WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 20, 2008

พท.ข้องใจตั้ง 'ชวรัตน์' นั่ง มท.1

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 ธ.ค. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ได้มี ส.ส.และแกนนำทยอยมาที่พรรค เพื่อหารือถึงการเตรียมพร้อมเลือกตั้งซ่อม ภายหลังการประชุมนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งซ่อม โดยเห็นว่า กรณีที่ กกต.กำหนดให้วันที่ 22-26 ธ.ค. เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งน่าจะไม่ชอบ เพราะยังไม่มีพ.ร.ฏ.การเลือกตั้งซ่อมออกมา ผู้สื่อข่าวถามถึงโผ ครม. อภิสิทธิ์ 1 นายวิทยาตอบว่าเท่าที่ดูเห็นว่าการตั้ง ครม. พิจารณาถึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าของชาติ โดยเฉพาะการที่จะตั้งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชาชนเดิม มาตั้งเป็น รมว.มหาดไทยในโควตากลุ่มเพื่อนเนวิน ที่จะต้องชี้แจงต่อสังคมด้วย โผ ครม.ขณะนี้ตอนนี้อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย บางคนยังไม่ใช่ เพราะไม่ทราบว่าหนาหรือบาง จึงอยากให้จับตาให้ดีในประเด็นที่จะอภิปรายนโยบาย ยังมีข้อมูลลึกๆ ใครที่ยังไม่ทราบประวัติตัวเองก็จะได้รับทราบ

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความขัดแย้งการจัดโควตารัฐมนตรีในพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้กลุ่มทุนมาเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่คนของพรรค เช่น นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ที่มีความเหมาะสมกลับไม่ได้ตำแหน่ง แต่ให้นายทุนมาเป็นรัฐมนตรี เพราะรับเงินเขามาแล้ว และยังให้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล มาเป็นรมว.มหาดไทย เพราะช่วยให้ได้เป็นรัฐบาลด้วยการไม่ยุบสภา ถือเป็นการจัดโผตอบแทนบุญคุณ ดังนั้น ขอฟันธงว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่เกิน 3 เดือน เพราะเห็นชื่อโผ ครม.แล้วรู้สึกหดหู่ มีคนขี้เหร่มาเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชายว่าขี้เหร่ แต่ของตัวเองกลับยี้และขี้เหร่กว่า ส่วนกรณีการสรรหาตัวผู้นำฝ่ายค้านนั้น สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน มีความเหมาะสม เพราะเป็นดาวสภามาก่อน จึงน่าจะทันเกมและสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างสบาย คาดว่าไม่เกินวันที่ 25-26 ธ.ค. นี้จะได้ความชัดเจน

จองกฐินตรวจสอบ รมต.กลุ่มเนวิน

ส่วนนายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงโผ ครม.อภิสิทธิ์ 1 ว่า หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ปล้นประชาธิปไตยไปแล้ว ขณะนี้กำลังปล้นประเทศ โดยดูจากการจัดโผ ครม. ที่ให้กลุ่มเพื่อนเนวิน คุมกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทย จึงขอให้ สังคมช่วยกันจับตา โดยเฉพาะโครงการรถเมล์ 4 พันคัน และฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยจะจองกฐินตรวจสอบรัฐมนตรีกลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 ธ.ค.นั้น ทราบว่าจะมีคนเสื้อแดงประมาณ 2 หมื่นคนเคลื่อนไหวชุมนุมที่รัฐสภา การชุมนุมสามารถทำได้ แต่ขออย่าให้คนเสื้อแดงใช้ความรุนแรง

“ประชา” ประกาศเป็นฝ่ายอิสระ

ทางด้านพรรคเพื่อแผ่นดิน วันเดียวกัน เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้เดินทางไปรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งที่รัฐสภา โดย พล.ต.อ.ประชาให้สัมภาษณ์ ถึงบทบาททางการเมืองของกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 12 คน ที่โหวตสนับสนุนให้เป็นนายกฯว่า ทางกลุ่มตน มีมติร่วมกันว่าจะขออยู่ตรงกลาง ไม่ขอเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน สิ่งใดที่รัฐบาลทำถูกต้องก็จะสนับสนุน แต่ถ้ามีอะไรที่ไม่ถูกต้อง ทางกลุ่มก็จะท้วงติงแม้ว่าจะมี ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินอีกจำนวน 16 คน ไปเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ถือเป็นข้อกังวล แม้พรรคเพื่อแผ่นดินแตกออกเป็น 2 ส่วน เชื่อว่าในอนาคตจะทำงานร่วมกันได้ไม่มีปัญหา สำหรับตนจะได้เป็นหัวหน้าพรรคต่อหรือไม่นั้นไม่มีปัญหา ส่วนการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29-30 ธ.ค.นี้ ขอฟังก่อนว่า เรื่องใดที่เป็นประโยชน์ก็ยินดีสนับสนุนถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็จะท้วงติง

นิพิฏฐ์แฉนายทุนครอบปชป. จ้องถอนทุนคืน90ล.

ที่มา ไทยรัฐ



เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าวที่ว่าจะยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ว่า ยังไม่เคยพูดเลยว่าจะลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพียงแต่เคยกล่าวกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคฯ ว่าไม่มีความสุขที่จะอยู่เท่านั้น ซึ่งนายชวนระบุว่าท่านเสีย ความรู้สึกมาก ส่วนตัวติดใจกรณีที่พรรคอนุมัติให้นายวีระชัย วีระเมธีกุล มาเป็นแทน ในโควตาคนนอกของพรรคฯแทนที่ตน ซึ่งชื่อของนายวีระชัยถูกเสนอเข้ามาในนาทีสุดท้ายโดยไม่มีที่มา จึงอยากจะขอคำตอบเท่านั้น และคนในพรรคส่วนใหญ่ก็ติดใจเช่นกัน ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ได้เรียกมาพูดคุยในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยได้บอกกับนายอภิสิทธิ์ไปแล้วว่าไม่มีความสุขในการทำงาน และคงจะต้องทบทวนเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้จะลาออกจาก ส.ส. ยังเคารพหัวหน้าพรรค และยืนยันว่าจะยังเป็นขุนพลข้างกายอยู่

งอนไม่ไปร่วมสัมมนาเกาะสมุย

ต่อมานายนิพิฏฐ์ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายอภิสิทธิ์ว่า ได้เรียนหัวหน้าพรรคไปว่าต่อไปนี้นายวีระชัยต้องเป็นคนปกป้องหัวหน้าพรรคเพราะเดิมตนเป็นขุนพลคู่กายของหัวหน้าพรรค แต่วันนี้ ตนถูกฆ่าแล้ว และตนก็จะลดบทบาทออกไปยืนอยู่ห่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาอันตรายของวันนี้ก็คือกลุ่มทุนที่เข้ามาจัดการและมีอำนาจภายในพรรคเหนือผู้แทนราษฎรและมีอำนาจเหนือกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นอันตราย ถึงขั้นกำหนดทิศทางของพรรคการเมือง แต่แน่นอนการ เมืองปฏิเสธทุนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเหตุผลที่สนับสนุนพรรค ในการตั้งรัฐบาลครั้งนี้แล้วต้องตอบแทนอย่างนี้ ตนไม่ เห็นด้วย การออกมาเคลื่อนไหวของตนเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่าง เพราะถ้าทุกคนเงียบหมดไม่มีใครแสดงออกพรรคประชาธิปัตย์ก็ผิดปกติ เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจกับนายสุเทพ ระหว่างไปสัมมนาที่เกาะสมุยหรือไม่นั้น นายนิพิฏฐ์ตอบว่า ตนไม่ได้ไป เพราะไปแล้วไม่มีความสุข อยู่ที่ไหนไม่มีความสุข ก็ไม่ควรอยู่

ยัวะข้ออ้างตั้ง “วีระชัย” ฟังไม่ขึ้น

เมื่อถามว่า มีข่าวว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมพรรคว่า เป็นเพราะนายวีระชัยช่วยประสานในการจัดตั้งรัฐบาล นายนิพิฏฐ์ตอบว่า นายสุเทพไม่ได้ชี้แจงเช่นนั้น แต่บอกว่านายวีระชัยเป็นคนมีความรู้ความสามารถ และสามารถช่วยงานด้านการค้าต่างประเทศของนายอภิสิทธิ์ได้ ซึ่งตนไม่ เข้าใจและไม่ค่อยเชื่อในเหตุผลนี้ เพราะงานการค้าต่างประเทศเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศหรือกระ-ทรวงพาณิชย์ แต่งานในตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะต้องดูแลเรื่องกฎหมาย และสิ่งที่ตนรับไม่ได้คือนายวีระชัยเคยอยู่ในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น เคยเป็นผู้ช่วย รมว.คลังในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเคยเป็นรองเลขาธิการนายกฯในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงสงสัยว่าแนวทางทำงานการเมืองของนายวีระชัยคืออะไร จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์กลับไปเป็นฝ่ายค้านแล้วจะไม่ไปอยู่กับรัฐบาลชุดอื่นอีก

ส่งตั๋วแลกเงินใช้หนี้นายทุน

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

นิพิฏฐ์แฉนายทุนครอบปชป. จ้องถอนทุนคืน90ล.

ที่มา ไทยรัฐ



เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าวที่ว่าจะยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ว่า ยังไม่เคยพูดเลยว่าจะลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพียงแต่เคยกล่าวกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคฯ ว่าไม่มีความสุขที่จะอยู่เท่านั้น ซึ่งนายชวนระบุว่าท่านเสีย ความรู้สึกมาก ส่วนตัวติดใจกรณีที่พรรคอนุมัติให้นายวีระชัย วีระเมธีกุล มาเป็นแทน ในโควตาคนนอกของพรรคฯแทนที่ตน ซึ่งชื่อของนายวีระชัยถูกเสนอเข้ามาในนาทีสุดท้ายโดยไม่มีที่มา จึงอยากจะขอคำตอบเท่านั้น และคนในพรรคส่วนใหญ่ก็ติดใจเช่นกัน ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ได้เรียกมาพูดคุยในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยได้บอกกับนายอภิสิทธิ์ไปแล้วว่าไม่มีความสุขในการทำงาน และคงจะต้องทบทวนเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้จะลาออกจาก ส.ส. ยังเคารพหัวหน้าพรรค และยืนยันว่าจะยังเป็นขุนพลข้างกายอยู่

งอนไม่ไปร่วมสัมมนาเกาะสมุย

ต่อมานายนิพิฏฐ์ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบนายอภิสิทธิ์ว่า ได้เรียนหัวหน้าพรรคไปว่าต่อไปนี้นายวีระชัยต้องเป็นคนปกป้องหัวหน้าพรรคเพราะเดิมตนเป็นขุนพลคู่กายของหัวหน้าพรรค แต่วันนี้ ตนถูกฆ่าแล้ว และตนก็จะลดบทบาทออกไปยืนอยู่ห่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาอันตรายของวันนี้ก็คือกลุ่มทุนที่เข้ามาจัดการและมีอำนาจภายในพรรคเหนือผู้แทนราษฎรและมีอำนาจเหนือกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นอันตราย ถึงขั้นกำหนดทิศทางของพรรคการเมือง แต่แน่นอนการ เมืองปฏิเสธทุนไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเหตุผลที่สนับสนุนพรรค ในการตั้งรัฐบาลครั้งนี้แล้วต้องตอบแทนอย่างนี้ ตนไม่ เห็นด้วย การออกมาเคลื่อนไหวของตนเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่าง เพราะถ้าทุกคนเงียบหมดไม่มีใครแสดงออกพรรคประชาธิปัตย์ก็ผิดปกติ เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจกับนายสุเทพ ระหว่างไปสัมมนาที่เกาะสมุยหรือไม่นั้น นายนิพิฏฐ์ตอบว่า ตนไม่ได้ไป เพราะไปแล้วไม่มีความสุข อยู่ที่ไหนไม่มีความสุข ก็ไม่ควรอยู่

ยัวะข้ออ้างตั้ง “วีระชัย” ฟังไม่ขึ้น

เมื่อถามว่า มีข่าวว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมพรรคว่า เป็นเพราะนายวีระชัยช่วยประสานในการจัดตั้งรัฐบาล นายนิพิฏฐ์ตอบว่า นายสุเทพไม่ได้ชี้แจงเช่นนั้น แต่บอกว่านายวีระชัยเป็นคนมีความรู้ความสามารถ และสามารถช่วยงานด้านการค้าต่างประเทศของนายอภิสิทธิ์ได้ ซึ่งตนไม่ เข้าใจและไม่ค่อยเชื่อในเหตุผลนี้ เพราะงานการค้าต่างประเทศเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศหรือกระ-ทรวงพาณิชย์ แต่งานในตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะต้องดูแลเรื่องกฎหมาย และสิ่งที่ตนรับไม่ได้คือนายวีระชัยเคยอยู่ในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น เคยเป็นผู้ช่วย รมว.คลังในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเคยเป็นรองเลขาธิการนายกฯในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงสงสัยว่าแนวทางทำงานการเมืองของนายวีระชัยคืออะไร จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเมื่อพรรคประชาธิปัตย์กลับไปเป็นฝ่ายค้านแล้วจะไม่ไปอยู่กับรัฐบาลชุดอื่นอีก

ส่งตั๋วแลกเงินใช้หนี้นายทุน

นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ทำจดหมายเปิดผนึกส่งถึงนายวีระชัย โดยมีเนื้อหาคือ 1. เรียกร้องให้แสดงตัวชัดเจนว่าเป็นใครมาจากไหน อยู่ในกลุ่มธุรกิจอะไร ต้องระบุด้วยว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เป็นอีแอบที่จ่ายให้ทุกพรรค แต่ครั้งนี้มาจ่ายให้ พรรคของเรามากกว่า จึงได้เป็นรัฐมนตรี 2. นายวีระชัยต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงความจริงใจ 3. ถ้านายวีระชัยคิดว่าเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่พรรคจริง แล้วเห็นว่าพรรคเป็นหนี้บุญคุณจนต้องให้ เป็นรัฐมนตรี ตนคิดว่าพรรคก็ไม่ควรเป็นหนี้บุญคุณนายทุนหรือตกอยู่ใต้อาณัติจนต้องตั้งนายทุนมาเป็นรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นสมาชิกพรรคจะทำให้พรรคปลอดจากการเป็นหนี้จากทุนทุกชนิด ด้วยการจ่ายเงินใช้หนี้ให้นายวีระชัยเดือนละ 500 บาท รวมเวลาประมาณ 100,000 ปี ซึ่งตนจะออกเป็นตั๋วแลกเงินส่งไปกับจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการหักกับเลขาธิการพรรคฯ แต่เป็นเพราะตนไม่ใช่คนที่ยอมจำนน และนี่ไม่ได้เป็นการทำเพื่อแก้แค้น แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของพรรคและประชาชน

ขู่ขอจองกฐินกระชากหน้ากาก

เมื่อถามว่า มีข่าวการทำสัญญาใจระหว่างกันว่า หากมีการปรับ ครม.อีกครั้ง จะปรับนายวีระชัยออกแล้วนายนิพิฏฐ์จะมาเป็นแทน นายนิพิฏฐ์ตอบว่า ถ้าเขามีความสามารถทำงานให้ประเทศได้ประโยชน์ ก็ต้องปล่อยให้เขาทำต่อไปจนครบวาระ เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่ สมบัติผลัดกันชม อย่ารังเกียจการตรวจสอบของตนที่ตรวจสอบนายวีระชัย และอย่าคิดว่าเป็นความขัดแย้งภายในพรรค แต่เป็นเรื่องระหว่างกับนายวีระชัย บังเอิญตนไม่รู้จักนายวีระชัยว่ามาจากไหน แต่กลับได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในนามพรรคของตน จึงจองกฐินนายวีระชัยคนเดียวและจะเดินหน้าต่อไปจนกว่าจะกระชากหน้ากากของนายวีระชัยออกมา ตนไม่ชอบทุนอย่างนี้ที่ไม่มีที่มาที่ไปแล้วเข้ามาฟาดงวงฟาดงาในพรรค

แฉจ้องถอนทุนคืน 90 ล้าน

จากนั้นเวลา 13.50 น. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ได้นำจดหมายเปิดผนึกพร้อมตั๋วแลกเงินจำนวน 1 ฉบับ เพื่อจะนำมาใช้หนี้นายวีระชัย มาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยนายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ตนได้ทำจดหมายเพื่อส่งถึงนายวีระชัยสอบถามถึงอุดมการณ์ทางการเมืองหรือประกอบธุรกิจอะไร เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ และอยากขอให้แสดงความจริงใจโดยสมัครสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทันที หากเป็นกลุ่มทุนที่สนับสนุนประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลคิดว่าประชาธิปัตย์เป็นหนี้บุญคุณตนไม่สบายใจอย่างยิ่ง ตนไม่อยากเห็นกลุ่มธุรกิจการเมืองครอบงำพรรคฐานะที่ตนเป็นนักการเมืองจนๆคนหนึ่ง อยากให้พรรคดำรงอยู่อย่างอิสระปราศจากการครอบงำจากธุรกิจการเมือง ตนขอให้ใช้หนี้ให้ท่านโดยผ่อนชำระเดือนละ 500 บาท และถือว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นหนี้แล้ว โดยจะนำตั๋วแลกเงินไปให้ฝ่ายสารบรรณของพรรคดำเนินการ การเข้ามาครั้งนี้ถือว่าเสียศักดิ์ศรี เสียเกียรติภูมิ ประหนึ่งว่าถูกย่ำยีทางการเมือง เอาพรรคไปจำนำ เรื่องนี้มี ส.ส.หลายคนไม่พอใจ เพราะรับทราบว่า ก่อนหน้านี้ มีการบริจาคมา 80 ล้านบาท เข้ามาจะต้องถอนทุนคืนอย่างน้อย 90 ล้านบาทอย่างต่ำแน่นอน

“เทพเทือก” แจงที่มา “วีระชัย”

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีคนติดใจก็ต้องยอมรับ และอยากชี้แจงว่า ผู้บริหารพรรครู้จักนายวีระชัยและสนใจ ตนพยายามทาบทามให้เข้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีความรู้เคยเป็นผู้บริหารธนาคารใน ประเทศจีนมีความรู้เรื่องจีนมาก ดังนั้น หากได้มาช่วยใน ครม.จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับธุรกิจเอกชนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์กับจีนด้วย ซึ่งจะช่วยนายกฯ ได้ นายวีระชัยไม่ใช่คนหน้าใหม่ในแวดวงการเมือง เคยทำงานอยู่รัฐบาลทักษิณ แต่ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับทักษิณโดยอยู่กลุ่มเดียวกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือกลุ่มนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ยังเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แสดงว่ามีคนเห็นว่ามีขีดความสามารถในการทำงาน

อ้างดึงร่วมทีม ศก.ข้างกายนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายวีระชัยมีความสามารถด้านต่างประเทศ ทำไมจึงให้มาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ ดูด้านกฎหมาย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า ตนไม่ได้เอานายวีรชัยมาดูกฎหมาย แต่เอามาช่วยด้านเศรษฐกิจ มาเป็นหนึ่งในทีมเศรษฐกิจของนายกฯ แต่จะอยู่ใกล้นายกฯที่ทำเนียบฯ เมื่อถามว่า นายนิพิฏฐ์ระบุว่า นายวีระชัยเคยอยู่ร่วมกับทุกรัฐบาลขาดอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพตอบว่า คงคิดอย่างนั้นไม่ได้ วันนี้คนที่มาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เกินครึ่งเคยร่วมรัฐบาลกับพรรคอื่นมาแล้วทั้งนั้น คิดอย่างนั้นไม่ได้ เอาว่าวันนี้มาอยู่กับเราแล้วทำงานให้เราได้หรือไม่ดีกว่า

ไฟเขียว “นิพิฏฐ์” จ้องตรวจสอบ

เมื่อถามว่า นายนิพิฏฐ์ระบุจะตรวจสอบนายวีระชัย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า ยินดีเลย ส.ส.ที่อยู่ ในรัฐบาลก็มีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล เราไม่ปล่อยรัฐมนตรีคนไหนทำงานอิสระ ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบก็ดีจะได้เป็นหูเป็นตาให้พี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ตนจะทำความเข้าใจกับนายนิพิฏฐ์ไปเรื่อยๆซึ่งทั้งนายวีระชัยกับนายนิพิฏฐ์ ไม่ได้มีข้อขัดแย้งกัน แต่ความเห็นของนายนิพิฏฐ์อาจจะไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่พรรคจะต้องชี้แจงกับนายนิพิฏฐ์ต่อไป และตนจะไปฆ่านายนิพิฏฐ์ทำไม นายนิพิฏฐ์ก็เป็นลูกพรรค ไม่มีการจะคิดไปฆ่าใครในพรรคเดียวกัน ยิ่งเป็นพวกเดียวกันยิ่งต้องรักกัน เกณฑ์พิจารณาของ กก.บห.พรรคไม่ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้อง 1-2-3-4 ตายตัว โดยหลักที่อยู่ในใจกรรมการบริหารพรรค คือ 1. เคยทำงานรับใช้พรรค ซื่อสัตย์อุทิศตัวเองให้กับพรรค จงรักภักดีกับพรรค 2. เป็นคนที่ทำหน้าที่นักการเมืองของประชาชนอย่างดีทั้งในสภาและในพรรคเป็น ครม.เงาของพรรค 3. หากเอาคนที่เข้ามาทำงานต้องมั่นใจว่าทำงานกับคนอื่นได้สร้างงานมีประสิทธิภาพ นำนโยบายพรรคไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 4.สามารถดูแลพื้นที่ได้ทั่วประเทศ

เบื้องหลังโผ ครม.ทำ ปชป.วงแตก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า ผลจากการจัดโผ ครม.อภิสิทธิ์ 1 ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีการสอดแทรกชื่อนายวีระชัย จากกลุ่มทุนเครือซีพี เสียบแทนนายนิพิฏฐ์ รวมถึงการหักดิบถอดชื่อนายจุติ ไกรฤกษ์ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ออกจากโควตารัฐมนตรี ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนักภายในพรรค จนมีกระแสข่าวว่านายนิพิฏฐ์ถึงกับร่างหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส.พร้อมกับเข้าเคลียร์ใจกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จนภายหลังได้ออกมาปฏิเสธข่าวการลาออกจากการเป็น ส.ส. ทั้งนี้ ในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบรายชื่อบุคคลที่ถูกเสนอให้เป็นรัฐมนตรี โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคฯ ได้มี ส.ส.บางส่วนเตรียมจะซักถามถึงการสอดแทรกชื่อนายวีระชัยเข้ามาในวินาทีสุดท้าย ทำให้สมาชิกหลายคนค้างคาใจ แต่ถูกขอร้องจากผู้ใหญ่ในพรรค

“วิรัช” ออกตัวแทนเพื่อนแต่ถูกเมิน

อย่างไรก็ตาม นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง ได้ลุกขึ้นท้วงติงว่าบุคลากรของพรรคอย่างนายนิพิฏฐ์ นายจุติ นายชินวรณ์ และนายนิพนธ์ ทำงานให้พรรคมานาน อย่างนายนิพิฏฐ์ถือเป็นคนสำคัญในการต่อสู้คดียุบพรรค ขณะที่นายจุติเป็นคนคอยป้อนข้อมูลในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนนายชินวรณ์ก็มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษาและอยู่กับพรรคมานาน ส่วนนายนิพนธ์ ก็ถือว่าสามารถนำ ส.ส.ใน 3 จังหวัดภาคใต้ เข้ามาได้เกือบจะครบทุกเขต ทางพรรคจึงควรมองในจุดเหล่านี้ด้วยซึ่งใช้เวลาอธิบายกว่า 2 ชั่วโมง แต่ก็ไม่สำเร็จ

“ชวน” เห็นใจ “นิพิฏฐ์-สุเทพ”

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 16.15 น. ที่โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาความแตกแยกในพรรคภายหลังการจัดโผ ครม.ว่า รู้สึกเห็นใจนายนิพิฏฐ์ เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้จุดเริ่มต้นของรัฐบาลมีอุปสรรคหรือไม่ นายชวนตอบว่า ก็เห็นใจทุกฝ่าย คนที่ทำงานอย่างนายนิพิฏฐ์ก็หวังว่าจะได้เป็นเมื่อไม่ได้เป็นก็เห็นใจ แต่เวลาที่ตั้งกันเขาไม่ได้มาปรึกษาเรา ใครมาเป็นบ้างเราก็ไม่รู้ ทราบพร้อมกับ ส.ส.เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย พวกเราทุกคนก็พยายามช่วยกันพูดกับนายนิพิฏฐ์ เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วจะทำความเข้าใจกันได้หรือไม่ นายชวนตอบว่า ไม่ทราบ แต่ก็เห็นใจทุกฝ่าย เพราะฝ่ายนายสุเทพก็ชี้แจงว่า มีตำแหน่งน้อย ฝ่ายนายนิพิฏฐ์ก็มีความหวังเพราะอาวุโสถึง เมื่อถามว่า ห่วงภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะถูกครอบงำจากนายทุนหรือไม่ นายชวนตอบว่า ไม่ห่วง

งานสัมมนา ปชป.กร่อย

วันเดียวกันเวลา 14.00 น. พรรคประชาธิปัตย์มีจัดสัมมนา ส.ส.และกรรมการบริหารพรรคภายใต้หัวข้อ “เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์” ที่โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งบรรยากาศ ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเวลาเปิดงานสัมมนาเป็นไปอย่างเงียบเหงาไม่คึกคักเท่าที่ควร โดยส่วนใหญ่ที่มาจะเป็น ส.ส.จากภาคใต้ โดยมี ส.ส.จากภาคอื่นมาร่วมสัมมนาเพียงเล็กน้อยรวมไม่ถึง 100 คน ขณะที่บรรดาแกนนำของพรรคส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ เวลา 16.15 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคฯ ได้เข้าร่วมสัมมนา ขณะที่กำหนดการเดิมของนายอภิสิทธิ์ที่จะต้องเป็นผู้กล่าวเปิดพิธีสัมมนา แต่ถึงเวลาได้มอบหมายให้นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวเปิดสัมมนาแทน โดยแจ้งว่าติดภารกิจสำคัญ

“วิทยา” แจงทนรอคอยมา 21 ปี

นายวิทยากล่าวเปิดการสัมมนาตอนหนึ่งว่า เดิมการจัดสัมมนาครั้งนี้ถูกวางไว้ช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน จึงตั้งใจจะมาหารือเพื่อทบทวนการทำงาน และเตรียมตรวจสอบรัฐบาล แต่ปรากฏเกิดเหตุที่ทุกคนไม่คาดคิดมาก่อน คือพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล จากนั้นมีการจัดสรรตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีคนที่ดีใจและเสียใจ ซึ่งคนที่ดีใจก็ไม่กล้าจะเข้าไปขอโทษคนที่เสียใจ ตนเริ่มต้นการเมืองเป็นนักการเมืองมา 21 ปี อย่าว่าแต่ตำแหน่งรัฐมนตรีเลย เลขารัฐมนตรียังไม่เคยได้เป็น และวันนี้ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนให้เป็นรัฐมนตรี อยากให้เพื่อน ส.ส.เอาใจใส่ในการทำงานของรัฐมนตรี ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากบุคลากรของพรรคอั้นมานาน เป็นฝ่ายค้านมา 8 ปี การเป็นรัฐบาลวันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีภาระหนักมากกว่าการรักษาพรรค คือการแก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ เราไม่ได้ส่งรัฐมนตรีไปกินเงิน แต่เราส่งไปเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองภาระการตรวจสอบไม่ใช่ปากดีแต่ในสภา เราต้องกล้าตรวจสอบกันเอง อยากให้เคารพการตัดสินใจของนายสุเทพ

"จุติ"รับโผครม."อภิสิทธิ์1"ขี้เหร่ ยันไม่ขัดแย้งคนในปชป.

ที่มา มติชนออนไลน์

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. โดยปฏิเสธไม่ได้มีความขัดแย้งกับใครภายในพรรคฯ เรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ยอมรับว่า โผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้นั้น มีความขี้เหร่


ส่วนกรณีของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์นั้น นายจุติ มองว่า เป็นเรื่องปกติที่จะมีแรงกระเพื่อม แต่เชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคฯ จะสามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว จะไม่มีปัญหาถ้านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เดินไปพูดคุยกับสมาชิกพรรคฯ อย่างไรก็ตาม ถ้าตนเป็นนายวีระชัย วีระเมธีกุล จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคฯ และเข้าหารือกับนายนิพิฏฐ์ทันที

กกต.เล็งเลื่อนเลือกตั้งซ่อม29ส.ส.

ที่มา ประชาทรรศน์

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม 29 ส.ส.ที่กำหนดไว้ในวันที่ 11 ม.ค.2552 ว่าอาจไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ทัน เพราะการจัดการเลือกตั้งต้องมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีก่อน และต้องเปิดรับสมัครผู้สมัคร ส.ส.ในวันที่ 22 ธ.ค. แต่ขณะนี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา เนื่องจากต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และมีการประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งคงจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป แต่ก็ต้องจัดการเลือกตั้งให้ทันภายใน 45 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างแน่นอน ซึ่งคงจะมีขึ้นในปลายเดือนม.ค.

ทั้งนี้นางสดศรี ยังกล่าวถึงพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ ต้องส่งสมาชิกพรรคที่สังกัดพรรคการเมืองอย่างน้อย 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง ซึ่งการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป จะทำให้พรรคการเมืองตั้งใหม่ส่งผู้สมัครได้ทัน

มาร์ค'ปัดรับ80ล้านแลกเก้าอี้'เขยซีพี'ลั่นลุยแก้รธน.ยุติขัดแย้งในชาติ!

ที่มา ประชาทรรศน์

'อภิสิทธิ์'ปฎิเสธเปิดทางนายทุนครอบงำทางการเมือง พร้อมยืนยันไม่เคยรับเงิน 80 ล้านจาก'เขยซีพี' มั่นใจแจงเหตุผลได้ เชื่อ 29 ธ.ค.นี้ไม่มีรุนแรงแน่! ลั่นเดินหน้าแก้รธน.เพื่อยุติความขัดแย้งในบ้านเมือง

หลังจากที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค เนื่องจากไม่พอใจกรณีที่นายวีระชัย วีระเมธีกุล ซึ่งเป็นลูกเขยของกลุ่มซีพี และอยู่ในสัดส่วนโควต้าคนนอก ได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในด้านฝ่ายกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะเป็นการเปิดทางให้นายทุนเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ทางตรงถือเป็นการครอบงำทางการเมือง และอาจะทำให้พรรคแตกแยกได้นั้น

วันนี้ (20 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าพรรคฯไม่มีกลุ่มใดมาครอบงำ และยืนยันไม่เคยมีใครบริจาคเงินให้กับพรรค 80 ล้านบาทตามที่มีกระแสข่าว เพราะเงินในการบริหารพรรคที่ได้มาจากการระดมทุนตามกฎหมาย ส่วนเรื่องของหน้าตาคณะรัฐมนตรี ที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ก็พร้อมจะยอมรับ มั่นใจสามารถอภิปรายชี้แจงเหตุผลได้ว่า ทุกคนที่ได้รับตำแหน่งมีความเหมาะสม สำหรับนโยบายของรัฐบาลจะมีการบรรจุเรื่องการปฏิรูปการเมือง ที่จำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหมด แต่ยืนยันจะพิจารณาตามความเหมาะสม ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม มั่นใจในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และขอเคารพการเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ขอให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติชุมนุม (นปช.) ด้วยความสงบ

'ชวน'ลั่นไร้อำนาจชี้ขาด!ปิดปากเหตุขัดแย้งในพรรคสะตอ

นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธแสดงความเห็นกรณีความขัดแย้งภายในพรรค หลังแกนนำพรรคหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่นายวีระชัย วีระเมธีกุล ซึ่งเป็นลูกเขยของกลุ่มซีพี และอยู่ในสัดส่วนโควต้าคนนอก ได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในด้านฝ่ายกฎหมาย เพราะวิตกว่าพรรคถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุน พร้อมระบุว่าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค

รองหน.ปชป.ชี้เกิดเหตุไม่พอใจในพรรค เพราะอั้นมานาน

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่โรงแรมอิมพีเรียล โบท เฮาส์ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์มีการจัดสัมมนา ส.ส.และ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ หัวข้อ "เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์" ระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม ตามกำหนดการเวลา 10.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินทางมาร่วมสัมมนา ซึ่งวันที่ 20 ธ.ค.จะมีการสัมมนาหัวข้อ "การร่วมหารือและระดมความเห็นทางออกวิกฤติชาติ" ต่อมาเวลา 12.00 น. จะมีการร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ริมทะเลโรงแรมเรือและบ้าน จากนั้นเวลา 15.20 น. จะสรุปผลการหารือและระดมความเห็นทางออกวิกฤติชาติ คาดว่าการสัมมนาจะมีความคึกคักมาก เนื่องจากนายอภิสิทธิ์และแกนนำพรรคร่วมสัมมนาด้วย


นายวิทยา แก้วภราดรัย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กำหนดการเดิมของการจัดสัมมนา ถูกวางไว้ในช่วงที่พรรคเป็นฝ่ายค้าน แต่หลังเกิดเหตุพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล และจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีคนดีใจและเสียใจ ตนเป็นนักการเมืองมา 21 ปี ไม่เคยได้เป็นรัฐมนตรีหรือเลขานุการรัฐมนตรี แต่เมื่อตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐมนตรี ก็อยากให้เพื่อนส.ส.ใส่ใจในการทำงานของรัฐมนตรีด้วย


"ปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากบุคลากรของพรรคอั้นมานาน เพราะเป็นฝ่ายค้านมา 8 ปี และการเป็นรัฐบาลครั้งนี้ เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นและยังมีภาระหนักมากกว่าการรักษาพรรค คือ การแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศที่น่ากลัวมากกว่าปี 2540 แต่ห่วงปัญหารากหญ้าเกษตรกรชาวนามากกว่า เราไม่ได้ส่งรัฐมนตรีไปกินเงิน แต่ส่งไปเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมือง ภาระการตรวจสอบไม่ใช่ปากดีแต่ในสภาฯ เราต้องกล้าตรวจสอบกันเอง และอยากให้เคารพการตัดสินใจของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" นายวิทยา กล่าว

ชำแหละ!!!

ที่มา ประชาทรรศน์

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉีกหน้าคณาจารย์ภายใต้ชื่อ “สันติประชาธรรม” ระหว่างการแถลงข่าว วงแตกกระเจิง!!! เมื่อเจอชำแหละ “กลุ่ม 2 ไม่เอา” ขี้ขลาดพึ่งกระแสสังคมเพราะกลัวพันธมิตรฯ จนไม่กล้าออกแถลงการณ์ชี้นำ จนทำให้เหิมเกริม ยึด 2 สนามบิน ยันความคิดประชาชนไปไกลกว่าแล้ว จี้ให้กล้าตอบ “ตุลาการภิวัตน์” ขัดหลัก “นิติรัฐ” หรือไม่ ขณะที่นักวิชาการไม่กล้าชี้แจง ได้แต่...ม้วนอาย... ลงจากเวทีไปไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

ปัญหาการเมืองหรือปรากฏการณ์พันธมิตรฯ นั้นที่มันวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ นักวิชาการควรรู้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นได้ภายในวันสองวัน ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้มันมีอะไรหลายๆ อย่าง ท่านลองนึกดูสิครับว่าไอ้ฐานะของนักวิชาการ แล้วจุดยืนแบบนี้ มันมีส่วนที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้ ปรากฎการณ์ที่มีคนเป็น 10 ล้านคน เลือกรัฐบาลเข้ามาแล้วคุณมาทำแบบนี้ การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหิมเกริมได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่านักวิชาการแบบนี้แหละที่ทำให้มันเหิมเกริมในสังคมได้ คุณพูดแทนใครก็ได้

ผมไม่ได้หาเรื่องนะ แต่ว่าควรจะมองรอบๆ ตัวเอง ให้ผมพูดก่อนในบรรดาอาจารย์ที่ลงชื่อในแถลงการณ์นี้ถึงแม้ผมจะมีความเคารพในระดับแตกต่างมากน้อยอย่างไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าในความเคารพที่ผมเคารพมาก ผมเลยอยากจะด่าอย่างที่พูดข้างต้น

คือประเด็นใหญ่ทำไมต้องมาอาศัยศาสตราจารย์ หรือ ดอกเตอร์ มาลงชื่อแถลงข่าว ใครที่เขามีปัญหา หรือมีความคิดที่เปิดอ่านในเว็บไซต์รู้ว่าความคิดเขาไปไกลกว่าข้อเสนอนี้ตั้งนานแล้ว แหลมคมกว่านี้ ถูกต้องกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ตั้งนานแล้ว แต่ทำไมไม่ลงข่าวพวกเขาล่ะ เพราะว่าเขาเป็นสีแดงมากเกินไป หรือว่าเป็นชาวบ้านเกินไป ไม่ใช่นักวิชาการไม่ใช่ดอกเตอร์ใช่หรือเปล่าล่ะ ผมว่าที่คุณอ้างว่าเป็นนักวิชาการ อ้างความเป็นประชาธิปไตยคุณต้องดูเรื่องนี้ให้ดี

นอกจากนี้ทำไมคุณเป็นนักวิชาการ เป็นดอกเตอร์ ถึงออกแค่แถลงการณ์แห้งๆ แบบนี้ ทำไมผมถึงบอกว่ามันแห้งเพราะมันกระจอกมาก คุณพรีเซนต์ตัวเองว่านี่เป็นแถลงการณ์ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว แถลงการณ์ครั้งที่แล้วข้อเรียกร้องของคุณมีอยู่ 3 ข้อ คือ
1.ขอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการปะทะกัน
2.หยุดให้ท้ายพันธมิตรฯ
3.หยุดการยั่วยุให้เกิดการรัฐประหาร
ผมท่องขึ้นใจเลยนะ แล้ววันนี้คุณมีแถลงการณ์มา 2 ข้อ ดูข้อ 1 ให้ดีนะ
1.สังคมไทยจะต้องไม่ยินยอมให้พันธมิตรฯ อยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องหามาตราการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ยุติม็อบ

ผมถามว่าทำไมไม่รวมข้อนี้ไว้ในแถลงการณ์ครั้งที่แล้ว และที่สำคัญคือแถลงการณ์ครั้งนี้มันก้าวกระโดดกว่าครั้งที่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจมากคือทำไมไม่เอาแถลงการณ์ครั้งนี้ออกมาเมื่อครั้งที่แล้ว ครั้งที่แล้วพันธมิตรฯ ไม่ได้วางตัวอยู่เหนือกฎหมายหรือ คราวที่แล้วพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบอยู่เป็นเดือนๆ ไม่ได้ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายหรือใช้อาวุธใช้อะไรต่างๆ มันเพราะอะไร เพราะมันเกิดเหตุการณ์สุวรรณภูมิหรือ ใช่ ตอนนี้กระแสสังคมมันด่ากันหมด ข้าพเจ้ามาแล้วครับ ขี่ม้าขาวมาแล้วครับ ตอนนี้กระแสสังคมให้แล้วครับ คือจะต้องการไปทำไม จะมีไปทำไม หากต้องให้กระแสสังคมมันมาก่อน ถึงเวลาที่คุณควรจะออกมา จะพูดฟันธงออกไปนี่ แสดงความคิดเห็นออกไป อู๊วๆๆๆ ต้องรอกระแสสังคมก่อน กลัวคนนั้นคนนี้จะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ กลัวจะถูกหาว่าเข้าข้างฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ กลัวจะเสียความเป็นกลางอย่างนี้ พอกระแสสังคมมา ทำเป็นขี่ม้าขาวออกมานัดนักข่าวมาแถลง “สังคมไทยจะต้องไม่ยินยอมให้พันธมิตรฯ ทำตัวเหนือกฎหมาย”

ถามว่าข้อเรียกร้องนี้เมื่อครั้งที่แล้วหายไปไหนครับ ข้อสำคัญมันอยู่ตรงไหน อยู่ตรงที่ข้อความข้างล่างอีก 2-3 บรรทัดนะ ดูประโยคนี้นะ “ที่ผ่านมาฝ่ายต่างๆ ได้ปล่อยปละละเลยให้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวในลักษณะละเมิดกฎเกณฑ์บ้านเมืองตลอดมา เสมือนว่ากลุ่มพันธมิตรฯ อยู่เหนืออภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมาย”

ฝ่ายต่างๆ นี้รวมถึงกลุ่มพวกคุณด้วยหรือเปล่าที่ไม่รวมข้อเรียกร้องแบบนี้เข้าไป นี่...ผมถามอย่างซีเรียสนะ คือ คุณเป็นนักวิชาการที่สังคมเขาสร้างขึ้นมาให้มาคิดแทน ให้คุณเสนอ ไม่ใช่ให้คุณกลัว ไม่ใช่ว่ากลัวเสนอไปแล้วเป็นการเลือกข้าง ถ้ากลัวคุณไม่ต้องมาเสนอครับ ไม่ต้องมาอ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการ ไม่ต้องใช้อภิสิทธิ์ที่สังคมเขามอบให้คุณ ข้อเรียกร้องเหล่านี้ทำไมไม่เสนอตั้งแต่ครั้งที่แล้ว และการที่คุณไม่เสนอในครั้งที่แล้วนั้นไม่ถือว่าเป็นการให้ท้ายหรือ ใช่ไหมครับ

ทีนี้มันสำคัญอย่างไรในประเด็นนี้ โอเค... คุณเสนอว่าให้ทำตามหลักนิติรัฐ นี่เป็นคำกำกวมที่จงใจใช้อย่างมากๆ เลยครับ “นิติรัฐ” แปลว่าอะไรของคุณ ผมเสนอของผมได้ “นิติรัฐ” จริงๆ นั้นครั้งสุดท้ายที่มีในสังคมไทยมันมีคือ ก่อน 19 กันยายน 2549 ใช่ไหม?

พวกคุณกล้าไหมล่ะออกมาในสถานการณ์แบบนี้ให้ออกมาบอกว่าให้ใช้นิติรัฐในช่วงก่อน 19 กันยายน 2549 หรือว่าไม่กล้าเพราะว่ากระแสสังคมมันยังไม่มี หรือต้องรอให้สังคมมันแย่กว่านี้ รอให้พันธมิตรฯ มันเหิมเกริมมากกว่านี้ หรือรอให้รัฐประหารก่อนถึงจะออกมาว่าต้องเอานิติรัฐก่อน 19 กันยายน 2549 คุณใช้คำกำกวมอย่างนี้แล้วที่มันกินใจผมมากเลยรู้ไหม

คำว่าเลือกตั้งมันหายไปไหนไม่เคยมีในแถลงการณ์ ไม่เคยมีในฉบับนี้ และฉบับที่แล้วด้วย ในปี 2549 ตอนที่รัฐบาลเสนอให้ใช้การเลือกตั้งมาตัดสิน โดยการยุบสภาให้เลือกตั้งตัดสิน ตอนนั้นทุกคนด่า คนที่ให้ท้ายพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่คือพวกคุณนี้แหละ ไม่เชื่อไปดูในแถลงการณ์ได้เลย ตอนที่ทักษิณ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ บอกว่าทักษิณ ฟอกตัวเองด้วยการเลือกตั้ง นี่แหละ...คือการให้ท้ายพันธมิตรฯ ให้ท้ายมา 2 ปี พอถึงเวลา 2 ปี จนบัดนี้คุณไม่กล้าที่จะยืนยันว่าการเลือกตั้งควรจะเป็นตัวตัดสินอำนาจรัฐบาล ซึ่งเป็นช่วงที่พันธมิตรฯ มันออกมาเรียกร้องมาโดยตลอด

สุดท้าย โอเค จะใช้อะไรก็ได้ ใช้คำกำกวมอะไรก็ได้ กล้าจริงหรือเปล่าล่ะ เรื่องใช้นิติรัฐ นี่แหละ แล้วไอ้ “ตุลาการภิวัตน์” เนี่ยมันถูก “หลักนิติรัฐ” หรือเปล่า แล้วถ้ามันไม่ถูก พวกคุณกล้าที่จะออกมาเรียกร้องให้พวกที่มันทำให้เกิด “ตุลาการณ์ภิวัตน์” ออกมารับผิดชอบไหม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคม มันถูกหลัก “นิติรัฐ” ไหม พวกคุณกล้าที่จะบอกให้บุคคลที่รับผิดชอบในเหตุการณ์นั้นมารับผิดชอบต่อหลักนิติรัฐหรือเปล่า ถ้าไม่ ผมขอทีเถอะ เลิกทำตัวเป็นพวก “พีอาร์” เสียเถอะ และทำตัวให้เป็น “ปัญญาชน” จริงๆ ขอบคุณครับ

ปฏิวัติ...แปรรูป! ความพยายามล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ ( คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว
ตีนตะขาบ

ไม่น่าเชื่อเลยว่า ทหารไทยจะเข็ดขยาดต่อการทำปฏิวัติรัฐประหาร เพียงเพราะแค่บทเรียนแห่งความล้มเหลวจากการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 เท่านั้น
ขนาดว่าในช่วงวิกฤติการเมืองที่ยาวนานหลายเดือนที่ผ่านมา มีเงื่อนไขต่างๆ มากมายพอที่จะเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจได้ แม้แต่ล่าสุดกระแสการปลด บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยความอดทน

จนทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ และบิ๊กทหารที่คุมกำลังในกองทัพ ถูกมองอย่างปรามาสว่า ไม่กล้า หรือกลัวการทำปฏิวัติ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปลุกเร้าให้ทหารปฏิวัติอยู่ทุกวันตลอดการชุมนุม เพื่อหวังไปสู่การเมืองใหม่ หรือรัฐบาลแห่งชาติ

หรือแม้แต่ความอึดอัดของประชาชนจำนวนไม่น้อย ต่อบทบาทของผู้นำทหาร โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ปล่อยให้เกิดสงครามกลางเมือง ปล่อยให้พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบรัฐบาล จนถึงสถานที่สำคัญ จนถึงสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ

ด้วยเพราะทุกคนล้วนอยู่ในอำนาจ โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ นั้น ครองเก้าอี้ ผบ.ทบ. อยู่แล้ว และส่อเค้าที่อยากจะนั่งจนเกษียณ 2553 จึงไม่จำเป็นที่ต้องเอาอนาคตมาเสี่ยง ต่างจากตอนเข้าร่วมปฏิวัติ 19 กันยายน ที่เวลานั้นมีเก้าอี้ ผบ.ทบ. เป็นเป้าหมาย

เพื่อหลีกเลี่ยงการนำตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพที่จำเป็นจำยอม ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ หาทางออกเพื่อที่จะไม่ต้องปฏิวัติให้เปลืองตัวหรือเสี่ยงต่อการถูกพลพรรคเสื้อแดงต่อต้าน ให้กลายเป็นปฏิวัตินองเลือด พร้อมๆ กับการสร้างภาพการเป็นนายทหารประชาธิปไตย ทหารอาชีพ

พล.อ.อนุพงษ์ เลือกการปฏิวัติหน้าจอโทรทัศน์ ด้วยการนำ ผบ.สส.ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. ไปออกรายการโทรทัศน์ช่อง 3 บีบให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ถูกมองว่าเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายม็อบพันธมิตรฯ เมื่อ 7 ตุลาคม

แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว ทหารไม่ได้ทรงอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองสูงลิ่วเช่นสมัยก่อน ที่ ผบ.เหล่าทัพ พูดอะไรแล้วนักการเมืองจะต้องฟังและปฏิบัติตามโดยทันที นายสมชาย จึงเพิกเฉย นั่งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ

จนที่สุด เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ถือว่าเป็นการก่อการร้าย และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศอย่างรุนแรง พล.อ.อนุพงษ์ จึงอาศัยสถานการณ์ก่อการปฏิวัติเงียบ ด้วยการอ้างมติที่ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน นักวิชาการ ในนามคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) เสนอให้ นายสมชาย ลาออก

พร้อมมีมาตรการ “อารยะขัดขืน” หากว่า นายสมชาย ไม่ยอมปฏิบัติตาม อันเป็นการสะท้อนการเลือกข้างของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ชัดเจนที่สุด

แต่ นายสมชาย ซึ่งท่องคาถา ผมมาจากการเลือกตั้ง ก็แข็งขืนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป และเลือกที่จะไม่แตกหัก ไม่ปลดย้าย พล.อ.อนุพงษ์ ทั้งๆ ที่สถานการณ์และเหตุผลสามารถทำได้ เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ นั้นก่อการอารยะขัดขืนต่อคำสั่งของนายสมชาย ในการให้คลี่คลายสถานการณ์การชุมนุม ว่าหลายครั้ง

จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่เคยประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วมอบหมายให้ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่ทำอะไรเลย ไม่กล้าแตะต้องม็อบพันธมิตรฯ

จนมาถึงเมื่อ นายสมชาย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สั่งยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉิน แล้วตั้งให้ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นประธาน คตร. แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากแค่เรียกประชุมไปวันๆ เพื่อให้ดูว่าตนเองมีอำนาจ ที่เรียกหัวหน้าส่วนราชการอื่นมานั่งสยบต่อหน้าได้เท่านั้น

แต่ในที่สุดกลับมาใช้เวที คตร. เป็นข้ออ้างในการเสนอให้ นายสมชาย ยุบสภา ซึ่งการที่ผู้นำทหาร ซึ่งถือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของนายกรัฐมนตรี ซึ่งควบ รมว.กลาโหม ด้วย กระทำการเช่นนี้ ถือว่ามีความผิด สามารถที่จะถูกปลดย้ายได้

แต่นายสมชายไม่ทำ เพราะจะยิ่งเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์เลวร้าย

แม้ว่าบรรดา ส.ส. และแกนนำในพรรคพลังประชาชน และคนใกล้ชิดที่เอือมระอา พล.อ.อนุพงษ์ มานาน เสนอให้ นายสมชาย ปลดย้าย พล.อ.อนุพงษ์ นี้เสีย โดยไม่ต้องกลัวการถูกปฏิวัติ เพราะมีการปลุกม็อบคนเสื้อแดงไว้ต่อต้านการปฏิวัติไว้แล้ว

แต่กระนั้น ความหวาดระแวงเรื่องการปลด ผบ.ทบ. หรือความขัดแย้งและความหมางเมิน จนถึงขั้นบาดหมาง ระหว่าง พล.อ.อนุพงษ์ กับ นายสมชาย จึงทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด และเป็นที่มาของข่าวลือการปฏิวัติ

แต่ด้วยทุกคนทุกฝ่าย รู้ดีว่า การปฏิวัติจะส่งผลเสียอย่างไรต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ที่คราวนี้จะถูกต่อต้านจากนานาชาติอย่างรุนแรง คนเป็นนายกรัฐมนตรีของคณะปฏิวัติจะถูกปฏิเสธ เมื่อไปร่วมประชุมในเวทีนานาชาติ เช่นที่ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เคยพบเจอ

แต่ประการหนึ่ง ต้องยอมรับว่า พล.อ.อนุพงษ์ หาใช่มีอำนาจเต็มที่ในการตัดสินใจว่า เขาควรจะปฏิวัติหรือไม่ เพราะดูเหมือนเขาต้องฟังคำสั่ง หรือรอไฟเขียว จากคนที่เหนือกว่าเขาหลายขั้น เสียก่อน รอบตัว พล.อ.อนุพงษ์ จึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน ที่ต้องการให้เขานำการปฏิวัติ แต่ พล.อ.อนุพงษ์ พยายามแข็งขืน และหาทางแก้ไข หรือทางออกอื่น เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องเอาเก้าอี้ ผบ.ทบ.ไปเสี่ยง มาหลายครั้ง

ไม่ว่าจะมีการสร้างกับดักล่อ สถานการณ์วิกฤติรุนแรงเพียงใด แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็เล่นบทนิ่งเฉย อ้างความเป็นกลาง อดทนรอ ราวกับรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงปฏิวัติ เพราะที่สุดแล้ว กระบวนการศาลยุติธรรม หรือ ตุลาการภิวัตน์ จะเป็นผู้จัดการนายสมชายเอง โดยเฉพะในคดียุบพรรค ที่ดูมีการเร่งรัดให้รวดเร็วมากขึ้น

จนในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นผู้นำทางออกมาให้วิกฤติการเมือง ด้วยการวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัฌชิมาธิปไตย และตัดสิทธิ์คณะกรรมการบริหารพรรค 5 ปี เมื่อ 2 ธันวาคม ที่ส่งผลให้นายสมชาย และรัฐมนตรีหลายคนสิ้นสภาพทันที พร้อมๆ กับเสียงเฮลั่นของกลุ่มพันธมิตรฯ

ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องเกินคาดเลย แต่ฝ่ายรัฐบาลก็อดใจหายไม่ได้กับตุลาการภิวัตนน์ หรือการปฏิ วัติโดยตุลาการ

นัยว่า เป็นทางออกที่ดีที่สุด ในเมื่อทหารไม่ยอมปฏิวัติ ไม่ว่าบ้านเมืองจะพังพินาศแค่ไหนก็ตาม แต่ในเมื่อเป้าหมาย คือการล้มล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซาก ต่อเนื่องมาจากการปฏิวัติ 19 พฤศจิกายน ที่มีการวางแผนบันได 4 ขั้น ไว้ก่อนหน้าแล้ว และดูเหมือนว่าบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังม็อบพันธมิตรฯ และการปฏิวัติครั้งนั้น ก็ตามจิกจนได้

เพราะเบื้องหลังแล้ว ทุกคนรู้ดีว่า มันเป็นขบวนการล้มระบอบทักษิณ ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในการดำเนินคดีทุจริตต่างๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว จนต้องหนีคดีเป็นผู้ต้องหาที่มีหมายจับ ลี้ภัยไปต่างประเทศ แถมถูกเล่นเกมจนอังกฤษยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศ และจบด้วยการหย่าร้างกับคุณหญิงพจมาน

แต่ในเชิงระบบการเมืองแล้ว มีความพยายามที่จะทำให้พรรคไทยรักไทยสูญพันธุ์ ทั้งการยุบพรรคไทยรักไทย จนมาตามล้างด้วยการยุบพลังประชาชนอีกครั้ง พร้อมตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี จนหาตัวนายกรัฐมนตรีแทบไม่ได้

หรือแม้แต่จุดจบของนายสมัคร ก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีรับจ้างจัดรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ก็ตาม

จึงไม่แปลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมองว่า มันเป็นการ “ปฏิวัติแปรรูป” จากที่เคยใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ เข้ายึดอำนาจรัฐยึดสถานที่ราชการสำคัญต่างๆไว้ เพื่อหยุดการใช้อำนาจของรัฐ แต่คราวนี้เป็นหน้าที่ของระบบยุติธรรม ที่สร้างความกังขาให้สังคมไทยไม่น้อย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีเคราะห์กรรมอีกมาก แม้ว่าจะต่อสู้ทางการเมืองจนได้กลับบ้านเกิดมาได้แล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็แค่ชั่วคราว โดยไม่มีใครรู้ว่าอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขาหรือไม่ เพราะที่สุด เขาก็ต้องหนีออกนอกประเทศอีกครั้ง หลังถูกตุลาการภิวัตน์ ตัดสินให้มีความผิดกรณีซื้อที่ดินรัชดาฯ จนถูกจำคุก และมีหมายจับ

แถมไม่ได้มีลอนดอนเป็นที่กบดาน ลี้ภัยต่อสู้ทางการเมืองเช่นที่เคยมาอีก แต่กลับเป็นแค่ดูไบ เท่านั้น

อันเป็นการสะท้อนว่า ศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นมีฤทธิ์และอำนาจสูง ที่สำคัญทุกคนกำลังรุมตามจิกเขาอย่างไม่ปล่อย จนกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะยอมหยุด ยอมแพ้จริงๆ

แต่ในเมื่อคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยอมแพ้แล้วประกาศต่อสู้เต็มที่เช่นนี้แล้ว ก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดฝันทุกรูปแบบ ส่วนการเมืองไทยก็ไม่มีวันสงบ ศัตรูของเขา ก็ไม่มีวัน นอนตาหลับ ยิ่งเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขู่จะแฉรายชื่อคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดในไม่ช้านี้

ในเมื่อทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะอุบัติขึ้น เป็นสิ่งที่ศัตรูของ พ.ต.ท.ทักษิณ เลือกแล้ว ก็ต้องพร้อมรับกับสิ่งที่ตามมา...

'เพื่อนเนวิน'จับมือ'มัชฌิมา'สะพัดก๊วนเก่าทิ้งเพื่อไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

"เนวิน" ถก "สมศักดิ์" หาแนวทางรวมขั้วพรรคใหม่ พร้อมเตรีมเชิญชวนกลุ่มก้อนต่างๆ ที่ยังไม่มีสังกัดเข้าร่วมทำงานการเมืองด้วยกัน ขณะที่มีข่าวลือสะพัดอาจมี ส.ส.อัสาน ที่เคยร่วมทีมในพรรคเพื่อไทยหลายคนแห่ออกมาร่วมพรรคใหม่ ขณะที่ “กิจสังคม” ถูกหยิบมาปัดฝุ่นใหม่ จ่อดัน “สุวิทย์ คุณกิตติ” เป็นผู้นำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา และนายอนุชา นาคาศัย แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ได้ร่วมหารือกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ถึงแนวทางการทำงานการเมืองของทั้ง 2 กลุ่ม

จากนั้น นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น กลุ่มเพื่อนเนวิน ออกมาเปิดเผยว่า กลุ่มเพื่อนเนวินกับกลุ่มมัชฌิมาจะจับมือกันทางการเมือง เพื่อทำให้กลุ่มมีความ แข็งแกร่ง และจะทำให้ ส.ส.ในกลุ่มมีมากกว่า 30 คน กลายเป็นพรรคใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาขณะนี้ยังไม่ได้มีการหารือกัน

ด้าน นายมานิตย์ นพอมรบดี ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า มีการพูดคุยระหว่างแกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนากับกลุ่มเพื่อนเนวินและพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม เพื่อมารวมอยู่ในพรรคภูมิใจไทย แต่ยังไม่ทราบกรณีที่นายสมศักดิ์ไปหารือกับนายเนวิน ชิดชอบ

ขณะที่ นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ส.ส.สัดส่วน รักษาการโฆษกพรรคกิจสังคม เปิดเผยหลังจากร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคกิจสังคมว่า มี 5 ส.ส.อดีตพรรคพลังประชาชนย้ายมาสังกัดพรรค กิจสังคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ และเคยส่งผู้สมัคร ส.ส.อย่างต่อเนื่อง การที่ 5 ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนออกมาไม่เกี่ยวกับกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นการตัดสินใจโดยเอกเทศ เพราะเชื่อว่าจะเป็นแนวทางคลี่คลายวิกฤตทางการเมือง

ทั้งนี้ ยังได้เชิญนายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งได้ลาออกจากพรรคเพื่อแผ่นดิน มาเข้าร่วมฟื้นฟูพรรคกิจสังคมด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแบ่งหน้าที่ ในการทำงาน และมีมติแต่งตั้งนายสุวิทย์ เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคชั่วคราว มีอำนาจในการตัดสินใจในการสรรหาบุคคลไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลอีกด้วย ส่วนเรื่องโควต้ารัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ ในหลักการแล้ว

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงในพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวภายในพรรคว่ามี ส.ส.ในพรรคที่มีความสนิทสนมกับนายเนวิน ชิดชอบ มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่าจะย้ายมาสังกัดพรรคเดียวกันกับ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่า กลุ่มการเมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะกลายเป็นพรรคอันดับ 2 รองจากพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนความชัดเจนว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยหรือเป็นพรรคที่จะตั้งขึ้นใหม่นั้น ต้องรอความชัดเจนจากการหารือระหว่างนายเนวินและนายสมศักดิ์อีกครั้ง