TFN HOT VDO CLIP
อยากรู้ตัวตนจริงๆ ของแซมต้องคลิ๊ก ..เห็นหล่อๆ อย่างนี้..อยากจะเป็นผู้ว่า \"ล้างท่อได้ไม๊ค้า\"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, December 23, 2008
สัมภาษณ์ แซม ยุรนันทน์ เบอร์ 10 สมัครผู้ว่าฯ ตอน1/6
ป้าพลอยมาให้กำลังใจชาวเสื้อแดงและนักรบไซเบอร์ทุกๆคน!!!
ที่มา thaifreenews
บทความ โดย ป้าพลอย
มาให้กำลังใจพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกๆคนค่ะ จะถึงวันคริสต์มาสแล้วขอให้ทำใจให้เป็นปกติอย่าเครียดไปเลยปล่อยให้มันไปตามลูกโลกที่หมุน ยังไม่มีใครแพ้และยังไม่มีใครชนะ ที่เราต้องสูญเสียอำนาจไปเพราะถูกพวกโจรมันปล้นเอาอำนาจไปเท่านั้น แต่อำนาจที่ปล้นไปไม่น่าภูมิใจนักทั่วโลกเขาวิจารณ์กันไปทั่วว่าได้อำนาจเพราะผู้ก่อการร้ายพันธมิตรและรัฐมนตรีต่างประเทศก็เข้าร่วมกับผู้ก่อการร้ายปิดสนามบิน
เรามาคอยดูรัฐบาลใหม่นี้กันดีกว่าว่าจะบริหารไปได้นานเท่าไหร่และจะทนคำครหานินทาจากต่างประเทศเกี่ยวกับเป็นนอมินีของผู้ก่อการร้ายที่ปิดสนามบินที่อุ้มชูจนขึ้นมาเป็นรัฐบาล เชื่อเถอะการเป็นรัฐบาลโดยวิ่งราวของคนอื่นเอามาเป็นของตัวเองต่างประเทศคงจะไม่ปลื้มนัก ระหว่างนี้เราแค่เฝ้าจับตามองพฤติการณ์ของรัฐบาลว่าจะดำเนินไปในรูปแบบใด เราเป็นฝ่ายค้านมีโอกาสถล่มได้เต็มที่สิ่งที่ไม่ชอบมาพากล
เราถอยแค่มาตั้งหลักไม่ได้แพ้ คำว่าแพ้คือเราเลือกตั้งแพ้ได้คะแนนน้อยเรามีเสียงนิยมจากประชาชนที่เลือกมาน้อยนี่คือคำว่าแพ้ของเวทีการเมือง แต่ครั้งนี้เราถูกเขาขโมยอำนาจเราไปโดยที่ไม่ได้เลือกตั้งจะใช้คำว่าแพ้ไม่ได้เพราะฝ่ายเราถูกรังแกโดยการใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือแบล็คเมลเราทางอ้อมเราจึงต้องสูญเสียอำนาจไป แต่เราไม่ได้แพ้ใคร ประชาชนยังอยู่ข้างเราแม้ต่างท้อแท้แต่เดี๋ยวก็คงผ่านไป
ฟ้าดินท่านเป็นพยานและรับรู้ว่าใครชั่วใครเลวธรรมชาติจะเป็นผู้ลงโทษเอง ฉะนั้นความดีเท่านั้นที่เราต้องทำ ไม่ได้ทำเพื่อใครแต่ทำเพื่อตัวเองทำเพื่อครอบครัวและเพื่อชาติไทยที่เราอาศัยอยู่ ไม่มีชาติไทยไม่มีแผ่นดินไทยแล้วเราจะไปอาศัยใครที่ใหน ไม่มีที่ใดจะสุขสมบรูณ์เท่าประเทศไทยอีกแล้วแม้เวลานี้จะยุ่งเหยิงนัวเนียเป็นเพราะว่าคนในชาติก่อมันขึ้นมาเองสร้างเรื่องสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองให้คนในประเทศเดือดร้อนเพราะความบ้าอำนาจและความอิจฉาริษยา ของชนชั้นเทวดาทั้งหลาย แต่เชื่อเถอะพวกเขาก็ไม่พ้นกฏแห่งกรรมไปได้เขาต้องได้รับกรรมที่ก่อขึ้น ไม่ช้าก็เร็วเราจึงไม่จำเป็นต้องทุกข์ร้อนอะไร ด่าไปก็เท่านั้นล่ะเพราะพวกเขามันด้านยิ่งกว่าหนังเจ้าทุยซะอีก ไม่มีใครมีความรู้สึกกับคำที่ประชาชนก่นด่านี้ พวกเขาเกิดมาหนักแผ่นดินไทย........
วันนี้มาให้กำลังใจนักรบไซเบอร์และชาวเสื้อแดงที่รักของป้าทุกๆคนคะ
ป้าพลอย
Monday, December 22, 2008
ทรงแนะ"ครม.อภิสิทธิ์ 1"เร่งคืนสันติสุขให้บ้านเมือง
ที่มา ประชาทรรศน์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกพระราชทานพระบรมราโชวาท "ครม.อภิสิทธิ์ 1" ทรงเตือนสติ ตำแหน่งสูงหากทำไม่ดีประเทศชาติล่มจม ทรงแนะคืนความสงบสุขให้กับสังคมไทย ถือเป็นความจำเป็นสูงสุดของบ้านเมือง
เมื่อเวลา 17.00 น. วันนี้ (22 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในการนี้ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ความว่า ยินดีที่คณะรัฐมนตรีได้เข้ารับหน้าที่ปฎิญาณตนว่าจะทำหน้าที่ที่ดีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติซึ่งมีหน้าที่ต้องทำให้ประเทศชาติมีความสงบสุขเรียบร้อย
"ถ้าท่านทำงานเรียบร้อย ทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นบุญสำหรับประเทศ เพราะว่าประเทศต้องมีคนที่ดูแลความเป็นอยู่อย่างดี ถ้ามิเช่นนั้น ไม่สามารถที่จะปฏิบัติงานของประชาชนทั่วไปได้ดีนัก แต่ถ้าท่านได้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความสุขความเรียบร้อย ก็ทำให้ประเทศชาติผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งเป็นความต้องการของประชาชนคนไทยทุกคนที่จะให้ประเทศชาติดำเนินไปโดยดี เพราะว่าทำให้สามารถที่จะมีความเป็นไทยได้"
"ขอให้พยายามที่จะปฏิบัติงานให้ดีที่สุดเพื่อให้เมืองไทยมีความเรียบร้อยมีความสุข ถ้าทำไม่ดีจะเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงหรือคนทั่วไปทำไม่ดีคนหนึ่งคนใดก็ทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ ท่านมีหน้าที่สูงที่จะให้ประเทศชาติดำเนินไปด้วยดี ขอให้ปฏิบัติงานเพื่อความดีความสงบสุขของประเทศ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่สุด หากทำได้ท่านเองก็มีความสุขประชาชนทั่วไปก็มีความสุขทั้งนั้น คนไหนจะทำอะไรก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ ถ้าท่านช่วยกันดูแลประเทศชาติมีความราบรื่นท่านเองก็มีความสุขเหมือนกัน ที่ท่านตั้งใจจะปฎิบัติงานโดยดีนั้นเป็นความดีที่ท่าจะทำสำหรับตัวเองและส่วนรวม ถ้าส่วนร่วมอยู่ดีท่านก็อยู่ดี ขอให้ ปฏิบัติงานให้เรียบร้อยให้ประเทศชาติมีความราบรื่น ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการงานแต่ละส่วนที่ท่านต้องทำ"
หยาม'กษิต'เหยียบขี้ไก่ไม่ฟ่อเจรจาเขาพระวิหารล่ม
ที่มา ประชาทรรศน์
นปช.ไม่เชื่อขี้ปาก'กษิต' นั่งบัวแก้วถกนานาชาติ จี้ทวงกรอบเจรจา 'ฮุนเซน' เรื่องเขาพระวิหาร ลั่นคุยไม่สนิทใจแน่ หลังด่ากราดเขมร สร้างแผลฉกรรจ์ให้ประเทศแม่ แขวะบุคคลสุดโต่ง ไม่เหมาะคุยภาษาดอกไม้ สอนซ้ำตอบคำถามนั่งรวมหัวยึดสนามบินก่อน ท้าเอาความจริงมาพูด ด้านนักกฎหมายเผยรอดูนโยบายกระทรวงบัวแก้ว จะทวงเขาพระวิหารคืนหรือไม่
จากกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยขึ้นเวทีปราศรัยบนเวทีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลในกรณีการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยระบุว่ารัฐบาลชุดนายสมัครเป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยเสียดินแดนให้กับประเทศกัมพูชาเพิ่มเติม และต่อว่าประเทศกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และได้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศขึ้น
ด้านนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า เป็นที่ทราบดีว่านายกษิตเคยขึ้นเวทีกล่าวโจมตีรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยเฉพาะกรณีปราสาทเขาพระวิหารนั้นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความบาดหมางและกระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นที่ทราบดีว่าการปราศรัยด้วยถ้อยคำเหล่านั้นเป็นความพยายามดิสเครดิตของรัฐบาล โดยเอาความรักชาติมาเป็นเครื่องมือต่อกร
ทั้งนี้ในเมื่อนายกษิตได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอธิบายข้อสงสัย 2 ประการต่อสาธารณะคือ1. การกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯเพื่อโจมตีรัฐบาลเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร จนเป็นเหตุให้เกิดกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 2. ต้องอธิบายต่อชาวยุโรปถึงการสนับสนุนให้กลุ่มพันธมิตรฯยึดท่าอากาศยานนานาชาติ หากจะมาดำรงตำแหน่งเข้ากระทรวงการต่างประเทศ
อย่างไรก็ตามแกนนำนปช.ระบุถึงคุณลักษณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโดยกล่าวว่า ต้องเป็นบุคคลที่สามารถเจรจากับนานาประเทศได้อย่างไมตรี และต้องมีความน่าเชื่อถือ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายกษิต เป็นบุคคลที่มีลักษณะใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งแบบสุดโต่ง และเคยกล่าวโจมตีรัฐบาลกัมพูชาจนเป็นเหตุให้เกิดความสั่นคลอนระหว่างกองกำลังทหาร และประชาชน ทั้ง 2 ประเทศ ดังนั้นตนจึงไม่เห็นช่องทางที่นายกษิตจะทำการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาได้อย่างสนิทใจ และไม่เห็นทางที่ไทยจะได้รับประโยชน์จากการเจรจาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนแต่อย่างใด
"ทำได้ไหมหล่ะที่ต้องเอาความจริงมาพูดในวันนี้ เราต้องยอมรับก่อนว่า ปราสาทเขาพระวิหารได้ตกเป็นของเขมรตามคำตัดสินของศาลโลก ตั้งแต่พ.ศ.2505 ไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาลชุดนายสมัคร สุนทรเวช อย่างที่ต้องการโจมตีให้เกิดความเข้าใจผิด สิ่งแรกทีรัฐบาลต้องทำคืออธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้องอธิบายตามหลักทางกฎหมาย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเข้าใจผิดยาวนาน อันที่จริงรมว.ต่างประเทศต้องทำหน้าที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ เจรจาแบบสันติ แต่คุณกษิตมีปัญหาเพราะว่าเคยพูดปลุกระดมให้มวลชนเข้าใจผิด จนส่อที่จะเกิดสงครามระหว่าง2ประเทศ แล้ววันนี้จะมาตั้งโต๊ะเจรจาได้สนิทใจได้อย่างไรกัน" แกนนำนปช.กล่าว
นักกม.ชี้รอดูนโยบายทวงคืน
ด้านนายนรินทร์พงษ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากที่ทราบกันดีทางประวัติศาสตร์ประเทศไทยได้เสียปราสาทเขาพระวิหารมให้กับประเทศกัมพูชาตั้งแต่การตัดสินของศาลโลก พ.ศ.2505 ซึ่งนั่นเป็นในการพิจารณาทางข้อกฎหมายและเอกสารที่มีอยู่ จึงไม่ทราบว่าจะคิดค้นหาวิธีใดที่ให้ไทยได้ครองปราสาทเขาพระหารแต่เพียงผู้เดียว ส่วนนายกษิตนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นใคร มาจากไหน ซึ่งในเบื้องต้นตนยังไม่อยากที่จะตั้งคำถามกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนี้ คงต้องรอพิจารณารูปแบบของนโยบายของกระทรวงเสียก่อน ว่าจะมีแนวทางทวงคืนปราสาทเขาพระวิหารตามที่นายกษิตเคยได้อ้างไว้อย่างไรบ้าง แล้วจึงค่อยมาทำการวิเคราะห์กันว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
"เขาพูดโจมตีบนเวทีเรื่องเขาพระวิหาร แต่วันนี้คงไม่ได้เพราะจะยิ่งเป็นผลกระทบถึงความสัมพันธ์ คุณกษิตจะสามารถทำได้หรือไม่เพื่อให้เกิดการเจรจาที่อลุ่มอล่วยมากที่สุด เพราะผลประโยชน์ระหว่าง 2ประเทศควรได้มาด้วยความประนีประนอม ตรงนี้จะทำได้หรือไม่ต้องรอวิเคราะห์แนวนโบายของพรรคประชาธิปัตย์ ของรัฐบาลเอง" นายกสมคมทนายความฯกล่าว
'คนรักอุดร'เผาโลงศพ'มาร์ค'ดีเดย์บุกกรุง26ธ.ค.นี้
ที่มา ประชาทรรศน์
'เสื้อแดงอุดร'ออกแถลงการณ์หนุน'ประชา'นั่งผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมทำพิธีเผาโลงศพที่ติดรูป'มาร์ค' ลั่นเตรียมเคลื่อนพลนับหมื่นบุกกรุงสมทบ'เสื้อแดง'สนามหลวงไล่รัฐบาล 26 ธ.ค.นี้
วันนี้ (22 ธ.ค.) ที่สถานีวิทยุ คลื่น 97.50 MHz ชมรมคนรักอุดร ชุมชนเหล็ก ซอย 9 ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมคนรักอุดร ได้อ่านแถลงการณ์การประกาศจุดยึดและแนวทางในการเคลื่อนไหว ซึ่งมีสมาชิกเสื้อแดงจำนวน 200 คน และสื่อมวลมาร่วมรับฟังการอ่านแถลงการณ์ดังกล่าว
โดยนายขวัญชัย กล่าวถึงแนวทางในการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า มีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.ชมรมรักอุดรจะยึดมั่นและเทิดทูนในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จะต่อต้านการทำทุกรูปแบบที่มุ่งทำลายสถาบันหลัก 2.จะต่อต้านการรัฐประหารซ่อนรูป ที่มาจากกลุ่มอมาตยาธิปไตย ร่วมกันกับกลุ่มอำนาจทางทหาร และกลุ่มอำนาจทางทหารและกลุ่มอำนาจทางการเมืองบางกลุ่ม และจะเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจประชาธิปไตยให้กับประชาชน โดยยุบสภาและจัดการให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว และ 3.จะสร้างเครือข่ายผู้ร่วมอุดมการณ์ในทุกภูมิภาค ให้มีความสามัคคี ปรองดอง เป็นปึกแผ่น จนเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง ร่วมเคลื่อนไหว ต่อต้านผู้ทำลายประธิปไตยของชาติ
ประธานชมคนรักอุดร กล่าวอีกว่า เมื่อคืนวานนี้ (21 ธ.ค.) พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้โทรศัพท์มาหาตน โดยขอบคุณที่เปิดเวทีปราศรัย ในวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา ณ ข้างสวนสาธารณะหนองประจักษ์ หน้าศูนย์ป้องกันสาธารณภัย(ดับเพลิง) สนับสนุนตนเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายก็แพ้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
อย่างไรก็ตาม นายขวัญชัย ยังกล่าวย้ำว่าจะสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ตลอดไป และหาก พล.ต.อ.ประชา เดินทางออกมาที่จ.อุดรธานี ทางชมรมคนรักอุดรก็จะเดินไปรับพร้อมมอบดอกไม้ให้กำลังใจ
นอกจากนี้ นายขวัญชัย กล่าวอีกด้วยว่าได้มีประชาชนมานับหมื่นมาลงชื่อแจ้งจำนงค์ เพื่อเคลื่อนพลไปกรุงเทพฯในวันที่ 26 ธ.ค. เพื่อร่วมกับคนที่อุดมการณ์การเดียวกันในกลุ่มเสื้อแดงเพื่อเคลื่อนขบวนต่อไปยังรัฐสภา ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 คืนอำนาจให้กับประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายขวัญชัยอ่านแถลงการณ์จบ ได้พาชมรมคนรักอุดรฯทำการเผาโลงศพที่หุ่นฟางที่ติดรูปใบหน้าและชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำให้กลุ่มเสื้อแดง ต่างพากันโห่ร้องแสดงความยินดีและพอใจ
พท.ชงฟัน'SMS'นายกฯกังขากินหัวคิวจี้'มาร์ค'ลาออก
ที่มา ประชาทรรศน์
"เพื่อไทย"เดินเครื่องยื่น ปปช.เช็กบิล "SMS"นายกฯ ซัดขัดกฎหมายรับผลประโยชน์ หลังทรูควัก 150 ล้าน ช่วยส่งข้อความทั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์ได้ไม่เกินสามพันบาท กังขาวาระซ่อนเร้น "มาร์ค"กินส่วนแบ่ง พร้อมจี้ให้ลาออกแสดงความรับผิดชอบ
เมื่อเวลา 12.30 น. วันนี้ (22 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือ กรณีให้ตรวจสอบการส่งข้อความผ่ามือถือ หรือ SMS ให้ประชาชนตอบกลับของพรรคประชาธิปัตย์
โดยนายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตามกฎหมาย ปปช. มาตรา 103 ของ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ปปช. พศ.2542 ว่าด้วยการห้ามข้าราชการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐรับทัพย์สินหรือประโยชน์ใดๆ เกิน สามพันบาท ซึ่งมีโทษตามมารตา 122 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ โดยถือว่าเป็นการเบียดบังผลประโยชน์ของผู้บริโภค ด้วยการเรียกเงินสนับสนุนจำนวน 150 ล้านบาท ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งข้อคาวมผ่านมือถือ ซึ่งเกินกว่าอำนาจรัฐ
"จะเห็นได้ว่า กฎหมายยอมให้มีการจ่ายเงินสนับสนุนได้เพียงไม่เกิน 3 พันบาท ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขาดความชอบธรรม ไม่มีความสุจริตเป้นสิ่งที่น่ารังเกียจ ขณะนี้ ยังไม่มีการถวายสัตย์ฯ ซึ่งการติดต่อดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น อีกทั้ง ยังมีการให้สัมภาษณ์โอ้อวดทางรายการข่าวตามสถานีช่องต่างๆ ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้จึงไม่มีความชอบธรรมและปราศจากความสุจริต คนอย่างนายอภิสิทธ์สมควรหรือที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะนายอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การที่บริษัทเอกชนมีการสนับสนุนให้ส่ง SMS นั้นจะต้องมีส่วนแบ่งต่อกัน เชื่อว่ามีมูลค่ามากเพราะไม่มีอะไรได้มาฟรีต้องมีผลประโยชน์ตอบแทน เรื่องนี้นายกอภิสิทธิ์จะตอบสังคมอย่างไร อีกทั้งเชื่อว่า ปปช. มีความเที่ยงตรงไม่เข้าข้างคนผิดหาก ปปช. ดำเนินการไม่ถูกต้องตนจะมายื่นเรื่องถวงถามอีกครั้ง
10 นโยบายคุณภาพของแซม ยุรนันท์ ผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 กับการแบกภารกิจของพรรคเพื่อไทย
ที่มา thaifreenews
บทความโดย..ลูกชาวนาไทย
เมื่อคืนวันอาทิตย์ผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ คุณแซม ยุรนันท์ ผู้สมัครผู้ว่า กทม. เบอร์ 10 ที่ ในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ก็เพิ่งได้คุยกับคนดังครั้งนี้แหละครั้งแรก และมีโอกาสได้คุยนานถึง 2 ชั่วโมงทีเดียว
ผมกับคุณแมวอ้วนอ้วน และแม่ปังคุง นักข่าวจำเป็นของไทยฟรีนิวส์ มีความคิดว่า ถึงอย่างไรเราชาวเสื้อแดงทั้งหลายที่รักประชาธิปไตย ก็คงทิ้งพรรคพลังประชาชน ที่กลายมาเป็นพรรคเพื่อไทยแล้วนี้ไปไม่ได้ แม้เราจะโดนทรยศโดยกลุ่มเพื่อนเนวินก็ตาม แต่ในสนามผู้ว่าฯ เราก็คงต้องสู้ ก็เลยคิดว่าควรไปขอสัมภาษณ์แซม มาทำเป็น สคริปต์เผยแพร่
ตอนนี้พรรคเพื่อไทยยังคงขาดแกนที่จะทำงานพอสมควร เพราะเหมือนทหารที่โดนตีฐานแตก ทหารที่แตกมาจากฐานก็กระจัดกระจายกันไป เมื่อมารวมตัวกัน ก็ยังขาดการจัดตั้ง กำหนดภารกิจเป้าหมายกันพอสมควรทีเดียว ซึ่งผมคาดว่าจะเป็นแบบนี้ไประยะหนึ่ง ก็คงตั้งตัวได้ เพื่อที่จะตีโต้หรือ Counter-Attack ต่อไป ตามกฎเกณฑ์ของสงคราม หรือการยุทธ์
ผมไปถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทยในตอนทุ่มครึ่ง ขึ้นไปชั้น 7 ที่ทำงานของทีมรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่า กทม. ตอนนั้นทั้งตึกไม่มีใครเลย รอจนสองทุ่ม คุณแซม กับทีมงานก็เข้ามาเพื่อให้เราสัมภาษณ์ ที่จริงเข้ามาเพื่อให้ไทยฟรีนิวส์สัมภาษณ์อย่างเดียวเท่านั้น โดยกลับมาจากการออกไปหาเสียงที่สวนลุม
สำหรับตัวผมเองนั้น ผม Perception ในใจว่า ดาราดัง คงถือตัว เข้าถึงยากอะไรประมาณนั้น แต่พอเจอหน้าคุณแซมครั้งแรก ก็รู้สึกว่าเขาเป็นกันเองดีมาก คุยกันอย่างสนุกสนาน คุณแซมเผยว่า "ผู้ใหญ่ของพรรค" (น่าจะเป็นท่านทักษิณ?) ต้องการให้สมัครผู้ว่า กทม.ฯ และตอนนี้ มีเสียงตอบรับดีมาก ไปหาเสียงหลายครั้งประชาชนตอบรับดีมาก คนออกมาห้อมล้อมแสดงความยินดีเหมือนช่วงที่ท่านนายกฯทักษิณ ไปหาเสียง และก็เจอม็อบตีนตบด้วย แต่แซมก็แก้สถานการณ์ได้โดยเข้าไปถามว่า "พวกพี่ ๆ โกรธอะไรแซมหรือครับ" ม็อบก็เลยงงกับความสุภาพของแซม ก็เลยถอยไป บอกแซมว่าไม่มีอะไร
ผมเพิ่งรู้ว่า แซมกำลังเรียนปริญญาเอก สาขาบริหารรัฐกิจอยู่ และเป็น PhD. Candidate แล้ว แต่กำลังทำ Dissertation หรือดุษฎีนิพนธ์อยู่ ผมก็ไม่ได้ถามว่าเรียนที่ไหน
ที่จริงจากที่แซมเล่า ครอบครัวของเขาคือ "นักการเมืองประชาธิปไตยเต็มตัว" เพราะคุณพ่อคือ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในคณะราษฎร์ 2475 และได้ยินเรื่องการเมืองในบ้านมาตลอด จนอายุ 16 ปี มีคนเห็นว่าหล่อ ชวนไปเล่นหนัง แต่คุณพ่อไม่ยอม เพราะถือว่าอาชีพดาราไม่มีแก่นสาร เต้นกินรำกินอะไรประมาณนี้ แต่แซมก็ไม่ยอม เพราะเหตุผลแค่นี้จะห้ามเป็นดารา ก็คงไม่ได้ ก็เลยออกจากบ้านไปอยู่กับเพื่อน และเป็นดารามาตั้งแต่นั้น
คือสัมภาษณ์ครั้งนี้ผมไม่ได้เน้นว่า นโยบายเขาจะทำอะไร เพราะนโยบายของแซมทั้ง 10 ด้าน มีคนถามทุกวันอยู่แล้ว แต่แซม ก็ตอบคำถามได้คล่อง ทำการบ้านมาดีมาก แซมบอกว่าเขาคิดนโยบายต่างๆ เอง ทำให้ตอบได้โดยไม่ต้องมีการเตี๊ยมกันได้ทุกคำถาม ทำลายภาพพจน์ในใจผมที่ว่า ดารามักไม่มีสมองไปเลย ที่จริงแซมเป็น PhD. Candidate นักศึกษาปริญญาเอก ด้านการเมืองการบริหาร ดังนั้นความรู้ก็ไม่ได้ด้อยกว่าคนอื่นๆ ในสังคมนี้อยู่แล้ว
ที่จริงหากไม่ได้เป็นดารา แซมก็คงเป็นนักธุรกิจและเป็นนักการเมือง ตามภูมิหลังของครอบครัว
คุยกับแซมเรื่อ คะแนนเสียง ว่าจะสู้ได้หรือไม่ ก็มีหวังสู้ได้แบบสูสีทีเดียวครับ เพราะการดีเบทสามครั้ง ทั้งปลื้ม และสุขมพันธ์ ประเมินแล้วสู้แซมไม่ได้ โดยเฉพาะปลื้ม ที่ดังขึ้นมาเพราะด่าสนธิลิ้ม เพียงอย่างเดียว แต่ประสบการณ์ทำงานแล้ว ปลื้มยังเด็กมาก ปลื้มนั้นไม่มีทีมงาน ไม่มีคะแนนเสียงพรรค อย่างดีก็คงได้ไม่ถึงครั้งหนึ่งของชูวิทย์
ส่วนสุขุมพันธ์นั้น มีฐานคะแนนเสียงพรรคอยู่ พอๆ กับพรรคพลังประชาชน อาจมากกว่าเล็กน้อย (ประเมินจากคะแนนปาตี้ลิสต์) แต่คะแนนส่วนตัวของสุขุมพันธุ์ อาจไม่เท่ากับแซม ดังนั้น การต่อสู้ครั้งนี้อาจสูสี หรืออาจได้ชัยชนะสุขุมพันธุ์โดยไม่ยากนัก
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคาดว่า ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ เองอาจถอดใจไม่อยากชนะเลือกตั้ง เป็นผู้ว่า กทม. ก็เป็นได้ เพราะที่จริงคงอยากเป็น รมต. ต่างประเทศมากกว่า แต่อภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลได้หลังสุขุมพันธ์ลงสมัครผู้ว่าแล้ว หากสุขุมพันธ์ชนะ อาจต้องอยู่นอกวงการรัฐบาลถึง 4 ปี ทีเดียว
โอกาสได้เป็น รมต.ต่างประเทศ หากมีการปรับ ครม. คงไม่มี คนอย่างสุขุมพันธุ์ คงอยากเป็น รมต.ต่างประเทศมากกว่า ตำแหน่งผู้ว่า กทม. แน่นอน
ดังนั้นอยู่ที่ว่า แซมฯ จะรักษาฐานของคนเสื้อแดงไว้ได้หรือไม่ และดึงแฟนของตนเองไปลงคะแนนให้ โอกาสได้เป็นผู้ว่าฯ ก็มีเปอร์เซ็นต์สูง
ก็เลยลองเอา Mindmap นโยบายของแซมมาให้ดู ว่าสมกับเป็น PhD. Candidate หรือไม่
นโยบายของ ผู้ว่าแซมฯ แบ่งออกเป็น 10 ด้าน ดังนี้
ปล. ผมเพิ่งค้นต้นตระกูลของแซม ยุรนันท์จากอินเตอร์เน็ต เพิ่งรู้ว่าเป็นหลานของ “กวีดังคนหนึ่งของสยาม” สมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าของเพลงยาว คือ “บุษบาท่าเรือจ้าง” หรือคุณพุ่ม กวีสตรีคนแรกที่มีฝีปากเผ็ดร้อน จัดจ้าน บุตรสาวของ พระยาราชมนตรี(ภู่) ที่จริงตระกูลแซมสืบได้ถึงสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ สมัยกรุงศรีอยุธยาทีเดียว
นโยบาย 10 ด้าน ต้องการอ่านให้ชัด กด ที่นี่
ด้านที่ 1
ด้านที่ 2
ด้านที่ 3
ด้านที่ 4
ด้านที่ 5
ด้านที่ 6
ด้านที่ 7
ด้านที่ 8
ด้านที่ 9
ด้านที่ 10
ถูกสั่นคลอน???
ที่มา เดลินิวส์
หลังลากรถถังยึดอำนาจ 19 ก.ย. 2549 นอกจากประเทศไทย แตกแยกเป็นภาค ระหว่าง เหนือ-อีสาน กับใต้แล้ว ยังแตกเป็นสี สีเหลือง ผูกขาดความรักสถาบัน กับ สีแดง ที่ถูกโยนเป็นฝ่ายตรงข้าม
ที่สำคัญ ฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ฝ่าย ระบอบทักษิณ นี่ละที่รู้สึกแบบนั้น เพราะมีการประกาศโจ่งแจ้ง ว่า ต้องล้างให้สิ้นซาก !?!
เริ่มจากบันได 4 ขั้นของ คมช.ขั้นสุดท้ายคือเปลี่ยนขั้วให้ ประชาธิ ปัตย์ เป็นรัฐบาล (ตอนนี้ก็สมใจแล้ว)
การออกมาพูดเรื่องความยุติธรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงน่าสนใจมาก
นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยอมรับเป็นครั้งแรกว่า การ ตัดสินยุบ 3 พรรค สั่นคลอนศาลรัฐธรรม นูญมาก จนมีบางคน (หมายเหตุ...นักนิติ ศาสตร์) เสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญไปเลย
ทำไมเป็นเช่นนั้น ???
มาคิดดู ครั้งนี้ไม่ใช่ยุบพรรคครั้งแรก (ครั้งแรกไทยรักไทย) เพียงแต่ครั้งนี้ ยุบทีเดียว 3 พรรค นอกจาก พลังประชาชน (ร่างใหม่ไทยรักไทย) ก็มี ชาติไทย กับ มัชฌิมาธิปไตย โดนร่างแหด้วย
พูดกันว่า หาก 2 พรรคนี้ ไม่ไปจับขั้วกับพลังประชาชน ก็คงไม่มีชะตากรรมเช่นนี้ ???
การยุบพรรคเที่ยวนี้ มีกลุ่มเสื้อแดงบุกไปล้อม จนต้องเปลี่ยนที่ไปศาลปกครอง ท่ามกลางทหารป่าหวาย อาวุธครบมือ ทั้งปืนเอ็ม 16 ลูกระเบิด และปืนพก มาคุ้มกัน ดูแล้วน่ากลัวมาก
แต่ยึดทำเนียบ ยึดสนามบินถึง 2 แห่ง กลับไม่มีทหาร ตำรวจ ไปดูแลเลยแม้แต่คนเดียว !!!
หลังคำพิพากษา บรรหาร ศิลปอาชา พาลูกพรรคปลาไหล แต่งดำประท้วง พร้อมป้ายคลุมพรรคสีดำซ้ำ ทำใจไม่ได้ที่พรรค 34 ปี ถูกยุบ ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะมันมีข้อเปรียบเทียบ
อย่างที่รู้ กรณี วิฑูรย์ นามบุตร กก.บริหารพรรค ปชป. พร้อมลูกทีม 3 คน แจกตั๋วหนัง ผิดกฎหมาย ทั้งที่ทำผิด ในกรรมเดียวกัน วาระเดียวกันแท้ ๆ แต่คำตัดสิน กกต.ไปคนละทาง
ลูกวิฑูรย์กับ ส.ส.อีกคน ได้ใบเหลือง ลูกเจ้าของโรงหนังซึ่งสอบตกอยู่แล้ว ได้ใบแดง ขณะที่ วิฑูรย์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ ได้ใบขาว ทำให้ ปชป.รอดถูกยุบพรรคทันที !!!
ยังมีกรณีเปรียบเทียบเช่น ทำกับข้าวถูกปลด (ศาลรัฐธรรมนูญ อ้าง พจนานุกรม ทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช ตกเก้าอี้ทันที) แต่ เป็นกบฏ (ยึดสถานที่ราชการ) ถูกปล่อย เป็นต้น
ก็เพราะอย่างนี้ ฝ่ายระบอบทักษิณ (มีคนหลงผิดเลือกระบอบนี้ตั้ง 13-14 ล้านคน) จึงเกิดความรู้สึก ว่าไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ถูกตามล้างตามเช็ดไม่สิ้นสุด
เมื่อคนรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม (ถูกต้อนยิ่งกว่าหมาจนตรอก) เมื่อนั้น ย่อมมีการต่อสู้ !!!
เห็นด้วยเลยที่นายจรัญบอกว่า ศาลต้องระมัดระวังไม่ให้คนเคลือบแคลงหวาดระแวงสงสัย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยาก แต่ถ้าทำสำเร็จ ก็จะสร้างองค์กรศาลให้กับสังคม แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน
ถ้าคนไม่เชื่อศาลซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายแล้ว สังคมคงสงบสุขยาก ก็ขออย่าให้ ตุลาการภิวัฒน์ เป็นตุลาการวิบัติ อย่างที่หลายคนเป็นห่วงเลย.
ดาวประกายพรึก
จริยธรรมแห่งการสร้างภาพ
ที่มา ไทยรัฐ
วันนี้ประเทศไทยได้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้รัฐมนตรีในรัฐบาลอภิสิทธิ์ มาอีก 35 คน ที่ไปที่มาหรือหน้าตาของคณะรัฐมนตรี ผมคงไม่ต้องวิจารณ์เพราะสังคมวิจารณ์กันไปหมด แล้ว
แม้แต่คุณอภิสิทธิ์เองก็ยอมรับว่ายี้
ทุกอย่างย้อนไปถึงคำพูดและจุดยืนทางการเมืองของ นายกฯอภิสิทธิ์ ทั้งสิ้น เมื่อรู้ว่ายี้จะตั้งขึ้นมาทำไม ถ้าจะอ้างเหตุผลเพราะความจำเป็นและข้อจำกัดใน การจัดตั้งรัฐบาลก็แสดงว่า ประชาธิปัตย์อยากเป็นรัฐบาลมากกว่าจะมองถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน
ครบเครื่อง นายทุน กลุ่มก๊วนการเมือง ทหาร และพันธมิตรฯ
ที่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ก่อกรรมเอาไว้กับระบอบประชาธิปไตยก็คือ การสร้างลัทธิอุบาทว์ขึ้นมา ปรากฏการณ์งูเห่าการที่ไม่ต้องคำนึงว่าเป็นพรรคเสียงข้างน้อยหรือ เสียงข้างมาก ในการจัดตั้งรัฐบาล
โดยการซื้อตัว ส.ส.
ทำลายทั้งจริยธรรมทางการเมืองและทำลายทั้งหลักรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ผมเกริ่นเอาไว้แล้วว่า การซื้อเสียงประชาชนยังไม่ร้ายเท่ากับซื้อตัว ส.ส.ในสภา เป็นการทรยศหักหลังประชาชนและดูถูกประชาชนโดย ตรง
ภาพที่นายกฯอภิสิทธิ์ไปทาบทามกลุ่มการเมืองโดยมีแกนนำที่ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ห้ามมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของพรรคการเมืองก็ดี ภาพที่แกนนำการเมืองเข้าหารือกับนาย ทหารเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก็ดี หรือการซื้อตัว ส.ส. เพื่อให้ได้เสียงครบในการจัดตั้งรัฐบาลก็ดี
สังคมควรจะยอมรับหรือไม่
การที่มีบุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเวทีโค่นล้มรัฐบาลชุดที่แล้ว การมีบุคคลที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯมารับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ การที่มีอดีตนายทหารที่สนิทชิดเชื้อกับ ผบ.ทบ. เข้ามาเป็นรัฐมนตรี
ทั้งหมดนี้ แม้กระบวนการทางกฎหมายจะดูดาย
แต่สังคมก็ควรคิดออกและหาทางป้องกัน ประชาชนไม่ได้รับเกียรติต่อกระบวนการบริหาร ประเทศเลยแม้แต่น้อย ประชาชนไม่ได้มาก่อนอย่างที่สัญญาเอาไว้
และภาพ ครม.ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันก็ไม่แตกต่างจากรัฐบาลในอดีตเลยแม้แต่น้อย บางอย่างกลับหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ กับคำพูดที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ถนัดที่จะสร้างภาพมากกว่าการ ปฏิบัติผมไม่ยืนยัน แต่การที่วันๆจะขยันส่งเอสเอ็มเอส จะถือไม้กวาดทำความสะอาดทำเนียบ หรือโหยหาแต่ยายเนียมที่น่าสงสาร
แล้วประชาชนได้อะไร.
หมัดเหล็ก
ถ้าไม่มีเขา..
ที่มา ไทยรัฐ
ว่าที่จริงแล้วภาพรวมของ ครม.ชุดใหม่ก็ไม่ถึงกับ “ยี้” คือยังพอรับได้ในสถานการณ์การเมืองเยี่ยงนี้คือไม่ปกติ แต่ที่เป็นปัญหาและมีการวิพากษ์วิจารณ์ก็คือ ในหมู่รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจเอกชนมองว่าเป็นประเภท “มือใหม่หัดขับ”
คือไม่มีประสบการณ์มาก่อนเกรงว่าจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ ไม่ทันกาล เพราะปัญหาเศรษฐกิจจะต้องลงมือทำเลย รอช้าไม่ได้ ศึกษางานก็ไม่มีเวลาแล้ว
แต่มีการชี้แจงว่าแม้จะเป็นมือใหม่แต่ก็มีทีมงานที่ปรึกษาเข้ามาช่วยทำงาน ช่วยคิด ช่วงวางแผน และขับเคลื่อน
อย่างไรก็ดี จากข้อจำกัดอย่างนี้มีทางเดียวที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จก็คือ การที่นายกฯจะต้องเข้ามาดูแลเอง เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ต้องมีการนำ มีความชัดเจนในแนวทางและจะต้องให้รัฐมนตรีปฏิบัติไปในทางเดียวกัน เพราะทีมเศรษฐกิจไม่ใช่มีแค่พรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว แต่มีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นรัฐมนตรี ด้วย
เพราะถ้าไปกันคนละทิศละทางอย่างรัฐบาลชุดที่แล้วก็ไม่รอด
ตรงนี้กระมังที่สังคมเป็นห่วงว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะมองกันว่าพรรคร่วมรัฐบาลที่กำลังมี ความพยายามจะเกาะกลุ่มและรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในรัฐบาล กดดันนายกฯและประชาธิปัตย์เพื่อต่อรองต่างๆ
และก็มองไปที่ “เนวิน ชิดชอบ” ซึ่งน่าจะมีบทบาทสูงในการตั้งรัฐบาลชุดนี้ เพราะมีอำนาจต่อรองสูง โดยเฉพาะกลุ่มนี้คุมกระทรวงใหญ่ 2 กระทรวง คือคมนาคม และมหาดไทย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีพรรคแกนนำยอมให้อย่างนี้
“ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล”
นั่นคงเป็นคำตอบสั้นๆถึงเหตุผลที่ประชาธิปัตย์ต้องยอมจัดโควตาให้อย่างนั้น เพราะมิฉะนั้นคงตกลงกันไม่ได้ และไม่ได้เป็นรัฐบาล ทั้งนี้ ต้องเชื่อมโยงไปถึงตำแหน่งประธานสภา ผู้แทนฯ และรักษาการนายกฯที่สังกัดเพื่อนเนวินและมีส่วนสำคัญทำให้ดำเนินการตั้งรัฐบาลสำเร็จ
อีกจุดก็คือ เกรงว่านายเนวินจะเป็นผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง และครอบงำให้นายกฯต้องยอมรับในเรื่องต่างๆจนไม่เป็นตัวของตัวเอง
ซึ่งนั่นประเมินจากพฤติกรรมการเมืองของนายเนวิน และกลุ่มเพื่อนพ้องที่ผ่านมาลักษณะเขี้ยว ลากดิน และเก่งกาจในการต่อรองผลประโยชน์ต่างๆ
แต่ดูเหมือนว่านายกฯจะพยายามวางกรอบการทำงาน การควบคุมรัฐมนตรีโดยบอกว่า หากไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายได้ก็ต้องปรับเปลี่ยนออกไป และจะติดตามการทำงานของรัฐมนตรี
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ พูดง่ายๆก็ต้อง “ขู่” กันไว้ก่อน และเชื่อว่าจะต้องเกิดปัญหานี้แน่ในอนาคตอีกไม่ไกลนี้ แต่ก็ต้องอยู่ที่ว่า นายอภิสิทธิ์จะใช้ศิลปะการนำในการสยบได้หรือไม่
เพราะแม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีปัญหา ซึ่งไม่ใช่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เพียงคนเดียว แต่มีอีกหลายคนที่รักษามารยาท ไม่ออกมาเปิดฉากรบเหมือนนายนิพิฏฐ์ ที่โจมตีการนำนายวีระชัย วีระ-เมธีกุล เข้ามาเป็นรัฐมนตรีทำให้เขาหลุดจากเก้าอี้
ข้อหาก็คือ “นายทุน” ที่บริจาคเงินให้พรรค จนถูกฆ่าทางการเมือง
จึงเป็นจุดด่างที่ทำให้ภาพจัดตั้งรัฐบาลกร่อยไปนิด แต่เชื่อว่าคงจะมีการจัดการกันได้ ไม่ถึงกับทำให้เกิดความแตกแยกมากนัก เพราะเชื่อว่าไม่นานคงมีการปรับ ครม. และมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีได้
เหนืออื่นใด ปัญหาของนายกฯที่จะต้องเจอศึกหนักก็คือ ความขัดแย้ง แบ่งค่าย แบ่งสี และการเชื่อมโยงไปสู่คนยากคนจนที่มองว่าไม่ติดดินเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะในภาคอีสาน จึงต้องใช้กลุ่มเนวินเป็นทัพหน้าเพื่อการเข้าถึง และลดแรงกดดันจากกลุ่มเสื้อแดงที่มีสายสัมพันธ์กันมาก่อน
แต่ระวังเอาไว้ก็แล้วกัน อย่าเป็นว่า “มีเขาเราจึงพัง”.
“สายล่อฟ้า”