WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 24, 2008

เสถียรภาพทางการเมืองภาพจำแลงรัฐบาลประชาธิปัตย์

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย ณัฐณิชา


หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีให้เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาทำให้ประชาชนคนไทยได้เห็นโฉมหน้าค่าตาคณะรัฐมนตรีชุด “อภิสิทธิ์ 1” ชัดเจน อย่างเต็มๆ หลังจากเก็งคนนั้น เก็งคนนี้กันมาหลายเพลา

ที่น่าสังเกตก็คือ ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ไม่มีการนั่งควบเก้าอี้ นั่นอาจเป็นเพราะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านมานาน อดอยากปากแห้ง จนไม่มีใคร “ก้นใหญ่” พอที่จะนั่งควบ 2 เก้าอี้

แม้จะเริ่มมีสื่อมวลชน และนักวิชาการบางท่าน ออกมาท้วงติงถึงโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ว่า “ขี้เหร่” บ้าง “ยี้” บ้าง บางรายถึงขนาดนำไปเปรียบเทียบว่า “แย่กว่า” รัฐบาลชุด “นอมินี” ทั้งของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี “นายสมัคร สุนทรเวช” หรือ อดีตนายกรัฐมนตรี “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์” เสียอีก

แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องโฉมหน้า ของคณะรัฐมนตรีชุด “อภิสิทธิ์ 1” หรือ “มาร์ค 1” แล้ว ที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อน น้อยไปกว่ากัน นั่นก็คือคำว่า “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีชุด“อภิสิทธิ์ 1” หรือ “มาร์ค 1” นี้ ประกอบด้วยบุคคลที่มาจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลดังนี้ พรรคประชาธิปัตย์ 17 เก้าอี้ (รวมเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ), พรรคชาติไทยพัฒนา (ชาติไทยเดิม) 4 เก้าอี้, พรรคเพื่อแผ่นดิน 5 เก้าอี้, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 2 เก้าอี้, พรรคภูมิใจไทย (มัชฌิมาฯเดิม) 2 เก้าอี้, กลุ่มเพื่อนเนวิน (พรรคพลังประชาชนเดิม) 4 เก้าอี้, กลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม (พรรคพลังประชาชนเดิม) 1 เก้าอี้ และรัฐมนตรีคนนอก 1 เก้าอี้ (ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งน่าจะเป็นโควตาของผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง ) รวมเบ็ดเสร็จมี 36ตำแหน่ง (รวมนายกรัฐมนตรี) 36 เก้าอี้ 36 คนไม่ซ้ำหน้า (เพราะไม่มีการควบตำแหน่ง)

ซึ่งถ้ามองกันตามจำนวนเสียงที่โหวตในสภาผู้แทนราษฏร เมื่อวันที่มีวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฏร เพื่อทำการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว และมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตกัน

จะเห็นว่าคะแนนเสียงที่โหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่27 ของประเทศไทย หรือที่เรียกง่ายๆ นั่นก็คือ พรรคที่จะเข้าร่วมรัฐบาลน่าจะมีอยู่ 236เสียง (รวมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่งดออกเสียง), ในขณะอีกซีกที่ฝ่ายแพ้การโหวตในวันนั้นน่าจะเรียกว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีคะแนนเสียง 198 เสียง ซึ่งทำให้เห็นได้ว่า คะแนนเสียงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีส่วนต่างห่างกันถึงร่วมๆ 40เสียง

และกอปรกับปัจจัยภายนอกอย่างอื่นเช่น การออกมาร่วมแสดงความยินดีของภาคธุรกิจต่างๆ (ซึ่งแม้การก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งนี้ จะแลกมาด้วยการให้สมาชิกพรรคหลายต่อหลายคน ไปเคลื่อนไหวปิดสนามบินนานาชาติ จนทำให้ประเทศชาติขาดความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก และภาคธุรกิจทุกแขนงเอง ก็เสียหายยับเยินอย่างมหาศาล),

รวมทั้งการออกมามาร่วมแสดงความยินดีของ “เหล่าทัพ” ต่างๆ (แม้ภาพของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ จะขี้เหร่..ปานใด?ก็ตาม) แม้แต่การออกมาพูดของบางสื่อมวลชน และนักวิชาการบางคน ที่บอกว่าควรให้โอกาสรัฐบาลก่อน (ทั้งๆที่ รัฐบาลนายสมัคร สนุทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่เคยได้รับโอกาสเช่นนี้)
ก็ต้องบอกว่า ….“อภิสิทธิ์” จริง จริง

ทำให้มองเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลชุด“อภิสิทธิ์ 1” หรือ “มาร์ค 1” นี้ น่าจะอยู่ได้อย่างยาวนาน เพราะค่อนข้าง จะเป็นอีกหนึ่งคณะรัฐบาล ที่มีเสถียรภาพมั่นคงเป็นอย่างมากทั้งใน และนอกสภาฯ

แต่ถ้าหากมองการจัดสรรปันแบ่งโควตาคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ให้ดีๆ แล้ว จะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวน ส.ส.อยู่ 166 คน ได้ไป 17เก้าอี้ (รวมเก้าอี้นายกรัฐมนตรี) ถือเป็นสัดส่วนจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 10:1 ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ มีจำนวน ส.ส.ที่โหวตให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีดังนี้

พรรคเพื่อแผ่นดิน 22 คน ได้ไป 5 เก้าอี้ สัดส่วนจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 4:1, พรรคชาติไทยพัฒนา (ชาติไทยเดิม) 12 คน ได้ไป 4 เก้าอี้ สัดส่วนจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 3:1, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา 7 คน ได้ไป 2 เก้าอี้ สัดส่วนจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 3.5:1, พรรคภูมิใจไทย 6 คน ได้ไป 2เก้าอี้ สัดส่วนจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 3.5:1, กลุ่มเพื่อนเนวิน 22 คน ได้ไป 4 เก้าอี้ สัดส่วนจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 5:1, กลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม 2 คน ได้ไป 1 เก้าอี้ สัดส่วนจำนวน ส.ส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี 2:1

และถ้ามีการมองกันในสภาพความเป็นจริง กับโฉมหน้ารัฐบาลชุดนี้แล้ว ก็จะเห็นได้ชัดว่า พรรคประชาธิปัตย์ กำลังสูญเสียสภาพการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีที่ว่ากันว่าเป็นกระทรวงเกรดเอ ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในมือของกลุ่มนเพื่อเนวิน และพรรคร่วมรัฐบาลที่ย้ายขั้วมาจากรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แทบทั้งสิ้น

เว้นแต่ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจจะมองโลกในแง่ดีว่า จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร 166เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีตนเป็นหัวหน้าพรรคนั้น แลกกับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เก้าอี้เดียวก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว ดังนั้น จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้มาอีกตั้ง 16 เก้าอี้ ถือว่าเป็นกำไร และโบนัสของพรรค จึงถือว่าพรรคยังได้เปรียบและยังเป็นแกนนำ ยังมีอำนาจต่อรองอยู่

แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า สมาชิกพรรคคนอื่นๆ จำนวนไม่น้อย อีกหลายต่อหลายคน ไม่ได้มีความคิดเหมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแน่ๆ เพราะการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ฯลฯ ที่ออกมาแฉเรื่อง “แก๊งค์ออฟโฟร์” ล้วนแล้วแต่มีมูลเหตุมาจากการอกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรี ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับจัดสรรมา (จากใคร?ก็ไม่รู้) ซึ่งมีไม่พอกับจำนวนคนที่ต้องการเป็นรัฐมนตรี

และถ้าว่ากันตามจริงแล้ว สัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ต่อจำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี ควรจะต้องเป็น อัตรา 6:1 ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ เพียงพรรคเดียวเท่านั้น ที่เสียเปรียบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคอื่นในเรื่องนี้ ดังนั้น ถ้ายึดหลักในสัดส่วน 6:1 แล้ว

พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้มา 17เก้าอี้ เป็นโควตานายทุนพรรค (ที่ชัดๆ) 1 เก้าอี้, เป็นโควตากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 1 เก้าอี้ เหลือจริงๆ 15 เก้าอี้ เฉพาะเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องแลกมาด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรพรรคประชาธิปัตย์ถึง 76เสียง ประเด็นนี้ นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

ดังนั้น การจัดสรรคนให้เหมาะกับตำแหน่ง จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทาย จนอาจสามารถทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ได้

เมื่อมีคนบอกว่าควรให้รัฐบาลทำงานไปก่อน ประชาชนที่เป็น “กบ”ทั้งหลาย ก็ควรทำตาม เพราะเราเป็น “กบที่ไม่มีสิทธิ์เลือก” ไม่ว่าจะเป็นการเลือก “ขี้ข้า” หรือว่าเลือก “นาย”
เฮ้อ...นี่แหละประเทศไทย !!

‘ทูต’ หรือ ‘ขี้ทูด”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี


คำพูดที่ “ขัดแย้ง” ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าพันธมิตรฯจะต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย เพราะพันธมิตรฯไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย

แต่กลับแต่งตั้งให้ นายกษิต ภิรมย์ เป็น รมว. ต่างประเทศ บ่งบอกถึงความไม่จริงใจของนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง

นายอภิสิทธิ์เอาผู้สนับสนุนการบุกยึดสนามบินและมีจุดยืนเรียกร้องเอาปราสาทเขาพระวิหารคืนจากเขมรมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

แถมนายกษิตตบหน้าคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการกล่าวยอมรับต่อบรรดาคณะทูตานุทูตต่างประเทศ และผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า การยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเรื่องสนุกมาก เพราะอาหารก็อร่อย แถมดนตรีก็เยี่ยม และอยากให้เหล่าทูตมองการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นการผลักดันกระบวนการประชาธิปไตยของไทยไปข้างหน้า

การยอมรับครั้งนี้ของ นายกษิต นอกจากจะเป็นการตบหน้าคนไทยทั้งประเทศแล้ว ยังถือว่านายกษิตดูถูกแผ่นดินเกิดของตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย

ต่างชาติมองเมืองไทยว่า“บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป” เพราะประเคนเก้าอี้รมว.ต่างประเทศ ให้ผู้ร่วมก่อการร้ายยึดสนามบิน

แม้หลายฝ่ายจะออกมาช่วย นายกษิต โดยระบุว่า จะต้องวางอดีตไว้เบื้องหลังให้มากที่สุด แต่อยากถามบรรดานักธุรกิจทั้งหลายที่ต้องหลั่งน้ำตา เพราะขาดทุนย่อยยับ คุณยอมรับ รมว.ต่างประเทศ คนนี้ได้หรือ ?

การปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองนั้นสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ประเทศไทยขนาดไหน ไม่ใช่แค่เรื่องท่องเที่ยว

แต่เสียหายทั้งระบบตั้งแต่การส่งออก การขนส่งสินค้า การพาณิชย์ และที่สำคัญคือความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติต่อประเทศไทยพังทลายไปเลย

นักท่องเที่ยวกว่า 3.5 แสนคนที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยจากการปิดสนามบินกว่า 7 วัน ทำความเสียหายให้ธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวหลายแสนล้านบาท

นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยในเดือนธันวาคมจนถึงต้นปีหน้าส่งผลโดยตรงต่อเม็ดเงินของรายได้จากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยที่ต้องขาดหายไป

ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะส่งผ่านธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการด้านที่พัก บริษัทนำเที่ยวในประเทศไทย ภัตตาคาร ร้านอาหารและธุรกิจขนส่งในประเทศถึงร้อยละ 60 และที่เหลืออีกร้อยละ 40 จะเป็นรายได้ที่ส่งผ่านการช็อปปิ้ง ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าของที่ระลึก

ยิ่งกว่านั้นผลกระทบครั้งนี้ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ในกรุงเทพฯซึ่งเป็นประตูหลักที่รับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กระจายไปยังผู้ประกอบการในแหล่งท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างมาก

ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ สมุย กระบี่ ชะอำ หัวหิน แม้แต่แหล่งท่องเที่ยวรอง ซึ่งเคยอาศัยการท่องเที่ยวพ่วงไปกับแหล่งท่องเที่ยวหลัก เช่น อยุธยา กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน เชียงราย ก็ได้รับความเสียหายกระจายไปถ้วนหน้า
ความเสียหายขนาดนี้จะบอกให้นักธุรกิจที่กำลังขาดทุนจนแทบล้มละลาย ให้ลืมๆ กันไป เหมือนเด็กเล่นขายของกระนั้นหรือ

คนที่แนะนำแบบนี้ สมควรไปกราบขอโทษผู้ที่ได้ผลกระทบจากการเข้ายึดสนามบินของพันธมิตรฯ ด้วย

แม้ว่า นายกษิตจะได้รับการยกย่องจากคนบางกลุ่มว่าเป็นนักการทูตระดับสูงมีทักษะในการผลักดันกระบวนการประชาธิปไตยของไทยไปข้างหน้า

แต่ “ประชาธิปไตยขี้เรื้อน” และ “กระจอกงอกง่อย” เช่นนี้...ยิ่งพยายามรักษาเอาไว้ รังแต่จะทำให้สายตาชาวโลกเหมารวม “นักการทูตไทย” ว่าเป็น “ขี้ทูดกุดถัง” กันไปหมดทั้งชาติ

จุดไฟในนาคร

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

รัฐบาล “มาร์ค 1” ภาพลักษณ์สุดขี้เหร่ แล้วยังมีรัฐมนตรี “พันธมารโกเต๊กซ์” ร่วมวงไพบูลย์เอาตำแหน่งกับเขาด้วย คนที่ว่านี้มาอยู่ในตำแหน่งสำคัญในการดึง ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น จากนานาชาติกลับสู่ประเทศไทย แต่ภารกิจแรก “ล้มเหลว” ไม่เป็นท่าเสียแล้ว นั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

พูดจาเหมือนคนอยู่ป่าอยู่ถ้ำหลายพันล้านปีจากไหนไม่ทราบได้??? โชว์สติปัญญา...ไร้กึ๋น ชี้แจงกับ ตัวแทนคนทั่วโลก ในการปิดสนามบิน “สุวรรณภูมิ” ด้วยความคึกคะนองปากเป็นเรื่อง “สนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ”
การพูดจาแบบไร้ความรับผิดชอบนี้ ...กระทบจิตใจนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศทั่วโลก
การพูดจาแบบไร้ความรับผิดชอบนี้ ...กระทบจิตใจนักลงทุนชาวต่างประเทศทั่วโลก
การพูดจาแบบไร้ความรับผิดชอบนี้ ...กระทบจิตใจคนไทยทั้งประเทศที่ได้รับผลไปในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ก่อ

นี่...จะเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกขยายความไปทั่วโลก ที่เขาตั้งคำถามขึ้นมาตั้งแต่วันแรกที่ประเทศไทยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มาจากกลุ่มชนเขลาปัญญาขนาดหนัก หรืออย่างไร? เขลาปัญญาในการมองเห็นเรื่องปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุกไปเสียแล้ว ทั้งที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่เกิดผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการเดินทางซึ่งขัดต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศ หลายต่อหลายเรื่อง
ต่อไปใครจะกล้าเข้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย เพราะเรื่องการปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุก!!!

วันหน้าต่อไป อาจจะมีคนไปปิดสนามบิน เพราะเป็นเรื่องสนุก อย่างที่ท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ประเทศไทยของเราจะเอากันแบบนี้...ใช่ไหม
ใครไม่พอใจอะไร “เฮละโล”...ปิดสนามบิน !!!

กลุ่มเกษตรกร ชาวสวนยาง สับปะรด มังคุด น้อยหน่า ส้มโอ ข้าวโพด ไม่พอใจการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ “เฮละโล” ...ไปปิดสนามบิน !!!

กลุ่มรักประชาธิปไตย ทั้งหลาย ไม่พอใจที่รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย “เฮละโล” ...ไปปิดสนามบิน !!!

วันนี้ นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องตกตะลึงกับ ตัวเลขการค้าขายไปต่างประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน ลดลง 18% เพราะนี่คือผลกรรม ที่พวกท่านได้ทำเอาไว้นั่นแหละ !!!

ไม่มีใครเขาอยากมาค้าขายกับประเทศไทยของเรา เพราะความงี่เง่าเบาปัญญาของคนพวกหนึ่งที่ไปปิดสนามบินหลายวัน จนทำให้ส่งของไม่ทันตามกำหนดเวลา โลกนี้มีผู้ผลิตหลายราย ประเทศไทย ทำของได้ไม่ตรงตามสเป็ก หรือ ไม่ทันเวลา เขาไปหาแหล่งผลิตใหม่ ยิ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาการันตี การปิดสนามบินเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องสนุก เขายิ่งตัดสินใจง่ายในการหาแหล่งผลิตใหม่

เคยบอกไว้แล้วว่า การบริหารงานรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และจะยิ่งไม่ง่ายใหญ่เลย หากมีรัฐมนตรีที่โง่เขลาเบาปัญญา มาร่วมงานด้วย โชว์โง่ กับสาธารณชนคนไทย ยังไม่เท่าไร ไปโชว์โง่กับชาวต่างชาติทั่วโลก ยิ่งอยู่ยาก

ยังไม่กลับตัวกลับใจ ยังริที่จะเข้าข้างคนทำผิดกฎหมายบ้านเมือง คนทำร้ายประเทศชาติและประชาชน ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า แล้วแบบนี้หรือ...ยังมีหน้ามาขอความร่วมมือจากประชาชน เมื่อพวกท่านยังไม่เลิก “จุดไฟในนาคร” เผาบ้านเผาเมือง ตัวเอง

‘เหวง’ฉะรัฐบาลตระบัดสัตย์อ้างปฏิรูปแฝงการเมืองใหม่

ที่มา ประชาทรรศน์

“ภาคประชาชน” รุมซัดประชาธิปัตย์ ตระบัดสัตย์ที่เคยรับปากจะให้มีการแก้ไข รธน. ระบุข้ออ้างว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองอยู่แล้วฟังไม่ขึ้นเพราะยังไม่รู้กระบวนการจะเป็นอย่างไร ห่วงจะเป็นการ “ยัดไส้” การเมืองใหม่ตามแนวทางของพันธมิตรฯ มากกว่า เชื่อประชาชนจะออกมาแสดงพลังคัดค้านจนถึงที่สุด

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และหนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวถึงกรณีที่นโยบายรัฐบาลไม่มีแนวทางผลักดันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเคยได้ประกาศให้คำมั่นกับประชาชนในตอนที่มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวซึ่งพูดไว้อย่างชัดเจนว่าหากตนได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง

ผนวกกับล่าสุดที่ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้เปลี่ยนมาสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาลยังได้เสนอ 8 นโยบาย ที่มีเงื่อนไขชัดเจนว่ารัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ดังนั้นการที่รัฐบาลปฏิเสธเช่นนี้เท่ากับเป็นการไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และกับส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินด้วย ถือเป็นพรรครัฐประหารนิยม

"รัฐธรรมนูญ 2550 เราก็เคารพด้วยความสัตย์จริง แต่รูปแบบได้มีสภาพเป็นรัฐประหารนิยม สูงสุดคือระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลไม่แก้ก็แสดงว่าเป็นพรรครัฐประหารนิยม ซึ่งนอกจากนี้ถ้าไม่แก้ไขการบริหารราชการแผ่นดินก็จะไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่ยกมาเสนอคือ190 ทำการค้าก็ลำบากรมว.พาณิชย์ไม่สามารถทำการค้าได้ พูดถึงผลประโยชน์ชาติไม่ได้เลย ส่วนมาตรา 266 ที่ระบุว่าส.ส-ส.ว. ต้องไม่ใช้ตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและของผู้อื่น ไม่ว่าจะทางตรงทางหรืออ้อม นี่เท่ากับว่าไม่สามารถเป็นตัวแทนของประชาชนที่เลือกเข้าไป เสร็จเลยเสร็จทุกอย่าง" นพ.เหวงกล่าว

เมื่อถามว่าการที่รัฐบาลได้เสนอให้ปฏิรูปการเมืองจะเป็นการสอดไส้แนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่ แกนนำคปพร.กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เนื่องจากคำว่าปฏิรูปการเมืองมีความหมายที่กว้าง ซึ่งยังไม่ทราบในรายละเอียดเนื้อหา แต่หากรัฐบาลใช้ภาษากว้างๆเพื่อซ้อนเร้นนำการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯเข้ามาบังคับใช้ ตนเชื่อว่าประชาชนต้องต่อสู้ให้ถึงที่สุด เนื่องจากรูปแบบการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการเมืองระบบทาส หรือ อภิชนาธิปไตย (Aristocracy)

"ผมคิดว่าประชาชนจะขอคัดค้านอย่างถึงที่สุด หากเอาการเมืองระบบเจ้าทาสอย่างนี้มา ไม่ว่าจะ 70:30 หรือ 50:50 ก็ตาม การเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯมันเป็นอภิชนาธิปไตย เสรีชนจนๆไม่มีอำนาจ เสรีชนที่รวยๆมีสิทธิแค่หย่อนบัตรเท่านั้น มีแต่อภิชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าทาส ที่จะสามารถบริหารบ้านเมืองได้ หากประชาธิปัตย์จะซ่อนเร้นนำการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯมาบังคับใช้ผมคิดว่าประชาชนจะคัดค้านอย่างเด็ดขาด" แกนนำคปพร.กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.เหวงกล่าวเสริมว่าในวันนี้(23 ธ.ค.) มูลนิธิกลุ่มวีรชนประชาธิปไตยและสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้จัดงานเสวนา "รัฐบาลอนาธิปไตย" โดยมีนักวิชาการร่วมเสวนา อาทิ ดร.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ กรรมการคปพร.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อ.คณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ในเวลา 13.00 น.ที่ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์

ขณะเดียวกันที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ห้องราชา มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตยร่วมกับสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้รณรงค์จัดสวนาซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่สถานการณ์การเมืองได้มีการเปลี่ยนแปลงในหัวข้อ “รัฐบาลอนาธิปไตย”เพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะมุมมองทางการเมืองในปัจจุบัน

โดยมี นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2540 น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์ น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ สมาพันธ์ประชาธิปไตย รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.วิบูลย์ แช่มชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภา

น.พ.สันต์ได้กล่าวถึงวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแถลงข่าวหลังได้รับการโปรดเกล้าฯว่าจะขอรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหากเป็นจริงอย่างที่นายอภิสิทธิ์พูดแล้วที่มาของมาร์คม.7นั้นมาจากไหน รวมถึงกรณีที่แถลงว่าจะยุติการเมืองที่ล้มเหลวตนอยากบอกว่าหากการเมืองจะล้มเหลวก็ล้มตั้งแต่มีรัฐบาลชุดนี้แล้ว และสิ่งที่นายอภิสิทธิ์พูดเป็นพวกมือสากปากถือศีล

ทั้งนี้ยังมีเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตคือมีส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นแกนนำพันนธมิตรฯ ในการบุกยึดสนามบินแต่นายอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคกลับวางเฉยไม่กระทำการใดๆ นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งเป็นแบบเปลี่ยนขั้วนั้นยังเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้อำนาจทหารหรืออำนาจมืด สังเกตได้จากก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลนักการเมืองบางคนถูกนายทหารเรียกตั้วเข้าไปพบ จึงอยากเรียกร้องให้นายอภืสิทธิ์ทบทวนพฤติกรรมดังกล่าว และหลังจากนี้ตนจะส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯเอกอัครราชทูตแห่งประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายที่ประจำอยู่ในประเทศไทยด้วย

ด้านอ.วรพล กล่าวว่ามีนักวิชาการจำนวนมากที่เห็นบ้านเมืองประสบปัญหาอย่างในปัจจุบัน ก็ดีแต่พูดแล้วไม่ทำอะไร และตลอดเวลาที่ผ่านมาตนก็คาดการณ์เกี่ยวกับการเมืองผิดไปหลายเรื่องซึ่งตนเคยมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะพรรคพลังประชาชนเดิมนั้นเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากและเป็นเสียงที่ประชาชนเลือกมา
แต่มาวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เหตุผลเป็นเพราะว่ามีการเปลี่ยนขั้วนั่นเอง และสาเหตุที่นักการเมืองต้องเปลี่ยนขั้วนั้นตนทราบมาว่าส่วนหนึ่งมาจากการถูกข่มขู่ นั้นมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งที่คิดว่าที่มาของนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 นั้นได้มาเพราะการขู่กรรโชก การติดสินบนซึ่งขัดต่อจริยธรรมและรัฐธรรมนูญ เป็นการได้มาอย่างไม่ถูกกฎหมาย

ด้านดร.คณิน กล่าวว่าจากเหตุการณ์ที่ผ่านมามีความสูญเสียและเสียหายเป็นอย่างมาก แต่ผู้ที่จะต้องชดใช้ก็คือประเทศไทย ทั้งนี้ยังมีสถาบันตุลาการที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเปิดเผย เหล่าบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลายที่ถูก คมช.ตั้งขึ้นมาก็ทำตัวเป็นอำนาจที่ 4 ดดยอยู่เหนืออำนาจนิติบัญญัติซึ่งไร้ความเป็นกลาง กองทัพเองก็ถูกนักการเมืองใช้เป็นเครื่องมือ สื่อมวลชนก็เลือกข้าง ระบบพรรคการเมืองก้จะพังพินาศแม้แต่ในอนาคตพรรคประชาธิปปัตย์เองก็จะไม่เหลือ

หลังจากที่พรคประชาธิปัตย์ถูกทหารยึดอำนาจและตายไปจากความรู้สึกของประชาชนแล้วในขณะนี้ เจตจำนงของประชาชนที่มีความตั้งใจเลือกคนที่ตนหวังเข้ามาบริหารประเทศก็ไร้ความหมายการเมืองก็จะเป็นในรูปแบบอนาธิปไตยที่ไร้ขื่อแป

“สุดท้ายผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่ถึง 3 เดือนและโดยส่วนตัวผมคิดว่าวันที่มีการแถลงนโยบายเราไม่จำเป็นต้องไปปิดล้อมรัฐสภา เพราะวันนั้นจะมีการถ่ายทอดสดการแถลงนโยบายไปทั่วประเทศ ประชาชนก็จะรู้เองว่ารัฐบาลชุดนี้ทำเพื่อใคร”

ด้านน.พ.เหวง กล่าวว่าตนขอเรียกรัฐาลชุดนี้ว่า มิจฉาธิปไตย เพราะไม่ได้มาตามครรลองของประชาธิปไตย ทั้งนี้ตนอยากฝากถึง รมต.กระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ด้วย ว่าคิดว่ามีความเหมาะสมแล้วหรือเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นแกนนำเคยร่วมกับพันธมิตรฯบุกยึดสนามบิน

เมื่อนักข่าวต่างประเทศถามก็ยังตอบว่าการยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้นก็สนุกดี นั่นหรือคือคำตอบของคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวงการต่างประเทศ ตนอยากจะบอกให้ประชาชนคอยเฝ้าระวังรัฐบาลชุดนี้ซึ่งอยู่ภายใต้การบงการของพันธมิตรฯ ที่บอกว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองนั้นจะนำรูปแบบการเมือง 70/30 อย่างที่พันธมิตรร้องขอมาสานต่อ รวมถึงต้องคอยจับตาดูว่าจะมีการนิรโทษกรรมให้กับพันธมิตรด้วยหรือไม่

นักวิชาการรุมยำ‘กษิต’จุดอ่อนรัฐบาล

ที่มา ประชาทรรศน์

* จี้‘มาร์ค’เร่งเปลี่ยนตัว-ต่างชาติไม่ยอมรับ

“นักวิชาการ” ดาหน้ารุมยำรมต.สุวรรณภูมิ “กษิต ภิรมย์” ชี้ชัดเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล จี้นายกฯ เร่งเปลี่ยนตัวเพราะต่างชาติไม่ยอมรับแถมคำสัมภาษณ์ยังทำเอานานาชาติมองไทยเป็นตัวตลก ระบุหัวหน้ารัฐบาลต้องคุมพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด อย่าให้พูดจานอกลู่นอกทาง แต่ก็เป็นห่วง “อภิสิทธิ์” จะไม่กล้าขัดใจ เพราะเกรงกระทบความสัมพันธ์กลุ่มพันธมิตรฯ ที่เชื่อกันว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้แป็นรัฐบาล แนะทางที่ดี “กษิต” ต้องแจงท่าทีต่อธม.ให้ชัดว่าคิดอย่างไร ด้าน “เพื่อไทย” ที่มี “เฉลิม” เป็นหัวหน้าทีมชำแหละนโยบายรัฐบาล แย้มงานนี้รัฐมนตรีบัวแก้วอ่วมแน่

* ‘เฉลิม’ขู่วันแถลงนโยบายกษิตอ่วมแน่นอน

การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของนายกษิต ภิรมย์ ที่เชื่อ
กันว่ามาจากโควตาของกลุ่มพันธมิตรฯ อันเนื่องมาจากเคยมีบทบาทสำคัญบนเวทีม็อบโจมตีรัฐบาลโดยเฉพาะในการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เป็นข่าวประจานชาติบ้านเมืองไปทั่วโลก ได้ถูกแสดงความกังวลอย่างกว้างขวาง และหนักหนามากขึ้นเมื่อนายกษิต ยังออกมาแสดงท่าทีปกป้องกลุ่มม็อบผิดกฎหมาย และออกมาพูดหน้าตาเฉยเสมือนว่าการยึดสนามบินดังกล่าวเป็นเรื่องสนุกและเป็นความทรงจำที่ดี จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงคำพูดดังกล่าวว่ายังมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับหรือไม่ ทั้งในแง่วิธีคิดและการยอมรับนับถือจากนานาชาติ

นักวิชาการชี้ “กษิต”เป็นจุดอ่อน

นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านายกษิตถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ส่วนควรจะจี้ให้ออกหรือไม่นั้น ก็เห็นว่าควรจะออกจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ถ้าจะให้ดีควรต้องออกทั้งคณะรัฐมนตรี ควรยุบสภาแล้วคืนอำนาจให้แก่ประชาชนได้เลือกตั้งผู้บริหารประเทศใหม่

แต่หากมองอีกแง่หนึ่ง ก็ต้องบอกว่าดีทูตจากประเทศต่างๆ รวมทั้งชาวต่างชาติจะได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ นายกษิตได้กระทำสิ่งที่ชัดเจนให้ทั่วโลกได้เห็นว่าการที่มีรัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาได้ เพราะส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรฯ นายกษิตก็ต้องทำและกล่าวเป็นการตอบแทนบุญคุณพันธมิตรฯ เป็นธรรมดา

นอกจากนี้ นายสุธาชัย ยังกล่าวท้านายกษิตว่า เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้วก็ขอให้ดำเนินการกรณีเขาพระวิหารกับประเทศกัมพูชา ไม่ว่าจะเรียกร้องคืนมา จะส่งเรื่องฟ้องศาลโลกอะไรก็ตามแต่ แต่ขอให้ทำอย่างที่ขึ้นไปพูดบนเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ

พวกพันธมิตรฯ คงพูดกันไม่รู้เรื่อง

นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า โดยส่วนตัวไม่ได้ต้องการเรียกร้องให้มีการจี้ให้นายกษิตลาออก เนื่องจากมองว่าการที่จะเจรจาพูดคุยกับผู้สนับสนุน แกนนำ หรือกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ อย่างนี้ เป็นเรื่องยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผล เพราะเขาคงไม่เข้าใจ

“แต่คนที่เป็นรัฐมนตรีต้องระมัดระวังการพูดเป็นพิเศษ ในแง่หนึ่งหมายถึงรัฐบาลชุดนี้มีความคิดเห็นแบบเดียวกันหรือเปล่า รัฐบาลคงต้องตระหนักเรื่องนี้ให้ดี เพราะมันบอบบางมากกับความรู้สึกของต่างชาติ”

อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งนายอภิสิทธิ์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ควรจะรู้ดีว่าการตั้งรัฐบาลชุดนี้นั้นอยู่ภายใต้แรงกดดันจากหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งอยู่ภายใต้แรงกดดันของพันธมิตรฯ ด้วย หากนายอภิสิทธิ์ไม่มีทีท่าอ่อนให้ พันธมิตรฯกับรัฐบาลก็จะกลายเป็นศัตรูกันเอง

และการประกาศว่าจะเดินหน้าสร้างสมานฉันท์ แต่หากปล่อยให้คนในรัฐบาลคิดเช่นนี้หรือทำอย่างนี้ รับรองว่าการสร้างความเชื่อมั่น การกู้เกียรติภูมิชื่อเสียงของประเทศไทยกลับคืนมาเป็นเรื่องยากแน่นอน

ต้องแยกส่วนตัวกับบ้านเมือง

ผศ.ดร.วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมอเมริกันศึกษา กล่าวว่า ตามปกติแล้วนายกษิตเป็นคนที่มีความคิดเห็นเรื่องการเมืองค่อนข้างรุนแรงและแสดงออกอย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อวันนี้นายกษิตเข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะต้องแยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างเรื่องส่วนตัวและประเทศชาติ

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าว ตนคิดว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นคนแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เนื่องจากต้องคอยดูแลรัฐมนตรีไม่ให้ทำหน้าที่เกินขอบเขต หรือกระทำการอันจะนำไปสู่ความขัดแย้งของมวลชนทั้งสองขั้ว ซึ่งเราต้องยอมรับกันว่าประเทศไทยมีคนสองกลุ่มที่มีความคิดแตกต่างกัน ดังนั้นการทำงานของรัฐบาลจะต้องไม่ให้กระทบทั้งสองฝ่าย

จี้นายกฯเร่งปรับออกถ้าจำเป็น

“ผมมองว่านายกรัฐมนตรีต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และคอยกำชับไม่ให้รัฐมนตรีนำเรื่องราวส่วนตัวในอดีตมาปะปนกัน โดยเฉพาะเรื่องที่กำลังเป็นเผือกร้อน เพราะอย่าลืมว่าหน้าที่ของรัฐมนตรีจะต้องทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นต้องแยกบทบาทให้ถูก อย่าทำให้ประชาชนมองว่าทำเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”

ผศ.ดร.วิบูลย์พงษ์ กล่าวว่า แม้นายกษิตจะเคยอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน ซึ่งตนยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวมีผลต่อความรู้สึกประชาชนมาก เนื่องจากการยึดสนามบินทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลทั้งเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น แต่เวลานี้หากมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะกดดันให้นายกษิตออกจากตำแหน่งนั้นตนมองว่ายังไม่ถึงเวลา เพราะรัฐมนตรีเพิ่งได้รับการแต่งตั้ง ควรปล่อยให้พิสูจน์ฝีมือสักระยะหนึ่งก่อน

อย่างไรก็ตาม หากนายกษิตทำงานไปได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ต่างประเทศไม่ให้การยอมรับ ก็เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการเข้าไปตัดสินใจอะไรบางอย่าง เพราะนายกรัฐมนตรีต้องทำให้ประเทศชาติสงบสุข

นักวิชาการจี้แจงท่าทีต่อพธม.

นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่าการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องสนุก ว่า ท่าทีของนายกษิต เป็นที่จับตาของสื่อทั้งในและต่างประเทศ

เพราะรัฐบาลนี้ต้องบริหารประเทศบนความขัดแย้ง หากมีข้อสงสัยว่าจะโน้มเอียงไปทางฝ่ายใดมากเกินไปจะทำให้สังคมไม่มั่นใจ ดังนั้น ถึงเวลาที่นายกษิตต้องรีบชี้แจงโดยอาจจะเปิดแถลงข่าวแสดงจุดยืนที่มีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ชัดเจน ซึ่งการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ นั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของพันธมิตรฯ เสมอไป นักวิชาการหลายคนที่ขึ้นไปพูดในเรื่องวิชาการแล้ว เมื่อลงจากเวทีก็ไปมีบทบาทอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ

วันแถลงนโยบาย “กษิต” อ่วมแน่

ขณะเดียวกันทางด้านพรรคเพื่อไทย มีการประชุมเตรียมการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมพรรคคงจะได้ข้อสรุปตัวบุคคล โดยพรรคจะทำงานเป็นทีม ไม่เป็นฝ่ายค้านแบบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำงานไม่มีรูปแบบ และการอภิปรายของฝ่ายค้านในวันแถลงนโยบายรัฐบาล ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากพรรคให้เป็นผู้นำในการอภิปรายจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง หลายเรื่องจะแจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ อย่างนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์เคยออกมากล่าวโจมตีรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนมาตลอด แต่วันนี้กลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องสานต่อทั้งที่วิจารณ์มา 7-8 ปี

ในฐานะที่พรรคให้เป็นผู้นำในการอภิปราย วันนั้นคงมีหลายเรื่องที่สนุก อย่างนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปพูดได้อย่างไร ม็อบปิดสนามบิน ไม่มีอะไร แค่เพลงเพราะ อาหารอร่อย ไปพูดอย่างนั้นความเชื่อมั่นต่างชาติจะเอามาจากไหน โดนจองกฐินไว้เยอะ ทั้งที่การยึดสนามบินต่างชาติเขามองว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างมาก

ถามอนุญาตม็อบปิดสนามบินหรือไม่

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่ากรณีที่ให้สัมภาษณ์ว่าการปิดสนามบินทั้ง 2 แห่งไม่ส่งผลกระทบ ซึ่งจะทำให้ต่างชาติเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าจดจำ อย่างไรก็ตาม ตนยืนยันว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านไม่ให้เพื่อนสมาชิกผิดหวัง

“สำหรับ รมว.ต่างประเทศ ท่านอย่าคิดว่าเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นอดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงวอชิงตันดีซี แต่อย่าลืมว่าเมื่อท่านมารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ จะต้องสื่อต่อสายตาชาวโลก แต่รมว.ต่างประเทศกลับไปบอกว่าการชุมนุมปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ เป็นเรื่องดีที่น่าจดจำ ผมคิดว่ารมว.ต่างประเทศจะต้องชี้แจงว่าจะอนุญาตให้ม็อบปิดสนามบินได้หรือไม่”

จี้นายกฯปลด"กษิต"พ้น รมต.

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จากการที่นายกษิต ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง เป็นความทรงจำที่งดงาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะถือว่าการบุกยึดสนามบินทั้ง 2 แห่ง เป็นการทำร้ายคนไทยทั้งประเทศ โดยหากนายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะถือว่าเห็นด้วยกับการบุกยึดสนามบิน และกลุ่มคนเสื้อแดงจะเดินทางไปชุมนุมที่กระทรวงการต่างประเทศแทน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะขีดเส้นกำหนดเวลาหรือไม่ว่า นายกฯ ควรปลดนายกษิตเมื่อไร นายจตุพร กล่าวว่า คนชั่วไม่สมควรจะบริหารประเทศ แม้แต่เพียงวันเดียว เพราะไม่สิทธิ์เป็นรัฐมนตรีว่าการประทรวงการต่างประเทศ การบุกยึดสนามบินเท่ากับเป็นการก่อการร้าย ไม่เข้าใจว่าทำไม สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับไม่ทำอะไรเลย แต่กลับมาจับกุมคนเสื้อแดงแทน

จ่อเปิดเวทีซักฟอกหน้าสภา

ทั้งนี้ ในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ตนก็จะขออภิปรายในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งเรื่องการหนีทหารของนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงการจัดรายการ "ความจริงวันนี้สัญจร ภาคสนามหลวง" ในวันที่ 28 ธันวาคม ว่าเป็นการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่สนามหลวง กำลังหารือว่า จะมีการเคลื่อนขบวนไปหน้ารัฐสภาในคืนดังกล่าวเลยหรือไม่ โดยจะมีการหารือและแจ้งข้อสรุปใน2-3 วันนี้ เพราะประเมินว่าแม้ไม่มีแกนนำประชาชนก็จะไปกันอยู่แล้ว แต่จุดยืนของกลุ่มจะไม่มีการขัดขวางการประชุม เป็นเพียงการชุมนุมแสดงสิทธิ แสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งนี้ในส่วนการโฟน อิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังไม่ได้มีการประสานและหาข้อสรุปในเรื่องนี้ ส่วนการเคลื่อนขบวนแบบดาวกระจายไปปิดล้อมสถานที่ราชการนั้น ทางกลุ่มคงไม่ใช้วิธีการแบบที่กลุ่มพันธมิตรฯทำ แต่เห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศนั้นไปวันไหนก็ได้ และยอมรับว่าก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง

รัฐบาลควรยุบสภาโดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันที่ 29 ธค.ของกลุ่มเสื้อแดง มียุทธศาสตร์อะไรที่เป็นเป้าหมายการเมืองที่ชัดเจน นายจตุพร กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นชัดแล้วว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ปล้นอำนาจประชาธิปไตย และปล่อยฝ่ายทหารมาแทรกแซง แต่ยืนยันว่า จะเป็นการชุมนุมโดยสงบ ไม่ใช้วิธีรุนแรงแบบพันธมิตรฯ และรัฐบาลชุดนี้ควรรีบยุบสภาโดยเร็วเพราะไม่มีความชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศของนายกษิต ภิรมย์ เพราะก่อนหน้านี้นายกษิตได้เคยกล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ พร้อมกับปราศรัยโจมตีรัฐบาลในกรณีการลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช

โดยครั้งนั้นนายกษิต ระบุว่ารัฐบาลชุดนายสมัครเป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยเสียดินแดนให้กับประเทศกัมพูชาเพิ่มเติม และต่อว่าประเทศกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง และได้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ กระทั่งความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา

“มาร์ค” ย้ำกษิตทำตามแนวรัฐบาล

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ที่ทำเนียบรัฐบาลตอบข้อซักถามกรณีที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า การปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุกมากอาหารดี ดนตรีไพเราะ โดย นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงว่าตนเองไม่ได้อ่านสิ่งที่นายกษิตพูด จึงไม่สามารถให้ความเห็นได้

แต่เมื่อถูกถามว่าหลายฝ่ายมองว่านายกษิตมีบทบาทในเวทีพันธมิตรฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การไปพูดในที่ชุมนุมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ข้อมูลข่าวสารแต่ที่เลือกนายกษิต มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพราะเป็นผู้มีความสามารถมีประสบการณ์ และเคยเป็นเอกอัครราชทูตในหลายประเทศสามารถทำงานได้ทันที ซึ่งเมื่อรับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีก็ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลคือการสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ ส่วนตัวไม่เห็นเหตุผลที่นายกษิตจะไม่ทำตามนโยบายหลักของรัฐบาล

นายกฯลั่นจัดการม็อบตามกม.

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ แถลงภายหลังการประชุมครม.ถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศจนทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นตัวตลก โดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ว่าการปิดสนามบินเป็นเรื่องสนุก ว่า ตนได้พูดชัดเจนแล้วว่านโยบายรัฐบาลคือการรักษากฎหมาย เพราะฉะนั้นการกระทำใดๆที่เกี่ยวข้องกับการปิดสนามบินจะต้องนำข้อเท็จจริงออกมา และทางเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา

ส่วนการแสดงความคิดเห็นของรัฐมนตรีต่างประเทศนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเลี่ยงว่า ตนไม่แน่ใจว่าเป็นการตอบคำถามหรือบริบทใด แต่ได้ย้ำไปแล้วว่าการแสดงความคิดเห็นของรัฐมนตรีทุกคนจะต้องคำนึงถึงนโยบายและจุดยืนของรัฐบาลที่กำหนดเป็นภาพรวม หากไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องดำเนินการต่อไป

รมต.สุวรรณภูมิเข้ากระทรวง

ขณะเดียวกัน นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เวลา 09.00 น. นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางเข้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมอบนโยบายให้กับข้าราชการ ซึ่งนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เตรียมวาระงานของกระทรวงที่มีความสำคัญเร่งด่วนตามลำดับ โดยเชื่อว่า นายกษิต เคยเป็นอดีตข้าราชการกระทรวง ได้รับฟังรายละเอียดงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจ และสานต่องานในกระทรวงได้ทันที

“ภัย”ในเมืองสุราษฎร์ธานี(2)

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ภัยแผ่นดิน

โดย ชัยอารีย์

บ้านเกิดผมอยู่บ้านเดียวกับท่าน รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ!

ขออนุญาตเอ่ยแอบอิงท่านไว้นิดหนึ่ง ทำให้เกิดความอบอุ่นใจ ในฐานะ “คนบ้านเดียวกัน” มีอำนาจวาสนาเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านในเมืองขณะนี้ ผมก็พลอยได้หน้าจากท่านด้วย ว่างั้นเถอะ!

แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับผมหรอก...ความสำคัญอยู่ที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ในบ้านในเมือง เขาเกิดความรู้สึกดีๆ กับตัวท่านมากๆ ท่านก็ต้องแสดงบทบาทในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนไว้อย่างมั่นคงก็แล้วกัน

เอาเป็นว่า...ต่อจากนี้ไป ผมจะใช้เวทีแห่งนี้ ทดสอบผลงานของท่านดูไปพลางๆ ก่อน เพราะอำนาจของท่าน รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ สำคัญนัก

สามารถชี้เป็นชี้ตายไปได้ทั่วแหละ...ที่สำคัญกว่านั้นอีกก็มีเหลือล้น เป็นต้นว่า วงการตำรวจทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับหัวแถว จรดหางแถว ต่อไปนี้ จะมีคนในเครื่องแบบดังกล่าว เดินคลอเคลียอยู่รอบข้างท่าน จนแทบจะมองไม่เห็นหัวชาวบ้านก็ได้

เอาเป็นว่า น่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ในการหยิบยื่นความถูกต้องไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง...ได้หรือไม่ ต้องรอติดตามกันต่อไป

เรื่องแรกที่ผมอยากจะรบกวนท่าน...เป็นเรื่องความเป็นความตาย ในอนาคต ของประชาชนในจังหวัดของท่านนั่นแหละครับ
ผมขึ้นต้นให้ท่านรู้ไว้นิดหนึ่ง...ท่านคงนึกออก และมองเห็นทันทีว่า เรื่องต่อไปนี้ คืออะไร...

คือ...เหมืองแร่ยิปซั่ม ที่ผุดขึ้นในพื้นที่ อ.กาญจนดิษฐ์ บริษัทของผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ มีหุ้นส่วนที่มีทั้งนักการเมืองและนายทุนต่างถิ่น เข้ามายึดครองสัมปทาน เขาก็ทำกันไปตามขั้นตอน ระเบียบบ้านระเบียบเมือง ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวมสักเท่าไร
โดยเฉพาะ...ก่อนมีการออกในอนุญาตให้กับบริษัทนายทุนดังกล่าว ก็มองข้ามหัวชาวบ้านไปฉิบ

ไม่มีการสอบถาม หรือทำประชาพิจารณ์ใดๆ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น...เพียงแค่วิ่งสายตรง ข้ามหัวชาวบ้านไป จบที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ด้วยการใช้เงินเป็นใบเบิกทาง
บัดนี้...ภูเขาหลายลูก ถูกขุด-เจาะ-ระเบิด นำเอาแร่อันมีค่าเหล่านั้น ออกมาสู่ตลาดโลกไปแล้วจำนวนมาก
มากขึ้นทุกวัน...คือผลกระทบที่ตามมา ทั้งด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มลพิษแผ่กระจายไปยังหมู่บ้านประชาชน
ต.ป่าร่อน หมู่ที่ 4 ต.ช้างซ้าย หมู่ที่ 12 คือเส้นทางที่นายทุนลำเลียงแร่ยิปซั่มออกมา
บริเวณพื้นที่ดังกล่าว...เดิมเป็นป่าทึบ มีภูเขาสลับซับซ้อน มีบ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก เป็นที่อยู่อาศัย และสวนยางพารา กับสวนปาล์ม

พื้นที่ภูเขาลูกหนึ่ง ถูกเจาะด้วยระเบิดทำลายใต้ดิน และขุดเจาะลงไปอีก จนกระทั่งความลึกสุดลูกหูลูกตา รอบๆ ภูผาริมเขาแห่งนั้น

ลองคิดดูเถอะ...เส้นทางขนส่งแร่ก็ดี พื้นที่เจาะขุดแร่ก็ดี ต้องผ่านบ้านเรือน ตลาดสด ย่านชุมชน ที่ถนนหนทางแต่ละเส้นทาง เป็นเส้นทางที่ประชาชนผ่านเข้า-ออกเป็นประจำ บัดนี้กลายเป็นหลุมเป็นบ่อ กลายเป็นจุดอันตรายสำหรับคนสัญจรไป-มา และเกิดอุบัติเหตุ มีคนตาย และบาดเจ็บ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ทางราชการ...ไม่ว่าจะเป็น อ.กาญจนดิษฐ์ ทาง จ.สุราษฎร์ธานี ตำรวจท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบต. ก็คิดนอกใจชาวบ้าน ไปเป็นทาสนายทุน ยืนเคียงข้างความไม่ถูกต้องตลอดมา

ที่น่ารังเกียจก็คือ...นักการเมืองระดับชาติ เขาว่ากันว่า เป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแท้ๆ
ชาวบ้านพึ่งพาอาศัยไม่ได้เลย...แล้วยังเข้าไปมีหุ้นส่วนสำคัญกับการทำลายธรรมชาติอย่างร้ายแรงตรงนั้นกับเขาด้วยครับ

ท่านรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ลองเปิดบัญชีรายชื่อดูหน่อยเถอะครับ...บางทีชื่อคุ้นหูอยู่ใกล้ๆ ท่าน ไปร่วมกันทำร้ายประชาชนด้วยก็ได้นะ

มาร์คเพื่อนร่วมโลกของผม..เหยียบย่ำชีวิตนักเรียนไทย

ที่มา Thai E-News



โดย คุณnum
ที่มา บอร์ดประชาไท
24 ธันวาคม 2551


จำได้ว่าเราอยากไว้ผมยาว
ทำหล่อ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป
แต่ต้องยอมเกรียนหัวเขียว
เพื่อต้องเรียน ร.ด. รักษาดินแดน
จะได้ไม่ต้องถูกเรียกไปเกณฑ์ทหารจับใบดำใบแดง

ต้องซื้อเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า
ไปเรียนแถวชิด วินัยทหาร
เข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งยังต้องเรียน ร.ด ปีที่สาม
กำลังเหล่สาวเชียว
แต่ก็ต้องยอมหัวเขียวอีก

หากตัดผมไม่สั้นพอชนิดเห็นหัวเขียว
ครูฝึกก็ไล่ไปตัดเพิ่มจนแสบหนังหัว
ต้องมีสภาพกลัวครูฝึกหงอ เลยทีเดียว
ต้องไปเรียนทุกอาทิตย์ๆละวัน
ต้องไปฝึกภาคสนามที่เขาชนไก่ เมืองกาญจนบุรีอีกสิบวัน
ต้องอาบน้ำตามนกหวีดที่ครูฝึกเป่า ห้าครั้งหรือหกครั้ง
ต้องคลานลงโคลน
ต้องถูกโยนบก
ต้องตากแดด
ต้องแบกปืนเก่าๆหนักๆ อย่าง ปลย. 11
ต้องฝึกยิงปืน
ต้องปีนป่าย
ต้องกระโดด
ต้องถูกยึดพื้น ทั้งๆที่ไม่ได้ทำผิด แต่ลูกแถวทำผิด
เลยต้องโดนทั้งหมด
เราสนุก
เราเรียนรู้
เราเหนื่อย
เรารักครูฝึก
เราถูกโกงค่าอาหาร
เราถูกโกงค่าเบี้ยเลี้ยง
เราถูกให้ลงชื่อในเอกสารกรณีบาดเจ็บหรือตาย
ก็ไม่สามารถเอาผิดกับกองทัพหรือกับใครๆได้

เราชอบชีวิตที่มีวินัยอย่างทหาร
เราได้ไปโดดร่มจากบอลลูน
เราได้สวนสนาม
เราได้ปีกติดหน้าอก
เราได้เหรียญแม่นปืนสีแดง สีน้ำเงิน
เราได้แต่งเครื่องแบบที่น่าภูมิใจ
เราผ่านกระบวนการต่างๆนี้มาอย่างภูมิใจ
ไม่ต้องจับใบดำใบแดง

ถ่ายรูปหล่อๆไว้ใบหนึ่ง
ส่งมาให้พ่อกับแม่ดู
กลับมาบ้านเกิดวันหนึ่ง
เห็นในกระเป๋าพ่อมีรูปๆหนึ่ง
เอะ รูปเรานี่หว่า
พ่อเขายังเอามาใส่กระเป๋าพ่อเลย
วันนี้เครื่องแบบเหล่านั้น เรายังเก็บไว้อยู่

เพื่อนเรา
สอบได้คณะแพทย์ศาสตร์
ขณะกำลังเรียนอยู่ปีที่หนึ่ง
ยังต้องเรียน ร.ด. อยู่อีกเช่นกัน
เหตุผลก็เหมือนๆคนทั่วไป
ที่เรียน ร.ด. จะได้ไม่ต้องไปจับใบแดง

วันหนึ่งขณะที่ฝึกภาคสนาม
เพื่อนเหนื่อยมาก
นั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้
อาศัยร่มเงามัน
สูดหายใจลึกๆจะได้หายเหนื่อย

ครั้นจะบอกครูฝึกก็เกรงกลัว
เกรงใจ เกรงเพื่อนๆจะว่าเอาเปรียบ
สักพัก..
เพื่อนผมก็สิ้นใจตาย
เขาหัวใจวาย

หัวใจคนที่เป็นพ่อเป็นแม่แตกสลายทันทีที่รู้ข่าว
เพื่อนๆไปงานศพกัน
เขาเป็นคนใจดีโอบอ้อมอารี
ชอบช่วยเหลือเพื่อนๆเสมอ
เราจำได้ เพื่อนเรา....นาย.....

วันนั้นถ้าเพื่อนยังไม่ตาย
วันนี้
เพื่อนคงจบหมอ หรือ เป็นอาจารย์หมอ
รักษาคนไข้ได้เยอะแยะมากมาย
ได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้
ได้เที่ยวจีบสาว
ได้บวชเรียนทดแทนคุณพ่อแม่
ได้แต่งงาน
ได้มีลูก
ได้มีหลาน
ได้ดูแลบุพการี พ่อแม่ ญาติพี่น้อง
ได้ทำหน้าที่ตามทิศทั้งหก
พรุ่งนี้ผมจะไปวัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เพื่อนคนนี้

............
มาร์ค เพื่อนร่วมโลกของผม
เกิดในตระกูลคนมีเงิน
มีชื่อเสียง
พ่อเป็นหมอ
ได้ไปเรียนต่างประเทศไกลๆอย่างอังกฤษ
ได้แต่งตัวดีๆ
ได้กินอยู่ชนิดไม่อัตคัดขัดสน
ไม่ต้องกินมาม่าหรือกล้วยหอมแทนข้าว
เวลาไม่มีเงิน

หรือต้องไปอาศัยข้าวก้นบาตรวัด
ไม่ต้องเดินตามหลวงพี่ยามเช้าเวลาบิณฑบาต
ไม่ต้องคอยเช็ดถูพื้นโบสถ์
ไม่ต้องขัดห้องน้ำวัด
ไม่เคยกินผักบุ้งริมหนองผัดน้ำมันกับข้าวเปล่า
ประทังชีวิต

ได้เรียนรู้วัฒนธรรมอารยะ ตัวอย่างประชาธิปไตย
จากประเทศอังกฤษ
ได้กลับมาเมืองไทยอย่างภาคภูมิพร้อมใบปริญญา
ได้สมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย
ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่เรียนมา
ได้ไม่ต้องจับใบดำใบแดง
ได้ไม่ต้องโกนหัวเป็นไอ้หัวเกรียนหัวเขียว
........

มึงรู้จักไหม
คำว่า เอารัดเอาเปรียบ
คำว่าคุณธรรม จริยธรรม

ไอ้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ปรีดี ผู้สร้างทฤษฎี ... ป๋วย ผู้นำทฤษฎีสู่ปัญญาชน ... ทักษิณ ผู้นำทฤษฎีไปใช้สู่รากหญ้าและมหาชน

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ปีศาจเงินตรา
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
23 ธันวาคม 2551

ผมมักได้รับการต่อต้านและตำหนิ จากหลายๆ ความเห็นเสมอ ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

เป็นคำตำหนิในเชิงไม่เห็นด้วย ที่นำคุณทักษิณไปเปรียบเทียบกับอาจารย์ปรีดี เป็นเรื่องยากที่จะเปรียบเทียบ 2 คน ที่อยู่ในช่วงเวลาห่างกันครึ่งศตวรรษว่า มีคุณค่าแก่สังคมไทยอย่างเอนกอนันต์ไม่แพ้กัน

ทุกวันนี้ ผมก็ยังยืนยันความคิดเดิมเสมอว่า คุณทักษิณเป็นบุคคลที่สำคัญมากๆ ซึ่งผมถือว่า เป็นคนที่ 3 ที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองไทยอย่างมากที่สุด และเป็นผู้ที่ทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ในระดับ "ปรากฏการณ์"

การมองและอธิบายว่า ทั้ง 3 คน จะเหมือนหรือแตกต่าง คงไม่ใช่ประเด็นที่ควรจะเป็นไป แต่การมองทั้งสามคนในเชิงบทบาทสำคัญต่อยุคสมัย และเป็นผู้ทำให้เกิดกระบวนการต่อเนื่องนั้น น่าจะตรงประเด็นกว่า

แนวคิดประชาธิปไตยของไทยนั้น อ.ปรีดี เป็นหนึ่งในจุดเริ่มที่สำคัญมาก อ.ปรีดี มีบทบาทสำคัญมาก ที่ทำให้แนวคิดประชาธิปไตยไทย ได้เข้าสู่ชนชั้นนำในสังคม แต่ด้วยเหตุที่การเปลี่ยนแปลงเมื่อ 2475 นั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่คนมีส่วนร่วมน้อยมาก ผลลัพธ์ก็จึงออกมาแบบที่เราเห็น

ผมคิดว่า อ.ป๋วย ได้พาสังคมไทยไปไกลมากขึ้น เพราะประชาธิปไตยได้แพร่เข้ามาสู่ปัญญาชน และชนชั้นกลาง ฐานของจำนวนพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง กว้างขวางมากขึ้นอย่างมาก และพลังของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น ก็ยังได้ส่งทอดมายัง พค 2535 และส่งทอดมาถึงอุดมการณ์ของพรรคไทยรักไทย

ซึ่งการเกิดขึ้นของพรรคนี้ พร้อมคุณทักษิณ ได้ทำให้เกิด "ปรากฏการณ์" ในระดับที่ 3

คุณทักษิณไปได้ไกลกว่า ทั้ง อ.ป๋วย และ อ.ปรีดี มันเหมือนกับว่า คุณทักษิณรับไม้มา แล้ววิ่งต่อและวิ่งต่อโดยมีแรงหนุนจากทั้งอุดมการณ์ และผู้คนที่เป็นผลผลิตจากยุคสมัยของทั้ง อ. ปรีดี และ อ.ป๋วย

คุณทักษิณ ทำให้ประเทศทั้งประเทศและประชาชนทั้งหมด เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง และการใช้อำนาจอย่างตื่นตัว

ประชาธิปไตย ได้เดินลงไปสู่ทุกครัวเรือน และผู้คนทั้งประเทศได้ตื่นขึ้นมา ผมคิดว่า สิ่งสำคัญที่คุณทักษิณได้บอกประชาชนก็คือ "คุณเป็นเจ้าของประเทศ และพวกคุณมีสิทธิ"

การต่อสู้ของ อ.ปรีดี และ อ.ป๋วยได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แต่การต่อสู้ของคุณทักษิณ เพิ่งจะจบบทที่ 2 ลงไป ทุกวันนี้ เพียงอ่านหน้าข่าวต่างๆ ก็จะพบว่า คุณทักษิณ ยังมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยอย่างมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม

คุณทักษิณเป็นทั้ง ผู้นำ เป็นสัญลักษณ์ เป็นแสงสว่าง เป็นปีศาจ เป็นเงา เป็นความหวาดกลัว และบางครั้งก็เป็นถึงตัวแทนของอุดมการณ์ และเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับผม คุณทักษิณยังเป็นความหวังอีกด้วย

การเข้ามาครองอำนาจแบบนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณ

การตัดสินใจเดินหมากแบบนี้ ผมไม่ทราบได้ว่า พลาดเพราะคิดพลาด หรือว่าพลาด เพราะเคยชินกับการกระทำแบบนี้ ผมคิดว่ามันดันทุรังเกินไป จ่ายแพงเกินไป จนไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยกับอำนาจรัฐที่ได้มา

หลังจาก ครม.อภิสิทธิ์ ที่ขี้เหร่เหลือประมาณ ประชาชนก็เริ่มจะโหยหาคุณทักษิณมากขึ้น และผมเชื่อว่า ปีหน้า สถานการณ์ประเทศจะยิ่งเลวร้ายลง และคุณทักษิณจะกลายเป็นคนที่ประชาชนคิดถึงที่สุด และโหยหาที่สุด

การโหยหาและไขว่คว้า เป็นกุญแจสำคัญ ไปสู่ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลง ก่อนจะเปลี่ยนแปลงอะไรดีๆ อุดมการณ์และจิตใจมันต้องมาก่อน นั่นคือสิ่งที่ อ.ปรีดี และ อ.ป๋วยทำไว้ และยังไม่สำเร็จทั้งหมด และคุณทักษิณกำลังทำมันต่อ ร่วมกับพวกเราทุกคน

ผมถือว่านี่คือ "ปรากฏการณ์" มันเป็นกงล้อประวัติศาสตร์ ที่มันต้องหมุนไป ไม่ใช่ว่าใครที่ไหนก็ได้ จะสามารถฝืนมันได้

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง เพราะมันต้องเปลี่ยน

ร.ศ.๑๓๐:ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ

ที่มา Thai E-News


ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ-คณะทหารหนุ่มที่วางแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์ ไปเป็นระบบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หรืออาจถึงขั้นเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ แต่แผนแตกกลายเป็นกบฎ 1ในคณะบันทึกไว้ว่า"แต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ"


ที่มา หนังสือชีวประวัติร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์
23 ธันวาคม 2551
*อ่านรายละเอียดกรณีร.ศ.130ได้ที่นี่


ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญโดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆไป..ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน


หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากความเรียงเรื่อง"ฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง"ในหนังสือ อัตชีวประวัติของร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ ผู้นำคนหนึ่งของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ร.ศ. ๑๓๐ ซึ่งฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าว เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๔ หรือเมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีที่แล้ว คณะนายทหารหนุ่มไม่พึงพอใจระบบปกครองรัฐบาลกษัตริย์ของพระมงกุฎเกล้าฯ รัชกาลที่๖ จึงได้เตรียมการจะยึดอำนาจแบบเดียวกับหมอซุนยัดเซ็นยึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์ราชวงศ์ชิงในจีน โดยวางแผนจะทำการในวันที่1เมษายนในวัดพระแก้ว แล้วให้กษัตริย์มาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หากไม่ยอมก็จะเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ อย่างไรก็ตามแผนการรั่วไหล และคณะนายทหารหนุ่มถูกกวาดล้างกลายเป็นกบฎเสียก่อน

ฉากคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร..วัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก)


กรณี *เอาเรื่อง* ที่จะเกิดขึ้นก็โดยที่คืนวันหนึ่ง ในราวปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) คืนวันนั้นข้าพเจ้าเข้านอนแต่หัวค่ำ พอนอนเต็มตื่นราวเวลาตี ๑ เศษ ก็ลืมตาขึ้น พบ ๒ สหาย [นายร้อยตรีเหรียญ ศรีจันทร์ และนายร้อยตรีจรูญ ษตะเมษ-บ.ก.] นั่งชนหัวสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบา พร้อมด้วยขวดสุราวางอยู่กลางโต๊ะ ส่วนเตียงข้างเคียง นายทหารเวรประจำการกำลังนอนหลับอยู่

นายทหารในกองปืนกลเวลานั้น มีคนที่ชอบนอนประจำไม่กลับบ้าน ก็คือคุณจรูญกับข้าพเจ้าเสียโดยมาก นอกนั้นพอเลิกงานแล้วก็กลับกันหมด ต่อรุ่งเช้าจึงมาทำงาน เพราะต่างก็มีบุตรภรรยาเข้าวัยครองเรือนด้วยกันแล้ว เว้นแต่ผู้ที่เป็นเวรจึงต้องนอนค้าง ฉะนั้นเตียงหนึ่งจึงต้องจัดเป็นของเวรประจำการ และคุณจรูญกับข้าพเจ้าบางคืนก็ต้องนอนด้วยกันหากมิใช่เวร

คืนวัน *เอาเรื่อง* นั้น คุณจรูญมิใช่เวร ข้าพเจ้าจึงคิดว่าเขาคงต้องการฆ่าเวลาให้เกิดความง่วงเสียก่อนจึงจะเข้านอนเมื่อข้าพเจ้าเห็นเขาคุยทนเช่นนั้นแล้ว ก็ลุกไปชำระกาย โดยตั้งใจจะมาร่วมวงด้วย แต่ก่อนจะเข้าร่วมวง ข้าพเจ้าโดยอัธยาศัยมักจะขออนุญาตเสียก่อน พลางเล่นปนจริง จึงได้กล่าวขึ้นเป็นใจความว่า *มีเรื่องอะไรกันหรือ คุยอยู่จนดึกจนดื่น เข้าร่วมด้วยคนซิ*

เขาทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองข้าพเจ้า พร้อมกับกล่าวรับรองต้อนรับตามเคยแต่ครั้งนี้แทนที่จะคุยสนุกโปกฮา ดูสีหน้าตึงเครียดอย่างเอาจริงเอาจัง คนหนึ่งได้เริ่มคำพูดขึ้นว่า เรื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมืองอยากจะร่วมด้วยก็เอา ข้าพเจ้าซึ่งมีหัวคนหนุ่มอยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าอย่างอารยประเทศทั้งหลายอยู่แล้ว ทั้งประเทศเพื่อนบ้านคือจีนก็กำลังเกิดเก๊กเหม็งเกรียวกราว เป็นเหตุกระตุ้นเตือนหัวใจคนหนุ่มให้เร่งเร้าอยู่ซึ่งเป็น *เรื่องของการเมืองหรือของโลก* มาอย่างนี้ทุกสมัยตามประวัติการณ์

ข้าพเจ้าจึงเข้าร่วมวง ขอทราบเหตุผลและวัตถุประสงค์ของเพื่อนต่อไปเขาทั้งสองก็ผลัดกันสาธยาย เขากล่าวย้อนขึ้นไปถึงเรื่องเดิมตั้งแต่เราอยู่ ร.๑๑ ในวังหลวงมาด้วยกัน เคยนำทหารไปตั้งแถวเกียรติยศหน้าพระที่นั่งจักรีอยู่เสมอ ได้เห็นเหตุการณ์อันทหารถูกเหยียดหยามมาแล้วอย่างไรบ้าง ความเป็นไปในราชสำนักเป็นอย่างไร ความหมดเปลืองเงินแผ่นดินไปในทางมิชอบด้วยเหตุผลมีอย่างไร การแบ่งชั้นวรรณะในระหว่างบุคคลมีขึ้นอย่างไร ความเคารพนับถือบุคคลที่ทรงวัยวุฒิเสื่อมทรามอย่างเหลวแหลกอย่างไร ข้าราชการกำลังทำงานเอาแต่ตัวรอดไปวันหนึ่งๆ โดยมิได้คิดถึงประเทศชาติที่รักของเขาด้วยเหตุไร ราษฎรพลเมืองกำลังขาดแคลนความบำรุงในเรื่องการอาชีพและความสุขใจสบายกายสถานใดบ้าง

เฉพาะชาวไร่ชาวนาหากธรรมชาติไม่ช่วยในปีใดก็หมดมือหมดเท้า บางคราวก็ถึงอดอยากยากแค้นทั่วๆ ไป แต่ส่วนภาษีอากรสิมีแต่เพิ่มทวีขึ้นทุกๆ ปี ไม่เคยปรากฏว่าได้ลดราวาศอกอะไรลงเลย มิหนำซ้ำบางครั้งยังถูกผู้รักษากฎหมายใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตของกฎหมายเสียอีก ย่อมเป็นความเดือดร้อนใจชนิดพูดไม่ออกฯลฯ

ลักษณาการเหล่านี้ก็เนื่องจากการปกครองเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง มักกดการศึกษาของพลเมืองอยู่เสมอ เพื่อมิให้มีสติปัญญาฉลาดเทียมทันพวกเขา การปกครองประเทศ ถ้าใช้แบบหัวเดียวทำงานทั้งแผ่นดินมันจะสู้หลายหัวช่วยกันทำได้อย่างไร และทุกคนก็เป็นเจ้าของแผ่นดินโดยธรรมชาติมาแต่ดึกดำบรรพ์ ย่อมมีความรักประเทศชาติอันเป็นที่เกิดที่อยู่ของเขามาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด เขาย่อมรักอย่างสุดชีวิต และคิดอยากจะให้เจริญรุ่งเรืองที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

ดูแต่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเราสิ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งได้เปิดท่าคบค้ากับฝรั่งสมัยใกล้ๆ กับเรา แต่ความเจริญรุ่งโรจน์ได้ก้าวหน้าไปไกลลิบ แทบจะเปรียบกันไม่ได้เลย นี่เมืองจีนก็เอาอีกแล้ว ท่านหมอซุนได้กอบกู้ชาติพร้อมด้วยคณะอย่างไม่เกรงต่อความทุกข์ทรมานใดๆ และที่ตายไปแล้วก็ไม่น้อย ถ้าเทียบการกระทำของคณะเก๊กเหม็ง กับหากเราจะกอบกู้ชาติไทยของเราบ้างในขณะนี้ เราอาจจะทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะพวกยโสกำลังลืมตัวสนิท ขอแต่ให้เราเป็นต้นคิด คิดแล้วอย่าท้อถอย ก็ต้องสำเร็จแน่ๆ

ถ้าและเวลานี้พวกเราทหารไม่ทำ ใครเล่าจะกล้าลงมือทำ ค่าที่ไม่มีอาวุธและสมัครพรรคพวกเป็นกำลังเลย การทำที่เป็นวัตถุประสงค์ของเราก็คือ จะเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (แอ๊บสะลูตมอนากี้) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบญี่ปุ่น (ลิมิเต็ดมอนากี้) หรือแบบฝรั่งเศส (รีปับลิก) เพื่อให้ราษฎรได้ใช้เสียงในการปกครองประเทศของเราเองด้วย

แม้ราษฎรจะยังไม่เข้าใจในเรื่องการปกครอง เราก็พอจะให้การศึกษาอบรมเป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไปได้ ดูพลทหารที่ปกครองอยู่ในขณะนี้ เมื่อเข้ามารับราชการใหม่ๆ ก็เกือบไม่รู้อะไรเลย ชั้นแต่ ก ข ก็อ่านไม่ค่อยออก กระทั่งหันซ้ายหันขวาก็ไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันถึง ๖ เดือน ก็ฉลาดปราดเปรื่องขึ้นทุกคน

เมื่อข้าพเจ้าได้รับทราบเหตุผลและความประสงค์อันเป็นจุดหมายปลายทางจนเป็นที่พอใจ และเห็นด้วยว่าจะต้องร่วมใจกันกระทำแน่นอนแล้ว เราก็แลกความเห็นกันต่อไปอีกพักหนึ่ง แล้วก็ตกลงกันว่าให้ต่างคนต่างสอนทหารในเรื่องการปกครองระบอบต่างๆ แทรกเข้าไปในเวลาสั่งสอนระเบียบข้อบังคับด้วยคราวละเล็กละน้อยอย่าให้โจ่งครึ่ม ทั้งให้ต่างคนต่างทาบทามเกลี้ยกล่อมนายทหารในกรมกองที่ตนสังกัดโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ไม่เปิดเผยไปพลางๆ ก่อน เพื่อฟังผล

แล้วเราทั้งสามพยายามหาเวลาแจ้งผลซึ่งกันและกันเป็นคราวๆ ไป ยึดเอากองปืนกลเป็นสถานีกลางนัดพบตามเวลาอันสมควร หรือจะโทรศัพท์เรียกตัวกันมาก็ได้ เช่น เชิญรับประทานอาหาร เป็นต้น คืนนั้นมันให้เกิดความปลื้มปรีดีด้วยกันทุกคนอย่างไรชอบกลพูดไม่ถูก ด้วยความปลาบปลื้มอย่างแปลกประหลาดนี้เอง เราได้สนทนากันอยู่จนถึงเวลาฝึก จึงได้แยกย้ายกันไปต่อมาเราได้นัดพบกันเป็นคราวๆ เพื่อแจ้งผลที่ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง

"หมอเหล็ง"เวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่แล้ว


แต่จิตใจของเรามันต้องการจะทำให้เร็วยิ่งขึ้นทุกที จึงหารือกันถึงเรื่องที่ว่าควรจะมีผู้ใหญ่มาเป็นกำลังความคิดและดำเนินงานสักผู้หนึ่ง ซึ่งควรจะได้ผู้ที่มีหัวไปในทางเดียวกับเรา ทั้งกว้างขวางและเป็นที่เชื่อถือของนายทหารทุกชั้นด้วย คุณเหรียญก็เสนอชื่อพี่ชายของเขาขึ้นมา คือร้อยเอกขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง ศรีจันทร์) ว่าเป็นหมอที่ทหารโดยมากนับถือ มีความละมุนละม่อมอ่อนโยน อาจติดต่อกับนายทหารได้ทุกชั้น แต่น้ำใจเข้มแข็งจริงจัง ไม่เหลาะแหละ

ทั้งเวลานั้นได้เป็นนายแพทย์ประจำโรงเรียนนายร้อยทหารบก และประจำพระองค์ทูลกระหม่อมจักรพงษ์อยู่แล้วด้วย ย่อมชักจูงใจนักเรียนนายร้อยและนายทหารให้เข้ามาเป็นกำลังได้ง่าย พวกเราก็เห็นด้วย เพราะกำลังเห็นตัวอย่างหมอซุนที่เป็นหัวหน้าเปลี่ยนการปกครองประเทศจีนอยู่แล้ว ทั้งหมอเหล็งได้เคยเรียนวิชาทหารฝ่ายนักรบมาแล้วด้วย จึงนับว่าเป็นการเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เราจึงนัดวันไปพบกับหมอเหล็งเพื่อขอร้องให้เป็นหัวหน้าดำเนินการต่อไปบ้านหมอเหล็งเวลานั้นอยู่ในถนนสาทร พร้อมด้วยบุตรภรรยาเป็นหลักแหล่ง พอถึงวันกำหนดนัด เราทั้งสามก็ไปพบในเวลาเย็นต้นๆ เดือนมกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) คุณหมอเหล็งและภรรยาชื่ออบ เราเรียกว่าคุณพี่อบ ได้ต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่งและเต็มใจที่สุด

เมื่อคุณเหรียญได้แนะนำให้หมอเหล็งและคุณพี่อบรู้จักเราทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มลงมือสนทนาหารือกันถึงเรื่องการเมืองทีเดียว ซึ่งหมอเหล็งได้ทราบล่วงหน้าอยู่ดีแล้ว พร้อมนั้นหมอเหล็งได้นำเอาพงศาวดารทางการเมืองของต่างประเทศมาชี้แจงให้เราฟังถึงเรื่องที่เขาได้เปลี่ยนแปลงการปกครองกันมาอย่างไร เพื่อประกอบเป็นตัวอย่างที่เราควรจะยึดเป็นหลักดำเนินการต่อไป เรารู้สึกเลื่อมใสในความตั้งใจจริงของหมอเหล็งยิ่งนัก หมอเหล็งเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของเรา พร้อมด้วยเห็นความเป็นลูกผู้ชายของเราตลอดแล้ว ก็ยินดีรับเป็นหัวหน้า จึงสั่งให้คุณพี่อบจัดอาหารค่ำเลี้ยงเรา

รวมผู้ที่รับประทานอาหารในวันนั้น ๕ คนด้วยกัน คุณพี่อบเป็นกุลสตรีที่ใจคอกล้าแข็งเช่นเดียวกับสามี ได้กล่าวส่งเสริมกำลังน้ำใจของพวกเราตลอดเวลา เราได้หารือเรื่องการเมืองถึงทางได้ทางเสียที่จะนำมาสู่ประเทศชาติอย่างใดบ้างเมื่อเราทำลงไป ตลอดเวลาที่รับประทานอาหาร ส่วนตัวเราทุกคนยอมอุทิศเป็นชาติพลีด้วยความบริสุทธิ์ใจ ในที่สุดหมอเหล็งให้เรานัดผู้ที่เราได้เกลี้ยกล่อมไว้แล้วมาประชุมสักครั้งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ เดือนนั้น เพื่อฟังเสียงและทำความเข้าใจกันบางประการ พวกเรารับตกลง เพราะเวลานั้นเราได้เกลี้ยกล่อมนายทหารกองปืนกล กรม ร. ๑๑ และกองนักเรียนนายสิบบางคนไว้แล้ว รวมประมาณ ๑๐ คน แล้วเราก็ลากลับด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม

การประชุมคณะก่อการเปลี่ยนการปกครองประเทศสยาม ได้อุบัติขึ้นเป็นรูปทรง ณ ศาลาพักร้อนหลังเล็ก ภายในบริเวณบ้านหมอเหล็ง ถนนสาทร อำเภอสาทร จังหวัดพระนคร เมื่อเวลาประมาณ ๑๔ นาฬิกา วันอาทิตย์ที่ ๑๓ มกราคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) องค์ประชุมครั้งแรกนี้มีเพียง ๗ คน เท่าที่ข้าพเจ้ายังพอจะนึกได้คือ หมอเหล็ง เป็นหัวหน้า ร.ต. ปลั่ง ปูรณโชติ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ร.ต. เขียน อุทัยกุล ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ ร.ต. จรูญ ษตะเมษ และข้าพเจ้า หัวหน้าเป็นประธานการประชุม ข้าพเจ้าเป็นผู้บันทึกและนายทะเบียน นอกนั้นก็ถือเสมือนกรรมการผู้ริเริ่มมาปรึกษาหารือกิจการเบื้องต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ประธานได้กล่าวเปิดประชุม โดยแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบกับนายทหารผู้รักชาติอันแท้ ซึ่งประธานไม่เคยคาดคิดเลย ว่าจะมามีขึ้นเป็นคณะเช่นนี้ แล้วก็เล่าให้ที่ประชุมฟังถึงความคิดเดิมที่พวกเรา ๓ คน ได้ไปหารือและขอร้อง ในที่สุดก็แสดงความหวังในความสำเร็จเผล็ดประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นแน่นอน ขอให้เราดำเนินการประชุมแลกความคิดเห็นต่อไป

ผู้ที่มาประชุมต่างได้แสดงออกซึ่งความคิดเห็นอันเกี่ยวกับความเสื่อมของชาติ และวิถีทางที่จะแก้ไขให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างไรบ้าง ผลหรือมติของการประชุมก็สรุปได้ว่า จะต้องเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตย ในรูปใดรูปหนึ่ง ผู้ที่มีความเห็นรุนแรงก็ขอให้เปลี่ยนเป็นรีปับลิกทีเดียว ผู้ที่มีความเห็นไม่รุนแรงก็เห็นว่าควรเป็นเพียงลิมิเต็ดมอนากี้ไปก่อน

แต่ปัญหานี้จะได้สงวนไว้ให้ที่ประชุมใหญ่ในวันข้างหน้าเป็นผู้วินิจฉัยกันโดยรอบคอบต่อไป ในชั้นนี้ที่ประชุมลงมติขอร้องให้สมาชิกทุกคนต่างเกลี้ยกล่อมนายทหารที่มีหัวไปในทางเดียวกันเข้าเป็นสมาชิกโดยวิธี *ตัวต่อตัว* ให้ได้มากที่สุดที่จะสามารถกระทำได้ แล้วส่งรายชื่อไว้ที่นายทะเบียน ณ กองปืนกล กับให้แทรกซึมการสอนทหารถึงลัทธิการปกครองไว้ด้วยทุกคน เพื่อปลุกให้ตื่นเสียแต่เบื้องต้น

แล้วมอบให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนคำเกลี้ยกล่อมส่งให้สมาชิกทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการไปในทางเดียวกันโดยถูกต้อง และขอให้รักษาไว้เป็นความลับเท่ากับชีวิตของตน ลงท้ายหัวหน้าก็เลี้ยงอาหารเย็นพร้อมด้วยเครื่องดื่ม นับว่ากิจการเบื้องต้นได้เป็นไปด้วยความสามัคคีเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนการประชุมต่อไป มอบให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าซึ่งจะได้ติดต่อกับข้าพเจ้าเป็นผู้นัด แล้วพวกเราก็จากกันด้วยความภาคภูมิใจทุกคนอีก ๗ วันต่อมา เมื่อข้าพเจ้าได้ติดต่อกับหัวหน้าถึงเรื่องจำนวนสมาชิกและความเป็นไปด้วยดีระหว่างนั้นแล้ว หัวหน้าก็มอบให้ข้าพเจ้านัดประชุมครั้งที่ ๒ ณ สถานที่เดิม ในวันอาทิตย์ที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน การประชุมครั้งนี้มีจำนวนสมาชิกประมาณ ๒๐ คน คือนอกจาก ๗ คนครั้งแรกแล้ว ได้เพิ่มขึ้นใหม่อีก ๑๓ คน มีผู้ที่ควรกล่าวนามและจำได้แม่นยำก็คือ พันตรี หลวงวิฆเนศร์ประสิทธิวิทย์ (หมออัทย์ หสิตะเวช), ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง, ร.ท. จือ ควกุล, ร.ท. ทองดำ คล้ายโอภาส, คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามภาษาอังกฤษกระทรวงยุติธรรม กับนายทหารกองนักเรียนนายสิบทั้งหมด (เว้นผู้บังคับกอง) นอกนั้นก็เป็นนายทหารกองปืนกล (เว้นผู้บังคับกอง) และกรมทหารเหล่าอื่นในพระนครอีกกรมละคน ๒ คน

ในการประชุมครั้งนี้ มีข้อแปลกกว่าคราวก่อนก็คือ เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุมเช่นแสดงความยินดี และปลุกความกล้าหาญเสร็จแล้ว หลวงวิฆเนศร์ฯ ซึ่งเวลานั้นยังเคร่งต่อคริสต์ศาสนาอยู่ ได้ขอให้ทำพิธีสาบานปฏิญาณตนพร้อมกันทุกคน โดยเอาลูกปืนเบรานิงแช่ลงไปในแก้วสุรา คุณหลวงเป็นผู้นำกล่าว มีใจความว่าจะซื่อสัตย์สุจริตต่อกันจริงๆ ทุกเมื่อ และยอมสละชีวิตเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชาติไทย มิหวังผลอันมิชอบแก่ส่วนตัวด้วยประการทั้งปวง แล้วก็รินสุราแช่ลูกปืนแจกกันดื่มทั่วหน้า เสร็จแล้วคุณหลวงกล่าวคำปลุกใจ โดยถอนเอาตะไคร้ที่ปลูกอยู่ข้างศาลานั้นมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อให้เป็นประโยชน์ความสามัคคีกลมเกลียว คือหักตะไคร้ตั้งแต่ ๑ ต้นจนถึงทั้งกำ หมายความว่าถ้าเราทำงานใหญ่เพียงคนเดียว มันก็จะไม่สำเร็จเหมือนตะไคร้ต้นเดียว ซึ่งหักให้ขาดออกจากกันได้โดยง่าย แต่ถ้าทำรวมกันเป็นก้อนหนึ่งเหมือนตะไคร้ทั้งกำแล้ว จะหักเท่าไรๆ ก็ไม่ขาดออกจากกัน

ที่ประชุมแสดงความพอใจเป็นอันมาก แล้วที่ประชุมก็ลงมือปรึกษาหารือกันในเรื่องการเมืองต่อไปผลของการประชุมวันนั้นคือ นอกจากรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ แล้ว พอจะสรุปได้ดังนี้คือ ๑. จะต้องรีบลงมือกระทำการให้เร็วที่สุดที่จะกระทำได้ เพราะอย่างไรๆ ก็ปิดเป็นความลับได้ยาก (ร.ท. จือ นายทหารเสนาธิการประจำกองพลที่ ๑ เป็นผู้เสนอญัตตินี้อย่างเสียงแข็ง)๒. เรื่องระบอบปกครองจะใช้ระบอบใดให้รอฟังผลจากที่ประชุมครั้งต่อๆ ไป (ร.ท. จือ เห็นอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นลิมิเต็ดมอนากี้ เพื่อเหมาะสมแก่ประเทศชาติในขณะนั้น)๓. ให้สมาชิกทุกท่านต่างเร่งรีบเกลี้ยกล่อมสมาชิกตามหลักเดิมให้ได้มากที่สุดทั้งในพระนครและต่างจังหวัด ๔. ให้แบ่งมอบหน้าที่กันไปทำตามวุฒิสามารถและการงาน เช่น หมอเหล็ง เป็นหัวหน้าดำเนินงานและประสานกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่

หลวงวิฆเนศร์ฯ ผู้เคยไปต่างประเทศมาแล้วให้ประสานกับชาวต่างประเทศ เพราะคุ้นเคยกับอัครราชทูตอเมริกัน และชาวต่างประเทศมากกว่าผู้อื่น ร.ท. จรูญ กับคุณอุทัย รับงานทางด้านกฎหมาย เพราะประจำกรมพระธรรมนูญทหารบกและกระทรวงยุติธรรมอยู่แล้ว ร.ท. จือ และ ร.ท. ทองดำ รับงานด้านเสนาธิการในเรื่องวางแผนการ (ร.ท. ทองดำขณะนั้นก็เป็นนายทหารเสนาธิการเหมือนกัน) ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รับด้านคุมกำลังและออกแบบเครื่องหมายและอาณัติสัญญาณ สมาชิกนอกนั้นเป็นฝ่ายคุมกำลังเข้าทำการและออกไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกในต่างจังหวัด สุดแต่ผู้ใดจะถนัดในจังหวัดไหน

๕. ให้ช่วยกำลังเงินในการต้อนรับเลี้ยงดูและเป็นค่าพาหนะส่งคนไปเกลี้ยกล่อมในต่างจังหวัด คนละ ๕ เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ให้ส่งไว้ที่นายทะเบียน (เงินตามมตินี้ยังมิทันได้รับ ก็พ่ายแพ้รัฐบาลเสียก่อน เว้นแต่บางคนที่มีศรัทธาแก่กล้าได้มีแก่ใจส่งไว้บ้าง ซึ่งได้มอบให้หัวหน้าเป็นค่าต้อนรับ นับเป็นจำนวนเล็กน้อยที่สุด แต่คุณอุทัยเป็นผู้มีอัครฐานดี ได้สละให้ ๑,๐๐๐ บาท ครั้งเดียว)ในที่สุดเมื่อหัวหน้าเลี้ยงอาหารเรียบร้อยแล้วก็ปิดการประชุม แล้วพวกเราก็ได้รับเชิญจากคุณหลวงวิฆเนศร์ฯ ให้ไปเยี่ยมบ้านซึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ใกล้กับบ้านหมอเหล็ง

โอกาสนั้นเองคุณหลวงได้นำแฟ้มเรื่องและภาพในการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ประเทศจีนมาให้ชม กับได้ชี้แจงความสำคัญต่างๆ ในการที่ต่างประเทศได้กระทำกันมาอย่างไร เพื่อเตือนใจพวกเราให้หนักแน่นยิ่งขึ้น สมาชิกก็ลาแยกย้ายกันกลับด้วยน้ำใจอันเบิกบาน

การประชุมครั้งที่ ๓ ได้เปิดขึ้น ณ สถานที่เดิมอีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ เดือนเดียวกัน เพื่อเร่งงานให้เร็วขึ้น มีสมาชิกไปประชุม ๒๐ กว่าคน ล้วนแต่เป็นนายทหารหน้าใหม่โดยมาก เมื่อหัวหน้ากล่าวเปิดประชุม และสมาชิกรับรองผลของการประชุมครั้งที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว ก็เริ่มปรึกษางานต่อไป ผู้ที่รับหน้าที่ไปดำเนินการครั้งก่อนๆ ต่างได้แจ้งผลที่ตนกระทำไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง เช่น จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกกี่มากน้อย เครื่องหมายธง เครื่องหมายประจำตัวสมาชิกเพื่อให้รู้จักกัน อักษรสัญญาณเหล่านี้เป็นต้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบแน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล


ฝ่ายวางแผนการก็กะว่าจะลงมือกระทำการงานในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ในวัดพระแก้ว โดยใช้กำลังทหารขอให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (เวลานั้นใช้คำว่าพระธรรมนูญ) โดยละมุนละม่อม มิให้เสียเลือดเนื้อ ถ้าและมิยินยอมจึงจะค่อยดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนต่อไป ส่วนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้ใช้วิธีบังคับโดยฉับพลันในขณะลงมือทำการ

ฝ่ายกฎหมายก็เสนอว่ากำลังจะหาหลักเกณฑ์ร่างพระธรรมนูญอยู่ ซึ่งจะได้เอาพวกนักกฎหมายฝ่ายพลเรือนจากกระทรวงยุติธรรมมาเป็นกำลังช่วยอีก และจะพยายามมาประชุมด้วยในคราวหน้า ที่ประชุมเห็นพ้องด้วยทุกข้อ สมาชิกใหม่ทุกคนรับว่าจะเกลี้ยกล่อมให้ได้สมาชิกมากที่สุดและเร็วที่สุด ก่อนปิดประชุมได้มีการรับประทานอาหารกันตามเคย และเลยนัดประชุมครั้งที่ ๔ ในวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ศกเดียวกัน ณ โบสถ์ร้างวัดช่องลม ตำบลช่องนนทรี โดยมาพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็งก่อน พร้อมด้วยปืนยิงนกเท่าที่จะหาได้ เพื่อพรางเจ้าหน้าที่ทางบ้านเมือง เพราะได้ประชุมที่เดิมหลายคราวแล้ว เกรงว่าจะเกิดสงสัยขึ้น ส่วนสมาชิกใหม่ที่หาได้ให้ชวนมาได้มากเท่าใดเป็นดีที่สุด แล้วจึงจะออกเดินทางลัดทุ่งไปยังตำบลที่กล่าวนั้น

วันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ มาถึง สมาชิกประมาณ ๓๐ กว่าคน ก็ได้ไปพร้อมกันที่บ้านหมอเหล็ง มีทั้งทหารและพลเรือน ล้วนเป็นสมาชิกใหม่โดยมาก คุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ล่ามกระทรวงยุติธรรมได้ไปร่วมอีก พวกเราได้มีปืนแฝดยิงนกติดไปราว ๓-๔ กระบอก กระสุนพร้อม พอได้เวลาราวก่อนเที่ยง พวกเราก็เริ่มออกเดินจากบ้านหัวหน้า คุยสนุกโปกฮากัน ไปยิงนกในทุ่งนากันไปอย่างแบบปิคนิค ไม่มีใครสงสัยเป็นอย่างอื่นเลย จนกระทั่งถึงโบสถ์ร้างวัดช่องลม ก็เริ่มรับประทานอาหารกลางวันที่ในโบสถ์ร้างนั้น ไม่มีพระพุทธรูปและคนเฝ้า มีแต่พื้นเป็นดินขรุขระ หลังคาและฝาผนังยังดี มิดชิดอยู่ คุยกันพลาง ยังไม่ได้เข้าระเบียบวาระประชุม ต่อเมื่อเสร็จอาหารแล้ว จึงได้เริ่มล้อมวงเปิดการประชุมเหมือนเช่นเคย

แต่การประชุมครั้งนี้เราได้จัดสมาชิกเก่าๆ เป็นยามคอยเหตุไว้ภายนอกโบสถ์ด้วย ทำทีเป็นนักยิงนกเดินเที่ยวเตร่อยู่แถวนั้น เพื่อป้องกันมิให้ผู้สัญจรไปมาเกิดความสงสัยแคลงใจได้ผลของการประชุมครั้งนั้นที่นับว่าเป็นมติของที่ประชุมก็คือ การกำหนดตัวผู้ที่จะไปเกลี้ยกล่อมสมาชิกต่างจังหวัด เช่น จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครสวรรค์ และอยุธยา ดูเหมือนจำได้ว่า ร.ต. จันทร์ ปานสีดำ จะออกไปจังหวัดนครสวรรค์ เพราะเคยประจำการอยู่ในกรมทหารราบที่ ๖ ร.ต. บุญ แตงวิเชียร เห็นจะเป็นจังหวัดราชบุรี ส่วนจังหวัดอยุธยาคือ ร.ต. หม่อมราชวงศ์แช่ รัชนิกร ทั้งนี้ก็เพื่อเร่งรัดความพรักพร้อมให้ทันเวลา ซึ่งมีอยู่อีก ๒ เดือนเศษเท่านั้น ทางกรุงเทพฯ ก็ให้ต่างคนต่างชักชวนให้ทั่วถึงโดยเร็ว นอกจากนี้เจ้าหน้าที่คนใดที่รับทำอะไรไป ก็ให้ลงมือจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ

สมาชิกฝ่ายพลเรือนมีคุณอุทัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา ก็จะได้หาสมัครพรรคพวกทางกระทรวงยุติธรรมมาช่วยอีก การร่างธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดจะต้องทำให้รอบคอบ ไม่ให้บกพร่อง ฝ่ายทหารเรือ ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง ขอรับไปชักชวน เพราะพระรามสิทธิ์ (พื้น) กรมพระธรรมนูญทหารเรือ ได้เป็นเครือญาติกันอยู่และน้ำใสใจคอก็เข้มแข็งแน่วแน่เหมือนพวกเรา คงจะไม่ปฏิเสธ ทั้งจะโยงพวกพ้องได้อีกมากด้วย เป็นอันว่าต่างคนต่างเร่งรีบ ค่าที่รู้จุดประสงค์กันดีอยู่แล้วเรื่องที่ยังต้องขบกันอยู่มากในขณะนั้นคือ ปัญหาเรื่องการปกครองจะเอาระบบไหนกันแน่ อันเป็นเรื่องโต้เถียงกันมาแทบทุกคราวประชุม เหตุที่ลงมติให้เด็ดขาดยังไม่ได้ ก็เพราะเคารพต่อสมาชิกที่จะเข้ามาใหม่อีกมากมายไม่รู้จำนวน ครั้นจะเรียกประชุมใหญ่ทั้งหมดก็ย่อมทำไม่ได้อยู่เอง ได้แต่ฟังเหตุและผลกันไว้พลางก่อน

พอได้เวลาอันสมควรแล้วเราก็เดินทางมายังบ้านหมอเหล็งเหมือนเมื่อขาไป การร่ำลากลับก็เริ่มแต่ ณ ที่นั้น การประชุมครั้งที่ ๕ คุณอุทัยขอนัดที่บ้านคุณอุทัย ตำบลศาลาแดง แต่ข้าพเจ้าติดธุระอย่างอื่นที่จำเป็น จึงมิได้ไปร่วมการประชุมด้วย ได้รับแต่ผลของการประชุม และจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่ มีทั้งทหารเรือ ทหารบกอีกมากมาย ทางฝ่ายพลเรือนก็มีคุณน่วม (ต่อมาเป็นพระพินิจพจนาตรถ์) หลวงนัยวิจารณ์ และคุณปลอด ณ สงขลา (พระยามานวราชเสวีได้ออกไปเรียนต่างประเทศเสียก่อนเข้าประชุมและเกิดเรื่อง) คุณบุญเอกทำงานสถานทูตฝรั่งเศส ฯลฯ

ผลที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้คือเรื่องการเงิน คุณอุทัยได้สละเงินช่วยมาด้วย ก็ยังยินดีที่จะช่วยอยู่ร่ำไป ทั้งยังกำลังจะติดต่อกับธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อให้เป็นกำลังสำคัญของคณะ ข้าพเจ้าได้ทราบเลาๆ ว่า ดูเหมือนจะได้ไปทาบทามธนาคารยู่เส็งเฮงไว้แล้ว ซึ่งคุณฉลองนัยนาถ (ยู่เส็ง ธนโกเศศ) เป็นผู้จัดการ แต่ยังไม่ทันจะได้ทำความตกลงกันก็เกิดเรื่องเสียก่อน (ต่อมาธนาคารนั้นแบงก์รัพท์ลง พวกเรายังได้พลอยแสดงความเสียใจด้วย)

ส่วนผลการประชุมเรื่องระบอบการปกครองก็คงยังเป็นปัญหาโต้เถียงกันอยู่ตามเดิมนั้นเองวันกำหนดลงมือทำการยิ่งใกล้เข้า ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีงานมากขึ้น เพราะเป็นแหล่งกลางของคณะ จะต้องติดต่อกับสมาชิกทุกฝ่ายและเฉพาะหัวหน้าแทบมิได้ขาดแต่ละวัน ส่วนการประชุมใหญ่ๆ ไม่ได้นัดกันแล้ว เพราะต่างแจ่มแจ้งในจุดหมายปลายทางกันอย่างดี เป็นแต่คุณจรูญ ณ บางช้าง ซึ่งตั้งสำนักงานทนายความอยู่ที่ตึกแถวข้างวังบูรพาภิรมย์ ตอนใกล้ถนนเจริญกรุง ที่เป็นตึกแถวห้างศรีจันทร์อยู่ในขณะนั้น ได้เรียกประชุมพบปะเพื่อนฝูงเป็นเชิงว่าเลี้ยงดูกันฐานมิตรสหายอีกราว ๖-๗ ครั้ง แต่ทุกคราวได้เจรจากันถึงเรื่องการเมืองด้วยเมื่อมีโอกาส พร้อมกันนั้นก็มีการรับสมาชิกใหม่ไปด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับความสามัคคีกลมเกลียวให้แน่นสนิทยิ่งขึ้นทุกที ข้าพเจ้ามิเคยไปร่วมด้วยเพราะเวลาจำกัด เป็นแต่คอยรับผลการประชุมที่เป็นมติใหม่ กับจำนวนรายชื่อสมาชิกที่เข้าใหม่เท่านั้น

การโต้เถียงเรื่องระบอบการปกครองคงมีตามเคย จนสรุปได้ว่าปัญหาเรื่องระบอบการปกครองนั้น สำหรับคนหนุ่มๆ ประสงค์จะให้เป็นรีปับลิกหรือสาธารณรัฐแทบทั้งนั้น เพราะกำลังอยู่ในวัยเลือดร้อน ต้องการทำครั้งเดียวให้แตกหักกันไปเลย ไม่อยากให้ประชาชนต้องเพลอยได้รับความเดือดร้อนกันเรื่อยๆ ไป เมื่อจะเกิดความยุ่งยากอย่างใดก็แก้ไขไปในตัวของมัน ในไม่ช้าก็เคยชินกลับถอยหลังอีกไม่ได้ หรือมิฉะนั้นก็คือตายกันทั้งหมด ส่วนสมาชิกที่มีอายุชั้นผู้ใหญ่เคยเห็นเหตุการณ์มามากหรือวัยกลาง มักจะรั้งให้ใช้ระบอบลิมิเต็ดมอนากี้ คือกำหนดอำนาจของกษัตริย์ไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญเพื่อดึงน้ำใจพลเมืองที่ยังแนบแน่นอยู่ในระบอบเก่า ไม่ให้ช้ำชอกจนเกินไป ฝ่ายที่ถูกชิงอำนาจก็จะไม่เคียดแค้นถึงกับทำตัวเป็นศัตรูอยู่ตลอดกาล เป็นการอะลุ้มอล่วยพอจะเข้ากันได้ระหว่างทาง ซึ่งบางทีจะมิต้องเสียเลือดเนื้อของคนชาติเดียวกัน (ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นความเห็นของพวกเราสมัยนั้น ถ้าจะนำเอามาคิดสมัยนี้แล้วไม่ได้ความเลย)

ในที่สุด สมควรรวบรัดตัดความได้แล้วว่า สมาชิกทุกคนต่างรอคอยเวลาและแผนการที่จะเปิดฉากขึ้นในต้นเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ. ๒๔๕๕)ไม่มีอะไรที่จะทำไปมากกว่านั้น แม้แต่พลทหารในกรุงเทพฯ ก็คอยคำสั่งผู้บังคับบัญชาอยู่ด้วยกันทุกกรมกอง ส่วนรัฐบาลสิยังหลับสนิท เพราะกำลังเพลินและอิ่มอยู่ในสิ่งชวนลืมอะไรสิ้น ถ้าจะพูดว่าท่านลืมความฉลาดของคนที่แม้ธรรมชาติก็อาจสอนได้ ประวัติศาสตร์หลายสมัยก็ยังสอนท่านอยู่ ทั้งตัวของท่านเองก็มาจากคนที่ไม่รู้อะไรมาก่อน ย่อมจะได้นึกบ้างในเมื่อเวลาที่ท่านเคี้ยวอาหารและขบเอากระดูกสัตว์เข้าจนกลืนไม่ลง

หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ



หากแต่พวกเราเองมาทำลายกันเองเพื่อเห็นแก่ตัว เราจึงต้องพ่ายแพ้โดยราบคาบ เว้นแต่ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอสาเหตุที่คณะ ร.ศ. ๑๓๐ จะต้องพ่ายแพ้ ย่อมเป็นเรื่องรู้ๆ กันอยู่ และเคยเตือนกันเสมอว่า จำพวกนกหลายหัวซึ่งมีอยู่ในกองทัพบกไม่กี่ตัวนักนั้น อย่าพึงชักนำมาเข้าคณะเป็นอันขาด

กาลวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รับรายงานว่าร.อ. หลวงสินาดโยธารักษ์ (ยุทธ คงอยู่ เดิมเป็นนักเรียนเบญจมบพิตร สมัยข้าพเจ้าอยู่มีชื่อว่าแต้ม เป็นลูกศิษย์วัดเบญจมฯ เหมือนกัน เพื่อนนักเรียนและศิษย์วัดย่อมซาบซึ้งนิสัยใจจิตของเขาดีว่าเป็นอย่างไร) ได้มาเข้าเป็นสมาชิกรับการปฏิญาณสาบานตัว ณ ที่ประชุมในสำนักงาน ร.ท. จรูญ ณ บางช้าง จวนๆ จะใกล้ถึง วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ อยู่แล้ว ข้าพเจ้าและพวกหลายคนก็เอะใจ ถึงกับข้าพเจ้าเองต้องออกสืบสาวราวเรื่องโดยทันควัน ว่ามันเป็นมาอย่างไรกัน

ได้ความว่า ว่าที่ ร.ต. ทวน เธียรพิทักษ์ กองนักเรียนนายสิบเป็นผู้ชักชวน และนำเข้ามาร่วมคณะเพราะเคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน และให้เหตุผลต่อไปว่า คณะเรายังมิได้ส่งผู้ใดไปเกลี้ยกล่อมทหารจังหวัดพิษณุโลกเลย จวบเหมาะกับ ร.อ. หลวงสินาดฯ ได้รับคำสั่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการทหารปืนใหญ่ในจังหวัดนั้น กำหนดจะเดินทางออกไปรับหน้าที่อยู่แล้วอีกไม่กี่วัน ถ้าได้เข้ามาร่วมคณะก่อการเสียก่อนเดินทาง ก็จะเป็นกำลังของคณะหาน้อยไม่ โดยจะได้กำลังทหารในจังหวัดนั้นทั้งหมดหรือเกือบหมด ในที่สุดเพื่อนทวนยังย้ำว่า ขอรับรองในความซื่อสัตย์ของเขาต่อคณะของเราอีกด้วย

หากเป็นท่าน ท่านจะทำอย่างไร ความหลวมตัวเป็นเรื่องแล้วไปแล้ว ทางที่ประชุมก็เอะใจไหวทันเหมือนกัน ถึงกับได้เปิดการสาบานตนขึ้นเป็นพิเศษ ก่อนที่จะปรึกษาหารือกันถึงจุดประสงค์ต่อไป เรื่องการตีหน้าของเขาผู้นั้นเพื่อให้เข้าได้กับคณะของเราอย่างสนิท ไม่จำเป็นต้องขุดมาเล่าถึง พอถึงเวลาเลิกประชุม เขาก็อำลาเยี่ยงเพื่อนทั้งหลายโดยดุษณีภาพเช่นกันหลังจากนั้น ถึงหากคณะอยากจะเร่งรีบกระทำการก็สิ้นท่า เพราะแผนการได้กำหนดตายตัวเสียแล้ว เรามิได้เดินหมากรุกชนิดเอาทหารเป็นหุ่น นึกอยากจะชักสายใยให้ลุกขึ้นโลดเต้นเมื่อไรก็อาจทำได้ทุกขณะ

ก็พอดีถึงวันอันเป็นวาระพ่ายแพ้ของเรา เพราะเขาผู้นั้นหลังจากอำลาพวกเราด้วยพรายยิ้มแห่งความเห็นแก่ตัวอย่างแรงกล้าแล้ว ก็นำความไปบอกหรือฟ้องร้องนั่นเอง ต่อคนนั้นถึงคนนี้ จากคนนี้แล้วก็คนโน้น จนถึงทูลหม่อมจักรพงษ์ เสนาธิการทหารบก และทำการแทนเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้เสด็จไปรักษาองค์ในต่างประเทศ เสียแต่เดือนธันวาคมดังกล่าวไว้แล้ว ทูลหม่อมจักรพงษ์ อย่างไรๆ เสียก็ต้องจัดการไปตามกบิลเมือง จะนิ่งนอนใจไม่ได้เป็นอันขาด

ส่วนข้าพเจ้าเองขอกล่าวไว้สักนิด ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กทูลหม่อมไม่กี่เดือนมานี้เอง โดยคุณป้านาก (สตรีผู้หนึ่ง ข้าหลวงในราชสำนักพระพันปีหลวง ร่างกายสมบูรณ์ใหญ่โต ผู้ใดพบเห็นเพียงครั้งเดียวก็จำได้ติดตา) ผู้ที่แม่ข้าพเจ้าเคารพนับถืออย่างญาติ ได้นำข้าพเจ้าพร้อมกับแม่เข้าเฝ้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอก พร้อมด้วยพานดอกไม้ธูปเทียนตามขนบประเพณี ณ วังปารุสก์ ท่านทรงรับด้วยความเต็มพระทัย พร้อมด้วยหม่อมคัทธารีน พระชายา และทรงเมตตาทักถามถึงเรื่องการเรียนของข้าพเจ้า จนได้มาอยู่เหล่าทหารปืนกลรักษาพระองค์ที่เพิ่งตั้งใหม่ ข้าพเจ้าก็ทูลทุกระยะ และสังเกตได้ว่าทรงพอพระทัยเป็นพิเศษ ถึงกับรับสั่งในที่สุดว่า นายทหารปืนกลน่าจะได้ไปเรียนต่างประเทศสักคนหนึ่ง แล้วก็ทรงหันไปปราศรัยกับคุณป้านากและแม่อยู่ครู่หนึ่ง จึงเสด็จเข้าข้างใน

พวกเราก็ทูลลากลับ ต่อมาใกล้จะเกิดเรื่องร.ศ. ๑๓๐ คุณป้านากไปบอกแม่ว่า ทูลหม่อมจะประทานเหรียญจักรกะบองในไม่ช้า ให้เตรียมตัวไปรับ และน่ากลัวว่าจะได้มีโอกาสดีต่อไปอีก (อันนี้มาทราบภายหลังว่า บางทีจะได้ไปศึกษาวิชาปืนกลในต่างประเทศด้วย) เรื่องพรรค์นี้ใครๆ ก็ย่อมพอใจ ถึงจะไม่เต็มใจก็ต้องรับอยู่ในอาการดุษณีภาพ แล้วก็ต้องรีบปรับตัวให้เกิดสมรรถภาพ เพื่อให้รับกัน มิฉะนั้นองค์ความดีของผู้ใหญ่อาจพลอยเสื่อมไปด้วย

สมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน



ทูลหม่อมจักรพงษ์เป็นน้องของในหลวงรัชกาลที่ ๖ แท้ๆ พระบิดาพระมารดาเดียวกัน พอทรงทราบเรื่องราวตลอด และได้ส่งคนออกสืบสวนทวนพยานจนแน่แท้แล้วไม่ผิดพลาด คือทรงทราบจนกระทั่งว่า ตัวท่านเองก็มีชื่อเข้าไปอยู่ในข้ออภิปรายของฝ่ายทหารบกด้วย โดยมีสมาชิกเพียงบางคนเท่านั้น เสนอว่าทูลหม่อมจักรพงษ์พระองค์หนึ่งละ สมควรเป็นกษัตริย์ภายใต้กฎหมายได้ ถ้าถึงคราวจำเป็นจะต้องเลือกท่าน ฝ่ายทหารเรือบางคนก็เช่นเดียวกัน ได้เสนอพระนามทูลหม่อมบริพัตรในทำนองนั้น

ฝ่ายพลเรือนได้เสนอกรมหลวงราชบุรีปราชญ์กฎหมายขึ้นมาอย่างประหลาดว่า หากระบอบการปกครองจะต้องกลับตาลปัตรถึงซึ่งรีปับลิกแน่แล้ว และเมื่อยังหาตัวประธานาธิบดีมิได้ ก็ขอเสนอพระนามกรมพระราชบุรีไว้พลางๆ ก่อน ทั้งนี้นับว่าเป็นแต่เรื่องอภิปรายถึงบุคคลที่ ๓ กันเท่านั้น

แล้วก็ต้องมีฝ่ายค้านลุกขึ้นโต้ทานด้วยประการต่างๆ อย่างแข็งแรง ส่วนผู้ที่เห็นด้วยกับทั้งสองฝ่าย ก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เรื่องมันก็เลยสนุกแกมจริงกันไป หากสมาชิกใหม่คนใดบังเอิญเข้าประชุมในคราวที่โต้เถียงกันถึงเรื่องนั้นก็มักยึดเอาเป็นความจริง เพราะการเปลี่ยนการปกครองมันยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ทราบแน่ว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร ถ้าผู้ใดได้ฟังเผินๆ จากสมาชิกเพียงคนสองคนเล่าให้ฟัง โดยไม่ไตร่ตรองให้ถ่องแท้แน่นอนกันจริงๆ แล้ว ก็พอโอนเอนความเชื่อไปทางนั้นได้ ดังจะได้เห็นอุทาหรณ์ต่อไป

สำหรับข้าพเจ้าในเรื่องตัวบุคคลดังกล่าวนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เคยเสนอชื่อใคร หรือเห็นด้วยกับฝ่ายใดเลย เพราะมันเป็นเรื่องจะต้องจับตัวจริงๆ กัน ในเมื่อทำการสำเร็จ และจะควรหวังได้อย่างไร ในเรื่องพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้ของเขา ทั้งทรงไว้แล้วซึ่งความรู้สูงส่งจากต่างประเทศ พอเอะอะขึ้นอาจมีคนในต่างประเทศมาแบมือช่วยรับไปก็ได้ เจ้าธนาคารต่างประเทศนั้นเป็นพระมาลัยมาโปรดอย่างยอดเยี่ยมที่สุด สำหรับนักการเมืองตาขาว น่าอนาถเหลือ!(ขอโทษที่นำเอาพระมาลัยมากล่าวทั้งๆ ที่รู้ว่านอนเซนส์ แต่อาศัยที่พอกล่าวแล้ว คนรุ่นหนึ่งเข้าใจความหมายได้ดีเท่านั้นเอง)

ฝ่ายปราบ-คณะทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายปราบปราม"สมาคมก่อการกำเริบ ร.ศ.130"

พอทูลหม่อมแน่พระทัย ก็จับรถไฟไปเฝ้าพี่ชายคือรัชกาลที่ ๖ ณ สนามจันทร์ นครปฐม ซึ่งกำลังเล่นเสือป่าอยู่อย่างพระสำราญ เขาว่า (ถ้าผิดขออภัย) พี่น้องสองพระองค์เท่านั้นที่เข้าพบกัน แจ้งเรื่องแต่ต้น จนอีกฝ่ายหนึ่งตกอกตกใจ ถึงกับหน้าเสียและน้ำตาไหล (ข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นคนใจอ่อน กระทบเรื่องบางเรื่องอดตาแดงน้ำตาไหลไม่ค่อยได้เหมือนกัน)

ครั้นแล้วการปราบคณะ ร.ศ. ๑๓๐ ก็เริ่มตั้งแต่วันทูลหม่อมเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ คือวันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) โดยวิธีแยบคายและละม่อม
.......
หมายเหตุ:ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อยฯ เมื่อเข้าร่วมเป็นผู้ก่อการ ร.ศ.๑๓๐ นั้นมีอายุ ๒๑ ปี สังกัดกองปืนกลที่ ๑ ภายหลังจากพ้นโทษจำคุก เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท ๒ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าแผนกกลางเทศบาลนครกรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๘๒

กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายกางปีกป้องรมต.พันธมิตรสุดลิ่ม

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
23 ธันวาคม 2551

ผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงพันธมิตรได้ออกมาพาดหัวและนำเสนอข่าวปกป้องรัฐมนตรีต่างประเทศที่ส่งมาจากพันธมิตรกษิต ภิรมย์ ที่โดนเดลีเทเลกราฟ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อังกฤษนำไปตีข่าวพาดหัวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศเผยยึดสนามบินทำผู้โดยสารต่างชาติตกค้าง350,000คนเป็นเรื่อง"สนุกมาก อาหารก็ดี ดนตรีไพเราะ"

โดยพาดหัวข่าวว่า “ไอ้ตู่” อวดเบ่ง! จี้ปลด “กษิต” ฐานกวนตีน จองกฐิน “มาร์ค-ประวิตร”

โดยได้นำเสนอข่าวว่า วันนี้ (23 ธ.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า การบุกยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่งดงามและถูกต้องว่า ตนเห็นว่าการสัมภาษณ์แบบนี้เป็นการท้าทายคนไทยทั้งประเทศ เพราะไม่มีใครสนุกกับความทรงจำที่เลวร้าย ดังกล่าว ซึ่งตรงนี้เป็นคำถามถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่า จะจัดการกับนายกษิต อย่างไร เพราะหากเห็นว่าสิ่งที่ นายกษิต พูดนั้น ไม่ถูกต้องก็สมควร ต้องปลดออกจากตำแหน่ง เพราะต้องถือว่านายกษิตมีพฤติกรรมกวนเท้าประชาชน อ้างว่าผ่านความสุขนี้ทั้งๆ ที่เป็นความทุกข์ของคนไทย จึงขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ปลดนายกษิตทันที แต่หากนายอภิสิทธิ์ไม่ทำอะไร ก็เท่ากับสมคบเห็นด้วยกับการยึดสนามบิน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความเสียหายของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล

ทั้งนายจตุพรอ้างด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ก็มีความผิดร่วมกัน เพราะไปเอา นายกษิต มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ถือว่าเป็นพรีเซนเตอร์ของประเทศ แต่ตัวรัฐมนตรีกลับเป็นผู้ก่อการร้าย โดยขณะนี้ได้ให้ทีมงานไปถอดเทปคำพูดของนายกษิตบนเวที โดยตนจะขอจองกฐินพูดอภิปรายกรณีของ นายกษิต และกรณีหนีทหารของ นายอภิสิทธิ์ ในวันแถลงนโยบายของสภา ขณะเดียวกันทางพรรคได้จัดทีม ส.ส.สำหรับอภิปรายรัฐมนตรีระหว่างการแถลงนโยบาย เช่น ที่ไปที่มาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กรณีการแทรกแทรงการเมืองของทหาร

“การที่ นายกษิต ออกมาพูดว่าการบุดยึดสนามบินสุวรรณภูมิฯ ของกลุ่มพันธมิตรฯในครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่งดงาม ฟังดนตรีสนุกและอาหารอร่อย ผมก็ไม่เข้าใจว่า นายกษิต พูดออกมาแบบนั้นปัญญาอ่อนหรือไง ทำร้ายคนไทยทั้งประเทศไม่พอยังมีทำท่ายโสโอหัง ท้าทายคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะที่บอกว่าเป็นเรื่องสนุกบนความเสียหายทั้งประเทศ ประเด็นต่อมานายกษิตไม่ใช่หรือ ที่เคยประกาศว่าจะไปยึดปราสาทพระวิหารคืนมา ถามว่าตอนนี้ยังถ้ายืนยันอยู่หรือไม่แล้วจะนิ่งเฉยอยู่ทำไม อย่างไรก็ตามหากนายอภิสิทธิ์ ไม่จัดการกับคนที่มาจากพันธมิตร อีกทั้งไม่ยอมรับความจริงว่าได้สนับสนุนกลุ่มคนที่มาจากพันธมิตรฯ มาเป็นรัฐมนตรี นายอภิสิทธิก็จะไม่มีสิทธิ์จะมาเรียกร้อยความสงบของบ้านเมือง และพูดได้เลยว่า อายุของรัฐบาลชุดนี้ไม่น่าจะยืนยาว”