WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 22, 2008

คนละหมัด

ที่มา ไทยรัฐ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ : “วันนี้ประเทศของเราต้องมีความสามัคคี ขอยืนยันว่าผมจะทำงานให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเลือกผมหรือไม่เลือกผม ไม่ว่าจะสนับสนุนผมหรือต่อต้านผม”.

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร : “มีความรู้สึกเป็นห่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เข้า มาเป็นรัฐบาล ไม่ รู้ว่าอนาคตของประเทศไทยจะไปทางไหน เป็นห่วงฝีมือว่าเขาทำงานได้แค่ไหน แต่ก็คงยาก”.

เริ่มต้นที่หน้าตักติดลบ

ที่มา ไทยรัฐ

แค่ตั้งลำก็ส่อเค้า “จุดเริ่มต้นไปสู่อวสาน”

กับปรากฏการณ์ส่งธนาณัติ 500 บาท เป็นเวลา 100,000 ปี มุก “แดกดัน” ผ่อนใช้หนี้นายทุน 80 ล้านบาทของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง

หรือคิวดับเครื่องชน “แก๊งออฟโฟร์ภาค ปชป.” ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เฉลยชื่อกันชัดๆ ไล่ตั้งแต่ “แม่เลี้ยงติ๊ก” นางศิริวรรณ ปราศจาก-ศัตรู นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายวิทยา แก้วภราดัย และนางอัญชลี วานิช เทพบุตร

บทเฮี้ยวของ “ตัวเต็ง” ที่อกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรี

ฟาดหางกันอย่างแรง

ที่แน่ๆโดยมาตรฐานของ “สถาบันการเมือง” ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบพรรคควบคุมกันเอง ไม่บ่อยนักที่คนในจะกล้าออกมาเปรี้ยวข้างนอก

แต่ถ้าแตกที ก็ถ่ายเลือดล้างบางกันเลย

หักดิบกันแบบ “กลุ่ม 10 มกรา” ที่ดาวรุ่งอย่างนายวีระ มุสิกพงศ์ ต้องกระเด็นออกมา หรือโซ้ยกันซึ่งๆหน้าแบบคิว “ทศวรรษใหม่” กับ “ผลัดใบ” ที่ถึงขั้นต้องลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคระหว่างขั้วของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เกมทั้งลึก เหี้ยม และโหด

และจับอารมณ์ล่าสุด ทำท่าจะร้อนแรงยิ่งกว่า เพราะเปิดหน้าลุยกันแบบไม่ต้องรำมวย

ดับเครื่องชนกันตั้งแต่ยกแรกเลย

นอกจากพูดใส่หน้านายกฯอภิสิทธิ์ตรงๆว่า “ไม่มีความสุข” นายนิพิฏฐ์ยังประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล จองกฐินตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีโควตานายทุน

ออกอาการไม่รับเคลียร์

ฟอร์มเดียวกับนายเฉลิมชัย ที่ยกกองเชียร์ขู่คืนบัตรสมาชิกพรรค พร้อมขึ้นป้ายทีม ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ย้ายไปพรรคไหนก็รีบอ้าแขนรับ

พร้อมชิ่ง ทางใครทางมัน

“นิพิฏฐ์-เฉลิมชัย” รอยปริที่รอขยาย ตามสัญญาณที่พอจับได้ จากการที่นายอภิสิทธิ์ แกล้งกระเซ้านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ต่อหน้าสื่อมวลชน เป็นทำนองหยั่งเชิงกระแสข่าวไม่แฮปปี้กับการจัดโควตา ครม. รวมไปถึงคิวโดดร่มของแกนนำและ ส.ส.ในซีกของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ไม่เดินทางเข้าร่วมสัมมนาพรรคที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มันมีเค้าลางให้แกะรอย

อย่างน้อยๆก็มีคนกล้าที่จะไม่รับโทรศัพท์จากนายกฯอภิสิทธิ์ที่ต่อสายเคลียร์ใจ และจะเป็นปมค้างคากันต่อไป

ทำไมถึงได้ดีเฉพาะคนใกล้ตัวของ “อภิสิทธิ์”

นี่คือระเบิดเวลาลูกใหญ่ถูกวางและตั้งนาฬิการอเวลาทำงาน เป็นการตอกย้ำภาพ “อภิสิทธิ์” ในฐานะหัวหน้าพรรคหนุ่ม มหาบัณฑิตจากออกซ์ฟอร์ด ที่ถูกลูกพรรคนินทาลับหลังอยู่เนืองๆว่า ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แม้แต่คนในพรรคเดียวกัน

เป็นคนไม่เอาพวก

ในพรรคเดียวกันยังกระเพื่อมหนัก แต่ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า “อภิสิทธิ์” ในฐานะนายกฯ ที่ต้องแบกรับเสียง “ยี้” ตั้งแต่นาทีแรกที่ปรากฏโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ในห้วงยังไม่ได้ ประกาศอย่างเป็นทางการ

“นายกฯหล่อกับ ครม.ขี้เหร่”

นี่คือต้นทุนติดลบที่ “อภิสิทธิ์” ต้องบริหารให้ได้กำไร

ในขณะที่เดิมพันสูงกว่า จะลืมไม่ได้เด็ดขาดว่า รัฐบาล “เส้นใหญ่” ของนายกฯอภิสิทธิ์ ตีตั๋วพิเศษเข้ามาเป็นนายกฯ ภายใต้เงื่อนไขบังคับ ระดับ “ความคาดหวัง” สูงกว่ารัฐบาลของอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช และอดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์

“ขี้เหร่” แถมยังไม่มีเส้น

แต่ก็ยังไม่เปย์กันถึงขนาดที่ยอมให้ “ก๊วนพ่อมดเขมร” คว้าไปเนื้อๆไม่มีติดมัน ฟาดทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม แถมยังแผ่มนต์ไปช่วยดันคนของเครือข่ายอดีตแก๊ง 16 เก่าให้ล็อกโควตา รมช.เกษตรฯ

ทำให้รู้กันไปเลยว่า ใครคือผู้จัดการรัฐบาล “ตัวจริง”

ขอแค่พลิกขั้วจัดรัฐบาลให้ได้ ทำเพื่อแลกกับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

“อภิสิทธิ์” ทุ่มทุนจนหน้าตักติดลบเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

อิเหนาเป็นเอง

ที่มา ไทยรัฐ

ต้องโทษสังคมที่ตั้งความคาดหวังสูงเกินไป

เมื่อโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทั้ง 35 คน ที่โปรดเกล้าฯแต่งตั้งอย่างเป็นทางการประกาศ ออกมา พี่น้องประชาชนที่ตั้งความหวังไว้สูงปรี๊ดจึงเกิดอาการอึ้งกิมกี่ไปตามๆกัน

อึ้งกิมกี่เพราะคุณภาพรัฐมนตรีไม่ คับแก้วอย่างที่คุย

ถึงจะมีรัฐมนตรีบางกระทรวงที่ดูดี แต่ในเมื่อรัฐมนตรีส่วนใหญ่ดูไม่ดี ก็เกิดกระแสยี้ระเบิดเถิดเทิง

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงไม่กล้ากินเต้าหู้ยี้ไปอีกหลายวัน

“แม่ลูกจันทร์” ถึงจะผิดหวังกับโฉม หน้า ครม.ดรีมทีม แต่ก็เข้าใจว่าการตั้ง ครม.ครั้งนี้มีข้อจำกัดมากมาย

ทำให้ไม่สามารถวางตัวรัฐมนตรีให้แจ่มแจ๋วอย่างที่ตั้งใจ!!

เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่มี ส.ส.มากพอที่จะพลิกขั้วด้วยตัวเอง จำเป็นต้องไปดึงพรรคอื่นๆเข้ามาร่วมผสมพันธุ์

ต้องพึ่งบารมีบิ๊กทหารให้ช่วยเปลี่ยนขั้วการเมือง

ต้องพึ่งพลังกลุ่มทุนที่ช่วยสนับสนุนเงินทอง

นี่คือการเมืองของจริง ซึ่งแตกต่างจากการเมืองในภาคทฤษฎีอย่างสิ้นเชิง และทำให้การจัดโผ ครม.ทุกรัฐบาลจึงออกมาเป็นหลนเต้าหู้ยี้ทุกที

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าการที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ออกมาไม่แจ๋วสมราคา พี่น้องประชาชนย่อมผิดหวังเป็นธรรมดา

แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวังกับการเมืองไทย

เพราะระบอบประชาธิปไตยทำตามอำเภอ ใจไม่ได้เหมือนระบอบเผด็จการ

แต่ข้อดีของประชาธิปไตยคือ การให้ อำนาจประชาชนทุกคนเป็นผู้ตัดสินอนาคตการเมือง

ถ้ามองในแง่ดี การที่โฉมหน้า ครม. “รัฐบาลมาร์ค 1” ขัดหูขัดตาขัดใจประชาชน อาจเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลทุ่มเททำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

ฉะนั้น ขอโอกาสให้นายกฯอภิสิทธิ์ได้ทำงานพิสูจน์ฝีมือเสียก่อนซัก 3 เดือน!!

เวลา 3 เดือน น่าจะมองเห็นแนวโน้มว่ารัฐบาลสามารถแก้วิกฤติต่างๆได้ผลเป็นอย่างไร??

ถ้าสิ้นเดือนมีนาคม ปีหน้า รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังทำงานไม่เป็นสับปะรดแมวก็ควรไข ก๊อกลาออกไปซะโดยดี

สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีใครบ้างที่ผิดฝาผิดตัว “แม่ลูกจันทร์” จะใส่เข้าเครื่องเอกซเรย์วันต่อไป

แต่วันนี้ขอกระชุ่นถึงปัญหาศึกสายเลือดในพรรคประชาธิปัตย์อย่าง เดียว

เพราะความขัดแย้งจากการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีที่ไม่เป็นธรรม กำลังเป็นแผลอักเสบที่อาจจะกลายเป็นบาดทะยักในระยะยาว

จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องรีบรักษาความแตกร้าวโดยเร็ว!!

ประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาก็บ่งชี้ว่าเวลาที่เป็นฝ่ายค้านทุกคนในพรรค จะสามัคคีกลมเกลียว

แต่พอได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่จะต้องทะเลาะกันเอง

ข้อสำคัญ ยามที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านจะเปิดประเด็น โจมตีรัฐบาลได้อย่างเจ็บแสบกระดองใจ

แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์พลิกขั้ว เป็นรัฐบาล สิ่งที่เคยโจมตีพรรคอื่นไว้มักจะย้อนมา เข้าตัวเอง

พรรคประชาธิปัตย์เคยโจมตีรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชายว่าตั้งคนไม่เอาไหน ไม่มีความรู้ความสามารถมาเป็นรัฐมนตรี

แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล

แถมจัดสรรเก้าอี้ให้ตัวแทนกลุ่มทุนเข้าไปนั่งชูคอเป็นรัฐมนตรี

แม้แต่พวกที่ถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี ก็ตั้งเมียเป็นรัฐมนตรีนอมินี ท้าทายอำนาจ กกต.

พุทโธ ธัมโม สังโฆ การเมืองเป็นเรื่องอนิจจัง

วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ทำแบบเดียวกันเป๊ะเลย.

แม่ลูกจันทร์

สื่อเทศตีข่าว 'กษิต' แนบแน่นพันธมิตรฯ

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. สำนักต่างประเทศรายงานสถานการณ์ การเมืองไทยระบุนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดเผยรายชื่อ ครม.ชุดใหม่พร้อมทำงานแล้ว มุ่งสร้างความปรองดองภายในชาติและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แม้มีคำขู่ประท้วงถึงความไม่เหมะสมของรัฐมนตรีบางตำแหน่ง นอกจากนั้นหนึ่งใน ครม.คือนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ วัย 64 ปี ต้องเผชิญกระแสกดดันทันทีหลังรับตำแหน่ง เนื่องจากมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยึดสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินดอนเมืองเมื่อช่วงเดือนที่แล้ว นายกษิต ยังเคยขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯระบุถึงอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ชนะความพยายามต่อสู้ทางการเมือง และกลุ่มพันธมิตรฯจะไม่ถอยให้ พร้อมยืนยันว่าการร่วมประท้วงกับกลุ่มพันธมิตรฯไม่ใช่เรื่องบาป เพราะชาวบ้านหลายล้านคนต่างต้องการถอนรากถอนโคนการทุจริตคอรัปชัน

ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังคนใหม่ ถูกนายไมเคิล เนลสัน นักวิเคราะห์การเมืองจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า นายกรณ์อายุ 44 ปีเท่ากับนายกฯอภิสิทธิ์ แถมยังมีพื้นเพใกล้เคียงกันคือ ต่างเป็นนักเรียนประจำที่โรงเรียนชั้นนำในอังกฤษ ก่อนเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเหมือนกัน แต่เรียนคนละสาขา นายอภิสิทธิ์เรียนด้านปรัชญาการเมือง นายกรณ์เรียนด้านเศรษฐกิจ ซึ่งนายกรณ์มีประสบการณ์การทำงานด้านเศรษฐกิจและการเงินมากกว่านายอภิสิทธิ์ แต่ต้องมารับตำแหน่งสำคัญทางการเมืองแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ยากยิ่ง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจช่วงนี้ไม่เหมือนเมื่อช่วงปี 2540 ช่วงนั้นเกิดปัญหาการเงินแค่ในภูมิภาค แต่ปัจจุบันคือสภาพเศรษฐกิจถดถอยของทั้งโลก

เสนาะจวกเละ 'รัฐบาลไฮแจ๊ค' นัด29ธค.แฉเบื้องหลังสิ้นไส้

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อช่วงสายวันที่ 21 ธ.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์- ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ขอเสนอฉายา ครม.อภิสิทธิ์ 1 เพื่อให้ประชาชนโหวตเลือกระหว่างฉายา “ครม.ต่างตอบแทน” กับ “ครม.ไอ้โหนไอ้ห้อย” ผ่านทาง โทรศัพท์หมายเลข 0-2280-6888 และจะประกาศผลในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ ดูโฉมหน้า ครม.แล้วรัฐบาลคงอายุสั้น ล้มด้วยตัวเอง โดยที่ฝ่ายค้านไม่ต้องทำอะไร โดยเฉพาะกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชา-ธิปัตย์ ระบุว่า นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี บริจาคเงินให้พรรคประชาธิปัตย์ 80 ล้านบาท จึงได้เป็นรัฐมนตรีนั้น แสดงว่านายวีระชัยเอาเงินมา บริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์จริง แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะเลขาธิการพรรค ปฏิเสธ ทำให้เรื่องนี้ ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก แต่ตนมองว่าเงิน 80 ล้านบาท สงสัยเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นเงินที่เอาไปซื้อ ส.ส. เพื่อโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล

เล็งยื่นยุบ ปชป.กรณีรับเงิน 80 ล้าน

นายสุรพงษ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้เป็นรัฐบาลจากเงินก้อนนี้ ไม่เช่นนั้นนายนิพิฏฐ์ ซึ่งเป็นทนายฝีมือเอก เป็นนักกฎหมายชั้นแนวหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่ลงทุนไปซื้อตั๋วแลกเงินมาชดใช้ หนี้ให้นายวีระชัยเดือนละ 500 บาท ถือว่าเข้าข่ายขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ที่ระบุถึงการได้มาด้วยอำนาจการปกครองโดยวิธีการซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้นในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ จะนำหลักฐานและคำสัมภาษณ์ต่างๆอัดลงวีซีดี เพื่อยื่นให้อัยการสูงสุดพิจารณายุบพรรคประชา- ธิปัตย์ ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ไปถือไม้กวาดปัดกวาดทำเนียบรัฐบาลนั้น อยากให้กวาดพรรคตัวเองให้สะอาดก่อน และเท่าที่สังเกตดูนายอภิสิทธิ์ยังจับไม้กวาดไม่ถูกเลย วันนี้นายอภิสิทธิ์ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าที่พูดเสมอว่าพรรคประชาธิปัตย์ขาวผ่อง ไม่ซื้อเสียงนั้น ขอถามว่า เงิน 80 ล้านบาท หายไปไหน เอาไปซื้ออะไร ถ้าไม่มีมูล นายพนิพิฏฐ์คงไม่ออกมาพูด

ขู่ดูด ส.ส.อกหักเข้าพรรคเพื่อไทย

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคนอกหักไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ในฐานะ ที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนรู้ดีว่าคนหน้าตาไม่หล่อและไม่ได้อยู่ก๊วนนายอภิสิทธิ์ จะไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ตนจึง ได้ย้ายออกมาอยู่พรรคเพื่อไทย ต่อไปจะชวนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ และ ส.ส.ในจังหวัดอีก 2 คน รวมถึง 8 ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และนายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก มาร่วมทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ส่วนนายนิพิฏฐ์นั้น อยากชวนมาอยู่พรรคเพื่อไทยเหมือนกัน แต่อีกใจก็ไม่อยากให้มา เพราะกลัวนายนิพิฏฐ์จะสอบตกเหมือนนายทวี สุรบาล อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในประเทศไทย แต่พอย้ายออกจากพรรคประชาธิปัตย์ก็สอบตกทันที

ยื่น ป.ป.ช.เอาผิดเรื่องส่งเอสเอ็มเอส

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ขอความร่วมมือจากค่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อส่งเอสเอ็มเอสของนายอภิสิทธิ์ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนนั้น การส่งข้อความต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เฉพาะของบริษัททรูเพียงบริษัทเดียวมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเครื่อง หากส่งเอสเอ็มเอสครั้งละ 1 บาท เท่ากับว่ามีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นถึง 10 ล้านบาท ถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 103 ที่ระบุว่าห้ามข้าราชการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆเกิน 3,000 บาท กฎหมายนี้ออกในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ดังนั้น ในวันที่ 22 ธ.ค. จะนำหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช. บางครั้งได้เป็นใหญ่เป็นโตเป็นรัฐบาลด้วยความรวดเร็ว จนลืมคิดไปว่าที่ตัวเองทำนั้นผิดกฎหมาย

นายสุรพงษ์กล่าวว่า จากนี้ไปทุกวันอาทิตย์เวลาประมาณ 10.30 น. ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะสลับหมุนเวียนกันแถลงข่าวตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการบริหารงานของรัฐบาล

เชิญปลัด กห.แจงแทรกแซงการเมือง

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า กรณีที่ทหารกลุ่มหนึ่งต้องการรักษาอำนาจตัวเองไว้ โดยเข้ามาแทรกแซงการเมือง ทั้งที่ขัดข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมนั้น คณะกรรมาธิการฯ ได้ทำเรื่องเชิญ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาชี้แจงในวันที่ 23 ธ.ค. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ระบุว่า การที่คณะกรรมาธิการฯ เชิญผู้นำเหล่าทัพไปชี้แจงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนั้น อยากให้ทหารหยุดปกป้องและหยุดเอาใจนายจนลืมข้อบังคับและวินัยของทหาร เพราะถ้าคอยปกป้องผู้บังคับบัญชาที่ทำผิดอยู่เรื่อยๆ จะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี และทำ ให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีของกองทัพ ส่วนกรณีที่กองทัพจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หลายอย่างในช่วงที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2550 รวมถึงเครื่องบินรบกริพเพ่นจากประเทศสวีเดนนั้น คณะกรรมาธิการฯจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สัญญาเหล่านี้ที่ทำกับบริษัทต่างประเทศขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่กำหนดให้ต้องให้ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบก่อนหรือไม่

“เสนาะ” จวกรัฐบาลปล้นกลางอากาศ

ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ถึงโฉมหน้า ครม.อภิสิทธิ์ 1 ว่า ไม่อยากวิจารณ์รัฐบาลชุดใหม่ แต่บอกคำเดียวว่าเป็นรัฐบาลที่ไปปล้นเขามา ปล้นกลางอากาศ หรือไฮแจ็ค โดยไม่เกรงใจและไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน เป็นยุคที่บ้านเมืองตกต่ำสุดๆ ยุคที่นักการเมืองกับผู้มีอำนาจหลายฝ่ายรวมหัวปู้ยี่ปู้ยำประเทศอย่างกับไม่ใช่คนไทย เพียงเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อเป็นนายกฯ ขอเตือนว่าที่นี่ประเทศไทย ไม่ใช่บ้านของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ หรือของใครที่ชอบเอาสถาบันมาบังหน้า เพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองและพวกพ้องต้องการ

นัดแฉเบื้องหลังเจรจาจัดตั้งรัฐบาล

นายเสนาะกล่าวว่า วันที่ 29 ธ.ค.นี้จะแฉให้หมดว่าใครมาจากไหน และทำอย่างไรถึงได้เป็นเสนาบดีกัน แต่ละคนชั่วสุดๆ ด่ากันมาเละเทะแล้วมากอดคอกันตั้งรัฐบาล ตนอายมากจนไม่อยากเดินเข้ารัฐสภา ไม่อยากเรียกว่า ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือไม่ ถึงทำ ได้ขนาดนี้ เรื่องนี้ยอมไม่ได้ จะแฉให้ประชาชนหูตาสว่างเสียที และจะปกป้องสถาบันโดยเฉพาะพวกขันที คนใหญ่ คนโตที่ชอบแอบอ้างเอาสถาบัน จะแฉให้หมด การเมืองที่เป็นเช่นทุกวันนี้เพราะใคร มันยิ่งกว่างูเห่า เป็นการปล้นกลางอากาศ ขอเตือนว่าถ้าบ้านเมืองยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความแตกแยกจะยังเกิดขึ้นจนบ้านเมืองวุ่นวาย เชื่อว่าประชาชนคงรับไม่ได้ และจะมาร่วมชุมนุมเป็นแสนคนเพื่อขับไล่รัฐบาล ถึงขั้นอาจปิดสภาในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา

โอละพ่อ!'เหนาะ'จ้องเสียบ'รัฐบาลไฮแจ๊ค'

ที่มา ประชาทรรศน์

ปากว่าตาขยิบ! "ป๋าเหนาะ"ซัดพรรคสะตอจัดตั้ง"รัฐบาลไฮแจ๊ค" ปล้นอำนาจกลางอากาศ ซัด "นายกฯ มาร์ค"ไม่สง่างาม เตรียมแฉเบื้องลึกกลางสภา แต่แทงกั๊กรอเสียบ ปัดรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน หวั่นอยู่โยงฝ่ายค้านอย่างถาวร

วันนี้ (21 ธ.ค.) นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ว่า การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่มีความสง่างาม รวมถึงที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ เปรียบเสมือนได้ว่า เป็นการปล้นกลางอากาศ ทั้งนี้ ในวันที่ 29 ธันวาคม ที่จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตนจะใช้โอกาสนี้เล่าถึงที่มาที่ไป เบื้องหน้าเบื้องหลังของกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งตนจะพูดในฐานะพรรคประชาราช ไม่ใช่ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีที่ออกมา ตนไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วรู้จักถึงประวัติของคณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นอย่างดี

"ผมบอกได้เลยว่าเป็นรัฐบาลไฮแจ๊ค ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ได้ พฤติกรรมของนักการเมืองไทยจะทำให้ประเทศชาติตกต่ำที่สุด ที่มักจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่ทั้งนี้ ก็จะไปเหมารวมทั้งหมดไม่ได้ ซึ่งเชื่อว่าต่อจากนี้ไปประชาชนจะมีหูตาสว่างขึ้น" นายเสนาะ กล่าว

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวใกล้ชิดนายเสนาะ เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยมีความพยายามที่จะเชิญให้นายเสนาะ รับหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แทน ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากในสภา แม้จะมีสิทธิที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าวตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่นายเสนาะได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยมิได้ให้เหตุผลต่อพรรคเพื่อไทยหรือต่อสาธารณะแต่ประการใด

"หัวหน้าพรรคประชาราชได้หัวเราะอย่างเยาะหยัน หลังจากได้รับทราบคำเชิญดังกล่าว โดยปรารภว่าเขาเห็นเราเป็นหมูหรืออย่างไร และเปิดเผยว่าพรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมาก ควรรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านเอง จึงจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญและประเพณี ซึ่งนายเสนาะมองว่า การที่มาเชิญไปเป็นผู้นำฝ่ายค้านแทน อาจเป็นแค่กลการเมืองที่ต้องการผูกมัดพรรคประชาราชให้เป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคเพื่อไทยตลอดไปเท่านั้น ซึ่งนายเสนาะ ถือว่าเป็นหมากการเมืองตื้นๆ ใช้หลอกลวงผู้เฒ่าไม่ได้ จึงได้ปฏิเสธ” แหล่งข่าว ระบุ

ระหว่าง “ไทบ้าน” กับ “ทาสไพร่”

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny


ภาคประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นบัดนี้ส่วนใหญ่มีความชัดเจนเกี่ยวกับศัตรูของระบอบประชาธิปไตยแล้วว่าคือใครและระบอบอะไรบ้าง ปัญหาก็คือพวกเขาจำนวนมากต่างก็พากันคลางแคลงใจว่าผู้นำทางสัญลักษณ์ของพวกเขาคือคุณทักษิณ ชินวัตร นั้น มีความแจ่มชัดแล้วหรือยังว่า สงครามระหว่างประชาธิปไตยกับกลุ่มเผด็จการศักดินาอำมาตย์ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันนั้น คือสงครามซึ่งศัตรูที่แท้จริงเป็นใครกันบ้าง เพราะฝ่ายตรงข้ามนั้นมีการวางแนวป้องกันและรุกรบเอาไว้มากมายหลายชั้น ส่งตัวแทนกองหน้าสารพัดออกมารบฉาบฉวยกับฝ่ายประชาธิปไตยตลอดเวลา ศัตรูของภาคประชาชนนั้นเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งและพื้นฐานที่วางไว้อย่างยาวนานมาตั้งแต่การรัฐประหาร 2490 เสริมความเข้มแข็ง ความศรัทธา และการสร้างภาพทุกวิถีทางมาแล้วหลายสิบปี จนดูเหมือนกับว่าเป็นกำแพงอันมั่นคงเสียจนไม่อาจเจาะทะลุทะลวงได้เลย ภาคประชาชนจำนวนมากต่างพากันกังวลกันว่าจะสู้กันไหวหรือไม่ จะต่อสู้กันต่อไปอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากการที่รัฐบาลมาร์กตั้งขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรัฐบาลด้วยกรรมวิธีฉ้อฉล การข่มขู่คุกคาม การติดสินบน ฯลฯ อย่างไร และไร้ยางอายเพียงไหน พวกเขาก็ดันทุรังตั้งมันขึ้นมาจนได้ เพราะคิดว่าการทำนายทายทักจากการนั่งทางในของคนบางคนยืนยันว่า รัฐบาลของนายมาร์คเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาสามารถยึดกุมอำนาจที่สร้างสมกันมานานแสนนานต่อไปได้อีก



แต่ความเป็นจริงก็คือ ช่วงสามปีที่ผ่านมานั้น ภาคประชาชนจำนวนมากทั้งที่อยู่ในโลกไซเบอร์ มวลชนพื้นฐานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งหลาย ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงที่ก้าวหน้าในประเทศไทยนั้น ฯลฯ ต่างพากันตาสว่างกันมากขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ด้วยการกระทำที่เปิดโปงตัวเองของกลุ่มผู้นำของพวกเขาที่วัยอันอ่อนล้า ความหลงทะนงตนว่าประสบการณ์ที่เคยทำมานั้นสร้างชัยชนะให้กับพวกเขามาตลอดก็จะต้องชนะต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด อยากจะบอกว่าสามปีที่ผ่านมานี้ เป็นช่วงที่ภาคประชาชนเติบใหญ่ทางความคิดมากที่สุด เห็นแจ้งแจ่มชัดว่าใครเป็นใครและอะไรคืออะไร เป็นเวลาที่รวดเร็วเหลือเกิน หากเทียบกับหลายสิบปีที่พวกเขาช่วยกันสร้างความมั่นคงให้กับระบอบแล้ว ถ้าเราเป็นพวกเขา ก็จะต้องตกใจกันแทนที่จะมากระดี๊กระด๊ากับการตั้งรัฐบาลได้ของนายมาร์คในแบบขู่กรรโชกและซื้อตัวพวกทรยศต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างวันนี้



ตอนนี้ภาคประชาชนนั้นส่วนใหญ่แจ่มชัดแล้วว่า นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์กับระบอบเผด็จการศักดินาอำมาตย์ ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร กับ สนธิ ลิ้มทองกุล แต่ประการใด คนอย่าง นายสนธิ พลเอกอนุพงษ์ หรือนายอภิสิทธิ ฯลฯ นั้น เป็นเพียงนอมินีของกลุ่มคนที่ใหญ่กว่ามีอำนาจมากกว่าเท่านั้น อย่าไปให้ราคากับแนวหน้าพวกนี้นัก พวกเขาเป็นเบี้ย เม็ด ม้า โคน ฯลฯ ที่ถูกส่งดาหน้าออกมาสู้กับอีกฟากหนึ่ง และปล่อยให้ขุนนั่งบนภูดูสงครามจากมุมบนเท่านั้น และถ้าเมื่อใดที่ถูกฝ่ายตรงข้ามกินจนต้องยกออกนอกกระดาน คนพวกนี้ก็จะถูกเอาไปกองระเนนระนาดอยู่ข้างกระดาน ส่งนักสู้ตัวอื่นออกมาสู้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่โดนรุกฆาตกินขุนจนจนกลางกระดานนั่นแหละ



สิ่งที่เราหวังกันก็คือ คุณทักษิณ ชินวัตร น่าจะเคลียร์คัทได้แล้วว่า ความยืนยงคงทนของตัวคุณทักษิณเองในวันนี้ ที่แม้แต่ป้ายหาเสียงผู้ว่า กทม.ของพรรคมาร์กแถวสนามเป้าก็ยังมีสีสเปรย์ฉีดพ่นอยู่บนป้ายว่า “เรารักทักษิณ” อย่างเปิดเผยนั้น เป็นเพราะคุณทักษิณกล้าทำสิ่งที่สำคัญมากในวิถีทางประชาชนนั่นคือการเอาโภคทรัพย์และชีวิตที่ดีกว่ามามอบให้แก่คนส่วนใหญ่ โดยไม่ได้เกรงใจว่าจะกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มอภิสิทธิชนทั้งหลายที่เคยถือประชาชนเป็นทาสและบ่าวไพร่มาแสนนาน ในช่วงเวลาหลายปีที่คุณทักษิณอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะคนทำงานและมองโลกแบบคนรักงาน คุณทักษิณเคยหวังว่า ผลงานจะเป็นการพิสูจน์คุณค่าของคน และผู้อื่นคงจะตัดสินคุณค่าคนแบบเดียวกับคุณทักษิณ แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะคำพังเพยบทหนึ่งนั้นยังคงตรงกับสถานการณ์ของคุณทักษิณและทีมงานที่ว่า “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน” นั้นยังแสดงความแจ่มชัดของมันอยู่ คำพังเพยบทนี้ไม่ได้เป็นหลักการที่ถูกต้องอะไรเลย แต่มันคือสภาพที่เป็นอยู่ในสังคมที่ไม่ได้วัดคนกันที่ความสามารถและผลงานมากเท่าการประจบสอพลอ สภาพแบบนี้เป็นมาตั้งแต่สมัยกรุงเก่านับตั้งแต่ประเทศนี้เริ่มรับแนวความคิดด้านการปกครองอย่างสมมติเทพจากขอมมาแทนที่การปกครองแบบพ่อเมืองกับไทบ้านที่เคยมีมาแต่โบราณของสังคมชุมชนในพื้นที่แถบนี้ ซึ่งความเป็นที่รักใคร่จากไทบ้านที่พ่อเมืองจะได้รับนั้น ต้องมาจากฉันทามติของไทบ้านไม่ใช่บังคับด้วยอำนาจและกดขี่บีบบังคับด้วยพลังจากผู้ถืออาวุธ



ความแตกต่างระหว่าง “ไทบ้าน” กับ “ทาสไพร่” คืออิสระและเสรีภาพที่จะคิดและมองถูกมองผิด ไทบ้านจำนวนมากหากไม่พอใจการปกครองก็อาจเรียกร้องเพื่อสิ่งที่พวกตนพอใจได้ แต่ทาสไพร่นั้นมีหน้าที่ที่จะต้องกระทำตามกฎระเบียบประเพณีที่ชนชั้นปกครองเป็นผู้กำหนดขึ้นแม้จะต้องกล้ำกลืนฝืนทน เพราะมีอำนาจและกฎเกณฑ์ที่พวกเขาตั้งขึ้นเองค้ำคออยู่ ความหมายของคำว่าไทบ้านกับทาสไพร่ก็แสดงถึงมาตรฐานมนุษย์ที่แตกต่างกันของสองวิธีคิดนี้อย่างชัดเจน



ฟังมาว่าคุณทักษิณนั้นชัดเจนแล้วว่าจะเป็น “ไทบ้าน” มิใช่ “ทาสไพร่” ก็หวังว่าจะได้เห็นการแสดงออกเช่นนั้นให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะประชาชนจำนวนมากเดินไปไกลแล้วและตัดสินใจแล้วว่าการเป็นไทบ้านนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับโลกยุคโลกาภิวัฒน์

การ์ตูน Gag Las Vegas: "เลยไม่ต้องโตกันสักที!"

ที่มา Thai E-News

Sunday, December 21, 2008

ยอดเงินบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์เดือน พ.ย.กว่า 100 ล้านบาท

ที่มา MCOT News

สำนักงาน กกต. 21 ธ.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงินบริจาคพรรคการเมือง ในเดือนพฤศจิกายน มียอดบริจาคเข้ามาเพียง 4 พรรคการเมือง เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ มียอดบริจาคเดือนนี้เดือนเดียว จำนวน 119,673,149 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่ายอดของเดือนพฤศจิกายน นั้น มียอดบริจาคเข้ามาถึง 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 3-9 พฤศจิกายน มีจำนวน 24,090,000 ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน จำนวน 28,021,000 บาท ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 17-23 พฤศจิกายน จำนวน 33,348,000 บาท และครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 24-30 พฤศจิกายน จำนวน 34,099,650 บาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในเดือนดังกล่าวนี้ ซึ่งเป็นเดือนที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย อยู่ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ทำให้ยอดบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มบริษัท ห้างร้าน นักธุรกิจ ทั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ธนาคาร รวมแล้วกว่า 70 บริษัท รวมยอดเงินทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ ตั้งแต่มกราคม –พฤศจิกายน 2551 มีจำนวน 150,345,876.50 บาท

ขณะที่พรรคพลังประชาชน กำลังจะถูกยุบพรรคไปแล้วก็ยังมียอดเงินบริจาคเข้ามาถึง 10 ล้านบาท จาก น.ส.สุกัญญา ประจวบเหมาะ นางพงษ์ชัย อมตานนท์ และนายศุพิรัตน์ และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มีการบริจาคเป็นประจำจากนางนงลักษณ์ ภัทรประสิทธิ์ 3,250,000 บาท และนางศิริลักษณ์ ไม้ไทย 450,000 บาท ส่วนพรรคกิจสังคม มียอดบริจาคเพียง 2 หมื่นบาทเท่านั้น.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-21 17:44:16

'เพื่อไทย'จ่อหักลำรบ.ไล่บี้'มาร์ค'แจ๋นส่งSMSผิดกม.-ยุบพรรค

ที่มา ประชาทรรศน์

'เพื่อไทย' รัวยิงรัฐบาล จ่อคิวฟัน 'นายกฯมาร์ค' ทำเท่ห์ส่ง SMS เอาใจประชาชน ชี้ใช้งบเป็นล้านผิดพ.ร.บ.ป.ป.ช.เหน็บ กม.นี้ออกตอน'ชวน'เป็นรัฐบาล ด้านเงินทุนเขยซีพี 80 ล้านทำงามหน้า ใช้วิ่งเต้นซื้อตัวส.ส. พร้อมรวบหลักฐานส่งอสส.พิจารณายุบพรรคฐาน 'สมชาย' เล็งเชิญกองทัพเข้าสอบคณะกมธ.สภาฯฐานแทรกแซงการเมือง เผยอดสูแทน 'บ่าวป้องนาย' วอนให้เลิกเสียที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (21 ธ.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ระบุว่า การส่งเอสเอ็มเอสของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชน เป็นการขอสนับสนุนจากบริษัทมือถือนั้น การส่งข้อความนั้นมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เฉพาะของบริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพียงบริษัทเดียวมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเครื่อง หากส่งเอสเอ็มเอสครั้งละ 1 บาทก็เท่ากับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นถึง 10 ล้านบาท ซึ่งตามมาตรา 103 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) ได้ระบุว่าห้ามข้าราชการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดๆ เกิน 3,000 บาท ซึ่งออกในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มีโทษตามมาตรา 122 คือจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.ตนจะนำหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ.จะต้องรับพิจารณาตามมาตรา 250 อนุ2 และอนุ 3 จะปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้

พร้อมกันนี้นายสุรพงษ์ ตั้วข้อสังเกตถึงเงินจำนวน 80 ล้านบาท ภายหลังที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยว่านายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรฐมนตรี เป็นผู้บริจาคเงินจำนวนดังกล่าวให้พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นดังกล่าวแสดงว่านายวีระชัยเอาเงินมาบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์จริง ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรค ออกมาปฏิเสธข่าวนั้น ทำให้เรื่องนี้ยังไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก แต่ตนมองว่าเงินนี้จะสงสัยเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นเงินที่เอาไปซื้อ ส.ส.เพื่อโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ทั้งนี้ตนมองว่าเป็นการเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายมาตรา 68 ตามรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตามตนจะทำการรวบรวมหลักฐาน คำสัมภาษณ์ต่างๆ และลงบันทึกในแผ่นวีซีดีเพื่อยื่นต่ออัยการสูงสุดให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จนั้นเป็นเพราะเงินก้อนนี้ ซึ่งจะปฏิเสธไม่ได้ ไม่เช่นนั้นนายนิพิฏฐ์คงไม่ลงทุนซื้อตั๋วแลกเงินมาชำระหนี้แทนพรรคแน่นอน ซึ่งตนขอตั้งฉายาให้รัฐบาลชุดนี้ว่า 'ครม.ต่างตอบแทน' และ 'ครม.ไอ้โหนไอ้ห้อย' โดย 2 ชื่อนี้เราขอเสนอให้ประชาชนช่วยโหวตมาที่พรรค โดยให้ส่งผลโหวตมาได้ที่พรรค และจะประกาศผลในสัปดาห์หน้ายื่น ป.ป.ช.ตัดสินเอสเอ็มเอสนายกฯ 22 ธ.ค.นี้


'สมชาย'เล็งเรียกปลัดกห.ชี้แจงแทรกแซงการเมือง

ด้าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า กรณีที่ทหารกลุ่มหนึ่งยังต้องการรักษาอำนาจตัวเองไว้ โดยไม่คำนึงถึงข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม รวมทั้งผู้นำเหล่าทัพหลายท่านออกมาเสนอความคิดเห็นเสมอว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองนั้น แต่สิ่งที่ปรากฎเวลานี้คือทหารออกมาก้าวก่ายการเมือง ซึ่งการที่อดีตผู้นำเหล่าทัพที่อยู่ในซีกของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ออกมาระบุว่าทหารจำเป็นต้องยุ่งกับการเมืองก่อนที่การเมืองจะมายุ่งกับกองทัพนั้น จุดนี้แสดงให้เห็นว่าบุคคลระดับสูงของกองทัพประพฤติตนไม่สมควร ควรจะถูกตำหนิ ดังนั้นเราจะเชิญปลัดกระทรวงกลาโหมและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคารที่ 23 ธ.ค.เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

พร้อมกันนี้พ.ต.ท.สมชาย กล่าวด้วยตำหนิรณีที่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกระบุว่า การที่คณะกรรมาธิการฯ เชิญผู้นำเหล่าทัพไปชี้แจงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนั้น ตนมองว่าอยากให้ทหารหยุดปกป้องและหยุดเอาใจนายจนลืมข้อบังคับและวินัยของทหาร เพราะถ้าคอยปกป้องผู้บังคับบัญชาที่ทำผิดอยู่เรื่อยๆ จะกลายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีของกองทัพยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกองทัพสั่งซื้ออาวุธ จะให้ยื่นศาลให้ตีความตามมาตรา 190 กรณีที่กองทัพจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์หลายอย่างด้วยว่าสามารถที่จะทำได้หรือไม่ โดยจะยื่นภายในสัปดาห์หน้า