WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 25, 2008

พันธมิตรฯ รวย!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


ออก “9 มาตรการกฎเหล็ก” ลงปฏักกันอย่างสุดขีด...เพื่อให้ “ครม.อภิสิทธิ์ 1” ปั่น และโม่ผลงานออกมาภายใน 3 เดือน ให้เป็นที่ประทับใจจอร์จ แก่สาธุชนประชาชนทั้งหลาย...

เป็นความพยายามของ “นายกฯ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ารัฐบาลนี้จะไม่ “ขี้เกียจตัวเป็นขน” ว่าเช่นนั้นเหอะ!!
โดยเน้น “สร้างภาพ”...เอ้ย...สร้างผลงานเต็มร้อย ฝากไว้ให้กับแผ่นดิน

9 มาตรการโดยย่อที่แสนสละสลวย ประกอบด้วย ซื่อสัตย์ ทำงานเร็ว เป็นเอกภาพ ไม่แบ่งพรรค วางตัวเหมาะสม อย่าพูดโต้ตอบชวนทะเลาะ ไร้ผลงาน 3 เดือน เขี่ยตกกระป๋องทันที
เรียกว่าใครทำงานไม่เข้าตากรรมการ ก็กลายเป็นหนุมานคลุกฝุ่น ตกงานไม่รู้ด้วยนะ??

แค่ออกแขกโหมโรง เรียกน้ำย่อย “นายกฯ อภิสิทธิ์” ก็รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าของ “โรงงานน้ำแข็ง” ปั้นน้ำเป็นตัว ไปอย่างฉับพลันทันที
เนื่องจากท่านช่างเป็น “ขุนไพเราะ วาจาเสนาะหู” ที่ใช้ไม่ได้จริงๆ!!
เพราะ 1 ใน 9 ข้อกฎเหล็ก ที่ท่านประกาศิตให้รัฐมนตรี “วางตัวให้เหมาะสม”

ดูแล้ว “ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์” จะพูดผิดศีล 5 ข้อ...เห็นได้ชัดที่ท่านแต่งตั้งให้ “นายกษิต ภิรมย์” เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศป้ายแดง นั่นปะไร

โดยท่านยินยอมพร้อมใจให้เขาขี่พายุทะลุฟ้า โฉบมารับตำแหน่ง “เจ้ากระทรวงบัวแก้ว” ในโควตาของ “กลุ่มพันธมิตร”

ใครๆ ต่างก็รู้ว่า...“นายกษิต” ดี๊ด๊ายกกำลังสอง เป็นปลื้มกับผลงานสร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท แก่ประเทศไท ย เป็นอันมาก (ส์)
“มีความสนุกสนานอย่างยิ่งที่ได้บุกไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ได้กินอาหารอร่อย และได้ฟังเพลงอันแสนไพเราะ”!!
ท่ามกลางความสุขอันแสนแฮปปี้เอนดิ้งของ “นายกษิต” นั้น...
“ประเทศไทย” ในสายตาชาวโลก เราได้กลายเป็น “แผ่นดินอันตราย”!!

ทำให้คลื่นมหาชน นักท่องเที่ยวเรือนล้านจากทั่วโลก อันตรธานหายวับไปพร้อมกับเงินมหาศาล ซึ่งจะไหลพรั่งพรูเข้าประเทศอย่างมากมาย
แทนที่งานนี้ “นายกฯ มาร์ค” จะเห็นผลประโยชน์ประเทศชาติมาก่อนเป็นอันดับต้นๆ

ท่านกับแบะออกรับ การันตีช่วย “นายกษิต” เหมือนกับว่า ถ้าไม่มี “พันธมิตร” บุกไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว โอกาสไต่เพดานบินเข้ามาเป็น “นายกรัฐมนตรี” ไม่มี อย่างนั้นแหละ

ฉะนั้น เรื่องการแต่งตั้ง “นายกษิต” ให้เปิดหวอ ขันจอหว่อ เข้ามาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” จึงขัดกับหลักการ 9 ข้อ ที่ท่านได้เจรจามาอย่างรุนแรง

ส่งผลให้วาจาทิพย์ คำพูดอันศักดิ์สิทธิ์ของ “นายกรัฐมนตรี” คนนี้...เป็นไปได้แค่เพียง “ถ่มน้ำลายรดฟ้า โดนหน้าตัวเอง”
ไม่มีสาระเป็นแก่นสาร ที่ชาวบ้านจะยึดเป็นหลักฐานในความเชื่อมั่นกันได้???

ว่ากันไปแล้ว รายการ “เตี้ยอุ้มค่อม” สมยอม เพื่อช่วยเหลือ “กลุ่มพันธมิตร” ดูแล้ว “นายกฯ อภิสิทธิ์” จะแบกภาระอย่างไม่อายฟ้าดินกันเลยทีเดียวเชียว

อย่างไรก็ตาม วันนี้เราต้องยอมรับว่า “กลุ่มพันธมิตร” ขึ้นหม้อเป็นต่อคนทั้งประเทศ ยุคนี้มีคำพูดที่ฟังแล้วแสลงหัวใจคือ... “ทำอะไรก็ไม่ผิด นั่นแหละพันธมิตรฯ ของแท้”??
และคนของ “พันธมิตร” วันนี้...ก็เปลี่ยนสภาพตัวเอง “จากหลังเท้า มาเป็นหน้ามือ” ให้สลอน

ที่เห็นชัด ประจักษ์ลูกนัยน์ตา ก็...“คุณพี่สุริยะใส กตะศิลา” ผู้ประสานงานกับกลุ่มพันธมิตรฯ...บัดนี้ “โคตรมหารวย” ทั้งที่ “เตะฝุ่น-วิจัยฝุ่น” มานานหลายปีดีดัก??
ไม่มีงานทำเหมือนชาวบ้านทั่วไป ที่ทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นนอต แต่ก็ยากไร้อย่างยั่งยืนสืบมาจนถึงวันนี้

ผิดกับ “นายสุริยะใส” รวยชนิดผ่าฟ้าอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะได้เป็นไปแล้ว
ทั้งนี้ เห็นจากสภาพความเป็นจริง โดยปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “นายสุริยะใส” ได้โยกย้ายสะโพกเลี่ยมทองฝังเพชร กลับไปเยือนถิ่นเก่า “เท็นซาวน่า” ย่านเหม่งจ๋าย พร้อมด้วย “บอดี้การ์ด” ครบเซตกว่า 10 ชีวิต มาปลดเปลื้องความสุข ในฐานะคนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด??

มากันคราวนี้ “นายสุริยะใส” พกความร่ำรวยมาครบเครื่อง และสมบูรณ์แบบ ชนิดอภิมหาเศรษฐีต้องมองค้อนสองตลบ กับอีกหนึ่งกลับกันเลย
โดยแต่ก่อนร่อนอะไร หลายปีที่ผ่านมานั้น “นายสุริยะใส” ใช้รถเก๋งโตโยต้า รุ่นวีออส ขับปุเลงมาซาวน่าที่นี่เป็นประจำ...
ครั้นพลิกผันชีวิตไปร่วมกิจกรรมประท้วงยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ดวงชะตาก็พลิกผันชั่วข้ามคืน
เดี๋ยวนี้เขานั่งรถบีเอ็มป้ายแดง ราคาเฉียด 4-5 ล้านบาท โดยมีพลขับคู่ชีพเสียด้วย
รวยกันอย่างไม่บันยะบันยังเช่นนี้!!!
ไม่รู้ว่าคนไทย “รากหญ้า” จะมาหลังขดหลังแข็งทำงานกันอยู่ทำไม...
สู้ยึดการประท้วง ทำให้ประเทศเสียหาย...“รวยก็ไว” แถมยังทันใจด้วยสิคุณพี่???

ทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

รัฐมนตรีต่างประเทศ กำลังเป็นข่าวโด่งดังเกรียวกราวไปทั่วโลก กับสิ่งที่เขาได้พูดจาในเชิง ยโสโอหัง ในการร่วมมือกับพรรคพวกปิดสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ และ สนามบินดอนเมือง ว่าเป็นเรื่องสนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ ทั้งที่เป็นเรื่องเหยียบย่ำสิทธิมนุษยชนในการเดินทาง ทำมาค้าขาย ทำความเสียหายจนประเมินค่าไม่ได้

ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่แยแสกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้แม้แต่น้อย จะออกมาป่าวประกาศขอโทษ หรือประณามการกระทำที่คนทั่วโลกเขารับไม่ได้นี้อย่างไร
หลายคนไปถามหา “งาช้าง...ซึ่งไม่มีวันงอกจากปากหมา” !!!
ให้ “ปลด” รัฐมนตรีปากพล่อย คนนี้ไปเสียจากตำแหน่ง

เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าอย่างนั้นคงจะต้อง “ปลด” นายกรัฐมนตรี ไปด้วยอีกคน เพราะสื่อต่างชาติ เขาเขียนชัดเจนว่าให้ท้ายบ้าง...หนุนหลังบ้าง...เป็นข้างเดียวกันบ้าง...สุดแต่จะสรรหาคำพูดมาเขียนในบทความและข่าว
ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิดเสียแล้ว ทีนี้จะมีปัญหาตามมามากมาย

เมื่อคนในรัฐบาลคนหนึ่งเป็นคนพูดออกมาเป็นหลักฐานไปทั่วโลกแบบนี้ จึงกลายเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูไปทั่วโลก เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายขี้หน้าไปทั่วโลก

ทำให้คนเขาคิดไปได้ว่า การได้มาซึ่งตำแหน่ง มีการกระทำที่นอกเหนือกฎหมาย นอกเหนือรัฐธรรมนูญ มีการใช้กำลังติดอาวุธ ข่มขู่ คุกคาม และก่อให้เกิดความสับสน ปั่นป่วน วุ่นวาย ในบ้านเมือง โดยมีคนที่มีอำนาจรู้เห็นเป็นใจ เพื่อล้มล้างรัฐบาลเดิม เล็งเห็นผลว่าเมื่อล้มรัฐบาลเดิมแล้วตนและพรรคพวกจะได้มาซึ่งอำนาจนั้นๆ แทน ซึ่งไม่ใช้วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย เป็นวิถีทางของโจรป่าเข้ามาปล้นบ้านปล้นเมืองมากกว่า

เมื่อมีคนระดับกุมอำนาจออกมา พูดจาในลักษณะที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ทำเสมือนบ้านเมืองไร้ขื่อแป ไม่มี “หิริโอตตัปปะ” แบบนี้แล้ว ใครจะเชื่อถือเชื่อมั่น ปล่อยให้บริหารงาน ภายใต้ความไม่เป็นธรรม อันนี้ต่อไปได้อีก
คำพูดที่เอ่ยเอื้อนออกมาให้สาธารณะชนคนทั่วโลกได้ยินได้ฟังกันนั้น ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงจิตใจของคนมีอำนาจ เป็นถึงเสนาบดี แต่กลับไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “บางครั้งเราต้องยอมสูญเสียอะไรบางอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย” ทั้งที่ความจริงแล้วตนเองไม่ได้สูญเสียอะไร แต่คนอื่น คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับพวกเขาเหล่านั้นสูญเสีย และไม่ได้มาซึ่งประชาธิปไตย แต่เรายังได้มาซึ่งความไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เราได้ “อนาธิปไตย” กลับคืนมา

คนทั่วโลกได้รับรู้ ได้ยินกับหู ได้ดูกับตา ที่รัฐมนตรีในรัฐบาลนี้พูดจายินดีกับการปิดสนามบินนานาชาติ แล้วบอกว่าเป็นเรื่องสนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ เป็นการแสดงออกให้เขารู้ว่า รฐบาลชุดนี้มีรัฐมนตรีที่มี “ทรรศนคติที่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย”

'เสื้อแดง'ฮึ่ม!ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อขับไล่'มาร์ค'

ที่มา ประชาทรรศน์

นปช.ลั่นพร้อมชุมนุมใหญ่28 ธ.ค.นี้ยืดเยื้อ!กดดัน'รัฐบาลมาร์ค'ยุบสภา แฉมีขบวนการต่อสายล็อบบี้แกนนำปชช.ให้ไปพักผ่อนที่เมืองกรุงเก่า เพื่อสกัดไม่ให้เคลื่อพลร่วมสนามหลวง

วันนี้ (25 ธ.ค.) แกนนำกลุ่มเสื้อแดงนำโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกรัฐบาล และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันว่าในวันที่ 28 ธ.ค.นี้จะมีการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงแน่นอน โดยการชุมนุมจะเข้มข้นมากขึ้น เปลี่ยนรูปแบบการชุมนุมใหม่ เน้นเรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และงบสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างยืดเยื้อ ส่วนจะรวมถึงการเคลื่อนไหวมาปิดล้อมรัฐสภาหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่จะชุมนุมจนกว่านายอภิสิทธิ์ จะมีการยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน นอกจากนี้ จะมีการตั้งโครงสร้างเสื้อแดงทั่วประเทศ ตั้งทีมทนายความ ทีมแพทย์ และนักวิชาการ เข้ามาดูแลอีกด้วย

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวถึงนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานความเคลื่อนไหวของชาวเสื้อแดง ทุก 6ชั่วโมง โดยเปรียบเป็นกระจงหลงทาง และเชื่อว่าการสกัดกั้นจะไม่มีทางสำเร็จ

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฝากรายงานถึงนายบุญจง ด้วยว่า ขณะนี้มีความพยายามโทรศัพท์กดดันและชักชวนให้แกนนำประชาชน นักจัดรายการวิทยุ และนักเคลื่อนไหว ที่มีทิศทางเดียวกับชาวเสื้อแดง ให้ไปพักผ่อนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.เป็นต้นไป

'สุวัจน์'ชี้จุดตาย'รัฐบาลไฮแจ็ค'ไร้ตัวช่วย-เสียงปริ่มน้ำ!

ที่มา ประชาทรรศน์

'สุวัจน์'ออกโรงเขย่าเก้าอี้นายกฯมาร์ค ชี้รัฐบาลไร้ตัวช่วย-เสียงปริ่มน้ำ ลั่นหากไร้ผลงานบริหารประเทศยาก มั่นใจไม่เกิน 2 เดือนรู้ผลอยู่หรือไป

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หนึ่งในคนบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี กล่าวว่า ตนเป็นห่วงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย เนื่องจากนายอภิสิทธิ์เป็นคนรุ่นใหม่ ขึ้นมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางวิกฤติการเมือง สังคมมีความคาดหวังสูง แต่การจัดตั้งรัฐบาลมีขีดจำกัดในเรื่องวัฒนธรรมการเมืองเก่าๆ ซึ่งจากนี้ไปควรจะมองไปว่ารัฐบาลจะอยู่อย่างไร จะมีอะไรที่มาชดเชยความรู้สึกของประชาชนที่สูญเสียไปในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้การทำงานมาเป็นตัวช่วย ซึ่งตัวช่วยที่ดีที่สุด คือการประสบความสำเร็จในการทำงาน รัฐมนตรีต้องมีผลงานออกมา

นายสุวัจน์ กล่าวว่า จุดตายของรัฐบาลชุดนี้ อยู่ที่ปัญหาเสถียรภาพในสภาที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ และหากในพรรคร่วมมีปัญหาขัดแย้งก็ต้องรีบเคลียร์กัน เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้ได้ ไม่เช่นนั้นหากมีปัจจัยอื่นมาแทรกก็จะกลายเป็น "รัฐบาลที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง" ได้ รวมทั้งการเลือกตั้งซ่อมที่รออยู่ หากผลเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้ที่นั่งไปมาก เสียงที่แตกต่างก็จะยิ่งน้อยลง และหากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเข้ามา รัฐมนตรีไม่สามารถลงคะแนนได้ปัญหาจะยิ่งตามมาอีกมากขึ้น

อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวอีกว่า ที่สำคัญอย่าลืมว่ารัฐบาลวันนี้ไม่มีตัวช่วย ไม่เหมือนวันที่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้มันเหมือนประวัติศาสตร์การเมืองหมุนกลับมาใหม่อีกรอบ ตอนปี 2540 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออก พอปีนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ออกเช่นกัน ตอนนั้นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ตอนนี้ก็เหมือนกัน ตอนนั้นมีงูเห่า ตอนนี้ก็คล้ายจะมีงูเห่าอีก ตอนนั้นเศรษฐกิจแย่ ตอนนี้ก็เหมือนกันอีก แต่วันนั้นยังมีตัวช่วย และตัวช่วยก็คือพรรคชาติพัฒนา จากเสียงที่ปริ่มน้ำ อยู่ได้สักพักก็มาเติมเสถียรภาพด้วยการดึงชาติพัฒนาเข้าร่วมรัฐบาล แต่วันนี้ตัวช่วยไม่มี รัฐบาลมีไพ่เล่นแค่หน้าตักที่เห็น เพราะงั้นทำอย่างไรถึงจะถนอมน้ำใจ ถนอมความรู้สึกเคลียร์หน้าเสื่อ เคลียร์ความขัดแย้งทั้งพรรคแกนนำ และพรรคร่วมให้เป็นเอกภาพ แล้วก็รักษาเสถียรภาพเสียงข้างมากที่น้อยให้ดีที่สุด

นายสุวัจน์ ยังกล่าวอีกด้วยว่า การที่รัฐบาลมีปัญหาเสถียรภาพในสภาต่ำมาก ก็ต้องเอาเสถียรภาพจากการทำงานเป็นตัวช่วย ถ้าไม่มีผลงานอยู่ลำบาก เพราะไม่มีตัวช่วย

อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวอีกด้วยว่า เชื่อว่าไม่เกิน 2 เดือนก็เห็นผลงานแล้วว่าเป็นอย่างไร อีกอย่างประชาชนคาดหวังสูง มันไม่มีเวลาแล้ว ทุกอย่างต้องทำทันที หากมีการแถลงนโยบายก่อนปีใหม่ เปิดปีใหม่มาต้องเดินหน้า

'สาทิตย์'เชื่อ'สุวัจน์'ไม่วางยา

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า 1-2 วันนี้ คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล จะนัดหารือกัน เพื่อเตรียมการแถลงนโยบายราชการแผ่นดิน โดยยืนยันจะพยายามทำให้เป็นประโยชน์มากที่สุด และพร้อมรับฟังฝ่ายค้าน ทั้งนี้ยังระบุว่าพร้อมรับฟังข้อวิเคราะห์ของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทย ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ 2 เดือนเพราะ นายสุวัจน์ เป็นคนมีประสบการณ์สูง และอาจพูดด้วยความห่วงใย ไม่ควรมองในแง่ร้าย แต่เชื่อว่า คงไม่เป็นการวางยา

เข้ายุคมืด!นักวิชาการตบหน้า'มาร์ค'ฟื้นกรมกร๊วกไร้สาระ

ที่มา ประชาทรรศน์

'นักวิชาการ' เป็นงง'รบ.ไฮแจ็ค' กระสันดึงNBT ดึ่งเหว ฟื้นช่อง 11 ชี้ประชาชนได้อะไร! จวกซ้ำไร้สาระทำเป็นสื่อสาธารณะ ของเห็นๆเป็นสื่อรัฐตลอดชาติ 'นักข่าวเอ็นบีที'โวย ถึงคราวยุคมืด!! เชื่อขุดทองหาประโยชน์เข้ากระเป๋าเหมือนเดิม

จากนโยบายการปฎิรูปสื่อภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโดยจะนำสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที (NBT) กลับไปเป็นสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11 เหมือนเดิม และมุ่งเน้นปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง และมอบมหายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว

รศ. อรุณีประภา หอมเศรษฐี อดีตคณบดีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวด้วยน้ำเสียงงุนงงว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่รัฐบาลจะดำเนินการปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นช่อง 11 เหมือนเดิม ทั้งที่เพิ่งจะมีการปรับรูปโฉมใหม่ไม่ถึงหนึ่งปี แต่ก็ประสบความสำเร็จโดยแบรนด์ติดตลาดเป็นที่เรียบร้อย ประชาชนส่วนใหญ่สนใจในการนำเสนอ โดยเฉพาะรายการข่าว ซึ่งต่างจากช่อง 11 ในสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ตนมองว่าปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในการปรับเปลี่ยนรูปแบบช่องเอ็นบีที จะมีผลพวงหลายอย่างที่ต้องตามเช็ด ไม่ว่าจะเป็นสัญญา รูปแบบ พนักงานที่น่าเห็นใจ หากมีการปรับยกแผง ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินความจำเป็น

"อ.ไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการเปลี่ยนของรัฐบาลจริงๆ บอกตามตรงนี่ก็ยังงง เพราะ ณ ตอนนี้ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะเกิดผลการพัฒนาที่เปลี่ยนไป แม้เอ็นบีทีเพิ่งเปลี่ยนมาเพราะเปลี่ยนรัฐบาล แต่ตอนนี้เอ็นบีทีก็ติดตลาด รูปแบบน่าสนใจ คนติดตามชมกัน แล้วที่บอกว่าต้องการทำให้เป็นสื่อสาธารณะขอถามหน่อยว่าเอ็นบีทีมันไม่เป็นสาธารณะตรงไหน มันเป็นสาธารณะไม่ได้เพราะว่ามันเป็นช่องของรัฐ นี่เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุนะ ย้อนกลับไปเก่ากว่าเดิม ทั้งๆที่คุณเพิ่งมาใหม่กัน มันไม่มีเหตุผลไม่ใช่สาระเลย"

อดีตคณบดีฯกล่าวต่อไปว่า การปรับเปลี่ยนแบบที่ไม่มีเหตุผล นั้นไม่เกิดสิ่งที่ดีขึ้นแทนที่ระบบจะพัฒนาไปทิศทางที่ดี แต่กลับจะเดินย้อนกลับไปเก่ากว่าเดิม มันสวนทางกับหลักการ ช่องเอ็นบีทีเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เก็บภาษีประชาชนมาตนไม่เข้าใจว่าจะยึดปรับเปลี่ยนตามนโยบายในแต่รัฐบาลไปทำไม เพราะทำกลับไปมาเช่นนี้ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย อย่างไรก็ตามตนไม่คาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เนื่องจากยังไม่มีเหตุผลที่จะปฏิรูปอย่างเพียงพอ เกิดประโยชน์อันแท้จริงกับใครไม่สามารถระบุได้ และเป็นการย้อนถอยหลังกลับไปเหมือนเดิม ทางที่ควรคือต้องเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งมากที่สุด

พนักงานหวั่น'เอ็นบีที'กลับสู่ยุคมืด

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เกี่ยวกับกรณีการเปลี่ยนแปลง เอ็นบีที กลับไปเป็นช่อง 11 ว่า ในส่วนของพนักงานคาดว่าคงจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่อาจจะกระทบในด้านของภาพลักษณ์องค์กรมากกว่า เนื่องจาก ในขณะที่ยังเป็นเป็นช่อง 11 ประชาชนมองว่าเป็นสื่อของรัฐบาลที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาขุดทองและหาผลประโยชน์ แต่พอเปลี่ยนเป็น สถานีโทรทัศน์ NBT ภาพลักษณ์มีความทันสมัยขึ้น จึงเกรงว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง 'เอ็นบีที'จะกลับเข้าไปสู่ยุคมืดเหมือนเดิม

ขณะที่นายเอกพงษ์ ชอบพจน์ ช่างภาพสถานนีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงกรณี ที่มีกระแสข่าวว่านายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้ดูแลสื่อมวลชน จะดำเนินการปรับเปลี่ยน ช่องNBTมาเป็น ช่อง 11 ว่า ตนเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรใดรจะเข้าดูแลก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน

คลิปสัมภาษณ์กษิต ด่าผู้นำเขมร กุ๊ย คนบ้าๆบอๆ เฮงซวย

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 ธันวาคม 2551

คลิปการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวรายการคมชัดลึก ของนายกษิต ภิรมย์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 ก่อนการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ประมาณ 2 เดือน

คลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัญหาทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศคนนี้ มีทัศนะคติในทางลบต่อผู้นำประเทศกัมพูชา นายกรัฐมนตรีฮุนเซ็น



ส่วนหนึ่งของคำพูดที่ถอดจากคลิปที่ 1

"ให้เค้าขู่ไปเลยฮะ คนบ้าขู่ เป็นห่วงอะไรล่ะฮ่ะ คนบ้าๆ บอๆ ขู่ แล้วเค้าก็ขู่เรา เค้าก็เล่นการเมืองของเขมรเองเหมือนกัน เพื่อจะเรียกไอ้คะแนนความนิยมความรักชาติ เพราะว่าการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา คะแนนก็ไม่ค่อยสูง ใช่ไม่ฮะ เค้าคิดว่าเค้าจะปิดประตู ปิดหนทางทางการเมืองของฝ่ายค้าน คือคุณสมรังสี ก็ไม่ใช่ เพราะได้ตั้งยี่สิบกว่าที่นั่ง เค้าก็ต้องมีอะไรที่จะทะเลาะกับไทยไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้อำนาจภายใน เค้าก็เล่นการเมืองภายใน ขึ้นมาเป็นประเด็นที่สาม แต่ผมคิดว่าเค้าอาจจะเล่นอะไรให้คุณทักษิณ เพื่อการเมืองภายในของไทย หรืออันที่สองเค้าต้องการจะทวงหนี้ อันที่สามเค้าอยากจะขึงขังขึ้นมา เค้าอยากจะเรียกคะแนนสนับสนุนภายในประเทศของเค้าด้วยก็ได้"

"ไม่มีอะไรเสียหายนี่ฮะ ประเทศเล็กมันด่าประเทศใหญ่ได้ตลอดเวลา ไม่มีอะไร ถ่มน้ำลายรดประเทศเราไปทุกวัน แต่ว่าประเทศเราไปถ่มน้ำลายรดฮุนเซ็น อีกเรื่องนึงละ เค้าจะบอกว่าประเทศใหญ่กว่าคุกคาม"

"และผมคิดว่าในทางสากล ประเทศไทยซึ่งมีประเพณีวัฒนธรรมทางด้านการด้านทูตเป็นระยะเวลาเป็นพันปีเป็นที่เลื่องลือ เราก็จะไปทำตัวเป็นกุ๊ยแบบฮุนเซ็นไม่ได้ เราก็ต้องทำตัวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นผู้ดีฮ่ะ เราก็อยู่ในวิสัย เราก็ไม่ลงไปเล่นไอ้กีฬา อะไรวัด นอกวัด เด็กวัด ต่อยมวยกันแบบนั้น เราก็ไม่เล่นนะฮะ"

"ไม่ใช่วิธีการทูตครับ ก็เพระว่ารัฐบาลไทยเนี่ย ซึ่งกระทรวงต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลไทยด้วย กำลังเล่นปาหี่ให้คนดู บอกให้ เฮ้ยฮุนเซ็น เอ็งด่าทอข้าหน่อยว่าประชิดชายแดน ข้าจะได้ใช้อันนี้เป็นข้ออ้างเพื่อจะแก้ปัญหาที่ทำเนียบรัฐบาล แก้ปัญหาวันที่ 7 ตุลาคม หรือไม่ก็ไอ้ฮุนเซ็นมันบอกไม่ได้คิดอย่างนี้เลย บอกว่า ก็อ้าวสัญญากันไว้ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร เอ็งยังไม่ได้ส่งมอบให้ข้าซักเรื่อง อย่างนี้ต้องทวงหนี้ เพราะงั้นต้องขอด่าหน่อย หรืออันที่สาม ก็ไม่ใช่ทั้งสองประเด็นนี้ แต่ว่ามีปัญหาการเมืองภายใน เพราะว่าไอ้ popularity ความชื่นชมต่อตัวฮุนเซ็นนี่มันลดลงทุกวัน เพราะประเด็นปัญหาคอร์รัปชั่นมาก เพราะฉะนั้นทะเลาะกับประเทศไทยปั๊บเนี่ย คนเขมรก็เข้ามาเฮโล นะฮ่ะ สนับสนุนเต็มที่ ไอ้เรตติ้งคะแนนก็ขึ้นไปอีก คือถ้าสามประเด็นของผมเนี่ย ผมไม่ให้คะแนนที่ดีต่อฮุนเซ็นเลย ผมว่ามันเฮงซวยเท่านั้นเอง แล้วเราก็อย่าไปสะดุ้งสะเทือนกับก็ไอ้เรื่องบ้าๆ บอๆ"



คำพูดที่ถอดจากคลิปที่ 2

"ภาษาอังกฤษ ต้องบอกว่า ไอ้สิ่งต่างๆเหล่านี้มัน bullshit หาสาระไม่ได้ ใช่มั๊ย ไอ้ฮุนเซ็นมันบ้าๆบอๆ เพราะเอ็งมีอะไรอื่นๆที่เอ็งไม่ต้องการให้มีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะว่าจิตใจของเอ็งมันชั่วร้าย หรือว่าเอ็งจะเป็นขี้ข้าของนายทักษิณ เอ็งก็มาเล่นปาหี่กับการเมืองไทย"

"ไม่มีครับ ไม่มีหรอกฮะ ถ้าเผื่อมันไม่มีประเด็นที่ผมสงสัยในพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้เนี่ย ในฐานะที่เราเป็นประเทศที่รักกันมากเนี่ย เราเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน เรามีกรอบแล้ว เราก็เอาให้เจ้าหน้าที่สองฝ่ายมาเจรจากัน ในขณะเดียวกับที่เราลงเงินกันคนละครึ่ง แล้วก็จ้างคนมาถ่ายภาพตลอดชายแดน เพราะมันมีเสาที่ปักกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้าแล้ว มันก็ดำเนินการต่อไป แล้วช่วงสมัยชวนก็มาทำต่อไปนิดนึงแต่มันยังไม่เสร็จ แล้วตอนนี้มันก็ค้างอยู่ตรงไหน หรือว่าที่เคยปักกันไปแล้ว แล้วมันมีการเคลื่อนไหว เพราะว่ามันร้อยปีมาแล้วเนี่ย เราก็มาปักกันใหม่ แล้วถ้าเราจะมาเดินปักกันสมัยฝรั่งเศสกับไทยเมื่อร้อยกว่าปีไม่ได้ เดี๋ยวนี้เราก็ใช้เทคโนโลยี ใช่มั๊ยครับ มันมีทางออก ที่เราสามารถที่จะคิดและทำในทางสร้างสรรค์ได้ ไม่ใช่มาถ่มน้ำลายรดกันอยู่แบบนี้ แล้วก็ทำท่าขึงขัง ไอ้ฮุนเซ็นมันก็ไอ้กุ๊ยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็มีผู้นำของเราไปเล่นป่าหี่ด้วย มันก็แย่สิฮะ มันก็กุ๊ยกับกุ๊ยมาพบกัน"

คำถามที่มาร์คต้องตอบ

ที่มา thaifreenews

คำถามทีมาร์คต้องตอบ

วันได้รับการโปรดเกล้าเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ แบบสมใจนึกบางลำพู เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมนั่งฟังนายกฯ คนใหม่แสดง วิสัยทัศน์ 2 ภาษาของท่านแล้วชื่นใจครับ แม้บางครั้งผมจะจับโกหก ท่านนายกคนใหม่ได้คาหนังคาเขาบ้าง แต่ก็เอาเถอะไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็ยังดีกว่า เมื่อเทียบกับ ไอ้หรืออีตัวนั้น มันสุมหัวทำรัฐประหาร แล้วตั้งคนที่มันอยากให้เป็นขึ้นแทน พร้อมมีเสียงคำรามถามคนไทยทั้งประเทศว่า มีอะไรหรือเปล่า หรือเดี๋ยวจะเอาปืนกลไปยิงหมา หรืออาจหนักถึงขั้นไล่จับคนเสื้อแดงไปขัง ซึ่งมันอาจจะก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองแล้ว
ก็ยังถือว่าศรีทนด้ายยยยย

แม้การแถลงสร้างภาพบางคำของท่านนายกฯ มันจะแสลงหู เช่น ผมมาจากวิถีทางที่ถูกต้องตามรัฐสภา ผมเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างถูกต้อง เปิดเผย ทั้ง ๆ ที่ สส. ที่ยกมือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ มันก็ไอ้ สส. คนหน้าเดิม ๆ ในฝากรัฐบาลที่แล้ว คนเดิม ๆ กับที่ท่านนายกฯ เคยเอามาด่าสาดเสียเทเสียว่า เป็นพวกเสียงสกปรก เป็นไอ้พวกซื้อเสียงนั่นแหละ คนเดียวกันขอรับผม Confirm ท่านกระสันเสียจนเพลินไปถึงขนาดกล่าวหาว่าประชาธิปไตยของสารขันธ์แลนด์ ไม่ใช่เรื่องของการเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะจะมีพวกเมิงซื้อเสียงเข้ามา จนกูต้องไปขอนายกฯ พระราชทาน (ฮา) จนมาถึงวันนี้ท่านเอ่ยวจีว่า ผมจะแก้ไขระบบรัฐสภาล้มเหลว แหมว่าจะไม่พูด ๆ แต่ฟังแล้วมันคันปากขอรับ ขอสักดอก

ท่านนายกฯ ขอรับ ระบบรัฐสภามันล้มเหลวเพราะใครหรือครับ ? ? ? ? ?

ท่านนาโย้กกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ท่านจำมิได้หรือว่ามันล้มเหลวเพราะอะไร ก็พวกท่านไม่ใช่หรือ คนในพรรคของท่านไม่ใช่หรือ พฤติกรรมปากว่าตาขยิบของตัวท่านเองไม่ใช่หรือที่ทำให้ระบบรัฐสภามันล้มเหลวได้ถึงเพียงนี้ เพียงเพราะท่านกระสัน ในการอยากทำงานให้ประเทศชาติเพียงอย่างเดียว

ท่านทราบมั้ยขอรับว่าคำว่า ด้านได้อายอด กำลังเป็นเทรนในปี 2551 ที่เยาวชนคนหนุ่มสาวในสารขันธ์แลนด์นี้กำลังฮิตและเอาไปเป็นต้นแบบในการเจิญรอยตาม ถามว่าต้นแบบมาจากใครคงไม่ต้องถาม ท่านเป็น Idol ของคำ ๆ นี้ไปเรียบร้อยแล้ว นายกรัฐมนตรีภาคไม่ต้องรอชนะการเลือก แค่ดักซื้อ สส. ฝ่ายตรงข้ามจะด้วยเงินหรือตำแหน่ง มายกมือสนับสนุนให้เป็นพอ คงเป็นตำนานที่อยู่คู่เมืองไทยไปอีกนาน ช่างสง่างาม เปิดเผย ตามวิถีทางของรัฐสภา เสียไม่มีหละ (ฮา)

เอาเถอะ ก็บอกแล้วว่าผมให้อภัยเพราะอยากให้บ้านเมืองมันเดินหน้าต่อไปได้ แม้ระบบรัฐสภามันขี้ริ้ว ขี้เหร่บัดสีบัดเถลิง จากการจับคู่ผสมพันธ์ตั้งรัฐบาล ของไอ้เถิกค่ายสีเขียวและพรรคพวก เพราะมันทำอะไรไม่ได้อีกแล้วแถม นายกมานพน้อยยังมาแสดงวิสัยทัศน์ เรียกน้ำตาแม่ยก อย่างแหวนยายเนียมก็ดี เด็กหนุ่มวิ่งตะโกนตามรถฝากบ้านเมืองไว้ในมือมาร์คก็ดี หลาย ๆ วลีที่ดูเหมือนจะเข้าท่าจากปากนายกฯ มานพน้อย ฉบับแม่ยกอุ้มชู เช่น

ผมจะไม่เป็นเบี้ยล่างให้ใคร ไม่ว่ากลุ่มเพื่อนเนวิน จากกองทัพ หรือจากพันธมิตรประชาชนเพื่อรัฐประหาร ผมจะเป็นตัวของผมเอง เขาใจไหมพี่น้อง ผมเป็นตัวของผมเอง

เพื่อความสมานฉันท์ ผมจะให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าฝ่ายสีแดง หรือฝ่ายสีเหลือง

เล่นเอาผมเคลิ้ม ยอมรับครับว่าเคลิ้ม มันพูดดีเว้ย มันพูดเข้าท่า แต่........

เหตุไฉน อีกสองวันให้หลังมาร์คถึงได้ตั้ง ครม.ออกมาได้บัดซบ แย้งกับที่มาร์คพ่นออกมาได้ขนาดนั้น

รมต.กลาโหม...พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ กองทัพส่งมา...

รมต.ต่างประเทศ พันธมิตรประชาชนเพื่อรัฐประหารส่งเข้าประกวด

รมต.กระทรวงสำคัญ กลุ่มทุน กลุ่มเพื่อนเนวิน และพรรคเล็กพรรคน้อย เข้าป้ายเรียบ ชนิดพรรคประชาธิปัตย์แทบแตก ไม่เชื่อถาม สส.พัทลุงที่ชื่อ นิพิษฐ ดู (ฮา)

ไหงมันหน้ามือกับหลังตีนกับที่พูดวะมาร์ค ใจคอจะโกหก หักหลัง ประชาชนกันตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งเชียวหรือนาโย้กกกกกกกกกกกกกก.........แบบนี้เขาไม่เรียกว่าตกเป็นเบี้ยล่างหรอกขอรับ

บ้านผมหนะเขาเรียกตกอยู่ใต้อุ้งตีนเฉียวหละ

ครั้นพอนักข่าวกระชุ่นถามด้วยความงุนงง นายกฯ เด้งเชือกตอบไปว่าเพื่อความเสถียรภาพของรัฐบาลหน้าตาเฉย แล้วตอนแถลงสร้างภาพหละ (ตอนนั้นคนพูดหรือสุนัขพูด) กรรมของประเทศไทยครับ กรรมจริง ๆ หรือพฤติกรรมพูดอย่างทำอย่างมันเป็น DNA ในสายเลือดไปซะแล้ว

นอกจากนี้ รมต.ต่างประเทศที่ค่ายพันธมิตรฯ ส่งมาทวงบุญคุญ ยังกระชุ่นแสดงวิสัยทัศน์ (แบบยังไม่สร่างเมาใบกระท่อม หรือเปล่าก็ไม่รู้) กับสำนักข่าวต่างประเทศต่อไปว่า

การยึดสนามบินสนุกมากกกกกกกกกกกก อาการอร่อย ดนตรีเพราะ ไร้อาวุธ

โหยยยยย...กรูฟังแล้วอยากจะลาออกจากการเป็นคนไทย เอาใครไม่เอา เอาไอ้ห่านี่มาเป็น รมต.ต่างประเทศได้งัย สงสัยกระทรวงบัวแก้ว ต่อไปเวลาจะติดต่อค้าขายกับใครต้องพกไม้กอล์ฟ ไปคุย ถ้าคู่ภาคีคุยไม่รู้เรื่องก็ตีหัวคู่เจรจาแล้วยึดแมร่งเลย ตามนโยบายยึดแล้วสนุ๊....ก สนุก ของรมต.

วันนี้ นายกต้องตอบ นายกต้องพูด อย่านิ่ง อย่าแถ ว่าวันที่พูดแสดงวิสัยทัศน์ตอนรับตำแหน่งนั้น ท่านสะตอบอแหล หรือเปล่า ถ้าไม่ ต้องแสดงอะไรออกมาบ้างแล้ว หากยังนิ่งเงียบทำหน้ามึนตาใส

สีแดงออกมาเต็มถนนแน่ ๆ แล้วจะหาว่าหล่อไม่เตือน

สายลมรัก

Wednesday, December 24, 2008

ช่างน่าขำ ศักดินาอำมาตย์ ต้องการหยุดสังคมไทยไว้ที่ปลายยุคเกษตรกรรม

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

ผมได้ศึกษาประวัติศาสตร์ลัทธิเศรษฐกิจและการเมืองมาพอสมควรทีเดียว จนได้ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศยุโรปว่า เมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านจากยุคเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม คนชั้นล่างที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจะต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในอำนาจทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อบวกเข้ากับลัทธิระบอบประชาธิปไตย ที่เน้นการเข้าสู่อำนาจรัฐโดยวิธีการเลือกตั้ง ในที่สุดแล้ว คนชั้นล่างที่มีจำนวนมากกว่า และเกิด "จิตสำนึกทางการเมือง" ขึ้น พวกเขาจะใช้สิทธิในการโหวต ลงคะแนนออกเสียงเลือกพรรคที่ให้ประโยชน์แก่พวกเขามากที่สุด และจะเลือกผู้แทนของเขาอย่างเป็นกลุ่มก้อน เพื่อให้มีพลังในการดำเนินนโยบายต่างๆ ตามที่คนรากหญ้าต้องการ ซึ่งก็คือนโยบายที่โปรคนรากหญ้าต่างๆ เช่น นโยบายประชานิยม หรือ นโยบายพวก Social Safety Net ต่าง ๆ ซึ่งเราก็ได้เห็นในประเทศตะวันตกต่างๆ

คนชั้นล่างในช่วงแรกจะออกเสียงลงคะแนนตามระบบอุปถัมภ์คือ เลือกตัวบุคคลมากกว่าเลือกพรรคเพราะในยุคเกษตรกรรม คนชั้นล่างมีความผูกพันกับระบบอุปถัมป์มาแต่เดิมในสังคมเกษตรกรรม ความต้องการในชุมชนยังคงมีเพียงพวกโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน โรงเรียน ไฟฟ้าเป็นต้น นโยบายรัฐบาลยังไม่มีผลกระทบต่อคนรากหญ้ามากเท่าใดนั้น หากฝนตกต้องตามฤดูกาล ทำไร่ไถ่นาได้ คนก็ไม่เดือดร้อนเท่าใดนัก สส.ที่สามารถนำความเจริญเข้าหมู่บ้าน ชุมชนได้ ชาวบ้านจะเลือกเข้าไปเพื่อทำสิ่งเหล่านี้

400

แต่เมื่อสังคมพัฒนาไปมากขึ้น ประเทศเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น ลูกหลานของชาวนาเหล่านี้อพยพเข้ามาทำงานในเมือง ในช่วงแรกๆ ก็เป็นการเข้ามาหางานทำตามฤดูกาล พอถึงฤดูทำนา ลูกหลานคนชนบทเหล่านี้ก็กลับไปทำนากับพ่อแม่ พ้นหน้านา ก็เข้าเมือง เป็นอยู่อย่างนี้ จนเกิด Generation ที่สองคือลูกของคนเหล่านี้ที่มักเกิดขึ้นในเมืองอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ไม่กลับไปทำนาอีกแล้ว โครงสร้างสังคมก็เปลี่ยนไป

เมื่อประเทศเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น คนเดินทางไปมาระหว่างชนบทกับเมือง ความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมป์เดิมเสื่อมลงไป คนกึ่งชนบทกึ่งเมืองเหล่านี้ไม่ได้ผูกพันอยู่กับระบบเดิมอีกต่อไป

ดังนั้น พวกเขาก็จะเกิดการเรียนรู้ว่า การเลือกตั้งนั้นมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา พวกเขาก็จะค่อยๆ ออกเสียงเลือกระบบพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคล เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง สมมุติว่าเป็น X ปี พฤติกรรมการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปเหล่านี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสังคม สัดส่วนของคนที่เลือกพรรคมีมากกว่าเลือกบุคคลในระบบอุปถัมป์ สุดท้ายระบบการเมืองแบบพรรคใหญ่จะเกิดขึ้น

คนชนบทต้องการนโยบายที่เราเรียกกันว่าแนวทางเสรีนิยมหรือ Liberal ซึ่งสุดท้ายพรรคการเมืองแนว Liberal ที่เน้นให้คนชั้นล่างเข้ามามีส่วนทางสังคม มีรัฐสวัสดิการ หรืออื่นๆ เป็นต้น ก็จะชนะเลือกตั้งจนได้

ในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน คนชั้นนำที่เคยมีอำนาจในสังคมเดิม จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายอาจเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น ในหลายประเทศ เช่นเหมือนอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ที่เรียกว่า Glory Revolution ซึ่งในยุคของโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ที่ตั้งตัวเป็น Lord Protector of England (สมัยนั้นยังไม่มีระบอบประธานาธิบดี) จนยุคนั้นอังกฤษว่างกษัตริย์ถึง 5 ปี ทีเดียว นั้นคือ สงครามการเปลี่ยนผ่านของสังคมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ซึ่งในที่สุดมันก็ไม่มีใครสามารถต่อต้านการเปลี่ยนแปลงได้ พรรคแนวทางเสรีนิยม ก็ต้องเข้ามาแทนที่กลุ่มอำนาจเดิมอยู่ดี มันคือพัฒนาการทางสังคม

บางประเทศก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ได้ดี เพราะ “คนชั้นนำ” รู้จักปรับตัวและเข้าใจ “สัจธรรม” การเปลี่ยนแปลงของสังคม และไม่ต่อต้าน ซึ่งประเทศแบบนี้ก็จะโชคดีไม่เกิดสงครามกลางเมือง เพราะไม่ว่าจะอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็ต้องชนะอยู่วันยังค่ำ คนชั้นนำ อาจต้านทานได้ชั่วเวลาหนึ่ง แต่มันเป็นแค่ปัญหาของเวลาเท่านั้น แต่พวกเขาหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ประเทศต่างๆ ในยุโรปก็เผชิญสภาพเช่นนี้เหมือนกัน คือ สังคมมันเปลี่ยนผ่านระบบเลือกตั้ง ทำให้อำนาจไปตกอยู่ในมือประชาชน ในช่วงแรกประชาชนยังไม่มีการเรียนรู้ ก็จะขายสิทธินี้ของตน เกิดระบบการซื้อเสียงเป็นต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป X ปี สุดท้ายก็เกิดการเรียนรู้จนได้

เมืองไทย "คนรากหญ้าของไทย" ได้เรียนรู้ไปแล้ว โดยใช้เวลาตั้งแต่ปี 2475-2540 ในการพัฒนาการเรียนรู้ และสุดท้ายในยุคทักษิณที่คนรากหญ้าตระหนักในอำนาจของตนก็มาถึง
แม้ว่าจะมี "อำนาจทางจารีต" ที่บังเอิญค่อนข้างแข็งในเมืองไทย มากกว่าอังกฤษช่วงนั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ ในช่วงปี 2549

แต่ผมไม่เชื่อว่า "ปฏิกิริยาย้อนกลับ" นี้จะสามารถ หยุดยั้งวิวัฒนาการได้ อย่างมากก็ย้อนกลับได้ชั่วคราว ผมไม่เชื่อว่าสังคมไทยที่ "เรียนรู้ไปแล้ว" จะหยุดนิ่งอยู่ที่ปี 2551 ได้

ผมคิดแล้วช่างน่าขำจริงๆ ที่พวกเขาจะหยุด "สังคมไทยไว้ที่ปลายยุคเกษตรกรรม” ตลอดไป ซึ่งก็คือการต่อต้านทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมอย่างแท้จริง ผมมั่นใจว่า อย่างมากก็หยุดได้ "เท่ากับเวลาที่เหลืออยู่ของอำนาจทางจารีต" นั่นแหละครับ เหลือไม่กี่ปีหรอกครับ

การมองข้ามพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ปลายขอบฟ้า แล้วเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม นั่นคือผู้นำที่มีอัจฉริยะภาพสูงส่ง ประเทศไทยเผชิญปัญหาวิกฤติเช่นนี้มาแล้วนาสมัยปลายรัชกาลที่ 3 ที่สังคมในระดับโลกและภูมิภาคเริ่มเปลี่ยนแปลง แต่สังคมไทยยังตกอยู่ในสังคมแบบจารีต โครงสร้างสังคมยังเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งก็คือยุคกลางหรือยุค Medieval ของยุโรปแบบที่เราเห็นในหนังเรื่อง Brave heart นั่นเอง

แต่โชคดี รัชกาลที่ 4 ไม่ได้ครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ 2 ต้องหนีราชภัยไปบวช 27 ปี ช่วงที่บวชอยู่นั้น ท่านได้ติดต่อแลกเปลี่ยนกับฝรั่งมิชชันนารีและเรียนภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตก ทำให้โลกทรรศน์ของท่านเปลี่ยนไป “หลุดพ้นจากยุคกลางโดยสิ้นเชิง” ท่านมองเห็นพายุการเปลี่ยนแปลงที่ปลายขอบฟ้า และเตรียมตัวปรับเปลี่ยนประเทศไทยทันทีที่ท่านมีอำนาจและปลูกฝังให้ ร.5 ดำเนินการปรับเปลี่ยนสังคมไทยต่อมา

เราไม่เห็น “อัจฉริยภาพ” ของคนที่มองข้ามไปที่ปลายขอบฟ้าได้อีกแล้วในยุคนี้

พวกเขากับทำแบบสมัยปลายรัชกาลที่ 3 คือพยายามต่อต้านการเปลี่ยนแปลงรักษาสังคมเดิมไว้ สุดท้ายก็ไม่ต่างจากประเทศต่างๆ รอบประเทศไทย คือ โดนยึดเป็นเมืองขึ้น ราชวงศ์สูญสลายไปหมดสิ้น

ผมรู้สึกว่าทักษิณ ชินวัตร คือคนหนึ่งที่สามารถมองข้ามปลายขอบฟ้าไปได้ แต่เขาไม่มีพลังเพียงพอที่จะนำสังคมรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ จนถูกอำนาจทางจารีตทำร้ายเอาอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดแล้ว เชื่อเถอะว่า สังคมต้องหมุนข้ามจุดนี้ไปจนได้ และทักษิณหากไม่ตายไปก่อนก็จะชนะในที่สุด

450

"แก๊ง 4 ป."ฐานอำนาจใหม่ ผู้คุ้มกัน"รัฐบาลปชป."?

ที่มา มติชน

กลับมาผงาดใน "แวดวงกองทัพ" อีกครั้ง สำหรับ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เมื่อเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใน "ครม.อภิสิทธิ์" ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย ภายใต้การกลับเข้ามาบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

ทั้งนี้ชื่อของ พล.อ.ประวิตร เข้ามาอยู่ใน "ครม.อภิสิทธิ์ 1" คงยากที่รัฐบาลชุดนี้จะปฏิเสธ "ความเชื่อมโยง" กับกองทัพ ภายใต้การนำของ "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก "น้องรัก" หมายเลขหนึ่งแห่ง "นักรบบูรพา"

ด้วยความสัมพันธ์ที่ "คู่พี่น้อง" นี้มีร่วมกันมานานแบบ "มองตาก็รู้ใจ" เพราะทั้งคู่เคยผ่าน "ชีวิตวัยหนุ่ม" มาด้วยกัน เพราะหลังจบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จปร.) ทั้งคู่เริ่มต้นชีวิตรับราชการที่ "ค่ายนวมินทร์ฯ" กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) จ.ชลบุรี มาด้วยกัน

ทั้งนี้ ถือเป็นธรรมเนียมของทุกค่ายที่จะมีบ้านพัก "นายทหารหนุ่มโสด" อยู่ภายในค่ายทหารทุกแห่ง และที่ ร.21 รอ.นี้เช่นกัน

เมื่อชีวิต "ยังเติร์ก" ของ พล.อ.ประวิตร "พี่ใหญ่บูรพา" ยังครองโสดสมัยนั้น จึงเข้าพักใน "บ้านพักทหารโสด" อยู่ในกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน 2 รอ.) กลายเป็น "พี่เบิ้มบ้านชายโสด"

และเมื่อ "ร.ต.อนุพงษ์" หนุ่มโสดศึกษาจบ จปร.รุ่น 21 หมาดๆ ได้เข้ารับราชการอยู่ที่ ร.21 พัน 2 รอ. ก็ต้องเข้ามาอาศัยอยู่ใน "บ้านพักทหารหนุ่มโสด" แห่งนี้ โดยมี "พี่ป้อม" เป็นนายทหารรุ่นพี่คอยดูแล ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง "พี่ป้อมน้องป๊อก" เริ่มต้นนับหนึ่งตั้งแต่นั้นมา

หลังจากนั้น 2 ปี "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ซึ่งจบการศึกษา จปร. รุ่น 23 ก็เริ่มต้นชีวิตราชการใน ร.21 พัน 2 รอ. เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ และเข้ามาอาศัยที่ "บ้านทหารหนุ่มโสด" ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ด้วยความที่ พล.อ.อนุพงษ์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ เรียน จปร. รุ่นใกล้เคียงกัน ทำให้ทั้งคู่มี "ความใกล้ชิด" กันตั้งแต่สมัยเรียน

ด้วยความที่ชีวิตวัยหนุ่มของ "บิ๊ก 3 ป." นี้ คุ้นเคยกันมาตั้งแต่ชีวิตวัยหนุ่มที่ "ทำงาน กิน เที่ยว นอน" มาด้วยกันใน "บ้านพักทหารหนุ่มโสด" ดังนั้น ปฏิเสธความสัมพันธ์แบบ "พี่น้องซี้ย่ำปึ้ก" นี้ไปไม่ได้

นอกจากนี้ ชีวิตรับราชการของ 3 พี่น้อง "ป้อม-ป๊อก-ตู่" นี้ก็ผ่านตำแหน่ง "คุมกำลังหลัก" ชนิดถอดแบบกันมา โดยเฉพาะเก้าอี้ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ (พล ร.2 รอ.) หรือที่เรียกว่า "เหล่าทหารเสือราชินี" และเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 มาเช่นเดียวกัน

รวมถึงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ที่ "พี่ป้อม-น้องป๊อก" ต่างครองตำแหน่งนี้ไปแล้ว เหลือเพียง พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีอายุราชการถึงปี 2557 ซึ่งรอ "วัน เวลา" เหมาะสมนั่งเก้าอี้ "ผู้นำกองทัพ" ต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ ที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2553

ทั้งนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธ "สัมพันธ์ลึกซึ้ง" ของ "สามพี่น้อง" นี้ ดังนั้น เมื่อบทสรุปของการ "เปลี่ยนขั้วรัฐบาล" มาลงเอยที่สูตร พล.อ.ประวิตร นั่ง รมว.กลาโหม "คุมน้องทหาร" ในเหล่าทัพ พร้อมประสานการทำงานกับ "ฝ่ายการเมือง"

ดังนั้น ย่อมไม่แปลกที่สังคมจะสงสัย "ความอยู่เบื้องหลัง" ตั้งรัฐบาลที่มี "บิ๊กกองทัพ" เข้ามามีเอี่ยว โดยเฉพาะห้วงการต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงก่อนมี "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ความเคลื่อนไหวของ "ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์" มีขึ้นต่อเนื่อง

โดยใช้พื้นที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เป็นสถานที่ "ถกการเมือง" กันมาตลอด ทั้งในบ้านพักรับรองของ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ล้วนอยู่ใน ร.1 รอ.

แต่ที่เป็นศูนย์บัญชาการหลัก คือ มูลนิธิปลูกป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ใน ร.1 รอ. ภายหลังที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน

มูลนิธินี้มีภารกิจสำคัญ คือ ปลูกป่าในพื้นที่ 5 จังหวัดรอยต่อ "แถบบูรพา" ดูแลสิ่งแวดล้อมตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ต้องการรักษา "ผืนป่าและผืนน้ำ" โดยมูลนิธินี้มีคนดังในสังคมเป็นกรรมการจำนวนมาก อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีต รมว.คลัง พล.อ.พัฒฑะนะ พุฑานานนท์ อดีต รอง ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นประธานกรรมการ บริษัท เบียร์ทิพย์ เป็นรองประธาน

กรรมการประกอบด้วย พล.อ.อนุพงษ์ นายสถิตย์ สวินทร์ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เพื่อนเซนต์คาเบรียล ของ พล.อ.ประวิตร และเป็นหนึ่งใน "บิ๊กคอมลิงค์" นายจรูญ จันทร์จำรัสแสง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนายทุนเก่าพรรคทานตะวัน และนายกมล เอี้ยวศิวะกุล นายบำรุง ล้อเจริญวัฒนา

ถือเป็น "มูลนิธิน้องใหม่" ที่มี "กลุ่มทุน" สนับสนุนไม่น้อยกำลังมาแรงในบทบาทการเมืองเวลานี้

ดังนั้น ไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตร จะเริ่มต้น "เส้นทางการเมือง" เต็มตัวในเก้าอี้ รมว.กลาโหม เพราะกำลังเป็นบุคคล "ทรงอิทธิพล" ทั้งในแวดวง "การเมือง" และ "การทหาร"

ที่สำคัญ พล.อ.ประวิตร ยังมี "น้องรัก" ถึง 2 คน เป็นผู้คุมกำลังกองทัพทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ "ผู้นำสีเขียว" และ "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ญาติผู้น้อง พล.อ.ประวิตร ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซื้อใจด้วยการ "คืนเก้าอี้" ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็น "ผู้นำสีกากี"

ด้วยวิธีการ "ซ่อนเร้น" ให้นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ลงนามคำสั่งให้วันที่ 21 ธันวาคมในฐานะ "รักษาการนายกฯ" ป้องกันฝ่ายตรงข้ามถูกโจมตีรัฐบาล "ต่างตอบแทน"

ถือว่าเวลานี้ "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ปิดประตู "อำนาจทหาร" ที่จะมาสั่นคลอน "เสถียรภาพ" รัฐบาล

ขณะเดียวกัน รัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังยืมมือ "อำนาจความมั่นคง" ทั้งตำรวจและทหารเป็นเครื่องมือ "ลากยาว" รัฐบาลชุดนี้ ด้วยการดูแลปัญหาความมั่นคงที่เกิดจากการเมือง โดยเฉพาะ "ยุทธวิธีย้อนเกล็ด" ของฝ่ายตรงข้ามที่เตรียมปลุก "ม็อบเสื้อแดง" กดดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ ให้ยุบสภา "คืนอำนาจ" ให้ประชาชน

ดังนั้น สูตรการเมืองเวลานี้ต้องจับตาทุกความเคลื่อนไหวของ "บิ๊ก 4 ป." คือ "ป้อม-ป๊อก-ป๊อด-ประยุทธ์" เพราะศูนย์อำนาจการเมืองเวลานี้ ต้องขับเคี่ยวควบคู่ไปกับ "การทหาร" ที่มี พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น "คีย์แมนสำคัญ"

ที่สามารถ "ชักใย" และ "ชี้เป็นชี้ตาย" ให้กับรัฐบาลนี้...

ครม.ยี้แต่โอทอปไม่ยี้

ที่มา เดลินิวส์

ยังไม่ทันตั้งไข่เลย เสียงสรรเสริญอื้ออึง แต่ไปทางลบซะมากกว่ามีตั้งแต่ ครม.ยี้เฉย ๆ, ครม.ต่างตอบแทน, ครม.ยี้เรียกพี่, ครม.หล่อ แต่ยี้ มียี้เต็มไปหมด สรุปว่าไม่หล่ออย่างที่คนตั้งความหวังไว้สูงลิบลิ่ว

สภาหอการค้าไม่เกรงใจตอก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งหน้าว่าผิดหวัง ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนตัว รมว.อุตสาหกรรมกลางอากาศจาก ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (เพื่อแผ่นดิน) อดีต รมช.คลัง ผลงานอะไรไม่ปรากฏ แต่นักข่าวถามอะไร เธอขอวิ่งหนีไว้ก่อนเปลี่ยนมาเป็น ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ก็งั้น ๆ อีก !!!

เรียกว่าทีมเศรษฐกิจ นอกจาก กรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง คนอื่นไม่เป็นที่ตอบรับเลยว่างั้นเถอะ

ใช่แต่สื่อในประเทศที่เรียก ครม.ยี้ สื่อนอก รอยเตอร์ โค้ดความเห็นจากสื่อไทยฉบับหนึ่งที่เป็นขาประจำรัฐบาลสมชาย เพื่อสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับรมว.การต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ จากประชาธิปัตย์

รอยเตอร์บอกประมาณว่ากษิตได้ขึ้นเวทีอภิปรายกับพันธมิตรฯมาหลายครั้งเพื่อขับไล่รัฐบาลเก่า (เรียกว่าขาประจำยังได้เลย) แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือพันธมิตรฯได้บุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองอย่างอุกอาจถึง 8 วัน อย่างที่เป็นข่าวไปทั่วโลก

เป็นการทำผิดกฎหมายอย่างโจ่งครึ่มขนาดทูต 6 ชาติ ทั้งสหรัฐ อียู อังกฤษ ออกแถลง การณ์เรียกร้องคืนสนามบินสุวรรณภูมิโดยด่วน (เพราะมีผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ 3 แสนคน) และเรียกร้องให้ดำเนินคดีคนทำผิดด้วย แล้วจะเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศได้ยังไง

ก็นั่นนะสิ เป็นประเด็นที่ล่อแหลมมาก !!!

เพราะการยึดสนามบินต่างประเทศถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เข้าข่ายการก่อการร้ายสากลด้วยซ้ำ อย่างนี้เวลาอภิสิทธิ์ไปเยือนต่างประเทศ แล้วผู้นำประเทศนั้นรู้ว่า รมว.การต่างประเทศของไทย มีความเห็นว่า การบุกยึดสนามบินนั้นเป็นกระบวนการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยที่ทำได้โดยมีข้ออ้างเพื่อขับไล่รัฐบาลคอร์รัปชั่น แล้วผู้นำประเทศนั้นจะว่างสีหน้าอย่างไร

นี่คงเป็นกรรมสนองอีกเรื่องหนึ่งที่อภิสิทธิ์ ขว้างงูไม่พ้นคอ

ยังไม่นับกรณีที่ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ออกมาแฉเรื่องมีการซื้อเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นเงินตั้ง 80 ล้านบาท จนทำให้เจ้าตัวประชดจะใช้หนี้ให้เดือนละ 500 บาท รวมเบ็ดเสร็จประมาณแสนปี ก็จะครบ 80 ล้านบาทที่ว่าพอดี

หากจริงบอกได้เลย เป็นเรื่องใหญ่แน่ เพราะไม่รู้เงินก้อนนี้ตกหล่นไปอยู่ในกระเป๋าของใคร ทำเป็นเล่นไป แต่แค่นี้ ปชป.ก็เสียหมด เคยชี้หน้าด่าพรรคอื่นว่า ถูกนายทุนซื้อพรรคไปหมด ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

ที่จริงไม่อยากติเรือทั้งโกลนหรอก แต่ดูสภาพรัฐบาลชุดใหม่แล้ว อยู่ซัก 3 เดือน แล้วยุบสภา คืนอำนาจประชาชนจะดีที่สุดนั่นแหละ!!!

อีกเรื่องสำคัญมาก มีข่าวรัฐบาลรักษาการสั่งยกเลิกงาน “โอทอป” ซึ่งจะจัดวันที่ 19-28 ธ.ค. นี้ ที่เมืองทองธานีแบบดื้อ ๆ ใช้สมองส่วนไหนคิดเนี่ย ไม่รู้หรือ โอทอปคือชีวิตของชาวบ้าน เป็นสินค้าแบรนด์ไทยแท้ ๆ งานนี้ถือเป็นการออกร้านที่สำคัญ ปีละครั้ง จัดมาหลายปีแล้ว จนถือเป็นงานใหญ่ ทำให้คนไทยได้พัฒนาฝีมือ

โดยเฉพาะช่วงสิ้นปีเป็นโอกาสทำเงินและรับออร์เดอร์ ใหม่ ๆ (ปีหนึ่ง ๆ โอทอปทำเงินหลายหมื่นล้าน) การสั่งยกเลิกกะทันหันทำให้ผู้ผลิตที่ลงทุนไปแล้วเป็นร้อย ๆ ล้านจะล้มละลายหมดเนื้อหมดตัว

เห็นท่าน นายกฯอภิสิทธิ์ ประกาศจะช่วยรากหญ้า ก็ขอให้สั่งทบทวนให้มีการจัดงานนี้ใหม่โดยด่วนเถอะ นี่ก็เกือบจะสายเกินไปแล้ว

ใครที่สั่งยกเลิกช่างไร้วิสัยทัศน์ ไร้ความรับผิดชอบ บ้องตื้นจริง ๆ.

ดาวประกายพรึก