ที่มา Thai E-News
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, December 28, 2008
ทหารยุครัฐบาลมาร์ค ยังคุกคามสื่อที่ชุมชนคนจริงใจต่อเนื่อง.....
ที่มา Thai E-News
โดย คุณ 3bww
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
28 ธันวาคม 2551
จากผลจากการที่ได้มีการนำภาพถ่ายของทหาร ไปที่นัทเรดิโอ หรือชุมชนคนจริงใจ
ทางทหารเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง มีการโทรไปต่อว่าทางสถานี โดยผ่านทางหัวหน้าวินมอเตอร์ไซด์ (พี่อู๋) ว่า ใครแอบถ่ายรูปพวกเขามาลงที่เว็บไซท์ต่างๆ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหาย เพราะมันได้มีคนตอบในกระทู้ โพสท์ต่อว่าทหารอย่างมากมาย ตามที่เราทราบกันแล้วนั้น
เรื่องนี้เราต้องมาดูกันก่อนว่า การที่เรานักรบไซเบอร์ ได้ประณามการกระทำของทหารครั้งนี้อย่างมากมาย ว่าเป็นการคุกคามสื่อ มันตรงกับที่เรากล่าวหาหรือไม่
ก็มาดูกันให้มันชัดๆ ไปเลย หากพวกท่านมีเจตนาดีบริสุทธิ์ใจ ทำไมคุณต้องร้อนตัวกับภาพถ่ายไม่กี่ภาพ..??เรื่องแบบนี้มันมองกันไม่จะยาก
ถ้าหากให้ผมมองในทางตรงกันข้ามคือ หากพวกท่านไปกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ น่าสรรเสริญ แล้วมีคนเอาภาพนั้นไปเผยแพร่ ท่านไม่มีทางที่จะดิ้นเป็นไส้เดือนคลุกขี้เถ้าเป็นแน่
ดังนั้นตามเหตุการณ์ที่ได้กล่าวมาแล้ว ภาพที่เอามานี้ มันต้องชี้ให้เห็นในภาพที่เป็นลบกับพวกท่านอย่างแน่นอน
อนึ่ง การที่พวกท่านจะเข้าไปสถานที่ ที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นกระบอกเสียงที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับพวกท่านอย่างชัดเจน และท่านเองก็รู้แก่ใจดีนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว ทหารก็ไม่ได้มีหน้าที่มาเกะกะระราน ใน สถานการณ์ที่บ้านเมือง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการทหาร
หากท่านมีความประสงค์ดีจริงๆ ท่านต้องทำติดต่อทางโทรศัพท์ หรือหนังสือแสดงความประสงค์ให้ชัดเจน อันนี้มันมีการกระทำลักษณะเผด็จการ ย่ามใจ คือ ขับรถวิ่งพรวดพราดมา ก็จอดรถปิดทางเข้าออกของเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุ เรียกว่าจอดแบบนักเลง แล้วพวกท่านก็กรูกันลงจากรถ พรวดพลาด วางกล้ามโต เพราะมาในชุดทหารติดยศชัดเจน ทำให้บรรยากาศตึงเครียด ซึ่งมันก็น่าตกอกตกใจของคนในสถานี เป็นเรื่องธรรมดา เพราะมันมีเหตุผลที่ประชาชนทุกๆ คนมีสิทธิ์ที่จะคิดและเข้าใจได้อย่างนั้น
กล่าวคือ ปัจจุบันเมืองไทย .. มันตกอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการครองเมือง รัฐบาลไฮแจ๊ค สื่อเล็กๆ ที่เป็นสถานีวิทยุชุมชน กำลังต่อสู้ .. เรียกร้อง .. หาความเป็นธรรม .. จากพวกท่านที่เป็นทหาร
อย่าลืมครับว่า... ท่านเป็นทหาร..!!!
ท่านจะอยู่ข้างไหนนั้นไม่สำคัญแล้ว เพราะขึ้นชื่อว่าทหารไทย ในสายตา ปชช.อย่างผม และคนไทยอีกมากมายทั่วประเทศแล้ว พวกท่านไม่ได้เป็นพวกที่อยู่ข้างประชาชนคนไทยแล้ว พวกท่านทำการปล้นอำนาจ ล้วงลูก ตั้งธงการจัดตั้งรัฐบาล โดยเอาพรรค ปชป.ขึ้นเป็นรัฐบาล ให้ได้ มีการโกงการเลือกตั้ง แต่ก็ยังแพ้ เสียงของ ปชช. สุดท้ายก็ใช้กระบวนการต่างๆ กลั่นแกล้งพรรคการเมืองที่เขาเป็นตัวแทนของประชาชน สารพัด
ผมขอถามว่า ใครเป็นคนทำ ถ้าไม่ใช่ฝีมือทหาร คมช. ที่ใช้เล่ห์สร้างภาพ สร้างละครแหกตาประชาชน ตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมา แล้วเอาคนของตนเข้าไปนั่งทำงานร่วมกันต่อท่ออำนาจเผด็จการ เขียนกฎหมายให้อำนาจองค์กรต่างๆ เหนืออำนาจที่แท้จริง คือ อำนาจของปวงชนชาวไทยที่เป็นข้างมาก ทำลายระบบจนย่อยยับ
ผมถามอีกว่า ใครเป็นคนทำ และทั้งหมดนี้ ในสายตาของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยแล้ว ทหาร..!! เป็นผู้บงการ และสามารถบังคับบัญชาได้ทั้งหมด
แม้กระทั่งศาลต่างๆ ก็ที่เคยให้ความยุติธรรม วันนี้ .. ประชาชนส่วนใหญ่ มีข้อกังขากับการตัดสินคดีต่างๆของนักการเมืองที่อยู่ข้างประชาชน ท่านทำเหมือนกับ ปชช.คนไทยนี้โง่ คิดอะไรไม่เป็น เรารู้และเห็น เข้าใจอย่างมากๆ ว่า อันไหนทำอย่างไร มันถึงจะเกิดความเป็นธรรมแก่สังคม อันไหนที่พวกท่านทำแล้ว บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ
ดังนั้นท่านอย่าหลงลำพองอีกต่อไป ปชช.คนไทยทุกวันนี้ เริ่มชิงชังทหารกันมากแล้ว รอแต่วันที่ .. ประชาชน จะประกาศตัวเป็นศัตรูกับทหารอย่างพวกท่านเมื่อไหร่เท่านั้น เพราะพวกท่านไม่มีจิตสำนึกให้กับคุณข้าวแดงแกงร้อน ที่กินใช้กันอย่างสำราญนั้น มันมาจากไหน ถ้าไม่ใช่มาจากเงินภาษีของประชาชนอย่างพวกเรา
ปัจจุบันพวกท่าน .. ไม่ใช่ทหาร และไม่ใช่ที่พึ่งของประชาชนคนไทยเลยแม้แต่น้อยนิด
สรุป.. ท่านควรสำนึกไว้ด้วยว่า สถานะของท่านในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ ท่านคือพวกเผด็จการ ที่ได้อำนาจการบริหารประเทศ ด้วยการปล้นอำนาจแบบเงียบ
ความจริงต่างๆ เหล่านี้ ท่านใช้อำนาจยึดสื่อของเราไปเป็นของพวกท่าน เพื่อปกปิดความผิดของพวกท่าน ..
วันนี้ท่านอาจจะปกปิดมันได้ แต่ผมรับรองว่า..!!! ถึงท่านปิดได้มันก็ไม่นาน..!!! แล้วความจริง..!! ย่อมเป็นความจริง..!!
ทุกๆ อย่างมันจะถูกเปิดโปง..!! ทำให้ปวงประชาฯ ทั้งประเทศ ได้ทราบกันทั้งหมด..!!
กฎแห่งกรรม ความไม่เป็นธรรมในเมืองไทย บนสถานการณ์…แตกแยก 2 ฝ่าย ( คอลัมน์ : Cover Story )
ที่มา ประชาทรรศน์
*** ต้นเหตุของการเมืองมาจากสาเหตุของโครงสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งที่คุณหมอออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นที่แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้การปกครองประเทศไทยไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ทำให้องค์กรต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหารมีอำนาจเหนือผู้บริหารปกครองประเทศ มีอำนาจเหนือสภานิติบัญญัติ และทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศผิดเพี้ยนไป ทำให้ระบบนิติรัฐ และระบบนิติธรรมของประเทศเสียหาย เราถึงได้มาเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ให้เป็นไปตามประชาธิปไตย อย่างน้อยต้องให้เทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ที่จริงแล้วควรจะดีกว่า เพราะการแก้ไขปรับปรุงอะไรควรทำให้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมมันดีขึ้น ฉะนั้นเราคิดว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เราจะเอาฉบับ 2540 มาเป็นต้นร่าง และแก้ไขให้มันดีกว่าฉบับ 2540
** รัฐบาลชุดไหนๆ ก็ตาม ตัวบทกฎหมายของรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคหรือไม่
ฉบับ 2550 เป็นฉบับที่ผู้ร่างมีอคติต่อนักการเมือง คิดว่านักการเมืองเข้ามาด้วยการทุจริต ฉ้อฉล ซื้อเสียงต่างๆ นานา และพยายามจะออกกฎหมาย หรือออกรัฐธรรมนูญมาเพื่อบีบบังคับนักการเมืองให้ไม่สามารถบริหารปกครองประเทศ หรือออกกฎหมายได้ตามเจตนารมณ์ของประชาชน โดยไม่ผ่านการตรวจสอบจากองค์กรที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าการจะไปทำการค้า หรือทำสัญญาอะไรกับต่างประเทศ ต้องมาผ่านศาล ผ่านองค์กรอิสระ ให้ตรวจสอบ ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกเขาทำกัน ถ้าเราบริหารประเทศไม่ได้ ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีไม่สามารถจะไปตกลงกับประเทศไหนทั้งนั้น ฉะนั้นศักดิ์ศรีของผู้นำประเทศไม่เหลืออยู่
** รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับปากว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คิดว่าจะมีการเตะถ่วงเพื่อไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาปรับใช้หรือไม่
เราเห็นการมาของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ามีที่มาไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ถูกไหมครับ เพราะว่ามีการแย่งชิง ส.ส. มีการซื้อ ส.ส. อย่างที่มีเสียงกล่าวหากัน มีการใช้กลวิธี อุบายต่างๆ ทั้งใต้ดินและบนดิน ตลอดจนให้ทหารมาร่วมกำกับในการที่จะให้พรรคต่างๆ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่เป็นไปตามหลักการของประชาธิปไตย ที่มาของรัฐบาลนี้ไม่เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องของระบอบประชาธิปไตยครับ
** ปัจจัยของรัฐธรรมนุญ 2550 จะเป็นตัวเร่งให้รัฐบาลเดินไปสู่วิกฤติการเมืองอีกรอบหรือไม่
คงเช่นเดียวกับรัฐบาลที่ผ่านมาถึง 2 ชุด นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลที่ขึ้นมาไม่สามารถปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ได้
** ตัวเร่งของกลุ่มเสื้อแดง-เหลือง ในการที่ได้รัฐบาลชุดใหม่มา จะทำให้เกิดการนองเลือดรอบใหม่หรือไม่?
เป็นที่น่าเสียใจที่บ้านเมืองเราถูกผู้นำประเทศนำพาไปสู่การแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน คือเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง อย่างที่เราพูดกัน ฉะนั้น การบริหารปกครองประเทศจะเดินไปอย่างไม่สะดวก ไม่ราบรื่น และไม่เป็นเอกภาพ การที่เสื้อเหลือง-แดงจะปะทะกันครั้งนี้ โอกาสที่จะสร้างความวุ่นวายยุ่งเหยิงให้บ้านเมืองยังไม่เห็นทางออก เพราะว่าผู้ที่มีอำนาจในประเทศนี้ยังใช้นโยบายแบ่งแยกการปกครองอยู่
** ล่าสุด นายชวน หลีกภัย ได้เสนอต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องที่สำคัญมากคือการปรองดอง และปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คิดว่าเป็นข้ออ้างทางการเมืองหรือไม่
เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองทุกพรรคที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลอ้างเรื่องต่างๆ เหล่านี้ สมานฉันท์ ความสงบในดินแดนในภาคใต้ ปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจนของประชาชน แต่จากพฤติกรรมที่แสดงออกมายังไม่เห็นว่ามีรูปธรรมอะไรที่จะแก้ปัญหาเปล่านี้ได้ เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นจากความไม่ปรองดองและความไม่สมานฉันท์ ดังนั้นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองในประเทศนั้นเป็นไปได้ยาก
ยิ่งดินแดนทางใต้ที่พรรคประชาธิปัตย์ครองเสียงข้างมากมาเป็นเวลายาวนาน ยังไม่ได้ช่วยให้ผู้อื่นหรือฝ่ายปกครองของบ้านเมืองสามารถที่จะให้เกิดความสงบสุขในดินแดนภาคใต้ได้ มิหนำซ้ำ ปีสองปีที่ผ่านมากลับมีการปิดสนามบินหาดใหญ่ ปิดสนามบินภูเก็ต ปิดสนามบินในหลายๆ แห่งในภาคใต้ ซึ่งคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาชิกและผู้ที่เห็นด้วยกับพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีส่วนในการที่ทำให้เกิดการปิดสนามบินดังกล่าว
** กลุ่มของคุณหมอที่ร่วมรณรงค์ ของสมาพันธ์ประชาธิปไตยต่อสู้เผด็จการ คุณหมอตั้งใจที่จะผลักดันเรื่องนี้หรือไม่ เพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด โดยอาจจะใช้ระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี ในการผลักดันให้รัฐบาลมีการแก้ไข
ที่จริงเราทำมาโดยตลอดหลังจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 ซึ่งเราได้ทำให้รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องลาออก และได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จนเราได้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มา ซึ่งเรามีส่วน เพราะตอนนั้นเราได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นเสนอต่อรัฐบาล และหลายอย่างในรัฐธรรมนูญที่เราเสนอต่อรัฐบาล และสภาในขณะนั้นได้นำมาเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เช่น ส.ส. ระบบสัดส่วน ส.ส. แบบเขตเดียวคนเดียว นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญเราจะทำต่อไป
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผมเห็นในช่วงนี้คือว่า จะทำอย่างไรให้คนไทยเกิดความปรองดองและความสมานฉันท์ ด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้าหากัน สร้างความสงบให้เกิดขึ้นก่อน แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่ยังมีความขัดแย้งและความแตกแยกอย่างรุนแรง โอกาสที่รัฐธรรมนูญจะถูกเขียนให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายคงจะเป็นไปได้ยาก
** ขอสังเกตของ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญว่า ถ้ารัฐบาลไม่แก้รัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่กลียุคมากกว่า กลียุคนำไปสู่การสงครามกลางเมือง คุณหมอคิดว่ามันเป็นไปได้หรือไม่
อ.ชาญวิทย์ เป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทย และอาจารย์ได้ใช้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ในการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ของบ้านเมือง คิดว่าความคิดของ อ.ชาญวิทย์ อาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าผู้นำของประเทศยังไม่สำนึกว่า 3 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้ประเทศเสียหายไปอย่างมหาศาลเพียงใด ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ยากจะเรียกคืนได้ เพราะได้ทำให้ประเทศแตกแยกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ซึ่งผมเป็นห่วงว่าต่อไปอาจจะกลายเป็นไม่ใช่ราชอาณาจักรหนึ่งเดียวอีกต่อไป เพราะเขาได้ทำให้ประเทศไทยแบ่งออกเป็นภาค และก็จะกลายเป็นสาธารณรัฐภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง อะไรต่างๆ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ผู้นำของประเทศได้ทำให้เกิดสภาพการณ์เช่นนี้ขึ้น
** ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรจะต้องมีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่ 3 หรือ สสร. 3 เพื่อมีการระดมความเห็นของคนทุกฝ่าย มีความจำเป็นเช่นนั้นหรือไม่
ที่จริงการตั้ง สสร. 3 หรือการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญต่างๆ มันคือข้ออ้างของฝ่ายที่ต้องการร่างเพื่อให้มันเป็นไปตามกฎหรือเงื่อนไขของตน ผมว่าคนรู้ดีว่ารัฐธรรมนูญอะไรเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐธรรมนูญอะไรไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ผมว่าทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่การที่ตั้ง สสร. แต่ละครั้ง พยายามจะบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2540 มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศหลายต่อหลายครั้ง ประชาชนต้องการให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ สสร.1 ฉบับ 2540 ไม่กระทำตามเสียงของประชาชนที่ได้สำรวจมา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการตั้ง สสร. มันไม่มีความหมายหรอกครับ ถ้า สสร. ที่ตั้งขึ้นมานั้นมีธง...ที่ตั้งเอาไว้แล้ว
** มองว่า รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้จะเป็นจุดตายของรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่
รัฐธรรมนูญคงไม่เป็นจุดตายของรัฐบาลอย่างเดียว จุดตายมันมีอะไรหลายๆ อย่างประกอบกัน อย่างที่เรารู้คือวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความแตกแยกในประเทศ และความที่รัฐบาลจะไม่สามารถบริหารประเทศได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2550
** กระบวนการเริ่มต้น ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไร
อย่างที่เราคุยมาตลอด คืออย่างที่เห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญที่อาจจะเรียกได้ว่าดีที่สุดที่เคยมีมาคือรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ประชาชนจำนวนมากได้มีส่วนร่วมในการร่าง แม้ว่าผู้ร่าง คือ สสร. ในยุคนั้นพยายามบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน แต่ยังเป็นประโยชน์มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ มีหลักการความเป็นประชาธิปไตย และประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ฉะนั้นถ้าเราเอารัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดเป็นตัวตั้ง แล้วอันไหนที่เราเห็นว่าเป็นจุดอ่อน จุดไม่ดี เราตัดทอนออกไป การยกร่างมันจะเสร็จภายในเดือน 2 เดือน แทนที่จะตั้ง สสร. และใช้เวลา 1 ปี 2 ปี และหลายปีกว่าจะร่างเสร็จ อันนี้ผมมองว่าผู้มีอำนาจย่อมรู้ดี
** ข้อกังขาของรัฐบาลชุดนี้กับการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในการยึดสนามบินทั้ง 2แห่ง คิคว่ารัฐบาลจะกล้าจัดการหรือไม่ เพราะตอนนี้คนเริ่มหวั่นไหวว่าจะมี 2 มาตรฐานแล้ว
ที่จริงมันมี 2 มาตรฐานมาตลอดในช่วง 3-4 ปี ที่เราเห็นกระบวนการยุติธรรมของเราไม่ได้ใช้กฎหมายแบบเท่าเทียมเสมอกันกับประชาชนทุกคน แต่มีการใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ และมีการใช้กฎหมายแบบไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน ไม่ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม มีการใช้พจนานุกรมแทนกฎหมายในการตัดสินความ ซึ่ง ไม่มีประเทศไหนในโลกเขาทำอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นเราไม่ต้องมีกฎหมาย ใช้พจนานุกรมแทนกฎหมายจะได้หมดเรื่องกัน
** การที่ออกมาเรียกร้องการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นการก่อการร้าย และมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อผู้นำ ตรงจุดนี้คิดว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรบ้างหรือไม่?
ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองต้องดำเนินการและต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันกับทุกคนที่ทำผิดกฎหมาย เรื่องบางเรื่องล่วงเลยมาเป็นเวลา 2-3 ปี โดยกฎหมายไม่ถูกบังคับใช้ แต่มีการยึดสถานที่ราชการ ยึดสนามบิน ปิดถนน ขัดขวางการจราจร กระทบสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น เรื่องนี้มันผิดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว นอกจากกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆ อีกมากมาย แต่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ดำเนินการ และผมอยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง และผู้ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้ แม้แต่ศาลสถิตยุติธรรมของเราไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ ออกคำสั่งให้พันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบรัฐบาล เขาไม่ยอมออก ไม่สามารถจัดการอะไรกับเขาได้เลย ไม่ทราบว่าใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้
** การที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาจะไม่เป็นเบี้ยล่างของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คำพูดเหล่านี้ของรัฐบาลน่าเชื่อถือหรือไม่เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ยึดสนามบิน
สิ่งต่างๆ ที่นายอภิสิทธิ์พูดในขณะนี้ไม่ได้เหมือนกับพูดขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ กระทำผิดกฎหมายต่างๆ นานา โดยเขาไม่ได้ออกมาตำหนิติเตียน และได้ให้ ส.ส. ในพรรคของเขาไปร่วมกับพันธมิตรฯ ด้วย ฉะนั้นสิ่งที่เขาพูดไม่มีความน่าเชื่อถือเลย ในขณะที่เขาปล่อย ส.ส. ของเขาไปร่วมกระทำผิดกฎหมายกับกลุ่มพันธมิตรฯ
** ถ้ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำตามกฎหมายในการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ เหล่านี้มันจะกลายเป็นแรงต่อต้านมากขึ้นหรือไม่
การต่อต้านคงจะไม่ได้เกิดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น นานาอารยประเทศที่เขากำลังจับตามองดูกระบวนการยุติธรรมของบ้านเราอยู่คงจะเลิกคบหาสมาคมกับบ้านเรา เพราะบ้านเราไม่มีความเป็นนิติรัฐและนิติธรรม สุดท้ายยึดสนามบิน ยึดกันได้ไม่มีความผิด ไม่มีบ้านไหนเขาทำกันอย่างนั้น แม้แต่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เขามีการไล่ ประธานาธิบดีอาร์โรโย่ ของเขาทุกวัน ยังไม่มีการยึดสนามบิน เพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่นานาประเทศเขาถือว่าสนามบินเป็นสถานที่ที่มีสิทธิเสรีภาพของคนทั่วโลกที่ใช้สัญจรไปมาระหว่างกัน เหมือนถนนต่างๆ อย่างของประเทศเรา หากมีการไปเบียดบังสิทธิเสรีภาพการสัญจรของผู้อื่น เราจะอะลุ้มอล่วยประนีประนอมกัน แต่นี่คุณไปทำกับชาวต่างประเทศ กับนานาประเทศที่เขาเข้ามาใช้สนามบิน เขาคงยอมไม่ได้ ฉะนั้น การต่อต้านคงไม่ได้ขึ้นอยู่แต่ในประเทศ แต่การต่อต้านจะขยายวงกว้างไปทั่วโลก และถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการให้จริงจัง อีกหน่อยนานาชาติเขาอาจจะบอยคอตรัฐบาลไทยได้
** แกนนำพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ ต้องดำเนินการอย่างอื่นก่อน
เป็นสิทธิ์ที่พรรคประชาธิปัตย์จะพูดอย่างไรก็ได้ในเมื่อเขาเป็นรัฐบาลแล้ว แต่ที่ประชาชนไทยทั้งประเทศและประชาชนทั้งโลกจับตามองอยู่คือ รัฐบาลประชาธิปัตย์จะทำให้ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ นิติธรรม ได้หรือไม่ เพราะอันนี้เป็นหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย คุณจะมาอ้างโน่นอ้างนี่อ้างอะไรก็ได้ แต่ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่เป็นนิติรัฐ นิติธรรม ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นไม่ได้
** ถ้าหากเราไม่จัดการกับพันธมิตรฯ นักลงทุนจะหดหายหรือไม่
ตอนนี้นักลงทุนเขาหดหาย 3 ปีนี้ต่างประเทศเขาถอนเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์ไป กว่าแสนล้านบาท นี่เหยียบ 2 แสนล้านบาทแล้ว และทำให้ค่าเงินของไทยด้อยค่าลงไปอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นไม่รู้จะฝากใคร คงฝากประชาชนที่จะต้องตื่นตัวขึ้นเรียกร้องสิทธิของตัวเอง ที่จะมีกิน พอกินอยู่ได้ ไม่ยากลำบาก ไม่ตกงาน ไม่กลายเป็นเบี้ยล่างของพวกนักการเมืองต่างๆ
** คุณหมอกำลังจะอธิบายใช่หรือไม่ว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ มันจะไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นของประเทศนี้กลับคืน
แน่นอนครับ ประเทศไหนที่ไม่มีความเป็นนิติรัฐ นิติธรรม ย่อมไม่มีความเชื่อมั่นต่อต่างประเทศ หรือแม้แต่ประชาชนในประเทศ เพราะหากแม้แต่ความอยุติธรรมยังคงดำรงอยู่ บ้านเมืองจะเข้ากลียุคอย่างที่ อ.ชาญวิทย์ ว่า
** นี่จะเป็นสิ่งที่ต่างประเทศจะบอยคอตทุกอย่างหรือไม่ อย่างการค้าการส่งออก การเจรจา เพราะประเทศเราไม่เป็นประเทศศิวิไลซ์แล้ว
ผมคิดว่าทางผู้นำของประเทศคงสำนึกแล้ว ไม่งั้นคงจะมีการรัฐประหารแบบเดิมๆ เกิดขึ้นแล้วหลังจากที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมาตลอดหลังจากที่พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง เพราะไม่สามารถปกครองประเทศได้ เนื่องจากมีกลุ่มพันธมิตรฯ พยายามทำเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้ทหารออกมาทำการรัฐประหาร แต่ผู้นำเขาคงเห็นแล้วจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ประเทศชาติเสียหายไปเท่าไร และทรัพย์สมบัติของเขาสูญเสียไปเท่าไร เขาถึงไม่กล้าทำอีก
** คุณหมอคิดว่าที่พันธมิตรฯ ยื่นข้อเรียกร้อง 13 ข้อต่อรัฐบาล มีความชอบธรรมหรือไม่
ประชาชนทุกคนอ่านแล้วคงจะสามารถตัดสินใจเองได้ ถ้ามันเป็นคำเรียกร้องที่ไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม
** สิทธิของประชาชนที่เขายึดใช้กันมา โดยมีการบอกว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์ไปอีสาน ประชาชนก็จะออกมาต่อต้านให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ตรงนี้จะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่
ตรงนี้เป็นกฎแห่งกรรม คือ ใครทำกรรมอะไรไว้จะได้รับกรรมนั้นสนองคืน หรือถ้าอีกคำหนึ่งคือ บาปนั้นคืนสนอง
** กระแสที่บอกว่าประชาธิปัตย์หนุนหลังพันธมิตรฯ
ต้องแสดงให้เห็นชัดเจนนะครับ ถ้าตัวเองได้เป็นรัฐบาลแล้วต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายทุกคน ทุกกลุ่ม อย่างเท่าเทียมกัน
** โดยเฉพาะ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำพันธมิตรฯ
ครับ...ใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไม่ว่าจะเป็น ส.ต. หรือ ส.ส. สอบตกของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมกระทำการผิดกฎหมาย ต้องได้รับการดำเนินการ แม้แต่การขับไล่ออกจากพรรค ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ดำเนินการเลยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ให้สมาชิกพรรคของตนเอง และ ส.ส. ในพรรคของตนเองกระทำความผิดทางกฎหมาย โดยการวางเฉยว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลซึ่งมันไม่ถูกต้อง
*** มีข่าวว่าพันธมิตรฯ ขอโควตารัฐมนตรี
เป็นสิทธิ์ของเขานะครับ เขาสร้างมา เขามีสิทธิ์ขอต่อรองได้
***มันไม่เหมาะสม
มันไม่เหมาะสมอยู่แล้วละครับจากสิ่งที่เราเห็น ตราบใดที่รัฐบาลนี้มาด้วยครรลองที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม และไม่เป็นไปตามระบอบของประชาธิปไตย มันจะพบกับปัญหาต่างๆ เหล่านี้
** ข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ คือไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาพูดเองว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เขาไปทะเลาะกับพันธมิตรฯ ให้เสร็จก่อน
** นอกจากนี้ข้อเรียกร้องการเมืองใหม่ 70 : 30
ที่จริงแล้วทำไมไม่เอาร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเสียเลย จะได้หมดเรื่องหมดราว
** คุณหมอห่วงหรือไม่
ผมไม่ห่วงหรอกครับ แม้ว่าเหตุการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมานี่จะสร้างผลเสียหายอย่างร้ายแรงและอย่างมหาศาลกับประเทศชาติของเรา แต่ข้อดีของมันคือทำให้ประชาชนรากหญ้าตื่นตัวขึ้น ได้เห็นธาตุแท้ของบุคคลต่างๆ รวมถึงผู้นำของประเทศ ได้เห็นว่าใครเป็นอย่างไร รู้เช่นเห็นชาติกันอย่างชัดเจน
ฉะนั้น...ความตื่นตัวของประชาชนที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการทำผิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น บัดนี้ได้ทำให้เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเขาจะต้องรักษาประโยชน์ สิทธิและเสรีภาพของเขาอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นข้อดีของเหตุการณ์ที่ผ่านมา แม้ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้ประเทศชาติของเราเสียหายอย่างมหาศาลอย่างประเมินค่าไม่ได้
** คุณหมอมองเรื่องนอมินีและคนที่อยู่เบื้องหลังอย่างไร
เรื่องคำว่า นอมีนี คงไม่มีความหมาย เป็นเพียงคำที่เราเอามาใช้ทิ่มแทงกันเท่านั้น แล้วไม่เป็นนอมินี รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เป็นนอมินีของใครที่ไปสั่งจัดเรียกพบในค่ายทหารหรือ ผมว่าคำว่านอมินีเป็นคำที่เราใช้ทิ่มแทงกัน ทุกคนมีกลุ่มผลประโยชน์หนุนหลังตัวเอง ทุกคนมีกลุ่มคนที่บีบบังคับอยู่ด้านหลัง หรืออยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้นไม่มีรัฐบาลใดที่ไม่มีคนอยู่เบื้องหลัง มันมีทั้งนั้น แม้แต่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาก็มีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลัง ฉะนั้นเราอย่าปฏิเสธเรื่องการเป็นนอมินีของใครเลย เพราะมันมีอยู่ทุกประเทศ
** ล่าสุดมีกลุ่มคนที่ตาสว่างว่าพวกนั้นเป็นม็อบมีเส้น คุณหมอว่ามันต้องมีการเปิดโปงให้หมดเลยหรือไม่ว่าใครอยู่เบื้องหลัง
ตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่เขาทราบอยู่แล้ว แม้จะไม่สามารถพูดออกมาได้ เพราะว่ากฎหมายยังบีบบังคับให้เขาไม่สามารถจะพูดได้อย่างเปิดเผยต่อสาธารณชนได้
** ล่าสุด กลุ่มพันธมิตรฯ จะมีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา
ที่จริงผมอยากให้เขามีการตั้งพรรคการเมืองมานานแล้ว ให้ต่อสู้ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ต่อสู้โดยใช้การกระทำที่ผิดกฎหมายโดยยึดสถานที่ราชการ ยึดสนามบิน ก่อกวนกวนสิทธิและเสรีภาพของคนทั่วไป ซึ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง ถ้าคุณอยากปกครองประเทศ อยากจะบริหารประเทศ อยากสร้างการเมืองใหม่ คุณมาตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย คุณอย่าเอาวิธีผิดกฎหมายเพื่อที่จะขึ้นมาสร้างการเมืองใหม่
** ทางสมาพันธ์ประชาธิปไตยเห็นว่าร่างอันไหนที่สมควรจะแก้ไขก่อน เพราะมีหลายคนเริ่มเห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง และออกมาเรียกร้องกันมากขึ้น
อย่างที่บอกไป อย่างที่เรียกร้องให้ยุบสภา ต้องการที่จะให้บ้านเมืองสงบ เพราะยุบสภาต้องเลือกตั้งทุกคน ความแตกแยกจะยุติลง พวกเสื้อเหลืองเสื้อแดงจะเป็นเพียงพวกเสื้อหลายสี เพราะมีหลายพรรคที่ต้องแข่งขันชิงชัยกัน ฉะนั้นบ้านเมืองมันจะสงบ และจะทำให้เราผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจโลกไปได้อีกช่วงหนึ่ง แต่ในเมื่อมันออกมาแบบนี้ การแก้ไขคิดว่ามันจะเป็นไปได้ยากแล้ว เพราะว่าถ้ามันเป็นไปได้ง่ายต้องเป็นรัฐบาลที่อย่างน้อยต้องขึ้นมาได้แล้วไม่ทำให้เกิดการสับสนวุ่นวาย หรือการจลาจลในประเทศ คือต้องมีรัฐบาลที่ขึ้นมาเพื่อทำอะไรบางอย่างแล้วแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย เสร็จแล้วยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้ง โดยเลือกเร็วที่สุดเพื่อที่จะให้เราสามารถแก้ปัญหาความไม่สงบในแผ่นดิน และแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าประเทศได้ แต่ถ้ายังมัววุ่นวายแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี คิดเพียงว่าจะต้องเอาประโยชน์คืนอย่างไรจากการที่ใช้เงินดูด ส.ส. ดึง ส.ส. มันคงจะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะวิกฤติเร็วขึ้น
***ในกลุ่มคนเสื้อแดงคุณหมอจะให้แนวคิดในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างไรต่อไปในปีหน้า
อยากจะบอกกับกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหลายว่า คุณเห็นพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อเหลืองแล้ว กรุณาอย่าเลียนแบบเขา เพราะว่าเขาทำผิดกฎหมาย การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงถ้าจะให้ถูกต้องชอบธรรมต้องเลิกทำในสิ่งที่กลุ่มเสื้อเหลืองทำ และต่อสู้โดยสันติวิธี โดยการสร้างมวลชนให้แผ่ไพศาลไปทั่วประเทศ เมื่อมีมวลชนแผ่ไพศาลไปทั่วประเทศแล้ว อำนาจต่างๆ จะไม่สามารถที่จะมาข่มเหงพวกคุณได้อีก
***วันนี้ฝ่ายเสื้อแดงหรือฝ่ายประชาธิปไตยถือว่าพ่ายแพ้หรือยัง
ที่จริงอย่างที่บอกแล้ว สิ่งสำคัญของระบอบประชาธิปไตยคือความเป็นนิติรัฐ และนิติธรรม และอันที่สอง ความตื่นตัวของประชาชนส่วนใหญ่ ตอนนี้ประชาชนตื่นตัวขึ้น และกำลังเรียกร้องความเป็นนิติรัฐ และนิติธรรม ผมว่าอันนี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นการก้าวช้าๆ เพื่อไปสู่ความเป็นระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
***กระแสที่บอกว่าในอนาคตจะมีการแบ่งแยกเป็นเหนือเป็นใต้ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ในช่วงไหน
อย่างนี้คงคาดหมายไม่ได้แน่ ต้องอยู่ที่ผู้นำประเทศ หรือผู้บริหารปกครองแผ่นดินว่าจะทำให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะแม้แต่หนังสือต่างประเทศยังเขียนแสดงความเป็นห่วงว่าประเทศไทยจะเป็นแบบนั้น ซึ่งเราไม่อยากให้เป็น
*** วิกฤติในเรื่องนี้จะมีหนทางอื่นบ้างหรือไม่ที่จะให้ประชาชนเรียนรู้เร็วขึ้น
อยากจะให้ทุกคนช่วยกันพูดแบบปากต่อปากกันไปว่าเหตุการณ์จริงเป็นอย่างไร อย่าให้สถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์บางกลุ่ม บางสถานี มอมเมาและล้างสมองพวกเรา จนเราเข้าใจสิ่งต่างๆ ผิด แม้แต่นักวิชาการ แพทย์ พยาบาล และกลุ่มอาชีพชั้นสูงต่างๆ ยังถูกล้างสมองจนไม่เข้าใจว่าระบอบประชาธิปไตยคืออะไร กลายเป็นระบอบไสยเวทไปแล้ว
*** คนเสื้อแดงในขณะนี้มีมากมายกลายกลุ่ม
อันนี้เป็นของดี ซึ่งที่จริงประชาชนแต่ละกลุ่มไม่จำเป็นต้องเป็นก้อน เป็นกำลังแบบเสื้อเหลืองที่มีการจัดตั้งอย่างเข้มงวด การที่ประชาชนในแต่ละกลุ่มต่างๆ เป็นดอกไม้หลากสี แต่ว่าทุกคนมีความเชื่อมั่นในหลักการของระบอบประชาธิปไตย เชื่อมั่นในหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยลุกขึ้นต่อสู้ด้วยตนเอง อันนี้จะเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าระบบการจัดตั้ง เพราะการจัดตั้งมากๆ มันคือเผด็จการ คุณต้องมีคนสั่ง มีคนหาทรัพย์ หาปัจจัยมาหล่อเลี้ยงบริวารให้อยู่กับคุณ แต่อย่างนี้เขาขึ้นเอง ทุกคนเลี้ยงตัวเอง ทุกคนทำกิจกรรมด้วยความสำนึกด้วยตัวเอง อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่
***การแสดงออกของม็อบในตอนนี้เป็นการกดดันหรือไม่ เพราะมีการปิดล้อม
ต้องบอกว่ามวลชนที่ไม่มีผู้นำอันแข็งแกร่งหรือผู้นำที่คุมมวลชนได้ มันต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้แหละ เพราะเวลาที่อยู่ในฝูงชนจะเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เข้ามาอยู่ในฝูงชน ถ้าใครกระทำด้านหนึ่งด้านใด ความเป็นจิตวิทยาหมู่จะนำฝูงชนอื่น คนอื่นๆ มากระทำการเช่นเดียวกัน ฉะนั้นอันนี้เป็นจิตวิทยาหมู่ หรือจิตวิทยาฝูงชน ที่มันจะเกิดขึ้นเสมอ ฉะนั้นอยู่ที่ผู้นำประเทศจะเข้าใจว่าอันนี้ถ้าคุณสร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชน และประชาชนมารวมตัวกันโดยไม่มีแกนนำ ความรุนแรงจะเกิดขึ้นง่ายกว่าการที่ประชาชนมารวมตัวกันและมีแกนนำที่คุมฝูงชนได้
** ในการแถลงนโยบายวันที่ 29 ธันวาคมนี้ มีการประกาศว่าจะนำฝูงชนไปปิดล้อมรัฐสภา จะเป็นความรุนแรงอีกรูปแบบหนึ่งหรือไม่
อันนี้เขาคงเลียนแบบมาจากคราวที่แล้ว อย่างที่ได้พูดว่านี่เป็นกฎแห่งกรรม หรือบาปนั้นคืนสนอง คือเขาเลียบแบบ กลุ่มนั้นทำได้ กลุ่มนี้ต้องทำได้ ใช่ไหมครับ ฉะนั้น...ไม่รู้ ผมเองไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น ไม่อยากให้มีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บล้มตายอะไรกัน แต่ว่าบางครั้งเราไม่มีวาสนาหรือมีอำนาจบารมีที่จะไปป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น
** การที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปล้อมสภา คิดว่าตำรวจ-ทหารจะใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่
ถ้าตำรวจกับทหารจะใช้มาตรฐานที่ต่างกัน ความรุนแรงยิ่งจะเกิดขึ้นทั่วประเทศ
** ยังคงยืนยันว่าการเรียกร้องเป็นสิทธิที่จะพึงกระทำได้
ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างนั้น และคนที่บังคับใช้ต้องอย่าเลือกปฏิบัติ ถ้าเลือกปฏิบัติความรุนแรงจะยิ่งกระจายออกไป
** ในอนาคตความรุนแรงในสังคมเมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามา จะเกิดวิกฤติเหตุการณ์ร้ายๆ หรือไม่
ก็นี่แหละครับ...เป็นเรื่องที่น่าห่วงว่า ระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา พวกเราได้แบ่งแยกประเทศไทยเป็นภาคแล้ว แบ่งเป็นสีแล้ว ฉะนั้นผู้ที่ทำเช่นนั้นก็พึงสำนึกและตระหนักว่า ตนเองได้ทำให้แผ่นดินไทยนี้ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนอย่างกรณีกรือเซะ และตากใบ ที่ทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีวันหวนกลับมาสู่ความสงบอีกได้
** มองอย่างไรกับการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาบอกว่าการประชุมนานาชาติซัมมิต ต้องไม่จัดที่เชียงใหม่ ให้เลื่อนออกไป
ไม่เป็นไร เป็นสิทธิที่เขาจะต้องตัดสินใจ แต่เขาจะเห็นว่าสิ่งไหนที่เขาได้ทำไว้มันคือกฎธรรมชาติที่ พระพุทธองค์เทศนาไว้แล้วว่า มีสิ่งนี้เกิดขึ้น จึงมีสิ่งนี้เกิดขึ้น มีสิ่งนั้นเกิดขึ้น จึงมีสิ่งนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจึงเกิดการกลัว เราะรู้ว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
** ในเมื่อนายอภิสิทธิ์ไปเหนือ-อีสานไม่ได้ แล้วจะบริหารอย่างไร
ก็ไม่รู้...ถ้าเขามาตามครรลองคลองธรรมที่ถูกต้อง ประชาชนจะต้อนรับ เหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อเขามาด้วยความไม่ถูกต้องตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย เหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้น
** รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ควรจะเรียกร้องค่าเสียหายที่ม็อบพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน และหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องค่าเสียหาย คิดว่าส่วนนี้รัฐบาลต้องดำเนินการด้วยหรือไม่
ที่จริงรัฐบาลเขาไม่เกี่ยวเท่าไรนะ ผมว่าผู้เสียหายคือส่วนราชการ ห้างร้านต่างๆ และประชาชนมีสิทธิที่จะเรียกร้องในฐานะที่ถูกละเมิด และเรียกร้องค่าเสียหาย นั่นคือ คดีทางแพ่ง ใครที่ได้รับบาดเจ็บหรือถูกทำร้ายสามารถเรียกร้องทางอาญาได้ สิ่งต่างๆ ประมวลกฎหมายแพ่งและอาญายังบังคับใช้อยู่ และรัฐบาลมีสิทธิอย่างเดียวคือ คุณอย่าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และอย่าไปบอกเขาว่าชะลอเรื่องนี้ก่อน เอาเรื่องอื่นก่อน
** พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ออกมาระบุว่ามี 16 บริษัทที่หนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ในการบุกยึดสนามบิน และส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในการยึดทรัพย์
ผมว่าถ้าคุณจงรักจะพูดให้น้อยหน่อย และทำให้มากหน่อย จะเป็นประโยชน์มากกว่านี้ เพราะความผิดมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่คุณยังไม่เคยจับกุมหรือฟ้องใครเลย คุณทำงานอะไรอยู่ ถูกไหมครับ? ตำรวจเห็นคนปล้นอยู่ คนตีกันอยู่ และคุณไม่จับ ถือว่าละเลยต่อหน้าที่
** หน่วยงาน ปปง. ควรที่จะเข้าไปตรวจสอบหรือไม่
ที่จริงหน่วยราชการทุกหน่วยที่มีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายแล้วคุณไม่ทำ ถือว่าคุณละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แม้แต่กองทัพเหมือนกัน ที่ปล่อยให้เขายึดสนามบินได้ ในเมื่อเขามอบหมายให้พวกคุณปกป้องสถานที่ราชการสำคัญต่างๆ
** คุณหมอจะบอกว่าหน่วยใดบ้างที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่
เห็นอยู่ชัดๆ นะครับ คุณเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและคุณละเลยต่อหน้าที่ของคุณ ต่อการทำหน้าที่ของคุณ คุณต้องผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผมว่าไม่ต้องเอ่ยชื่อ ใครที่ไม่ทำตามหน้าที่ของตนเองน่าจะสำนึกและเร่งกลับตัวกลับใจ ทำหน้าที่ให้ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ และมีหลักนิติธรรมอย่างสมบูรณ์
*** สรุปว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินเที่ยวนี้ นอกจาจะทำลายระบบนิติรัฐแล้ว ประเทศได้เสียหายมากมายอย่างไร
ที่จริงทำให้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยในสายตานานาชาติกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน อาจจะล้าหลังกว่าพม่า พม่ายังไม่มีการยึดสนามบินเลย
*****************
** ในวาระปีใหม่นี้ อยากให้อวยพรให้ผู้อ่านหนังสือประชาทรรศน์
ขอให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักว่า แม้จะเป็นเพียงวันหนึ่งและจะผ่านไป แต่อย่างน้อยความขลังในวันปีใหม่ ขอให้ท่านผู้อ่านนิตยสารรายสัปดาห์ ประชาทรรศน์ และท่านผู้ฟังทางเว็บไซต์ ได้ทำให้เกิดความสงบในจิตใจของท่าน มีความสุขความเบิกบาน พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเครียด และทำให้ชีวิตของท่านมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง เพราะในปีหน้านี้เราอาจจะพบภาวะวิกฤติต่างๆ มากยิ่งขึ้น ขอให้อดทน อดออม และต่อสู้ต่อไปครับ...
พันธมิตรฯ คึกคักจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ที่มา MCOT News
เมืองทองธานี 27 ธ.ค.- บรรยากาศการจัดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ฉลองชัยประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นไปอย่างคึกคัก
โดยงานซึ่งจัดขึ้นที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี มีแนวร่วมเดินทางเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมไปถึงแนวร่วมแกนนำทั้งรุ่นที่ 1-2 และศิลปินที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ
ขณะที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องทิศทางการเมืองปี 52 โดย ตั้งข้อสังเกตถึงรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นรัฐบาลที่ผิดปกติ เพราะให้อำนาจต่อรองและยกกระทรวงที่สำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงให้กับพรรคร่วมมากเกินไป และรัฐมนตรีบางคนก็มีความสามารถไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามยอมรับมีแนวคิดจะตั้งพรรคการเมือง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับแกนนำพันธมิตรฯ หากเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้การเมืองใหม่และเป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่ต้องการพรรคการเมืองรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งขณะนี้มีบุคลากรพร้อมแล้ว เหลือเพียงการหารือโครงสร้างเท่านั้น
ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันไม่เล่นการเมือง และจะให้โอกาสรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บริหารประเทศ เนื่องจากเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีว่าเป็นคนที่มีคุณวุฒิ และคุณสมบัติที่ดีในการนำบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-12-27 23:10:36
แดง หัก แดง ศึก"สลาย-ช่วงชิง"มวลชน ชี้อนาคต"ทักษิณ-กลุ่มเพื่อนเนวิน"
ที่มา มติชน
วิเคราะห์
จู่ๆ การที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี โผล่ไปพบนายขวัญชัย สาราคำ หรือขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และสมาชิกชมรม ที่สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร เอฟเอ็ม 97.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ซอยหนองเหล็ก 9 เทศบาลนครอุดรธานี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมนั้น
ย่อมไม่ใช่การไปเยี่ยมยามถามข่าวกันธรรมดา อย่างแน่นอน
หากแต่น่าจะเป็นการเยี่ยม ในยามที่นายขวัญชัย แกนนำคนสำคัญของกลุ่มเสื้อแดง ประกาศว่า "คนรักอุดรฯ" ไม่สะดวกที่จะไปกรุงเทพฯเพื่อร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ในวันที่ 28 ธันวาคม เพราะสมาชิกชมรมติดงาน "ปีใหม่"
ซึ่งฟังดูก็มีเหตุผล
แต่ก็เป็นเหตุผล ในท่ามกลางกระแสข่าวกลุ่มเสื้อแดงกำลังอยู่ในภาวะของการถูกแยกสลาย
ด้วยเหตุนี้ นายสมชายที่บอกว่า อยู่ว่างๆ ก็รีบขึ้นมาเยี่ยม ดีกว่าอยู่คนเดียวที่จะเหงาไปเปล่าๆ นั้น ด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรีได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคนรักอุดรฯ
และนายสมชายก็คงสบายใจกับคำพูดของนายขวัญชัยที่ว่า "ข่าวที่ว่าผมถูกซื้อตัว แล้วมีสมาชิกไม่เข้าร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯนั้น ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยว แต่ลูกหลานจะกลับมาเยี่ยมช่วงเทศกาลปีใหม่ เลยไม่สะดวกที่จะไปกรุงเทพฯ"
อันเป็นการยืนยันว่า คนรักอุดรฯซึ่งเป็นแกนนำเคลื่อนไหวที่เอางานเอาการของกลุ่มเสื้อแดง ยันยืนเคียงข้างตนเอง พรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ปันใจไปให้คนอื่น
เหตุที่ นายสมชายต้องการคำยืนยันนี้ ก็อาจสืบเนื่องแต่มีกลุ่มคนเสื้อแดงโผล่ไปให้กำลังใจนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ จ.นครราชสีมา และไปให้กำลังใจนายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ จ.ขอนแก่น
เป็นการให้กำลังใจท่ามกลางการกล่าวหาจากคนในฟาก พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คนเหล่านี้ซึ่งสังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน "หักหลัง" นาย
นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า "คนเสื้อแดง" ไม่เป็นเอกภาพ
และมีความพยายามในการดึงเอามวลชนเสื้อแดงไปเป็นพวกของตนเองอีกด้วย
ซึ่งนั่นย่อมเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และผู้ใกล้ชิด ไม่สบายใจอย่างแน่นอน
เพราะนั่นย่อมเท่ากับเป็นการสูญเสียฐานมวลชนสำคัญของตัวเองไป
จึงทำให้ หลังจากนี้เราคงได้เห็นภาพคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ออกตระเวนเยี่ยมเพื่อผูกใจคนเสื้อแดงกันถี่ยิบ
อย่างไรก็ตาม ก็คงเป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยอยู่พอสมควรกับการดำรงความเป็นเอกภาพไว้ในกลุ่มคนเสื้อแดง
ด้านหนึ่ง ภาวะของ "ม็อบไม่มีเส้น" ที่ทำให้กลุ่ม 3 เกลอ คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่เคยใช้รายการความจริงวันนี้ ทางเอ็นบีทีเป็นกระบอกเสียง ในการตรึงแฟนๆ ต้องกระเด็นหลุดออกจากผังรายการอย่างกะทันและถาวร
ขณะเดียวกัน การที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่จู่ๆ ก็ออกมาประกาศรักคนอีสาน พร้อมทั้งให้นโยบายแก่หน่วยขึ้นตรงและผู้บังคับกองพัน ทั้งหลาย พยายามสลายเสื้อสีต่างๆ ให้เป็นสีเดียวกัน
ซึ่งแม้ฟังดูดี แต่สำหรับคนเสื้อแดง ซึ่งต้องใช้ความเป็นกลุ่มก้อนในการแสดงพลังทางการเมืองอย่างเข้มข้น ผิดกับกลุ่มคนสีเหลืองที่วันนี้ยังไม่จำเป็นต้องแสดงพลังอะไร
การที่มวลชนต้องอยู่ในเป้าหมายของการสลายสี กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากและโดยตรงก็คงไม่พ้น "เสื้อสีแดง" ไปได้
ที่น่ากังวล และประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่านั้นสำหรับฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อนเนวินที่รู้จักเส้นสนกลใน และยุทธวิธีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงดีที่สุด เนื่องจาก "ตั้งมากับมือ" นั้น ได้ส่งสัญญาณชัดเจนที่จะแยกสลายกลุ่มเสื้อแดง
ไม่ว่าการที่ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ได้ใช้อำนาจรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคอีสาน ติดตามความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุมท้องสนามหลวงในวันที่ 28 ธันวาคมและจะต่อเนื่องถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 29-30 ธันวาคม อย่างละเอียดยิบ รวมทั้งให้รายงานสถานการณืให้ทราบทุก 6 ชั่วโมง
ซึ่งก็คงมองเป็นอื่นได้ยาก นอกจากเป็น เก็บข้อมูลเพื่อรับมือ และยังเป็นการบล็อคการเคลื่อนไหวโดยอ้อม เพราะเมื่อมีการจับตาใกล้ชิดโดยกลไกรัฐ การเคลื่อนไหวก็ย่อมยากลำบาก และอาจจะถูกสกัดได้โดยง่าย
ขณะเดียวกัน "มวลชน" จัดตั้งเสื้อสีแดง ที่คุ้นเคยกับ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ไม่ว่าสมาคมรถตู้โดยสารต่างจังหวัดแห่งประเทศไทย ชมรมศาลาแท็กซี่มิเตอร์ บ.ข.ส. หมอชิต 2 ชมรมขับสามล้อ สมาคมผู้ขับขี่แท็กซี่สามล้อ กทม. กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จู่ๆ ก็พากันตบเท้าออกมาโวยว่ามีคนแอบอ้างเป็นตัวแทนจากสมาคมไปชักชวนประชาชนให้ออกมาร่วมชุมนุม ในวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งไม่จริง
และยังยืนยันพวกกลุ่มตนเองไม่มีแนวคิดจะเคลื่อนไหวใดๆ ในช่วงเวลานี้ เพราะเห็นว่าบ้านเมืองเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ ควรจะให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงาน
นี่ย่อมเป็นปรากฏการณ์ของ "สีแดง" เปลี่ยนเสียง ชัดเจนที่สุด
จึงไม่น่าแปลกใจที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะออกโรงถล่ม นายบุญจง อย่างหนัก ว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงทุก 6 ชั่วโมง ทั้งที่ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่ข้างๆ เวทีคนเสื้อแดง
พร้อมทั้งแฉโพยว่า มีบุคคลลึกลับพยายามติดต่อทางโทรศัพท์ชวนแกนนำคนเสื้อแดง แกนนำวิทยุชุมชน และแกนนำชาวบ้านในต่างจังหวัดที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับคนเสื้อแดงให้ไปพักผ่อนเก็บตัวกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในช่วงวันที่ 26 ธันวาคมเป็นต้นไป
แถมระบุตัวบุคคลลึกลับคนดังกล่าวด้วยว่า ชื่อ "ดิ่ง"
ซึ่งถือเป็นการเกทับของคนที่รู้ "ไส้ใน" กันและกัน อย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันอีกแล้ว
นั่นย่อมสะท้อนให้เห็น ภาวะ "สีแดง" หัก "สีแดง" อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม มีการมองว่า ศึกครั้งนี้ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ดูจะเสียเปรียบอยู่หลายขุม
เพราะนอกจากถูกมัดมือมัดเท้า ไม่ให้มีกระบอกเสียงในสื่อรัฐอีกต่อไปแล้ว
พรรค "เพื่อไทย" ซึ่งเป็นแบ๊คหลังให้กับกลุ่มมวลชน ก็ยังไม่หายจากอาการช็อค กับการถูก "วิ่งราวอำนาจรัฐ" ไปต่อหน้าต่อตา
ภายในพรรคเพื่อไทยขณะนี้ "แตกยับ" แทบจะไม่เหลือขุนพลที่จะคอยคุมเกม
"ทุน" ที่จะเอามาใช้เคลื่อนไหวต่อสู้มีอาการสะดุด
ขณะเดียวกันแนวคิดก็ยังไม่เป็น "หนึ่งเดียวกัน" คนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ บางส่วนเริ่มลังเลกับแผนปิดล้อมอาคารรัฐสภา เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบายว่าอาจจะสูญเปล่า หากไม่สามารถเผด็จศึกรัฐบาลได้
แถมยังเกรงจะถูกย้อนเกล็ด โจมตีว่ากลุ่มเสื้อแดงขัดขวางการทำงานของรัฐบาลให้กับประชาชน
เลยเกิดอาการพะวักพะวน และนำไปสู่การชะงักงัน ของปัจจัยสนับสนุนด้วย
สภาพเช่นนี้ ทำให้ "แกนนำเสื้อแดง" เริ่มแสดงท่าทีเบื่อหน่าย ไม่มั่นใจกับทิศทางที่จะก้าวเดินไปว่าจะเอาอย่างไร
ภาวการณ์ดังกล่าว ย่อมไม่เป็นผลดีกับพลังเสื้อแดง ที่ยึดมั่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างแน่นอน
เพราะมีโอกาสที่ถูกแยกสลาย สูง
ขณะเดียวกัน ก็อาจจะถูกกลุ่มเพื่อนเนวินใช้ความได้เปรียบ ทั้งในฐานะผู้กุมอำนาจรัฐ และอุ่นหนาฝาคั่งด้วยทุน ดึงมวลชนเสื้อแดงไปเป็นของตนเอง ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น จะเป็นอันตรายใหญ่หลวงสำหรับพรรคเพื่อไทยในอนาคต
การสูญเสียมวลชนในอีสาน ก็เหมือนการสูญเสียทั้งหมด
นี่จึงอาจทำให้ แกนนำพรรคเพื่อไทย และยังจงรักภักดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะต้องดิ้นรนอย่างสุดขีดเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า มวลชนเสื้อแดงยังเป็นของตัวเอง
การชุมนุมในวันที่ 28 และต่อเนื่องไปจนถึงการแถลงนโยบาย วันที่ 29-30 ธันวาคม จึงน่าจับตามองว่าจะออกมาในรูปแบบใด
หากยังอุ่นหนาฝาคั่ง และสร้างแรงกดดันจนทำให้การแถลงนโยบายสะดุด ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงพอเบาใจได้ระดับหนึ่งว่า ฐานมวลชน อย่างน้อยที่สุดก็ตอนนี้ยังเป็นของตัวเองอยู่
แต่ถ้าหาก การชุมนุม "ปลุกไม่ขึ้น" หรือ "ไม่มีพลังเพียงพอ" ก็น่าหวั่นใจ สำหรับอนาคตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยยิ่ง
หนีไม่พ้นเงา"แม้ว"
ที่มา มติชน
คอลัมน์ เดินหน้าชน
โดย ภาคภูมิ ป้องภัย
กว่าจะมาเป็นรัฐบาล เข้าบริหารราชการแผ่นดินได้สำเร็จ เราได้เห็นริ้วรอยของปัญหาหลายประการที่น่าเป็นห่วง และน่าจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกย่อยๆ รอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายเนวิน ชิดชอบ ร่วมกันถอดสลัก
1.คลื่นใต้น้ำในพรรคประชาธิปัตย์
ปฏิบัติการ "ดับเครื่องชน" ของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ ตรงใจ ส.ส.อาวุโสอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายจุติ ไกรฤกษ์ ฯลฯ
ถึงแม้วิธีพูดตรงไปตรงมาจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในพรรค แต่มันก็สะท้อนให้เห็นรอยปริร้าว และมีแนวโน้มจะเกิดคลื่นใต้น้ำปะทุเป็นภูเขาไฟระเบิดได้หากไม่ใช้นโยบาย "สมบัติผลัดกันชม" เหมือนรัฐบาลพลังประชาชน
หนทางเชื่อมรอยร้าวให้แคบลงคือครบ 1 ปีต้องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองให้ต้องปรับ ครม. ต้องเปิดทางให้ ส.ส.อาวุโสนอกอาณัตินายสุเทพเข้ารับตำแหน่งบ้าง
2.ผลประโยชน์ทับซ้อนบางประการ
นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ขุนพลคู่ใจนายสุเทพ ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมที่ดิน ในขณะที่กรมที่ดินกำลังดูแลคดีที่ดินบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์มอยู่ รวมถึงคดีที่ดินของนักการเมืองในภาคใต้อยู่อีกหลายคดีตามนโยบายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ดูกันว่า คดีดังกล่าวจะดำเนินไปทิศทางไหน มันจะค้างอยู่ในลิ้นชักรัฐมนตรีนานนับปีหรือไม่
3.คำสัญญาที่ไม่เคยทำได้
รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ระหว่างปี 2535-2538 แถลงนโยบายเมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2535 ในข้อ 4.2.1 ระบุว่า "จัดตั้งสภาการเกษตรแห่งชาติโดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐบาลและธุรกิจเอกชนในการประสานนโยบายการผลิต การแปรสภาพผลผลิต และการตลาดอย่างเป็นระบบครบวงจร รวมทั้งจะใช้กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการรักษาเสถียรภาพของราคาผลิตผลการเกษตร"
ผ่านมาเกือบ 17 ปี รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เขียนนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ในมาตรการเร่งด่วนระยะ 1 ปี ข้อ 1.2.9 ระบุว่า "จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นระบบ และมีระบบการคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาความเข้มแข็งของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน"
รัฐบาลนายชวน 2 สมัยล้มเหลวกับการจัดตั้งสภาการเกษตรแห่งชาติ มาถึงยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์จึงนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง
คำถามคือ ในเมื่อรัฐบาลยุคนายชวนมีเสถียรภาพและความพร้อมมากกว่ารัฐบาลปัจจุบัน แต่ก็ยังผลักดันไม่สำเร็จ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสภาการเกษตรแห่งชาติจะเกิดขึ้น
พูดถึงนโยบายรัฐบาลยุคนายชวน 2 สมัยแล้ว มีข้อน่าสังเกตว่า เกือบไม่มีนโยบายในลักษณะประชานิยมเลย ส่วนใหญ่จะใช้คำว่า "เร่งรัด สนับสนุน ส่งเสริม พัฒนา ปรับโครงสร้าง กระจายโอกาส"
แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นนายกฯในปี 2544 ได้ฉีกธรรมเนียมการจัดทำนโยบายใหม่ โดยเพิ่มนโยบายประชานิยมเข้าไป มีทั้ง "ลด แลก แจก แถม" เข้ามา ปรากฏว่าได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนรากหญ้าในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างท่วมท้น
ในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ยุคนายอภิสิทธิ์ก็ไม่อาจฝืนกระแสดังกล่าวได้ ต้องหันมาเขียนนโยบายประชานิยมตามก้น พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อทวงคะแนนความนิยมจากรากหญ้าใน 2 ภาคนี้กลับคืนมา
ไม่ว่าจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับเสียงเย้ยหยันจากแกนนำพรรคเพื่อไทยและนักวิชาการแค่ไหนก็ตาม
คำว่า "จัดสรร-เพิ่มวงเงิน-ลดหย่อน-จัดให้มี...ฟรี" จึงปรากฏให้เห็นในนโยบายหลายข้อของรัฐบาล "หล่อใหญ่" ด้วยประการฉะนี้
"ประสงค์"ทวงปชป.อย่าลืมบุญคุณพธม.เหยียบกองเลือดจนได้เป็นรบ. ชี้ปล่อยกลุ่มเนวินกุมไม่เหลืออำนาจต่อรอง
ที่มา มติชนออนไลน์
"ประสงค์"ทวงบุญคุณรัฐบาลอย่าลืม พธม. ช่วยให้เป็นรัฐบาลเหยียบศพเหยีบกองเลือดไปจะลืมไม่ได้ ชี้ปชป.ไม่เหลืออำนาจยกให้กลุ่มเพื่อนเนวิน พันธมิตรฯจัดงาน “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ฉลองชัยประชาชน” จำหน่ายบัตรราคา 300 บาท สมทบทุนสนับสนุนเอเอสทีวี "สุริยะใส" ชี้แกนนำมีอิสระปชป. ไม่มีโควต้าใดๆ ในรัฐบาล
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 27 ธันวาคม ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดงาน “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ฉลองชัยประชาชน” โดยจำหน่ายบัตรในราคา 300 บาท เพื่อนำรายได้เข้าสมทบทุนสนับสนุนเอเอสทีวี มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 10,000 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ผู้จัดงานได้เตรียมการจัดสถานที่ไว้ที่อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริจักรพันธ์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เนื่องจากมีผู้แจ้งความประสงค์เข้าร่วมงานมากกว่า 5,000 คน จึงได้ย้ายสถานที่จัดงานมาที่เมืองทองธานีแทน โดยที่จำนวนบัตรเข้างานที่พิมพ์ไว้ทั้งหมด 8,000 ใบ ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ร่วมงาน
ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น บริเวณโดยรอบของอาคาร มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.ปากเกร็ด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ รปภ.ของเมืองทองธานี 40-50 คนคอยดูแล โดยมีกลุ่มการ์ดพันธมิตรฯนับร้อยวางกำลังตามจุดต่างๆ รอบอาคาร และได้มีการนำเครื่องตรวจวัตถุระเบิดมาคอยตรวจตราเพื่อป้องกันเหตุร้าย
เวลา 17.30 น.นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นเพียงการจัดงานพบปะสังสรรค์ในเทศกาลปีใหม่หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ เหน็ดเหนื่อยจากการชุมนุมมาหลายเดือน อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มพันธมิตรฯ มีโครงการจะจัดเวทีคอนเสิร์ตการเมืองสัญจรไปยังจังหวัดต่างๆ เดือนละ 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2552 เป็นต้นไป เพื่อรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องการเมืองใหม่ โดยการเคลื่อนไหวจะกระทำโดยระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุปะทะกับมวลชนกลุ่มคนเสื้อแดง โดยขอเตือนกลุ่มเสื้อแดงว่า การขัดขารัฐบาลตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำงานเป็นการกระทำที่ขาดเหตุผล เพราะพันธมิตรได้ปล่อยให้รัฐบาลสมัครทำงานถึง 4 เดือนจึงออกมาเดินขบวนประท้วง ดังนั้นขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงใช้เหตุผลและความชอบธรรมให้มากที่สุด มิฉะนั้นความขัดแย้งทางการเมืองจะลากยาวไปอีก 1 ปี
นายสุริยะใส กล่าวว่า สำหรับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทางพันธมิตรยังคงให้โอกาสได้ทำงานก่อน หากพบว่ามีการดำเนินงานไม่ตรงกับนโยบายที่แถลง ทั้งในเรื่องปราสาทพระวิหาร การแก้รัฐธรรมนูญ ก็จะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านทันที และขอยืนยันว่า พันธมิตรไม่ได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้คนที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรอย่างนายกษิต ภิรมย์ ที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่ใช่โควต้าของพันธมิตร และหากนายกษิตบริหารงานผิดไปจากนโยบายก็อาจจะเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่กลุ่มพันธมิตรถือมือตบเข้าไปขับไล่
นายสุริยะใส กล่าวว่า 5 แกนนำมีอิสระจากพรรคประชาธิปัตย์โดยจะไม่เข้าไปร่วมงานหรือมีโควต้าใดๆ ในรัฐบาล แต่พันธมิตรมีความหลากหลาย คนที่ขึ้นเวทีมาจากร้อยพ่อพันแม่ จึงอาจมีผู้ที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรไปรับตำแหน่งในรัฐบาล ซึ่งไม่มีความเกี่ยวพันกับพันธมิตร อย่างไรก็ตามยอมรับว่ามีบางคนเสนอให้กลุ่มพันธมิตรตั้งพรรคการเมือง แต่ยังยืนยันจะไม่แปรสภาพจากพันธมิตรไปเป็นพรรคการเมือง
นายสุริยะใส กล่าวว่า ขอให้กลุ่มเสื้อแดงระมัดระวังในการชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภาในวันที่ 29-30 ธันวาคม เพราะในกลุ่มเสื้อแดงมีกลุ่มคนฮาร์ดคอร์ประมาณ 300-500 คน คนกลุ่มนี้คือคนที่ปฏิบัติการรุนแรงหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์จึงขอให้ระมัดระวังเพื่อไม่ให้กลุ่มที่มาเข้าร่วมชุมนุมอย่างสุจริตใจตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง
เวลา 19.00 น. น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "การเมืองใหม่กับพรรคการเมืองของประชาชน" ว่านักการเมืองต้องตระหนักว่าถ้าไม่มีพันธมิตรก็ไม่มีรัฐบาลชุดนี้ พวกคุณต้องเข้าใจว่าพันธมิตรมีส่วนสำคัญที่ทำให้คุณยืนอยู่บนตำแหน่ง ไม่ใช่เที่ยวเอาดอกกุหลาบแดงไปให้คนนั้นคนนี้ พวกคุณเหยียบศพ เหยียบกองเลือดผ่านความบาดเจ็บของพันธมิตรไป คุณจะลืมเรื่องนี้ไม่ได้ และหลังการตั้งรัฐบาลเชื่อว่า พันธมิตรรู้สึกตรงกันคือพะอืดพะอม แต่ก็ต้องกล้ำกลืนให้โอกาสในการเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ดี มีนักการเมืองน้ำดีอยู่จำนวนมาก แต่การไปร่วมอยู่กับคนที่เคยชี้หน้าด่าว่าเป็นนักการเมืองที่สร้างความเสียหายให้แผ่นดินที่ฉ้องโกงทุจริตคดโกง
น.ต.ประสงค์กล่าวว่า เห็นความผิดปกติในการตั้งรัฐบาลครั้งนี้ 3 เรื่องคือ 1.พรรคประชาธิปัตย์ไม่หลงเหลืออำนาจในการต่อรอง โดยปล่อยให้กลุ่มเนวินที่มีเพียง 15 คนได้ถึง 4 เก้าอี้สำคัญ รัฐบาลบอกว่า ให้ไปแล้วจะควบคุมได้ แต่ผมไม่เชื่อว่าจะคุมกลุ่มเนวินได้ 2.กระทรวงสำคัญๆ ไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้ และ 3.คุณภาพของรัฐมนตรีที่เข้ามาดูแลกระทรวงไม่ดีพอโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ที่มีบทบาทในการส่งออกสินค้า เอาเจ้าแม่ 3 วัด มาดูแลคือวัดโพ วัดไซ วัดดอน รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม เกษตร ก็เช่นเดียวกัน
"การเมืองใหม่นั้นไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง โดยต้องเข้าสู่อำนาจรัฐด้วยการแข่งขันเลือกตั้ง และมีพรรคการเมืองของเราคือ กลุ่มพันธมิตร วันนี้พรรคการเมืองที่ดีเหลือพรรคเดียวคือ พรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าพรรคนี้เสียก็เสียไปหมด ขณะนี้กฎหมายรอฆ่าคุณอยู่หลายเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องกรณีที่ ส.ส.สัดส่วนถูกยุบพรรคเรียกประชุมสภา ผมเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ รู้ดีว่ามันเรียกไม่ได้ รวมทั้ง ส.ส.ที่ถูกยุบพรรคไปโหวตก็ทำไม่ได้ คนเหล่านี้ไม่เคยเคารพกฎหมายเลย ดังนั้น ฝากไว้ว่าอยากได้ต้องทำเอง ขอให้รีบทำ ผมเชื่อว่ารัฐบาลอยู่ไม่นาน ถ้ามีการเลือกตั้งเราก็เลือกพรรคของเรา ส่วนถ้าชอบพรรคอื่นค่อยไปรวมกันทีหลัง ส่วนพรรคเส็งเคร็งอย่าไปเอามันมา" น.ต.ประสงค์กล่าว
เดินหน้าฝ่าคลื่นลม หรือ ล่มปากอ่าว
ที่มา ไทยรัฐ
ส่งท้ายปีเก่า สำหรับรัฐบาลใหม่
ภายใต้สภาวการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยสารพัดวิกฤติ และความแตกแยกในสังคม
มีปัญหาที่รอต้อนรับรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่เต็มไปหมด
เริ่มจากวันนี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดรวมพลคนเสื้อแดง ที่ท้องสนามหลวง
ประกาศจุดยืนต่อต้านรัฐบาลเต็มที่ ขู่ยกพลไปชุมนุมประท้วงหน้ารัฐสภาในวันแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29 ธันวาคม
ขณะเดียวกัน ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 29-30 ธันวาคมนี้
ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ก็เตรียมพร้อมที่จะอภิปรายชำแหละนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน
ดังนั้น ในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2551 รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะต้องเผชิญศึกจากทั้งนอกสภาและในสภาไปพร้อมๆกัน
สำหรับศึกนอกสภา
กลุ่มม็อบเสื้อแดงที่ไม่พอใจกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิบัติ การพลิกขั้วการเมือง
โดยผนึกเสียง ส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้แก่ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคกิจสังคม และกลุ่มเพื่อนเนวิน จัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค 1 กลุ่ม
ผลักให้พรรคเพื่อไทย หรือพรรคพลังประชาชนเดิม ต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน
แน่นอน เมื่อแกนนำกลุ่ม นปช.ส่วนใหญ่ เป็นนักการเมืองอยู่ ในเครือข่ายพรรคเพื่อไทย ก็ต้องแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน ระดมพลคน เสื้อแดงออกมาขวางรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นค่ายการเมืองที่อยู่ขั้วตรงข้าม
อย่างไรก็ตาม การที่ม็อบเสื้อแดงประกาศรวมพลที่ท้องสนามหลวง และจะเคลื่อนพลไปชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันแถลงนโยบายรัฐบาล วันที่ 29 ธันวาคมนี้
ทำให้สังคมรู้สึกไม่สบายใจ
เพราะหวั่นวิตกว่าอาจเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายที่จะนำไปสู่ความรุนแรง
เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ที่ม็อบเสื้อเหลืองปิดล้อมรัฐสภา ในวันแถลงนโยบายรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ
ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าประชุมรัฐสภา ส่งผลให้มีคนตายและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
แม้ในครั้งนี้ทางรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า จะไม่ใช้ ความรุนแรงใดๆกับม็อบเสื้อแดงที่จะมาปิดล้อมรัฐสภา แต่สังคมก็ยังหวาดผวา
เพราะเหตุการณ์เพิ่งผ่านมาหมาดๆ ภาพรอยเลือด คนมือขาด ขาขาด ยังติดตา
ที่สำคัญ แม้การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธภายใต้ กรอบกฎหมาย ถือเป็นสิทธิที่จะทำได้ตามรัฐธรรมนูญ
แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังเข้าสู่ห้วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
ความรู้สึกของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ ความวุ่นวายทางการเมือง การชุมนุมประท้วงยืดเยื้อของม็อบเสื้อเหลือง ที่บุกยึดทำเนียบฯ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ
สอดแทรกด้วยเหตุรุนแรงหลายครั้งหลายหน คนไทยห้ำหั่นกันเอง ปะทะนองเลือด ล้มตาย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
เครียดจัดกันมาทั้งปี
เมื่อเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เวียนมาถึง ทุกคนก็อยากผ่อนคลาย อยากสัมผัสกับความสุขและความเบิกบานใจให้เต็มที่
โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์การเมืองได้คลี่คลายลงไประดับหนึ่งแล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุตึงเครียดขึ้นมาอีก
อารมณ์ของสังคมตรงนี้ เป็นสิ่งที่ม็อบเสื้อแดงต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน
ถ้าจะเอาแต่ความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่ โดยไม่สนใจความรู้สึกของสังคม ก็อาจจะนำไปสู่สภาวะขาดแนวร่วม
เพราะสังคมไม่ขานรับ
ส่วนทางด้านศึกในสภา
หลังจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนแล้ว ก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดินจะต้องแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จึงจะได้อำนาจในการบริหารประเทศเต็มสมบูรณ์ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
โดยวันที่ 29-30 ธันวาคมนี้ นายกฯอภิสิทธิ์จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ให้ครบตามกระบวนการโดยไม่มีการลงมติ
เพื่อที่เริ่มปีใหม่ 2552 รัฐบาลจะได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาของประเทศได้เต็มลูกสูบทันที
เพราะก็อย่างที่เห็นๆกัน ประเทศมีปัญหาสารพัดวิกฤติอยู่ท่วมหัว ดังนั้น รัฐบาลจะต้องทำงานอย่างหนักและรวดเร็ว ให้ทันต่อเหตุการณ์และปัญหาที่รออยู่
ส่วนจะบริหารแก้ไขปัญหาไปได้แค่ไหน ประสบผลสำเร็จหรือไม่ ยังไม่รู้
แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำ
อย่างไรก็ตาม ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา แม้รัฐธรรมนูญกำหนดว่าไม่ต้องมีการลงมติ แต่ ส.ส.และ ส.ว.ก็มีสิทธิอภิปรายสนับสนุนหรือตำหนิติติงนโยบายของรัฐบาล
และที่ประกาศจองกฐินเอาไว้ ก็คือ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้เตรียมจัดทีมอภิปรายไว้หลายคน โดยมอบหมายให้ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.สาธารณสุข เป็นหัวหน้าทีม
แน่นอน จากผลของการพลิกขั้วการเมืองที่ทำให้คนที่อยู่ ซีกรัฐบาลเก่า ต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้าน ย่อมเป็นแรงบวกให้การอภิปรายเข้มข้นมากขึ้น
และจากร่องรอยที่เห็นชัดเจนว่านอกจากจะมีการอภิปราย เนื้อหาของนโยบายรัฐบาลแล้ว
การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ ฝ่ายค้านยังหมายหัวเตรียมถล่มรัฐมนตรีที่เป็นคนของพรรคแกนนำอย่างน้อย 4 คน
คนแรก นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กรณีที่ไปพูดกับทูตานุทูตและสื่อต่างประเทศ ในทำนองการชุมนุมปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเรื่องสนุก ดนตรีไพเราะ อาหารอร่อย
แน่นอน ปมนี้ถือเป็นเรื่องร้อน เพราะการพูดเช่นนี้ทำให้นานาประเทศที่เคร่งครัดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และมองว่าสนามบินเป็นผลประโยชน์ร่วมสากล
การชุมนุมประท้วงปิดสนามบินส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งกับนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ การค้า การส่งออก ได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล
เรื่องอย่างนี้ต่างประเทศซีเรียสมาก การที่นายกษิตพูดอย่างนั้น ไม่มีใครรับได้
ต้องโดนฝ่ายค้านถล่มในสภาแน่นอน ถือเป็นแต้มลบด้านต่างประเทศ
เป็นประเด็นที่ท้าทายภาวะผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์อย่างยิ่ง
คนที่สอง คือ นายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่เป็นคนนอกเข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีในโควตาพรรคประชาธิปัตย์ จนกลายเป็นปมทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรค
มีการปูดข้อมูล 80 ล้านบาท และ ส.ส.ในพรรคประชาธิปัตย์บางคนออกมาประชดประชัน ประกาศจะซื้อธนาณัติเดือนละ 500 บาท ส่งใช้หนี้ 1 แสนปี
พร้อมกับเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นทุนครอบงำการเมือง
แม้ล่าสุด นายวีระชัยได้ออกมาปฏิเสธเรื่องการบริจาคเงินให้พรรคเพื่อแลกกับตำแหน่งรัฐมนตรี และทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยืนยันแล้วว่าไม่มีการบริจาค
แต่ปมเรื่องทุนครอบงำพรรค ก็ยังเป็นประเด็นที่ค้างคาใจกันอยู่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องผลงานหรือนโยบาย แต่เป็นเรื่องของจริยธรรมการเมือง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านว่ามีข้อมูลมากน้อยแค่ไหน ที่จะทำให้สังคมคล้อยตาม
คนที่สาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม รัฐมนตรีคนนอกในโควตาพรรคประชาธิปัตย์
โดนฝ่ายค้านตั้งเป้าถล่มในปมเกี่ยวข้องต่อเนื่องกับผู้นำเหล่าทัพ ที่ฝ่ายค้านตั้งป้อมวิจารณ์ว่าอยู่เบื้องหลังเกมพลิกขั้วการเมือง
แน่นอน ในฐานะผู้นำเหล่าทัพเป็นข้าราชการประจำ ไม่มีหน้าที่มาเกี่ยวข้องกับการเมือง
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า หมวกอีกใบของผู้นำเหล่าทัพ ก็คือ ฝ่ายความมั่นคง มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาราชบัลลังก์
ท่ามกลางสถานการณ์ที่บ้านเมืองแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ผู้นำเหล่าทัพประกาศชัดไม่ปฏิวัติยึดอำนาจ แถมออกมาประกาศต่อสังคมให้รัฐบาลชุดที่แล้วแก้ปัญหาวิกฤติประเทศด้วยการยุบสภา-ลาออก
การที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาเป็นประเด็นในการอภิปราย ถือเป็นเรื่องนานาจิตตัง
แต่ไม่ได้กระทบต่อภาวะผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์
สำหรับคนที่สี่ ก็คือ ตัวนายกฯอภิสิทธิ์เอง ที่ฝ่ายค้านตั้งป้อมขุดเรื่องเก่าว่าด้วยเรื่องการหนีทหารมาเป็นประเด็นโจมตี
รวมไปถึงเรื่องประเด็นไฮแจ๊คตั้งรัฐบาล การรักษาความสมดุลในการแบ่งโควตารัฐมนตรี ความอ่อนประสบการณ์ในการบริหาร รวมถึงการลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดที่แล้ว
น้ำหนักการอภิปรายของฝ่ายค้าน กับน้ำหนักในการชี้แจงของนายกฯ สังคมจะเชื่อถือใคร โน้มเอียงไปทางไหน
คงต้องไปวัดกันในวันแถลงนโยบาย
อย่างไรก็ตาม การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในครั้งนี้ ที่สุดแล้วก็คงจะผ่านพ้นไปได้ เพราะไม่ต้องมีการลงมติให้ความเห็นชอบ
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ได้เดินเครื่องทำงานแน่ๆในปี 2552
พี่น้องประชาชนฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ให้สบายใจ กันได้
แต่สำหรับพฤติกรรมของรัฐมนตรีบางคนที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย ก็จะเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะผู้นำของนายกฯอภิสิทธิ์ต่อไป
และจะทำให้แต้มบวกที่เหลือน้อยลงตอนตั้ง ครม. ลดน้อยลงไปอีก
เหนืออื่นใด หลังจากแถลงนโยบายไปแล้ว ถ้ารัฐบาลไม่ สามารถขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริงได้
ภาวะผู้นำของ “อภิสิทธิ์” ก็จะหมดไป
และรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องจบไปด้วย.
"ทีมการเมือง"
มาร์คย้ำสมานฉันท์-ปชป.โต้ปม 300 ล้าน
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมหน้ารัฐสภาจำเป็นต้องเลื่อนการแถลงนโยบายในวันที่ 29 ธ.ค. หรือไม่ ว่า ต้องประเมินสถานการณ์ แต่คิดว่าขณะนี้ ยังน่าจะสามารถดำเนินการตามแผนได้ เมื่อถามว่าได้คุยกับนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา หรือยัง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่ได้คุย แต่ที่ชัดเจนคือจะไม่มีความรุนแรงจากภาครัฐ ส่วนเรื่องสถานการณ์จะต้องประเมินอีกที เมื่อถามว่าหากไม่สามารถแถลงนโยบายได้จะย้ายสถานที่ประชุมหรือไม่ นายกฯตอบว่า ค่อยมาปรับแผนกันอีกที แต่ในชั้นนี้น่าจะดำเนินการได้อยู่ เมื่อถามว่าการที่นายเนวิน ชิดชอบ อยู่ฝ่ายรัฐบาล จะทำให้ควบคุมสถานการณ์คนเสื้อแดงได้ง่ายขึ้นใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า แต่ละกลุ่มมีความหลากหลาย แกนนำที่ยังยืนยันจะเคลื่อนไหวต้องดูว่าจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราเป็นประชาธิปไตย แต่ละคนเดินหน้าทำหน้าที่และบทบาทของตัวเองไป
ลั่นไม่หนักใจฝ่ายค้านจองกฐิน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับการอภิปรายของฝ่ายค้านนั้น ถ้าอยู่ในกรอบข้อบังคับ รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ ถ้าฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นอะไรขึ้นมา ก็เป็นหน้าที่ของตนกับรัฐมนตรีที่จะชี้แจง ไม่มีอะไรหนักใจ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่ฝ่ายค้านจองกฐินอภิปรายนายกรัฐมนตรีกับ รมว.ต่างประเทศเป็นพิเศษ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ถ้าติดใจอะไรเป็นพิเศษก็สอบถามได้ และตนได้ กำชับรัฐมนตรีทุกคนว่าจะต้องพร้อมชี้แจง เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะแฉพรรคประชาธิปัตย์เรื่องเงิน 300 ล้านบาท นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เคยพูดเรื่องนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งในสภา ก็ต้องดูว่าหลักฐานคืออะไร
ยอมรับเลียนแบบนโยบายทักษิณ
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายว่าลอกการบ้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า นโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ใครทำไว้ก็ทำต่อ และจะปรับปรุงให้ดีขึ้น หลายเรื่องไม่เห็นมีในนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนๆ เช่นการเรียนฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและ อสม. มาตรการรองรับการว่างงาน “ถูกต้องครับ อะไรที่ดีก็สานต่อ อย่าถือเขาถือเรา อะไรที่ประชาชนพึงพอใจ และเป็นเรื่องที่ดีต่อบ้านเมือง แต่เรามายกเลิกเพียงเพราะคนอื่นเขาทำไว้ ผมว่าไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ถ้าเราเลิกวัฒนธรรมแบบนี้ได้ถือว่าเป็นการดี อย่างปัญหาภาคใต้เปลี่ยนแปลงนโยบายรุนแรงเมื่อปี 2544 ผมไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ การเมือง หรือความมั่นคง”
ระบุไม่ช่วย “สมเกียรติ” ถ้าผิดกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ จะขึ้นเวทีพันธมิตรฯเพื่อเปิดใจในงานปีใหม่ที่เมืองทองธานี นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ใครก็ตามที่เคลื่อนไหวขณะนี้ ขอให้อยู่ภายใต้ กรอบของกฎหมาย อย่างที่ย้ำมาตลอดว่าถ้าละเมิดกฎหมาย ตนไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลืออะไรได้ เมื่อถามว่าได้คุยกับนายสมเกียรติหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า มีโอกาสพบนายสมเกียรติในที่ประชุม ส.ส. แต่ไม่ทราบว่าจะเคลื่อนไหวอะไร ที่ผ่านมาได้กำชับให้ ส.ส.เคลื่อนไหวในนามส่วนตัว และห้ามใช้เอกสิทธิ์ เมื่อถามว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล การที่นายสมเกียรติยังเคลื่อนไหวอยู่ สังคมจะเคลือบแคลงในการดำเนินคดีกับผู้ทำผิดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยืนยันว่าจะเดินหน้าดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เมื่อถามว่าการที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไปแจ้งความเอาผิดกับพันธมิตรฯ ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ทุกคนต้องทำหน้าที่และรักษาสิทธิของตัวเอง เวลาที่มีอะไรเสียหายต่อราชการ ผู้ดูแลหน่วยงานต้องดำเนินการ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเว้น ขณะเดียวกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินส่วนตัว ทุกคนมีสิทธิแจ้งความดำเนินคดีเช่นกัน
เตรียมเข้าพบอวยพรปีใหม่ “เปรม”
นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ช่วงปีใหม่นี้กำลังดูอยู่ ว่าจะไปพักผ่อนกับครอบครัว หรือทำงานในส่วนที่คั่งค้างอยู่ โดยจะหาเวลาเดินทางไปอวยพรปีใหม่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่จะเปิดบ้านให้เข้าเยี่ยมอวยพรในวันที่ 29 ธ.ค.นี้
ขอความร่วมมือ อปท.เร่งกระจายเงิน
นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่จะใช้เงิน 3 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะนำมาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 1 แสนล้านบาทว่า ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไปดึงเงินจาก อปท.มา แต่ต้องการให้ อปท.ใช้เงินตามแผนที่วางไว้และยังไม่ได้ ดำเนินการ เป็นการขอความร่วมมือว่าทำอย่างไรให้เงินจาก อปท.ไปสู่การใช้จ่ายของประชาชนให้เร็วที่สุด เชื่อว่ารัฐบาลกับท้องถิ่นคงไม่อยากเห็นคนไทยตกงาน อะไรที่ช่วยให้เศรษฐกิจเดินได้อยากให้รีบทำ ถ้า อปท.ติดขัดอะไรในส่วนของรัฐที่ทำให้เงินออกมาไม่ได้ ขอให้บอกมา จะได้รีบแก้ไข จะเข้าไปดูแลการเร่งรัดใช้จ่ายงบที่ยังค้างของ อปท.ด้วยตัวเอง เมื่อถามถึงส่วนที่จะมีการกู้เงินจากธนาคารของรัฐที่อาจผิดวินัยทางการคลัง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ต้องอยู่ในกรอบของหนี้สาธารณะที่วางไว้แล้ว เพราะการเข้าไปค้ำประกันรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารของรัฐมีหลักเกณฑ์นับเป็นหนี้สาธารณะ มีกรอบว่าในแต่ละปีสามารถทำได้เท่าไหร่ ยืนยันว่าจะไม่ทำเกินกรอบ
ชี้จีดีพีครึ่งหลังปี 52 ออกมาดี
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการประเมินอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2552 ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ประเมินว่าจะสูงถึง 2% ว่า จะพยายามให้อยู่ในแดนบวก เพราะหลายหน่วยงานทำนายว่าจะอยู่ในแดนลบ คิดว่าถ้าสามารถเร่งรัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาให้ได้ ภายใน 1-2 เดือนแรก น่าจะทำให้จีดีพีโต ครึ่งปีแรกอาจจะได้ผลกระทบต่อเนื่องจากสภาพหลายๆอย่างในปีนี้ แต่ครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้น ไตรมาสแรกและไตรมาสสองยังน่าเป็นห่วงอยู่ เราจะเห็นตัวเลขการส่งออกเดือน พ.ย. และตัวเลขการขยายตัวของไตรมาสสุดท้ายปีนี้ก็น่าเป็นห่วง และผลกระทบน่าจะมีต่อเนื่อง
“สุพัชรี” นัดชี้แจงกรณีเงิน 300 ล้าน
น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยขู่แฉเอกสารเพิ่มเติมในวันแถลงนโยบาย กรณีที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เคยอภิปรายว่ามีการโอนเงิน 200-300 ล้านบาทจากบริษัทแห่งหนึ่งไปยังบริษัทรับทำโฆษณาประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่ง แล้วมีการกระจายเงินส่วนหนึ่งไปยังกลุ่มพันธมิตรฯกับอีกส่วนหนึ่งไปที่พรรคประชาธิปัตย์ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแล้ว นายอภิสิทธิ์แสดงความเป็นห่วงตนในเรื่องดังกล่าว แต่มั่นใจว่าตนสามารถชี้แจงได้ ที่ผ่านมาก็เคยชี้แจงไปแล้วว่าไม่เป็นความจริง และรายละเอียดที่มีการกล่าวหานั้นคือช่วงเวลาประมาณปี 2547-2549 แต่ตอนนั้นไม่เกี่ยวข้องบริษัทดังกล่าว ทั้งนี้ได้เตรียมเอกสารหลักฐานไว้เรียบร้อยแล้ว โดยวันที่ 28 ธ.ค.ได้นัดหารือกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ และจะแถลงข่าวในวันเดียวกัน
พท.เก็บตัว ส.ส.ซ้อมชำแหละนโยบาย
ด้านความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงการเตรียมพร้อมอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 29 ธ.ค.ว่า ขณะนี้มี ส.ส.แสดงความจำนงจะอภิปราย 80 คน พรรคได้แบ่งทีมอภิปรายเป็น 2 ชุดประกอบด้วย ชุดเศรษฐกิจ มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง และทีมงาน ช่วยให้ข้อมูลแก่ ส.ส.ที่จะอภิปราย และชุดการเมือง มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน ช่วยให้ข้อมูล โดย ร.ต.อ.เฉลิมจะคุมทั้งหมด ทั้งนี้ในวันที่ 27-28 ธ.ค.นี้ ส.ส.ที่จะอภิปรายจะเก็บตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เพื่อซักซ้อมการอภิปรายให้ประเด็นเฉียบคม เนื้อหาครบพอดีกับเวลาที่พูด รับรองเนื้อหาที่เตรียมไว้จะเหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งประเด็นการซื้อ ส.ส.เพื่อโหวตเลือกนายกฯ การให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น รมว.กลาโหม และให้น้องชายคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กลับไปเป็น ผบ.ตร. เป็นพี่น้องคุมทั้งกองทัพและตำรวจ ถือเป็นการปฏิวัติเงียบอีกรูปแบบหนึ่งที่จะต้องชี้ให้สังคมเห็น
40 ส.ส.บอยคอตไม่ร่วมสังฆกรรม
นายสุรพงษ์กล่าวว่า นอกจากนี้จะชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่พรรคประธิปัตย์เคยพูดมาตลอดถึงนโยบายประชานิยมว่าเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่วันนี้กลับลอกมาทั้งดุ้นและอ้างว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้ ตนเคยไปดูดวงของรัฐบาลจากนักโหราศาสตร์ชื่อดังคนหนึ่ง ฟันธงว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ จะหลุดจากตำแหน่งไม่เกินวันที่ 15 ก.พ. 2552 แน่นอน อย่างไรก็ตาม ส.ส.ของพรรคมีความเห็นแตกเป็น 2 แนวทาง เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะอภิปรายนโยบายรัฐบาล ขณะที่ ส.ส.อีกประมาณ 40 คนเห็นว่าไม่ควรเข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบาย
นายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เป็นหนึ่งใน ส.ส.ของพรรคที่ลาประชุมรัฐสภาในวันที่มีการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เพื่อแสดงความจำนงไม่ร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาล เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้อำนาจมาโดยไม่ชอบธรรม โดยไปปล้นและซื้อเสียง ส.ส. มีภาพเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ และทหาร นอกจากที่ประชาชนในพื้นที่ก็ไม่ยอมรับในพฤติกรรมดังกล่าว
เล่นงาน มท.1 แบ่งงานผิดกฎหมาย
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ได้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล พบว่ากรณีที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย เลขที่ 59/2551 เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. แบ่งงานให้นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ และนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ถือว่าผิดกฎหมายอาญามาตรา 145 เพราะรัฐบาลยังไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ การกระทำของนายชวรัตน์ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ตัวแทนพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปที่ สน.สำราญราษฎร์ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายชวรัตน์กระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 175, 176 และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 145 ว่าด้วยการแสดงตนของเจ้าพนักงานและการกระทำเป็นเจ้าพนักงานโดยไม่มีอำนาจทางกฎหมาย
ฟัด “บุญจง” สั่งสกัดม็อบโดยมิชอบ
พ.ต.ท.สมชายกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าพฤติกรรมของนายบุญจงที่ประชุมผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ สั่งการไปถึง ผวจ.ทั่วประเทศให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะเดินทางมาชุมนุมที่ กทม. ทั้งที่อำนาจการสั่งการยังไม่สมบูรณ์ ถือว่ามีความผิดชัดเจน เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบ เข่าข่ายความผิดเดียวกับนายชวรัตน์ ที่สำคัญพฤติกรรมดังกล่าวยังลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ดังนั้น จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษข้อหาเดียวกัน
พ.ต.ท.สมชายกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ประชาชนถูกสกัดกั้นไม่ให้เดินทางเข้ามาชุมนุมกับคนเสื้อแดงใน กทม. นั้น ทราบจากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ใน จ.นครราชสีมา ว่ามีการสั่งการให้สกัดกั้นการเดินทางเข้ามาชุมนุมจริง โดยตำรวจคนดังกล่าวระบุว่ารู้สึกอึดอัดใจ พร้อมกับระบายให้ฟังว่ามีผู้ใหญ่ในภาคอีสานขอให้ช่วยสกัดกั้นกลุ่มคนเสื้อแดง การกระทำดังกล่าวถือเป็นเผด็จการ และย้อนรอย คมช. จึงขอเรียกร้องไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝากไปถึงพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ให้หยุดการกระทำดังกล่าว อย่าเอาตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปเกี่ยวข้องทางการเมืองเพื่อหวังผลเรื่องตำแหน่ง
“พัลลภ” อ้างดวง ปชป.ไม่ถูกกับทหาร
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุ “ลับ ลวง พราง” ถึงการตัดสินใจกลับมาช่วยพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งซ่อมว่า ไม่มีอะไรมาก แค่กลับมาบ้านที่เคยอยู่ เพราะมีส่วนในการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ช่วงนี้พรรคเพื่อไทยมีปัญหานิดหน่อย คนที่พรรคเคยสร้างให้มีเกียรติยศชื่อเสียงพากันหนีออกจากพรรคไปแสวงหาโชคลาภ ตนจึงต้องกลับบ้านเก่า การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะรับผิดชอบ จ.ลพบุรี และสิงห์บุรี เพราะรู้จักคนในพื้นที่จำนวนมาก
ผู้ดำเนินรายการถามว่า มองการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร พล.อ.พัลลภกล่าวว่า พรรคนี้เป็นพรรคเก่าแก่ที่แปลก ตั้งมา 63 ปี แต่เป็นรัฐบาลแค่ 6 ปี เป็นฝ่ายค้านถึง 57 ปี แต่ละครั้งที่เป็นรัฐบาลเข้ามาในลักษณะที่เป็นงูเห่าทั้งนั้น และดวงของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกกับทหาร ทหารคนไหนก็ไปอยู่ไม่ได้ เช่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร รวมทั้งตนด้วย ดังนั้น หากทหารเข้าไปช่วยจริง คิดว่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสื่อมเร็ว ดวงทหารกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นอาถรรพณ์กัน ดวงไม่ถูกกัน
รับอาจดึง “ประชา” เป็นหัวหน้าพรรค
นายศักดา นพสิทธิ์ หนึ่งในคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ส.ส.ในพรรคบางส่วนต้องการให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ลดบทบาทในพรรค อย่าออกมาอยู่แนวหน้า เพราะกลัวจะยุบพรรคจากข้อหาเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทยว่า ส.ส.บางส่วนที่มองอย่างนี้คงเห็นว่า ส.ส.ไม่มีบทบาทในการทำงานให้พรรค แต่คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์เห็นว่าการทำงานการเมืองในภาวะที่ไม่ปกติต้องเดินหน้าทางการเมืองแบบนี้ คงไม่สามารถบอกทุกเรื่องให้ ส.ส.ทราบได้ เพราะถ้าบอกหมดก็ไม่ใช่ ยุทธศาสตร์ หาก ส.ส.คนไหนไม่เห็นด้วยก็ต้องไปอยู่พรรคอื่น
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าว พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายศักดาตอบว่า เป็นการแสดงความเห็นของ ส.ส.ที่ต้องการให้เป็นแบบนั้น พรรคจึงเอา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านชั่วคราวไปก่อน เพราะขณะนี้กำลังจัดทัพใหม่
“ประชา” นำทีม 7 ส.ส.พผ.ซักฟอก
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่บ้านซอยวิภาวดี 60 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงภายหลังประชุมร่วมกับ ส.ส.12 คน ของกลุ่มว่า ได้พูดคุยถึงการเตรียมอภิปรายนโยบายของรัฐบาล หลักการคือนโยบายใดที่ดีเราพร้อมสนับสนุน ส่วนใดบกพร่องก็จะอภิปรายชี้แนะ ทางกลุ่มจะส่งผู้อภิราย 7 คน ประกอบด้วยตน นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และนายนัจมุดดีน อูมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่า พล.ต.อ.ประชาและ ส.ส.ในกลุ่มจะทำตัวเป็นฝ่ายค้าน เพื่อให้พรรคเพื่อแผ่นดินขับออก จะได้ไปเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พล.ต.อ.ประชาตอบว่า ต้องไปถามคนให้ข่าว เมื่อถามว่า คิดจะย้ายพรรคหรือไม่ พล.ต.อ.ประชาตอบว่า ขณะนี้ยังอยู่ในพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่เป็นกลุ่มอิสระ อะไรดีก็สนับสนุน ถ้าไม่ดีก็ต้องตรวจสอบ เมื่อถามย้ำว่าสรุปยังไม่คิดจะย้ายพรรคใช่หรือไม่ พล.ต.อ.ประชาตอบว่า อย่าถามเกินเลย เพราะมันไม่ใช่
ย้อนศรเคยด่าประชานิยม
ด้านนายสมเกียรติ ศรลัมภ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ทางกลุ่มได้โควตาอภิปรายจากฝ่ายค้าน 2 ชั่วโมง จึงจะแบ่งให้ พล.ต.อ.ประชาอภิปราย 30 นาที เพื่อพูดถึงภาพรวมนโยบายรัฐบาล จากนั้นอีก 6 คนจะให้เวลาอภิปรายคนละ 15 นาที
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีการวิจารณ์ว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ลอกนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนว่า ต้องเข้าใจว่าเวลากระชั้นชิด แต่อยากถามว่าที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เคยวิจารณ์นโยบายประชานิยม วันนี้เหตุใดจึงกลับมาทำเสียเอง
คุณทักษิณโปรดชี้แจงกรณีข่าวเรื่อง!!!!!
ที่มา thaifreenews
โดย : ป้าพลอย
สังเกตุในข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับข่าวการอายัดเงินของคุณทักษิณในต่างประเทศ อยากหัวเราะให้ก้องโลกแถมบอกอีกว่าทางการอังกฤษมีการสอบสวนว่าเงินนี้ได้มาจากใหน? แหมนี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ อ่านแล้วทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยหลอกได้แต่คนที่อยู่ในประเทศไทยแต่คนที่อ่านหนังสือพิมพ์ต่างประเทศไม่
มีวันหลงเชื่อข่าวทุเรศนี้ขอบอก ขนาดข่าวในมุ้งหนังสือแม็กกาซีนยังเอามาลงข่าวเกี่ยวกับคนดังๆในไทย
แล้วคุณทักษิณก็คนดังคนหนึ่งของโลกพวกนักข่าวปาปาเรซีที่หาข่าวป้อนหนังสือแม็กกาซีนจะไม่ขายข่าวในประเทศอังกฤษและทั่วยุโรปหรือ ยังไม่เคยเจอข้อมูลนี้ในต่างประเทศเลย ประเทศอังกฤษเขาคงไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของคุณทักษิณหรอกน่า ทีว่าทางการอังกฤษสอบสวนคุณทักษิณว่าได้เงินมาจากใหนเพราะมันเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลทางการอังกฤษไม่มีทางเสียมารยาทแน่นอน หรืออาจมีคนใหญ่คนโตในไทย
ชอนไชอยากได้เงินคุณทักษิณในต่างประเทศอีกจึงใช้วิธีสกปรกร่วมกับผู้ดีอังกฤษอย่างนี้ก็อาจเป็นไปได้ แต่ส่วนที่แท้จริงแล้วต่างประเทศไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวเรื่องส่วนตัวของใคร แม้คนๆนั้นมาอาศัยประเทศก็ตาม
คุณทักษิณค๊ะ ดิฉันและชาวไทยที่รักความจริงรักความยุติธรรมต้องการความจริงจากคุณ โปรดชี้แจงแถลงไขมาให้พี่น้องชาวไทยได้รับรู้ความจริงทีเถอะว่าทุกเรื่องที่เขาประโครมข่าวนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ
ประชาชนจะได้หายข้องใจกันซะที ดิฉันทนมานานแล้วที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับคุณที่ผิดๆที่แอบอ้างว่ามาจากต่างประเทศทั้งที่ในต่างประเทศไม่มีออกข่าว ฉะนั้นดิฉันรวมทั้งประชาชนคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศและอยู่ในประเทศไทยที่สนับสนุนคุณขอให้คุณลุกขึ้นมาพูดความจริง ดิฉันคาดว่าคุณมีสิ่งที่จะชี้แจงให้คนไทยทั้งประเทศได้รับรู้แต่ถูกขัดขวางทุกวิถีทาง คุณใช้วิถีแบบที่เขาทำกับคุณซิค๊ะมันจึงจะสาสมกันเขามุดใต้ดิน
ทำร้ายคุณ คุณก็ต้องมุดใต้ดินตอบพวกเขา เขาเล่นวิธีใหนกับคุณคุณต้องตอบด้วยวิธีนั้นคะเกลือต้องจิ้มเกลือ คุณถูกพวกเขาทำทุกวิถีทางแต่คุณก็ยอมเขา ดิฉันทราบว่าคุณสู้อยู่กับใครแต่คุณยังมีประชาชนนับล้านๆคนที่ยืนอยู่ข้างคุณ และคุณก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยคนเราตายและเกิดแค่ครั้งเดียวในชีวิตค่ะ สู้เพื่อเอาชื่อเสียงของคุณคืนมา เอาความถูกต้องคืนมา ประชาชนที่รักความยุติธรรมไม่มีทางที่จะทิ้งคุณ เห็นหรือยังว่าแม้แต่
คนที่คุณใว้ใจก็ยังไม่ซื่อกับคุณถอดหน้ากากวิ่งโร่ไปซบคนอื่นคนที่มีใจจริงต่อคุณคือประชาชนแท้ๆอีสานเหนือและภาคอื่นๆก็ยังยืนอยู่ข้างคุณ ลุกขึ้นสู้เพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องสีแดงและแฉความจริงที่มีอยู่ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ความกล้าเท่านั้นที่จะตีข้าศึกได้ค่ะ คุณก็ทราบดีว่าหน้ากากคนที่อยู่เบื้องหลังทั่วชาวโลกก็ได้เห็นรูปและชื่อกันหมดแล้วหนังสือพิมพ์ตีภาพลงไปทั่วตอนม๊อบพันธมิตรปิดสนามบินแฉคนที่อยู่เบื้องหลัง
และก็ยังลงเมื่อไม่กี่วันมานี้ตอนที่แต่งตั้งนายกใหม่หนังสือพิมพ์ยังเขียนพาดพิงที่ไปที่มาของรัฐบาลใหม่นี้ว่าใครสนับสนุนอยู่เบื้องหลังออกชื่ออย่างชัดเจน มันล่อนจ้อนจนไม่มีทางปฏิเสธใครที่ใหนอีกแล้ว ตอนนี้จะมาแก้ข่าวไม่มีใครเขาศรัทธาแล้วหมดยุคแก้ข่าว เพราะคนต่างชาติเดือดร้อนนับแสนๆคนเพราะใคร? มาดูรัฐ
บาลใหม่นี้จะไปได้นานขนาดใหนยิ่งได้รัฐมนตรีต่างประเทศที่พาม็อบปิดสนามบินยิ่งสนุกแน่ ถูกสวดจาก
ต่างชาติยับแน่นอนเพราะค่าเสียหายยังไม่ได้จ่ายชาวต่างประเทศ เมื่อวานได้ดูข่าวว่านักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยว
ในไทยลดฮวบอย่างน่าใจหายแค่ 20%เองในปีหน้า 2009 ไม่มีใครบุ๊คไปไทย เตรียมใจเข้ายุควิกฤติทางเศรษฐกิจแน่นอน ตอนนี้ฝรั่งไปเวียดนามกันเยอะเพื่อนที่ทำงานลุงก็เพิ่งกลับมาบอกว่าสวยมาก ไม่มีนักท่องเที่ยวโรงแรมและสิ่งอื่นๆที่ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวจะช่วยเหลือประชาชนอย่างไรจะคอยดูนายก
ใหม่จะแก้อย่างไร? เรื่องนี้ไม่ได้แก้ได้ง่ายๆ เพราะคนตกงานกันเยอะ ประเทศไทยไม่มีสวัสดิการช่วยเหลือคนตกงานอย่างต่างประเทศ เดี๋ยวคงกู้เงินต่างชาติแน่เรามาคอยดูนายกรูปหล่อเอาประเทศไปจำนำต่างชาติ5555

