไว้ เป็นแบบดีและไม่ดี ดังต่อไปนี้

เริ่มจากแบบดี ตามลำดับ คือ Royalty ราชาธิปไตย Aristocracy อภิชนาธิปไตย (ผู้ดีเป็นใหญ่) Constitutional Government การปกครองโดยรัฐธรรมนูญ

ส่วนแบบไม่ดี คือ Tyranny ทรราช Oligarchy อัปชนาธิปไตย (น้อยคนเป็นใหญ่) Democracy ประชาธิปไตยที่อริสโตเติลเรียงลำดับไว้เช่นนี้ ก็เพราะประชาธิปไตยในกรุงเอเธนส์ แล้วหาประโยชน์ของคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนมาก แต่จุดประสงค์ที่ถูกต้องตามความเห็นของ อริสโตเติล ก็คือแสวงประโยชน์ส่วนรวม ถ้าอริสโตเติล ได้มาเห็นหลักราชาธิปไตยของไทยแล้วคงจะพอใจเป็นอันมาก เพราะถึงแม้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ก็ทรงอยู่ในข้อผูกพันที่จะปกครองโดยธรรมและโดยอนุวัตรตามพระธรรมศาสตร์ เพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม”

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเกี่ยวกับการเมืองในหนังสือ รัฐศาสตร์ 14 ฉบับ “ปฏิวัติและประชาธิปไตย” ตีพิมพ์ เมื่อปี พ.ศ.2517 ไว้ว่า “การปกครองบ้านเมืองของมนุษย์มีกิเลสไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือประชาธิปไตยย่อมมีทั้งดีและเสีย เมื่อไทยเจริญก้าวหน้าที่สุดในสมัยราชกาลที่ 4 ที่ 5 มีการเลิกทาสได้โดยไม่มีการพลิกแผ่นดิน แต่สมัยนั้นเราปกครองกันด้วยระบอบพระเจ้าแผ่นดินทรงสมบูรณาญาสิทธิราชย์จัดอยู่ในระบอบเผด็จการ ในทางตรงกันข้าม เมื่ออเมริกาเลิกทาสต้องมีการพลิกแผ่นดินเกิดศึกกลางเมือง ฆ่าฟันกันตายมากกว่าที่อเมริกันไปตายในสงครามโลก แต่สมัยนั้นอเมริกาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

ในวิถีของมนุษย์มีกิเลส ขาวแท้ ดำแท้ ดีแท้ ชั่วแท้ จึงไม่มีโดยทั่วไป อะไรทั้งหมดมีแต่เหตุ คือทั้งดีและชั่ว ในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และชินกับประชาธิปไตยดี อยู่ไปๆ ประชาธิปไตยยังพังลงไป เช่น สมัยฮิตเลอร์ปกครองเยอรมนี ทั้งนี้เพราะหมดศรัทธาในระบอบการปกครองมากเสียง ฟังไม่ได้ศัพท์ ทำอะไรเด็ดขาดไม่ได้ มัวแต่รักพี่เสียดายน้อง ข้าพเจ้าเคยคุยกับคนเยอรมันหลายคนว่า เผด็จการของฮิตเลอร์นั้นแหละดี เพราะฮิตเลอร์ฉีกสัญญาแวร์ซายส์ใต้ หางานให้คนทำได้ ทั้งหมดจึงอยู่ที่กาลเทศะ...

แก่นของประชาธิปไตย เป็นเรื่องของการปกครองโดยเสียงข้างมาก แต่ก็ไม่แน่ว่าเสียงของคนข้างมากจะดีเสมอไป ถ้าเอาโจร 500 คน กับพระ 5 องค์ มาอภิปรายลงมติกันว่า ปล้นเขาดีหรือไม่ดี การที่โจร 500 คน ผู้มีเสียงข้างมากลงมติว่า ปล้นเขาดี ไม่ได้แปลว่าเสียงข้างมากดีและถูกต้อง จะให้เป็นประชาธิปไตยที่ดี จึงต้องมากทั้งเสียง ความรอบรู้ ความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง การเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เสียงมากลากเข้ารกเข้าพง”

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยังได้แสดงความเห็นที่น่าสนใจด้วยว่า “ความจริงในสมัยที่เมืองไทยเคยเป็นประชาธิปไตยแท้ๆ มีผู้แทนปวงชนเข้ามามีสิทธ์มีเสียงในการปกครองบ้านเมือง แทนที่ผู้แทนจะเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน กลับเข้ามาเป็นปากเป็นท้องของประชาชนก็เคยมี มีอะไรกินหมด แม้กระทั่งจอบเสียมที่เขามอบให้ไปแจกแก่ชาวนาชาวสวน มือที่ชูกันลงมติในสภาสมัยหนึ่ง เหมือนเมืองเปรตขอส่วนบุญจากผู้กินเมืองโกงเมือง ประวัติการปกครองเมืองไทยที่แล้วมา ทำให้เห็นว่าการปกครองที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองไทยต่อไปข้างหน้า ถ้าเป็นไปได้แต่เพียงการปกครองชนิดที่ทำให้บ้านเมืองมีขื่อแปก็ดีถมไป...” จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดให้อ่านกันเล่น โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศครับ

DSI จับมือพ่อเมืองภูเก็ตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปกป้องพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

วันนี้ (16 ธันวาคม 2551) เวลา 10.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสรรเสริญ ปาลวัฒน์วิไชย ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และคณะพนักงานสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมประชุมหารือกับพ่อเมืองภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล ตามโครงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล (ในจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน) ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

โดยวันนี้เวลา 10.00 น. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพร้อมคณะทำงานเข้าพบ พล.ต.ต.อภิรักษ์ หงษ์ทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ณ ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เพื่อประชุมหารือวางแนวทางการปฏิบัติงานด้านสืบสวนสอบสวนร่วมกัน หลังจากนั้น เวลา 11.00 น. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพร้อมคณะพนักงานสอบสวน และ พล.ต.ต.อภิรักษ์ หงษ์ทอง ได้เดินทางเข้าพบ นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พล.ร.ต.อมรโชติ สุจิรัตน์ กอ.รมน.กองทัพเรือภาค 3 ปฏิบัติหน้าที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ฝ่ายความมั่นคง ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เพื่อร่วมประชุมหารือ กำหนด แนวทาง การปฏิบัติงาน ป้องกันและปราบรามตามโครงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล กรมสอบสวนคดีพิเศษ

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้เวลา 13.00 น. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพร้อมผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเดินทางไปตรวจพื้นที่วัดกะทู้ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ตามที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากเจ้าอาวาสวัดกะทู้ให้มาร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีที่มีนายทุนเข้ามาบุกรุกที่ดินอันเป็นสมบัติของวัดกะทู้ (ที่ธรณีสงฆ์) เนื้อที่ประมาณ 136 ไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท โดยที่ดินดังกล่าวกำลังจะมีการดำเนินโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต่อไป

ร่วมแจ้งเบาะแสการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ * ตู้ ปณ.100 ปณจ. หลักสี่ กรุงเทพ 10210* หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2975-9889 * pr_dsi@dsi.go.th

รายงานเสวนา:การเมืองสยามประเทศ (ไทย) –หลังรัฐบาลใหม่และหลังรัฐธรรมนูญ 2550

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ที่มา : ประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=14869&Key=HilightNews

ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร
ดิฉันจะเสริมต่อจาก อ.วรเจตน์ แต่ก็มีประเด็นที่คิดต่างออกไป ดิฉันคิดว่าที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 3-4 ประเด็น ซึ่งจะทำให้เรามาฉุกคิดว่าการเมืองไทยจากนี้ต่อไปจะมีการหักเหอย่างมาก ซึ่งต้องคิดมากกว่าที่เป็นอยู่
ประการแรก คือระดับของความสนใจและการเข้าร่วมในการเมืองของสังคมไทยได้มากขึ้นจนสังเกตได้ และประเด็นนี้เกิดขึ้นจากความต่างของสังคม ซึ่งมีลักษณะของความแตกแยกอยู่ด้วย แต่ได้ถูกบดบังไปจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นมาอย่างสูง และเกิดขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และในช่วงเศรษฐกิจบูมในสมัยคุณชาติชาย ความต่าง 3 เรื่องที่สำคัญที่สั่งสมมากคือ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ คนจนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ มีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในขณะที่คนที่รวยที่สุดมีส่วนแบ่งมากกว่าครึ่ง ทำให้เรามีลักษณะใกล้เคียงกับละตินอเมริกามากขึ้นทุกวัน
ประการที่ 2 การพัฒนาของชาวเมืองพัฒนาไปแบบแตกแยกกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ แล้วก็คนเมืองกลุ่มน้อยที่ร่ำรวยขึ้นจากกระบวนการโลกาภิวัตน์ก็ทำให้ชาวชนบทถูกมองว่าเป็นพวกล้าหลัง เป็นลูกตุ้มถ่วงความเจริญ ถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นคนที่คิดไม่เป็น ออกเสียงเลือกตั้งทีไรก็มีการซื้อเสียง และความต่างประการสำคัญประการที่ 3 คือ ความเห็นต่างว่าประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร หรือกระบวนการที่จะนำไปสู่รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศควรจะเป็นอย่างไร เราพบว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มีการจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลาง มีการเสียภาษี จึงเกิดการซาบซึ้งในระบบของรัฐสภาประชาธิปไตย กลุ่มคนที่เคยเรียกร้องประชาธิปไตยกลับถอยหลัง และอยากจะเปลี่ยนกติกา จากหนึ่งคนหนึ่งเสียง กลับมีข้อเสนอให้มีการแต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ เลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ การพยายามที่จะปรับกติกาหรือย้อนหลังไปแบบนี้ เพื่อให้กลุ่มคนที่น้อยกว่านี้ได้มีบทบาทเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่กระแสแรงต้านจากกลุ่มที่มีหลักการประชาธิปไตยอยู่กับความเสมอภาค
เราจึงได้เห็นกระบวนการต่างๆ เกิดขึ้น ขณะที่การเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางไทยในระยะ 30 ปีที่ผ่าน กลุ่มเสื้อแดงที่ได้เห็นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และของใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นคือระดับของการอภิปรายถกเถียง วิธีคิดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน เราจะได้ฟังชาวบ้านร้านถิ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนทางการเมืองแบบถึงพริกถึงขิงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอดคิดไม่ได้ว่าวาทกรรมที่ว่าด้วยความสมานฉันท์ ซึ่งเป็นวาทกรรมกระแสหลักตกกระแสไปเลย ในขณะที่คนจำนวนมากก็พยายามจะปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการอภิปราย ประท้วง และการใช้วิทยุชุมชน
ข้อสังเกตประการที่ 3 คือ ระดับความรุนแรงได้เพิ่มขึ้นมากๆ ดิฉันไม่สนใจว่าใครเป็นผู้กระทำความรุนแรง ใครเริ่มก่อน แต่ในประสบการณ์ทางการเมืองตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ความรุนแรงทางการเมืองเกิดจากการกระทำของภาครัฐมาโดยตลอดไม่ได้มาจากฟากที่เป็นผู้ประท้วง อาจจะมีการปะทะกันบ้าง แต่ไม่เคยมีความรุนแรงก่อตัวขึ้นจากผู้ประท้วง แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เราได้เห็นว่าพันธมิตรฯ ได้ให้ภาพของขบวนการเป็นสงคราม ใช้คำว่าสงคราม การ์ดมีการติดอาวุธและมีการดำเนินการเหมือนการรบ เป็นประสบการณ์ค่อนข้างใหม่ และที่ผ่านมา ความรุนแรงได้ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการประท้วงบนท้องถนนอย่างที่ไมเคยปรากฏมาก่อน มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการเมืองขณะนี้ไปแล้ว
ข้อสังเกตประการที่ 4 ความเป็นหนึ่งเดียวของรัฐหายไป เราได้เห็นว่าฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ รัฐบาลและยังได้เห็นบทบาทของกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปเป็นคนละทางหรือคนละฝ่ายกับฝ่ายบริหาร ปรากฏการณ์นี้เป็นของใหม่อีกเรื่องหนึ่งที่ในวิกฤติการเมืองที่ผ่านๆ มา เราไม่เห็นความแตกแยกของสถาบันมากเท่านี้
โดยสรุป ขณะนี้เราอยู่ในภาวะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังต้องการหลักการ 1 คน 1 เสียง และต้องการมีพื้นที่ทางการเมืองแน่นอนชัดเจน แต่คนกลุ่มน้อย อภิชนกลับอยากจะทวนเข็มนาฬิกา และต้องการให้บทบาทของประชาชนลดลง และต้องการให้เกิดช่องว่างในกลุ่มอภิชนเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้ และเป็นรากฐานของความโกลาหลทางการเมืองและยังมีอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่คนกลุ่มน้อยและอภิชนไม่ยอมรับความจริงว่าการเมืองไทยขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง และสันติสุขก็จะเกิดขึ้นได้โดยการเปลี่ยนทัศนคติของฝ่ายตรงข้ามหลักการเสมอภาค อยู่กับหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่อยู่บนหลักการที่ว่าฝ่ายอภิชนต้องเป็นใหญ่
อ.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์
วิกฤติการเมืองยิ่งนาน ยิ่งมีความชัดเจนมากขึ้น ไม่ต้องเป็นนักวิเคราะห์ก็จะมีภาพว่าอะไรเป็นอะไร นี่เป็นผลพวงที่หลายฝ่ายไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเป็นเช่นนี้ แต่ยิ่งนานทุกฝ่ายก็ยิ่งต้องออกแรงเยอะ ต้องใช้ทรัพยากรและออกตัวมากขึ้น ในวันนี้มี 4 ประเด็นที่จะนำเสนอ คือ 1.ตามหัวข้อที่ตั้งไว้ว่า การเมืองสยามประเทศ (ไทย)-หลังรัฐบาลใหม่ และหลังรัฐธรรมนูญ 2550 จะเป็นอย่างไรนั้น หลังรัฐบาลใหม่จะได้ระบบการเมืองเก่า หลังรัฐธรรมนูญ 2550 เราได้ระบบการเมืองก่อนทักษิณ ไม่มีรูปไหนเป็นสัญลักษณ์ได้ชัดเท่าภาพคุณเนวินและคุณอภิสิทธิ์กอดกัน ซึ่งเป็นการเมืองเก่าที่เปลี่ยนขั้ว สลับไปมา แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับฟอร์มรัฐบาล
พูดให้ละเอียดขึ้น หลังรัฐธรรมนูญ 2550 ระบบพรรคการเมือง สถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยจะอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด พรรคการเมืองยิ่งจะสูญพันธุ์ไปทุกวัน แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้นิยมชมชอบนักการเมือง พรรคการเมือง แต่เราต้องหัดเรียนรู้และพัฒนาตามครรลอง ไม่ใช่ทำให้มันสูญพันธุ์หรือมีกติกาที่ต่อต้านนักการเมือง พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญ 2550 อยู่บนสมมติฐานว่านักการเมืองชั่ว อาจเป็นอย่างนั้นจริง แต่คำตอบย่อมไม่ใช่การห้ามไม่ให้มีนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ระบบพรรคตอนนี้อ่อนและคลอนแคลนมาก ดูจากการให้เอกสิทธิ์ ส.ส. ก็ต่างกับรัฐธรรมนูญ 2540 โดยสิ้นเชิง สมัยก่อน ส.ส. ต้องเอาตามพรรค ไม่เช่นนั้นพรรคขับออกได้ ซึ่งมีตรรกะของมันอยู่เพื่อให้สนองตอบ สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การยุบพรรคใหญ่ๆ เราก็ได้เห็นมาแล้ว ขณะที่อีกพรรคหนึ่งไม่ได้รับผลกระทบเลย แม้จะโดนกล่าวหาว่า บิดา ส.ส. ท่านหนึ่งให้ตั๋วหนังคนดูฟรี รัฐธรรมนูญนี้ทำให้เกิดรัฐบาลผสมเป็นระบบเก่า ขอแค่ปริ่มเกินครึ่งนิดหน่อย แต่ก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ฝ่ายบริหารจะอ่อนมาก ขณะที่สถาบันอำนาจเก่าแข็งแกร่งขึ้น ได้อำนาจคืนมาและเพิ่มขึ้นไปอีก ไม่ว่ากองทัพ ตุลาการ สถาบันพระมหากษัตริย์
ฉะนั้น ประเด็นแรก หลังรัฐบาลใหม่จะเป็นระบบเก่า พรรคการเมืองรวมถึงฝ่ายบริหารอ่อนแอลง ตรงข้ามกับรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นลักษณะการตอบโต้ช่วงรัฐบาลทักษิณ
ประเด็นที่สอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คำถามต่อไปคือจะยั่งยืนไหม จะปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นมา 8-10 ปีได้ไหม 3 ปีที่ผ่านมาเคยคิดในใจว่าเขาจะทำได้จริงหรือ ถึงวันนี้คิดว่าเขาทำได้และกำลังทำอยู่ มาถึงตอนนี้ถามตัวเองใหม่ว่าแล้วจะไปรอดไหม คำตอบคิดว่าไปไม่รอด การเอาระบบการเมืองกลับไปในอดีต ไม่ใช่แค่ก่อนทักษิณอย่างเดียว แต่น่าจะถอยกลับไปไกลเท่าที่จะสามารถถอยไปในอดีตได้ จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขหรือข้อเสนอของพันธมิตรฯ ไม่ได้เปลี่ยนแปลง คือต้องการรัฐบาลเฉพาะกาลนอกรัฐธรรมนูญ เป้าหมายหลักคือ ต้องการแก้กฎกติกา แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิเสธระบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง ตรรกะมันก็ง่ายๆ เพราะถ้าหนึ่งคนหนึ่งเสียง คนกลุ่มน้อยจะแพ้อยู่วันยันค่ำ จึงต้องหาวิธีอื่น เช่น การแต่งตั้ง มีการเปลี่ยนกติกาเพื่อแต่งตั้งมาครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ ต้องการให้มีการแต่งตั้ง สรรหามากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าเป็นเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วคงรอด แต่ปัจจุบันนี้ยังวาดภาพไม่ออก การเดินไปเช่นนั้นน่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งตึงเครียดใต้น้ำมากขึ้นๆ ในที่สุดแล้วจะไปไม่รอด สาเหตุที่ไปไม่รอด เพราะ 2 ประการใหญ่ คือ 1) ความตื่นตัวของคนทั่วไป โดยเฉพาะในชนบทสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน เขามีความคิดมากกว่าคนที่ให้ค่าเขา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขยายตัวมากอย่างรวดเร็ว และการกระจุกตัวก็สูงขึ้น โดยเราได้ละเลยตรงนี้มาโดยตลอดอย่างที่ อ.ผาสุกได้กล่าวไว้ 2) ตอนนี้เป็นช่วงอัสดงของรัชสมัยที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน ฝังรากลึก และประสบความสำเร็จสูงสุด ช่วงเปลี่ยนผ่านตรงนี้ถึงอย่างไรก็เป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทยอยู่ดี
ประเด็นต่อมา เรื่องระบบการเมือง ตัวแสดงทางการเมือง ขณะนี้ประชาธิปัตย์กำลังเป็นต่อในการจัดตั้งรัฐบาล ลึกๆ แล้วเขาไม่สมควรจัดตั้ง ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ไม่ชอบ ถ้าดูความสามารถทางด้านการคลัง การต่างประเทศ เขามีบุคลากรที่ตอบสนองตรงนี้ได้ดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะคู่ต่อสู้ถูกห้ามเล่นการเมืองไปแล้วเป็นจำนวนมาก กติกาก็เข้าข้างตัวเอง กรรมการก็ดูเหมือนเข้าข้างตัวเอง คู่ต่อสู้ก็ถูกมัดมือมัดเท้า ถ้าไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว เหตุผล 3 ประการที่เป็นต่อสำหรับประชาธิปัตย์ คือ 1.มีความกดดันจากกองทัพคอยหนุนช่วย กองทัพอุ้มแต่อุ้มเข้าประตูหลัง และมีคนคอยเปิดประตู ปูทางไว้ให้โดยตลอด 2.ระบบตุลาการดูเหมือนมีการวีโต้ ไม่ใช่ตุลาการภิวัตน์หรือยึดอำนาจ ถ้ายึดอำนาจต้องเอาคนที่ตนอยากให้เป็นรัฐบาลมาเป็นได้เลย แต่ตอนนี้ทำได้แค่ปฏิเสธคนไม่อยากให้เป็นเท่านั้น 3.การสร้างเงื่อนไขกรรโชกของพันธมิตรฯ ถ้าเป็นรัฐบาลเดิมอีกก็จะทำอย่างเดิมอีก จึงอยู่ในภาวะจำยอม การไม่มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพยิ่งทำให้ประเทศเสียหายหนัก โดยเฉพาะกรณีอาเซียน การต่างประเทศไทยไม่เคยตกต่ำถึงขนาดนี้ เมื่อก่อนแม้การเมืองมีเสียหลักบ้าง แต่ก็มีความแยบยลสูงในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศแต่ตอนนี้ตกต่ำมาก ทำให้หลายคนจำยอม คิดว่าให้ประชาธิปัตย์ลองเป็นรัฐบาลดูก็ได้ แม้ว่าเขาจะไม่มีวิญญาณประชาธิปไตย เพราะเคยมีการเรียกร้องมาตรา7 คว่ำบาตรการเลือกตั้ง มีการเอื้อพันธมิตรฯ มี ส.ส. ตัวเองเป็นแกนนำ การสมรู้ร่วมคิดกันเหมือนประชาธิปัตย์อยู่ในสภา พันธมิตรฯ อยู่นอกสภา แม้ว่าเขาจะติดลบจริยธรรมเอามากๆ จากพฤติกรรมที่ผ่านมา แต่ก็อาจต้องจำยอมให้เขาได้เป็นรัฐบาล จะได้ผ่านตรงนี้ไปได้ เขาอาจจะเจอเสื้อแดงประท้วง ซึ่งก็น่าเป็นห่วงว่าเสื้อแดงอาจจะโดนปราบ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวสำหรับประชาธิปัตย์คือเสื้อเหลืองต่างหาก เขาอาจจะตีกันเอง เพราะพันธมิตรฯ มีธงที่ชัดเขน เมื่อประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้วจุดร่วมของพวกเขาอาจจะเริ่มแตกต่างกัน พันธมิตรฯ ต้องการออกนอกกติการะบบเดิม อีกทั้งแนวนโยบายประชาธิปัตย์จะมีลักษณะสมัยใหม่มากกว่าพันธมิตรฯ อาจมีการขัดแย้งกันได้ และอาจจะเหมือนกับกรรมตามสนอง
ประเด็นสุดท้าย พันธมิตรฯ เดินมาไกลมาก ไม่นึกว่าจะมาไกลได้ขนาดนี้ จากการประท้วงการคอร์รัปชั่นธรรมดาๆ ทักษิณเป็นคนขี้โกง มีการทุจริต มีผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจน แต่ขณะเดียวกันขบวนการของเสื้อเหลืองและผู้หนุนหลังทั้งหลายจะมาได้ไกลขนาดนี้ วันที่เป็นจุดเปลี่ยนคือ วันที่คุณทักษิณกลับมาเมืองไทยเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2551 ปกติคนที่โดนยึดอำนาจต้องหนีไปเมืองนอก อาจไปเสียชีวิตที่เมืองนอก แต่เมื่อคู่ต่อสู้เห็นกลับมาอย่างนี้จึงต้องเอาให้ถึงที่สุด เรียกได้ว่า ประชาธิปไตยตอนนี้เป็นประชาธิปไตยในการอารักขาของกลุ่มอำนาจเก่า มีตุลาการคอยวีโต้ มีกองทัพอุ้มชู และพันธมิตรฯ คอยกำหนดวาระ สร้างเงื่อนไข
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าเราคิดว่าเสื้อเหลืองเป็นหัวหอกของฝ่ายขวา เสื้อแดงก็ตีเสียว่าเป็นฝ่ายซ้าย เพราะตอบสนองต่อคนจน ทำไมอภิชน คนชั้นกลางถึงมาหนุนพันธมิตรฯ กันเกือบหมด ครูบาอาจารย์ อธิการทั้งหลายก็เป็นในแนวทางนี้ โจทย์นี้คิดมาหลายเดือน และได้งานเขียนของนักวิชาการ 2 ท่านที่ช่วยฉายแสงให้ความสว่างคือ บทความของ อ.เบน แอนเดอร์สัน (Ben Anderson) ปี 1977 ซึ่งพูดถึงภาวะของการลงแดงทางการเมือง เรื่องพลวัตของชนชั้น อีกคนหนึ่งคือ อ.เดวิด ไวแอด (David Wyatt) เขาถามคำถามหนึ่งที่สอดคล้องกับความสงสัยเรื่องนี้ว่า ทำไมคนที่ประท้วงเมื่อ 14 ตุลาคม มาหนุนขวาพิฆาตซ้ายใน 6 ตุลาคม คำตอบเบื้องต้นคือ สังคมไทยเป็นสังคมแนวตั้ง สังคมชนชั้น อภิชนตรงกลางเขามีแรงถีบแรงส่งให้สามารถขึ้นสูงได้ ถ้าทักษิณอยู่ต่อไปเรื่อยๆ สังคมจะอยู่ในแนวนอนมากขึ้น และจะขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพวกเขา จึงน่าจะเป็นคำตอบได้ว่ามาถึงวันนี้ไม่สามารถบอกว่าพันธมิตรฯ ถูกได้อีกแล้ว แต่ก็ยังมีคนให้ท้าย ส่วนการใช้ความรุนแรง ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่าโดยมากมาจากรัฐ แต่ช่วง 6 ตุลาคม ความรุนแรงก็มีมาจากคนไม่ใช่รัฐ เช่น นวพล ตอนนี้พันธมิตรฯ ก็กำลังไปในแนวนั้น มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่าเขาวิจารณ์ทักษิณก็วิจารณ์ไป ทักษิณก็วิจารณ์กลับ หรืออาจให้สรรพากรมาตรวจสอบบัญชี ให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบในมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยรู้สึกอันตรายเหมือนการวิจารณ์พันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม 6 ตุลาคม กับปัจจุบันต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องการตื่นตัวในคนทั่วไป และตอนนั้นคนที่เป็นเหยื่อคือคนกลุ่มน้อย โดยมีคนกลุ่มใหญ่เป็นคนกระทำ แต่ตอนนี้ตรงกันข้าม คนกลุ่มน้อยเป็นคนกระทำ และคนกลุ่มใหญ่เป็นเหยื่อ
สรุปว่า ในยุคโลกาภิวัตน์ที่ประชาธิปไตยเป็นมาตรฐานสากล เป็นเกณฑ์อันใหม่ การยึดอำนาจมีความแยบยลขึ้น ไม่สามารถทำอย่างโจ๋งครึ่มได้อย่างสมัยก่อน วิธีที่ดีที่สุดคือ ปฏิเสธคนที่เราไม่ชอบ และดันคนที่เราชอบไปให้ได้มากที่สุด ไม่ต้องใช้รถถัง แค่กดดัน มีการวีโต้ มีการสร้างเงื่อนไขขู่กรรโชกไป แต่อย่างไรก็คิดว่าแนวทางนี้ไปไม่รอด เพราะมีพลังประวัติศาสตร์ขับเคลื่อนอยู่ จะถอยกลับไปอีกคนคงไม่ยอมรับ
โจทย์ของประเทศไทยคือแล้วเราจะหาทางออกอย่างไร คงต้องเริ่มจากการยอมรับซึ่งกันและกัน ถ้าเราลองคิดว่าเราอยู่หลังพันธมิตรฯ เราก็ต้องกลัวว่าถ้าปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาการของสังคม การเมือง เศรษฐกิจไป เขาจะสูญเสียผลประโยชน์ อำนาจ และอภิสิทธิ์ไป แต่ถ้าเราลองพยายามโน้มน้าวว่าเสียน้อยเสียยาก ยังไงก็ต้องปรับไปตามยุคสมัย และก้อนเค้กเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การแบ่งกันบ้างก็ไม่ได้เสียมาก แต่เข้าใจว่าเขาต้องกลัว เพราะมันเป็นลักษณะของการไหล ต้องยอมไปเรื่อยๆ แล้วจะต้องยอมไปถึงจุดไหน มันเป็นภาวะลักลั่นที่ไม่มีใครเจตนาให้เกิด หลังจากนี้ต้องมีการปรับตัวกันเกิดขึ้น ต้องยอมรับกันและกัน จะปฏิเสธยุคสมัยมันยาก แต่เราจะพาวิธีโน้มน้าวแบบใดที่ไม่มีอคติ เป็นปรปักษ์อะไร แต่ตระหนักการมีอยู่ซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มอำนาจเก่าที่ยื้อและดึงกลับไปกับอนาคตที่เราต้องเดินต่อไป ถ้าเราไม่สามารถหาทางตรงกลางออกมาได้สังคมจะสั่นสะเทือน ลำบากมากๆ และสังคมจะอยู่ในภาวะที่ อ.เบน เคยว่าไว้อีกครั้งหนึ่ง คือ ลงแดง

หมายเหตุ เรียบเรียงจากงานอภิปราย เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2551 มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ และหลักสูตรควบ 5 ปี ตรี/โท คณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ร่วมจัดเสวนาหัวข้อ การเมืองสยามประเทศ (ไทย) –หลังรัฐบาลใหม่และหลังรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย รศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ศ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย รศ.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

'โอบามาร์ค'นั่งแท่นนายกฯสมใจอยาก!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรรายงานข่าว ในห้วงเวลาที่หลายคนเริ่มมั่นใจการเมืองไทยมีทางออก แม้จะเป็นทางตีบตัน แต่ถ้าคนไทยช่วยกัน ก็พอจะดันให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ แต่อย่าไปตั้งความหวังให้สวยหรู เกินความเป็นจริง เห็นข้อเสนอขององค์กรต่างๆ จะเอาโน่นเอานี่ ให้แก้ปัญหาสารพัด คล้ายกับว่าประเทศไทยเพิ่งได้รับเอกราช ไม่เคยมีรัฐบาลมาก่อน น่าเป็นห่วง หากรัฐบาลทำไม่ได้ตามที่หวัง คะแนนนิยมจะตีกลับ

00 หลังจากที่รับ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 สมใจอยาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังคงเอกลักษณ์เอกบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง พูดจาเหน็บแนมทิ่มซ้ายทิ่มขวา อุตส่าห์ทำใจตั้งนานเพื่อเอาใจช่วย แต่พอฟังถ้อยแถลงหมดใจที่จะเอาใจช่วย ดีใส่ตัวชั่วให้คนอื่น เลิกไม่ได้จริงๆ กับพฤติกรรมที่สั่งสมกันมาเป็นทอดๆ ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เปลี่ยนสีผมพระแม่ธรณีบีบมวยผมเป็นสีแดงแจ๋ ก็ช่วยไม่ได้

00 ใครก็รู้วันนี้ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไฉนต้องพูดว่า จะทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะรักหรือจะเกลียด จะเลือกหรือจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ คำพูดที่ว่า แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ใครฟังก็รู้ว่า เหน็บแนมถากถาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รอวันนี้มานานโอกาสเปิดให้แล้ว สามารถกระหน่ำให้จมดินได้ เต็มที่อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถากถาง ซ้ำเติมคนเสื้อแดงที่ยังรักปักใจอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งดูสภาพที่มารวมพลกันที่ท้องสนามหลวง แต่ละคนสภาพหงุดหงิดคุกรุ่นพร้อมที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะคิดว่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีถูกพรรคประชาธิปัตย์ วิ่งราวไปต่อหน้าต่อตา และที่น่าเป็นห่วงยกกำลังสอง คือ ม็อบเสื้อแดงวันนี้ ไม่มีเจ้าของ

00 ต่างจากม็อบเสื้อเหลืองมีแกนนำชัดเจน แค่ ศาสดาโกตั๊บ ณ โกเต๊กซ์ คนเดียว สามารถสะกดวิญญาณสั่งซ้ายหันขวาหันได้ สั่งได้แม้แต่การทำลายชาติ โดยการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ก็แสดงให้เห็นกันมาแล้วมิใช่หรือ เอกฉัตร ไม่บังอาจสอนหรือสั่งให้ ฯพณฯ หุบปาก แต่จำใจเขียนถึง เพราะเป็นห่วงประเทศชาติ ไม่อยากจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีใหม่บ่อยๆ ให้เครดิตประเทศป่นปี้

00ตัวอย่างมีให้ดู น่าจะชำเลืองดูบ้าง ตั้งแต่เปิดตัวเดินเกมชิงจัดตั้งรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผู้จัดการรัฐบาลคนใหม่ เปลี่ยนบุคลิกและการพูดจา แทบจะไม่เหลือความเป็น เทพเทือกคนเดิม แต่ไม่รู้จะเก็บอาการได้นานแค่ไหน

00 เป็นผู้จัดการรัฐบาลในยุคที่คะแนนเสียงผลุบๆ โผล่ๆ เห็นชัดว่า เทพเทือก เหนื่อยสุดๆ วิ่งประสาน เช็กจำนวน ส.ส. ที่เป็นคำตอบสุดท้าย ก่อนสภาเปิด เมื่อได้จัดตั้งรัฐบาลสมใจอยาก ในการจัดสรรโควตารัฐมนตรี ว่ากันว่า เหนื่อยกว่าวิ่งประสานขอเสียง ส.ส. สนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียอีก ยังดีหน่อย ไม่ต้องต่อรองจำนวนเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคร่วมรัฐบาล เทพเทือก รับบท พี่มีแต่ให้ พรรคร่วมรัฐบาลเดิม เคยนั่งเก้าอี้ตัวไหน จะให้เก้าอี้ตัวเดิม แม้แต่ พรรคเพื่อแผ่นดิน ยังได้โควตาเดิม แม้เสียงแตกในวันโหวตลงมติ เพราะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน หลงเคลิบเคลิ้มกับข้อเสนอของนักปั้นนายกรัฐมนตรี นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช จะดันให้เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนที่เคยดันให้เป็นอธิบดีกรมตำรวจสำเร็จมาแล้ว

00 อดอยากปากแห้งมานาน 8 ปี เอ้ย เป็นฝ่ายค้านมานาน เมื่อจับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐบาล ทำให้ผู้จัดการรัฐบาลหนักใจ ไม่รู้จะจัดสรรอย่างไรให้รัฐมนตรีในส่วนของพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมลงตัว โดยเฉพาะ ส.ส. ในพื้นที่ภาคใต้ แต่ละคนอาวุโสไล่เรี่ยกัน และบทบาทแต่ละคนไม่ด้อยกว่ากันจนเห็นได้ชัด จะจัดสรรให้เหมือนเมื่อครั้งจัดตั้งรัฐบาลเงา น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

00 อย่าง นายนิพนธ์ บุญญามณี รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส.สงขลา รุ่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส.กรุงเทพฯ ไม่เคยสัมผัสเก้าอี้รัฐมนตรีตัวจริงมาก่อน ได้แค่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (เงา) และยังให้เป็นแม่ทัพใหญ่สู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะ เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารราชการชายแดนภาคใต้ ของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุบศูนย์อำนวยการบริหารราชการแผ่นดินในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ทำให้รู้ปัญหาลึกๆ ในการจัดโผรัฐมนตรีของนักข่าว ดันมีชื่อ นายวิฑูรย์ นามบุตร คนสนิทของ เทพเทือก ที่เคยทำให้กรรมการบริหารพรรค ใจตุ้มๆ ต่อมๆ มานานครึ่งปี ถูกร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งแจกตั๋วดูหนัง แต่หลุดบ่วงกรรมมาได้ มีชื่อเป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ถ้าเป็นไปตามโผ เอกฉัตร สงสัยพรรคประชาธิปัตย์จะเลียนแบบพรรคพลังประชาชน คนที่ทำให้พรรคถูกยุบ ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้ากี้เจ้าการจัดโผคณะรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

00 เป็นเรื่องปกติ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล นั่นคือการเช็กบิลข้าราชการ โดยเฉพาะตำรวจไทย จะตกเป็นเหยื่อข่าวลือเป็นอันดับแรก กระหึ่มกันมาตั้งแต่ อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตกสวรรค์ ข่าว บิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการตำรวจ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนแรกที่ถูกเด้งพ้นเก้าอี้ใหญ่ไปแล้ว สามารถกลับคืนมาได้ เพราะใครต่อใครมองว่า เป็นการเด้งโดยไม่มีความผิด แค่ อดีตนายกฯ สมชาย ต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ปล่อยปละละเลยการยึดสนามบิน ของม็อบพันธมิตรพันธมาร หลายคนมองว่าไม่เป็นธรรม ก็ตัวอดีตนายกฯ สมชาย ยังไม่กล้ากลับมานั่งทำงานในกรุงเทพฯ และจะมาหงุดหงิดย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น จึงมีเสียงเรียกร้องให้ รัฐบาลชุดใหม่จะต้องให้ความเป็นธรรม กับบิ๊กป๊อด น้องชายสุดที่รักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ตัวเต็งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
เอกฉัตร

นายกฯ ในหัวใจ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ โดย พญาเย็น

“คนเชียงใหม่รักนายกฯ ทุกคนนั่นแหละ ใครเป็นก็รักหมด แต่ขอให้ทำ(งาน)ดีๆ และอย่าลืมรากหญ้า...” “นายกฯ อภิสิทธิ์ ก่อมาอยู่ในหัวใจ๋ของเฮาได้น่ะเจ้า (นะจ๊ะ)... แต่ก่อต้องขึ้นอยู่กั๊บผลงานเหมือนตี้ท่านนายกฯ ทักษิณยะไว้ จะใดนายกฯ ทักษิณก็ตึงอยู่ในหัวใจ๋ของจาวเชียงใหม่น่ะเจ้า (ถึงอย่างไรนายกฯ ทักษิณก็ยังอยู่ในหัวใจของชาวเชียงใหม่...)”

เป็นประโยคหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ชาวเชียงใหม่ ที่ทีวีไทยไปทำสกู๊ปสอบถามถึงในพื้นที่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าภาคเหนือคือหนึ่งในฐานเสียงสำคัญของอดีตพรรคไทยรักไทย อดีตพรรคพลังประชาชน และของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะ “จังหวัดเชียงใหม่” ที่นับกันว่าเป็น “เมืองหลวง” ของฐานคะแนนในภูมิภาคนี้

ความรักและผูกพันที่ชาวเชียงใหม่มีต่อพรรคการเมืองหรือตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นเรื่องที่หนักแน่นลึกซึ้งมากกว่าเรื่องความสามารถในการทำตามพันธะสัญญาที่ได้ให้ตอนเลือกตั้ง แต่ยังเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของคนที่เข้าอกเข้าใจกัน แม้อดีตนายกฯ จะรวยล้นฟ้าแต่ก็เข้าใจหัวใจคนรากหญ้าจนเป็นรูปธรรมออกมาในนโยบายต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้าน (ที่ไม่ใช่ชนชั้นกลางผู้ได้เปรียบแทบทุกกรณี) เคยได้รับอย่างทั่วถึงมาก่อน ดังนั้น แผนการสี่ห้าขั้นที่พยายามเขี่ยคนชื่อทักษิณออกไปจากหัวใจประชาชนจึงเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ ซึ่งฝ่ายอำมาตยาธิปไตยก็คงตระหนักได้ดี

แต่นอกเหนือจากกระแสตอบรับต่อรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีแนวโน้ม “ฮาร์ดคอร์” เช่นเผาโลงหน้าที่ทำการพัก การขว้างปาอิฐใส่รถ ส.ส. สิ่งเหล่านี้ชาวเชียงใหม่ (และประชาชนคนไทย) หลายคนให้สัมภาษณ์ว่าไม่ค่อยสบายใจ ป้าคนหนึ่งสวมเสื้อแดงพูดว่าเสื้อแดงของพวกป้าคือเสื้อแดงที่รักสงบ เคลื่อนไหวอย่างสุภาพเรียบร้อยมีเหตุผลและมีสติ ป้าบอกว่าเข้าใจเพื่อนเสื้อแดงคนอื่นๆ แต่เธอคิดว่ามันไม่ค่อยต่างจากพฤติกรรมของอีกกลุ่มหนึ่งที่เคยทำผิดกฎหมายบ้านเมืองจนเลื่องลือกันไปทั่วโลก

“ฟิวส์ขาดก็ได้นะ แต่มีสติกันดีกว่า...” ป้าเสื้อแดงสรุปพร้อมรอยยิ้มซื่อ...นอกจากป้าแล้วก็ยังมีอีกหลายคนที่ทำใจยอมรับกับสถานการณ์บ้านเมืองที่หลายเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างสุดวิสัย และลึกๆ ในใจก็เชื่อว่าพลังประชาชนจะไม่มีวันพ่ายแพ้ แม้วันนี้นายกฯ คนใหม่จะมาพร้อมเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องสารพัดกำลังภายใน แต่ด้วยหัวใจที่เป็นธรรม ชาวบ้านหลายคนเลือกจะให้โอกาสนายกฯ คนใหม่ได้พิสูจน์ตัวเอง โดยไม่ลืม “ชี้” ให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้อดีตนายกฯ คนหนึ่งได้ใจชาวบ้านจากที่นี่และทั่วประเทศ

หากอยากนั่งในใจชาวบ้านไปทุกยุคทุกสมัย ก็ดูเอาไว้เป็นเยี่ยงอย่างบ้างก็ดี