WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 30, 2008

รัฐบาลโจรหนีหัวซุนไปซุกกระทรวงอาหารดีดนตรีเพราะแถลงปาหี่ลวงโลก

ที่มา Thai E-News



ฤาทนคลื่นกระแสเรา-พลังประชาชนเสื้อแดงตั้งแนวรับต้านทานการผลักดันของตำรวจปราบจลาจลอย่างแน่นเหนียวถึง5รอบในช่วงเช้า30ธ.ค. โดยเปิดช่องทางให้รัฐบาลโจรไฮแจ๊คเดินทางเท้าเข้าสภาได้ แต่ระบอบปกครองโจรกลัวประชาชนหนีหัวซุกหัวซุนไปประชุมที่กระทรวงต่างประเทศของเจ้ากระทรวง"ม็อบพันธมิตรมันส์มาก อาหารดี ดนตรีเพราะ"เพื่อแถลงปาหี่ลวงโลก ขณะที่สีเขียวส่งทหารมาปกป้องรัฐบาลหุ่นทันอกทันใจแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ธันวาคม 2551
(ข่าวนี้มีการอัพเดตทุกระยะ)

สื่อโทรทัศน์ไทยน่าอับอาย เมินเสนอข่าวเสื้อแดงหน้าสภา

สื่อโทรทัศน์ไทยที่เคยนำเสนอข่าวการชุมนุมของพันธมิตรแบบเกาะติด และเป็นกองเชียร์อย่างไม่ต้องปิดบังอย่างTPBSที่ได้เงินงบประมาณจากภาษีเหล้า-บุหรี่เพิกเฉยไม่นำเสนอข่าวการชุมนุมของนปช.เสื้อแดงแต่อย่างใด แม้ว่าช่วงเช้าวันนี้จะเกิดความตึงเครียดเผชิญหน้าที่หน้ารัฐสภาของตำรวจกับกลุ่มประชาชนเสื้อแดง รวมทั้งสื่อโทรทัศน์แทบทุกช่อง มีเพียงช่องTNN24หรือUBC07เท่านั้นที่เกาะติดถ่ายทอดสดอยู่ตลอดเวลา

ท่านสามารถชมรายงานข่าวสดเป็นระยะได้ทางUBCช่องTNN24ตามลิ้งค์นี้ http://www.explore-thailand.net/media/thaitv26.html



*เหตุการณ์ช่วงเช้าวันที่30ธ.ค.

07.00 บัญญัตินำส.ส.ประชาธิปัตย์เข้าสภา-นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.อาวุโสนำทีมส.ส.ประชาธิปัตย์ขึ้นรถตู้ออกจากพรรคมุ่งหน้าสภา หวังจะเปิดแถลงนโยบายวันนี้ให้ได้ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผยจะขอให้ข้าราชการอยู่ทำงานในวันสิ้นปี31ธ.ค.ด้วย

07.30น.ตำรวจเปิดทาง ม็อบเสื้อแดงใช้ตัวและหัวใจสู้ไร้อาวุธ-ตำรวจปราบจลาจลพยายามเปิดประตูด้านติดกับถนนราชวิถี ทางด้านกลุ่มประชาชนเสื้อแดง ใต้การชี้นำนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อได้รวมพลังกันใช้ร่างกายผลักดันตำรวจไม่ให้เปิดประตูสำเร็จ ณ จุดนี้มีผู้ร่วมชุมนุสตรีเป็นลม2ราย

07.30น.เผชิญหน้าม็อบVSตำรวจระลอก3-ตำรวจปราบจลาจลพยายามนำกำลังฝ่าออกมาเพื่อเปิดประตูสภา ขณะที่ประชาชนเสื้อแดงรวมตัวเหนียวแน่นใช้ตัวผลักดันตำรวจกลับไป โดยทั้งสองฝ่ายไม่ใช้อาวุธ เพียงแต่ใช้ตัวดันกันไปมา ผู้สื่อข่าวTNN24รายงานว่า ม็อบไม่ต้องการบุกเข้าไปในที่ทำการรัฐสภาแต่อย่างใด แต่เหตุที่รวมกันใช้ร่างกายดันไม่ให้ตำรวจเปิดประตูออกมาได้ เพราะเกรงว่าจะทำให้แนวรับของฝ่ายม็อบแตก เนื่องจากในช่วงเช้าเหลือจำนวนผู้ร่วมชุมนุมไม่มาก ต่างจากตอนกลางคืนที่มีจำนวนมากนั่นเอง

ติดตามการรายงานข่าวเป็นระยะทาง True vision TNN24(หรือUBC07)
http://www.explore-thailand.net/media/thaitv26.html
*ติดตามสื่อประชาธิปไตยผ่านอินเตอร์เน็ต เกาะติดสดๆ คลิ้กได้เลย
http://www.newskythailand.com/
http://www.serichon.com/
http://users1.nofeehost.com/norporkor/
http://www.kaleeyook.com/bung.asp
http://www.konrakya.com/rakyatv.html
http://www.thaipeoplevoice.org/demo2.html
http://www.sanamluang.in.th/tv/
http://www.redtvthailand.com/
http://www.aneksanfran.com/index3.html
http://www.thaipeoplevoice.org/s3-3.html

*08.00เทือกบัญชาการบนรถตู้ตำรวจ อ้างไม่รุนแรง แค่ขอเปิดทางเข้าแถลงนโยบาย-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขอรถตู้ตำรวจมารับตัวที่หน้าทำการพรรคประชาธิปัตย์ และประสานงานกะบตำรวจตลอด ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ใช้กำลังรุนแรงกับผู้ชุมนุม เพียงแต่ผลักดันเพื่อขอเข้าประชุมแถลงนโยบายเท่านั้น

ส่วนนายณัฐวุฒิแกนนำประชาชนเสื้อแดงว่า ไม่ได้ขัดขวางการเข้าประชุม เพียงแต่อยากให้เดินเท้าเข้าสภา และฝ่ายผู้ชุมนุมจะไม่ทำอะไร หากนายอภิสิทธิ์เดินผ่านก็จะก้มลงกราบเท้าขอให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ยืนยันว่าฝ่ายผู้ชุมนุมไร้อาวุธ และได้ควบคุมไม้ให้ใช้กำลัง แม้ในการเผชิญหน้ากับตำรวจมีคนอารมณ์ร้อนขว้างถุงน้ำพลาสติกใส่ก็ได้สั่งห้ามทั้งหมด

08.30ตำรวจผลักดันระลอก4แต่สู้แรงไม่ไหวต้องถอยเข้าสภา-ตำรวจใช้กำลังผลักดันรอบที่4โดยไม่ใช้อาวุธ ใช้เพียงโล่ดันผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมรวมพลังแน่นเหนียวผลักดันตำรวจกลับเข้าสภาได้สำเร็จ แนวตำรวจต้องถอยกลับ

*08.35 อภิสิทธิ์ขึ้นรถตู้นำส.ส.ปชป.ออกจากพรรค-ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายชวน หลีกภัย นำทีมส.ส.ขึ้นรถตู้ออกจากพรรค หลังจากที่นั่งรออยู่ที่พรรคนาน2ชั่วโมงครึ่ง โดยนายอภิสิทธิ์ยืนยันจะเข้าสภาแถลงนโยบาย โดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม

08.50เสื้อแดงวอนตำรวจอย่าบุกออกมาด้านประตูเทวฤทธิ์ เหตุพื้นที่คับขัน-หลังจากนายอภิสิทธิ์นำรถตู้พาส.ส.ออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาสภา ตำรวจได้ใช้กำลังดันด้านประตูเทวฤทธิ์ออกมาเป็นระลอกที่5 นายณัฐวุฒิได้ขอร้องว่าอย่าใช้กำลังดันออกมาด้านนี้เพราะพื้นที่คับขัน โดยด้านหลังผู้ชุมนุมมีรถปราศรัยจอดขวางอยู่ ด้านหน้าประตูมีผู้ชุมนุมเป็นชายฉกรรจ์ใส่หน้ากากผ้ากันแก๊สน้ำตา ส่วนตำรวจก็ผลักดันออกมา หากปะทะกันจะเสี่ยงเกิดการบาดเจ็บหรือสูญเสีย โดยยืนยันว่าไม่ขัดขวางการเข้าประชุมของส.ส. เพียงแต่ให้เดินทางเท้าเข้า และพวกตนจะกราบเท้าให้ยุบสภา คืนอำนาจประชาชน เพราะมีที่มาขาดความชอบธรรม

09.50รัฐบาลโจรโผล่กระทรวงกษิตอาหารดีดนตรีเพราะ ใช้เป็นที่แถลงนโยบาย-ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไปรวมตัวกันที่กระทรวงการต่างประเทศ คาดว่าอาจหนีไปใช้สถานที่กระทรวงนี้ที่มีคนของพันธมิตร นายกษิต ภิรมย์ เจ้าของประโยคหยามชาวโลกว่า"ม็อบพันธมิตรสนุกมาก อาหารก็ดี ดนตรีไพเราะ"เป็นเจ้ากระทรวงอยู่
จัดกำลัง ตร.-ทหาร รอบกระทรวงต่างประเทศ

*10:11 น.สีเขียวนำกองกำลังออกมาป้องรัฐบาลโจร-พ.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องแถลงนโยบายที่สภาก็ได้ เพียงแต่ต้องให้ครบองค์ประชุม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกันจนบาดเจ็บและเสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ห้องประชุมของกระทรวงการต่างประเทศ สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ถึง 500 คน โดยองค์ประชุมที่สามารถเปิดประชุมสภาได้คือ 291 คน

ขณะที่ บริเวณโดยรอบ ก.ต่างประเทศมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยรอบ รวมทั้งขอกำลังเสริมจากสารวัตรทหาร ในการที่เข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับ ส.ส. และส.ว.ที่เข้าร่วมประชุมด้วย

*10.30เพื่อไทยไม่สังฆกรรมปาหี่ที่กระทรวงอาหารดีดนตรีเพราะ-นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน ยืนยันจะไม่ร่วมประชุมที่กระทรวงต่างประเทศ พร้อมตำหนิว่ารัฐบาลครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ นึกอยากย้ายไปที่ไหนก็ย้าย ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติขาดความสง่างาม

*10.35กองหน้าเสื้อแดงบุกกระทรวงอาหารดีฯแล้ว-มีรายงานว่าประชาชนเสื้อแดงส่วนหน้าราว50คนได้ไปรวมตัวที่หน้ากระทรวงต่างประเทศแล้ว ขณะที่มีตำรวจ-ทหารตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย25กองร้อย ขณะที่มีรายงานว่าแกนนำนปช.ยังคงประชุมวางแผนอยู่ที่สภาฯ

หมายเหตุ:ท่านสามารถชมรายงานข่าวสดเป็นระยะได้ทางUBCช่องTNN24ตามลิ้งค์นี้ http://www.explore-thailand.net/media/thaitv26.html

Monday, December 29, 2008

1 ปี สดุดีคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

1 ปี ของการเคลื่อนไหวในกลุ่มประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย “คนเสื้อแดง” เป็น 1 ปี แห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ต้องขอยกนิ้วและเรียงลำดับเรื่องราวความเป็นไปเป็นมาของประวัติศาสตร์คนเสื้อแดง

คนเสื้อแดง เริ่มต้นจาก การต่อสู้ในการ “โหวตโน” ไม่เห็นชอบกับ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลิตผลของ สภาเผด็จการทหาร คมช. ที่ใช้ อคติ แรงพยาบาท อาฆาตแค้น เพื่อจัดการกับ ใครคนใดคนหนึ่ง เพียงเท่านั้น หลายคนบอกว่า “ต้องเผาไร่เผานาเพียงเพื่อฆ่าหนูตัวเดียว” !!!
มวลชนคนเสื้อแดง ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาสู้กับอำนาจความไม่ชอบธรรม !!!
แตกกิ่งก้านสาขาแผ่ไพศาล ปกคลุมไปทั่วทุกหัวระแหง ตั้งแต่เหนือสุดยันใต้สุดของสยามประเทศ
เป็นการรวมตัวกันด้วยความเสียสละอย่างแท้จริง

การประลองกำลังยกแรก “คนเสื้อแดง” เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แบบ...เฉียดฉิว ท่ามกลาง ความกดดัน และกลโกงสารพัดรูปแบบ ที่ฝ่ายทหาร และอำมาตยาธิปไตย จัดมาให้ ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงว่า “รับๆ ไปก่อนแก้ไขทีหลัง” หรือ “ไม่รับก็จะไม่มีการเลือกตั้ง”

พลังคนเสื้อแดง กลับมาฮึกเหิมมากขึ้นเมื่อผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ฝ่ายประชาชนชนะฝ่ายอำมาตยาธิปไตย แบบถล่มทลาย แม้หลายคนจะบอกว่าเป็นการเลือกตั้งภายใต้กระบอกปืนและท็อปบู๊ต หลัง ถูกแฉ เรื่อง “เอกสารลับ คมช.” จนคนทั่วบ้านทั่วเมือง ได้หูตาสว่าง

พลังคนเสื้อแดง กลับมา รวมตัวกันยิ่งใหญ่อีกครั้ง ในการล่ารายชื่อเพื่อ ขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดย คณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร. ที่มี อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นประธาน ล่าชื่อได้ 2.1 แสนรายชื่อ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

พลังคนเสื้อแดง ออกมาปรากฏ ตัวเป็นๆ ให้เห็นจะจะ อีกครั้ง ที่ “สนามราชมังคลากีฬาสถาน” เพื่อแสดงพลังไม่เห็นด้วยกับ การที่ ทหาร ไม่ปราบปราม “ม็อบโกเต๊กซ์” ที่แสนชั่วช้า ถ่อย สถุล แต่รับแผนที่จะปฏิวัติรัฐประหาร ทำให้ทหารที่คิดจะปฏิวัติต้อง สะดุด หยุดลงไป...
เราจะต้องยกย่องเชิดชูสดุดีการเคลื่อนไหวของ คนเสื้อแดง ที่สูญเสียไป 2 ชีวิต
1.นวมทอง ไพรวัลย์ ขับแท็กซี่ชนรถถัง เสียชีวิตเพราะไอ้ทหารปากมอมบางคนมัวเมาอำนาจกล่าววาจาเสียดสีดูถูกผู้คน
2.ณรงศักดิ์ กรอบไธสง เสียชีวิต เพราะถูกม็อบโกเต๊กซ์ ใช้วิธีการ “หมาหมู่” เข้ารุมทำร้ายพฤติกรรมไม่แตกต่างจากสัตว์ป่า เดรัจฉาน
1 ปีที่ผ่านมา คนเสื้อแดง ได้แนวร่วมขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว นอกจาก ชาวนา ชาวไร่ คนขับแท็กซี่ คนขับสามล้อ วินมอเตอรืไซค์ แล้ว ยังมีแนวร่วมมุมกลับ และ แนวรบข้างเคียง ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สื่อมวลชน ตำรวจ ทหาร เพิ่มเติม เพราะไม่พอใจ ม็อบโกเต๊กซ์ แสดงพฤติกรรม สุดชั่ว สุดถ่อย สุดสถุล เหนือคำบรรยาย มากขึ้นทุกวี่วัน

พลังคนเสื้อแดง ยังคงอยู่ในจิตใจ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง ยังพร้อมที่จะปฏิบัติการเพื่อปกป้องรักษาประชาธิปไตย ยังพร้อมที่จะปกป้องการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งใช้วิธีการที่ถูกต้องตามหลักการของ สันติ อหิงสา ใช้เพียงปาก และ ร่างกายไม่ใช่อาวุธ เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่แหละ พลังประชาชนผู้บริสุทธิ์ต่อสู้และเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

หลักนิติธรรม (Rule of law)

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

รัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้ประกาศว่าจะบริหารประเทศไทยยึดหลักนิติธรรม

คำนี้ดูเหมือนจะมีกากรใช้กันเกร่อ และได้ยินกันมาตลอดคำว่าหลักนิติธรรม หรือที่ใช้เป็นภาษาอังกฤษว่า Rule of law มีความหมายอย่างไร

สำหรับนักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ สื่อมวลชนตลอดจนคนไทยทั่วไปอาจจะมีมุมมองและที่เข้าใจได้กว้างแคบ และมีความแตกต่างและวิชาชีพของแต่ละฝ่าย และอาจมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในยุคต้น แต่ภายหลังจากมีการประชุมโดยนักกฎหมายกันที่กรุงเอเธนส์ประเทศกรีก ในปี ค.ศ.1955 และได้บัญญัติแห่ง เอเธนส์ 1955 ( Act of Athens 1955) และนักกฎหมายได้เสนอบทความทางวิชาการเกี่ยวกับ Rule of law แล้วก็ทำให้นักกฎหมายเข้าใจหลักการและปรัชญา ของ Rule of law ได้ดีขึ้นและเริ่มที่จะเข้าใจสอดคล้องตรงกัน

นักกฎหมายไทยที่ได้ศึกษาและกล่าวถึง Rule of law และลงบทความเละแปลประกาศบัญญัติแห่งเอเธนส์ 1955 คือ ศ.วิกรม เมาลานนท์ ในปี พ.ศ.2498 และหลังจากนั้นก็มีการใช้คำว่า “Rule of law” มากขึ้น เพราะแต่ละฝ่ายได้มองเห็นความสำคัญด้วยคำดังกล่าว รวมถึงการศึกษาค้นคว้าเรื่องอื่น เช่น Rule of law and Human Right, Rule of law and Democracy, Rule of law and Liberry และ Rule of law and Judicial Independence เป็นต้น ทำให้นักกฎหมายและนักปกครอง ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าใจความหมายของคำกล่าวถูกต้องยิ่งขึ้น
ท่านศาสตราจารย์วิกรม เรียก Rule of law เป็นภาษาไทยว่า “หลักธรรม”โดยเห็นว่าเป็นคำกะทัดรัดและกินความ และถึงแม้จะไม่ตรงทีเดียวกับ Rule of law ก็เห็นจะคลุมไปถึงความหมายที่ต้องการอยู่บ้างโดยท่านเห็นว่า “Rule of law” คือตัวหลักในการออกกฎหมายหรือปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าจะต้องไม่เป้ไปตามอิทธิพล หรืออารมณ์ชอบหรือตามอำเภอใจแต่จะต้องเป็นกฎหมายหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยทำนองคลองธรรม

ในขณะเดียวกันคำคำนี้นักนิติศาสตร์ไทยก็ได้เรียกไว้ต่างๆนานาเช่น คำว่า หลักความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย นิติธรรมวินัย หลักกฎหมาย,หลักธรรมแห่งกฎหมาย,นิติสดมภ์ แต่ในปัจจุบันเป็นคำที่รับทั่วกันและเป็นศัพท์นิติบัญญัติโดยแปลค่า Rule of law คือหลักนิติธรรม ซึ่งคำว่า “นิติธรรม”ตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียตริ พ.ศ.2530 หมายความถึง “หลักกฎหมาย”

หลักนิติบัญญัติ (Rule of law) มีความหมายอะไร นักนิติศาสตร์ของแต่ละประเทศอาจจะมีความเข้าใจและมุมมองที่แตกต่างกันไป ไม่ว่านักนิติศาสตร์ในประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย แม้แต่นักนิติศาสตร์ของประเทศไทยเองก็อาจมีความหมายเห็นไม่ตรงกันก็ได้ อย่างไรก็ตามแนวความคิดเรื่องหลักนิติธรรมตามหลักกฎหมายอังกฤษของนักนิติศาสตร์ของชาวอังกฤษ คือ A.Y.Dicey ได้รับการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกเสรีและนักกฎหมายถือกันว่าหลักนิติธรรมเป็นอุดมการณ์ร่วมกันเพื่อต่อต้านลัทธิเผด็จการทรราชย์ และมีวัตถุประสงค์ที่จะปกป้องสิทธิส่วนบุคคล โดยคำนึงถึงระบบการปกครองเสรีประชาธิปไตย ที่ปกครองด้วยกฎหมาย และกฎหมายนั้นต้องเป็นกฎหมายที่ยุติธรรม เพื่อค้ำประกันและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและทรัพย์สินของส่วนบุคคลเป็นประการสำคัญทั้งนี้เพราะในสังคมประชาธิปไตยความเป็นธรรมขอสังคมก็อยู่ที่ประชาชนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเพียงพอ มีความเสมอภาคและมีเสรีภาพเท่าเทียมกัน

A.C.Dicey ได้พยายามชี้ให้ความคิดเห็นความสำคัญและบทบาทของศาลยุติธรรมจะต้องมีอิสระปราศจากการแทรกแทรงของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ บุคคลจะต้องถูกลงโทษก็เฉพาะคำพิพากษาศาลเท่านั้น ซึ่ง A.C.Dicey เห็นว่านี่คือ หลักประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคลนอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าไม่มีบุคคลใดอยู่เหนือกฎหมายหรือเป็นอภิสิทธิ์ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ร่างกฎหมายและกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว ทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภคเละเท่าเทียมกัน

การปกครองแบบนิติรัฐ (Leqal State) โดยยึดหลักนิติธรรม (Rule of law) ซึ่งเป็นการส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ความอิสระของตุลาการ การพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และประการสำคัญก็คือการสิ่งเสริมสนับสนุนการปกครองโดยยึดหลักกฎหมายเป็นใหญ่และทรราชเข้ายึดครองประเทศ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการยอมรับหลักนิติธรรมและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จึงมีความจำเป็นที่ฝ่ายบริหารนิติบัญญัติและตุลาการจะต้องร่วมกันทำหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม

เชื่อว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ คนไทยทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าหลักนิติธรรมของคนไทยได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับซึ่งจำเป็นจะต้องร่วมมือกันฟื้นฟูให้กลับมาเป็นที่ยอมรับนับถือจากอารยะประเทศโดยเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าหน้าที่หลักย่อมต้องตกอยู่กับรัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีการที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศถึงการจะทำให้ประเทศไทยมีหลักนิติธรรม ย่อมแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรียอมรับถึงวิกฤตที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีความจริงจังและตั้งใจกับเรื่องนี้และคงมิใช่เป็นคำกล่าวที่สวยหรูไพเราะเสนาะโสตเท่านั้น

การล่วงละเมิดต่อกฎหมายอย่างร้ายแรงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯซึ่งผู้ต้องหาหลายคนล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าเป็น ส.ส. หรืออดีตผู้สมัคร ส.ส. จะเป็นบทพิสูตน์อันสำคัญของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าการบริหารประโดยยึดหลักนิติธรรมนั้นจะมีความหมายเช่นไร อีกไม่นานเกินรอ ชาวไทยจะได้เห็น

‘ทหาร’ ในสายตาประชาชน!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ผมเห็นด้วยกับ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุกรณีที่ทหารกลุ่มหนึ่งยังต้องการรักษาอำนาจตัวเองไว้ โดยไม่คำนึงถึงข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม

ผู้นำเหล่าทัพหลายท่านออกมาปรารภเสมอว่า “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง” แต่สิ่งที่ปรากฏเวลานี้คือทหารออกมาก้าวก่ายการเมือง

ขณะนี้ภาพลักษณ์ “ทหาร” ในสายตาของประชาชนถูกทำลายย่อยยับไปหมดแล้ว เหมือนกับที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กลัวนักกลัวหนา

เพราะอะไร ทำไมประชาชนจึงมองทหารไปใน “แง่ลบ” คำตอบก็เพราะว่าทหารเหล่านี้ กระทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบ เพราะแทนที่จะเป็น “รั้วของชาติ” กลับมาวุ่นวายการบ้านการเมือง

วันก่อนผมนำบทวิเคราะห์ของ นายมรุต วันทนากร นักศึกษาปริญญาเอก บัณฑิตวิทยาลัยเอเชีย-แปซิฟิกศึกษา มหาวิทยาลัยวาเซดะ มาลงเป็นรายงานพิเศษ ปรากฏว่าข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ประชาชนชอบอกชอบใจเป็นอย่างมาก

นายมรุต ตั้งคำถามว่า ...การเมืองไทยหลุดพ้นจากการเมืองที่ถูกกำหนดทิศทางการเมืองด้วยอิทธิพลของ “ทหาร” แล้วหรือไม่ประการใด?
นายมรุตตอบคำถามนี้ผ่านการมองในประเด็น “การศึกษากระบวนการทางการเมืองในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ”
สนามบินที่กล่าวกันว่ามีประวัติความเป็นมายาวนานที่สุดในโลกนับตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดในการก่อสร้าง พ.ศ.2503 และเปิดใช้จริงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2549 ที่ผ่านมา
ท่านผู้อ่านหลายคนสงสัยว่า ทำไมจึงต้องนำประเด็น การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ มาเปรียบเทียบ

หากท่านจำได้ตอนที่ปฏิวัติ 19 กันยายน จะพบว่ามีทหารอย่างน้อย 2 นาย เข้ามาวุ่นวาย สร้างราคา ออกข่าวว่า กำลังจัดการปัญหาทุจริตคอร์รั่ปชั่นในสนามบินแห่งนี้

หากท่านได้อ่านบทวิเคราะห์ของนายมรุต ฉบับเต็มๆ แล้วท่านคงพอที่จะต่อจิ๊กซอว์ได้ถูกว่า เพราะเหตุใดทหารจึงต้องการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แรกเริ่มเดิมที แนวคิดในการจะก่อสร้างสนามบิน เริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทหารที่มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวก็ต้องมีอันหยุดชะงักไปเมื่อ จอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่กรรม และรัฐบาลของ จอมพลถนอม กิตติขจร มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2506 ให้ชะลอโครงการดังกล่าวนี้ไว้ก่อน

ทั้งนี้ก็เพราะหลายหน่วยงานท้วงติงเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการลงทุนก่อสร้าง ซึ่งอาจจะมีผลประโยชน์จำนวนมหาศาลอยู่เบื้องหลัง

ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ที่จะได้จากการเวนคืนที่ดิน และผลประโยชน์ที่จะได้รับจากบริษัทเอกชนผู้ก่อสร้าง
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า โครงการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ถือกำเนิดขึ้นบนผลประโยชน์ของทหารในยุคอำนาจนิยมที่มีระบบราชการเป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองนโยบายดังกล่าว

ตั้งแต่วันนั้น กระทั่ง ปี 2544 บทบาทของทหารต่อกระบวนการทางการเมืองในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิดูจะลดน้อยลงไปอย่างถนัดตา

เมื่อพรรคไทยรักไทยเข้าสู่อำนาจการเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 รัฐบาลเลือกตั้งโดยพรรคไทยรักไทยกลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิแทนกองทัพ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย เดินหน้าโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิไปอย่างรวดเร็ว

ยังไม่ทันที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณจะได้เป็นผู้เปิดใช้สนามบินดังกล่าว กองทัพก็กลับเข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองไทยอีกครั้ง

เมื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ทำการรัฐประหารรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ก่อนกำหนดการเปิดใช้สนามบินอย่างเป็นทางการเพียง 9 วัน ถือเป็นการสิ้นสุดยุคที่ทหารถูกจำกัดบทบาทและอิทธิพลต่อการเมืองไทยมาเป็นระยะเวลา 6 ปี
ทั้งหมดนี้คือคำตอบว่า ทำไม ทหารจึงต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง!

‘หญิงเหล็ก’!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ปลาเน่าให้ข้องตัวเดียว บางทีก็พานทำให้ปลาทั้งข้องพลอยเน่าเหม็น อบอวลคละคลุ้งจนฉาวโฉ่กันไปทั้งบาง!!
น่าเห็นใจ “ว่าที่ ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี” สตรีหมายเลขหนึ่งในดวงใจ ของ “ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กว่าจะแหกด่านสี่คิ้ว อ.สูงเนิน ปุเลงเข้ามาเป็น รมว. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ก็ลุ้นกันเหงื่อไหลไคลย้อย ทีเดียวเชียว

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “รมต.ระนองรักษ์” ได้สวมวิญญาณ “แม่เสือสาวเอาวา” หยิบชิ้นปลามัน พาสชั้นขึ้นว่าการกระทรวงเกรดเอ “อุตสาหกรรม”... แต่ต้องมาแหกโค้ง “ลำตะคอง” ยกล้อจอดป้ายเสียก่อน

เมื่อ “เจ้าสัวประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานกรรมการหอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาเบรกตัวโก่ง คัดค้าน “รมต.ระนองรักษ์” ไม่ให้มาปักธง ดำรงตำแหน่ง “รมว.อุตสาหกรรม”
ถ้าดูตามเนื้อผ้ากันไปแล้ว “รมต.ระนองรักษ์” ไม่ใช่พรรษาไม่ถึง?
ไอคิวอีคิวก็เต็มร้อย ไม่มีสถานภาพความบกพร่อง ทางสมองและสติปัญญา แต่ประการใด
เพียงแต่ว่า “รมต.ระนองรักษ์” เธอเป็นต้นไม้ใหญ่ มีนกกามาอาศัยอยู่เยอะแยะบานตะไทไปหมด?

และ 1 ในทีมงาน ที่เสริมทัพเข้ามาช่วย “รมต.ระนองรักษ์” ทั้ง 2 สมัย ที่นั่งโซ้ยเก้าอี้ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง”...
ได้สร้างความอื้อฉาว เป็นที่อิดหนาระอาหัวใจ ให้กับข้าราชการในกระทรวงวายุภักษ์เป็นอันมาก(ส์)!!

จากพฤติการณ์เลวอันได้ระดับของลูกน้องที่ก่อเรื่องเอาไว้... ทำให้ “รมต.ระนองรักษ์” ถูกคณะกรรมการสภาหอการค้าไทย แอนตี้ บอยคอต ยกธงประท้วง
สร้างความปวดร้าวสะดือแด แก่ “รมต.ระนองรักษ์” เป็นยิ่งนัก!!

มาประกอบกับ “สภาหอการค้าไทย” ตอกย้ำกระหน่ำหัวตะปู ประกาศโต้งๆ ไม่เห็นด้วยกับที่เอา “รมต.ระนองรักษ์” มาเป็นเดี่ยวมือหนึ่ง อะลึ่งฉึ่ง เป็น “เจ้ากระทรวงอุตสาหกรรม”
ทั้งที่ความเป็นจริงเรื่องนี้ “รมต.ระนองรักษ์” ท่านไม่เกี่ยว
หากแต่ว่า มีลูกน้องไปโซโล่ทำงานนอกเหนือคำสั่ง ทำให้ต้องรับอานิสงส์ไปเต็มๆ

ถึงขั้นที่มีคนบางคน ลุกขึ้นมาเย้วๆ หมายหัว ไม่ให้เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม” ถือว่า รังแกลูกผู้หญิงเพศแม่มากเกินไป

และเหตุที่ ประธานสภาหอการค้าไทย “เจ้าสัวประมนต์ สุธีวงศ์” ออกมาเบิล ประกาศศึก งัดข้อ “รมต.ระนองรักษ์” น่าจะมีการรับออเดอร์จานด่วน ออกมากระซวกกันในครั้งนี้

เพราะคนในกระทรวงการคลัง ตั้งป้อมสับ “นายตั๊ก” หรือชื่อจริง “นายเกรียงไกร” อดีตขาใหญ่ แห่งธนาคาร “ศรีมิตร” ที่เป็น “ไอ้ห้อย-ไอ้โหน” ติดตาม เข้ามาทำงานกับรัฐมนตรี...

โดย “นายตั๊ก” ถือว่าเป็น “ตัวแสบคูณสอง” ที่ทำให้ “รมต.ระนองรักษ์” เสียศูนย์ในสายตาของมิตรรักแฟนเพลง อยู่หลายกิโลขีด

กล่าวคือ “นายตั๊ก” หรือ “เกรียงไกร”... แอบใช้อำนาจสั่งการอย่างไม่ถูกตามกฎกติกา มารยาทอันดีงามของข้าราชการไทย
เรื่องดังกล่าว สร้างความร้อนรุ่มหัวใจ เกินขีดจำกัด ที่ข้าราชการเขาจะรับได้??

ฉะนั้น เขาจึงพากันเขียนบัตรสนเท่ห์ เป็นบัญชีหางว่าวแฉพฤติการณ์ “นายตั๊ก” เป็นมหากาพย์เรื่องยาว สาวไส้กันทุกเม็ดทุกดอก อย่างหมดเปลือก ไปถึง (กกน.) กางเกงใน

โดยเฉพาะ พฤติการณ์ “กินบนเรือน ขี้รดบนหลังคา” ของ “นายตั๊ก” เป็นความเจ็บช้ำน้ำใจของคนในกระทรวงการคลัง เนื่องจากทำน่าเกลียดยกกำลังสอง มากทีเดียว....

มีอย่างที่ไหน “นายตั๊ก” ไปใช้อำนาจสั่งการ ให้มีการจองพื้นที่ ค้าขายอาหาร ในศูนย์ส่วนราชการ ภายใน “กองทัพไทย” ริมถนนแจ้งวัฒนะ
จนประดาข้าราชการในศูนย์ส่วนราชการ หาวเรอชะเง้อเหียน รับไม่ได้ไปตามๆ กัน

หลายคนพากันตบะแตก ร้องแรกแหกกระเชอ ถึงพฤติการณ์ “นายตั๊ก” จนเรื่องนี้น่าจะไปกระทบถึงหูและโสตประสาท ของ “เจ้าสัวประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานหอการค้าไทยฯ จึงกู่ก้องร้องคัดค้าน ที่จะไม่ให้ “รมต.ระนองรักษ์” เข้ามาเป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม”
ทั้ง ๆ ที่ “รมต.ระนองรักษ์” ไม่ได้ไปก่อเวรก่อกรรม ทำความวิบัติ เอาไว้กับใคร
ต้องพลอยมาชี้ช้ำกระหล่ำปลีด้วย ก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก

อีกอย่าง ความผิดของ “นายตั๊ก” หรือ “นายเกรียงไกร” อดีตผู้บริหารธนาคารศรีมิตร ผู้ล้มบนฟูก รวยจนขนหน้าแข้งขึ้นยุ่บยั่บ ...เขาก็รับวิบากกรรมเต็มกางเกงไปแล้ว
“รมต.ระนองรักษ์” เขี่ยทิ้ง ไม่ยอมให้เข้าใกล้อีก??
ฉะนั้น ตรงนี้ “รัฐมนตรีระนองรักษ์” จึงไม่น่าจะมีข้อตำหนิ เดียดฉันท์ กันอีกต่อไป
อยากให้สภาหอการค้าไทย มองโลกในแง่บวก อย่าใช้ใจคับแคบเป็นรูเข็มมองคนในแง่ลบ
ยิ่งมาตั้งแง่ และตำหนิ “รัฐมนตรีระนองรักษ์” ว่ามีพื้นฐานน้อย...ด้อยประสบการณ์!!
โถ ถึงเธอเป็นหญิง ...แต่ก็เป็น “หญิงเหล็ก” ที่มีเลือดพลุกพล่าน ทำงานแบบไฟแรง...
มาดูถูกผู้หญิงพันธุ์แกร่ง...ลูกผู้ชายทั้งแท่ง เขาไม่ทำกัลล์ล์???

โดย “กะพรุนไฟ”

ประชานิยม...ใครทำก็ “นิยม” !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย คมแฝก


ช่วงนี้ กระแสประชานิยมเริ่มกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง เมื่อหลายวันก่อนมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งรายงานว่ามีพ่อค้าส้มตำรายหนึ่งปลูกเพิงขายส้มตำตั้งชื่อร้านว่า "ส้มตำ ดร.ทักษิณ ชินวัตร" อยู่บนฟุตบาธ หน้าวัดโพธิวราราม ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี

ในข่าวบอกว่า ขายดีมาก จากการตรวจสอบพบว่า ร้านดังกล่าวตกแต่งเป็นร้านขายข้าวเหนียว ส้มตำทุกชนิด ขึ้นป้ายร้านตัวโตว่า "ส้มตำ ดร.ทักษิณ ชินวัตร”

ในร้านพบสองสามีภรรยาเจ้าของร้าน ชื่อนายวิชัย แท้สูงเนิน และ นางคูณ ศิริโรจน์ กำลังขายส้มตำ โดยมีลูกค้ามาอุดหนุนจำนวนมาก

นายวิชัย ระบุว่า ปี 2549 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น มีกองทุนเงินล้าน หรือกองทุนหมู่บ้านขึ้น จึงกู้เงินจากกองทุนนี้จำนวน 20,000 บาท นำมาเป็นทุนขายส้มตำ โดยส่งเงินแก่กองทุนเดือนละ 1,827 บาท เสียดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ต่อปี ทำให้ฐานะของตนและครอบครัวดีขึ้นมาก มีเงินปลดหนี้นอกระบบได้

ทั้งนี้ พ่อค้าส้มตำเมืองอุดรฯ ฝากไปถึงรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ว่า สิ่งไหนที่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เคยทำไว้ดี ขอให้ นายอภิสิทธิ์ ยังคงไว้เช่นเดิม

เช่น “กองทุนเงินล้าน” หรือ “กองทุนหมู่บ้าน” เพราะเงินจากกองทุนนี้สามารถทำให้คนรากหญ้ากู้มาประกอบอาชีพได้ จะทำให้คนเราลืมตาอ้าปากได้ เมื่อคนมีงานทำ ประเทศชาติก็เจริญด้วย

นอกจากนี้ นายวิชัย ยังระบุด้วยว่า หาก นายอภิสิทธิ์ หรือ พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะเอาใจคนอีสาน จะให้คนอีสานรัก ขอให้ทำแบบเดียวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ รับรองได้ว่าคนอีสานรักตายเลย คนอีสานรักใครแล้วรักเลย ไม่มีวันเปลี่ยนใจ

แม้ว่าข่าวชิ้นนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการสร้างภาพเพื่อเอาใจ “ฝ่ายเสื้อแดง” บางคนก็บอกว่า คนอีสานได้รับข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับ “นโยบายประชานิยม”

ใครจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็แล้วแต่ตัวบุคคล ซึ่งมีคนให้ข้อมูลว่าจริงๆ แล้ว นโยบายกองทุนหมู่บ้านถูกคิดค้นขึ้นมานานแล้ว

แต่คณะรัฐบาลและผู้บริหารในรัฐบาลชุดก่อนหน้าพรรคไทยรักไทย ต่างมีความเห็นว่า ชาวบ้านขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้จ่าย หรือทำธุรกิจอย่างแท้จริง
นโยบายนี้จึงถูกระงับไว้ก่อน และหันมาพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อให้เกิดรากฐานที่มั่นคงอย่างแท้จริง

แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการผลักดันนโยบายนี้เพื่อนำมาใช้ และเป็นผลสำเร็จ และเมื่อนโยบายนี้ได้ถูกนำมาใช้จริงก็ได้มีผลกระทบมากมายตามมา ทั้งด้านบวกและลบ

ขณะที่ รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า นโยบายประชานิยมที่เคยประสบความสำเร็จในรัฐบาลไทยรักไทยนั้น ดร.กิตติ เสนอว่า ควรมีการทบทวนกันใหม่ทั้งหมด

เพราะรัฐบาลไทยรักไทย และ รัฐบาลพลังประชาชน นำนโยบายประชานิยมไปใช้อย่างผิดทาง ทำให้หลักการผิดเพี้ยนไปมาก

วันนี้น่าจะมีการทบทวนนโยบายประชานิยมอย่างจริงจัง โดยสรุปข้อดีและข้อเสียโดยใช้ความรู้ ก่อนจะขับเคลื่อนนโยบายประชานิยมที่เกิดประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่จริงๆ

นายณัฐพันธ์ จันทรประไพร ประธานเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน 17 จังหวัดภาคเหนือ ยอมรับว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านถูกมองเป็นนโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่หลังดำเนินการมานานกว่า 7 ปี กำลังจะก้าวสู่ปีที่ 8 โครงการกลับเป็นของดีสำหรับชุมชน

ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทุนดังกล่าวถือเป็น “แหล่งเงินทุน” ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแท้จริง ปัจจุบัน พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้าน มีผลบังคับใช้แล้ว และกองทุนหมู่บ้านได้กลายเป็นมรดกสำหรับทุกคนในชุมชนที่ต้องร่วมกันดูแลต่อไป มีคณะกรรมการและชาวบ้านช่วยกันดูแล ไม่มีใครสามารถเบี้ยวหนี้ได้

ไหนๆ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ จะเร่งช่วยเหลือชาวรากหญ้าแล้ว โดยจะเรียกว่า “ประชานิยม” หรือ “รัฐสวัสดิการ” ก็ตาม ขอเสนอให้ปัดฝุ่นโครงการต่างๆ เหล่านี้ไปด้วย
1.โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 2.โครงการกองทุนหมู่บ้าน 3.โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน 4.โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ 5.โครงการบ้านเอื้ออาทร 6 .โครงการนักบินเอื้ออาทร
7.โครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร 8.โครงการแท็กซี่เอื้ออาทร 9.โครงการประกันชีวิตเอื้ออาทร

10.โครงการจักรยานเอื้ออาทร 11.โครงการหนึ่งโรงเรียน หนึ่งทุน 12.โครงการหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม 13.โครงการโคล้านตัว 14.โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ทุกตำบล 15.โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน
16. โครงการศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ 17.โครงการหวยบนดิน 2-3 ตัว
18.โครงการหวยออนไลน์ (ตู้จำหน่ายสลาก) 19.โครงการโรงรับจำนำข้าวเปลือก 20.โครงการเขตปลอดภาษี เมืองท่องเที่ยว 21.โครงการขยับกายสบายชีวี ออกกำลังกาย (สาธารณสุข) แอโรบิกกินเนสส์บุ๊ก
22.โครงการฝากบ้านกับตำรวจ (เริ่ม 2546) ต่อยอด โครงการโรงพักเพื่อประชาชน 23. โครงการธนาคารประชาชน 24.โครงการศูนย์แสดงสินค้า ไทยแลนด์ พลาซ่า นิวยอร์ก

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็น “ผลงาน” ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อยู่ในใจประชาชน ดังนั้นหากรัฐบาลประชาธิปัตย์จะเข้าถึง “หัวใจ” ประชาชน โดยเฉพาะชาวรากหญ้าได้ ก็ต้องรีบดำเนินการ

เหมือนเช่นคำพูดของนายวิชัยเจ้าของร้าน "ส้มตำ ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ที่พูดให้คิดว่า ...หากนายอภิสิทธิ์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ อยากจะเอาใจคนอีสาน จะให้คนอีสานรัก ขอให้ทำแบบเดียวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ
.....รับรองได้ว่า คนอีสานรักตายเลย คนอีสานรักใครแล้วรักเลย ไม่มีวันเปลี่ยนใจ !!

5 อันดับสุดชั่ว...ม็อบโกเต๊กซ์

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในการชุมนุมอย่างสงบปราศจากอาวุธ เพื่อต่อต้านรัฐบาลที่พวกมันเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และความเชื่อของผู้คนจำนวนไม่น้อยว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้นมีเบื้องหน้า เบื้องหลัง และมีเรื่องราวแอบแฝงมากมาย

แม้ว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะอ้างสิทธิ์ตามกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันก็ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่ามีการสั่งสมอาวุธ มีดและปืน ถูกนำมาใช้ทำร้ายฝ่ายตรงกันข่วมและมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเกิ ดขึ้นหลายราย พร้อมกับการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินทั้งส่วนบุคคลและของส่วนราชการ รวมไปถึงการลักทรัพย์ในสถานที่การชุมนุมที่รวมแล้วประเมินค่ามิได้

โดยยังไม่นับรวมถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อกันว่าหากประเมินต่อเนื่องไปถึงความสูญเสียโอกาส และผลกระทบในระยะยาวจะเสียหายไม่น้อยกว่าล้านล้านบาท (1,000,000,000,000)

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เววชาชีวะ ที่จะตอบโจทย์สัญญาที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และนำเอาตัวคนผิดมาลงโทษ เพื่อเป็นบรรทัดฐานของกฎหมายไทย และพิสูจน์ตัวว่าไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน หรือมีส่วนสนับสนุนการชุมนุมอย่างที่มีผู้คนสงสัย

ลองมาย้อนดูกันว่าในช่วงเวลา 6-7 เดือนของการชุมนุม พันธมิตรฯ ก่อกรรมทำเข็ญไว้อย่างไรบ้าง ซึ่งคงประมวลมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะพฤติกรรมชั่วนั้น จริงๆ แล้วมีมากมายเหลือเกิน

ทั่วโลกประณาม
ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง


เหตุการณ์บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ เกิดขึ้นท่ามกลางความอลหม่าน ในคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 เป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวนานาชาติ และการเข้าไปยึดหอบังคีบการบินก็ทำให้เกิดความกังวลใจถึงความปลอดภัยในการบิน จนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน)หรือทอท. ต้องประกาศปิดสนามบิน โดยสิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ของการท่องเที่ยวในเมืองไทยในทันที และเกิดความเสียหายฉับพลับ ส่งผลกระทบไปทั้งโลกนับหมื่น นับแสนล้าน

อีกทั้งยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวไทยชนิดที่เรียกว่า “กู่ไม่กลับ”ในช่วงที่เรียกว่าเศรฐษกิจไทยกำลังเอาตัวยังเกือบไม่รอด

ภาพของนักท่องเที่ยวกว่า 3.5 แสนคนที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทยจากการปิดสนามบินกว่า 7 วัน ทำความเสียหายให้ธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวหลายแสนล้านบาท จากการที่นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศยกเลิกการเดินทางมาประเทศไทยในเดือนธันวาคมไปจนถึงต้นปีหน้า ย่อมส่งผลโดยตรงต่อเม็ดเงินของรายได้จากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยที่ต้องขาดหายไป

ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะส่งผ่านธุรกิจท่องเที่ยวหลัก ไม่ว่าจะเป็นสถานประกอบการด้านที่พัก บริษัทนำเที่ยวในประเทศไทย ภัตตาคาร ร้านอาหารและธุรกิจขนส่งในประเทศถึงร้อยละ60 และที่เหลืออีกร้อยละ 40 จะเป็นรายได้ที่ส่งผ่านการช็อปปิ้ง ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าของที่ระลึก

ยิ่งกว่านั้นผลกระทบครั้งนี้ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ในกรุงเทพฯซึ่งเป็นประตูหลักที่รับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กระจายไปยังผู้ประกอบการในแหล่งท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ สมุย กระบี่ ชะอำ หัวหิน แม้แต่แหล่งท่องเที่ยวรอง ซึ่งเคยอาศัยการท่องเที่ยวพ่วงไปกับแหล่งท่องเที่ยวหลัก เช่น อยุธยา กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน เชียงราย ก็ได้รับความเสียหายกระจายกันไปถ้วนหน้า

เห็นได้จากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยนับจากช่วงปิดสนามบินที่มีจะอยู่ที่ 20% จากปกติช่วงนี้จะต้องอยู่ที่ 80-90% และเป็นครั้งแรกที่จะเห็นห้องพักของโรงแรมหรูในกรุงเทพฯเกือบทุกแห่งที่มีอัตราการเข้าพักอยู่ในระดับตัวเลขหลักเดียว

ดังนั้นพฤติกรรมอันอุบาทครั้งนี้จึงขอจัดอันดับเป็นอันดับที่ 1 เปิดตัวผลงานความ “เลวระดับอภิมหาเลว” สุดเท่าที่มีการก่อตั้งพันธมิตรฯขึ้นมา

ที่สำคัญม็อบยึดสนามบินครั้งนี้ มีคนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลปัจขจุบัน อย่างนายกษิต ภิรมย์ เป้นหนุ่งในหัวหอก เลยยังไม่รู้จะไปบอกไปกล่าวกับนานาชาติอย่างไร เพราะหนึ่งในคำขอความมั่นใจคือการดำเนินคดีกับพันธมิตรฯ และสัญญาว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ณ์ร้ายๆ เช่นนี้ขึ้นอีก...!!???

ย่ำยีทำเนียบรัฐบาล
ยึดสถานที่สำคัญทำซ่องโจร


พฤติกรรมความชั่วสนองความบ้าคลั่งของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังมีอีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน คือการบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ซึ่งนับเป็นเวลา 193 วันที่ประชาชนได้เห็นภาพเศษซากปรักหักพังภายในทำเนียบฯสถานที่สำคัญของชาติ ซึ่งบอกเล่าได้คำเดียวว่า “น่าเศร้าใจอย่างที่สุด” โดยสำนักปลัดฯ ได้ประมาณการตัวเลขความเสียหายเบื้องต้น 100 ล้านบาท ในการปรับภูมิทัศน์ และยังมีความเสียหายของตัวอาคาร และเครื่องใช้สำนักงาน ข้าวของเจ้าหน้าที่ ที่ถูกทำลายเสียหาย และบางส่วนถูกโจรกรรมออกไปโดยฝีมือโจรชั่ว

ความเสียหายในครั้งนี้ จัดเป็นอีกเรื่องที่สุดจะบรรยาย โดยแม้แต่เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีโอกาสได้เข้าสำรวจความเสียหายภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งแรก ภายหลังได้ตรวจสอบความปลอดภัยและเก็บกู้วัตถุระเบิดไปแล้ว ถึงกับร้องโอ๊ย!!!...เพราะพบร่องรอยการงัดและรื้อค้นสิ่งของตามลิ้นชักโต๊ะต่างๆ ที่แม้จะล็อกประตูห้องไว้อย่างแน่นหนา แต่ก็ถูกงัดฝ้าเพดานเข้าไปกวาดทรัพย์สินทั้งหมด

และด้วยความเสียหายที่ฉกาจฉกรรจ์อย่างนี้เอง จึงส่งผลให้เรื่องนี้จัดเป็นความเลวอันดับที่ 2 ที่สมควรจะหยิบขึ้นมาประจาญให้คนได้รู้ว่า “เลวสุดขั้ว” เป็นอย่างไร

ขนคนปิดล้อมสภา
โยนข้อหาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ


โศกนาฏกรรม "7 ตุลาทมิฬ" ที่กลุ่ม พันธมิตรฯนำกำลังสาวกไปประท้วงหน้ารัฐสภาฯซึ่งถือเป็นสร้างความปั่นป่วนให้สถานการณ์บ้านเมืองถึงขั้น “วิกฤติครั้งที่ 2” หลังจากบุกยึดทำเนียบฯรัฐบาลโดยการกระทำอันขาดสติครั้งนี้ของ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ภายใต้การยุแยงของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้นำพาภาพความสลดใจกลับมาให้สังคมได้มีโอกาสเห็นอรกครั้ง นั่นคือ การพาคนไปตายเป็นครั้ง 2 ของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง

อีกทั้งเป็นสถานการณ์ที่ยืนยันให้เห็นชัดว่าพันธมิตรฯ มีอาวุธและศักยภาพมากเพียงไหน ในการตอบโต้เจ้าหน้าที่อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งมีทั้งการตอบโต้โดยการใช้อาวุธปืนและวัตถุระเบิดที่เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี แต่ด้วยเพราะคนที่นำมาใช้ไม่ได้รับการฝึกฝน จนทำให้เกิดโศกนาฏกรรม “กรรมสนอง” ไปถึง 2 ราย

แต่ความเลวระดับเทพครั้งนี้ยังไม่จบ นอกจากพันธมิตรฯจะบุกมาปิดล้อมสภา ส่งผลทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บเป็นจำนวนมากแล้ว ยังคงมีความพยายามจากผู้ที่ให้การสนับสนุน ออกมาให้ความช่วยเหลือโดยการผลักความรับผิดชอบไปให้เจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐบาล ให้เป็นผู้รับผลกรรมแทน ซึ่งถึงตอนนี้เรื่องก็ยังคาราคาซึง รอใกห้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาจัดการตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม ดังที่ได้ว่าเอาไว้

จึงส่งผลให้พฤติกรรมเลวครั้งเข้าขั้นอันดับ 3 เพื่อเป็นการบอกเล่าให้ใครต่อใครได้รับรู้ว่า “เลวได้ใจ” เข้าขั้นไหนถึงจะใช้ได้

กองโจรพันธมิตร
ฆ่า!ผู้บริสุทธิ์ไม่ผิดกฎหมาย?


เหตุการณ์ 2 กันยาฯ เลือด ที่พันธมิตรฯ เปิดฉากถล่มกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลางถนนราชดำเนิน เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ไทยฆ่าไทย" และเป็นอีกหนึ่งรอยด่างในประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเรา

เพราะความรุนแรงคืนนั้นทำให้ผู้มีเสียชีวิต 1 ราย คือ นายณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง อายุ 55 ปี ซึ่งถูกของแข็งตีที่ศีรษะ ร่างกายจนบาดเจ็บสาหัสและสิ้นใจในที่สุด

น่าเศร้าเหลือเกินที่การตายของคนไทยคนหนึ่งแทบไม่มีใครหรือฝ่ายใดเหลียวแลรับผิดชอบเลย โดยเฉพาะจากแกนนำพันธมิตรฯที่ออกมาประกาศกร้าว อย่างไร้มนุษยธรรมว่า “บุกเข้ามาทำไม” ซึ่งความเจ็บช้ำคงต้องตกเป็นภาระขอญาติพี่น้องที่ไม่สามารถทวงความยุติธรรมคืนให้กับผู้ที่เสียชีวิตได้

พฤติกรรมความเลวครั้งนี้จึงถูกจัดอันดับ 4 ใน 5 พฤติกรรมชั่วที่พันธมิตรฯได้ก่อความ “เลวอย่างไร้ศีลธรรม” เอาไว้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงผู้ที่ต้องจากไปอย่างกล้าหาญ

เป็นอีก 1 งานที่ต้องฝากไว้กับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อีกเหมือนกัน เพราะเหตุการณ์นี้เนิ่นนานกว่ากรณีทุบรถส.ส. เมื่อ 2-3 วันก่อนนักหนา แต่ป่านนี้ก็ยังหาคนผิดมาลงโทษไม่ได้ ถ้าจะต้องเด้ง ผบ.ตร.อีกรอบ เพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ปชป.ก็ต้องทำ!!!

คุมคามสื่อ-บุกNBT
เอายังไงดี? ข้อหาที่ปชป.รับไม่ได้

ปิดท้ายต้นตระกูลความเลวของพันธมิตรฯ ด้วยเหตุการณ์อีกหน้าประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกเอาไว้ในวงการสื่อสารมวลชน ที่ถูกคุกคามอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เสมือนตัวเองเป็นผู้เขียนเอาไว้เอง นั้นคือ การบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT เพื่อเตรียมทำการเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมเข้ากับ ASTV ให้สามารถถ่ายทอดออกอากาศสัญญาณรายการของตัวเอง ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นการประกาศยึดอำนาจ หรือเป็นรายการรูปแบบใด

แต่การแสดงพฤติกรรมถ่อยข่มขู่สื่อมวลชนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ถือได้ว่าเป็นการกระทำเยี่ยงกองโจร เป็นการใช้กำลังอาวุธเข้ายึดสถานที่ราชการเป็นแห่งแรกก่อนที่เข้ายึดทำเนียบฯได้สำเร็จในเวลาต่อมา และเป็นการจุดประเด็นให้มีการตั้งข้อหาหนักคือ “ก่อการกบฏ”

โดยถึงแม้ว่าความเสียหายครั้งนั้นจะมีเพียงการทุบทำลายข้าวของเพียงเล็กน้อย แต่ก็ถือเป็นจุกเริ่มต้นพฤติกรรมความเลวทั้งหมด ที่เกิดขึ้นตามมาอย่างเป็นลำดับ ถือว่าเป็นความละเลยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ปล่อยเหตุการณ์ทวีความรุนแรงอย่างไม่สามารถที่จะแก้ไขยับยั้งอะไรได้

แต่ส่วนหนึ่งนั้นคงจะปฏิเสธไปได้ว่า ทั้งหมดเป็นความระยำที่พันธมิตรฯจะสรรหามากระทำให้ประเทศชาตินี้ได้บอบช้ำ ไปจนกว่าจะสาแก่ใจพวกที่อยู่เบื้องหลัง ความเลวครั้งนี้จึงขอจารึกไว้เป็นอันดับ 5 และขอยืนยันว่า พันธมิตรฯ นั้น “เลวสิ้นดี”

ที่สำคัญความเลวในระดับนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของบรรดาองค์กรสื่อ ไม่มีแม้หนังสือแสดงจุดยืน ต่างกับเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างเสื้อแดง-เสื้อเหลืองที่จะเอาเป็นเอาตาย ตอนนี้ผู้คนเขาเรียกกันว่า “องค์กรเสื่อม” ไม่รู้จะคิดกันอย่างไร..????

เลื่อนรอบ3ประชุมสภาฯล่ม! 'เทพเทือก'ปัดยืมมือกองทัพออกหน้า!

ที่มา ประชาทรรศน์

‘ปู่ชัย’ ส่ง SMS แจ้ง ส.ส.-ส.ว.เลื่อนประชุมสภาฯ ลุ้นพรุ่งนี้ 9 โมงครึ่ง รอแถลงนโยบายรัฐบาล ด้าน ‘เทพเทือก’ เสียงอ่อย! ขอเจรจาแกนนำเสื้อแดง ลั่นไม่จำเป็นต้องให้ทหารออกหน้า-ระบุไม่ใช้กำลังสลายม็อบ นปช.

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งข้อความสั้นผ่านทางโทรศัพท์มือถือ หรือเอสเอ็มเอส ถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ให้มาประชุมเพื่อฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (30 ธ.ค.) เวลา 09.30 น.

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ประสานกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่า หากต้องการหารือกับตน ก็พร้อมหารือด้วย เพื่อยุติปัญหา และเป็นทางออกให้รัฐบาลเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนปีใหม่

อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถเปิดประชุมได้ภายในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ จะเลื่อนไปเป็นวันที่ 30 หรือ 31 ธ.ค. หรือแม้แต่วันที่ 1 มกราคม 2552 จนกว่าจะสามารถเปิดประชุมสภาได้ ขอยืนยันว่า รัฐบาลใช้แนวทางเจรจาโดยสันติวิธี และไม่มีนโยบายใช้กำลังสลายการชุมนุม

นายสุเทพ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรู้สึกไม่สบายใจ หาก ส.ส.จะเดินเท้าเข้าสภาตามเงื่อนไขของกลุ่ม นปช. เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นประสานขอฝ่ายทหารเข้าดูแลสถานการณ์

‘ปู่ชัย’โฟนอิน!เลื่อนประชุม ปธ.วุฒิฯยันรธน.เปิดช่องยื้อแถลงนโยบาย

‘ปู่ชัย’ โฟนอิน! เลื่อนประชุมสภาฯ รอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ปธ.วุฒิฯยันแม้รัฐบาลไม่ได้แถลงนโยบายตามกรอบ 15 วัน แต่ก็ยังทำงานได้ พร้อมยกรัฐธรรมนูญ ม.176 ระบุชัดบริหารราชการแผ่นดินกรณีเร่งด่วน ขณะที่ประธานวิปรัฐบาลไม่หวั่น อ้างมีเวลาแถลงนโยบายถึง 7 ม.ค.ปีหน้า

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา แถลงผ่านโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้แม้ว่าจะเลื่อนมาเป็นเวลา 14.00 น.แล้วครั้งหนึ่ง โดยจะขอรอประเมินสถานการณ์ช่วงเย็นอีกครั้ง ซึ่งหากในเวลา 17.00 น.ทางรัฐบาลแจ้งมาว่ายังไม่สามารถจะเปิดแถลงนโยบายได้ ก็มีความจำเป็นต้องเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้(30 ธ.ค.) เวลา 09.30 น.

"ถ้าเวลา 17.00 น. รัฐบาลบอกว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ ก็คงต้องเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้เวลา 09.30 น. ซึ่งได้บรรจุระเบียบวาระไว้แล้ว ขอให้สมาชิกโปรดรอดูตอน 17.00 น. แล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง" นายชัย กล่าวทางโทรศัพท์ถึงผู้สื่อข่าวรัฐสภา

ขณะที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ที่หน้ารัฐสภา และยังไม่มีทีท่าว่าจะสลายการชุมนุมในวันนี้

ปธ.สภาฯหวั่นส.ส.ไม่ปลอดภัยหากเปิดประชุม

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ได้โฟนอินมาที่รัฐสภาบริเวณห้องโสตชั้น 3 ตึกรัฐสภาแล้วครั้งหนึ่ง โดยกล่าวว่าขอให้มีเลื่อนการประชุมเพื่อแถลงนโยบายออกไปก่อน และจะประเมินอีกครั้ง เพื่อให้ฐบาลแก้ไขปัญหา ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถยืนยันว่าจะสามารถรักษาความปลอดภัยให้สมาชิกได้ก็คงต้องมีการเลื่อนการประชุมออกไปก่อน

เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ประธานสภาฯ ระบุว่า ยังไม่ได้รับการประสานงานจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการเลือนแถลงนโยบายออกไปหรือไม่ ตนยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลก่อน ยอมรับว่าสถานการณ์ขณะนี้จะให้รัฐมนตรี(ครม.) เดินเท้าเข้าสภาก็คงลำบาก แม้แกนนำผู้ชุมนุมจะรับปากว่าเปิดทางให้ก็ตาม แต่ไม่มีใครจะรับประกันความปลอดภัยของ ครม.ได้ ต้องรอนายกรัฐมนตรีแจ้งมาอีกทีว่าจะเอาอย่างไร

'ปธ.วิปฯ'ระบุมีเวลาแถลงนโยบายถึง7ม.ค.

ขณะที่ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า วิปได้ตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีทีท่าว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาลเช้าวันนี้เกิดขึ้นลำบาก จะหารือกับวิปฝ่ายค้านว่าจะทำอย่างไรต่อ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เข้าใจว่าขณะนี้กำลังมีการประสานกันอยู่ แต่หากมีการขัดขวาง และเกิดความรุนแรง ก็อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น

ส่วนการแถลงนโยบายจะทำอย่างไรต่อไปนั้น ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า แผนสองเรายังไม่ได้มีการพูดถึง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานรัฐสภา แต่ว่าตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 สามารถแถลงนโยบายหลังจากเข้ารับหน้าที่ภายใน 15 วัน ซึ่งหากนับเวลาตามที่กำหนดในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ยังมีเวลาจนถึงวันที่ 7 มกราคม 2552 และในวรรค 2 ว่าด้วยก่อนที่จะแถลงนโยบาล ครม.สามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้เท่าที่จำเป็นก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในอาคารรัฐสภาหลังถึงกำหนดการประชุมเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลในเวลา 09.00 น. ปรากฎว่า มีส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลอยู่ภายในอาคารน้อยมากไม่ถึง 10 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน โดย พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เดินทางถึงเป็นคนแรก พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ตนได้จอดรถไว้ด้านนอก และเดินฝ่ากลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามา ซึ่งก็ไม่เห็นมีใครทำอะไร จึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีนำ ครม.เข้ามาประชุมแถลงนโยบายให้แล้วเสร็จเพื่อจะได้บริหารประเทศเต็มที่

ปธ.วุฒิฯยันรธน.เปิดช่อง!รัฐบาลยื้อแถลงนโยบายกรณีเร่งด่วน

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า ทางส.ว.ได้ไปรวมตัวกันที่อาคารสุขประพฤติ (อาคารดีเอสไอ) ถนนประชาชื่น เพื่อรอเตรียมพร้อมหากสามารถเดินทางเข้าไปร่วมประชุมรัฐสภาได้ ขณะนี้กำลังรอการประสานงานจากนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา อย่างไรก็ตามตนก็ยังเห็นว่าควรเลื่อนการประชุมแถลงนโยบายของรัฐบาลออกไปก่อน เพราะสถานการณ์ไม่ค่อยน่าไว้วางใจ การจะให้สมาชิกรัฐสภาเดินทางจากแยกพิชัยเข้ามาร่วมประชุมก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องดูในเรื่องของความปลอดภัย ทั้งนี้แนวทางการแก้ปัญหาคงต้องใช้เจรจาเป็นหลัก

ต่อข้อถามว่า กลุ่มเสื้อแดงยืนยันหากจะเลื่อนการประชุมไปวันใดที่ไหน ก็จะไปปิดล้อมทุกที่เพื่อให้รัฐบาลแถลงนโยบายไม่ได้ นายประสพสุข กล่าวว่า คงไม่มีผลอะไรที่จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ แม้รัฐบาลจะไม่ได้แถลงนโยบายภายใน 15 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะมาตรา 176 วรรค 2 ระบุว่า รัฐบาลสามารถบริหาราชราชแผ่นดินในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน

เมื่อถามว่า ความจำเป็นเร่งด่วนหมายรวมถึงการออกประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินใช่หรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ต้องดูว่าจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ในการที่จะดูแลความสงบเรียบร้อย

ไม่รู้จักเข็ดหลาบ!กระบอกเสียงพันธมิตรสวมบท"ดาวสยาม"ออนไลน์

ที่มา Thai E-News


เหมาะสมหรือไม่?-ภาพเวทีปราศรัยของ “ม็อบเสื้อแดง” หรือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งตั้งประจันหน้ากับอาคารรัฐสภา และหลังพิงอยู่กับสวนสัตว์ดุสิต ซึ่งผู้สังเกตการณ์ ผู้สื่อข่าวและช่างภาพจำนวนหนึ่งได้จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม เนื่องจากฉากหลังของเวทีมีการเขียนข้อความที่ไม่เหมาะสมไว้คู่กับ พระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (ภาพและคำบรรยายจากเวบผู้จัดการ ซึ่งต่อมาผู้จัดการได้เปลี่ยนพาดหัวข่าวจาก"เหมาะสมหรือไม่"เป็นคำว่า"จาบจ้วง?")

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการ
29 ธันวาคม 2551

เวบผู้จัดการ กระบอกเสียงของโจรก่อการร้ายพันธมิตร ได้ออกมาแสดงบทบาท"หนังสือพิมพ์ดาวสยามยุคออนไลน์"อีกครั้ง เมื่อนำเสนอข่าวและคำบรรยายภาพดังข้างต้น โดยมีเจตนาชัดแจ้งในการดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตน และโจมตีความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย หรือปลุกเร้าให้เกิดการเข้าใจผิดจากการบิดเบือนของสื่อ แบบเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ดาวสยามเคยทำเอาไว้ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งพฤติการณ์ทำนองนี้ผู้จัดการเคยถูกดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อออกแถลงการณ์ประนามมาหนหนึ่งแล้วว่า มีพฤติการณ์"สื่อเป็นพิษ" และโดน130นักวิชาการชื่อดังออกแถลงการณ์ประนามจนต้องปลด"ต่อพงษ์"ดีเจปากมอมมาแล้ว



แม้ว่าในเนื้อหาของข่าวเดียวกันนี้ ผู้จัดการได้อ้างคำสัมภาษณ์แกนนำม็อบเสื้อแดงไว้ แต่ก็ดูเหมือนเจตนาทั้งหมดก็เพื่อดึงสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

แกนนำเสื้อแดงเผยนำพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเวทีเพื่อเทิดทูน เมื่อไม่สบายใจก็แก้ไขแล้ว

เนื้อข่าวเขียนไว้ตอนท้ายๆข่าวว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.และส.ส.สัดส่วน สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีใครนำรูปพระบรมฉายาลักษณ์ดังกล่าวไปติดที่ฉากเวทีปราศัย แต่ยืนยันว่าไม่เจตนาละเมิดสถาบันแน่นอน เพราะกลุ่ม นปช.ต้องการแสดงให้เห็นว่า นปช.เทิดทูลสถาบัน แต่เนื่องจากมีความพยายามเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวจึงนำรูปดังกล่าวลงเพื่อป้องกันไม่ให้ไปขยายผลต่อไปและทำให้เกิดปัญหาได้ ส่วนข้อความว่า “ไม่ไว้วางใจ อภิสิทธิ์ชนโจร” นั้นเราต้องการโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เท่านั้นไม่มีนัยยะแอบแฝง

พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีการนำพระบรมฉายาลักษณ์มาติดตั้งเป็นฉากหลังเวที แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ส่วนตัวเห็นว่าไม่เสียหาย และไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะเป็นการเทิดทูน คนไหนที่ไม่เทิดทูนก็ไม่ใช่คนไทย และคิดว่า ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะชาวไทยต่างเทิดทูนอยู่แล้วโดยเฉพาะกลุ่มเสื้อแดงที่ต่างเทิดทูนเพราะพระองค์ท่านเป็นเหมือนเครื่องเตือนสติ ส่วนที่มีการรื้อภาพภายหลังนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะช่วงปราศรัยก็ไม่ได้สังเกตุ ส่วนเสียงวิจารณ์นั้นก็สามารถโจมตีได้ทุกเมื่อ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ในพรรครู้เห็นกับการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์มาติดด้วยหรือไม่ พ.ต.ท.สุรทิน กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ ส่วนใครเอาออกก็ไม่ทราบ

ผู้จัดการรายงานอีกว่า การนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์มาติดด้านข้างข้อความ “อภิสิทธิ์ชนโจร” นั้น ทำให้เป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งจากผู้ที่พบเห็นและสื่อมวลชนว่าไม่เหมาะสม จนมีการโพสต์ในเวปไซด์ต่างๆ รวมทั้งยังมีการเสนอภาพข่าวในช่วงข่าวภาคเที่ยงของสถานีโทรทัศน์หลายช่องด้วย จนมีวิพากษ์วิจารณ์ด้วยว่า อาจถูกตีความที่ล่อแหลมนำไปสู่การละเมิดสถาบันได้ อย่างไรก็ตาม มีการขอร้องให้แกนนำนปช.เอาภาพพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากเวที จนทำให้แกนนำต้องปลดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากหลังฉากเวทีในช่วงเที่ยง เหลือเพียงแค่ข้อความว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” เท่านั้น

ทำพิลึกสัมภาษณ์ให้ยะใสใส่ร้ายเสื้อแดงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ในข่าวเดียวกันนี้ผู้จัดการได้ลงบทสัมภาษณ์นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งเป็นปฏิปักษ์การเมืองของนปช. เพื่อกล่าวใส่ร้ายนปช.ในเรื่องนี้ ว่า เป็นเรื่องที่มิบังควรอย่างยิ่งที่ นปช.ทำฉากเวทีโดยมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนารถอยู่แถวเดียวกับคำว่า “อภิสิทธิ์ชนโจร” ถือเป็นการส่อเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอย่างชัดเจน

ก่อนหน้านี้ในช่วงพันธมิตรฯ ชุมนุม และ สมเด็จพระราชินีนารถเสด็จพระราชทานเพลิงศพน้องโบว์ ในช่วงนั้น นปช. จัดเวทีที่สนามหลวงก็ทำฉากเวทีที่มีรูปไดโนเสาร์สวมแหวนเพชรบลูไดมอนด์ และนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำ นปช. ก็ปราศรัยหมิ่นสถาบันจนถูกออกหมายจับ หรือ ปล่อยให้มีธงชาติไทยที่มีข้อความพ่อก็ไม่รัก แม่ก็ลำเอียง ปรากฎในที่ชุมนุมที่สนามศุภชลาศัย ในวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมาอีกด้วย

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า เข้าใจว่าแกนนำพยายามจะซ่อนความหมายหรือนัยยะของการเคลื่อนไหวเพื่อให้มวลชนเข้าใจและเชื่อว่าสถาบันเบื้องสูงอยู่คนละฝั่งกับขบวนการคนรักทักษิณ ถือเป็นการจาบจ้วงซ่อนรูป หากจะแสดงความจงรักภักดีจริงจะต้องจัดวางพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ในที่สูงสุดหรือในที่ที่อันควร ส่วนที่กลุ่มนปช.อ้างว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการเลียนแบบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯนั้น อยากเสนอแนะว่าอย่าเลียนแบบเฉพาะรูปแบบ แต่ต้องศึกษาและเลียนแบบเนื้อหาการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ด้วย โดยเฉพาะเนื้อหาการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ที่ต่อสู้เพื่อการเมืองใหม่ แต่เนื้อหาของกลุ่ม นปช.เป็นการต่อสู้เพื่อคนคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ

ย้อนรอย 130 นักวิชาการออกแถลงการณ์ประณามจนผู้จัดการปลดสื่อปากสุนัข

ก่อนหน้านี้นอกจากดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อชื่อดังจากจุฬาฯจะออกแถลงการณ์ประณามผู้จัดการว่าทำตัว"สื่อเป็นพิษ"แล้วก็ยังมีนักวิชาการ นักสหภาพแรงงานราว 130 คนลงชื่อประณามเครือผู้จัดการในแถลงการณ์เรื่องเราขอประณามพฤติกรรมของสื่อในเครือข่ายผู้จัดการกรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

โดยแถลงการณ์ระบุในตอนหนึ่งว่า เรา ผู้ลงชื่อท้ายจดหมายนี้ ขอประณามพฤติกรรมของสื่อ ผู้จัดการ ในการยุให้เกิดความรุนแรงกับผู้ที่มองต่างมุม กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการมีการส่งเสริมยุให้ประชาชนเข้าไปทำร้ายร่างกายของผู้เข้าร่วมการสัมมนาเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และก่อนหน้านั้นสื่อ ผู้จัดการ ได้เปิดเวปไซท์ให้ผู้ที่ส่งเสริมการทำร้ายร่างกายของบุคคลที่ไม่ยอมยืนในโรงภาพยนตร์ และผู้ที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นในการแสดงออกอีกด้วย มีการโฆษณาทั้ง ชื่อ ที่อยู่ และแนะนำให้คนร้ายไปรอดักทำร้ายร่างกาย

การส่งเสริมความรุนแรงต่อผู้ที่มองต่างมุม ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย และเป็นพฤติกรรมคล้ายกับการกระทำของพวกฝ่ายขวาจัดที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

เราขอเรียกร้องให้ทุกคนที่รักสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ร่วมกันบอยคอตสื่อทุกชนิดในเครือข่ายผู้จัดการ ขอเรียกร้องให้ สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ออกมาประณามการกระทำของสื่อนี้ด้วย

ผู้ลงชื่อในคราวนั้น เช่น นายใจ อึ๊งภากรณ์ นายไชยันต์ ไชยพร นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นายเกษียร เตชะพีระ เป็นต้น

เครือผู้จัดการได้แถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า เป็นความผิดพลาดของผู้จัดรายการคือนายต่อพงษ์ เศวตามร์ และนายต่อพงษ์ได้ยุติการดำเนินรายการวิทยุดังกล่าวหลังเหตุการณ์นี้

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมหน้ารัฐสภา

ที่มา Thai E-News

โดย bbb
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
29 ธันวาคม 2551

BBC - Thousands join pro-Thaksin rally
(ประชาชนหลายพันเข้าร่วมชุมนุมกลุ่มสนับสนุนทักษิณ)


The protesters vowed to continue until new elections are held.
Thousands of supporters of Thailand's exiled former leader, Thaksin Shinawatra, have been demonstrating in Bangkok, calling for fresh elections.

The protesters, many clad in red, massed at a parade ground while others halted traffic outside parliament.


XINHUA - Pro-Thaksin demonstrators launch rally to protest gov't policy debate
(ผู้ประท้วงที่สนับสนุนทักษิณเริ่มการชุมนุมต่อต้านการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล)
BANGKOK, Dec. 29 (Xinhua) -- Thousands of red-shirt demonstrators have launched rallies in central Bangkok to get ready for a besiege over the Parliament on Monday and Tuesday, when Prime Minister Abhisit Vejjajiva is scheduled to deliver the government's policy statement.

AP - Pro-Thaksin protesters ring Thai Parliament
(ผู้ประท้วงที่สนับสนุนทักษิณกดออดรัฐสภา)

By DENIS D. GRAY – 21 minutes ago

BANGKOK, Thailand (AP) — Thousands of supporters of exiled former Prime Minister Thaksin Shinawatra surrounded Thailand's Parliament on Monday, daring lawmakers to pass through their ranks to deliver a speech outlining the new government's key policies.

"If they (lawmakers) want to go in, they have to walk through us, including the prime minister," one of the protest leaders, Chatuporn Prompan, told reporters outside the Parliament compound where demonstrators spent the night.

Kyodo - Anti gov't protesters block Thai parliament, call for dissolution
(ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลปิดกั้นรัฐสภา เรียกร้องให้ยุบสภา)

(Kyodo) _ Several thousands antigovernment protesters wearing red shirts occupied the road around the Thai parliament Monday calling for Prime Minister Abhisit Vejjajiva to dissolve parliament and hold a new election.
The antigovernment protesters, called the Democratic Alliance Against Dictatorship, staged the rally ahead of a policy speech to be delivered by Abhisit and his Cabinet on Monday morning.

Agence France-Presse - Thai PM speech postponed
(ปราศรัยนายกไทยถูกเลื่อน)

BANGKOK--A rally by thousands of protesters outside the Thai parliament building forced the government to delay Prime Minister Abhisit Vejjajiva's maiden policy address on Monday, officials said.

Satit Wonghnongtaey, minister attached to the prime minister's office, said the ruling party agreed to postpone Abhisit's speech by "three or four hours" while the authorities negotiated with the protest leaders.

BBC - Protests cause Thai speech delay
(ผู้ประท้วงทำให้การปราศรัยถุกเลื่อนออกไป)

The demonstrators say Mr Abhisit has no mandate to lead and should resign. (ผู้ประท้วงบอกว่าอภิสิทธิ์ไม่มีอำนาจชอบธรรมในการบริหารและควรจะลาออก)

Slogans on banners included "Abhisit get out, this is a prostitute's government", "We are ready to protect Thaksin", "Give us back real democracy" and "Government of treason".

(สโลแกนบนป้ายรวมถึง "อภิสิทธิ์ออกไป, นี่คือรัฐบาลกระหรี่", "เรามาเพื่อปกป้องทักษิณ", "เอาประชาธิปไตยอันแท้จริงของเราคืนมา", "รัฐบาลกบฎ")

REUTERS - Protests delay Thai PM's maiden policy speech
(การประท้วงทำให้นายกไทยต้องเลื่อนการปราศรัยครั้งแรก)

Hundreds of anti-government protesters blocked entrances to Thailand's parliament on Monday, forcing the maiden policy speech of Prime Minister Abhisit Vejjajiva to be delayed.

(ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเป็นร้อยปิดกั้นทางเข้าของรัฐสภาไทยเมื่อวันจันทร์ ทำให้การปราศรัยครั้งแรกของนายกต้องถูกเลื่อนออกไป)

Under the constitution, a new Thai government cannot start work officially until it delivers its policy statement to a joint sitting of the House of Representatives and Senate

(ภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใหม่ไม่สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเป็นทางการจนกว่าจะแถลงนโยบายให้กับสภาทั้ง2 คือสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา)

Telegraph - Protests delay Thai prime minister's maiden policty speech
(การประท้วงทำให้นายกไทยต้องเลื่อนการปราศรัยครั้งแรก)

By Thomas Bell, South East Asia Correspondent

"If they (MPs) want to go in, they have to walk through us, including the prime minister," said one of the "red shirt" leaders, Chatuporn Prompan. Many of his followers had spent the night camped nearby.

("ถ้าพวกเขาต้องการจะเข้าไป, เขาต้องเดินผ่านพวกเรา รวมทั้งนายกเอง", หนี่งในแกนนำ จตุภรณ์ พรห์มพันธ์กล่าว ผู้ติดตามของเขาหลายคนค้างคืนอยู่ใกล้ๆ)


BLOOMBERG - Thailand’s Premier Delays State Address Amid Protests
(นายกไทยเลื่อนการแถลงนโยบายท่ามกลางการประท้วง)

Thousands of red-shirted protesters loyal to ousted premier Thaksin Shinawatra called the blockade to try to force Abhisit to call a snap election, extending months of deadly political turmoil that has slowed economic growth.

(ผู้ประท้วงสีแดงนับพันที่ยังชื่นชอบคุณทักษิณทำการปิดกั้นเพื่อให้กดดันให้อภิสิทธิ์จัดเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทำให้ขยายความวุ่นวายทางการเมืองหลายเดือนที่ผ่านมาและได้ทำให้เศรษฐกิจชลอตัว

“This doesn’t look good for Thailand,” Korawut Leenabanchong, a fund manager who helps oversee 70 billion baht ($2 billion) at Bangkok-based UOB Asset Management (Thai) Ltd. “The country has been dogged by political risk for two years. It will continue to be the main factor going forward.”

"นี่ดูไม่ดีเลยสำหรับเมืองไทย" Korawut Leenabanchong, ผู้บริหารกองทุนคนหนึ่งที่ดูแลกองทุน 7หมื่นล้านบาทของ UOB Asset Management (Thai) กล่าว "ประเทศได้ถูกคุกคามโดยความเสี่ยงทางการเมืองเป็นเวลา2 ปีแล้ว และมันจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อไป"

Al Jazeera - Protesters blockade Thai parliament
(ผู้ประท้วงปืดกั้นรัฐสภา)


ป้ายในรูปเขียนว่าอย่าปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายพธมลอยนวลโดยไม่ถูกลงโทษ อีกอันเขียนว่า ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรู้ใครอยู่เบื้องหลังพธม