WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 24, 2008

ร.ศ.๑๓๐:ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ

ที่มา Thai E-News


ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ-คณะทหารหนุ่มที่วางแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์ ไปเป็นระบบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หรืออาจถึงขั้นเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ แต่แผนแตกกลายเป็นกบฎ 1ในคณะบันทึกไว้ว่า"แต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ"


ที่มา หนังสือชีวประวัติร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์
23 ธันวาคม 2551
*อ่านรายละเอียดกรณีร.ศ.130ได้ที่นี่


ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป..ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน


หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากความเรียงเรื่อง"ฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง"ในหนังสือ อัตชีวประวัติของร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ผู้นำคนหนึ่งของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ร.ศ. ๑๓๐ ซึ่งฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าว เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ หรือเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีที่แล้ว คณะนายทหารหนุ่มไม่พึงพอใจระบบปกครองรัฐบาลกษัตริย์ของพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่๖ จึงได้เตรียมการจะยึดอำนาจแบบเดียวกับหมอซุนยัดเซ็นยึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์ราชวงศ์ชิงในจีน โดยวางแผนจะทำการในวันที่1เมษายนในวัดพระแก้ว แล้วให้กษัตริย์มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ยอมก็จะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตามแผนการรั่วไหล และคณะนายทหารหนุ่มถูกกวาดล้างกลายเป็นกบฎเสียก่อน

ฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร..วัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก)


กรณี *เอาเรื่อง* ที่จะเกิดขึ้นก็โดยที่คืนวันหนึ่ง ในราวปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) คืนวันนั้นข้าพเจ้าเข้านอนแต่หัวค่ำ พอนอนเต็มตื่นราวเวลาตี ๑ เศษ ก็ลืมตาขึ้น พบ ๒ สหาย [นายร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ และนายร้อยตรีจรูญ ษตะเมษ-บ.ก.] นั่งชนหัวสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบา พร้อมด้วยขวดสุราวางอยู่กลางโต๊ะ ส่วนเตียงข้างเคียง นายทหารเวรประจำการกำลังนอนหลับอยู่

นายทหารในกองปืนกลเวลานั้น มีคนที่ชอบนอนประจำไม่กลับบ้าน ก็คือคุณจรูญกับข้าพเจ้าเสียโดยมาก นอกนั้นพอเลิกงานแล้วก็กลับกันหมด ต่อรุ่งเช้าจึงมาทำงาน เพราะต่างก็มีบุตรภรรยาเข้าวัยครองเรือนด้วยกันแล้ว เว้นแต่ผู้ที่เป็นเวรจึงต้องนอนค้าง ฉะนั้นเตียงหนึ่งจึงต้องจัดเป็นของเวรประจำการ และคุณจรูญกับข้าพเจ้าบางคืนก็ต้องนอนด้วยกันหากมิใช่เวร

คืนวัน *เอาเรื่อง* นั้น คุณจรูญมิใช่เวร ข้าพเจ้าจึงคิดว่าเขาคงต้องการฆ่าเวลาให้เกิดความง่วงเสียก่อนจึงจะเข้านอนเมื่อข้าพเจ้าเห็นเขาคุยทนเช่นนั้นแล้ว ก็ลุกไปชำระกาย โดยตั้งใจจะมาร่วมวงด้วย แต่ก่อนจะเข้าร่วมวง ข้าพเจ้าโดยอัธยาศัยมักจะขออนุญาตเสียก่อน พลางเล่นปนจริง จึงได้กล่าวขึ้นเป็นใจความว่า *มีเรื่องอะไรกันหรือ คุยอยู่จนดึกจนดื่น เข้าร่วมด้วยคนซิ*

เขาทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองข้าพเจ้า พร้อมกับกล่าวรับรองต้อนรับตามเคยแต่ครั้งนี้แทนที่จะคุยสนุกโปกฮา ดูสีหน้าตึงเครียดอย่างเอาจริงเอาจัง คนหนึ่งได้เริ่มคำพูดขึ้นว่า เรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมืองอยากจะร่วมด้วยก็เอา ข้าพเจ้าซึ่งมีหัวคนหนุ่มอยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าอย่างอารยประเทศทั้งหลายอยู่แล้ว ทั้งประเทศเพื่อนบ้านคือจีนก็กำลังเกิดเก๊กเหม็งเกรียวกราว เป็นเหตุกระตุ้นเตือนหัวใจคนหนุ่มให้เร่งเร้าอยู่ซึ่งเป็น *เรื่องของการเมืองหรือของโลก* มาอย่างนี้ทุกสมัยตามประวัติการณ์

ข้าพเจ้าจึงเข้าร่วมวง ขอทราบเหตุผลและวัตถุประสงค์ของเพื่อนต่อไปเขาทั้งสองก็ผลัดกันสาธยาย เขากล่าวย้อนขึ้นไปถึงเรื่องเดิมตั้งแต่เราอยู่ ร.๑๑ ในวังหลวงมาด้วยกัน เคยนำทหารไปตั้งแถวเกียรติยศหน้าพระที่นั่งจักรีอยู่เสมอ ได้เห็นเหตุการณ์อันทหารถูกเหยียดหยามมาแล้วอย่างไรบ้าง ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร ความเคารพนับถือบุคคลที่ทรงวัยวุฒิเสื่อมทรามอย่างเหลวแหลกอย่างไร ข้าราชการกำลังทำงานเอาแต่ตัวรอดไปวันหนึ่งๆ โดยมิได้คิดถึงประเทศชาติที่รักของเขาด้วยเหตุไร ราษฎรพลเมืองกำลังขาดแคลนความบำรุงในเรื่องการอาชีพและความสุขใจสบายกายสถานใดบ้าง

เฉพาะชาวไร่ชาวนาหากธรรมชาติไม่ช่วยในปีใดก็หมดมือหมดเท้า บางคราวก็ถึงอดอยากยากแค้นทั่วๆ ไป แต่ส่วนภาษีอากรสิมีแต่เพิ่มทวีขึ้นทุกๆ ปี ไม่เคยปรากฏว่าได้ลดราวาศอกอะไรลงเลย มิหนำซ้ำบางครั้งยังถูกผู้รักษากฎหมายใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตของกฎหมายเสียอีก ย่อมเป็นความเดือดร้อนใจชนิดพูดไม่ออกฯลฯ

ลักษณาการเหล่านี้ก็เนื่องจากการปกครองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง มักกดการศึกษาของพลเมืองอยู่เสมอ เพื่อมิให้มีสติปัญญาฉลาดเทียมทันพวกเขา การปกครองประเทศ ถ้าใช้แบบหัวเดียวทำงานทั้งแผ่นดินมันจะสู้หลายหัวช่วยกันทำได้อย่างไร และทุกคนก็เป็นเจ้าของแผ่นดินโดยธรรมชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์ ย่อมมีความรักประเทศชาติอันเป็นที่เกิดที่อยู่ของเขามาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด เขาย่อมรักอย่างสุดชีวิต และคิดอยากจะให้เจริญรุ่งเรืองที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

ดูแต่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเราสิ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดท่าคบค้ากับฝรั่งสมัยใกล้ๆ กับเรา แต่ความเจริญรุ่งโรจน์ได้ก้าวหน้าไปไกลลิบ แทบจะเปรียบกันไม่ได้เลย นี่เมืองจีนก็เอาอีกแล้ว ท่านหมอซุนได้กอบกู้ชาติพร้อมด้วยคณะอย่างไม่เกรงต่อความทุกข์ทรมานใดๆ และที่ตายไปแล้วก็ไม่น้อย ถ้าเทียบการกระทำของคณะเก๊กเหม็ง กับหากเราจะกอบกู้ชาติไทยของเราบ้างในขณะนี้ เราอาจจะทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะพวกยโสกำลังลืมตัวสนิท ขอแต่ให้เราเป็นต้นคิด คิดแล้วอย่าท้อถอย ก็ต้องสำเร็จแน่ๆ

ถ้าและเวลานี้พวกเราทหารไม่ทำ ใครเล่าจะกล้าลงมือทำ ค่าที่ไม่มีอาวุธและสมัครพรรคพวกเป็นกำลังเลย การทำที่เป็นวัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก) เพื่อให้ราษฎรได้ใช้เสียงในการปกครองประเทศของเราเองด้วย

แม้ราษฎรจะยังไม่เข้าใจในเรื่องการปกครอง เราก็พอจะให้การศึกษาอบรมเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไปได้ ดูพลทหารที่ปกครองอยู่ในขณะนี้ เมื่อเข้ามารับราชการใหม่ๆ ก็เกือบไม่รู้อะไรเลย ชั้นแต่ ก ข ก็อ่านไม่ค่อยออก กระทั่งหันซ้ายหันขวาก็ไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันถึง ๖ เดือน ก็ฉลาดปราดเปรื่องขึ้นทุกคน

เมื่อข้าพเจ้าได้รับทราบเหตุผลและความประสงค์อันเป็นจุดหมายปลายทางจนเป็นที่พอใจ และเห็นด้วยว่าจะต้องร่วมใจกันกระทำแน่นอนแล้ว เราก็แลกความเห็นกันต่อไปอีกพักหนึ่ง แล้วก็ตกลงกันว่าให้ต่างคนต่างสอนทหารในเรื่องการปกครองระบอบต่างๆ แทรกเข้าไปในเวลาสั่งสอนระเบียบข้อบังคับด้วยคราวละเล็กละน้อยอย่าให้โจ่งครึ่ม ทั้งให้ต่างคนต่างทาบทามเกลี้ยกล่อมนายทหารในกรมกองที่ตนสังกัดโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ไม่เปิดเผยไปพลางๆ ก่อน เพื่อฟังผล

แล้วเราทั้งสามพยายามหาเวลาแจ้งผลซึ่งกันและกันเป็นคราวๆ ไป ยึดเอากองปืนกลเป็นสถานีกลางนัดพบตามเวลาอันสมควร หรือจะโทรศัพท์เรียกตัวกันมาก็ได้ เช่น เชิญรับประทานอาหาร เป็นต้น คืนนั้นมันให้เกิดความปลื้มปรีดีด้วยกันทุกคนอย่างไรชอบกลพูดไม่ถูก ด้วยความปลาบปลื้มอย่างแปลกประหลาดนี้เอง เราได้สนทนากันอยู่จนถึงเวลาฝึก จึงได้แยกย้ายกันไปต่อมาเราได้นัดพบกันเป็นคราวๆ เพื่อแจ้งผลที่ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง

"หมอเหล็ง"เวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่แล้ว


แต่จิตใจของเรามันต้องการจะทำให้เร็วยิ่งขึ้นทุกที จึงหารือกันถึงเรื่องที่ว่าควรจะมีผู้ใหญ่มาเป็นกำลังความคิดและดำเนินงานสักผู้หนึ่ง ซึ่งควรจะได้ผู้ที่มีหัวไปในทางเดียวกับเรา ทั้งกว้างขวางและเป็นที่เชื่อถือของนายทหารทุกชั้นด้วย คุณเหรียญก็เสนอชื่อพี่ชายของเขาขึ้นมา คือร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่าเป็นหมอที่ทหารโดยมากนับถือ มีความละมุนละม่อมอ่อนโยน อาจติดต่อกับนายทหารได้ทุกชั้น แต่น้ำใจเข้มแข็งจริงจัง ไม่เหลาะแหละ

ทั้งเวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่แล้ว ทั้งหมอเหล็งได้เคยเรียนวิชาทหารฝ่ายนักรบมาแล้วด้วย จึงนับว่าเป็นการเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เราจึงนัดวันไปพบกับหมอเหล็งเพื่อขอร้องให้เป็นหัวหน้าดำเนินการต่อไปบ้านหมอเหล็งเวลานั้นอยู่ในถนนสาทร พร้อมด้วยบุตรภรรยาเป็นหลักแหล่ง พอถึงวันกำหนดนัด เราทั้งสามก็ไปพบในเวลาเย็นต้นๆ เดือนมกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) คุณหมอเหล็งและภรรยาชื่ออบ เราเรียกว่าคุณพี่อบ ได้ต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่งและเต็มใจที่สุด

เมื่อคุณเหรียญได้แนะนำให้หมอเหล็งและคุณพี่อบรู้จักเราทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มลงมือสนทนาหารือกันถึงเรื่องการเมืองทีเดียว ซึ่งหมอเหล็งได้ทราบล่วงหน้าอยู่ดีแล้ว พร้อมนั้นหมอเหล็งได้นำเอาพงศาวดารทางการเมืองของต่างประเทศมาชี้แจงให้เราฟังถึงเรื่องที่เขาได้เปลี่ยนแปลงการปกครองกันมาอย่างไร เพื่อประกอบเป็นตัวอย่างที่เราควรจะยึดเป็นหลักดำเนินการต่อไป เรารู้สึกเลื่อมใสในความตั้งใจจริงของหมอเหล็งยิ่งนัก หมอเหล็งเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของเรา พร้อมด้วยเห็นความเป็นลูกผู้ชายของเราตลอดแล้ว ก็ยินดีรับเป็นหัวหน้า จึงสั่งให้คุณพี่อบจัดอาหารค่ำเลี้ยงเรา

รวมผู้ที่รับประทานอาหารในวันนั้น ๕ คนด้วยกัน คุณพี่อบเป็นกุลสตรีที่ใจคอกล้าแข็งเช่นเดียวกับสามี ได้กล่าวส่งเสริมกำลังน้ำใจของพวกเราตลอดเวลา เราได้หารือเรื่องการเมืองถึงทางได้ทางเสียที่จะนำมาสู่ประเทศชาติอย่างใดบ้างเมื่อเราทำลงไป ตลอดเวลาที่รับประทานอาหาร ส่วนตัวเราทุกคนยอมอุทิศเป็นชาติพลีด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในที่สุดหมอเหล็งให้เรานัดผู้ที่เราได้เกลี้ยกล่อมไว้แล้วมาประชุมสักครั้งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เดือนนั้น เพื่อฟังเสียงและทำความเข้าใจกันบางประการ พวกเรารับตกลง เพราะเวลานั้นเราได้เกลี้ยกล่อมนายทหารกองปืนกล กรม ร. ๑๑ และกองนักเรียนนายสิบบางคนไว้แล้ว รวมประมาณ ๑๐ คน แล้วเราก็ลากลับด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม

การประชุมคณะก่อการเปลี่ยนการปกครองประเทศสยาม ได้อุบัติขึ้นเป็นรูปทรง ณ ศาลาพักร้อนหลังเล็ก ภายในบริเวณบ้านหมอเหล็ง ถนนสาทร อำเภอสาทร จังหวัดพระนคร เมื่อเวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) องค์ประชุมครั้งแรกนี้มีเพียง ๗ คน เท่าที่ข้าพเจ้ายังพอจะนึกได้คือ หมอเหล็ง เป็นหัวหน้า ร.ต. ปลั่ง ปูรณโชติ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ร.ต. เขียน อุทัยกุล ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ และข้าพเจ้า หัวหน้าเป็นประธานการประชุม ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกและนายทะเบียน นอกนั้นก็ถือเสมือนกรรมการผู้ริเริ่มมาปรึกษาหารือกิจการเบื้องต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ประธานได้กล่าวเปิดประชุม โดยแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับนายทหารผู้รักชาติอันแท้ ซึ่งประธานไม่เคยคาดคิดเลย ว่าจะมามีขึ้นเป็นคณะเช่นนี้ แล้วก็เล่าให้ที่ประชุมฟังถึงความคิดเดิมที่พวกเรา ๓ คน ได้ไปหารือและขอร้อง ในที่สุดก็แสดงความหวังในความสำเร็จเผล็ดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นแน่นอน ขอให้เราดำเนินการประชุมแลกความคิดเห็นต่อไป

ผู้ที่มาประชุมต่างได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นอันเกี่ยวกับความเสื่อมของชาติ และวิถีทางที่จะแก้ไขให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไรบ้าง ผลหรือมติของการประชุมก็สรุปได้ว่า จะต้องเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย ในรูปใดรูปหนึ่ง ผู้ที่มีความเห็นรุนแรงก็ขอให้เปลี่ยนเป็นรีปับลิกทีเดียว ผู้ที่มีความเห็นไม่รุนแรงก็เห็นว่าควรเป็นเพียงลิมิเต็ดมอนากี้ไปก่อน

แต่ปัญหานี้จะได้สงวนไว้ให้ที่ประชุมใหญ่ในวันข้างหน้าเป็นผู้วินิจฉัยกันโดยรอบคอบต่อไป ในชั้นนี้ที่ประชุมลงมติขอร้องให้สมาชิกทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมนายทหารที่มีหัวไปในทางเดียวกันเข้าเป็นสมาชิกโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ให้ได้มากที่สุดที่จะสามารถกระทำได้ แล้วส่งรายชื่อไว้ที่นายทะเบียน ณ กองปืนกล กับให้แทรกซึมการสอนทหารถึงลัทธิการปกครองไว้ด้วยทุกคน เพื่อปลุกให้ตื่นเสียแต่เบื้องต้น

แล้วมอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนคำเกลี้ยกล่อมส่งให้สมาชิกทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการไปในทางเดียวกันโดยถูกต้อง และขอให้รักษาไว้เป็นความลับเท่ากับชีวิตของตน ลงท้ายหัวหน้าก็เลี้ยงอาหารเย็นพร้อมด้วยเครื่องดื่ม นับว่ากิจการเบื้องต้นได้เป็นไปด้วยความสามัคคีเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนการประชุมต่อไป มอบให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าซึ่งจะได้ติดต่อกับข้าพเจ้าเป็นผู้นัด แล้วพวกเราก็จากกันด้วยความภาคภูมิใจทุกคนอีก ๗ วันต่อมา เมื่อข้าพเจ้าได้ติดต่อกับหัวหน้าถึงเรื่องจำนวนสมาชิกและความเป็นไปด้วยดีระหว่างนั้นแล้ว หัวหน้าก็มอบให้ข้าพเจ้านัดประชุมครั้งที่ ๒ ณ สถานที่เดิม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน การประชุมครั้งนี้มีจำนวนสมาชิกประมาณ ๒๐ คน คือนอกจาก ๗ คนครั้งแรกแล้ว ได้เพิ่มขึ้นใหม่อีก ๑๓ คน มีผู้ที่ควรกล่าวนามและจำได้แม่นยำก็คือ พันตรี หลวงวิฆเนศร์ประสิทธิวิทย์ (หมออัทย์ หสิตะเวช), ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง, ร.ท. จือ ควกุล, ร.ท. ทองดำ คล้ายโอภาส, คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามภาษาอังกฤษกระทรวงยุติธรรม กับนายทหารกองนักเรียนนายสิบทั้งหมด (เว้นผู้บังคับกอง) นอกนั้นก็เป็นนายทหารกองปืนกล (เว้นผู้บังคับกอง) และกรมทหารเหล่าอื่นในพระนครอีกกรมละคน ๒ คน

ในการประชุมครั้งนี้ มีข้อแปลกกว่าคราวก่อนก็คือ เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุมเช่นแสดงความยินดี และปลุกความกล้าหาญเสร็จแล้ว หลวงวิฆเนศร์ฯ ซึ่งเวลานั้นยังเคร่งต่อคริสต์ศาสนาอยู่ ได้ขอให้ทำพิธีสาบานปฏิญาณตนพร้อมกันทุกคน โดยเอาลูกปืนเบรานิงแช่ลงไปในแก้วสุรา คุณหลวงเป็นผู้นำกล่าว มีใจความว่าจะซื่อสัตย์สุจริตต่อกันจริงๆ ทุกเมื่อ และยอมสละชีวิตเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชาติไทย มิหวังผลอันมิชอบแก่ส่วนตัวด้วยประการทั้งปวง แล้วก็รินสุราแช่ลูกปืนแจกกันดื่มทั่วหน้า เสร็จแล้วคุณหลวงกล่าวคำปลุกใจ โดยถอนเอาตะไคร้ที่ปลูกอยู่ข้างศาลานั้นมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ความสามัคคีกลมเกลียว คือหักตะไคร้ตั้งแต่ ๑ ต้นจนถึงทั้งกำ หมายความว่าถ้าเราทำงานใหญ่เพียงคนเดียว มันก็จะไม่สำเร็จเหมือนตะไคร้ต้นเดียว ซึ่งหักให้ขาดออกจากกันได้โดยง่าย แต่ถ้าทำรวมกันเป็นก้อนหนึ่งเหมือนตะไคร้ทั้งกำแล้ว จะหักเท่าไรๆ ก็ไม่ขาดออกจากกัน

ที่ประชุมแสดงความพอใจเป็นอันมาก แล้วที่ประชุมก็ลงมือปรึกษาหารือกันในเรื่องการเมืองต่อไปผลของการประชุมวันนั้นคือ นอกจากรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ แล้ว พอจะสรุปได้ดังนี้คือ ๑. จะต้องรีบลงมือกระทำการให้เร็วที่สุดที่จะกระทำได้ เพราะอย่างไรๆ ก็ปิดเป็นความลับได้ยาก (ร.ท. จือ นายทหารเสนาธิการประจำกองพลที่ ๑ เป็นผู้เสนอญัตตินี้อย่างเสียงแข็ง)๒. เรื่องระบอบปกครองจะใช้ระบอบใดให้รอฟังผลจากที่ประชุมครั้งต่อๆ ไป (ร.ท. จือ เห็นอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นลิมิเต็ดมอนากี้ เพื่อเหมาะสมแก่ประเทศชาติในขณะนั้น)๓. ให้สมาชิกทุกท่านต่างเร่งรีบเกลี้ยกล่อมสมาชิกตามหลักเดิมให้ได้มากที่สุดทั้งในพระนครและต่างจังหวัด ๔. ให้แบ่งมอบหน้าที่กันไปทำตามวุฒิสามารถและการงาน เช่น หมอเหล็ง เป็นหัวหน้าดำเนินงานและประสานกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่

หลวงวิฆเนศร์ฯ ผู้เคยไปต่างประเทศมาแล้วให้ประสานกับชาวต่างประเทศ เพราะคุ้นเคยกับอัครราชทูตอเมริกัน และชาวต่างประเทศมากกว่าผู้อื่น ร.ท. จรูญ กับคุณอุทัย รับงานทางด้านกฎหมาย เพราะประจำกรมพระธรรมนูญทหารบกและกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว ร.ท. จือ และ ร.ท. ทองดำ รับงานด้านเสนาธิการในเรื่องวางแผนการ (ร.ท. ทองดำขณะนั้นก็เป็นนายทหารเสนาธิการเหมือนกัน) ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รับด้านคุมกำลังและออกแบบเครื่องหมายและอาณัติสัญญาณ สมาชิกนอกนั้นเป็นฝ่ายคุมกำลังเข้าทำการและออกไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกในต่างจังหวัด สุดแต่ผู้ใดจะถนัดในจังหวัดไหน

๕. ให้ช่วยกำลังเงินในการต้อนรับเลี้ยงดูและเป็นค่าพาหนะส่งคนไปเกลี้ยกล่อมในต่างจังหวัด คนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ให้ส่งไว้ที่นายทะเบียน (เงินตามมตินี้ยังมิทันได้รับ ก็พ่ายแพ้รัฐบาลเสียก่อน เว้นแต่บางคนที่มีศรัทธาแก่กล้าได้มีแก่ใจส่งไว้บ้าง ซึ่งได้มอบให้หัวหน้าเป็นค่าต้อนรับ นับเป็นจำนวนเล็กน้อยที่สุด แต่คุณอุทัยเป็นผู้มีอัครฐานดี ได้สละให้ ๑,๐๐๐ บาท ครั้งเดียว)ในที่สุดเมื่อหัวหน้าเลี้ยงอาหารเรียบร้อยแล้วก็ปิดการประชุม แล้วพวกเราก็ได้รับเชิญจากคุณหลวงวิฆเนศร์ฯ ให้ไปเยี่ยมบ้านซึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ใกล้กับบ้านหมอเหล็ง

โอกาสนั้นเองคุณหลวงได้นำแฟ้มเรื่องและภาพในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ประเทศจีนมาให้ชม กับได้ชี้แจงความสำคัญต่างๆ ในการที่ต่างประเทศได้กระทำกันมาอย่างไร เพื่อเตือนใจพวกเราให้หนักแน่นยิ่งขึ้น สมาชิกก็ลาแยกย้ายกันกลับด้วยน้ำใจอันเบิกบาน

การประชุมครั้งที่ ๓ ได้เปิดขึ้น ณ สถานที่เดิมอีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเดียวกัน เพื่อเร่งงานให้เร็วขึ้น มีสมาชิกไปประชุม ๒๐ กว่าคน ล้วนแต่เป็นนายทหารหน้าใหม่โดยมาก เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุม และสมาชิกรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว ก็เริ่มปรึกษางานต่อไป ผู้ที่รับหน้าที่ไปดำเนินการครั้งก่อนๆ ต่างได้แจ้งผลที่ตนกระทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง เช่น จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกกี่มากน้อย เครื่องหมายธง เครื่องหมายประจำตัวสมาชิกเพื่อให้รู้จักกัน อักษรสัญญาณเหล่านี้เป็นต้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบแน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล


ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (เวลานั้นใช้คำว่าพระธรรมนูญ) โดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ

ฝ่ายกฎหมายก็เสนอว่ากำลังจะหาหลักเกณฑ์ร่างพระธรรมนูญอยู่ ซึ่งจะได้เอาพวกนักกฎหมายฝ่ายพลเรือนจากกระทรวงยุติธรรมมาเป็นกำลังช่วยอีก และจะพยายามมาประชุมด้วยในคราวหน้า ที่ประชุมเห็นพ้องด้วยทุกข้อ สมาชิกใหม่ทุกคนรับว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ได้สมาชิกมากที่สุดและเร็วที่สุด ก่อนปิดประชุมได้มีการรับประทานอาหารกันตามเคย และเลยนัดประชุมครั้งที่ ๔ ในวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ศกเดียวกัน ณ โบสถ์ร้างวัดช่องลม ตำบลช่องนนทรี โดยมาพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็งก่อน พร้อมด้วยปืนยิงนกเท่าที่จะหาได้ เพื่อพรางเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมือง เพราะได้ประชุมที่เดิมหลายคราวแล้ว เกรงว่าจะเกิดสงสัยขึ้น ส่วนสมาชิกใหม่ที่หาได้ให้ชวนมาได้มากเท่าใดเป็นดีที่สุด แล้วจึงจะออกเดินทางลัดทุ่งไปยังตำบลที่กล่าวนั้น

วันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ มาถึง สมาชิกประมาณ ๓๐ กว่าคน ก็ได้ไปพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็ง มีทั้งทหารและพลเรือน ล้วนเป็นสมาชิกใหม่โดยมาก คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามกระทรวงยุติธรรมได้ไปร่วมอีก พวกเราได้มีปืนแฝดยิงนกติดไปราว ๓-๔ กระบอก กระสุนพร้อม พอได้เวลาราวก่อนเที่ยง พวกเราก็เริ่มออกเดินจากบ้านหัวหน้า คุยสนุกโปกฮากัน ไปยิงนกในทุ่งนากันไปอย่างแบบปิคนิค ไม่มีใครสงสัยเป็นอย่างอื่นเลย จนกระทั่งถึงโบสถ์ร้างวัดช่องลม ก็เริ่มรับประทานอาหารกลางวันที่ในโบสถ์ร้างนั้น ไม่มีพระพุทธรูปและคนเฝ้า มีแต่พื้นเป็นดินขรุขระ หลังคาและฝาผนังยังดี มิดชิดอยู่ คุยกันพลาง ยังไม่ได้เข้าระเบียบวาระประชุม ต่อเมื่อเสร็จอาหารแล้ว จึงได้เริ่มล้อมวงเปิดการประชุมเหมือนเช่นเคย

แต่การประชุมครั้งนี้เราได้จัดสมาชิกเก่าๆ เป็นยามคอยเหตุไว้ภายนอกโบสถ์ด้วย ทำทีเป็นนักยิงนกเดินเที่ยวเตร่อยู่แถวนั้น เพื่อป้องกันมิให้ผู้สัญจรไปมาเกิดความสงสัยแคลงใจได้ผลของการประชุมครั้งนั้นที่นับว่าเป็นมติของที่ประชุมก็คือ การกำหนดตัวผู้ที่จะไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกต่างจังหวัด เช่น จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครสวรรค์ และอยุธยา ดูเหมือนจำได้ว่า ร.ต. จันทร์ ปานสีดำ จะออกไปจังหวัดนครสวรรค์ เพราะเคยประจำการอยู่ในกรมทหารราบที่ ๖ ร.ต. บุญ แตงวิเชียร เห็นจะเป็นจังหวัดราชบุรี ส่วนจังหวัดอยุธยาคือ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ทั้งนี้ก็เพื่อเร่งรัดความพรักพร้อมให้ทันเวลา ซึ่งมีอยู่อีก ๒ เดือนเศษเท่านั้น ทางกรุงเทพฯ ก็ให้ต่างคนต่างชักชวนให้ทั่วถึงโดยเร็ว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่คนใดที่รับทำอะไรไป ก็ให้ลงมือจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ

สมาชิกฝ่ายพลเรือนมีคุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ก็จะได้หาสมัครพรรคพวกทางกระทรวงยุติธรรมมาช่วยอีก การร่างธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดจะต้องทำให้รอบคอบ ไม่ให้บกพร่อง ฝ่ายทหารเรือ ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง ขอรับไปชักชวน เพราะพระรามสิทธิ์ (พื้น) กรมพระธรรมนูญทหารเรือ ได้เป็นเครือญาติกันอยู่และน้ำใสใจคอก็เข้มแข็งแน่วแน่เหมือนพวกเรา คงจะไม่ปฏิเสธ ทั้งจะโยงพวกพ้องได้อีกมากด้วย เป็นอันว่าต่างคนต่างเร่งรีบ ค่าที่รู้จุดประสงค์กันดีอยู่แล้วเรื่องที่ยังต้องขบกันอยู่มากในขณะนั้นคือ ปัญหาเรื่องการปกครองจะเอาระบบไหนกันแน่ อันเป็นเรื่องโต้เถียงกันมาแทบทุกคราวประชุม เหตุที่ลงมติให้เด็ดขาดยังไม่ได้ ก็เพราะเคารพต่อสมาชิกที่จะเข้ามาใหม่อีกมากมายไม่รู้จำนวน ครั้นจะเรียกประชุมใหญ่ทั้งหมดก็ย่อมทำไม่ได้อยู่เอง ได้แต่ฟังเหตุและผลกันไว้พลางก่อน

พอได้เวลาอันสมควรแล้วเราก็เดินทางมายังบ้านหมอเหล็งเหมือนเมื่อขาไป การร่ำลากลับก็เริ่มแต่ ณ ที่นั้น การประชุมครั้งที่ ๕ คุณอุทัยขอนัดที่บ้านคุณอุทัย ตำบลศาลาแดง แต่ข้าพเจ้าติดธุระอย่างอื่นที่จำเป็น จึงมิได้ไปร่วมการประชุมด้วย ได้รับแต่ผลของการประชุม และจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่ มีทั้งทหารเรือ ทหารบกอีกมากมาย ทางฝ่ายพลเรือนก็มีคุณน่วม (ต่อมาเป็นพระพินิจพจนาตรถ์) หลวงนัยวิจารณ์ และคุณปลอด ณ สงขลา (พระยามานวราชเสวีได้ออกไปเรียนต่างประเทศเสียก่อนเข้าประชุมและเกิดเรื่อง) คุณบุญเอกทำงานสถานทูตฝรั่งเศส ฯลฯ

ผลที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้คือเรื่องการเงิน คุณอุทัยได้สละเงินช่วยมาด้วย ก็ยังยินดีที่จะช่วยอยู่ร่ำไป ทั้งยังกำลังจะติดต่อกับธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของคณะ ข้าพเจ้าได้ทราบเลาๆ ว่า ดูเหมือนจะได้ไปทาบทามธนาคารยู่เส็งเฮงไว้แล้ว ซึ่งคุณฉลองนัยนาถ (ยู่เส็ง ธนโกเศศ) เป็นผู้จัดการ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำความตกลงกันก็เกิดเรื่องเสียก่อน (ต่อมาธนาคารนั้นแบงก์รัพท์ลง พวกเรายังได้พลอยแสดงความเสียใจด้วย)

ส่วนผลการประชุมเรื่องระบอบการปกครองก็คงยังเป็นปัญหาโต้เถียงกันอยู่ตามเดิมนั้นเองวันกำหนดลงมือทำการยิ่งใกล้เข้า ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีงานมากขึ้น เพราะเป็นแหล่งกลางของคณะ จะต้องติดต่อกับสมาชิกทุกฝ่ายและเฉพาะหัวหน้าแทบมิได้ขาดแต่ละวัน ส่วนการประชุมใหญ่ๆ ไม่ได้นัดกันแล้ว เพราะต่างแจ่มแจ้งในจุดหมายปลายทางกันอย่างดี เป็นแต่คุณจรูญ ณ บางช้าง ซึ่งตั้งสำนักงานทนายความอยู่ที่ตึกแถวข้างวังบูรพาภิรมย์ ตอนใกล้ถนนเจริญกรุง ที่เป็นตึกแถวห้างศรีจันทร์อยู่ในขณะนั้น ได้เรียกประชุมพบปะเพื่อนฝูงเป็นเชิงว่าเลี้ยงดูกันฐานมิตรสหายอีกราว ๖-๗ ครั้ง แต่ทุกคราวได้เจรจากันถึงเรื่องการเมืองด้วยเมื่อมีโอกาส พร้อมกันนั้นก็มีการรับสมาชิกใหม่ไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับความสามัคคีกลมเกลียวให้แน่นสนิทยิ่งขึ้นทุกที ข้าพเจ้ามิเคยไปร่วมด้วยเพราะเวลาจำกัด เป็นแต่คอยรับผลการประชุมที่เป็นมติใหม่ กับจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่เท่านั้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบแน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล เป็นการอะลุ้มอล่วยพอจะเข้ากันได้ระหว่างทาง ซึ่งบางทีจะมิต้องเสียเลือดเนื้อของคนชาติเดียวกัน (ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความเห็นของพวกเราสมัยนั้น ถ้าจะนำเอามาคิดสมัยนี้แล้วไม่ได้ความเลย)

ในที่สุด สมควรรวบรัดตัดความได้แล้วว่า สมาชิกทุกคนต่างรอคอยเวลาและแผนการที่จะเปิดฉากขึ้นในต้นเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕)ไม่มีอะไรที่จะทำไปมากกว่านั้น แม้แต่พลทหารในกรุงเทพฯ ก็คอยคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่ด้วยกันทุกกรมกอง ส่วนรัฐบาลสิยังหลับสนิท เพราะกำลังเพลินและอิ่มอยู่ในสิ่งชวนลืมอะไรสิ้น ถ้าจะพูดว่าท่านลืมความฉลาดของคนที่แม้ธรรมชาติก็อาจสอนได้ ประวัติศาสตร์หลายสมัยก็ยังสอนท่านอยู่ ทั้งตัวของท่านเองก็มาจากคนที่ไม่รู้อะไรมาก่อน ย่อมจะได้นึกบ้างในเมื่อเวลาที่ท่านเคี้ยวอาหารและขบเอากระดูกสัตว์เข้าจนกลืนไม่ลง

หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ



หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอสาเหตุที่คณะ ร.ศ. ๑๓๐ จะต้องพ่ายแพ้ ย่อมเป็นเรื่องรู้ๆ กันอยู่ และเคยเตือนกันเสมอว่า จำพวกนกหลายหัวซึ่งมีอยู่ในกองทัพบกไม่กี่ตัวนักนั้น อย่าพึงชักนำมาเข้าคณะเป็นอันขาด

กาลวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รับรายงานว่าร.อ. หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ คงอยู่ เดิมเป็นนักเรียนเบญจมบพิตร สมัยข้าพเจ้าอยู่มีชื่อว่าแต้ม เป็นลูกศิษย์วัดเบญจมฯ เหมือนกัน เพื่อนนักเรียนและศิษย์วัดย่อมซาบซึ้งนิสัยใจจิตของเขาดีว่าเป็นอย่างไร) ได้มาเข้าเป็นสมาชิกรับการปฏิญาณสาบานตัว ณ ที่ประชุมในสำนักงาน ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง จวนๆ จะใกล้ถึง วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ อยู่แล้ว ข้าพเจ้าและพวกหลายคนก็เอะใจ ถึงกับข้าพเจ้าเองต้องออกสืบสาวราวเรื่องโดยทันควัน ว่ามันเป็นมาอย่างไรกัน

ได้ความว่า ว่าที่ ร.ต. ทวน เธียรพิทักษ์ กองนักเรียนนายสิบเป็นผู้ชักชวน และนำเข้ามาร่วมคณะเพราะเคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน และให้เหตุผลต่อไปว่า คณะเรายังมิได้ส่งผู้ใดไปเกลี้ยกล่อมทหารจังหวัดพิษณุโลกเลย จวบเหมาะกับ ร.อ. หลวงสินาดฯ ได้รับคำสั่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ในจังหวัดนั้น กำหนดจะเดินทางออกไปรับหน้าที่อยู่แล้วอีกไม่กี่วัน ถ้าได้เข้ามาร่วมคณะก่อการเสียก่อนเดินทาง ก็จะเป็นกำลังของคณะหาน้อยไม่ โดยจะได้กำลังทหารในจังหวัดนั้นทั้งหมดหรือเกือบหมด ในที่สุดเพื่อนทวนยังย้ำว่า ขอรับรองในความซื่อสัตย์ของเขาต่อคณะของเราอีกด้วย

หากเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไร ความหลวมตัวเป็นเรื่องแล้วไปแล้ว ทางที่ประชุมก็เอะใจไหวทันเหมือนกัน ถึงกับได้เปิดการสาบานตนขึ้นเป็นพิเศษ ก่อนที่จะปรึกษาหารือกันถึงจุดประสงค์ต่อไป เรื่องการตีหน้าของเขาผู้นั้นเพื่อให้เข้าได้กับคณะของเราอย่างสนิท ไม่จำเป็นต้องขุดมาเล่าถึง พอถึงเวลาเลิกประชุม เขาก็อำลาเยี่ยงเพื่อนทั้งหลายโดยดุษณีภาพเช่นกันหลังจากนั้น ถึงหากคณะอยากจะเร่งรีบกระทำการก็สิ้นท่า เพราะแผนการได้กำหนดตายตัวเสียแล้ว เรามิได้เดินหมากรุกชนิดเอาทหารเป็นหุ่น นึกอยากจะชักสายใยให้ลุกขึ้นโลดเต้นเมื่อไรก็อาจทำได้ทุกขณะ

ก็พอดีถึงวันอันเป็นวาระพ่ายแพ้ของเรา เพราะเขาผู้นั้นหลังจากอำลาพวกเราด้วยพรายยิ้มแห่งความเห็นแก่ตัวอย่างแรงกล้าแล้ว ก็นำความไปบอกหรือฟ้องร้องนั่นเอง ต่อคนนั้นถึงคนนี้ จากคนนี้แล้วก็คนโน้น จนถึงทูลหม่อมจักรพงษ์ เสนาธิการทหารบก และทำการแทนเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้เสด็จไปรักษาองค์ในต่างประเทศ เสียแต่เดือนธันวาคมดังกล่าวไว้แล้ว ทูลหม่อมจักรพงษ์ อย่างไรๆ เสียก็ต้องจัดการไปตามกบิลเมือง จะนิ่งนอนใจไม่ได้เป็นอันขาด

ส่วนข้าพเจ้าเองขอกล่าวไว้สักนิด ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กทูลหม่อมไม่กี่เดือนมานี้เอง โดยคุณป้านาก (สตรีผู้หนึ่ง ข้าหลวงในราชสำนักพระพันปีหลวง ร่างกายสมบูรณ์ใหญ่โต ผู้ใดพบเห็นเพียงครั้งเดียวก็จำได้ติดตา) ผู้ที่แม่ข้าพเจ้าเคารพนับถืออย่างญาติ ได้นำข้าพเจ้าพร้อมกับแม่เข้าเฝ้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอก พร้อมด้วยพานดอกไม้ธูปเทียนตามขนบประเพณี ณ วังปารุสก์ ท่านทรงรับด้วยความเต็มพระทัย พร้อมด้วยหม่อมคัทธารีน พระชายา และทรงเมตตาทักถามถึงเรื่องการเรียนของข้าพเจ้า จนได้มาอยู่เหล่าทหารปืนกลรักษาพระองค์ที่เพิ่งตั้งใหม่ ข้าพเจ้าก็ทูลทุกระยะ และสังเกตได้ว่าทรงพอพระทัยเป็นพิเศษ ถึงกับรับสั่งในที่สุดว่า นายทหารปืนกลน่าจะได้ไปเรียนต่างประเทศสักคนหนึ่ง แล้วก็ทรงหันไปปราศรัยกับคุณป้านากและแม่อยู่ครู่หนึ่ง จึงเสด็จเข้าข้างใน

พวกเราก็ทูลลากลับ ต่อมาใกล้จะเกิดเรื่องร.ศ. ๑๓๐ คุณป้านากไปบอกแม่ว่า ทูลหม่อมจะประทานเหรียญจักรกะบองในไม่ช้า ให้เตรียมตัวไปรับ และน่ากลัวว่าจะได้มีโอกาสดีต่อไปอีก (อันนี้มาทราบภายหลังว่า บางทีจะได้ไปศึกษาวิชาปืนกลในต่างประเทศด้วย) เรื่องพรรค์นี้ใครๆ ก็ย่อมพอใจ ถึงจะไม่เต็มใจก็ต้องรับอยู่ในอาการดุษณีภาพ แล้วก็ต้องรีบปรับตัวให้เกิดสมรรถภาพ เพื่อให้รับกัน มิฉะนั้นองค์ความดีของผู้ใหญ่อาจพลอยเสื่อมไปด้วย

สมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน



ทูลหม่อมจักรพงษ์เป็นน้องของในหลวงรัชกาลที่ ๖ แท้ๆ พระบิดาพระมารดาเดียวกัน พอทรงทราบเรื่องราวตลอด และได้ส่งคนออกสืบสวนทวนพยานจนแน่แท้แล้วไม่ผิดพลาด คือทรงทราบจนกระทั่งว่า ตัวท่านเองก็มีชื่อเข้าไปอยู่ในข้ออภิปรายของฝ่ายทหารบกด้วย โดยมีสมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ถ้าถึงคราวจำเป็นจะต้องเลือกท่าน ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น

ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน ทั้งนี้นับว่าเป็นแต่เรื่องอภิปรายถึงบุคคลที่ ๓ กันเท่านั้น

แล้วก็ต้องมีฝ่ายค้านลุกขึ้นโต้ทานด้วยประการต่างๆ อย่างแข็งแรง ส่วนผู้ที่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย ก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เรื่องมันก็เลยสนุกแกมจริงกันไป หากสมาชิกใหม่คนใดบังเอิญเข้าประชุมในคราวที่โต้เถียงกันถึงเรื่องนั้นก็มักยึดเอาเป็นความจริง เพราะการเปลี่ยนการปกครองมันยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ทราบแน่ว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร ถ้าผู้ใดได้ฟังเผินๆ จากสมาชิกเพียงคนสองคนเล่าให้ฟัง โดยไม่ไตร่ตรองให้ถ่องแท้แน่นอนกันจริงๆ แล้ว ก็พอโอนเอนความเชื่อไปทางนั้นได้ ดังจะได้เห็นอุทาหรณ์ต่อไป

สำหรับข้าพเจ้าในเรื่องตัวบุคคลดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เคยเสนอชื่อใคร หรือเห็นด้วยกับฝ่ายใดเลย เพราะมันเป็นเรื่องจะต้องจับตัวจริงๆ กัน ในเมื่อทำการสำเร็จ และจะควรหวังได้อย่างไร ในเรื่องพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้ของเขา ทั้งทรงไว้แล้วซึ่งความรู้สูงส่งจากต่างประเทศ พอเอะอะขึ้นอาจมีคนในต่างประเทศมาแบมือช่วยรับไปก็ได้ เจ้าธนาคารต่างประเทศนั้นเป็นพระมาลัยมาโปรดอย่างยอดเยี่ยมที่สุด สำหรับนักการเมืองตาขาว น่าอนาถเหลือ!(ขอโทษที่นำเอาพระมาลัยมากล่าวทั้งๆ ที่รู้ว่านอนเซนส์ แต่อาศัยที่พอกล่าวแล้ว คนรุ่นหนึ่งเข้าใจความหมายได้ดีเท่านั้นเอง)

ฝ่ายปราบ-คณะทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายปราบปราม"สมาคมก่อการกำเริบ ร.ศ.130"

พอทูลหม่อมแน่พระทัย ก็จับรถไฟไปเฝ้าพี่ชายคือรัชกาลที่ ๖ ณ สนามจันทร์ นครปฐม ซึ่งกำลังเล่นเสือป่าอยู่อย่างพระสำราญ เขาว่า (ถ้าผิดขออภัย) พี่น้องสองพระองค์เท่านั้นที่เข้าพบกัน แจ้งเรื่องแต่ต้น จนอีกฝ่ายหนึ่งตกอกตกใจ ถึงกับหน้าเสียและน้ำตาไหล (ข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นคนใจอ่อน กระทบเรื่องบางเรื่องอดตาแดงน้ำตาไหลไม่ค่อยได้เหมือนกัน)

ครั้นแล้วการปราบคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ก็เริ่มตั้งแต่วันทูลหม่อมเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ คือวันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) โดยวิธีแยบคายและละม่อม
.......
หมายเหตุ:ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อยฯ เมื่อเข้าร่วมเป็นผู้ก่อการ ร.ศ.๑๓๐ นั้นมีอายุ ๒๑ ปี สังกัดกองปืนกลที่ ๑ ภายหลังจากพ้นโทษจำคุก เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าแผนกกลางเทศบาลนครกรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๘๒

กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายกางปีกป้องรมต.พันธมิตรสุดลิ่ม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
23 ธันวาคม 2551

ผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงพันธมิตรได้ออกมาพาดหัวและนำเสนอข่าวปกป้องรัฐมนตรีต่างประเทศที่ส่งมาจากพันธมิตรกษิต ภิรมย์ ที่โดนเดลีเทเลกราฟ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อังกฤษนำไปตีข่าวพาดหัวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศเผยยึดสนามบินทำผู้โดยสารต่างชาติตกค้าง350,000คนเป็นเรื่อง"สนุกมาก อาหารก็ดี ดนตรีไพเราะ"

โดยพาดหัวข่าวว่า “ไอ้ตู่” อวดเบ่ง! จี้ปลด “กษิต” ฐานกวนตีน จองกฐิน “มาร์ค-ประวิตร”

โดยได้นำเสนอข่าวว่า วันนี้ (23 ธ.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า การบุกยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่งดงามและถูกต้องว่า ตนเห็นว่าการสัมภาษณ์แบบนี้เป็นการท้าทายคนไทยทั้งประเทศ เพราะไม่มีใครสนุกกับความทรงจำที่เลวร้าย ดังกล่าว ซึ่งตรงนี้เป็นคำถามถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่า จะจัดการกับนายกษิต อย่างไร เพราะหากเห็นว่าสิ่งที่ นายกษิต พูดนั้น ไม่ถูกต้องก็สมควร ต้องปลดออกจากตำแหน่ง เพราะต้องถือว่านายกษิตมีพฤติกรรมกวนเท้าประชาชน อ้างว่าผ่านความสุขนี้ทั้งๆ ที่เป็นความทุกข์ของคนไทย จึงขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ปลดนายกษิตทันที แต่หากนายอภิสิทธิ์ไม่ทำอะไร ก็เท่ากับสมคบเห็นด้วยกับการยึดสนามบิน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความเสียหายของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล

ทั้งนายจตุพรอ้างด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ก็มีความผิดร่วมกัน เพราะไปเอา นายกษิต มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ถือว่าเป็นพรีเซนเตอร์ของประเทศ แต่ตัวรัฐมนตรีกลับเป็นผู้ก่อการร้าย โดยขณะนี้ได้ให้ทีมงานไปถอดเทปคำพูดของนายกษิตบนเวที โดยตนจะขอจองกฐินพูดอภิปรายกรณีของ นายกษิต และกรณีหนีทหารของ นายอภิสิทธิ์ ในวันแถลงนโยบายของสภา ขณะเดียวกันทางพรรคได้จัดทีม ส.ส.สำหรับอภิปรายรัฐมนตรีระหว่างการแถลงนโยบาย เช่น ที่ไปที่มาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กรณีการแทรกแทรงการเมืองของทหาร

“การที่ นายกษิต ออกมาพูดว่าการบุดยึดสนามบินสุวรรณภูมิฯ ของกลุ่มพันธมิตรฯในครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่งดงาม ฟังดนตรีสนุกและอาหารอร่อย ผมก็ไม่เข้าใจว่า นายกษิต พูดออกมาแบบนั้นปัญญาอ่อนหรือไง ทำร้ายคนไทยทั้งประเทศไม่พอยังมีทำท่ายโสโอหัง ท้าทายคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะที่บอกว่าเป็นเรื่องสนุกบนความเสียหายทั้งประเทศ ประเด็นต่อมานายกษิตไม่ใช่หรือ ที่เคยประกาศว่าจะไปยึดปราสาทพระวิหารคืนมา ถามว่าตอนนี้ยังถ้ายืนยันอยู่หรือไม่แล้วจะนิ่งเฉยอยู่ทำไม อย่างไรก็ตามหากนายอภิสิทธิ์ ไม่จัดการกับคนที่มาจากพันธมิตร อีกทั้งไม่ยอมรับความจริงว่าได้สนับสนุนกลุ่มคนที่มาจากพันธมิตรฯ มาเป็นรัฐมนตรี นายอภิสิทธิก็จะไม่มีสิทธิ์จะมาเรียกร้อยความสงบของบ้านเมือง และพูดได้เลยว่า อายุของรัฐบาลชุดนี้ไม่น่าจะยืนยาว”

มายก็อด!สื่อนอกตีข่าวรมต.ยึดสนามบิน"สนุกมาก อาหารดี ดนตรีไพเราะ"

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ
ถอดความ คุณBlack Propaganda บอร์ดราชดำเนิน


Bangkok airport protests were fun, says Thailand's new foreign minister

Thailand's new foreign minister has described last month's hijacking of Bangkok's main international airport as "a lot of fun".


หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ พาดหัวข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของไทยพูดว่า การยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิในเดือนก่อน"เป็นเรื่องสนุกมันส์มาก"

นายกษิต ภิรมย์ วัย 64 ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรมว.ต่างประเทศคนใหม่ของไทย งานของเขาคือปรับภาพลักษณ์ประเทศในสายตาต่างประเทศ แต่ความจริงแล้วเขาคือผู้สนับสนุนคนสำคัญในการประท้วง และยังคงเป็นอยู่

ผู้โดยสารต่างประเทศ350,000คนต้องตกค้างอยู่ในประเทศไทยเมื่อ กลุ่มนิยมกษัตริย์หัวรุนแรงจำนวนน้อยนิด บุกเข้ายึดสนามบิน ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักวิเคราะห์กล่าวว่าทำให้คนในธุรกิจท่องเที่ยว ตกงานราว 1,000,000 คน

แต่กษิต ทำให้ตกตะลึง เมื่อเขาได้กล่าวกับนักการทูตต่างชาติและสื่อมวลชนต่างประเทศ เมื่อวันศุกร์ว่า เป็นการประท้วงที่สนุกมาก"อาหารดี ดนตรีไพเราะ"กษิตทำหน้าที่เป็นโฆษกประจำม็อบซึ่งช่วยโค่นรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณลง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ของเขาได้ฟอร์มรัฐบาลผสมแทนที่ แม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งถึง 3 ครั้งในรอบทศวรรษมานี้

กษิตบอกว่า การประท้วงของพันธมิตรช่วยให้ประชาธิปไตยก้าวไปข้าง

นักวิเคราะห์เชื่อว่าผู้ชุมนุมพันธมิตรมั่นใจว่าการประท้วงของพวกเขา จะไม่ต้องได้รับการลงโทษ และสามารถโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ เพราะว่ามีผู้ให้ท้ายสนับสนุนที่มีอำนาจมากในกองทัพ และทางวัง ทั้งที่กองทัพที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัย แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ในการขัดขวางไม่ให้กลุ่มผู้ประท้วงเข้าไฮแจค สนามบินที่เป็นศูนย์กลางการบินสำคัญที่สุดในเอเซีย

มีรายงานว่า ผู้ใหญ่ในกองทัพมีส่วนในการทำให้มีการเปลี่ยนขั้ว ทำให้พรรคเขา ได้เข้ามาครองอำนาจ กษิตกล่าวว่า "ผมไม่รู้"กษิตกล่าว

อภิสิทธิ์ สัญญาว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตร นอกจากนี้เขายังแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็น แกนนำม็อบคนสำคัญ และหนึ่งในนั้นยังเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์จุฬา กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พันธมิตรเป็นเครื่องมือ นำพรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่อำนาจ ยังสงสัยกันอยู่ว่า เขาจะบังคับใช้กฏหมายกับ กลุ่มพันธมิตรได้อย่างไร

กษิตยังตำหนิสื่อต่างชาติ และนักการทูตตะวันตกอีกด้วย ที่ไม่เข้าข้างพันธมิตร กษิตบอกว่า คุณควรจะยินดีที่ชาวบ้านธรรมดา ออกมาร่วมกันต่อต้าน การคอรัปชั่น สังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายกันบ้าง

ส่วนการที่พันธมิตรว่าจ้างการ์ดติดอาวุธด้วยกระบอก ปืนและระเบิด กษิตโวยวายว่า พวกชาวต่างชาติวิตกจริตเกินเหต กษิตบอกว่าเมียเค้าไปชุมนุมด้วยทุกเย็น อาวุธของเธอหรือ มีแต่อาหารกับยาเท่านั้นแหละ


(ต้นฉบับภาษาอังกฤษ)

Bangkok airport protests were fun, says Thailand's new foreign minister

Thailand's new foreign minister has described last month's hijacking of Bangkok's main international airport as "a lot of fun".

By Thomas Bell in Bangkok Last Updated: 8:09PM GMT 21 Dec 2008

Kasit Piromya, 64, will be sworn in on Monday as Thailand's new foreign minister. His job of rebuilding Thailand's battered international image will not be helped by the fact that he was a prominent supporter of the protests, and still is.

More than 350, 000 travellers were stranded three weeks ago when a few thousand demonstrators from the ultraroyalist People's Alliance for Democracy (PAD) stormed the airport. Investor confidence has been badly shaken and analysts say that lost tourism business could cost 1 million jobs.

But Mr Kasit told an audience of astonished diplomats and foreign journalists on Friday that the protests were "a lot of fun".

"The food was excellent, the music was excellent," he explained.

The PAD accused the then government of corruption over its links with the exiled former prime minister Thaksin Shinawatra. Although the government was elected only a year earlier, many people in Bangkok's middle class and the old elite find Mr Thaksin's influence in politics completely unacceptable.

Mr Kasit was a regular speaker at the protests, which helped bring the pro-Thaksin government down. His Democrat Party has now formed a new coalition, although they were defeated in each of three general elections held so far this decade.

"Look at it [the PAD protests] as pushing the process of democratisation forward," suggested Mr Kasit.

Many observers believe that the PAD was able to conduct its protest with impunity, and help topple an electorally popular administration, because it enjoys backing from powerful anti-Thaksin elements in the army and the royal palace.

The army is responsible for airport security but did nothing to prevent demonstrators from hijacking one of Asia's most important aviation hubs.

It is widely reported that senior army figures were instrumental in persuading MPs to switch sides to the new coalition. Asked what role the army played in bringing his party to power Mr Kasit said, "I don't know".

The new prime minister, Abhisit Vejjajiva, has promised to bring the PAD to justice. Yet, besides his pick for foreign minister being a prominent supporter of the group, one of PAD's top leaders is a prominent MP in Abhisit's Democrat party.

Dr Pasuk Phongpaicit of Bangkok's Chulalongkorn university said, "It can't be denied that the PAD was instrumental in bringing the Democrats to government. So I think we are going to be disappointed with what this government will do about enforcing the rule of law with respect to the PAD and its activities." Foreign Minister Kasit berated Western diplomats and the foreign media for not being more sympathetic to the PAD's cause.

"You should be happy that for the first time ordinary people came out in full force to oppose corruption," he said. "If society has to be changed it has a price." The PAD employed "security guards" armed with clubs, guns and explosives but Mr Kasit criticised foreigners for dwelling on the movement's violent tendencies.

"People said we were armed," he complained. "My wife used to go every evening. What was she armed with? Only food and medicine!"

สัมภาษณ์ แซม ยุรนันทน์ เบอร์ 10 สมัครผู้ว่าฯ ตอน4/6

TFN HOT VDO CLIP



น้ำหน้าพระเอกหล่อๆ แบบนี้ จะมาเป็นผู้ว่ากทม. ได้รื๊อ ..ทำไมเสื้อสารพัดสีต้องเลือกแซม..อยากรู้ต้องฟังจ้า

Tuesday, December 23, 2008

ตร.คาดโทษรายการความจริงวันนี้

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 23 ธ.ค. - ตำรวจคาดโทษผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ที่ประกาศจัดขึ้นหน้าอาคารรัฐสภา วันแถลงนโยบายรัฐบาล หากรูปแบบรายการเป็นการยั่วยุหรือขัดขวาง จะดำเนินคดีข้อหากบฏเช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า จะต้องพิจารณารูปแบบรายการความจริงวันนี้ ที่ นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการและพวก ประกาศจะจัดที่หน้าอาคารรัฐสภา วันที่ 29 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายรัฐบาล ว่ารูปแบบรายการเป็นลักษณะใด หากเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และการชุมนุมปราศจากอาวุธ ก็สามารถทำได้ แต่หากรายการมีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภา จะถือว่าเป็นความผิด ซึ่งตำรวจจะต้องดำเนินคดีและใช้มาตรฐานเดียวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยจะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเสนอต่อศาลขออนุมัติหมายจับในข้อหากบฏ

พล.ต.ต.อำนวย ยังปฏิเสธด้านการข่าวตำรวจไม่พบข้อมูล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 25 ธันวาคมนี้ แต่ตามกฎหมายหากเดินทางเข้าประเทศจริง ก็ต้องถูกควบคุมตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิ ก่อนที่จะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที เพราะคดีถูกศาลพิพากษาแล้ว อย่างไรก็ตาม ตำรวจก็พร้อมจะดูแลความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-23 17:22:02

เจ้ากรมพระธรรมนูญ ชี้"ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ."จ้อการเมืองเข้าข่ายขัดข้อบังคับ กห. หลังกมธ.ทหารเชิญเข้าแจง

ที่มา มติชนออนไลน์

ส.ส.เพื่อไทยสวมบท"ปธ.กมธ.ทหาร" จี้เอาผิด"ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ."ยุ่งการเมือง เชิญเจ้ากรมพระธรรมนูญแจง ระบุขัดระเบียบข้อบังคับ เตรียมยื่นหนังสือ"รมว.กห."ให้จัดการ "สุรยุทธ์"ให้กำลังใจ"ประวิตร"คุมกลาโหม มุ่งทำงานเพื่อชาติ



"ประวิตร"พบ"สุรยุทธ์"ก่อนทำงาน


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ที่มูลนิธิรัฐบุรุษ ก่อนเข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรก โดยเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม พล.อ.ประวิตร นำกระเช้าผลไม้อวยพร พล.อ.สุรยุทธ์ เนื่องในโอกาสใกล้วันเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประจำปี 2552 ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวกับ พล.อ.ประวิตร ว่า "ขอเป็นกำลังใจในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดนี้ ขอให้ตั้งใจทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก รวมถึงการดูแลกำลังพลในกองทัพให้เกิดความศรัทธาจากประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน พร้อมกับให้ยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย"


รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ พล.อ.ประวิตร ถือฤกษ์เวลา 09.09 น. เข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหม และจะเข้าสักการะศาลหลักเมือง ก่อนที่เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกระทรวงกลาโหม 5 จุด


ทั้งนี้ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมนำคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) และนายทหารระดับสูงของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ต้อนรับ


ตั้งทหารคนใกล้ชิดนั่งฝ่ายเสธฯ


ข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับคณะทำงานของพล.อ.ประวิตร คาดว่าจะแต่งตั้งให้ พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท เป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อภิชัย ทรงศิลป์ เป็นรองหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งให้ พล.อ.นพดล อินทรปัญญา มาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย ซึ่งทุกคนเป็นนายทหารคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่รับราชการในกองทัพ


รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ประวิตร สั่งการให้สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำหนังสือขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อนำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2552 ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคมนี้ เวลา 08.00 น.


กมธ.พท.จี้เอาผิดทหารยุ่งการเมือง


วันเดียวกัน ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฏร พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เป็นประธานคณะกรรมาธิการ เชิญพล.อ.อภิชาติ เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหมเข้าชี้แจงข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยข้าราชการกลาโหมกับการเมือง พ.ศ. 2499 และข้อบังคับ ระเบียบกระทวงกลาโหม รวมถึงกฏระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีพล.อ.อนุพงศ์ ผบ.ทบ.พร้อมด้วยผู้นำเหล่าทัพ ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้โดยนายสรยุทธ สุทัศนจินดา และแสดงความเห็นต่อวิกฤตทางการเมืองเสนอให้นายกรัฐมนตรี (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) ลาออก 2.กรณีผบ.ทบ.ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) แถลงผลการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง และ 3.กรณีพล.อ.อ.อิทธพร ผบ.ทอ.ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นทางการเมือง


เจ้ากรมพระธรรมนูญชี้ขัดข้อบังคับ


อย่างไรก็ตาม พล.อ.อภิชาติ ส่งพล.อ.สายัญห์ อรรถเกษม เจ้ากรมพระธรรมนูญ ชี้แจงแทน ซึ่งกรรมาธิการนำเทปบันทึกภาพการให้สัมภาษณ์มาเปิดพร้อมกับให้ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช กรรมาธิการอ่านข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ก่อนจะขอความเห็นจากเจ้ากรมพระธรรมนูญ และบทลงโทษกรณีที่ขัดระเบียบ ซึ่งพล.อ.สายัณห์ ชี้แจงว่า ผู้นำเหล่าทัพอาจทำไปโดยบริสุทธิ์ใจและไม่ทราบว่ามีเจตนาอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์อาจกล่าวได้ว่า เป็นการขัดหลักเกณฑ์ข้อบังคับ แต่ระเบียบดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงเพื่อให้มีความเหมาะสมทันกับยุคสมัย โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และขอบเขตที่ชัดเจนว่าข้อราชการทหารจะสามารถแสดงบทบาทในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ การพัฒนาประชาธิปไตยจะไม่ให้ข้าราชการทหารเข้ามามีส่งเสริมประชาธิปไตยเลยคงเป็นไปไม่ได้


ยื่นเรื่อง รมว.กห. สอบเอาผิดได้


พล.อ.สายันต์ กล่าวว่า ส่วนบทลงโทษ ประมวลกฏหมายอาญาทหารมาตรา 32 บัญญัติว่า หากมีการกระทำที่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมสามารถดำเนินคดีเอาผิดได้ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หากเห็นว่าเป็นความผิดรุนแรงสามารถดำเนินคดีได้ แต่หากเห็นว่าเป็นความผิดเล็กน้อยก็จะไม่จำเป็นต้องดำเนินคดี


ภายหลังการชี้แจง พ.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า กรรมาธิการฯ จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันที่ 24 ธันวาคม เพื่อให้พิจารณาสอบสวน โดยกรรมาธิการฯเห็นว่าการขัดข้อบังคับถือเป็นคดีอาญาทหารซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากนี้ กรรมาธิการฯ จะทำหนังสือถึงกรรมาธิการทหารของประเทศในระบอบประชาธิปไตยเพื่อชี้ให้เห็นว่ากองทัพไทยมีผู้นำบางคนที่แทรกแซงการทำงานของข้าราชการการเมืองอยู่ ทั้งนี้กรรมาธิการฯ ไม่ได้อยู่ซีกหนึ่งซีกใดทางการเมือง โดยหากไม่ดำเนินการอย่างใดบทบาทของกองทัพก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไป


"วันนี้ถึงเวลาที่ทหารจะกลับที่ตั้งและสร้างภาพพจน์ที่ทำให้เกิดความศรัทธาจากประชาชน เป็นกองทัพของประชาชนอย่างแท้จริง ผมเชื่อว่ารมว.กลาโหมจะดำเนินการตั้งขั้นตอน" พ.ต.ท.สมชาย กล่าวและว่าวันที่ 24 ธันวาคม กรรมาธิการจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 190 ถึงกรณีการจัดซื้ออาวุธ เครื่องบินรบกริพเพนด้วย

“ภัย” ในเมืองสุราษฎร์ธานี (1)

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ภัยแผ่นดิน

โดย ชัยอารีย์

ระหว่างที่นักการเมืองซีก ประชาธิปัตย์ เขาไปร้องรำทำเพลง ฉลองความสำเร็จทางการเมืองแบบลูกทุ่ง อย่างสนุกสุดเหวี่ยง อยู่บนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ผมก็อยู่แถวๆ นั้นเหมือนกัน...แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมวงสนทนา แสดงความยินดียินร้ายกับใครเขาหรอก เนื่องจากอยู่กันคนระดับ
ผมแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ...เดินทางไปไหนมาไหนก็อาศัยการคมนาคมระบบขนส่งทางรถไฟ

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง รู้สึกเป็นธรรมชาติที่ไม่เกินตัว และมีโอกาสได้ยินเสียงสนทนาภาษาชาวบ้านอย่างใกล้ชิดได้มากมาย ที่พอจะนำมาสะท้อนให้ผู้อ่านพิจารณาตามไปด้วย

โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างชนชั้น...ความรู้สึกของชาวบ้าน กับอาการของนักการเมือง ณ วันนี้ มีอะไรที่แยกแยะให้เห็นว่า ชนชั้นใด คือผู้ที่ทำให้สังคมเกิดความสับสน และขัดแย้งกันด้วยเหตุผลใดบ้าง

ผมทำหน้าที่แยกความคิดเหล่านี้ ออกมา เป็นช่องทางหนึ่งที่ชาวบ้านก็เลือกรับรู้ได้ นักการเมืองที่มีแนวกว้างทางความคิด ก็จะคิดได้ว่า อะไรคือความยั่งยืน ที่ยืนอยู่ในความถูกต้อง

อะไรคือ....ผลประโยชน์ที่ได้รับการตอบแทนไปสู่สังคมส่วนรวมในท้องถิ่น ที่ทำให้คนระดับชาวบ้าน เขาอยู่ดีมีสุข หรือตกทุกข์ได้ยากแค่ไหน ที่พอจะนำพาให้เขาได้หลุดพ้นได้บ้าง... ในฐานะตัวแทนประชาชน

ไม่ใช่หลงระเริงอยู่กับอำนาจ ที่มีราชรถมาเกย คึกคะนองกับการใช้บารมีเพื่อล้มล้างเส้นทางขวางกั้นผลประโยชน์...เหมือนที่เคยเป็นกันมา ที่พวกเราประชาชนเบื่อหน่าย กับสิ่งที่เห็นจำเจ และซ้ำซาก

ไม่อยากจะให้ความชั่วร้ายที่เกาะกลุ่มอยู่กันคนละซีกสายการเมือง...เปลี่ยนขั้ว รุมยำทำร้ายประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก
ที่เมืองคนดี สุราษฎร์ธานี ชาวบ้านร้านตลาด เขาก็ชื่นชมพรรคการเมืองที่เขาชอบ ได้ขยับขึ้นมาเป็นฝ่ายรัฐบาล...เป็นธรรมดาของมนุษย์ ที่หลงการเมืองอยู่คนละมุม
นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นความรู้สึกของชาวบ้านทั้งหมด!

ผมใช้เวลานั่งคุยกับชาวบ้าน กับคนที่แสดงอาการให้เราเห็นว่า พอที่จะยืนพูดอยู่ตรงกลาง มองซ้ายมองขวา พิจารณาได้ว่า อะไรผิด อะไรถูก...อะไรคือความจริง อันไหนคือความเท็จ

ก็คงมีโอกาสได้มองพร้อมๆ กันไป และเห็นกว้างออกไปอีก...การต่อสู้ของพี่น้องประชาชน มีโอกาสที่จะได้มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์กันได้บ้าง

ถ้าคิดว่าการต่อสู้เพื่อนำไปสู่การเปิดทาง ที่พวกเขาปิดกั้นเอาไว้ จะรับรู้ได้จากระบอบประชาธิปไตย ในหลายหัวข้อ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และความชอบธรรม ที่อยู่บนพื้นฐานภายใต้กฎหมายบ้านเมืองฉบับเดียวกัน

ถ้ายังถูก “อำนาจ” อื่นๆ ที่ใกล้ชิดกับ “อำนาจการเมือง” ใช้เป็นเส้นทางผ่านการทำธุรกิจ นับพันนับหมื่นล้าน บนความเจ็บปวดของชาวบ้าน พวกเราก็อย่าปล่อยให้คนร้ายเหล่านั้นลอยนวลบนความเจ็บปวดของเราต่อไป

โดยเฉพาะ..รากฐานที่ยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ที่ถูกกระหน่ำทำลายอย่างเมามัน ก่อตัวขึ้นมาเป็น “ภัย” ที่มองเห็น...มากมายหลายเรื่อง

ที่เมืองสุราษฎร์ธานี เท่าที่ผมพบและเห็นมา มีหลายปัญหา หลายเรื่อง ผมจะนำมาร้อยเรียงจากนี้ไป เพื่อให้ท่านผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ได้ยื่นมือ ส่ายตา เข้าไปช่วยเหลือโดยด่วนด้วย

เนื่องจากเป็น...ภัยที่มองเห็น เป็นจุดอันตรายต่อแผ่นดิน ต่อพี่น้องชาว จ.สุราษฎร์ธานี โดยตรงครับ

สิ่งที่ผมไปพบไปเห็นมา และอยู่ในสายตาชาวบ้าน ที่ได้แต่มองตาปริบๆ ยังไม่สามารถเรียกร้องหรือต่อสู้รักษาธรรมชาติ ให้รอดจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่มีนักการเมืองแบบทุกระดับได้
มีทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ เข้าไปยึดสมบัติของชาติแห่งนั้นไว้ในกำมือหมดแล้ว

เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า เข้าไป “ปล้น” ทรัพยากรธรรมชาติ ประเภท “แร่ยิปซั่ม” จนกระทั่ง ต้นไม้ ภูเขา บนพื้นที่เขาลาดชัน ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติด้วยซ้ำ ยังทำลายกันได้น่าตาเฉย

อยู่ตรงจุดไหนบ้าง...ผมเชื่อว่าทีมงานของ ท่าน รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ คงรู้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่รู้ก็ไม่เป็นไรครับ ตามผมไปดูด้วยกันเลย

ทำให้เหมือนพูด

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยท่านหนึ่ง เคยถูกโจมตีว่าเป็นนักการเมืองแบบนักการตลาด หรือนักสร้างภาพ...

โจมตีกระทั่งนโยบายที่ใช้หาเสียงและปฏิบัติได้จริงว่าเป็น “ประชานิยม” หรือมุ่งเอาใจประชาชนจนไม่เล็งเห็นผิดถูก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมามีลักษณะที่แสน “ย้อนแย้ง” นั่นคือ แม้แต่บรรดาผู้ที่โจมตีและแสดงความรังเกียจ “การตลาด-ประชานิยม” ก็ยังปรากฏว่าหยิบกลยุทธ์เดียวกันนี้มาใช้เรียกคะแนนของตัวเองบ้าง

นโยบายแทบทุกพรรคที่ใช้ในการหาเสียงเมื่อปลายปีที่แล้ว ล้วนแล้วแต่อยู่บนฐานการโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าจะ “ทำอะไร” เพื่อเอาใจประชาชนทั้งสิ้น...

พลิกมุมการเมืองแบบใหม่โดยมุ่งเน้นสัญญาใน “ผลงาน” มากกว่าขายชื่อพรรคหรือสัญญาว่าจะเป็นคนดี (ซึ่งวัดผลได้ยาก)

หรือแม้แต่เร็วๆ นี้ ก็ยังมีกลยุทธ์การตลาดจากนักการเมืองที่สร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศ ได้แก่ เอสเอ็มเอสจากนายกฯ คนใหม่นั่นเอง...
“แหวนยายเนียม” นั่นก็ใช่...เอาใจคนอีสานและคนเฒ่าคนแก่แบบสุดๆ

สิ่งเหล่านี้ไม่มีดีหรือเสีย เพราะผลของมันคือทำให้ประชาชนหันมาฟังและให้ความสนใจ แต่สิ่งสุดท้ายก็อยู่ที่ตอน “ลงมือ” ว่าจะทำได้จริงสมดังที่ “ตั้งท่า” มาหรือเปล่า

“ทำได้จริง” สิ่งนี้แหละคือความแตกต่างที่เคยทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งกลายเป็นนายกฯ ระดับตำนานที่ครองหัวใจประชาชนได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และทำให้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งได้ถล่มทลายเป็นประวัติการณ์
ไม่ใช่แค่เพราะ “การตลาด” หรือนโยบายขายฝันไปวันๆ เป็นแน่...
ถึงวันนี้ ใครต่อใครที่เคยโจมตีว่าสร้างภาพ โจมตีว่าขายฝัน แต่เมื่อถึงคราวตัวเองก็ยังอุตส่าห์เดินตามรอยเป๊ะๆ
จะทำก็ทำไป ไม่มีใครว่า แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าความแตกต่างมันไม่ได้อยู่ที่เปลือก...
แต่หากอยากเข้าไปครองพื้นที่ในหัวใจได้เหมือนที่อีกคนหนึ่งเคยทำ...ก็แค่ “ทำ” ให้ได้อย่างที่ “พูด” เท่านั้นเอง...

รัฐธรรมนูญ : พันธมาร-ประชาธิปัตย์

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*

ได้เห็นฤทธิ์เดชของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการกันมาแล้ว การบริหารงานบ้านเมืองมีปัญหา พรรคการเมืองถูกยุบเอาง่ายๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น ขวากหนามของเผด็จการ จึงต้องทำลายกลไกของรัฐธรรมนูญไปให้หมด เพื่อสร้าง “การเมือง” ใหม่ขึ้นมาแทน

คนที่รักประชาธิปไตยเห็นตรงกันว่า ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ 2550 ให้เป็นประชาธิปไตย หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เอารัฐธรรมนูญ 50 คืนไป เอารัฐธรรมนูญปี 40 กลับมา
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการพูดกันมาตลอด มีการอธิบายความว่าได้เกิดผลกระทบอย่างไร และจะต้องแก้อย่างไร

ตั้งท่ากันมานานแล้วครับ สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีการล่ารายชื่อประชาชนเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มาอย่างท่วมท้นและได้ส่งร่างไปพิจารณาที่สภาแล้ว
แต่ท่าทีของ “ม็อบพันธมาร” ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้แก้ไขโดยเด็ดขาด

ถ้ามีการเคลื่อนไหวเมื่อไรก็พร้อมจะต่อต้านคัดค้านจนถึงที่สุด ถึงขนาดจะเป็น “สงคราม” รอบใหม่
เห็นไหมครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มันไม่ง่ายเลย เพราะฝ่ายที่คัดค้านต่อต้านนั้น มีผู้หนุนหลังที่ไม่ธรรมดา ยังเหนียวแน่น
ปัญหามีไว้ให้แก้ อยู่ที่เราจะคิดแก้ปัญหา หรือ จะตัดปัญหา

ผมมีโอกาสพูดคุยกับคอการเมือง ระดับที่มีความรอบรู้เรื่องการเมือง เห็นการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย มีประเด็นที่น่าสนใจ น่าสนใจมากเสียด้วย สำหรับทางออกหนึ่งในเรื่องนี้

เขาย้ำว่า การเมืองก็คือการเมือง เป็นเรื่องที่มองกันยาวๆ และต้องมองให้เห็น “แก่น” ไม่ใช่เห็นแค่ “กระพี้”อย่างฉาบฉวย แล้วมาทึกทักเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต โดยไม่ได้พินิจพิจารณาอย่างรอบด้าน
เพราะสิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่อย่างที่เห็นก็ได้ หรือสิ่งที่คิดว่าจะเป็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้

การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ ต้องมีข้อมูล ถ้าเพียงแค่ฟังเขาเล่าว่าหรือ เขาบอกมา แล้วมาคิดเอาเอง ออกมาพูดเป็นตุเป็นตะ ตีโพยตีพาย ใส่อารมณ์โกรธแค้นฉุนเฉียว โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคืออะไร มีความมุ่งหมายอย่างไร
ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับวัวควาย ที่ยินยอมพร้อมใจให้เขาจูงจมูก
เรื่องนี้ต้องระวังให้ดี ต้องสำนึก และพึงสำเหนียกให้ดี
ที่ผมพูดคุยกับผู้รู้ทางการเมืองนี้ ขอสรุปคร่าวๆ มาบอกเล่ากัน ดังนี้

ถามว่า วันนี้ พรรคเพื่อไทย จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ไหม คำตอบคือ ขอได้ครับ แต่จะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะต้องเผชิญหน้ากับ “กลุ่มพันธมาร” ที่มีกองโจรอยู่ในมือ และพร้อมจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นได้

คนพวกนี้ทำได้ทั้งนั้นครับ แม้ว่าทำไปแล้ว ประเทศชาติต้องพบกับความหายนะป่นปี้มากมายมหาศาล ก็เคยทำมาแล้ว ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ทำมาแล้ว

จะเป็นไปได้ไหม ถ้ามาคิดในทางกลับกันว่า เมื่อมีความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ทางพรรคเพื่อไทยแก้ไม่ได้ ก็ให้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ได้ไหม
คำตอบคือได้ และ มีทางสำเร็จด้วย
เพราะพรรคประชาธิปัตย์ กระสันหมายมั่นจะเป็นรัฐบาล ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ ถึงขนาดวิ่งราวตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ในสภาก็เคยทำมาแล้ว
ก็ให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นหัวหอกเป็นเจ้าภาพในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ไหม
คำตอบคือ ได้ แต่นั่นต้องให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลเต็มตัว

ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นรัฐบาลเต็มตัวได้อย่างไร เพราะเสียงมี 160 กว่าเสียงคำตอบคือ ต้องมีเสียงไปเพิ่ม เพื่อทำให้พรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่า สามารถเป็นรัฐบาลได้ โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

เมื่อจะให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ เป็นหัวหอกในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีพรรคการเมืองอื่นมาร่วมด้วย ซึ่งก็มีพรรคร่วมรัฐบาลเก่า กลับลำไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว

แต่จำนวนเสียงยังไม่น่าไว้ใจ จะต้องเอาเข้าไปเพิ่มอีก จนเกินไป แต่ให้มีจำนวนมากพอ ที่จะมีกำลังต่อรองได้ ตัวเลขจะอยู่ที่ 30-40 เสียง

ถามว่ามีกลุ่มไหน ก๊วนไหนที่จะไปร่วมชะตากรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ ที่สำคัญ ใครจะเป็นคนนำเสียงเหล่านี้เข้าไป ซึ่งคนคนนี้ต้องไม่ธรรมดา

คนคนนี้ต้องมีศักยภาพ มีความสามารถ เป็นที่ยอมรับ ตลอดจนมีชั้นเชิงลูกเล่น รู้ทันเล่เหลี่ยมรู้ทันการเมือง ต้องมองเกมการเมืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชน กับพรรคประชาธิปัตย์ ยืนกันคนละมุม การจะยกโขยงกันไปร่วม เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” นั้น เป็นการผิดหลักการประชาธิปไตย เพราะจะไม่มีฝ่ายที่จะมาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เป็นหูเป็นตาแทนประชาชนที่เลือกมาได้เลย

ยิ่งกว่านี้ การมีรัฐบาลแบบนี้ไม่แตกต่างไปจากรัฐบาลเผด็จการ จะแตกต่างกันก็เพียงเป็นเผด็จการของคนกลุ่มที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อข่าวปรากฏออกมาว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการสนับสนุนจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จึงก่อให้เกิดความแปลกประหลาดใจแก่คอการเมืองทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง

แต่ทุกท่านคงจะเข้าใจได้ ถ้าย้อนไปนึกถึงสัจธรรมทางการเมือง ถึงมิตร และศัตรูทางการเมือง ในตอนนี้พรรคเพื่อไทย จะมีใครบ้างที่สามารถจะ “เอา” คนในพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่ได้

เพราะรู้กันดีว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์นี้ไม่ธรรมดา และยิ่งมีคนที่เคยเป็นระดับผู้จัดการตั้งรัฐบาลไปร่วมด้วย ยิ่งต้องคิดหนัก
เมื่อเข้าไปแล้ว ทำอย่างไร ไม่ให้คนในพรรคประชาธิปัตย์ขี่คอเอาได้ง่ายๆ

มีใครในพรรคเพื่อไทย ที่จะทำงานนี้ได้สำเร็จบ้าง ยิ่งพวกประเภทชอบทำตัวเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้ากี้เจ้าการ จนพรรคถูกยุบ จะรับมือไหวไหม
แน่นอนเหลือเกินว่า ใครก็ตามที่รับงานนี้ ต้องบอกว่า “งานเข้า” ทันที
คนคนนั้นจะต้องถูกสับอย่างไม่มีชิ้นดี ถูกดุด่าว่ากล่าวอย่างเสียๆ หายๆ ชนิดไม่มีความดีอะไรหลงเหลืออยู่เลย

เพราะฉะนั้นคนที่จะ ”จัดการ” ในเรื่องนี้ได้ ต้องมีความจริงใจ ประเภท ใจถึง พึ่งได้ ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องประสบกับอะไรบ้าง

เพราะเรื่องบางเรื่องพูดไม่ได้ บางเรื่องไม่มีความจำเป็นต้องบอกต้องอธิบายความให้ใครรับรู้ด้วยเหมือนกัน เพราะพูดไป ถ้าเข้าใจก็ดีไป ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ต่างอะไรกับการสีซอให้ควายฟัง

ในเมื่อมองแล้วไม่เห็นใคร เพราะฉะนั้นคนที่จะมาจัดการเรื่องนี้ ต้องทำอย่างที่นักตะกร้อพูดกันว่า ต้อง “ชงเองกินเอง” ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว แต่จะต้องกล้าด้วย

ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ นั่นคือความภูมิใจ ที่สามารถปลดโซ่ตรวนของเผด็จการที่ผูกมัดประชาธิปไตยได้ มันยิ่งกว่าการปิดทองหลังพระเสียอีก

ถามว่าเมื่อ “ม็อบพันธมาร” ไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ประกาศเอาไว้ มีการออกมาต่อต้าน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องจัดการเรื่องนี้

เป็นเรื่องที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ในฐานะแกนนำรัฐบาล กับ ”ม็อบพันธมาร” ที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ จะต้อง ”วัด” กันเอง เพราะรัฐบาลได้ประกาศ ให้ประชาชนรับรู้โดยทั่วกันแล้วว่า จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ส่วนผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องคอยดูกันต่อไป แต่ดีกว่า...พอจะอ้าปากว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มีพวกที่ต่อต้านออกมาเต็มถนนแล้ว ไม่ใช่หรือ

10 มกรา’ ภาค 2

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร

รวดเร็วฉับไว ทันอกทันใจกองเชียร์ดีแท้กับคณะรัฐมนตรี ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จะรูปหล่อ สวยสดงดงาม หรือ ขี้เหร่ เป็นเรื่องแล้วแต่มุมมองของใครของมัน แต่วันนี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดปฐมฤกษ์ ซึ่งเป็นการปฐมฤกษ์ของคณะรัฐมนตรีและปฐมฤกษ์ในการใช้ทำเนียบรัฐบาลในการประชุมคณะรัฐมนตรี หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรุณาคืนให้กับประเทศไทย ได้ใช้เป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครองอีกครั้ง หลังจากที่เข้าไปยึดครองเป็นอาณาจักรใหม่ซ้อนกับราชอาณาจักรไทย 100 วัน โดยที่ไม่มีการเผาจริง ตามที่มีข่าวมาตลอด

การคืนทำเนียบรัฐบาลให้กับประเทศไทย ถือว่าเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยจะต้องไม่ลืม เมื่อเวลาทำบุญทำทาน จะต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ทุกครั้ง

รวมทั้งตำรวจ จะต้องเตรียม “ผ้าขาว” ไว้เป็นอุปกรณ์แทนการใช้แก๊สน้ำตา กระบอง และโล่ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นึกครึ้มอกครึ้มใจเป่านกหวีดเรียกระดมคนมาประท้วงยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อหาเงินบริจาคค่าเช่าดาวเทียมโทรทัศน์

หากว่างเว้นการประท้วงนานๆ คนดูเอเอสทีวีเหงาหู แกนนำเหงาปาก ไม่ได้ขึ้นเวทีพ่นน้ำลายด่าคนโน้นคนนี้ด้วยคำหยาบๆ คายๆ

การปฐมฤกษ์การใช้ทำเนียบรัฐบาลประชุมคณะรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์” นัดปฐมฤกษ์วันนี้ จะเป็นการประชุมเพื่อวางแนวทางการกำหนดนโยบายของรัฐบาล

แต่ที่ยังคุยกันไม่เลิก คงจะเป็นเรื่องการจัดคณะรัฐมนตรี โดยฝีมือของผู้จัดการรัฐบาลคนใหม่ แต่เก๋าเกมระดับเก๋ากึก ที่ชื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใครต่อใครมักจะเรียกว่า “เทพเทือก”

หน้าตาของรัฐมนตรีที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล อันประกอบด้วยพรรคชาติไทยพัฒนา (ชาติไทย) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย (มัชฌิมาธิปไตย) พรรคเพื่อแผ่นดิน และ กลุ่มเพื่อนเนวิน หลายคนมองว่า ยังหล่อไม่เข้าตากรรมการ ไม่ได้ดั่งใจที่อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตารุมเชียร์กันมานาน

หากมองด้วยใจเป็นธรรม ก็ต้องให้อภัยกัน เพราะคนดี-เด่น-ดัง ของพรรคร่วมรัฐบาลและหนึ่งกลุ่มการเมือง ถูกขังคุกการเมือง ตามคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัฌชิมาธิปไตย ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้รัฐมนตรีที่ไม่ได้จัดอยู่ในอันดับดีหนึ่งประเภทหนึ่งของแต่ละพรรค แต่พอประแป้งแต่งหน้าไปวัดไปวาได้ก็บุญโขแล้ว อย่าคิดมาก

ที่ต้องติดตามดูคงจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งว่างเว้นจากการเป็นรัฐบาลมานาน 8 ปี ซึ่งไม่แน่ว่าจะอยู่ในสภาพ “อดอยากปากแห้ง” เหมือนที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เคยพูดไว้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทำให้ ส.ส. ในพรรคเพิ่มความอาวุโสหมักหมมมากขึ้น ไม่ได้สลับสับเปลี่ยนกันเป็นรัฐมนตรีเหมือนที่ผ่านๆ มา

ซึ่ง ส.ส. อาวุโส พรรษาการเมืองแก่กล้า ก็ต้องคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีได้แล้ว เมื่อหลุดโผรัฐมนตรี ก็ต้องเกิดอาการน้อยใจ หากคนใดเก็บอาการไม่ได้ ก็ต้องโวยวายเรียกหาความยุติธรรมให้กับตัวเอง อย่างที่เกิดขึ้นเวลานี้

เหตุการณ์เรียกร้องหาความเป็นธรรมและความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทำให้เกิดความแตกแยกชัดเจน จนเกิด “กลุ่ม 10 มกรา” ขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์

“กลุ่ม 10 มกรา” เกิดขึ้นมาจากการจัดโผรัฐมนตรี สมัยที่ นายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มี นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินราชการความจริงวันนี้ เป็นเลขาธิการพรรค และได้ร่วมรัฐบาลที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยในการจัดโผคณะรัฐมนตรีในครั้งนั้น นายวีระ ซึ่งเป็นคนเจรจาดึง ส.ส.กลุ่มวาดะห์ ที่มีนายเด่น โต๊ะมีนา เป็นหัวหน้ากลุ่มอยู่ในขณะนั้น มาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้มีจำนวน ส.ส.มากขึ้น นายวีระ จึงเสนอให้นายเด่นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีประกาศออกมา ไม่มีชื่อของนายเด่น กลับมีชื่อ นายพิจิตต รัตตกุล ลูกชายของนายพิชัย ซึ่งไม่มีชื่อในโผมาก่อน ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

สร้างความไม่พอใจให้กับนายวีระเป็นอย่างมาก จากความไม่พอใจก็ขยายเป็นความขัดแย้งและความแตกแยกกันขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ และมาจบลงเมื่อมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 10 มกราคม โดยมีการแข่งขันกัน 2 ทีมๆ แรกเสนอนายพิชัย หัวหน้าพรรคคนเก่า มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะนั้นเป็น ส.ส. ที่มีความใกล้ชิดกับ นายชวน หลีกภัย ซึ่งขณะนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นหัวหอกในการล็อบบี้สนับสนุน อีกทีมเสนอ นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ มีนายวีระ เป็นเลขาธิการพรรคคนเก่า

ผลการเลือกตั้งทีมของนายพิชัยชนะทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ทำให้เกิด “กลุ่ม 10 มกรา” ขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาเมื่อ พล.อ.เปรม ยุบสภา สมาชิกกลุ่ม 10 มกรา ต้องเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์

วันนี้ความไม่เป็นธรรม ไม่มีความยุติธรรม ในการจัดตั้งรัฐมนตรีได้เกิดขึ้น เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ถ้ายังไม่รีบดำเนินการใดๆ น่าเป็นห่วงว่า จะเกิดฝ่ายค้านขึ้นในรัฐบาล น่ากลัวกว่าฝ่ายค้านในสภาที่ยังเป็นมือใหม่หัดขับอย่างพรรคเพื่อไทย ที่ยังหาผู้นำฝ่ายค้านในสภาไม่ได้