WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 20, 2008

สื่อต่างชาติกับความเป็นนายกฯ ของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ( คอลัมน์ : วิเทศทรรศน์ )

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : วิเทศทรรศน์
จักรภพ เพ็ญแข

สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 เพราะเอาชนะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ของอีกฝั่งหนึ่งได้หลายคะแนนอยู่ เรื่องแบบนี้ดูเผินๆ แล้วเป็นธรรมดาอย่างยิ่งของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีโดยไม่ต้องมีปืนและรถถังเข้ามาประกอบฉาก สภาพของความเป็นสภาผู้แทนราษฎรก็ยังดำรงอยู่ เครื่องประกอบฉากทั้งหลายก็ยังคงอยู่ในบริบทของรัฐธรรมนูญทั้งนั้น แต่เหตุไฉนสื่อต่างชาติถึงยังคงเดินหน้าโจมตีอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายในความเป็นเผด็จการ


บางสำนักข่าวเอาหนักขนาดบอกว่าเป็นรัฐประหารแฝงเร้น โดยใช้รัฐสภาเป็นเครื่องมือเลยด้วยซ้ำไป
ภาพสมบูรณ์ (picture perfect) ของคุณอภิสิทธิ์ในฐานะผู้นำรัฐบาลคนใหม่ของไทยขาดตกบกพร่องตรงไหนหรือในสายตาของผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลางตามวิชาชีพชนิดที่ใครก็ไปมีอิทธิพลสั่งการอะไรเขาไม่ได้ หรือใครบังเอิญสนิทสนมกับรายไหนเป็นส่วนตัวก็ไม่ใช่ว่าจะชี้นำได้ทุกๆ สำนักข่าว
เมื่อส่วนใหญ่เขามองอย่างไร ก็มักเป็นความจริงตามเนื้อผ้าอย่างนั้น
คนใหญ่โตในเมืองไทยที่ควบคุมอะไรต่อมิอะไรในประเทศได้ จึงมักจะครั่นคร้ามสื่อต่างชาติทั้งนั้น เหตุผลก็ชัดเจนยิ่ง นั่นคือ ไม่มีอำนาจราชศักดิ์อะไรจะไปควบคุมเขาได้ เพราะเขาอยู่นอกพื้นที่อำนาจของตนอย่างสมบูรณ์
ถึงจะบอกกับคนในประเทศว่าดีแสนดี ดีชนิดที่หาอะไรมาเปรียบเทียบมิได้ ตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่ได้อะไรดีอย่างนั้น แต่ถ้าของจริงห่วย เขาก็บอกตรงๆ และเรียบๆ ว่าห่วย แล้วคุณจะส่งหน่วยเวรหน่วยกรรมที่ไหนไปทำอะไรเขาได้ ก็ต้องยอมรับและหาทางปิดหูปิดตาคนในประเทศไปเรื่อยๆ เหมือนคนสิ้นคิด
กลับมาที่คุณอภิสิทธิ์
จุดใหญ่ที่สุดที่คุณอภิสิทธิ์ถูกโจมตีในความไม่สง่างาม คือความสัมพันธ์ระหว่างคุณอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่หลายคนเห็นว่าเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างประดาแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งต่างชาติเขาเรียกติดปากว่า PAD
เมื่อยึดทำเนียบรัฐบาลและเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แทนที่คุณอภิสิทธิ์จะยืนอยู่ในพื้นที่ที่คนเป็นผู้นำควรจะยืน คือไม่เลือกข้างและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรักษาหลักการที่ยึดถือกันมานาน ก็กลับไปเดินวนเวียนอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง ตะโกนบอกให้สื่อต่างชาติทำข่าวประชาชนถูกทำร้ายโดยตำรวจ คล้ายๆ วางตัวเองเป็นผู้นำเสนอหลักในโฆษณา (presenter) อย่างนั้น
สื่อต่างชาติเขาก็กลับมาเขียนข่าวให้จริง แต่ส่วนใหญ่ออกมาในทำนองว่าตัวคุณอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ฉวยโอกาสเพื่อสร้างข่าวให้กับตัวเอง ขณะที่ผู้ประท้วงฉุดกระชากลากกฎหมายของบ้านเมืองลงมาย่ำยีเล่น ในลักษณะที่ประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ เขายิงใส่และจับตัวเข้าคุกไปนานแล้ว
ที่สำคัญคือสื่อเหล่านี้เข้าใกล้และสังเกตการณ์แกนนำของ PAD อย่างใกล้ชิดจนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว คุณอภิสิทธิ์มาเล่นกลโชว์อยู่กลางถนนราชดำเนินอย่างนั้นเขาก็เลยไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อแล้วก็ออกจะยิ้มเยาะ
ยิ้มเยาะว่าผู้นำการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทำตัวเลยเถิดไปถึงขั้นเห็นด้วยกับคนที่ลุกขึ้นมาทำลายหลักกฎหมายของบ้านเมือง ทั้งที่ตัวเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ (ออกกฎหมาย) และเห็นชอบกับการกระทำที่สร้างความระส่ำระสายกับบ้านเมือง ทั้งที่ตัวอาจจะเป็นรัฐบาลและมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในวันหนึ่ง
เมื่อ PAD ไปไกลถึงขั้นบุกเข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง กลุ้มรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้บริสุทธิ์เป็นสิบเป็นร้อยคน และเปลี่ยนสถาปัตยกรรมที่คนทั้งชาติภาคภูมิใจให้เป็นห้องส้วมไป ความรู้สึกของสื่อต่างชาติก็ยิ่งเป็นลบหนัก ถึงขนาดหงุดหงิดว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำไป
เรียกว่าถ้ารัฐบาลทุบโต๊ะและเข้าปราบปรามตามมาตรฐานสากล จะได้รับการสรรเสริญจากสื่อต่างชาติส่วนใหญ่อย่างเกรียวกราว เพราะเห็นกันทั่วว่าฝ่ายผู้ประท้วงทำการเกินเลยและ “ข้ามเส้น” ไปมาก แต่แล้วเขาก็ต้องแปลกใจที่รู้ในภายหลังว่ารัฐบาลได้รับคำสั่ง “ห้ามปราบ” จนกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพากันนั่งกันนิ่งเหมือนดูละครน้ำเน่า เหมือนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายใดๆ เลย
ทั้งหมดนี้หวนกลับมาหา คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีทั้งนั้น
คำถามที่จะตั้งกับคุณอภิสิทธิ์ และคุณอภิสิทธิ์ก็ควรคิดคำตอบที่ฟังขึ้นเอาไว้ล่วงหน้า นั่นคือคนที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนนี้ เป็นนอมินีของใคร?
สุเทพ เทือกสุบรรณ?
ชวน หลีกภัย?
สนธิ บุญยรัตกลิน?
สนธิ ลิ้มทองกุล?
?????
ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่ห่วงตัวท่านหรอกนะครับ แต่ผมเป็นห่วงบ้านเมืองที่โลกเขาจะเห็นความน่าหัวร่อและหมดความเชื่อถือในเกียรติคุณของราชอาณาจักรไทยต่างหาก เพราะคนไทยทั้งประเทศจะพลอยรับเคราะห์ไปด้วย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องนับถือคนโบราณว่าหาภูมิปัญญาหาแต่งคำพังเพยเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะในทุกสถานการณ์
งานนี้ คือ “ฝนตกขี้หมูไหล คน...มารวมกัน”

'เพื่อไทย'ลุยปราศรัยใหญ่หน้าศาลากลางเมืองปากน้ำเย็นนี้

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วในช่วงเย็นวันนี้ (20 ธ.ค.) พรรคเพื่อไทยใช้รถติดเครื่องขยายเสียงแห่รอบตลาดปากน้ำ เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยใหญ่ที่ศาลากลาง จ.สมุทรปราการ พร้อมกับจะเปิดตัว นางอรุณรัตน์ กิจเลิศไพโรจน์ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 จ.สมุทรปราการ ของพรรคฯแทน นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์อดีตกรรมกรบริหารพรรคพลังประชาชน ที่ถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้บริเวณเวทีปราศรัยด้านหน้าศาลากลาง จ.สมุทรปราการ ในขณะนี้มีการตั้งเวทีและจัดเตรียมต่างๆเสร็จสิ้นเกือบทั้งหมดแล้ว และคนที่จะมาขึ้นเวทีปราศรัยประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ

สุชาติ’ปัดบช.น.ไม่ได้สั่งยิงแก๊สน้ำตาสลายม็อบปล้นชาติ!ระบุเป็นคำสั่งสตช.

ที่มา ประชาทรรศน์

แจงเหตุสลายผู้ชุมนุม 7 ต.ค. ‘ม็อบพันธมาร’ เหิมเกริมบุกล้อมรัฐสภาขณะนายกฯแถลงนโยบาย ผบช.น.ปัดไม่ได้สั่งยิงแก๊สน้ำตา ระบุเป็นคำสั่ง สตช.เพื่อควบคุมฝูงชน ลั่นอย่าโยนบาปให้ตำรวจเป็น 'เหยื่อทางการเมือง'

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกปิดล้อมรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 เพื่อคัดค้านไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าไปแถลงนโบายทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีการสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น

วันนี้ (20 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ได้เดินทางไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่คณะกรรมการสิทธิฯ สรุปชี้มูลการตรวจสอบข้อเท็จจริงส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาว่า ในการควบคุมฝูงชนและการปราบจลาจลที่เกิดขึ้นในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นไปตาม “แผนกรกฎ 48” และ “แผนตุลาฯ 50” ซึ่งเป็นแผนการปฏิบัติการตามปกติ

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ และมีรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้ช่วย หมุนเวียนกัน 12 ชั่วโมง จะมีคำสั่งและแผนการปฏิบัติรายละเอียดปรากฎตามเอกสารที่ผู้ให้ถ้อยคำมอบให้คณะอนุกรรมการฯผู้ให้ถ้อยคำจะกำกับดูแล หน่วยกำลังที่มาปฏิบัติงานจะมี ผบ.ของหน่วยนั้นๆ มาดูแลอีกชั้นหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 6 ต.ค.2551 เวลา 20.00 น. , วันที่ 7 ต.ค. 2551 เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล เป็นรอง ผบ.เหตุการณ์ วันที่ 7 ต.ค. เวลา 08.00 น. 20.00 น. พล.ต.ต.เอกรัฐ มีปรีชา เป็นรองผบ.เหตุการณ์ ในวันที่ 6 ต.ค. ช่วงเวลาเย็นสายสืบรายงานว่ากลุ่มพันธมิตรฯได้เคลื่อนย้ายจากทำเนียบรัฐบาลทราบว่าไปที่รัฐสภา มีประมาณ 2,000-3,000 คน

ต่อมาเวลาประมาณ 23.00 น. ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เตรียมเอกสาร คำชี้แจงให้คณะรัฐมนตรีทราบ เมื่อผู้ให้ถ้อยคำและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เตรียมเอกสาร คำชี้แจงให้คณะรัฐมนตรีทราบ เมื่อผู้ให้ถ้อยคำ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้เตรียมทำเนียบรัฐบาลแห่งใหม่ ที่สนามบินดอนเมือง ไปที่ห้องรับรองพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน ผู้ให้ถ้อยคำได้รายงานสถานการณ์ให้ทราบ

จากนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับทราบข้อมูลแล้วจึงให้ผู้ให้ถ้อยคำกลับไปเตรียมพร้อมที่ บชน. ระหว่างเดินทางกลับขณะอยู่บันรถ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.เวลา 02.00-03.00 น. ผู้ให้ถ้อยคำ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น. 1 และพ.ต.อ.สมชายฯ ผกก.สน.ดุสิต ไปส่งเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ แล้วกลับไปที่บชน. ทราบว่าระหว่างที่ไปส่งเสด็จฯ พล.อ.ชวลิต ได้เดินทางมาประชุมโดยมีผู้บังคับหน่วยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เข้าร่วมประชุม

โดย สตช.ยังได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เปิดทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เข้าประชุมที่รัฐสภา ในระหว่างการประชุมได้หารือว่าจะเลื่อนประชุมได้หรือไม่ และย้ายที่ประชุมได้หรือไม่ ซึ่งท้ายสุดก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องรักษารัฐสภาและเปิดถนนให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เข้าที่ประตูด้านถนนพิชัย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กองร้อยเข้าไปรักษารัฐสภา

ต่อมา ในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจนสามารถเปิดประตูทางเข้ารัฐสภาที่ถนนพิชัยได้ เมื่อประชุมสภาเสร็จ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถออกจากรัฐสภาได้เพราะกลุ่มพันธมิตรฯได้ปิดล้อมรัฐสภาไว้ ซึ่งเวลา 15.00 น. มีการเตรียมการเพื่อเปิดทางที่ประตูรัฐสภา ที่ถนนพิชัย พล.ต.ต.เอกรัฐได้เจรจาต่อรองกับแกนนำขอเปิดทางเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้จึงต้องให้กำลังเปิดทาง ได้รับรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บขาขาดจากการควบคุมฝูงชนด้วย

ต่อมามีข่าวรายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฯจะบุกยึดบชน. ในช่วงเย็น เจ้าหน้าที่จากหน่วย ตชด. ได้วางกำลังรักษาพื้นที่ไว้ที่บริเวณบชน. ลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อผู้ชุมนุมได้เคลื่อนตัวมาที่ ตามรายงานจึงได้มีการปะทะกันโดยใช้แก๊สน้ำตาอีกครั้งในเวลาประมาณ 19.00 น.ต่อมามีทหารเข้ามาในพื้นที่ ฝ่ายผู้ชุมนุมเข้าใจว่าทหารปฏิวัติแล้วจึงโห่ร้องด้วยความดีใจ แล้วถอยกลับที่ตั้งที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เมื่อทราบว่าทหารไม่ได้ปฏิวัติ แกนนำจึงปราศรัยโจมตีทหาร การชุมนุมของพันธมิตรฯเริ่มตั้งแต่เดือนพ.ค. 2551 ในระหว่างนี้มีการร้องเรียนการชุมนุมโดยตลอด เช่นการปิดถนน ยึดสถานที่ราชการและมีการดำเนินการทางศาล ในการชุมนุมมีการปราศรัยบนเวทีอย่างต่อเนื่องและแกนนำจะประกาศว่าจะทำกิจการรมอะไรให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบ สตช.ไม่ได้รับนโยบายให้สลายการชุมนุม แต่ทำเพื่อเปิดทางให้ส.ส.และส.ว. ที่เข้าประชุมในสภา ให้ออกจากรัฐสภาเท่านั้น สำหรับการใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชนในช่วงงเย็นเกิดจากผู้ชุมนนุมต้องการบุกยึดบชน.เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาได้

ซึ่งหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในวันดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งและแผนที่สตช.ได้จัดทำไว้ หน่วยผู้ใช้แก๊สน้ำตามี 3 หน่วย คือ นเรศวร อรินทราช กองปราบ และผู้ใช้จะได้รับการฝึกฝนการใช้อาวุธดังกล่าว ผู้ให้ถ้อยคำรับผิดชอบในฐานะผบ.เหตุการณ์ ตลอดเวลา วันที่ 6 ต.ค.2551เวลา 20.00 น. และวันที่7 ต.ค. เวลา 08.00 น. พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล เป็นรองผบ.เหตุการณ์ และพล.ต.ต.เอกรัฐ มีปรีชา รองผบ.เหตุการณ์เป็นผู้ช่วยของผู้ให้ถ้อยคำ ในการควบคุมดูแล ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. ผู้ให้ถ้อยคำไม่ได้เป็นผู้สั่งยิงแก๊สน้ำตา ทั้งนี้การปฏิบัติแล้วแต่สถานการณ์ในพื้นที่ขณะนั้นโดยมีผู้ควบคุมกำลังของหน่วยนั้นๆ เป็นผู้สั่งการ ภายหลังการควบคุมการชุมนุมในช่วงเช้าของวันที่ 7ต.ค. ที่บริเวณสามแยกพิชัยตรงข้ามประตูทางออกของรัฐสภาแล้ว ผู้ควบคุมดูแลกำลังของตำรวจปฎิบัติการพิเศษ (ตปพ.) เป็นผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังและอาวุธระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าควบคุมการชุมนุมอีกครั้งหนึ่งในช่วงเย็นของวันที่ 7 ต.ค. ที่บริเวณรัฐสภา

ซึ่งปกติแล้วแก๊สน้ำตาไม่น่าจะทำให้เกิดอันตรายกับประชาชนได้ ถ้าเป็นแบบที่ยิงจากปืนจะมีระยะประมาณ 120 หลา วัตถุประสงค์ในการใช้เพื่อเคลียร์บุคคลให้ออกจากพื้นที่เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำร้ายประชาชนแต่อย่างใด ผู้ให้ถ้อยคำได้รับทราบข้อมูลว่า ผู้ชุมนุมทำระเบิดปิดงปองบาดเจ็บสาหัส ไม่น่าเกิดจากแก๊สน้ำตา ในกรณีที่มีภาพข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาไปที่แนวยางรถยนต์ที่ผู้ชุมนุมวางไว้เป็นกันชนระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่นั้น เจ้าหน้าที่เกรงว่าในแนวยางรถยนต์ดังกล่าวอาจมีระเบิดที่ผู้ชุมนุมชุกซ่อนเอาไว้จึงต้องยิงยางรถยนต์ตรวจสอบเพื่อป้องกันความปลอดภัย

รัฐบาลย้อนยุคของอภิสิทธิ์ ที่เกิดขึ้นด้วยเล่ห์กล การทรยศหักหลังประชาชน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมไม่ได้สนใจการตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์เลย ไม่สนใจติดตามว่าใครจะดำรงตำแหน่งอะไร โควต้าใครเป็นอย่างไร สำหรับผมแล้วนี่มันคือ การเอาหนังประวัติศาสตร์ยุคปี 2530-2540 มาฉายซ้ำเป็นการเมืองยุคหนัง period ไป

เราก็เห็นตัวแสดงดั้งเดิมยุคตั้งแต่นายชวน หลีกภัย เคยขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ด้วย งูเห่า รวมทั้งเป็นรัฐบาลผสมที่เต็มไปด้วยโควต้า และเราจะเห็น ยุคบุฟเฟ่ต์คาร์บิเนต ที่เคยหายไปตั้งแต่ยุคนายกรัฐมนนตรีทักษิณ ชินวัตร ย้อนยุคมาโชว์ให้คนรุ่นใหม่ดูอย่างเต็มตัว

รัฐบาลนี้ เกิดขึ้นมาด้วยการฉ้อฉลต่ออำนาจของประชาชน ทั้งตุลาการ กองทัพ และฝ่ายศักดินาต่าง ๆ เพื่อที่จะรักษาอาณาจักรดั้งเดิมโบราณของตนเอาไว้ในศตวรรษที่ 21 ให้ได้ พวกเขาใช้ "เครือข่าย" คอนเน็กชั่นทั้งหลายที่เพียรสร้างกันมาอย่างยาวนาน เพื่อฝืนกับกระแสโลก ฝืนกับ Paradigm ที่เปลี่ยนไปแล้วของประชาชนให้ได้



เชื่อเถอะว่า เราจะเห็นการ โปรประกันดา กันอย่างถี่ยิบ เพื่อมอมเมาประชาชนที่ตื่นแล้วให้กลับไปนอนใน Matrix ต่อไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะทำหน้าที่เหมือนพระเอกลิเก เรียกน้ำตาจากแม่ยกต่อไป

เชื่อผมเถอะว่าสภาพแห่งการหลอกลวงนี้คงอยู่ไม่ได้นาน ไม่มีสิ่งใดที่จะฝืนกระแสวิวัฒนาการของมนุษย์ไปได้

ที่จริงคนไทยเราพัฒนาก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้มาแล้ว หลังปี 2540 เราพัฒนาไปจนถึงมีรัฐบาลพรรคเดียว (แม้จะไม่พรรคเดียวจริง แต่มีพรรคใหญ่มาก ทำให้พรรคอื่นเป็นแค่ส่วนประกอบ) มีนายกรัฐมนตรีที่เข็มแข็ง และทำลายระบบโควต้าไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เราพัฒนาการเกือบถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จะนำระบบ Primary Vote หรือการเลือกตั้งหยั่งเสียงมาใช้กับพรรคไทยรักไทย เพื่อใช้เฟ้นหาตัวผู้สมัครที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริงๆ แล้ว

เราพัฒนการถึงขั้นมีรัฐสวัสดิการหรือ Welfare บางส่วนเสียด้วยซ้ำ เช่น การรักษาพยาบาลฟรี (ไม่ใช่สังคมสงเคราะห์แบบบัตรอนาถา แต่เป็นสิทธิของประชาชน) แม้ระบบ Welfare แบบเต็มรูปแบบยังไม่เกิดขึ้น ก็เป็นเพียงเพราะว่า "ระดับรายได้ของประเทศไทย" ยังไปไม่ถึงต่างหาก แต่หากรัฐบาลนายกฯทักษิณ อยู่ตามที่คาดการไว้ คาดว่าระบบสวัสดิการจะพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความสามารถในการหารายได้เข้าประเทศของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่แล้ว

อยู่ ๆ ฟ้าก็ผ่าลงมา หมุนประเทศไทยกลับไปสู่ยุคปี 2530-2540 เกิดระบบงูเห่า ระบบโควต้า เกิดการเมืองยุคเสื่อมกลับคืนมาอีก การเมืองที่อยู่ได้ด้วยความฉ้อฉลประชาชน การโฆษณาชวนเชื่อลมๆ แล้งๆ มอมเมาประชาชน

ที่จริงผมไม่ค่อยรู้สึกเซ็งอะไรมากนักกับการเกิดขึ้นของรัฐบาลฉ้อฉลของนายอภิสิทธิ์ เพราะผมถือว่านี่คือการพักยก ไหลทวนย้อนกลับในช่วงเวลาสั้นๆ ของประวัติศาสตร์ ก่อนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ตามมา

อาณาจักรแห่งความหลอกลวง ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางอยู่ได้นาน ต้องล่มสลายอยู่ดี

สิ่งที่ก้าวหน้าอย่างหนึ่งที่ผมตระหนักแล้วคือ ประชาชนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็อย่างที่ผมเคยเขียนไว้หลายครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยครั้งนี้ “ เกิดขึ้นที่รากฐานของระบบ” คือ ประชาชนได้เปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งจาก การเลือกบุคคล เป็น “การเลือกพรรค” แล้ว การหมุนทวนระยะสั้นๆ ในช่วงรอยต่อ ที่ยังไม่มีประชามติของมหาชนออกมา ก็เป็นเพียง การสาธิตให้ประชาชนดูเท่านั้นว่า ระบบการเมืองแบบนายอภิสิทธิ์ นี่มันเลวร้ายขนาดไหน

ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่า “กองทัพไทย” ไม่มีพลังอำนาจเพียงพอในการทำรัฐประหาร และประชาชนกลุ่มเสื้อแดงได้พัฒนาการขึ้นจนถึงขั้นที่จะต่อต้านอำนาจของกองทัพได้แล้ว

ผมรู้อีกอย่างหนึ่งว่า “อำนาจดั้งเดิมแห่งจารีตประเพณี” ได้เสื่อมโทรมจนถึงที่สุดแล้ว แม้ฉากหน้าจะดูราบเรียบ แต่แท้ที่จริงแล้วประชาชน “รอเวลาหนึ่ง” อยู่เท่านั้น และเวลานั้นก็ใกล้มาแล้วด้วย และผมรู้อีกว่า ในสามปีของวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ อำนาจจารีตได้ ทำลายตนเองลงไปแทบหมดสิ้น พวกเขายังเหลือสายใยที่เปราะบางเพียงเล็กน้อย กับช่วงเวลาอันสั้นๆ เท่านั้น

ส่วนอำนาจตุลาการ แม้จะฝืนมติมหาชนได้ แต่ระบบ “ศาล Kangaroo court” ที่ไม่ยึดมั่น และตั้งอยู่ในหลักนิติธรรม และใช้หลักการพิพากษาแบบ “เชื่อได้ว่า” คำตัดสินต่างๆ ไม่สนใจพยานหลักฐาน นอกจาก “ความเชื่อของตุลาการ” นั้น ระบบเช่นนี้ ไม่เคยดำรงตนในโลกสมัยใหม่ได้ เพราะมันฝืนกับธรรมชาติของอำนาจตุลาการที่ต้องเที่ยงธรรม เมื่อไม่เที่ยงธรรม เกียรติยศและศักดิศรี ก็ไม่มีเหลืออีกต่อไป

ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นแต่เพียงระยะไหลย้อนทวนของระบบดั้งเดิม ก่อนการพัฒนาการเข้าสู่ระบบใหม่เท่านั้น

“ฝ่ายประชาธิปไตย” ชาวเสื้อแดงหลายคนมีอาการท้อแท้ สิ้นหวัง เซ็ง ผมคิดว่าเป็นธรรมชาติของการต่อสู้มาอย่างยาวนาน เมื่อสถานการณ์ไม่ได้เป็นดั่งใจ ก็อาจรู้สึกล้า สิ้นหวังบ้าง

แต่ผมคิดว่าฝ่ายประชาธิปไตยเราไม่ได้สิ้นหวังแต่ประการใด สถานการณ์ต่างๆ ทางสังคมยังเป็นใจให้กับเรา เป็นใจให้กับการเปลี่ยนแปลง

แต่ผมอ่านประวัติศาสตร์มาเยอะ ผมรู้สัจจธรรมข้อหนึ่งว่า “จักรวรรดิที่กำลังเสื่อมโทรม” นั้น ไม่มีทางล้มลงในวันเดียวแน่ แม้มันจะเสื่อมโทรมลงอย่างไร มันก็ยังคงมีพลังอำนาจอยู่ในระดับหนึ่งที่แน่นอน ดังนั้นจงอย่าใจร้อน จักรวรรดิชั่วร้ายที่เรากำลังต่อสู้อยู่นี้ “ล่มสลายลงอย่างแน่นอน” เพียงแต่ทอดระยะเวลา ต่อลมหายใจออกไปได้ช่วงสั้นๆ อีกระยะหนึ่งเท่านั้น พวกเขาต้องรวมพลังทุกอย่างที่มี รักษาจักรวรรดิอันเสื่อมโทรมนี้เอาไว้ จะทำได้นานสักเท่าใด

ยุคก่อนอาจใช้เวลา 20-30 ปี แต่นั้นเป็นเวลาในยุคโบราณที่เดินช้า เท่ากับความเร็วของม้า และคนเดินเท้า แต่ยุคศตวรรษที่ 21 เวลาเดินเร็วเท่ากับสัญญาณอินเตอร์เน็ต ดังนั้นระยะเวลาที่จักรวรรดิอันชั่วร้ายนี้จะล่มสลายลง ต่ำกว่า 5 ปีอย่างแน่นอน ที่จริงมันมีเวลาบอกอยู่แล้ว ทุกคนต่างก็รู้ในใจของตน แต่คงพูดไม่ได้

หน้าที่ของฝ่ายประชาธิปไตยตอนนี้คือ “การแจกยาเม็ดสีแดง” ปลุกคนที่กำลังหลับไหลใน Matrix ให้ตื่นขึ้นมา ตอนนี้คนตื่นขึ้นมาเยอะแล้ว แต่รอถึง “มวลวิกฤติ” หรือ รอให้ “ลิงตัวที่หนึ่งร้อย” ตื่นขึ้นมาก่อน เมื่อนั้น ลิงทั้งฝูงจะตื่นขึ้นพร้อมกัน

ผมเชื่อว่าตอนนี้ลิงตัวที่เก้าสิบกว่า ตื่นขึ้นแล้ว

รอยเตอร์วิจารณ์ครมใหม่ อยู่ไม่นาน-เอาพธม.มาเป็นรมต.ได้ไง

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2551

รอยเตอร์ สำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานข่าวไปยังประเทศทั่วโลก นำเสนอข่าววันนี้ (19 ธ.ค.) แจ้งว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอภิสิทธิ์ ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

รอยเตอร์อ้างคำพูดของนักธุรกิจและนักวิจารณ์ทางการเมืองที่กล่าวว่า รัฐมนตรีหลายรายยังขาดประสบการณ์ และน่าจะทำให้ปัญหาทางการเมืองยิ่งแย่ลง

"นักวิเคราะห์ส่วนมากไม่ได้คาดหวังว่าคณะรัฐมนตรีของเขา (อภิสิทธิ์) จะสามารถอยู่ได้เกินปี 2009 ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเข้าใกล้ศูนย์หรือแย่ไปกว่านี้" รอยเตอร์เผยในข่าวที่ตีพิมพ์ทั่วโลก

หยิบกรณีแต่งตั้งกษิต ณ พันธมิตร มาวิจารณ์

รอยเตอร์ยังได้หยิบยกกรณีการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ซึ่งได้แก่นายกษิต ภิรมย์ ว่าจะทำให้แผนการสร้างภาพนายอภิสิทธิ์ ผู้ซึ่งติดภาพเป็นคนเรียนนอกและคนกรุง มีปัญหา เพราะนายกษิตคือหนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญของกลุ่มพันธมิตร ศัตรูทางการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณ ผู้เป็นขวัญใจคนชนบทและคนยากจน

เนื้อข่าวได้อ้างคำวิจารณ์ของคุณ Supalak Ganjanakhundee ที่กล่าวว่า ใครก็ตามที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ควรรับตำแหน่งที่เป็นหน้าตาของประเทศไทยที่มีต่อชาวโลก ซึ่งเนื้อข่าวส่วนดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้


"เขาทั้งหลายจะไม่สามารถอธิบายให้กับสังคมโลกได้อย่างมีเหตุผลถึงรากเหง้าของวิกฤตทางการเมือง" เขา(คุณศุภลักษณ์)กล่าว

นายกษิตได้ปกป้องบทบาทของตนในการรณรงค์ของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งรวมไปถึงการปิดกั้นสนามบิน โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางประชาธิปไตย

'พันธมิตร ไม่ได้เป็นกลุ่มแก๊งอันธพาล สิ่งที่เราได้ทำไปเป็นเพียงการดำเนินการทางประชาธิปไตย เพื่อขับไล่รัฐบาลที่คอร์รัปชั่น' เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการสัมนาเมื่อวันศุกร์

นักการทูตในกรุงเทพฯ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมฉบับหนึ่ง(ที่มักไม่ค่อยจะทำเช่นนี้)ในเดือนนี้ กล่าวว่า พวกเขารู้สึก "กังวลอย่างยิ่งยวด" ในการที่ทางการปล่อยปละหย่อนยานต่อกลุ่มกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันที่อยู่สูงสุดในโครงสร้างของสังคม ในการเขายึดสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

(Diplomats in Bangkok issued a rare joint commuique this month, saying they were 'seriously concerned' at the ease with which the PAD, which had the support of figures at the top of the establishment, took over one of Asia's biggest airports.)


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

Reuters: New Thai cabinet faces flak
Thai E-news: เจ้าทรัพย์มองตาปริบๆ โจรปล้นเสร็จหารส่วนแบ่ง ยึดสนามบินได้ดีเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ปล่อยให้ยึดได้คุมกลาโหม-คัมแบ็คผบ.ตร.!

แรง!สื่อยุ่นเตือนระบอบปกครองหุ่นเชิดยุบสภา นักธุรกิจญี่ปุ่นต้องทบทวนการลงทุนในไทย

ที่มา Thai E-News

ที่มา บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุน

หมายเหตุจากไทยอีนิวส์:อาซาฮีชิมบุน สื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นตั้งคำถามหลังการเปลี่ยนขั้วการเมืองไปสู่ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณว่า เมืองไทยจะสามารถคืนเสถียรภาพทางการเมือง เช่นครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าที่สุดในอาเซียนได้หรือไม่ ตลอดจนตั้งคำถามถึงสถาบันสำคัญของประเทศว่าควรเปิดเวทีถกแถลงเกี่ยวกับบทบาทกรอบเขตของสถาบันได้แล้วหรือยัง ตลอดจนเตือนว่า รัฐบาลไทยจะต้องทำงานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ธุรกิจของชาวญี่ปุ่นในไทยจะต้องทบทวนยุทธศาสตร์ระยะยาวใหม่


บทความตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเวลาสองปีแล้วนับตั้งแต่การทำรัฐประหาร กันยา 49 แต่ความสมานฉันท์ระหว่างคนสองฟากในไทย ดูเหมือนจะยิ่งแตกแยก หน้าที่เร่งด่วนจึงเป็นของนายกฯคนใหม่ในการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติ

สื่อญี่ปุ่นฉบับดังกล่าวยังทราบด้วยว่า ทางกองทัพแท้จริงแล้วเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และดันนายอภิสิทธิ์ขึ้นมา อีกทั้งยังได้แนะนำว่า ภายใต้หลักพื้นฐานของประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์ควรที่จะยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นมาใหม่ เนื่องจากรัฐบาลของเขาไม่ใช่รัฐบาลที่ได้รับเสียงข้างมาก อย่างไรก็ดี สื่อยุ่นก็ไม่เชื่อว่าอภิสิทธิ์จะทำตามคำแนะนำดังกล่าว เนื่องจากการเลือกตั้งในประเทศไทยหลายครั้งที่ผ่านมา ล้วนแต่เป็นพรรคฟากของคุณทักษิณที่กำชัยชนะไว้ ในขณะที่พรรคฝ่ายต่อต้านคุณทักษิณไม่สามารถได้รับชัย รวมไปถึงการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาด้วย

บทความชี้ว่า เครดิตความเชื่อถือของเมืองไทย ได้ลดต่ำลงอย่างมากในสังคมโลก โดยเฉพาะหลังการปิดสนามบิน และความกังวลที่มีต่อพระพลานามัยของกษัตริย์ไทย รัฐบาลไทยจะต้องทำงานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจของชาวญี่ปุ่นในไทยจะต้องทบทวนยุทธศาสตร์ระยะยาวใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องสื่อสารไปยังนายอภิสิทธิ์ถึงเรื่องดังกล่าวนี้

บทความได้เรียกร้องให้นายกฯไทยคนใหม่นี้ ได้ดำเนินการอย่างกล้าหาญ ในการที่จะขจัดความยากจนในภาคอีสานเพื่อที่จะลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย ปิดกั้นโอกาศในการแต่งตั้งกลุ่มคนที่ต่อต้านคุณทักษิณขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะเดียวกับที่เปิดการเจรจากับคนฟากคุณทักษิณ

บทความได้เรียกร้องให้รัฐบาลและประชาชนชาวไทย มีส่วนร่วมในการเปิดเวทีถกปัญหาเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเมือง เพื่อที่จะเป็นการสร้างพื้นฐานประชาธิปไตยในระยะยาว ประชาชนไทยจะต้องไม่แก้ปัญหาที่เกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง เพียงการพึ่งพิงพระมหากษัตริย์ในการแทรกแซงเมื่อเกิดวิกฤต

ท้ายสุดได้กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของญี่ปุ่น และหวังว่าไทยจะสามารถออกมาจากความยุ่งยากดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

ก่อนหน้านั้นทูต6ชาติรวมทั้งญี่ปุ่น สหรัฐ สหภาพยุโรปได้ยื่นแถลงการณ์ต่อไทยให้ดำเนินคดีกับพันธมิตรตามกฎหมาย ส่วนพันธมิตรต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ปิดสนามบินอีก เพราะกระทบต่อชาวต่างประเทศด้วย

28ธันวาประชาชนไทยขับไสระบอบปกครองหุ่นเชิด

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ธันวาคม 2551

นปช.นัดชุมนุมใหญ่สนามหลวง 28 ธ.ค.

เมื่อเวลา 13.30น.วานนี้(19ธ.ค.) ที่อาคารอิมพีเรียลเวิร์ด ลาดพร้าว นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แถลงข่าวนัดชุมนุมครั้งใหญ่ โดยระบุว่า กลุ่ม นปช.และกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดการปราศัยครั้งใหญ่ขึ้นที่ท้องสนามหลวงในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเปิดชุมนุมก่อนรัฐบาลแถลงนโยบาย 1 วัน พร้อมประกาศจะยกระดับการต่อสู้ไปสู่ระดับสากลเพื่อต่อต้านรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในทุกรูปแบบและแสดงให้เห็นว่าไม่ไว้วางใจในตัวนายกฯและคณะรัฐมนตรี'อภิสิทธิ์1'ทั้งนี้เพื่อต้องการกดดันให้มีการยุบสภาในทันทีหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จและยังได้ชี้ไปถึงโผรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าในเร็ว ๆ นี้ว่าบางรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยตรง อาทิ นายกษิต ภิรมย์ ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าที่ รมว.กลาโหม อย่างไรก็ตามแกนนำ นปช.ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามกฎหมายกับทุกฝ่ายโดยเท่าเทียมกันด้วย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ หนึ่งในผู้จัดรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า กลุ่ม นปช.ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ ใช้เสื้อสีแดงเป็นสัญญลักษณ์ เป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลที่มีอดีตพรรคพลังประชาชน(พปช.)เป็นแกนนำ ที่ผ่านมา การจัดรายการ"ความจริงวันนี้" มีผู้ดำเนินการหลัก คือ นายวีระ มุสิกพงษ์ ,นายจตุพร และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช. โดยเนื้อหารายการส่วนใหญ่ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งต่อต้านรัฐบาลชุดก่อน ขณะที่ นปช.สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดก่อน

นายจตุพร กล่าวอีกว่า การชุมนุมในวันที่ 28 ธ.ค. จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 16.00 น.และคาดว่าจะยุติการชุมนุมในเวลา 24.00 น. ส่วนในวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโทรศัพท์ทางไกลมาร่วมรายการ(โฟนอิน)หรือไม่ ต้องขอหารือกับพ.ต.ท.ทักษิณ ก่อน

อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมที่สนามหลวง จะไม่มีการเคลื่อนไหวไปปิดล้อมรัฐสภา ในวันที่ 29 ธ.ค.ที่จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาล แต่หากมีกลุ่มคนเสื้อแดงไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่สภาฯ ถือเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แกนนำไม่สามารถห้ามปรามได้

นายจตุพร กล่าวเพิ่มเติมว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ 1 ยืนยันได้ถึงการแทรกแซงการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาลที่ต้องตอบแทนผู้ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังได้ถามหาจริยธรรมกับนายกรัฐมนตรีกรณีหนีทหาร เนื่องจากการคดีไม่มีอายุความแต่จะติดตัวไปตลอดชีวิต ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานสอดคล้องกับรัฐบาลชุดใหม่ โดยใช้ 2 มาตรฐานกับผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่มีการเร่งออกหมายจับดำเนินคดีผิดกับกรณีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมเตือนหากหมดความอดทนจะตอบแทนอย่างสาสมส่วนการชุมนุมวันที่ 28 ธันวาคม จะมีการโฟนอินของอดีตนายกรัฐมนตรีเพื่ออวยพรปีใหม่หรือไม่ให้ติดตาม แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประสาน


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลทั้งนอมินีทั้งหุ่นเชิด ทำตัวหล่อ แต่ถูกชักเชิดจากมือที่มองไม่เห็น และกลุ่มยี้ไอ้เท่งไอ้ทองอย่างนายสุเทพ หรือนายเนวินมีบทบาทตัวจริง

ส่วนความเคลื่อนไหวของ3เกลอ ขณะนี้มีการเตรียมการในการขยายเครือข่ายสื่อสารมวลชนของคนเสื้อแดง โดยจะเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ที่มีลักษณะคล้ายกับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี ต่างกันตรงให้ประชาชนสามารถรับสัญญาณได้จากจานรับสัญญาณทุกระบบ ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารกันของประชาชนเสื้อแดง

"หลังปีใหม่ 2552 ระบบทุกอย่างจะเริ่มดำเนินการ โดยตั้งใจจะให้คล้ายกับฟรีทีวีทั่วไปให้มากที่สุด และเมื่อออกอากาศแล้วจะมีการเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการให้มากที่สุด สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับการออกอากาศ หากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะขัดขวางการออกอากาศของช่องทางการสื่อสารของประชาชน ที่รักในประชาธิปไตย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพีทีวี สมัยรัฐบาล คมช. เราก็พร้อมจะสู้ทุกรูปแบบเหมือนกัน ต้องดูกันว่า นายอภิสิทธิ์ จะกล้าสกัดช่องทางประชาธิปไตยนี้อย่างไร ขณะที่สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเหมือนกันยังสามารถออกอากาศได้ หากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารซ่อนรูปจะปิดกั้นก็ลองดู" นายณัฐวุฒิ กล่าว

จูบลมชมเงา

ที่มา ไทยรัฐ

โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ฝีมืออำนวยการสร้างและ กำกับการแสดงของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ก็เปิดออกมาแล้วอย่างรวดเร็วทัน ใจ

จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็แล้วแต่สายตาคนมอง

สำหรับวันนี้ “แม่ลูกจันทร์” ขอวิเคราะห์ แยกส่วนเฉพาะโควตารัฐมนตรีประชาธิปัตย์ พรรคเดียว

การจัด ครม.งวดนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้เอง 17 ตัว

แบ่งให้รัฐมนตรีคนนอก 2 ตำแหน่ง เหลืออีก 15 เก้าอี้ แบ่งให้คนใน พรรคอีก 15 คน

พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส. 165 คน มีโควตา 15 ตำแหน่ง เฉลี่ยเป็นสัดส่วน ส.ส. 11 คน ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตัว

รัฐมนตรีคนนอก 2 คน ได้แก่ “พล.อ. ประวิตร วงษ์ สุวรรณ” เป็น รมว.กลาโหมคนใหม่ จัดให้ตามที่คุณขอมา

คนนอกอีกคนคือ “วีระชัย วีระเมธากุล” ลูก เขยซี.พี. รมต.สำนักนายกฯ เป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพลังการเมืองกับพลังกลุ่มทุน

เพราะรัฐบาลนี้ เจ้าสัวซี.พี.เปิดตัวสนับสนุนสุดลิ่มทิ่มประตู

ชีชีแป๊ะแป๊ะเซ็งลี้ฮ่อฮ้อ ขอให้รัฐบาลอายุ ยืน

ทีนี้ก็เหลือโควตารัฐมนตรีอีก 15 ตำแหน่ง “เทพเทือก” ในฐานะผู้ จัดการรัฐบาล เป็น รองนายกฯ อันดับ 1 กำกับดูแลตำรวจโดยตรง

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นรองนายกฯ อันดับ 2 ประสานนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ส่วนโควตา รมว.มหาดไทย และ รมว.คมนาคม สองกระทรวงเกรดเอ กลุ่มเพื่อนเนวินตีตั๋วจอง!!

“แม่ลูกจันทร์” ผิดหวังที่พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจะขอดูแลกระทรวงเศรษฐกิจทั้งระบบครบวงจร

เอาเข้าจริงเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ กลับยกไปให้พรรคอื่นทั้งยวง

ยืมจมูกเพื่อนหายใจก็ต้องจ่ายค่าเช่าแพงอย่างนี้แหละ โยม

สำหรับโฉมหน้ารัฐมนตรีโควตาประชาธิปัตย์ที่ “แม่ลูก จันทร์” ฉายเป็นหนังตัวอย่างประกอบการพิจารณา

กรณ์ จาติกวณิช เป็น รมว.คลัง จุ รินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็น รมว.ศึกษาฯ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็น รมว.วิทยาศาสตร์ฯ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็น รมว.ยุติธรรม วิทยา แก้วภรา ดัย เป็น รมว.สาธารณสุข

เทียบฟอร์มรัฐมนตรีทั้ง 5 กระทรวง ถือว่าเหมาะสมดี

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ, อลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และ ถาวร เสน เนียม รมช.มหาดไทย โดยภาพรวมถือว่าโอเค

ส่วนรัฐมนตรีอีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยนาม เพราะยังไม่แน่ ใจในฝีมือ

“แม่ลูกจันทร์” ผิดหวังที่ขุนพลฝีมือดีของ พรรคประชาธิปัตย์หลายคนต้องแห้วเก้าอี้รัฐมนตรี

โดยเฉพาะคนที่พรรคแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีเงา โดยหลักการต้องได้ เป็นรัฐมนตรีตัวจริง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เป็น

แม้แต่ขุนพลรุ่นเดอะ เช่น ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี, พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล, สุทัศน์ เงินหมื่น ฯลฯ ก็ถูกเด็กเส้นตัด หน้าแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีไปครอง

กลุ่มลูกหม้อรุ่นซีเนียร์ที่จ่อหัวคิวเป็นรัฐมนตรี เช่น นิพนธ์ บุญญามณี นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ฯลฯ ชื่อหลุดโผไปตามๆกัน

แต่ที่ “แม่ลูกจันทร์” ผิดหวังอย่างแรงคือ “องอาจ คล้ามไพบูลย์” อดีตโฆษกพรรคประชาธิ ปัตย์ ที่เสียสละอดทนทำงานหนักรับใช้ พรรคมานาน

ถ้าวัดพรรษาการเมืองและวัดที่ผลงาน “องอาจ” ต้องได้เป็นรัฐมนตรีพันเปอร์เซ็นต์!!

แต่สุดท้าย “องอาจ” ก็ต้องเป็นรัฐมนตรีเงา ต่อไป

สรุปว่า การแบ่งโควตารัฐมนตรีครั้งนี้ไม่เป็นธรรม!!

โควตารัฐมนตรียังไม่เป็นธรรม แล้วอย่างนี้หรือจะใช้ ความเป็นธรรมแก้ปัญหาบ้านเมือง??

แม่ลูกจันทร์

ประชาธิปไตยพิการ

ที่มา ไทยรัฐ

อยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน สำหรับนายกฯคนใหม่ที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดังนั้น น้ำต้มผักก็ต้องว่าหวานเอาไว้ก่อน แต่ด้วย สถานการณ์บ้านเมืองอย่างนี้ เชื่อว่าไม่นานคุณอภิสิทธิ์ ก็คงตกอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่าง จากอดีตนายกฯที่ผ่านมา

แผลเต็มตัว

ระบบการเมืองที่พิลึกกึกกือยึดผลประโยชน์ต้องมาก่อนจะทำให้กลไก ทางการเมือง ยิ่งพิการเข้าไปใหญ่ในสภา ไม่มีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน เพราะด้วยข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญในขณะเดียวกัน ประธาน สภาและรองประธานสภา ก็เป็นนักการเมืองจากฝ่ายค้าน นักการ เมืองพรรคเดียวกัน ก็มีทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล มั่วกันไปหมด นี่คือพิษของงู เห่า

จะพายเรือกันอย่างไร

มาที่ระบบการบริหาร เมื่อครั้งเป็นฝ่ายค้าน เคยขุดคุ้ยโจมตีเกี่ยวกับ เรื่องทุจริตคอรัปชันเอาไว้เยอะ อาทิ การเช่ารถเมล์ของ ขสมก. โครงการฝายแม้ว หรือ โครงการที่ยังขึ้นโรง ขึ้นศาลคาราคาซังกันอยู่ พอเปลี่ยนสถานะมาเป็นรัฐบาลแล้วก็ เผอิญผู้ถูกกล่าวหาก็มาอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน จะตรวจสอบกันอย่างไร

ลูบหน้าปะจมูก

ย้อนรอยไปเมื่อครั้งเกิดวิกฤติการเมือง มีการวางกับดักเอาไว้เยอะ บอยคอตเลือกตั้ง ไม่เข้าประชุมสภา อารยะขัดขืน สารพัด เล่นเกมกันจนมีการยึดอำนาจ เมื่อ 19 กันยา 2549 เห็นว่ายังไม่ได้ชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็หมกเม็ดเอาไว้ในรัฐ ธรรมนูญ ยึดเสียงข้างมากจากประชาชนไม่ได้ ก็ยัดเยียดนักการเมืองมาจากการลากตั้ง ล้มกระดานการเมืองไม่ได้ ก็ใช้อำนาจจากปลายกระบอกปืน

นำมาสู่ชัยชนะของเสียงข้างน้อย

ผมยืนยันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมา เพื่อ ล้างระบอบทักษิณ เท่านั้น เลยมีการจำกัดสิทธิทาง ประชาธิปไตยทุกอย่าง แต่ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับระบอบทักษิณเท่านั้น แต่กระทบ ไปถึงระบอบประชาธิปไตยโดยตรง

กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือทำลายล้างระบอบ ประชาธิปไตยโดยเฉพาะ ปัจจุบันไม่ต้องไปซื้อเสียงในระหว่างการเลือกตั้งให้เมื่อยตุ้ม มาซื้อตัว ส.ส. เอาสบายกว่า ชัวร์กว่า อีกหน่อยเสียงข้างน้อยก็สามารถที่จะเป็นรัฐบาล ได้ในพริบตาเดียว แค่มีเงินซะอย่าง เนรมิตให้ใครเป็นนายกฯก็ได้ เพราะฉะนั้น การที่ จะอ้างแหวนแทนใจ เป็นความชอบธรรมในการเข้ามาเป็นรัฐบาลขึ้นมาเป็นนายกฯ

ก็ไม่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยอยู่ ดี.

หมัดเหล็ก

แจกโบนัสกันถ้วนหน้า

ที่มา ไทยรัฐ



“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ที่นั่งเป็น ประธานในวันที่นักเลือกตั้งนั่งรถตู้จากปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนวิภาวดีฯ ตบเท้าเข้าพบ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ค่ายทหาร กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ (ร1.รอ.)

ได้รับช่อดอกกุหลาบแดงเชิญให้นั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม

นายวีระชัย วีระเมธีกุล ในฐานะ “เขยซีพี” ตัวแทนกลุ่มทุนเครือเจริญโภคภัณฑ์ใช้โควตาคนนอก เบียดนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ตัวเต็ง “คนใน” หลุดโผนาทีสุดท้าย

อุ้มมาเสียบเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบทบาทเป็นขาประจำขึ้นเวทีม็อบ พันธมิตรฯถล่มอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ได้รับจัดสรรเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรักษาการนายกฯ บอสใหญ่ยักษ์ก่อสร้าง “ชิโนไทย” ในฐานะบิดาของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล สหายรัก และนายทุนใหญ่ของก๊วน “เพื่อน เนวิน” ที่อัดฉีดเกมพลิกขั้ว

รับโบนัสปีใหม่ นั่งตำแหน่ง รมว.มหาดไทย

นายโสภณ ซารัมย์ อดีต รมช.คมนาคม สายตรง “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ที่ได้ดิบได้ดีเพราะทำตัวอยู่ในคาถาพ่อมดเขมร

เสกให้ขึ้นชั้นเป็น รมว.คมนาคม

“ทหาร-นายทุน-ม็อบพันธมิตรฯ-ก๊วนเพื่อนเนวิน” ครบโควตา พร้อมหน้า พร้อมตา ผู้อุปถัมภ์รายการที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

แบ่งรางวัลกันไป

ไม่ได้ตั้งใจจะดักคอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกาศไว้อย่างสวยหรู ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี

“ผมได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร ไม่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ หรือแม้แต่เพื่อนเนวิน จะเป็นเบี้ยล่างของประชาชนเท่านั้น”

แต่ยอมรับความจริงเถอะ อย่าเขินเลย

เพราะอย่างไรเสียก็คงไม่มีผลเท่าไหร่ ในฐานะ “เด็กเส้น” ที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน ขี้ใหม่หมาหอม ทำอะไรก็ยังดูดี

“โอกาส” ยังเหลือให้ใช้อีกเยอะ

ไหนจะ “ตัวช่วย” ที่ยังเรียกใช้ได้ตลอดเวลา ล่าสุด พ.ต.ท. สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ออกมาโวยวาย ขณะนี้มีการส่งทหาร 2,000 นาย กระจายลงพื้นที่ภาคอีสานกับภาคเหนือ เพื่อทำงานมวลชน

โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนหันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ไม่แน่ใจจะเป็นชุดเดียวกับที่ “บิ๊กป๊อก” เพิ่งพูดอยู่หยกๆ เรื่องแนวคิดการส่งทหารทำความเข้าใจกับชาวบ้านในภาคเหนือกับภาคอีสาน เพื่อลดอุณหภูมิความแตกแยกทางความคิดหรือไม่

ที่แน่ๆโดยเงื่อนไขที่ต้องรุกยึดพื้นที่ “รากหญ้า” คืนจาก “ทักษิณ” ในห้วงจังหวะที่กองกำลังเสื้อแดงกำลังปั่นป่วนจากคิวที่ก๊วน พ่อมดทรยศ

“นายใหญ่” ตั้งหลักยังไม่ติด

ก่อนอื่นเลยก็ต้องวัดเดิมพันกันในคิวเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 29 เก้าอี้จากคดียุบพรรค ช่วงต้นปีหน้า ที่รู้กันอยู่ว่าภาคอีสานกับภาคเหนือเป็นฐานเสียงแข็งปึ้กของ “ทักษิณ”

ถ้าตัดเสียงเพื่อไทยได้ ก็เท่ากับเพิ่มแต้มให้รัฐบาลประ-ชาธิปัตย์

ไปกลับสองเด้งเลย

แต่อย่างที่รู้กัน ลำพังแค่มุกแหวนหมั้นของ “ยายเนียม” ช่วย “อภิสิทธิ์” ไม่ได้แน่ โดยแต้มที่จะหวังกันได้ต้องพึ่ง “เพื่อน เนวิน” รับอาสาเป็นแฟรนไชส์ ในฐานะมวยรู้ทาง คุมเครือข่าย มหาดไทยเป็นทัพหน้าส่งขุนศึกลุยพะบู๊กับค่ายเก่า

เน้นเกมโหด บู๊ฮาร์ดคอร์ สู้กับกระแสรักปักใจยี่ห้อ “ทักษิณ”

โดยมีเครือข่ายสีเขียวและสีเหลืองของม็อบพันธมิตรฯเป็นพี่เลี้ยงประคองอยู่ข้างเวที

คิวนี้ “นายใหญ่” เจอรุมกินโต๊ะก็แล้วกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน