WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 31, 2008

?!...

ที่มา Thai E-News


ป้องกัน-ทหารยืนรักษาการณ์ที่หน้าวังสวนจิตรขณะที่ม็อบเสื้อแดงเคลื่อนผ่านจากกระทรวงการต่างประเทศกลับไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภา(ภาพและคำบรรยาย:มติชน)

ที่มา มติชน
30 ธันวาคม 2551

มทภ.1แจงส่งทหาร รปภ.รอบ "วังสวนจิตร"

พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงการส่งกำลังทหารเข้าไปสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า กำลังทหารออกไปในฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานและดูแลความเรียบร้อยรอบพระตำหนักจิตรดารโหฐาน ซึ่งเป็นการประสานสนธิกำลังจาก กองทัพบก 6 กองร้อย กองทัพเรือ 1 กองร้อย และกองทัพอากาศ 1 กองร้อย ซึ่งทหารที่ส่งออกไปไม่ได้ไปขวางม็อบ แต่มีหน้าที่ดูแลไม่ให้ผ่านสถานที่ที่สำคัญ โดยทหารจะใช้แค่โล่กำบังเท่านั้น ไม่มีอาวุธ

กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดงนับหมื่นคนปักหลักชุมนุมล้อมรัฐสภา ซึ่งก็ไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้เพียงเกราะผลักดันม๊อบถึง 5 ครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ(ภาพและคำบรรยาย:มติชน)

(เพิ่มเติมภาพผู้หญิงอุ้มเด็กในม็อบ)คุณpichitmarnเขียนไว้ในบอร์ดประชาไทว่า เป็นภาพเหตุการณ์ที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้อุ้มลูกเพื่อไปช่วยเพื่อนชาวคนเสื้อแดงต้านการผลักดันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กำลังจะสลายการชุมนุมที่หน้าสภา

หลังจากตำรวจจะสลายชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเมื่อช่วงเช้า คุณแม่ได้อุ้มลูกน้อย เดินเข้าไปสมทบกับประชาชนที่กำลังจะผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคุณแม่ท่านนี้ได้เดินเข้าไปเกือบจะถึงหน้าประตูเหล็ก คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเห็นเข้าจึงขอร้องคุณแม่ที่อุ้ม ลูกน้อยท่านนี้ให้กลับออกมาจากบริเวณที่จะเกิดอันตราย หลักจากพูดอยู่พักหนึ่งและประชาชนได้ขอร้องให้ออกจากบริเวณคุณแม่ท่านนี้จึงกลับออกมาพร้อมลูกน้อย และบ่นตลอดว่า "เรารับไม่ได้ เรารับไม่ได้ ตำรวจไม่เป็นธรรม"

นี่คือสิ่งที่คนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยได้ถูกกระทำมาตลอดหลายปี และไม่เคยได้รับความเป็นธรรมใดๆเลยในสังคมเมืองไทย ขณะเดียวกันกับให้ความสะดวกสบายกับกลุ่ม พธม. แต่นี่คือสิ่งที่คนเสื้อแดงได้อดทนมาจนถึงที่สุดแล้ว และจะไม่ทนอีกต่อไป
http://www.youtube.com/watch?v=6CUHQstgsXk

Tuesday, December 30, 2008

‘เสื้อแดง’ปิดล้อม‘บัวแก้ว’สลายตัว!ลั่นชัยชนะ-ทำ'มาร์ค'เสียหน้า

ที่มา ประชาทรรศน์

“กลุ่มเสื้อแดง” ปิดล้อม “บัวแก้ว” ยอมสลายตัวเปิดทาง ส.ส.-ส.ว.ออกจากพื้นที่ หลังปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจ “แรมโบ้อีสาน” อดีตบ้านเลขที่ 111 ทรท.ลั่นชัยชนะ ทำนายกฯเสียหน้า ย้ายสถานที่แถลงนโยบายรัฐบาล ล่าสุดยังปักหลักชุมนุมหน้ารัฐสภาตามเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว.ยังไม่สามารถออกจากกระทรวงการต่างประเทศได้ เนื่องจากม็อบเสื้อแดงยังปิดล้อมทางออกทั้งหมด จนกระทั่งเวลา 13.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตัดสินใจเปิดประตูด้านหน้ากระทรวงและใช้ตัวผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกโดยตำรวจไม่มีอาวุธ ขณะที่รถยนต์ของสมาชิกรัฐสภาได้ตั้งขบวนติดเครื่องรออยู่ แต่ตำรวจไม่สามารถผลักดันออกไปได้ จนกระทั่งเกิดการปะทะกัน 5 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องล่าถอยกลับเข้ามา

ขณะเดียวกัน บริเวณด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตสมาชิก 111 คน พรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งเป็นแกนนำได้เคลื่อนรถขยายเสียงมาด้านหน้าประตูทางออก จากนั้นได้กล่าวบนเวทีเคลื่อนที่ว่า วันนี้ถือว่าคนเสื้อแดงได้รับชัยชนะแล้วที่ทำให้รัฐบาลต้องย้ายสถานที่แถลงนโยบายจากรัฐสภามาที่กระทรวงการต่างประเทศ ทำให้นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เสียหน้า

จากนั้นขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงสลายตัวจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมเคลื่อนขบวนไปยังหน้ารัฐสภาตามเดิม ทำให้ขบวนรถของสมาชิกรัฐสภาออกจากบริเวณดังกล่าวได้ โดยนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะเดินทางไปประชุม ครม.ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อ

'ประชาทรรศน์'ตีแผ่5อันดับข่าวร้อนแห่งปี!!

ที่มา ประชาทรรศน์

5 อันดับข่าวร้อนแห่งปี

ตลอดปี 2551 “ประชาทรรศน์” ได้เกาะติดสถานการณ์ รายงานความจริงให้กับสังคมผ่านตัวอักษร จนเป็นที่คุ้นเคยและไว้วางใจของพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย ตลอดจนดึงเอาความยุติธรรมและเปิดโปงความลับอันดำมืดของวงจร “อำมาตยาธิปไตย” ออกมาตีแผ่

ที่สำคัญ “ประชาทรรศน์” ได้เปิดประเด็น เปิดโปง ความไม่ชอบมาพากลที่ถูกปิดเอาไว้มากมายหลายเรื่อง ซึ่งแม้บางเรื่องราวจะติดขัดเพราะมีขบวนการบางอย่าง แต่เราก็สัญญาว่าจะ “กัดติด” ทุกเรื่องราวต่อไป

คฤหาสน์หรู50ล้าน
‘จารุวรรณ’ ส่อรวยผิดปกติ


สำหรับประเด็นตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ “ประชาทรรศน์”ได้เดินหน้าเกาะติดรายงานความสถานการณ์มาโดยตลอดนั้น สืบเนื่องจากกรณีที่กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชั่น นำโดยนายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่ม พร้อมสมาชิกกว่า 50 คน ได้นำหนังสือเข้าร้องเรียนต่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2551 เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ส่อว่าจะร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้ เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง จนทำให้มีการพบถึงความผิดปกติอีกมากมาย
โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ “กรณีการสร้างคฤหาสน์มูลค่า 50 ล้านบาท” ในจ.นนทบุรี

ถึงแม้ว่าคุณหญิงจารุวรรณ จะออกมาให้การปฏิเสธว่า มูลค่าของตัวบ้านร่วมทั้งที่ดินราคาเพียง 4 ล้านบาทเท่านั้น แต่ไม่เพียงข้อแก้ต่างจะไม่ได้รับการเชื่อถือจากหลายๆ ฝ่าย

จนมีความพยายามสาวไปให้ถึงเรื่องเงินกู้ตามที่มีการกล่าวอ้าง และบริษัทผู้รับเหมานั้น ยังทำให้สาววไปสู่ข้อสงสัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อที่ดินของลูกชาย และการโอนที่ดินให้น้องสาวในบริเวณใกล้ๆ กัน

อีกทั้ง การซื้อที่ดินของคุณหญิงจารุวรรณ ยังถูกตั้งข้อสังเกตุวส่าจะเป็นการปั่นราคาที่ดินของตัวเองให้มีมูลค่าที่สูงขึ้นหรือไม่ เพราะกลุ่ม PRAC ได้ตรวจสอบพบอีกว่าจะมีการก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ ในบริเวณใกล้เคียงคฤหาสน์และที่ดินดังกล่าว

หรือจะเป็นการฟอกเงินอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ เพราะมีการแจ้งราคาซื้อขายที่ดิน ตลอดจนมูลค่าก่อสร้างต่ำกว่าความเป็นจริงจนน่าสงสัย

อย่างไรก็ดีหลบังมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นก็ปรากฎว่า คฤหาสน์หลังงามถูกลอบวางเพลิง นยามวิกาลโดยไม่มีใครเหฌนแม้ว่าจะมีช่างนอนเฝ้าอยู่ที่บ้านเป็นประจำ และสุดท้ายคุณหญิงจารุวรรณ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองสงสัยกลุ่มที่กำลังมีการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของคฤหาสน์หลังดังกล่าว

เรื่องราวของคุณหญิงจารุวรรณ ที่ถูกตั้งข้อสงสัยยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่อฮั้วจัดจ้างบริษัท ออดิต แมเนจเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ ผูกขาดจัดอบรม โดยพบว่าเจ้าของบริษัทเป็นคนคุ้นเคยกับคุณหญิงจารุวรรณ แถมยังเช่าตึกจากสามีคุณหญิงทำสำนักงาน

การจัดทัวร์ไปดูงานต่างประเทศก็ถูกกล่าวหาว่ามีการผูกขาดจากบริษัทคนคุ้นเคยอีกเช่นกัน และยังมีเรื่องการพาครอบครัวไปต่างประเทศด้วยงบราชการ

ทั้งหมดนั้นมีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.แต่เรื่องราวก็ยังเงียบหาย ราวกับจงใจจะให้เรื่องเงียบไปดื้อๆ จนมีคนเอาไปนินทาและกล่าวหาถึงความโยงใยกับกลุ่มเผด็จการปละกลุ่มนอกกฎหมาย

วันนี้มีรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงจะต้องเข้ามาสะสางดูแลเสียให้เรียบร้อย เหมือนที่รับปากว่าจะใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เสมอภาค และจะได้เป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าไม่ได้ไปเป็นพวกเดียวกับเขาด้วย

เด้ง “เสรีพิศุทธิ์”
เซ่น 4 ข้อกลาวหาฉาว


“ประชาทรรศน์” ได้นำเสนอเรื่องราวไม่ชอบมาพากลของ พล.ต.อ.เสรีพิศิทธ์ เตมียาเวส ในขณะเป็นผบ.ตร. อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจักรยานยนต์ตำรวจ 1.2 พันล้านบาท โครงการเช่ารถยนต์ตำรวจมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาท การสั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด การออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฯลฯ

ซึ่งต่อมาเป็นผลให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่73/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการไว้ก่อน หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง 3 กรณีคือ 1.เช่ารถยนต์ตำรวจมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาทไม่โปร่งใส 2.สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และ 3.การออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการ ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

รวมไปถึงการมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรึที่ 71/2551 ในเวลาต่อมาให้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถูกร้องเรียนและกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงอีก 4 กรณีด้วยกัน ประกอบไปด้วย
1.กรณีกล่าวหามีการทุจริตเงินงบประมาณที่ใช้ในการสืบสวนสอบสวนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ในโครงการรับซื้อลำไย ปี 2547 ซึ่งมีการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ โดยใช้ชื่อ และปลอมลายมือชื่อในการเบิกเงินค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปราชการ
2.กรณีกล่าวหาว่ามีการทุจริตจัดซื้อรถจักรยานยนต์ตามโครงการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี พร้อมอุปกรณ์ (ทดแทน) จำนวน 19,147 คัน
3.กรณีกล่าวหาว่ารีสอร์ตภูไพรธารน้ำ ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ซึ่งตั้งอยู่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มีการถมหินขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ดิน กรวด ทรายจำนวนมาก ล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำแควน้อย แล้วยึดถือครองที่บุกรุกแม่น้ำแควน้อยดังกล่าว
4.กรณีกล่าวหาว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์สั่งการให้กองบินตำรวจจัดเฮลิคอปเตอร์ ทั้งแบบเบลล์และแบบยูโรคอปเตอร์อีซี ที่ใช้สนับสนุนภารกิจ ผบ.ตร. เพื่อใช้เดินทางไปพักผ่อน และดูแลกิจการรีสอร์ตภูไพรธารน้ำ เป็นการส่วนตัวในวันหยุดราชการ

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยในเรื่องของการจัดซื้อเครื่องผลิตไบโอดีเซลในราคาสูงเกินจริงถึง 3 เท่า การสร้างท่าเทียบเรือรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาในที่ดินย่านบางกระบือ

เรื่องนี้น่าจะมีการสอบสวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อาจจะเงียบหายไปเพราะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ฝากรัฐบาลประชาธิปัตย์ช่วยรับเรื่องมาดูต่อสักหน่อย เชื่อว่าความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ คงไม่มีผลต่อรูปคดี

“กริบเพน”1.9หมื่นล้าน
สเปกต่ำ-เร่งรีบ-ราคาแพง?


อีกหนึ่งข่าวเด่นที่ “ประชาทรรศน์” ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบความผิดปกติของการจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริบเฟน” ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในห้วงหลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ที่มี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ

ซึ่งจากตรวจสอบความผิดปกติดังกล่าวพบว่า นอกจากเข้าข่ายขัด ม.190 ยังส่อพบความไม่ชอบมาพากลอีกเพียบ ทั้งเรื่องของงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านที่สูงผิดปกติ จนมีการตั้งข้อสังเกตุเงินอีก 5.2 พันล้านหายไปไหน แถมยังรีบเร่งจัดซื้อโดยไม่มีแผนล่วงหน้า ต้องตัดงบสวัสดิการที่อยู่อาศัยทหารผู้น้อย มาเป็นงบฯเริ่มต้น มัดมือชกให้ตั้งงบผูกพันถึง 5 ปี แถมมีการแอบโยกงบประมาณโดยยังไม่ผ่านสภา

ขณะที่การเซ็นต์สัญญายังเป็นไปด้วยความรวดเร็วแบบสายฟ้าแลบ อีกทั้ง มีตั้งกรรมการจัดซื้อกระทำกันเพียงไม่กี่วัน ผบ.ทอ. ก็แจ้นลงนามจัดซื้อถึง กรุงสตอล์กโฮล์ ประเทศสวีเดน

ข้อสำคัญในด้านการขึ้นบินและการตรวจซ่อมบำรุง ยังมีค่าใช้จ่ายแพงหูฉี่ ซ้ำร้าย สเปกของเครื่องยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการทหารระดับสากล

ซึ่งภายหลังจากที่มีขุดคุยสาวลึกลงยังตรวจพบข้อพิรุธ ที่ กองทัพอากาศอีกคือ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษระบบเรดาห์ ที่มีราคาสูงถึง 1 พันล้านบาท ที่ จังหวัดกาญจนบุรี โดยพบเอกสารที่ส่งให้พิจารณาไม่เหมือนกับชุดที่ใช้ทำสัญญาจ้าง แถมยังส่อว่าจะมีการงุบงิบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารสัญญา ซึ่งส่อเจตนาเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน รวมถึงการตั้งงบบูรณาการฯ เกินจริงถึง 2 เท่า

อีกทั้ง ภายหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวไปซักระยะ ทีมข่าว “ประชาทรรศน์”ยังได้รับข้อมูลร้องเรียนจากชาวบ้านเพิ่มเติมว่า มีการก่อสร้างคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ใกล้ถนนใหญ่ย่านงามวงศ์วาน บนเนื้อที่กว่าไร่ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่า อาจจะเป็นของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข

เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นข่าวร้อนๆ แต่ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะกล้าดำเนินการตรวจสอบหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวพันกับกองทัพ ผิดถูกอย่างไรก็ออกมาแจงกันใกห้กระจ่างจะดีกว่า

ฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง
ข้อสงสัยที่ยังรอคำตอบ

เป็นอีกหนึ่งประเด็นฉาวขององค์กรอิสระ ที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดย “ประชาทรรศน์”ได้เฝ้าติดตามความคืบหน้า แบบชนิดที่เรียกว่า “ไม่ละสายตา” ซึ่งเหตุสืบเนื่องมาจาก พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ และเจ้าของค่ายมวยชื่อดัง เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 ให้ดำเนินคดีกับ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับพวก

ในความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กรณีการจัดจ้างบริษัทพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 ธันวาคม 2550 และการทุจริตการเลือกตั้ง โดยได้มอบหลักฐานหลาบยรายการ

ซึ่งภายหลังจากการตรวจสอบเอกสารที่มีการร้องเรียน และการลงพื้นที่ไปสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง จนดีเอสไอ มีผลสรุปออกมาชี้ชัดว่าคดีมีมูลที่เชื่อถือได้ จึงได้ทำการตรวจสอบและประสานขอเอกสารข้อมูล แต่ก็ถูก กกต.เล่นแง่อยู่พักใหญ่ กว่าที่จะทางกกต.จะให้เอกสารกับทางดีเอสไอ ทำให้การตรวจกินเวลาออกไปอีกหลายเดือน

เรื่องนี้รัฐบาลต้องรีบเข้าไปดูแลเพราะมีข้อสงัสยทั้งการฮั้วจัดจ้างที่ 2 บริษัทมีการเสนอราคาไข้วกันอย่างน่าสงสัย และยังมีเรื่องของจำนวนบัตรเกินที่ยังชี้แจงไม่ได้ ที่สำคัญมีคนกล่าวหาว่าไปเกี่ยวพันกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงใน กทม. ท่วมท้นเสียด้วย

รถเมล์ด่วนพิเศษBRT
คดีร้อนที่กรุงเทพมหานคร

มาถึงเรื่องเด่นประเด็นสุดท้ายของ “ประชาทรรศน์” กับการเฝ้าจับผิดวงการคอรัปชั่นของข้าราชการที่กินเงินภาษีของประชาชน เป็นกรณีที่มีการพูดถึงมากในวงสังคมไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ ก็คือ โครงการฉาวจัดซื้อรถเมล์ด่วนพิเศษ (BRT) ซึ่งสืบเนื่องมาจากกรณีที่คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานครเข้าร้องเรียนและยื่นเอกสารหลักฐาน ให้ดีเอสไอตรวจสอบความไม่โปร่งใสของโครงการประกวดราคาจัดซื้อรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ ของกทม. จำนวน 45 คัน เป็นเงินกว่า 300 ล้านบาท

โดยรถเมล์ดังกล่าวเป็นโครงการในยุคนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.คนดังที่ถูก ป.ป.ช.ตัดสินว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉาวอีกเรื่องของกทม.นั้นก็คือ การจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง

ประเด็นดังกล่าว กทม.ได้ชิงเรียกตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าสอบสวนตัดหน้า กรมสอบสวน คดีพิเศษ ส่อจะเป็นการฟอกความผิดให้ใครบางคน แต่ก็ต้องผิดหวังเนื่องจาก ดีเอสไอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ขอข่ายอำนาจการสอบสวนของดีเอสไอ และจะดำเนินการตรวจสอบเองเพื่อความถูกต้องของขั้นตอน

โดยขณะนี้ความคืบหน้าล่าสุด ที่ทีมข่าว “ประชาทรรศน์”ได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.ต.ประเวศน์ มูลประมุข พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ได้ดำเนินการร้องขอให้ทาง กทม.ส่งเอกสารเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดมาให้ตรวจสอบ

และจากที่พิจารณาของเอกสารบางส่วนที่ได้รับขั้นต้นทำให้ สามารถเชื่อได้ว่า นายอภิรักษ์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการฉาวแบบเต็มประตู

คดีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการเรียกตัว ผู้บริหารเข้ามาให้ปากคำเป็นข้อมูลหลักฐาน และคงในอีกไม่ช้า นายอภิรักษ์ คงอาจจะเป็นรายต่อที่ต้องถูกสอบปาดคำ

เมื่อถึงเวลานั้น...สัญญาได้เลยว่า “ประชาทรรศน์” จะตามติดรายงานความกระจ่างทั้งหมดให้ได้รับรู้กันอีกครั้ง และเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ต้องฝากถึงรัฐบาล เพราะคดีนี้เป็นอีกเรื่องที่มีคนพยายามกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนรู้เห็น เพราะนายอภิรักษ์เป็นคนของพรรค

คนที่ชนะในเกมนี้คือ นายกฯอภิสิทธิ์ครับ แต่ที่เสียหายอย่างหนักคือ Royalist

ที่มา thaifreenews

โดย : ลูกชาวนาไทย

คือถึงอย่างไรคุณอภิสิทธิ์ก็ได้เป็นนายกฯตามที่ตั้งใจไว้ จะสง่างามหรือไม่ คุณอภิสิทธิ์คงไม่ได้สนใจนัก ชาตินี้ขอให้ได้เป็นนายกฯก็พึงพอใจแล้ว สรุปคือ คุณอภิสิทธิ์ได้ไปเต็มๆ ในเกมนี้ รวมทั้งพรรค ปชป. ด้วย เพราะแพ้เลือกตั้ง แต่ก็ยังได้จัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน แต่ในระยะยาวถือว่าพรรคนี้ไม่ได้เปรียบแต่อย่างใดนัก เพราะหากต้องชนะกันด้วยอำนาจแฝงอย่างนี้ คงเป็นชัยชนะที่ไม่ยั่งยืนและมั่นคงแต่อย่างใด

คนที่เสียหายอย่างรุนแรงในเกมนี้ หากพูดกันตรงๆ คือกลุ่ม Royalist จะตีความอย่างไรก็แล้วแต่ แต่งานนี้ถือว่าเสียหายอย่างรุนแรงและขาดทุนมากกว่าใคร เพราะหากไม่ปิดปากกันด้วยกฎหมายแล้ว ก็ถือว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ยากที่จะเรียกกลับคืนมาได้อีก อยู่ดีไม่ว่าดีลงมาเล่นกันเสียเอง
พล.อ.ป.นั้น เป็นรัฐบุรุษอยู่ดีๆ ก็ลงมาคลุกฝุ่นจนไม่เหลือศรัทธาต่อคนค่อนประเทศแล้ว ทุนสูงอยู่ดี กลับลงมาเล่นจนเสียหายไปเอง

ส่วนทักษิณนั้น ถือว่าเสียหายตั้งแต่ต้นที่โดนทำรัฐประหารอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เสียหายเท่ากับฝ่ายตรงข้ามคือพวกศักดินาอำมาตย์ฯ เพราะยังสามารถรักษาศรัทธาเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เป็นผลดีในการต่อสู้ต่อไป และโอกาสข้างหน้ายังมีเวลาอีกอยาวนานในการเอาคืน

พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย สามชื่อถือว่าพรรคเดียวกัน ถือว่าเสียหายพอสมควรเลยทีเดียว เพราะโดนยุบพรรค แกนนำโดนห้ามเล่นการเมือง โดนกระทำหลายอย่าง แต่ก็ยังคงรักษาพรรคเอาไว้ได้ ไม่แตกกระสานซ่านเซ็น แม้จะมีพวกที่แตกออกไปบ้างคือกลุ่มเพื่อนเนวิน ถือได้ว่าโอกาสฟื้นตัวนั้นไม่ยากเท่าใดนัก

ที่เสียสุด ๆ อีกฝ่ายคือ นายบรรหาร ศิลปะอาชา เพราะโดนยุบพรรค และห้ามเล่นการเมือง ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีแต่ต้น นับว่าคอยแทงกั๊กแต่โดนกินสามเด้งเลยทีเดียว

ส่วนประชาชนไทยนั้นเสียหายอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็แลกมากับ การตาสว่าง และมีแนวโน้มว่าประชาธิปไตยจะเข็มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เพราะการตื่นตัวของประชาชนมีมาก มีการเรียนรู้กันจากประสบการณ์ตรง ไม่ต้องมีการสอนประชาธิปไตยให้อีกแล้ว

Lost ที่สุดในเกมและอาจแพ้ตลอดไปเลยคือ Royalist ถือว่าเข้ามาเล่นในเกม ที่ผลออกมาเป็นอย่างไรก็เสียหายอย่างหนัก และยากที่จะเหยียวยากลับไปสู่จุดเดิมได้ รวมทั้งไม่มีเวลาแล้วด้วย

เฮ้อไม่รู้ว่าทำกันไปได้อย่างไร

แต่ที่แน่ๆ คือ สงครามยังไม่จบและโอกสสสูญเสียมีมากกว่านี้อีก

สำหรับทักษิณไม่มีอะไรเสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว เวลาที่เหลือคือการตอบโต้และเรียกสิ่งที่เสียไปกลับคืน

สุดท้าย แม้มาร์คจะแถลงนโยบายได้ ด้วยวิธีใดก็ตา่ม แต่คนเืสื้อแดงได้แสดงให้รู้ว่าไม่สงบแน่

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


ผมเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์หรือรัฐบาลมาร์คก็คงหาวิธีใดวิธีหนึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาจนได้ เช่น การย้ายไปแถลงนโยบายที่อื่นหรือเลื่อนออกไป ซึ่งก็คงแถลงจนได้ด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง

สำหรับผมแล้ว ตรงนั้นไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะคนเสื้อแดงได้แสดงพลังให้เห็นแล้วว่า "พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย" ไม่ได้ชนะในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้แต่อย่างใด และพลังของฝ่ายเสื้อแดงยังคงมีอยู่พร้อมมูลและพัฒนาได้รวดเร็วมาก และสามารถยกระดับการต่อสู้ไปเพื่อเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้แล้ว



ตอนที่พวกอำนาจใช้วิธีการอันฉ้อฉลต่ออำนาจประชาชน จนสามารถตั้งรัฐบาลของนายมาร์คได้ใหม่ๆ พวกเขาเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ต่อไปนี้ประเทศจะสงบ พวกเขาจะได้ปกครองได้เหมือนเดิมเสียที เพราะคนเสื้อแดงเป็นม็อบจัดตั้งของทักษิณหรือเนวิน เมื่อสามารถบล๊อกแกนนำม็อบในต่างจังหวัดไม่ให้ขนคนมาได้ หรือปล่อยข่าวว่า "ทักษิณหมดเงินแล้ว" ก็จะทำให้การต่อต้านรัฐศักดินาอำมาตย์หมดไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาก็สามารถดึงสังคมกลับไปสู่ยุคก่อนปี 2540 ได้อีกเหมือนเดิม

ที่จริงพวกเขาคิดผิด สัณนิษฐานผิดแต่ต้น เพราะการต่อต้านอำนาจของพวกเขา การต่อต้านอำนาจการครอบงำสังคมของพวกศักดินาอำมาตยฯ ก็ไม่ได้หมดไปแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนเสื้อแดงไมได้ไม่ได้สู้เพื่อทักษิณหรือ "สู้เพื่อนายใหญ่"แต่อย่างใด อย่างที่พวกนั้นพยายามด้อยค่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงลง แม้ทักษิณจะเป็น Idol หรือ "ผู้นำทางจิตใจ" แต่คนเสื้อแดงสู้เพื่อสิ่งที่สูงส่งกว่านั้น เราต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และเราไม่ต้องการ "ให้ใครมาชี้นำทำตัวเป็นคุณพ่อที่แสนดี" กับเราอีก เราต้องการ "ประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” เราโตพอที่จะเรียนรู้และปกครองตัวเองกันได้แล้ว เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว

การประกาศศักดาของคนเสื้อแดงในการชุมนุมพลที่หน้ารัฐสภา คือการสื่อสารไปยังคนไทยทั้งประเทศและชาวโลกทั้งหลายว่า เราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด เราจะต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กลับคืนมาสู่ประเทศของเรา

หากพวก "ศักดินาอำมาตย์ฯ" ใช้วิธีการสกปรกเพื่อขึ้นสู่อำนาจ แล้วคิดว่าจะปกครองประเทศ มอมเมาประชาชนต่อไปได้ นั่นคือ การเข้าใจผิดอย่างรุนแรง และประเมินพวกเราต่ำไป เราไม่ใช่ม็อบจัดตั้งที่ขนกันมาจากต่างจังหวัด แต่เราคือคนในกรุงเทพฯ ที่ตาสว่างแล้วนี่แหละ เราพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้กับการฉ้อฉลต่อเจตนารมณ์ของประชาชน

ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไร พวกศักดินาอำมาตย์ หรือพวก Royalist ที่ดูถูกประชาชนคนรากหญ้าทั้งหลายมานานแสนนาน ก็ไม่มีทางดึงสังคมให้กลับไปสู่จุดเดิมที่มอมเมากันมานานได้แล้ว ดุลยภาพของสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว

สังคมนี้ไม่มีศูนย์รวมจิตใจแบบที่ พยายามสร้างภาพกันมานานอีกแล้ว สังคมนี้ เป็น "ไท" ไม่ยอมเป็น "ทาส" อย่างเดิมอีกแล้ว เราไม่ใช่ไพร่ของใครอีกต่อไปแล้ว

เราจะต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่อไป

คนไทยไม่มีศูนย์รวมจิตใจอีกแล้ว พวกเขาผลักเราออกมาเอง สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสามปีมานี้ พวกเขาสร้างมันขึ้นมาเอง และต้องได้รับผลกรรมที่ทำขึ้นนั้นด้วยตัวเองเช่นกัน



ตอนนี้ผมคิดว่าคนไทยได้แตกกันออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ยากที่จะมีใครรวมศูนย์ความสามัคคีได้อีกแล้ว การตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ อย่างดันทุรัง ใช้ สส.ให้ทรยศต่อประชาชน ถือว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สิ้นความเคารพกันไปอย่างสิ้นเชิงกับหลายๆ สิ่ง หลายองค์กร ไม่ว่า สส. ศาล หรือองค์กรอื่นๆ

ตอนนี้แก้ไขอย่างไรก็ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว

ทำยังไงได้ เขาผลักคนครึ่งหนึ่งของประเทศออกมาเอง

เพื่อนผมที่ ไม่ใช่ทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง เขาถามว่าสถานการณ์ตอนนี้ของเมืองไทยมันจะไปจบลงที่ใด

ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแต่ที่แน่ๆ อิทธิพลของบางสิ่งบางอย่างได้ลดลงไปแทบหมดสิ้นแล้ว พวกเขาไม่อาจชี้นำหรือหาทางออกให้กับสังคมได้อีกต่อไป และเมื่อหาทางออกให้สังคมไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง (อย่าคิดว่าประชาชนโง่) ข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ไร้พลัง และไม่ใช่ทางออก ประชาชนที่ตาสว่างแล้ว คงไม่ยอมกลับเข้า
Matrix อย่างโง่เขลากันอีกต่อไป

สุดท้ายสังคมก็อาจก้าวข้ามไป พวกเขาก็กลายเป็นซากหักพังชำรุดทางประวัติศาสตร์ ที่เรามองเห็นอย่างดาดดื่นๆ ทั่ว ๆไปที่กรุงศรีอยุธยา หรือซากปราสาทของ
Khmer Empire ที่ล่มสลายไปแล้ว

เมื่อสิ้นพลังในการชี้นำสังคม ก็เรียกได้ว่าสิ้นแทบทุกสิ่งทุกอย่างไปเลยทีเดียว

ตอนนี้สังคมต้องหาทางออกเองแล้ว
และผมเชื่อว่าสุดท้ายสังคมก็จะหาทางออกจนได้แหละครับ แต่สังคมจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ประชาชนจะตาสว่างกันไปทุกหย่อมหญ้า

สนับสนุนโจรยึดทำเนียบ-ไฮแจ็คสนามบิน โปรดเลือกผู้ว่าพันธมิตรจัดให้

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เรื่องเด่นเย็นนี้ ไทยทีวีสีช่อง 3 และASTVผู้จัดการ

เห็นด้วยกับการยึดสนามบิน ทำลายเศรษฐกิจ-ภาพลักษณ์ชาติพินาศ สนับสนุนการยึดทำเนียบ-ปิดล้อมสภา เชิญชาวกรุงเลือกผู้ว่ากทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ กระบอกเสียงพันธมิตรเขาจัดให้ ลงโฆษณาหราในเวบโจรผู้จัดการASTV ตอกย้ำสัมพันธ์ปึ้กพรรคแมลงสาบกับโจรก่อการร้าย ลีน่าจังขุดคุณชายเจอนิยายน้ำเน่า


หลังจากตัดหางปล่อยวัดนายแก้วสรร อติโพธิ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสายพันธมิตร และตามราวีม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล กับนายยุรนันท์ ภมรมนตรี คู่แข่งคนสำคัญในสนามผู้ว่ากทม.แล้ว กระบอกเสียงพันธมิตร คือเวปผู้จัดการASTVก็ลงโฆษณาหราให้กับผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริบัตรในเวบไซต์ของตนเอง

ทั้งนี้จากการสำรวจของโพลล์หลายสำนักนั้นม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังคงมีคะแนนนำอยู่ แต่จากการเปิดเผยโพลล์ของNIDAล่าสุดมีผู้ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใครกว่า31% ซึ่งก่อนหน้านี้กรุงเทพโพลล์ระบุว่าคนกรุงกว่า31%ที่ผิดหวังกับกลุ่มพันธมิตรมากที่สุดในรอบปี2551 จึงไม่แน่ใจว่าการจับมือกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์เที่ยวนี้กับกระบอกเสียงพันธมิตรจะหนุนหรือฉุดคะแนนของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กันแน่


ก่อนหน้านี้รายการข่าวโทรทัศน์เรื่องเด่นเย็นนี้ทางสถานีไทยโทรทัศน์ช่อง3ในช่วงเวลาราว17.20น.เมื่อวันที่21ธ.ค.นำเสนอข่าวการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้สมัครเบอร์8สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ได้ไปหาเสียงในตลาดนัดสนามหลวง ระหว่างที่กำลังเดินหาเสียงอยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคล้ายคนไทยเชื้อสายจีนอายุราว45ปีออกมาต่อว่าม.ร.ว.สุขุมพันธ์และทีมงาน

เนื่องจากช่อง3ไม่ได้ปล่อยเสียงผู้หญิงคนดังกล่าวออกอากาศ นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้ประกาศข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ระบุ ผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นคนมาจับจ่ายในตลาดนัด ได้เข้ามามีเรื่องกระทบกระทั่งกับทีมงานของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แต่ไม่ระบุว่ามีการต่อว่าด้วยเรื่องใด แต่ผู้ประกาศข่าวระบุว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ใช้โอกาสนี้ชี้แจงว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครนั้นควรเป็นการบ้านมากกว่าการเมือง ไม่อยากเห็นการแบ่งขั้วของคนกรุงเทพฯ โดยนำเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เพราะประเด็นการขัดแย้งกันทางการเมืองเป็นความขัดแย้งทางความคิด

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังแถลงด้วยว่าการที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็จะเป็นโอกาสดีที่คนกรุงเทพฯหากเลือกเขาซึ่งสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ไปเป็นผู้ว่ากทม.ก็จะได้ประสานงานกันได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามผู้อ่านข่าวเรื่องเด่นเย็นนี้ให้ความเห็นว่าที่ผ่านๆมานั้น คนกรุงเทพฯมักเลือกผู้ว่าที่อยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาล

ท่านสามารถชมข่าวนี้ย้อนหลังได้ที่เวบไซต์http://www.udootv.com/2008/tv/replay_tv.php กำหนดวันที่ 21 ธันวาคม 2551 ช่วงเวลา17.00-17.59 อยู่ในช่วงนาทีที่22-23โดยประมาณ



"ลีน่า จัง"พาน้องสะใภ้"สุขุมพันธุ์" ฟ้องศาลแพ่งพินัยกรรม

มติชนรายงานข่าวว่า เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่30ธ.ค. นางลีนา จังจรรจา นำ นางวรภาทิพย์ บริพัตร ณ อยุธยา ภรรยา พ.อ.ม.ร.ว.วโรรส บริพัตร และทนายรับมอบอำนาจจาก พ.อ. ม.ร.ว.วโรรส เข้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ให้เพิกถอนพินัยกรรมลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2535 และเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้จัดการมรดก โดยคำฟ้องระบุว่า พินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยพระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์ บริพัตร ซึ่งยกมรดกให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แต่เพียงผู้เดียวนั้น อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยใช้วิธีการฉ้อฉลเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ เนื่องจากในขณะนั้น ผู้ทำพินัยกรรม มีอาการป่วยทางสมอง ไม่มีสติสัมปชัญญะ อีกทั้ง ในพินัยกรรมยังระบุด้วยว่า หาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เสียชีวิตให้ยกมรดกแก่ลูกชายของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต่อไป


ทั้งนี้ ศาลแพ่งรัชดาได้ประทับรับฟ้อง และนัดพร้อมคู่ความ ในวันที่ 20 เมษายนนี้ เวลา 13.30 น.

รายงานการชุมนุมคนเสื้อแดง 30 ธ.ค. 51

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 ธันวาคม 2551

ส.ส.ประชาธิปัตย์หลีกไปแถลงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศ

หลังจากการเลื่อนการแถลงนโยบายมาหลายครั้ังตั้งแต่เมื่อวานนี้ ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ปรับเกม ไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศแทนในวันนี้



การประลองกำลังกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับตำรวจ ยกที่ 1



การประลองกำลังกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา เช้าวันที่ 30/12/2551 ยกที่ 2



การประลองกำลังกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา เช้าวันที่ 30/12/2551 ยกที่ 4


(คลิปทั้งหมดนำมาจากสำนักข่าว TNN นำเสนอโดย CBNPRESS)

เพื่อไทยเตรียมยื่นศาลรธน.ตีความย้ายที่แถลงนโยบาย

ไทยรัฐ - พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าววันนี้ (30 ธ.ค.) ว่า พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาล ที่ กระทรวงการต่างประเทศ ผิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ โดยได้มอบหมายให้นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ฝ่ายกฎหมายของพรรค เป็นผู้ดำเนินการ ในขณะที่เห็นว่า การดำเนินการของนายชัย ชิดชอบประธานสภาผู้แทนราษฎร ถูกครอบงำ โดยฝ่ายบริหาร ซึ่งได้นำความเสื่อมเสีย มาสู่สถาบันนิติบัญญัติเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังถือเป็นครั้งแรก ที่มีการย้ายสถานที่การประชุม ทั้งที่ในอดีตไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ด้าน นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวตำหนินายกรัฐมนตรี ว่า ถือเป็นอภิสิทธิ์ชน เพราะการดำเนินการในลักษณะนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และยังคงย้ำว่า พรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน จะไม่เข้าร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาล ในการแถลงนโยบาย ส่วนการอภิปรายนอกสภาของพรรคเพื่อไทยนั้น จะมีการหารือถึงความชัดเจนอีกครั้ง

คนประชาไทให้ความเห็น "ไม่สามารถปกครองได้ ไม่มีความสง่างาม"

คุณลูกชาวนาไทย นักสังเกตการณ์ทางการเมืองท่านหนึ่งจากเว็บบอร์ดประชาไท ได้แสดงความคิดเห็นต่อการแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภาว่า ไม่สง่างาม "เราไม่ได้่ต้องการขัดขวางการแถลงนโยบาย เราแค่ให้เดินเข้าไปแถลงเท่านั้นเองครับ หากพวกเขาจะไปแถลงที่กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่เป็นไรครับ ก็ชัดเจนแล้วว่า พวกเขาไม่สามารถปกครองได้ และไม่มีความสง่างามแต่อย่างใดทั้งสิ้น รัฐบาลแบบนี้ไม่มีทางอยู่ไปได้ ืและสถานการณ์ในสามวันมานี้ บอกได้ชัดเจนว่าคนเสื้อแดงมีพลังพอ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องว่าใครขนมา แต่แสดงพลังให้รู้ว่า พวกเราเข็มแข็งก็ที่พวกนั้นคาดคิด" คุณลูกชาวนาไทยแสดงความคิดเห็น

ชี้การรวมตัวของคนเสื้อแดงในวันนี้ คือ จุดเริ่มต้นของการต่อสู้

นอกจากนี้ สมาชิกเว็บบอร์ดดังกล่าวยังได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า นี่คือการเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อล้มกลุ่มศักดินาอำมาตยาธิปไตย "คลื่นมหาประชาชนที่แสดงพลังต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ไฮแจ็คกิ้งมากกว่านายกทุกสมัยเคยเจอมา นี่มิใช่การชุมนุมเชิงสัญญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ การโค่นล้มศักดินา และพรรคพวกของมันเพื่อหยุดการทำนาบนหลังคน หยุดใส่ร้ายป้ายสีคนดี อภิบาลคนชั่ว และหยุดสร้างภาพเอาดีคนเดียว ทั้งที่ฉากหลังของศักดินาเกลือกกลั้วด้วยความโสมม ทั้งซ่องนางโลม ส่วยราชการ ขันที การประจบประแจงแข่งชิงดีชิงเด่น มาเฟีย ขุนศึกฟาสซิสม์ หมดเวลาแล้วศักดินา แต่นี้ไปคือ สงครามมวลชนปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ประชาชนจงเจริญ ศักดินาจงฉิบหาย !!!!" คุณเสรีชน แสดงความเห็น

รัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายเป็น ก.ต่างประเทศ

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 30 ธ.ค. - นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบาย เป็นที่กระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยมั่นใจว่าไม่ขัดต่อข้อกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่รวมตัวกันอยู่ที่สโมสรกองทัพบกเก่า ขณะนี้ ได้เดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และตัดสินใจจะใช้สถานที่ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นสถานที่แถลงนโยบาย โดย นายสาทิตย์ ยืนยันว่า ได้ตรวจสอบข้อบังคับต่าง ๆ แล้ว และได้ประสานไปยังพรรคร่วมรัฐบาล-ฝ่ายค้านแล้ว เชื่อว่าจะสามารถมีการประชุมขึ้นได้ และจะไม่มีการปิดกั้นหากฝ่ายค้านต้องการเข้าไปร่วมประชุมที่ ก.ต่างประเทศ และจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายรัฐบาลอย่างเต็มที่

ทางด้าน นายวิฑูรย์ พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการย้ายสถานที่ประชุมไปเป็นกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลในครั้งนี้ ยอมรับว่า การย้ายสถานที่ประชุมสามารถทำได้ แต่ควรจะเป็นบริเวณอาคารรัฐสภา หรือสถานที่ที่อยู่ในความครอบครองของรัฐสภา

สำหรับสถานที่ที่อยู่ในความครอบครองของรัฐสภา มีอยู่ 3 แห่ง คือ บริเวณรัฐสภา กองกษาปณ์ และอาคารทิปโก้ ย่านถนนพระราม 6.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-30 10:06:37

เสื้อแดงทยอยชุมนุมหน้าบัวแก้ว ตร.อารักขาเข้ม

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนทยอยเดินทางไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ หลังรัฐบาลเปลี่ยนมาใช้สถานที่แถลงนโยบายรัฐบาล แทนรัฐสภาที่ถูกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ปิดล้อม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยรอบ

เสื้อแดงต้านโล่ตำรวจผลักดันให้พ้นประตู

ที่มา มติชนออนไลน์

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนพยายามผลักดันกลุ่มคนเสื้อแดงให้พ้นจากประตูปราสาทเทวริทธิ์ ถนนราชวิถี เพื่อเปิดทางให้นายกรัฐนตรี รัฐมนตรีและ ส.ส.ได้เข้าไปประชุมในสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เมื่อช่วงเช้าวันที่30 ธ.ค.

คลิกชมรายละเอียดที่นี่