WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 26, 2008

'นพดล'เอาคืนจี้ปชป.ทวงเขาพระวิหาร

ที่มา ประชาทรรศน์

'นพดล' ล้างตาปชป.- พันธมารเล็งส่งจม.เปิดผนึกส่ง'นายกฯมาร์ค' แจงการทวงเขาพระวิหารคืน จับมือเพื่อไทยจัดส่งข้อมูลโต้วันแถลงนโยบายรบ. สั่งสอน'กษิต' เป็นรมต.อย่าโยนบาปให้ขรก. ชี้ต้องคิดก่อนพูดอย่าสถุน "สาทิตย์"ปากกล้าขาสั่น ลั่นพร้อมแจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ธ.ค.) นายนพดล ปัทมะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เตรียมส่งจดหมายเปิดผนึกให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงความชัดเจนกรณีปราสาทพระวิหาร ว่าจะมีนโยบายทวงคืนหรือไม่ เนื่องจากในอดีตการอภิปรายพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าประเทศไทยยังคงเสนอสิทธิ์ทวงคืน ขณะเดียวกัน นายนพดลกล่าวว่าจะมอบเอกสารต่าง ๆ เพื่อให้กับส.ส.ต่อพรรคเพื่อไทย ใช้ในวันอภิปรายนโยบายรัฐบาลด้วย และมองว่า ต้องให้โอกาส นายกฯ ทำงาน แต่นายกฯ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง นอกจากนี้ นายนพดล รู้สึกไม่สบายใจต่อท่าทีของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน และเห็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ดี ควรคิดก่อนพูด ไม่ควรเป็นคนกลับกลอก ไม่พูดหยาบคาย และไม่ควรโยนความผิดให้ข้าราชการประจำ

จากกรณีดังกล่าวเมื่อวานนี้(25 ธ.ค.)ที่ผ่านมานายกษิตได้กล่าวว่า จุดยืนของการทวงคืนตัวปราสาทเขาพระวิหารของตนมีแนวทางในการแก้ไขข้อพิพาทโดยให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 ค.ศ. 1907 รวมถึงการตัดสินของศาลโลก และบันทึกความเข้าใจ ปี 2543 เรื่องปักปันเขตแดน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ซึ่งขัดกับแนวทางที่เคยกล่าวไว้บนเวทีพันธมิตรประชานเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ มีศูนย์ติดตามสถานการณ์พื้นที่เขาพระวิหารและชายแดนไทยกัมพูชา ในการทำความเข้าใจกับประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการเจรจากับนายฮอร์ นัมเฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา

เดทไลน์ 27 รมต.แจงเขาพระวิหารวันนี้


ขณะที่ความคืบหน้าเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) พิจารณาสำนวนการไต่สวนถอดถอนคณะรัฐมนตรี(ครม.) สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อหากระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กรณีออกมติครม.สนับสนุนให้กัมพูชา ขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ในวันนี้ ถือเป็นวันสุดท้ายที่ ป.ป.ช. อนุญาตให้อดีตครม. นายสมัคร สามารถเลื่อนแก้ข้อกล่าวหาได้ ซึ่ง น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป.ป.ช.ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนนี้ ระบุว่า หากเลยกำหนดในวันนี้แล้ว ยังไม่มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือว่าทั้งหมดไม่ติดใจที่จะแก้ข้อกล่าวหา อาจจะสรุปสำนวนเสนอให้ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาลงมติต่อไป แต่ยังรัฐมนตรี 27 คนได้หนังสือขอเลื่อนการชี้แจงข้อกล่าวหาออกไปก่อน ทั้งนี้ทางคณะอนุกรรมการไต่สวนฯให้เลื่อนการแก้ข้อกล่าวหาออกไปได้ เพราะเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา โดยอนุญาตให้เลื่อนการแก้ข้อกล่าวหาได้ถึงวันนี้เท่านั้น

อย่างไรก็ตามล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่านางอุไรวรรณ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ส่งเอกสารชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ส่วนนายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เดินทางมาชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยตนเอง

ปชป.ลั่นพร้อมแจงเขาพระวิหาร

ขณะที่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ว่า รัฐบาลได้เตรียมการไว้ทั้งสองส่วนทั้งภายนอกและภายในซึ่งนายอภิสิทธิ์ ได้กำชับให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เตรียมการ ซึ่งโดยปกติการชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้หากไม่ใช้ความรุนแรงส่วนหากเกิดกรณีเช่นเดียวกับวันโหลตเลือกนายกฯ นายสาธิต กล่าวว่า คาดว่าคงจะไม่เหมือนกัน ถ้าในวันแถลงหากสามารถดำเนินการไปได้ก็จะทำต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวออกมาว่ามีการอุ้มบุคคลก่อนวันแถลงนโยบายนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงแต่การที่ฝ่ายค้านพูดเช่นนั้น เพราะอาจจะมีข้อมูลอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องความมั่นคง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้ดูแลและได้มีแผนดำเนินการอยู่ ทั้งนี้เชื่อว่าการแถลงนโยบายจะแตกต่างกับรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือกับทุกฝ่าย อีกทั้งขอขอบคุณกลุ่มเสื้อแดงที่ให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานก่อน เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบมันจะเป็นผลเสีย ซึ่งตามที่ได้ข่าวมาก็จะจัดเจ้าหน้าที่เป็นผู้ดูแล รวมทั้งยังได้เจรจากันว่าจะให้กาสรัฐบาลทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการถ่ายทอดสดการแถลงนโยบายหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้พูดว่าจะขอความร่วมมือกับทางรัฐสภา ซึ่งทางรัฐบาลก็ไม่มีปัญหาเนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่าสามารถถ่ายทอดสดได้ ซึ่งก็มีการเตรียมการทั้ง ทีวีและวิทยุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายนพด ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีชี้แจงความชัดเจนกรณีปราสาทพระวิหารว่ามีนโยบายทวงคืนหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ที่คุยกันไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหา แต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้เตรียมชี้แจงแล้ว ส่วนที่เกี่ยวข้องก็ต้องทำหน้าที่ ทั้งนี้ที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เตรียมแผนที่ไว้เปิดโปงในวันแถลงนโยบาย จะรุนแรงหรือไม่ นายสาธิต กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกเรื่อง รวมทั้งกรณีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนาตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก็พร้อมชี้แจง

เมื่อถามว่า กรณีที่ผ่านมาพรรค ปชป.เคยวอล์กเอ้าท์ในวันแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะมีการชุมนุม ซึ่งหากครั้งนี้มีการชุมนุมอีกทางพรรคจะยืนยันที่จะแถลงนโยบายต่อหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากเกิดความรุนแรงก็พร้อมจะถอยแต่เชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรง เพราะการที่ ประชาธิปัตย์ ทำในครั้งนั้นเนื่องจากเห็นข่าวในช่วงเช้าก่อนแถลงนโยบายเกิดเหตุการณ์รุนแรง จึงไม่อยากข้ามกองเลือดไปประชุม จึงต้องทำเช่นนั้น แต่ครั้งนี้แม้ว่าจะมีการชุมนุมมากก็พร้อมที่จะเข้าไปแถลง เพราะได้ฟังจากข่าวว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมอย่างสงบไม่มีเหตุรุนแรง ส่วนกรณที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ประกาศไว้ว่าจะมีสงครามกลางเมือง นายสาทิตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแกนนำ นปช.เคยประกาศไว้แรงกว่านี้ แต่ครั้งนี้ได้ขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย เชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองเจตนารมณ์ของนายสมชาย อย่างไรที่ลงพื้นที่ในจังหวัดอุดร หลังจากที่ประกาศจะไม่เคลื่อนไหวในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ นายสาทิตย์ กล่าวว่า หากเป็นไปตามนั้นว่า การลงพื้นที่เป็นเพียงการเยี่ยมชาวบ้านก็ไม่เป็นไร แต่การลงพื้นที่หลังการประกาศของนายขวัญชัย ไพรพนา การตีความของคนก็อาจจะผิดเพี้ยนไป แต่ถึงอย่างไรก็ไม่อยากคิดในแง่ร้าย เพราะถึงอย่างไรก็เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน

นปช.ขู่แฉหลักฐานเตือน'มาร์ค'อาจลมจับ

ที่มา ประชาทรรศน์

'สรรเสริญ'ยัน กองทัพวางตัวเป็นกลางไม่ส่งทหารออกสกัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.ด้าน 'เทพเทือก' เชื่อ 'สมชาย'พบแกนนำคนรักอุดร มีนัยยะทางการเมือง แกนนำนปช.เชื่อกดดันรัฐบาลยุบสภาได้ ขู่แฉหลักฐานตัวใหม่ เตือน 'มาร์ค' ระวังลมจับ หลังเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (26 ธ.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายจุตพร พรหมพันธ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทยพร้อมด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงข่าวถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สนามหลวงในวันที่ 28 ธ.ค.ว่า ตนได้มีหลักฐานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็นสลิปการโอนเงินจากพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปยังบริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังจะล้มละลาย ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่าบริษัทดังกล่าวไม่น่าจะมีเงินจำนวนมากโอนผ่านบัญชี

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า อย่าทะลึ่งออกมาฟังการชุมนุม เพราะหากออกมาแล้วเห็นหลักฐานดังกล่าวที่ปรากฎอาจจะถึงขั้นเป็นลมลงได้

'วีระ'เชื่อ นปช.กดดันรัฐบาลยุบสภาได้

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช.กล่าวถึงความพร้อมในการชุมนุมวันที่ 28 ธค.ที่สนามหลวงว่า จะเป็นการชุมนุมในรูปแบบที่สังคมไม่เคยเห็น ยืนยันว่าไม่เหมือนการชุมนุมของพันธมิตร ทั้งนี้จะเป็นการชุมนุม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาหลังปล้นอำนาจประชาธิปไตยมาจากประชาชน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการชุมุนมครั้งนี้ จะสามารถกดดันให้รัฐบาลยุบสภาและออกจากอำนาจไปได้ รวมทั้งล้มรัฐบาลได้

'สรรเสริญ'ยัน กองทัพวางตัวเป็นกลาง

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพก็ยังไม่ได้รับหนังสือ ขอกำลังสนุนให้ไปช่วยดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน้ารัฐสภา ในระหว่างวันที่ 29 และ 30 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เพราะเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของตำรวจ พร้อมยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ส่งทหารออกสกัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งนี้ขอย้ำว่ากองทัพมีความเป็นกลางไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด อย่างไรก็ตาม พ.อ.สรรเสริญ ยังกล่าวอีกว่า พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็ไม่ได้สั่งการหรือกำชับเรื่องใดเป็นพิเศษ แม้มีกระแสข่าวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบกับนายขวัญชัย สาราคำ หรือ นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดรเมื่อวานนี้ว่า น่าจะมีนัยยะทางการเมือง เพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวในวันแถลงนโยบาย แต่ทั้งนี้ไม่ได้เตรียมรับมือเป็นพิเศษและไม่ได้รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวมถึงการจับคู่อภิปรายตนกับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ด้วยเพราะรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังกันดี

ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือเสื้อแดง

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ได้เตรียมกำลังไว้จำนวน 2,850 นาย ซึ่งตำรวจได้กำหนดโซนการชุมนุมให้กลุ่ม นปช.ด้วย จึงไม่น่ามีปัญหาและหากหลีกเลี่ยงความรุนแรงหรือเหตุปะทะได้ก็เป็นเรื่องที่ดี

ด้านพลตำรวจโทสุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมรับมือการปิดล้อมรัฐสภาของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนฝึกซ้อมทบทวนแผนปฏิบัติการอยู่ที่จังหวัดนครปฐม และจะประเมินสถานการณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

ทั้งนี้เชื่อว่า ยังไม่จำเป็นต้องปิดการจราจร บริเวณหน้ารัฐสภา ส่วนการที่ผู้ชุมนุมประกาศจะปักหลักกดดันจนกว่าจะมีการยุบสภา เป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองต้องแก้ไข แต่ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย การชุมนุมเท่านั้น

นอกจากนี้พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะมารวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภาในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า เกรงว่าอาจจะมีการสร้างเงื่อนไขและนำไปสู่การก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปีใหม่ ทั้งนี้เชื่อว่ากลุ่มพลังมวลชนทางภาคเหนือจะไม่เดินทางมาสมทบแกนนำในกรุงเทพฯ

ลับมาก -เรื่องสำคัญ ที่ ..อภิสิด...เตรียมไว้แถลงในสภาฯ วันที่ 28 ธ.ค. นี้

ที่มา Thai E-News

โดย คุณสุดชาย บุญไชย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
26 ธันวาคม 2551

....หลังจาก คุณจตุพร ได้เปิดประเด็น การหนีทหารของนายอภิสิทธิ์ ในรายการความจริงวันนี้

.......มีเรื่องต่อมาว่า .......พี่เทพ กะ หัวหน้าฯ ได้ส่ง พันเอก สถา.. ไปล็อบบี้กับ อดีตสัสดี... เพื่อขอให้แก้ต่าง โดยทำเป็นหนังสือถึงหัวหน้าฯ

แต่อดีตสัสดีไม่ต้องการยุ่งเกี่ยว ....จึงให้ไปคุยกับลูกสาว (เกิดกับภรรยาคนเก่า)

โดย พันเอก สถา.. ขอให้เขียนหนังสือทำนองว่า การนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นการเมือง ทำให้ตระกูลได้รับความเสียหาย จึงทำหนังสือถึงหัวหน้าฯ ว่า ให้ช่วยร้องขอผู้จุดประเด็น ...ยุติการกระทำ ดังกล่าว

....โดย หัวหน้าฯ จะนำหนังสือนี้ ไปแถลงนโยบายฯ หรือ แก้ต่าง...คุณจตุพร ที่จะสอบถามในสภาฯ....นี้ หรือ นโยบายฯ ของท่านหัวหน้าฯ

....ขอให้ช่วยกัน บอก ให้หัวหน้าฯ ที่จะเตรียมแถลงในสภาฯ ว่า

...พวกเรารู้..ทันแล้ว โว้ยยย....

ด้วยการอนุเคราะห์ข้อมูล จากการเปิดอกของ อดีตสัสดี...

การ์ตูนหนูดีกะป้านินจา

ที่มา Thai E-News



นปช.ฟันธงกดดันรัฐบาลไฮแจ๊คยุบสภา

ที่มา ประชาทรรศน์

'สรรเสริญ'ยัน กองทัพวางตัวเป็นกลางไม่ส่งทหารออกสกัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.ด้าน 'เทพเทือก' เชื่อ 'สมชาย'พบแกนนำคนรักอุดร มีนัยยะทางการเมือง แกนนำนปช.เชื่อกดดันรัฐบาลยุบสภาได้

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพก็ยังไม่ได้รับหนังสือ ขอกำลังสนุนให้ไปช่วยดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน้ารัฐสภา ในระหว่างวันที่ 29 และ 30 ธ.ค.ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เพราะเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของตำรวจ พร้อมยืนยันว่ากองทัพไม่ได้ส่งทหารออกสกัดความเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งนี้ขอย้ำว่ากองทัพมีความเป็นกลางไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด อย่างไรก็ตาม พ.อ.สรรเสริญ ยังกล่าวอีกว่า พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็ไม่ได้สั่งการหรือกำชับเรื่องใดเป็นพิเศษ แม้มีกระแสข่าวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบกับนายขวัญชัย สาราคำ หรือ นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนรักอุดรเมื่อวานนี้ว่า น่าจะมีนัยยะทางการเมือง เพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวในวันแถลงนโยบาย แต่ทั้งนี้ไม่ได้เตรียมรับมือเป็นพิเศษและไม่ได้รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวมถึงการจับคู่อภิปรายตนกับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ด้วยเพราะรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังกันดี

ตำรวจเตรียมพร้อมรับมือเสื้อแดง

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวถึงมาตรการการรักษาความปลอดภัยในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ได้เตรียมกำลังไว้จำนวน 2,850 นาย ซึ่งตำรวจได้กำหนดโซนการชุมนุมให้กลุ่ม นปช.ด้วย จึงไม่น่ามีปัญหาและหากหลีกเลี่ยงความรุนแรงหรือเหตุปะทะได้ก็เป็นเรื่องที่ดี

นอกจากนี้พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะมารวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภาในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า เกรงว่าอาจจะมีการสร้างเงื่อนไขและนำไปสู่การก่อเหตุวุ่นวายในช่วงปีใหม่ ทั้งนี้เชื่อว่ากลุ่มพลังมวลชนทางภาคเหนือจะไม่เดินทางมาสมทบแกนนำในกรุงเทพฯ

'วีระ'เชื่อนปช.กดดันรัฐบาลยุบสภาได้

นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช.กล่าวถึงความพร้อมในการชุมนุมวันที่ 28 ธค.ที่สนามหลวงว่า จะเป็นการชุมนุมในรูปแบบที่สังคมไม่เคยเห็น ยืนยันว่าไม่เหมือนการชุมนุมของพันธมิตร ทั้งนี้จะเป็นการชุมนุม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาหลังปล้นอำนาจประชาธิปไตยมาจากประชาชน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการชุมุนมครั้งนี้ จะสามารถกดดันให้รัฐบาลยุบสภาและออกจากอำนาจไปได้ รวมทั้งล้มรัฐบาลได้

'บิ๊กป็อก'ฮึ่มเชือดพวกจาบจ้วงเบื้องสูง!สั่งผบ.พันทั่วปท.จับตา

ที่มา ประชาทรรศน์

'กองทัพ-ก.ยุติธรรม'ผนึกกำลังเดินหน้าลงดาบ!พวกหมิ่นสถาบัน'บิ๊กป็อก'เสียงแข็งสั่งผบ.พันทั่วประเทศตรวจสอบอย่างเข้ม ขณะที่รมว.ยธ.เอาจริงลุยตั้งหน่วยฉก.ปราบพวกจาบจ้วงตามเว็บไซต์-สื่อ

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ระบุว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้เรียกประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกจนถึงผู้บังคับกองพันเพื่อให้นโยบายปฏิบัติที่สำคัญในปี 2552 โดยได้เน้นย้ำนโยบายกว้างๆ ในการปฏิบัติของกำลังพลใน 2 เรื่องคือ 1.การปกป้อง และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และ 2.การสร้างความสามัคคี ลดความแตกแยก แบ่งสีของคนในชาติ ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้มีพูดรายละเอียดในการปฏิบัติ โดยแจ้งว่ากองทัพบกจะประชุมเพื่อกำหนดขั้นตอน และกรอบในการปฏิบัติที่เหมาะสมอย่างละเอียดอีกครั้ง และจะจัดทำเป็นเอกสารแจ้งไปยังทุกหน่วยทั่วประเทศ

แหล่งข่าวในที่ประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง (นขต.) กล่าวว่า ผบ.ทบ.ได้เน้นย้ำกับผู้บังคับกองพันให้กวดขันกับเรื่องการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และช่วยกันปกป้องเชิดชูสถาบันไม่ให้กลุ่มขบวนการทำลายเพราะเป็นที่รักของคนไทย ใครจะมาย่ำยีไม่ได้ ทั้งนี้พล.อ.อนุพงษ์ ยังรับุอีกว่า บุคคลที่หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์มีอยู่ 2 พวกคือ พวกที่จงใจจะทำลายสถาบัน ส่วนอีกพวกคือพวกที่ไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นผู้บังคับกองพันในแต่ละจังหวัดจะต้องไปกวดขัน และตรวจสอบในพื้นที่ของแต่ละพื้นที่หากพบก็เข้าไปดำเนินการ และประสานงานกับทางตำรวจให้จัดการเรื่องนี้โดยเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสั่งเดินหน้าจัดการกับกลุ่มคนที่ทำการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงของพล.อ.อนุพงษ์นั้น สอดรับกับนโยบายของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ได้เดินทางเข้าทำงานที่กระทรวงเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งได้ยืนยันว่า นโยบายเร่งด่วนคือดำเนินคดีการก้าวล่วงกับผู้ที่กระทำการหมิ่นสถาบันอย่างเด็ดขาด

และจริงจัง โดยจะมีการตั้งทีมเฉพาะกิจในการปราบปรามการกระทำอันเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งการเผยแพร่บนเว็บไชต์และสื่อต่างๆ หากหน่วยที่รับผิดชอบโดยตรงไม่

ดำเนินการ ก็จะมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำหน้าที่แทน นอกจากนี้จะเข้าไปตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานในกระทรวง เนื่องจาก

กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

หนูมารค์ที่ใครต่อใครรักรวมทั้งป้าพลอยด้วย!!!!

ที่มา thaifreenews

โดย : ป้าพลอย

วันนี้เป็นวันคริต์มาสในต่างประเทศหยุดกันหมดหนังสือพิมพ์ก็ไม่มีให้อ่านจึงต้องไปหาอ่านข่าวในเน็ตในประเทศไทยเพราะต่างประเทศมีแต่ข่าวเรื่องเกี่ยวกับศาสนา วันนี้เร่ร่อนแส่เข้าไปหลายเว็บไซด์ เห็นมีคนมาตั้งกระทู้ว่ากระแทกแดกดันเจ้าหนูมารค์นายกรูปหล่อแห่งไทยแลนด์คนใหม่ อ่านแล้วมันให้สมเพชเวทนา
เสียจริงๆ หนูมารค์ของป้าไม่รู้ตัวเองบ้างหรือว่าคนเขารักหนุกันม๊ากมากแม้แต่ป้าเองก็แสนจะรักหนูเสีย

จริงๆเกิดมาป้าไม่เคยรักใครเท่าหนูมารค์เลย ไม่ว่าหนูจะทำอะไรถูกใจป้าไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่าหนูจะพูดจริงพูดตอแหลป้าก็ยิ่งรักใหญ่เลย เสียดายที่ป้าไม่มีลูกสาวไม่เช่นนั้นจะยกให้หนูมารค์ซะนี่เพื่อจะได้มีลูกมีหลาน
สืบต่อไป แต่หนูมารค์เอ๋ยใหนๆหนูก็ไปวิ่งราวเก้าอี้เขามานั่งแล้วหนูต้องหวงใว้ให้ดีน่า กว่าหนูจะได้มันมาต้องออกแรงทั้งกอดทั้งดึงแทบตาย ตอนนี้หนูได้นั่งเก้าอี้นี้แล้วป้าอยากรู้ว่าอ้ายเก้าอี้นี้น่ะที่หนูกระสันต์อยาก

นั่งมาช้านานนั่งแล้วมันเหาะเหินบนอากาศได้เหนือมนุษย์ทั้งหลายหรือไงบอกป้าได้มั๊ยว่ามันวิเศษขนาดใหน
ทำไมหนูจึงกระสันต์อยากนั่งนักถึงขนาดวิ่งราวก็ยังยอม ป้าไม่เห็นมันจะวิเศษวิโสไปกว่าธรรมดาเลย หากเก้าอี้ที่หนูเข้ามานั่งอย่างถูกต้องตามกฏหมายป้าก็เห็นดีด้วยว่ามีเกียรติ แต่การที่หนูไปแย่งเขามานั่งนั้นมันไม่มีเกียรติเลยน่ะ และก็ไม่น่าภูมิใจสักนิดเลยด้วย เห็นหรือยังผู้คนทั่วไปมีแต่เสียงสาปแช่งหนูให้ระงมไป

หมด แล้วหนูจะทนได้นานเท่าไหร่กับการหน้าด้านน่ะ ขนาดไปดูฟุตบอลเมื่อวานนี้คนทั่วๆไปก็ด่าหนูว่าอ้ายตัวซวยทำให้ทีมชาติไทยแพ้เวียดนามนี่ยังไม่ได้ออกงานออกการที่ใหนยังโดนรุมเสียยับหน้าแตก ปีหน้าเริ่มทำงานแล้วจะถูกเย็บวันล่ะกี่เข็มกันเนี่ยหน้าหล่อๆคงมีแต่รอยเย็บเป็นแน่มารค์เอ๋ยป้าคงช่วยหนูไม่ได้เพราะหนูอยากนั่งเก้าอี้นายกจนตัวสั่นขนาดสถาปนาตัวเองตั้งแต่เป็นนายกเงาก็เอา เฮ้อความอยากของเด็กมารค์นี่

ช่างน่าสมเพชเสียจริงๆ ป้ายังไม่รู้เลยว่ารัฐบาลของหนูที่ฟรอม์กันใว้มีใครบ้างแต่ที่แน่ๆได้ข่าวมาว่าใน
ครม ของหนูมีอยู่คนหนึ่งที่พาม๊อบผู้ก่อการร้ายไปยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิทั่วโลกจ้องจะเอาผิดอยู่น่า เดี๋ยวหนูก็รู้ให้ถึงปีใหม่ก่อนเพราะตอนนี้อยู่ในช่วงวันหยุดยาวในต่างประเทศ ยิ่งออกไปเสนอหน้าต่อทูต
ต่างประเทศประจานตัวเองยิ่งเสร็จเร็ว นักท่องเที่ยวพร้อมนักข่าวต่างประเทศเขาไม่ได้โง่จะหลอกเหมือนที่

หนูไปเที่ยวตอแหลหลอกม๊อบเสื้อเหลืองพวกเดียวกันให้เชื่อพวกม๊อบก็เชื่อหัวปรับหัวปรำแต่หลอกต่าง
ประเทศไม่ได้กินแน่ เขามีหลักฐานกันทั่ว เอาเถอะเดี๋ยวหนูมารค์จะได้รู้ว่าต่างประเทศเขาจะเล่นรัฐมนตรีทียึดสนามบินสุวรรณภูมิทำให้นักท่องเที่ยวเดือนร้อนถึงสามแสนกว่าคนกักขังหน่วงเหนี่ยวเครื่องบิน 88 ลำ

ผลมันจะตามมาอย่างไร เชื่อว่าหนูมารค์ก้นไม่เย็นแน่เตรียมหาสำนวนตอแหลใว้สู้ศาลโลกก็แล้วกัน ป้าสังหรณ์ใจหลายอย่างว่าหนูจะไปไม่รอดเพราะมีลูกผสมเยอะเหลือเกินนี่ อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องเวรเรื่องกรรมที่ก่อใว้ให้กับคนอื่นมากมายเขาต้องมาถวงคืนงานนี้หนาวแน่มารค์เอ๋ยมารค์ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต............

ป้าพลอย

พังเพราะปาก

ที่มา ข่าวสด

รัฐบาลมาร์ค 1 คงไม่ราบรื่นเหมือนที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คาดหวังไว้

เพราะปัญหาวุ่นวายรุมเร้าเป็นระลอกๆ

ทั้งเรื่องแย่งเก้าอี้รมต.กันเองภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นหนังม้วนยาว ไม่จบกันง่ายๆ

กับการแต่งตั้งรมต.บางคนที่ดูแล้วจะเป็นปัญหา โดยเฉพาะรมต.จากกลุ่มทุนและกลุ่มพันธมิตร

นายอภิสิทธิ์ต้องยอมรับว่าผิดพลาดจริงๆ กับการเลือกนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ เพราะยิ่งตอกย้ำภาพความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตร

ยิ่งผิดพลาดเข้าไปใหญ่ที่ปล่อยให้นายกษิตโชว์วาทะ "ม็อบปิดสนามบินสนุกดี อาหารอร่อย ดนตรีเพราะ" ต่อหน้าบรรดาทูตหลายประเทศและผู้สื่อข่าวต่างชาติ

แค่พูดเรื่องนี้ ในประเทศก็ส่อความวุ่นวายไม่รู้จบ รมต.ประกาศตัวชัดเจนว่าหนุนพันธมิตร ยิ่งทำให้สังคมที่ขัดแย้งกันอยู่ เลวร้ายลงไปอีก

กลุ่มคนที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกับพันธมิตรออกมาฮึ่มๆ ลุกฮือต่อต้านใหญ่

ภาพของรัฐบาลจะติดลบยิ่งขึ้น เพราะสังคมเฝ้าจับตาดูแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้จะตรงไปตรงมาเรื่องคดีความต่างๆ ของบรรดาแกนนำพันธมิตรหรือไม่

ทั้งคดีฟ้องร้องปิดสนามบิน-ยึดทำเนียบ คดีหมิ่นประมาทสารพัด รวมถึงคดีสำคัญ-หมิ่นสถาบันเบื้องสูง จะออกมาแบบไหน

จะใช้มาตรฐานเดียวกับที่กลุ่มเสื้อแดงโดนดำเนินคดีหรือไม่

ตำรวจที่รับผิดชอบคดีสำคัญๆ ของพันธมิตรจะโดนย้ายโดนเด้งหรือเปล่า

ที่สำคัญวาทะของรมต.กษิตไม่ได้พูดแค่วงแคบๆ ในเมืองไทย แต่สื่อสารไปทั่วโลก เป็นการพูดกับบรรดาทูตหลายประเทศและสื่อมวลชนต่างชาติหลายสำนักจนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันกว้างขวาง

คงไม่มีใครว่าที่นายกษิตจะรู้สึกที่ดีกับพันธมิตร แต่เมื่อมาดำรงตำแหน่งรมต.ต่างประเทศก็ต้องสละคราบพันธมิตรออกให้ได้ ทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

การที่ออกมาปกป้องม็อบปิดสนามบินนานาชาติไม่ใช่เรื่องเหมาะสม

เพราะทั้งคนไทยและชาวต่างชาติได้รับผลกระทบรุนแรงจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง

นักท่องเที่ยวหลายแสนคนจากหลายสิบประเทศติดค้างอยู่ในเมืองไทย หลายรายเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ขณะเปลี่ยนไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินภูเก็ตหรืออู่ตะเภาแทน

การเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศมูลค่ามหาศาลหยุดชะงัก เพราะนักธุรกิจต่างประเทศลังเล

ยิ่งได้ยินวาทะแบบนี้เข้า ฝรั่งคงถอยกันกรูด เพราะไม่รู้ว่าจะยึดสนามบินกันเมื่อไหร่อีก

ก็ขนาดรมต.ต่างประเทศยังเห็นดีเห็นงามกับการไฮแจ๊กสนามบิน

"ทุน"หาย"หัวจ่าย"พัง "เพื่อไทย"เข้าขั้น"ไอซียู"

ที่มา มติชน



ทันทีที่ได้สัมผัสเก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 27 "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ดูเหมือนจะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติภารกิจสำคัญที่สุด คือการสลายอิทธิพลทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในทันที

ด้านหนึ่ง แฝงมาในรูปแบบของ "นโยบายประชานิยม" ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่รังเกียจรังงอนเหมือนตอนที่ยังเป็น "ฝ่ายค้าน" ซ้ำยังแสดงความพร้อมในการต่อยอด เพื่อมัดใจชาวรากหญ้ามากขึ้น

ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เห็นว่าไม่ใช่เพียง พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถบริหารนโยบาย "ประชานิยม" ให้ประสบความสำเร็จได้

อีกด้าน ถือเป็นหน้าที่ของ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ที่รู้จักเส้นสนกลใน และยุทธวิธีการเคลื่อไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นอย่างดี โดยจะรับบทเป็นผู้เผด็จศึกด้านมวลชนในพื้นที่ภาคอีสาน

ดังนั้น เมื่อระฆังยกแรกดังขึ้น "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รมช.มหาดไทย อดีตแกนนำคนเสื้อแดงโคราช จากเพื่อนเนวิน ก็เปิดฉากต่อยสกัด ด้วยการสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคอีสาน รายงานความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงละเอียดยิบ เพื่อหาหนทางบล็อคการเคลื่อนพลของกองทัพมดเข้ากรุง สมทบกับกลุ่มความจริงวันนี้ที่ประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 28 ธันวาคม

แตกต่างกับ "เพื่อไทย" ที่ดูเหมือนว่ายังไม่หายจากอาการช็อค ที่ถูก "วิ่งราวอำนาจรัฐ" ไปต่อหน้าต่อตา เพราะขณะนี้ภายในพรรค "แตกยับ" จนแทบจะไม่เหลือชิ้นดี

แม้ทันทีที่ "เพื่อไทย" รู้ตัวว่าจะต้องเป็น "ฝ่ายค้าน" ครั้งแรก "พ.ต.ท.ทักษิณ" จะโฟนอินเข้ามาปลุกใจ "181 ส.ส." ให้ฮึกเหิมและต้องการชิงอำนาจคืนกลับมาจาก "พรรคประชาธิปัตย์" ทุกวิถีทาง

ซึ่งวันนั้น "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" ถึงกับประกาศเป็นแม่งาน "จัดยุทธศาสตร์การต่อสู้ในฐานะฝ่ายค้าน" ใหม่ทั้งระบบ อย่างจริงจัง

ครั้งแรกได้วางเป้าหมายการต่อสู้ไว้ที่ "การยุบสภา" ในเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้การเคลื่อนไหวของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ที่จะรับบท "ฝ่ายค้านนอกสภา" เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลในทุกวิถีทาง

โดยเฉพาะการนัดชุมนุมใหญ่ 28 ธันวาคม เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 29-30 ธันวาคม และหาก "ย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภา" หรือ "เลื่อนวันประชุม" จะต่อยอดด้วย "ส.ส.เพื่อไทย" ที่จะรับลูก ด้วยการบอยคอตไม่เข้าร่วมประชุม

ที่สำคัญคือมีการพูดคุยกันไปถึง หมัดเด็ด-หมากสุดท้าย ที่จะใช้เผด็จศึก "รัฐบาล ปชป." ด้วยการให้ "ส.ส.เพื่อไทย" ลาออกยกพรรค ที่จะถูกงัดออกมาใช้เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายใหญ่

แต่ด้วย "ปัจจัยทางการเมือง" ที่จำกัด ในขณะที่สถานการณ์ที่ "เพื่อไทย" เพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ส่งผลให้ "กระสุนดินดำ" ที่จะเอามาถมใช้กับการเคลื่อนไหวต่อสู้...ฝืดเคือง ไม่เพียง "ขุมทรัพย์" ของ "นายใหญ่" ที่เคยเป็น "หัวจ่าย" หลัก ไม่สามารถหมุนเวียน ขับเคลื่อน "เพื่อไทย" ได้เท่านั้น แต่ "ทุน" หลักสำคัญๆ ที่เคยหยิบยืมกันมาใช้-จ่าย แทนได้ในช่วงที่ยังเป็น "รัฐบาล" ก็เริ่มสลับขั้วไปอยู่กับ "ประชาธิปัตย์"

ดังนั้น "ทุนหลัก" ที่เหลืออยู่ จึงมีเพียง "คนในตระกูลชินวัตร" เท่านั้น ที่ยังเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ "หล่อเลี้ยง" สาวกได้เป็นครั้งคราว

ซึ่งการที่ "นายใหญ่" ไม่สามารถส่งน้ำเลี้ยงเข้ามาได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้ "บิ๊กตระกูลชินฯ" ที่ยังเป็น "กระเป๋าตังค์" อยู่เริ่ม "คำนวณจุดคุ้มทุน" ของ "ปัจจัย" ที่ต้องจ่ายออกไป โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ ได้ส่งผลให้ "ยุทธศาสตร์" ที่วางเอาไว้จะต้องสะดุด จนแกนนำหลายคนไม่พอใจและภายในเริ่มไร้เอกภาพ

เพราะแผนที่เคยวางเอาไว้ว่าจะปิดล้อมอาคารรัฐสภา เพื่อจะขัดขวางการแถลงนโยบาย เกิดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน โดย "เจ้าแม่วังบัวบาน" ที่เกรงว่าเงินที่ลงทุนไปอาจจะสูญเปล่า หากไม่สามารถเผด็จศึกรัฐบาลได้ และมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงกะทันหัน โดยตั้งเป้าหวังจะเผด็จศึกรัฐบาลในระหว่างการแถลงนโยบาย ด้วยยุทธการณ์ดึงเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกลับ จึงต้องเปลี่ยนกระบวนยุทธ์ทั้งหมดใหม่ โดยให้ "ส.ส." เข้าร่วม "แถลงนโยบายรัฐบาล"

แต่ด้วยสถานการณ์ภายในพรรคที่ฝืดเคืองและการต่อสู้ที่ยาวนาน ได้ทำให้ "แกนนำคนสำคัญ" เริ่มทำใจและเบื่อหน่ายการต่อสู้ ที่แทบจะมองไม่เห็นโอกาสชนะ

"อดีตบิ๊กไทยรักไทย" ที่เคยมีบทบาทวางแผนร่วมกับ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เริ่มแตกกระสานซ่านเซ็นกันไปคนละทิศละทาง แม้แต่ "รุ่น 2" ที่เคยอยู่ร่วม "พลังประชาชน" ก็ไม่อยากแสดงบทบาทจะมีผลกระทบกับตัวเองและครอบครัว จน "บุคลากรระดับมันสมองทางการเมือง" ที่จะเข้ามาช่วย "จัดทัพถล่ม ปชป." น้อยลงไปทุกที ซึ่งส่งผลต่อความหวังที่จะใช้ "เวทีแถลงนโยบาย" เอาชนะ "ประชาธิปัตย์"

แม้วันนี้ "เพื่อไทย" จะทุ่มไม่อั้นในหาแสวงหา "ข้อมูลหลักฐาน" และ "หมัดเด็ด" ที่จะน็อค "ประชาธิปัตย์" แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีอะไรแตกต่างไปจาก "หลักฐานการหนีทหาร-การปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ" และ "ประชุมจัดตั้งรัฐบาลที่ ร.1 รอ."

หาก "เพื่อไทย" ยังเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกระยะ บทพิสูจน์ทางการเมืองขณะนี้ อาจมีผลลัพธ์ออกมาว่าการตัดสินใจสลับขั้วของ "เพื่อนเนวิน" นั้น คือ สิ่งที่ถูกต้อง

แด่ รมต.ยี้และขี้เหร่

ที่มา เดลินิวส์

ถามว่า “ยี้” กับ “ขี้เหร่” มีความหมายเหมือนกันหรือไม่

คำตอบคือ ไม่เหมือนกัน แต่คล้ายกัน นั่นคือ “ยี้” หมายถึง “รับไม่ได้” ส่วน “ขี้เหร่” หมายถึง “ดูไม่ได้” ท้ายของทั้งสองคำมีคำว่า “ไม่ได้” ตามติดด้วยกันทั้งนั้น

พูดถึง รัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1” หรือ รัฐบาลใดก็ตาม เราจะเห็นรัฐมนตรีที่ดี และรัฐมนตรีที่ “ขี้เหร่” ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะร้องว่า “ยี้” แทบทั้งสิ้น

“ยี้” และ “ขี้เหร่” เกิดขึ้นเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง หรือหลายสาเหตุรวมกัน ดังนี้

เริ่มตั้งแต่ ผู้ที่เป็นรัฐมนตรีหรือเจ้ากระทรวง ไม่เหมาะ ที่จะเข้าไปดูแลรับผิดชอบ ในกระทรวงซึ่งได้รับมอบหมาย

บางคน ไม่มีประสบการณ์ตรงกับงาน อย่างเช่นเคยทำธุรกิจเพาะเห็ดขายดันทะเล่อทะล่าไปดูงานเกี่ยวกับสื่อเป็นต้น เรียนมาตรงแต่ไม่เคยทำงานในด้านที่เรียนมาเลย ก็ถือว่าไม่มีประสบการณ์ได้เช่นกัน

บางคน โผล่มาจากดินมาจากป่าไหนก็ไม่รู้ ดันได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี บ้างเคยมีชื่อเสียงไม่ดีมาก่อน ถูกฟ้องร้อง ถูกตราหน้าว่ายอดคดโกง แต่ได้เป็นรัฐมนตรีก็เพราะ เงิน หรือ เส้นสาย อย่างนี้ล้วน “ยี้” เรียกว่า “พี่” แทบทั้งสิ้น

ที่หนักมาก ๆ คือ พวกที่ มีบุคลิกภาพ มีมารยาทไม่งาม พูดจาเกรี้ยวกราด ทำตัวกร่าง หรือเคยเป็นนักเลงหัวไม้มาก่อน อย่างนี้ก็เรียกว่า “ขี้เหร่” สมควรถูกร้องว่า “ยี้”

ถามว่า ทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวรู้ดีว่า ถ้าได้เป็นรัฐมนตรีจะถูกร้องว่า “ยี้” แล้ว ไฉนเลย ยัง หน้าทน เข้ามาเป็น

คำตอบคือ ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่ หอมหวาน ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก เป็น แค่วันเดียวก็ยังดีกว่าไม่เคยเป็น บางคนมีความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เกิด เมื่อเติบใหญ่ เมื่อโอกาส เปิดให้ แล้วทำไมจะไม่รับอนาคตจะเป็นอย่างไร ประเทศชาติจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง ที่เห็นบ่อย ๆ คือ รักษาสิทธิของความเป็นคู่ผัวตัวเมียของอดีตนักการเมืองคนดัง หรือความ เป็นหัวหน้าพรรคหรือเลขาธิการพรรคเอาไว้ ไม่เป็นไม่ได้ อกจะแตกตายกันทั้งครอบครัว

“รมต.ยี้ รมต.ขี้เหร่” มีข้อดีอยู่เหมือน กัน นั่นคือผู้คน ไม่ค่อยคาดหวังอะไรมาก ทำดีแค่นิดหนึ่ง คนก็ชมแล้วและประการสำคัญ คนดีคนเก่งไม่ค่อยจะฟังผู้อื่น เชื่อมั่นในตัวเองจนบางทีพาประเทศชาติเข้ารกเข้าพงก็มีอยู่เหมือนกัน ข้อเสียมีเพียงประการเดียว คือ เมื่อไม่เป็นที่ต้องการ เมื่อถูกดูถูกอาจหมดกำลังใจเอาง่าย ๆ ได้

รมต.ที่เข้าข่าย “ยี้” หรือ “ขี้เหร่” จะ สามารถเอาตัวรอดได้ ถ้าทำตัวได้ดังต่อไปนี้

ประการแรก ต้องขยันเป็น 3 เท่า 5 เท่า มากกว่า พวกที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่แรก

ประการที่สอง ต้อง เริ่มอ่าน เริ่มฟัง เริ่มศึกษา ในสิ่งที่ตัวไม่รู้ ไม่เชี่ยวชาญให้โดยเร็ว จะได้ไม่พลาด

ประการที่สาม ต้องมี ที่ปรึกษา เก่ง ๆ และเป็น ที่ปรึกษาซึ่งหวังดีต่อ รมต. ผู้นั้นจริง ๆ หลาย ๆ ครั้ง ความไม่รู้ทำให้ หลงเชื่อเหล่าที่ปรึกษาที่ไม่ดี จาก “ยี้น้อย” กลายเป็น “ยี้ใหญ่” ได้โดยฉับพลัน

ประการที่สี่ ต้องเป็นคน อ่อนน้อมถ่อมตนไม่คุยโวโอ้อวดว่าข้าแน่ อย่าทำอะไรให้ประชาชนเขาหมั่นไส้และอย่าทำอะไรให้ ข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือ ไม่รู้ก็ยอมรับว่าไม่รู้ และ ฟังผู้อื่นให้มาก ๆ พูดให้น้อยเข้าไว้เพราะ ยิ่งพูดมาก ยิ่งทำให้คนอื่นเขารู้ว่า ไม่เป็นเรื่องจริง ๆ

ประการที่ห้า รู้ให้ชัด รู้ให้แจ้ง แล้วค่อยให้สัมภาษณ์ กับสื่อมวลชนต้องทำตัวให้ดูว่าน่ารัก น่าสงสารและน่าให้ความร่วมมือ

และ ประการสุดท้าย เข้าใจ หยิบเอาเรื่องมีความสำคัญเป็น ลำดับแรก ๆ มาทำก่อน และทำให้สำเร็จ อย่าทำมากจนเปรอะ แล้วไม่ได้ดีสักอย่างหนึ่ง

ขอ เอาใจช่วย รัฐมนตรีที่ถูกร้องว่า “ยี้” และผู้คนตั้งฉายาให้ว่า “ขี้เหร่”

ถ้าท่านตั้งใจทำงานด้วยความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองจริง ๆ กุศลผลบุญจะปรากฏให้ประชาชนเห็นเอง เชื่อผมเถอะ.

อนุภพ