WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 1, 2009

ไม่มีใครอีกแล้ว นอกจาก .. กัน และ กัน ...

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ปูนนก
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
31 ธันวาคม 2551

ผมใช้เวลานานทีเดียว ในการรวบรวมความรู้สึกเพื่อเขียนบทความชิ้นนี้ ..... วันที่ 30 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผมไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา กับพี่น้องคนเสื้อแดงในเวลานั้น แต่ก็ได้ติดตามข่าวสารทางเสียง และภาพอย่างใกล้ชิดโดยผ่านทางสื่อทางเลือก ก็คือ อินเตอร์เน็ต นี่เอง

จากภาพข่าวที่เห็น ซึ่งต่อเนื่องมาจากวันที่ 28 ธ.ค. ณ ท้องสนามหลวง เป็นภาพข่าวที่ให้ความรู้สึกอันลึกซึ้ง ที่ไม่สามารถจะบรรยายได้ และไม่สามารถหาได้จากสื่อหลักทางทีวีอย่างสิ้นเชิง .....

การมาชุมนุมกันของพี่น้องชาวเสื้อแดงนับแสน ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น เพื่อเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของพวกเขา ที่ถูกนักการเมืองโฉดขโมยเอาไป เป็นภาพที่ยังความตื้นตัน และปลาบปลื้มใจ สำหรับนักสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างยิ่ง....

พวกเขามาจากต่างท้องที่ ต่างภูมิภาค .....พวกเขามาจากต่างสถานภาพ .....พวกเขามาจากคนต่างสถานะ .....พวกเขามาจากคนที่ต่างวัยวุฒิ ......พวกเขามาจากคนที่ต่างฐานะทางสังคม ........แต่พวกเขา มี 2 สิ่งที่เหมือนกันคือ “หัวใจที่รักและเรียกร้องในเสรีประชาธิปไตย, และหัวใจสีแดง ที่สวมทับด้วยเสื้อสีแดง”

ภาพการผลักดันกัีนด้วยมวลชนเสื้อแดงมือเปล่าฝ่ายหนึ่ง กับตำรวจปราบจลาจล ที่ใส่ชุดป้องก้ันพร้อมโล่ที่หน้าประตูทางเข้ารัฐสภา แม้จะดูว่า เป็นการปะทะกันของตำรวจกับประชาชนที่มาชุมนุม แต่ผมกลับรู้สึกว่าเป็นการปะทะกันที่ “น่ารัก” มาก และมันเทียบกันไม่ได้เลย เมื่อเอาไปเปรียบกับ พธม. ซึ่งถือปืนไล่ยิ่งตำรวจ ....ขับรถทับตำรวจ .....เอาด้ามธงแทงตำรวจ ..... ขณะที่ประชาชนเสื้อแดง ผลักและดันด้วยมือเปล่า ๆ กับตำรวจถือโล่ ...... และเมื่อประลองกำลังจนรู้แพ้รู้ชนะกันแล้ว ประชาชนก็เอาน้ำดื่ม .... ไอศครีมแบ่งป้ันให้ตำรวจ โดยลอดไปทางช่องประตูให้แก่กันและกัน

พอถึงเวลา ก็ประลองกำลังดันกันอีก เป็นอยู่อย่างนี้ 6 – 7 รอบ แต่ทั้่งสองฝ่าย ก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน หาได้มีอาการโกรธขี้งกันแต่อย่างใดไม่ เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างทำหน้าเท่านั้น

นี่ต่างหากครับ คือการชุมนุมประท้วงอย่างสงบสันติ ปราศจากอาวุธ ที่แท้จริง ซึ่งต่างพฤติกรรมของการชุมนุมอนาธิปไตย ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ของ พธม. อย่างสิ้นเชิง

ภาพสองภาพของเหตุการณ์การชุมนุมเหมือนกัน สถานที่เดียวกัน แต่แตกต่างกันอย่างสิ้นเิชิงเช่นนี้้ ไม่ต้องใช้การพินิจพิเ้คราะห์อะไรให้มาก ก็สามารถมองเห็นได้อย่างแจ่มชัดอยู่แล้วว่า ใครกันแน่ที่เป็นประชาชนผู้รัก และเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง

การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ที่ถูกแย่งชิงไปนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย พึงสามารถกระทำได้ และประชาชนชาวเสื้อแดงก็ได้กระทำตามสิทธิ์นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว

แต่กลับดูเหมือนว่า เมื่อเทียบกับ พธม. แล้ว ประชาชนชาวเสื้อแดง เป็นเสมือนกับพลเมืองชั้นสองของประเทศนี้ ..... ความยุติธรรมในการบังคับใช้กฎหมายจากผู้รักษากฎหมาย หรือความยุติธรรมในการตัดสินคดีความ หรือความยุติธรรมในการปกครอง ประชาชนชาวเสื้อแดง กลับได้รับน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับ พธม.

ทุก ๆ ก้าวย่างของการชุมนุมของคนเสื้อแดง เต็มไปด้วยอุปสรรคการขัดขวางทุกวิถีทาง ทั้งจากรัฐบาล, ทหาร, ตำรวจ, ตุลาการ และภาคส่วนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นการชุมนุมของประชาชนชาวรากหญ้าโดยแท้ เป็นการมาร่วมชุมนุมกันด้วยจิตใจ และจิตวิญญาณของความรัก ที่จะเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของความเป็นคนไทย เพื่อที่จะให้ได้รับความเท่าเทียม กับคนส่วนอื่นในประเทศนี้บ้างเท่านั้น

และหลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ปล้นสิทธิ์ของประชาชนไป ให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 อย่างไร้ยางอาย ด้วยการยุบพรรคพลังประชาชน และในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทุกองคาพยพของรัฐบาล และการปกครองในประัเทศนี้ ต่างก็ประสานเสียงไปในทางเดียวกันว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ที่ได้พยายามยัดเยียดให้กับประชาชนในครั้งนี้ คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว โดยไม่สนใจเลยว่า ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนนั้น คือสิ่งใด

การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา 3 ครั้งล่าสุด ประชาชนได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาต้องการสิ่งใด แต่พวกเผด็จการที่ปกครองประเทศนี้มาอย่างยาวนาน กลับไม่สนใจเสียงของประชาชน แต่ต้องการยึดครองอำนาจของตนเองเอาไว้มากกว่า

ประชาชนเหมือนน้ำ “น้ำนั้นสามารถทำให้เรือลอยก็ได้ หรือจมเรือก็ได้”

ช่วงเวลาประมาณเดือนเศษที่ผ่านมา และมาชัดเจนเมื่อ 2 – 3 วันนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้่ว “ประชาชนชาวเสื้อแดง ไม่ได้ถูกนับว่าเป็นพลเมืองที่มีสิทธิ์สมบูรณ์ของประเทศนี้” แต่พวกเขากลายเป็น “พลเมืองชั้นสอง” ของประเทศนี้อย่างสิ้นเชิง เป็นพลเมืองชั้นสองที่ “ไม่มีเส้น” ไม่ได้รับสิทธิ์ที่เท่าเทียมกับอภิสิทธิ์ชนอีกกลุ่มหนึ่ง อย่าง พธม.

นับจากห้วงเวลานี้เป็นต้นไป ประชาชนชาวเสื้อแดงได้รับรู้แล้วว่า พวกเราจะ “ไม่มีใครอีกแล้ว”

ไม่มีใครที่จะคอยอุ้มชู ยามพวกเราล้มลง .....
ไม่มีใครที่คอยปกป้อง ยามพวกเราพลั้งพลาด .....
ไม่มีใครที่จะคอยช่วยเหลือ ยามพวกเราต้องการ.....
ไม่่มีใครที่จะคอยซับน้ำตาให้แ่ก่พวกเรา ยามร่ำไห้....
ไม่มีใครที่เช็ดเลือดทำแผลให้แ่ก่พวกเรา ยามที่เลือดต้องหลั่งริน ...... และ
ไม่มี .....ไม่มีใครจริง ๆ ........

ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราประชาชนชาวเสื้อแดง ผู้ที่รักและเรียกร้องประชาธิปไตย ที่จะมีอยู่เพียงแค่ “กันและกัน” เท่านั้น

ประชาชนชาวเสื้อแดงที่มีหัวใจประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะคอย “ดูแล” กันและกัน

พวกเราเท่านั้น ที่จะคอย “อุ้มชู” กันและกัน
พวกเราเท่านั้นที่จะคอย “ช่วยเหลือ” กันและกัน
พวกเราเท่านั้นที่จะคอย “ซับน้ำตา” ให้แก่กันและกัน และ
พวกเราเท่านั้นที่จะคอย “เช็ดเลือดทำแผล” ให้แก่กันและกัน

สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีใครอีกแล้วจริง ๆ ที่จะเห็นใจ และเข้าใจพี่น้องชาวเสื้อแดงคนรากหญ้าอย่างพวกเรา นอกจากพวกเราด้วยกันเอง

เวลานี้พี่น้องชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน จะต้องจับมือกันและกันเอาไว้ให้มั่น เพราะเป็นเวลาที่จะมีเพียงเราเท่านั้น ที่จะร่วมกันยืนหยัดขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์ ที่กำลังสยายอำนาจเข้ากดขี่ และปกครองพวกเรา โดยไม่สนใจว่า อันที่จริงแล้ว ประชาชนชาวเสื้อแดงต่างหากคือ “ประชาชนส่วนใหญ่” ของประเทศนื้ หาใช่อภิสิทธิ์ชนอย่างอมาตย์ไม่

และเราทุกคน จะจับมือร่วมกัน เดินไปด้วยกัน จนกว่าจะได้รับชัยชนะ คือ ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ กลับคืนมาสู่ประเทศนี้อีกครั้ง

สุดยอดคำปราศรัยแห่งปี 2551 'เสียงไชโยโห่ร้องของเราในยามนี้ จากคนที่เกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดิน จะได้ยินถึงท้องฟ้า แน่นอน !! '

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ MiniSiam
ที่มา เวบไซต์ อารยชน
31 ธันวาคม 2551

ดิฉันรู้จักคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผ่านรายการ สภาโจ๊ก มานานนับปี เป็นคนหนุ่มไฟแรง พูดจาสนุกสนาน มีคารมโวหารได้จับใจผู้ฟังเสมอ แต่นั่น ดิฉันรู้ว่า เป็นบท เป็นสคริปท์ ที่มีผู้กำกับบทเขียนไว้แล้ว

คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เติบโตขึ้นเรื่อย จนมีพื้นที่ตนเองในเวทีการเมือง ตำแหน่งสุดท้าย คือโฆษกรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก่อนรัฐบาลนี้ ถูกรัฐประหารผ่านศาล ด้วยคำสั่งยุบพรรคพลังประชาชนไปเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง

ในระหว่างวันที่ 28 ถึง 30 ธันวาคม 2551 คนเสื้อแดง โดยแกนนำ วีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, จักรภพ เพ็ญแข, และคนอื่นอีกมากมาย นำกำลังปิดล้อมรัฐสภา เพื่อบังคับให้คณะของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินผ่านคนเสื้อแดงเข้าสู่สภาด้วยสองเท้าเท่านั้น

การต่อสู้มีรับ มีรุก มีโต้ มีถอย สุดท้าย นายกอภิสิทธิ์ จึงใช้กระทรวงต่างประเทศ ในการแถลงนโยบายแทนที่จะใช้รัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายอย่างที่รัฐบาลอื่นปฏิบัติกันมาในทุกสมัย และเป็นการแถลงฯ แบบปราศจากฝ่ายค้านร่วม ในการแถลงนโยบายที่ว่านี้

ในที่สุด แกนนำคนเสื้อแดง ก็ประกาศยุติการชุมนุมของปี 2551 เมื่อคืนนี้ และก่อนจะแยกย้ายจากกัน กลับบ้านนั้น แกนนำทุกคน ก็ขึ้นมาปราศรัย ไล่เรียงกันไปทีละคน ทีละคน ก่อนจะปิดการปราศรัยด้วยเสียงดนตรี เพื่อจะได้พักช่วงวันหยุดยาว สะสมแรงไว้ เพียงเพื่อจะได้กลับมาชุมนุมใหม่ ในปี 2552

ในบรรดาคำปราศรัยของแกนนำทุกคนนั้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ - ผู้ตั้งชื่อพื้นที่ที่ตนเองทำการปิดกั้นว่า"ด่านมะขามเตี้ย" (อยู่หน้าประตูด้านข้างของรัฐสภา) และถูกขนานนามในภายหลังว่า วีรบุรุษด่านมะขามเตี้ย "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

ณัฐวุฒิ แสดงความสามารถในการพูดในที่สาธารณะได้เยี่ยมยอดเกินความคาดหมาย เป็นคำปราศรัยสด ที่ไพเราะ งดงาม จับใจคนฟัง เรียกเสียงโห่ร้องตอบรับจากผู้ฟังในขณะนั้นอย่างยาวนาน และกลายเป็นคำปราศรัย ที่เป็นที่เล่าขานในกันอินเทอร์เน็ต (โชคดีของโชคร้าย ที่ประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ต ใช้กันค่อนข้างแพร่หลายแล้ว) มีการเรียกร้องขอฟังซ้ำ จากผู้ที่ไม่มีโอกาสไปร่วมชุมนุม เป็นความอยากรู้ของคนที่ได้ยินคนอื่นเล่าขานต่อกันมา

เมื่อดิฉันได้ฟัง คำปราศรัยอันแสนยาว ความยาวราวๆ 68 นาที ที่สหายสนิทท่านหนึ่งส่งมาให้ฟังเต็มๆ (เล่นส่งมาตอนตีสาม หลับๆ ตื่นๆ ฟัง เบลอๆ ไปเลย)

ดิฉันฟังซ้ำแล้ว ซ้ำอีกหลายรอบ ประทับใจมาก มากจนพิมพ์เป็นตัวอักษรเผื่อให้โลกได้รับรู้ ผ่านตัวอักษรเชิญลองรับฟังจากคลิปนี้ และเนื้อคำที่ถอดความมาค่ะ

เราไม่มีหลายอย่างนะครับ
เราไม่มีโอกาสได้รับความยุติธรรม
เราไม่มีโอกาสได้รับการปฏิบัติอย่างดี จากองค์กรของรัฐ
เราไม่มีโอกาสได้รับพื้นที่ ที่นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา จากสื่อหลายแขนง
เราไม่มีโอกาสได้ประกาศการต่อสู้ของตัวเองว่า นี่คือการต่อสู้อย่างชัดเจน บริสุทธิ์ใจ ตรงไปตรงมา

และที่สำคัญที่สุด พี่น้องครับ ... ให้พี่น้องจดจำและมั่นใจว่า เราไม่มีเส้นครับ ...เราไม่มีเส้นครับ...

เราเกิดบนผืนแผ่นดิน เราโตบนผืนแผ่นดิน เราก้าวเดินบนผืนแผ่นดิน เมื่อเรายืนอยู่บนดิน เราจึงห่างไกลเหลือเกินกับท้องฟ้า ... พี่น้องครับ...

เมื่อเรายืนอยู่บนดิน ต้องแหงนคอตั้งบ่า แล้วเราก็รู้ว่า ... ฟ้าอยู่ไกล...

เมื่อเราอยู่บนดิน แล้วก้มหน้าลงมา เราจึงรู้ว่า ... เรามีค่า เพียงดิน ...

แต่ผมแน่ใจว่า ... ด้วยพลังของคนเสื้อแดง ที่มันจะมากขึ้น ทุกวัน ทุกวัน ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทุกนาที ทุกนาที

แม้เรายืนอยู่บนผืนดิน แม้เราพูดอยู่บนผืนดิน แต่จะได้ยินถึงท้องฟ้า แน่นอน!

เสียงไชโยโห่ร้องของเราในยามนี้ จากคนที่มีค่าเพียงดิน จากคนที่เกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดิน จะได้ยินถึงท้องฟ้า แน่นอน!

คนเสื้อแดง จะบอกดิน บอกฟ้าว่า ... คนอย่างข้า ก็มีหัวใจ...!
คนเสื้อแดง จะบอกดิน บอกฟ้าว่า ... ข้าก็คือคนไทย...!
คนเสื้อแดง จะถามดิน ถามฟ้าว่า ... ถ้าไม่มีที่ยืนที่สมคุณค่า...!
จะถามดิน ถามฟ้าว่า... จะให้ข้าหาที่ยืนเองหรืออย่างไร...!
เสียงไชโยโห่ร้องของคนเสื้อแดง จะได้ยินถึงดิน ถึงฟ้า...!

พี่น้องที่เคารพครับ แต่ไม่ว่าเราจะมี หรือไม่มีอะไร เรามีสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว ในแนวทางของการต่อสู้ คือจิตวิญญาณของประชาธิปไตย

และผมอยากจะกราบเรียนพี่น้องว่า มีอยู่สิ่งหนึ่ง ที่ผมคิดว่า ผมต้องทำ ตั้งใจแล้ัวว่าต้องทำ
ตั้งแต่นำพี่น้องอยู่ที่ด่านมะขามเตี้ยว่า สิ่งที่ต้องทำ และต้องแสดงออกกับพี่น้องที่รวมตัวกันอยู่ที่นั่น หรือว่าไม่ได้ไปที่นั่น แต่ส่งใจมาร้อยรัดกันเป็นพลัง ก็คือว่า

พี่น้องครับ สำหรับความยิ่งใหญ่ของพี่น้อง ทำได้อย่างนี้อย่างเดียวครับ (ก้มกราบ) ผมทำได้อย่างเดียวจริงๆ

ยิ่งใหญ่เหนือกำลัง ยิ่งใหญ่เหนือกำลัง คือ ...พลังแห่งมวลมหาประชาชน.. !!!!


ดาวโหลดคลิปเสียง คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 30 ธค.51 ที่หน้ารัฐสภา ได้ที่
http://baygon3.no-ip.org/savefiles/081228-30/081230-1920_Nuttawut.MP3
( ภาพประกอบ จาก เวบไซต์ไทยรัฐ และ เวบบอร์ด ประชาไท โดย คุณ noname )

Wednesday, December 31, 2008

คุกคามสื่อ??

ที่มา เดลินิวส์

ที่เคยด่าคนอื่นไว้ ดูท่า ประชาธิปัตย์ กำลังจะทำอย่างที่ด่าเค้าไว้หมด ประชานิยม ก็ทำ หวยบนดิน ก็ทำ ก่อนนี้เคยประณามแม้ว-สมัคร-สมชาย ว่า ใช้อำนาจคุกคามสื่อ ตอนนี้ก็ร่ำ ๆ จะทำเหมือนกัน

ไม่ต่างจากกรณี 7 ต.ค. ที่ตำรวจสลายม็อบ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่ถูกอุ้มกลับมาเป็นผบ.ตร.อีก โดยยืมมือ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เซ็นแทน ทั้งที่ ปชป. เคยกล่าวหาว่า ทำร้ายประชาชน ส.ส.บางคนของ พรรคนี้ขึ้นเวทีด่าเป็นฆาตกรด้วยซ้ำ

แต่ไม่ทันไร จะเอาตำรวจที่หาว่า มือเปื้อนเลือด กลับมาใช้เสียแล้ว

นี่ก็เช่นกัน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีคุมสื่อ บอก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะจัดรายการฯ นายกคุยกับประชาชนเหมือนที่เคยด่ารัฐบาลที่แล้วว่า ยึดไมค์ เอาสื่อของรัฐไปทำเพื่อตัวเอง ครอบงำทางความคิด

เมื่อจะทำเองเลยต้องอ้อม ๆ แอ้ม ๆ แก้ขวย จะให้เวลาฝ่ายค้าน 1 ชั่วโมงด้วย ก็ขอให้จริงเถอะ เอานี่เลย ให้รายการ “ความจริงวันนี้” ของ 3 เกลอ คืนจอมา รับรองจะมีแต่คนสรรเสริญ เป็นการเมืองใหม่ที่ ปชป.ก็ใฝ่หา

ชื่อสาทิตย์เองก็จะอยู่ในความทรงจำ ในฐานะนักประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ

แต่กลัวจะเป็นตรงข้ามซะมากกว่า เพราะมีข่าวจะเอา “เอ็นบีที” กลับไปเป็นช่อง 11 อย่างเก่า ถามว่าช่อง 11 แต่ก่อนมีใครดูบ้าง รมต.ดูหรือเปล่า มีแต่รายการแห้ง ๆ เปิดงาน ปิดงาน ฉากยังสุดเชย เรตติ้งโหล่สุด

หากไม่อคติเกินไป ตอนเป็นเอ็นบีทีเสียอีก ที่ช่อง 11 กลายเป็น สถานีข่าวมืออาชีพ รายการวิเคราะห์ข่าวเช่น จอม เพชรประดับ ก็ทำได้ดีมาก หรือจะหาว่าข่าวช่องนี้เอียง ก็ย้อนไปดูอีกช่อง ทีวีไทย สิ เอียงหรือเปล่า

ถ้าเอียงก็เอียงเหมือนกันนั่นแหละ!!!

พูดก็พูดเถอะ จะเอียงยังไง ก็ไม่ได้ทำ ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ซะเมื่อไหร่ เป็นสื่อของรัฐ ก็ไหลไปบ้างเรื่องธรรมดา หรือ ปชป.จะไม่ใช้เอ็นบีที ตอนนี้ ข่าวท่าน ชวน หลีกภัย ไปเป็นประธานเปิดแข่งขันกีฬา น่าน-ประชาธิปัตย์ ก็ยังเป็นข่าวเลย มันสำคัญตรงไหนเนี่ย ???

อีกเรื่อง เห็นท่าน รมต.ส่งสัญญาณ ให้บอร์ด อสมท.ลาออก อย่างนี้แทรกแซงสื่อ เพราะต้องการเอาคนของตัวเองไปคุมหรือเปล่า เพราะมีข่าวจะเอาแกนนำพันธมิตรฯ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง มาคุม ก็ดี จะได้ชัด

อย่างนี้ไงเล่า เค้าถึงบอก ปชป.ชอบว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง ทุกครั้ง !!!

ก่อนปิดต้นฉบับ ไม่รู้ผล “คนเสื้อแดง”ไปบุกสภาจะบานปลายมั้ย ที่จริงแค่ไปแสดงพลังประชาธิปไตยก็พอ หลังปีใหม่ว่ากันใหม่ คนไทยทุกข์มาทั้งปี ให้ไปเที่ยวแบบไม่กังวลบ้าง จะได้ใจมวลชนอีกแยะ

ครม.ไฮแจ๊คอย่างนี้ มีเรื่องให้ตอแยอีกแยะ แค่ เดลี่เทเลกราฟ ลงข่าว กษิต ภิรมย์ บอก การยึดสนามบิน สนุกมาก อาหารอร่อย ดนตรีเพราะ ก็เหลือรับแล้ว ยังมีหน้ามาแก้ตัว สื่อแปลผิด ที่ถูกไม่ใช่ยึดสนามบิน เป็นเรื่อง ยึดทำเนียบ ต่างหาก

ไม่มี รมว.การต่างประเทศยุคไหนที่จะทำลายภาพลักษณ์ประเทศได้ป่นปี้เท่านี้อีกแล้ว แต่อภิสิทธิ์ก็ยังกางปีกป้องเต็มที่

ยังไม่หมด สเตรทไทม์ของสิงคโปร์ ก็ลงข่าว เจริญ คันธวงศ์ บอก ปชป.ไม่ห่วงฐานเสียงต่างจังหวัด เพราะคนอีสานเป็นลูกจ้างให้คนกรุงเทพฯ “คนรับใช้ของผมก็มาจากภาคอีสาน ลูกจ้างปั๊มน้ำมันกรุงเทพฯ ก็มาจากอีสาน” อย่างนี้จะบอกว่า คนอีสานต่ำต้อยใช่มั้ย นี่ก็อีก พอเป็นข่าว บอกสื่อต่างชาติแปลผิด (อีกแล้ว)

ก็ว่ากันไป แต่เลือกตั้งใหม่ คอยดูแล้วกันว่า คนอีสานจะให้บทเรียนอย่างไร !!!.

ดาวปรพกายพรึก

นายกฯโหรทำนายปี 52 "รัฐบุรุษ-นายกฯ-รบ."อับโชคยุบสภาในที่สุด พรรคร่วมแตกปชช.แบ่งสีสูญเสียผู้นำคนสำคัญ

ที่มา มติชนออนไลน์

นายกสมาคมโหราศาสตร์ ทำนาย ปีหน้า รัฐบุรุษ-นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอับโชคถึงขั้นยุบสภา คะแนนนิยมตกต่ำลง มีการคอรัปชั่นเศรษฐกิจไม่ดี มีแต่ทรงกับทรุดเป็นปีแห่งหนี้สิน เกิดภัยทางอากาศ วาตภัยและอุทกภัยที่รุนแรงที่สุด สูญเสียผู้นำอันเป็นที่เคารพสักการะ และบุคคลสำคัญในระดับสูง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ พยากรณ์ดวงการเมืองประจำปี 2552 ความว่า พ.ศ. 2552 ซึ่งตรงกับปีฉลู คาดว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี มีแต่ทรงกับทรุด ประชาชนดำรงชีพด้วยความลำบาก ข้าวของราคาแพง สาธารณูปโภคขึ้นราคาเป็นปีแห่งหนี้สิน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้


1.คำพยากรณ์สงกรานต์ ปี 2552 วันจันทร์เป็นวันมหาสงกรานต์ ฝนจะมีหัวปี ข้าวจะงามนัก แต่ประชาชนจะลำบากเดือดร้อน ให้เกรงท้าวพระยาและเสนามนตรี จะแพ้เสนาบดี ผู้หญิงจะทำร้าย จะเกิดกล้าแข็ง วันอังคารเป็นวันเนา หมากพลูข้าวปลาจะแพง ส่วนวันพุธเป็นวันเถลิงศก ราชบัณฑิต ปุโรหิต โหราจารย์ จะสุขสำราญป็นอันมาก


2.กาลโยค คือ กาลอันพึงมีตามกำหนด ประกอบด้วยคราวดี คราวร้าย คือ อุบาทว์และโลกาวินาศที่สืบเนืองมาตามลำดับ


3.อิทธิพลของดาวเสาร์ ซึ่งเป็นดาวประธานฝ่ายบาปเคราะห์ บ่งถึงความวิตกกังวล ความทุกข์ยากลำบาก ความเครียด ความอิจฉาริษยา ดาวเสาร์ โคจรอยู่ในราศีสิงห์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2552 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 จึงยกเข้าสู่ราศีกันย์โดยโคจรอยู่ในราศีกันย์ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2552 ถึงวันสิ้นปี ดังนั้น เมื่อดาวเสาร์ หรือบาปเคราะห์อื่นที่โคจรอยู่ในภพนี้ บางครั้งทำให้เกิดความเศร้าสลดใจ หมายถึงการสูญเสียผู้นำอันเป็นที่เคารพสักการะ และบุคคลสำคัญในระดับสูง เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจย่ำแย่ คนในชาติยังคงมีความคิดเห็นที่แตกแยก รัฐบาลที่ประชาชนคาดหวังกลับไม่มีผลงาน ทำให้ประชาชนขาดความศรัทธา


4.อิทธิพลของดาวมฤตยู เป็นดาวที่ลึกลับบันดาลให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่คาดฝัน มฤตยู คือ ตัวแทนของประชาชน ผู้ซึ่งมีอำนาจในการบริหารประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2552 จะทำให้กิจการทางรัฐสภาดำเนินไปได้ มี พ.ร.บ. สำคัญออกมาหลายฉบับ มีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ต้องการใช้การพินิจพิจารณา และมีความสำคัญบางอย่างเกิดขึ้นในรัฐสภาไทย รัฐสภาไทยจึงมีการปรับตัว ปรับปรุงตัวเองไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น สภานิติบัญญัติโดยทั่วไป และคณะพรรคที่ครองอำนาจอยู่ มีการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ


อย่างไรก็ตาม ยังนำมาซึ่งความหวาดเสียวและภัยอาเพศมาสู่บ้านเมือง สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ การเกิดภัยทางอากาศ อากาศยานและการขนส่งทางอากาศ วาตภัยและอุทกภัยที่รุนแรงที่สุด อุทกภัย อุบัติภัยครั้งสำคัญในเดือนมีนาคม-เมษายน 2552 และ ตุลาคม-พฤศจิกายน 2552 นำความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก และจะเกิดลัทธิใหม่ๆ ความเชื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นในสังคมมากมาย เรื่องการทรงเจ้าเข้าผี เรื่องจิตวิญญาณจะเฟื่องฟูหาได้ทั่วไปในสังคมไทย


แต่ทว่า เมื่อดาวมฤตยูโคจรในราศีมีน ระหว่างวันที่ 2 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ในภพที่ 12 ของดวงเมือง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผันแปรโดยฉับพลัน มีการปฏิรูป และเกิดความยุ่งยากเกี่ยวแก่การบัญญัติกฎหมายหรือการปฏิรูป ร่าง พ.ร.บ.บางฉบับอาจเสียผล ฝ่ายรัฐบาลจะถูกการถูกโจมตีโดยทางคะแนนเสียง หรือการเลือกตั้งซ่อมไร้ผล มีคณะพรรคลับ สมาคมลับลงมือปฏิบัติการณ์ภายในประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น มีศาสนาเร้บลับได้บังเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก มีอาชญากรและจารชนเต็มบ้านเต็มเมือง ประเทศชาติมีปัญหามีศัตรูลับของชาติทั้งภายในและนอก


5. อิทธิพลของดาวพฤหัสบดี ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2552 จะมีผลนำความเสียหายมาสู่รัฐบาล จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและผันแปรทางการเมืองโดยปัจจุบันทันด่วนในคณะรัฐบาล ระหว่าง 20 เมษายน ถึง 15 สิงหาคม 2552


ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคมถึงวันสิ้นปี เมื่อโคจรอยู่ในภพที่ 11 หมายถึงรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาสามัญ ทำให้กฎหมายสำคัญในระบอบประชาธิปไตยจะได้ผ่านการพิจารณา ทำให้ได้ผลประโยชน์ทางการค้าและการเงินของประเทศชาติ แต่ในบางห้วงเวลาดาวพฤหัสบดีโคจรถอยหลัง เกิดอาการวิปริตในรัฐสภา จะมีบางกลุ่มในรัฐสภาร่วมกันลงคะแนนเล่นงานรัฐบาล การออกกฎหมายบางฉบับไม่ถูกใจประชาชน หุ้นตก มีการลดราคาหุ้นของรัฐบาล


6.อิทธิพลของราหู หมายถึง รัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ในปีนี้ได้เกิดสุริยุปราคา 2 ครั้ง จันทรุปราคา 4 ครั้ง จันทรุปราคามีส่วนเกี่ยวโยงกับเรื่องของประชาชนหรือคนหมู่มาก ส่วนสุริยุปราคาจะเกี่ยวโยงกับบุคคลสำคัญ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาล และการเมืองของประเทศ


สุริยุปราคาครั้งที่ 1 ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552 เวลา 14.57 น. เป็นแบบวงแหวน รัศมีคราสพาดในราศีมังกร ยังความก่อกวนให้กับต่างประเทศ และนำความยุ่งยากให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ตลอดจนประชาชน พืชผลและในบางกรณีทำให้เกิดความผันแปรสำคัญทางการเมือง หรือการค้าได้รับผลกระทบกระเทือน ให้ระมัดระวังเรื่องดิน เกิดแผ่นดินไหว การสูญเสียที่ดิน ดินแดนอาณาเขตมีปัญหา โลกธุรกิจถูกก่อกวนหรือถูกกระทบกระเทือน รัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอับโชค มีคะแนนนิยมตกต่ำลง เพราะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และมีการคอรัปชั่นเกิดขึ้น และจะเกิดความยุ่งยากในวงการทหาร กิจการของกองทัพและกระทรวงกลาโหมมีปัญหาถูกโจมตี ทางการทหารมีการเคลื่อนไหว จะมีการขัดขืนต่อต้านหลายครั้ง การเมืองการปกครองผันแปร การบริหารราชการแผ่นดินมีปัญหาเกิดความสับสนระส่ำระสาย เหตุการณ์ทางชายแดนภาคใต้ยังไม่สงบลงง่ายๆ


สุริยุปราคาครั้งที่ 2 ในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2552 เวลา 09.36 น. พาดในราศีกรกฎ ให้ระมัดระวังเรื่อง ประชาชนจะมีความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล มีเรื่องการเมืองระหว่างพรรค ฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายรัฐบาลขัดแย้งกันอย่างรุนแรง คณะพรรคฝ่ายค้านมีกำลังเข้มแข็งขึ้นและกระทำการบางอย่างเพื่อบีบบังคับรัฐบาลให้เปลี่ยนแปลง เช่น การยุบสภา เป็นต้น


ดังนั้น การถูกราหูโคจรมาทับ จะเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้เกิดปัญหาต่อรัฐบาลในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ได้ดีขึ้นตามที่หวัง ส่งผลให้ความศรัทธาในรัฐบาลลดลง จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ การยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในที่สุด

จากใจส่งท้ายปีเก่า

ที่มา ไทยรัฐ

ใจเขาใจเรา ความคิดเห็นที่ขัดแย้ง นำไปสู่ ความแตกแยกของสังคมไทย และวิถีของประชาธิปไตยอันสืบเนื่องมาจาก วิกฤติการเมือง ผมว่าน่าจะบาดใจคนไทยทั้งประเทศมากที่สุด

ไม่ใช่ความขัดแย้งธรรมดาแต่หยั่งรากลึก

แม้จะเยี่ยวยากันอย่างไร บาดแผลที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครั้งนี้หนักหนาสาหัส ผมต้องยกให้วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น เป็น ไฟที่ทำลายประชาธิปไตย อธิปไตยและความเป็นชาติไทยลงอย่างเลือดเย็น

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับไฟที่เผาบ้านเผาเมือง ไม่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลแห่งปี เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นตัวละคร เป็นโคน เป็นม้า เป็นหมาก เป็นขุน

ร่วมกันทำลายชาติ

สถาบัน องค์กร กองทัพ การเมืองและกลุ่มบุคคลที่ออกมาก่อความวุ่นวายหรือให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ โปรดจงจำไว้ว่าด้วยขบวนการที่ผ่านมาได้แบ่งประเทศเป็นเสี่ยงๆแล้ว

เสื้อแดง เสื้อเหลือง

ความศรัทธานั้นสำคัญยิ่ง ถ้าประเทศใดขาดความศรัทธาจากประชาชน ก็จะเป็นประเทศต่อไปไม่ได้และย่อมจะ สิ้นชาติ โดยง่ายดาย

ในรอบปีที่ผ่านมาในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ผมยอมรับว่าเจ็บปวดกับปรากฏการณ์ครั้งต่างๆที่เกิดขึ้นพูดได้เต็มปากว่า บ้านเมืองไม่มีความเป็นธรรม ความชอบธรรมและความยุติธรรม

มีแต่ลับ ลวง พราง

ส่วนตัวแล้วผมไม่เคยมีอคติใดๆกับใครทั้งสิ้น ที่วิพากษ์วิจารณ์ ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรมีเหตุและผลสามารถอธิบายได้ มีปรากฏการณ์ที่พิสูจน์ได้อย่างทนโท่

ภาพมันฟ้อง

บนจุดยืนความเป็นธรรมและเท่าเทียม จึงอยากเห็นมาตรฐาน มากกว่า กระแสพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งหรือนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์ที่จะฟอกดำเป็นขาวหรือขาวเป็นดำได้

ขึ้นอยู่กับประชาชนเสียงส่วนใหญ่เท่านั้น

ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ไม่มีผลทำ ให้ชีวิตผมคนเดียวดีขึ้นหรือแย่ลง แต่จะต้องวัดที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่า

ประชาชนจะต้องมาก่อนจริงๆ

บรรทัดสุดท้ายต้องขอบคุณจดหมายทุกฉบับไม่ว่าจะติหรือชม ขอบคุณ ส.ค.ส. และกำลังใจที่ส่งมาอันจะเป็นกำลังสำคัญให้ผมทำหน้าที่ต่อไปถือโอกาสนี้ส่งท้ายปีเก่า และสวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าด้วยจิตคารวะ.

หมัดเหล็ก

แถลงนโยบาย ข้างเดียว โดยไร้ฝ่ายค้าน

ที่มา ไทยรัฐ

สืบเนื่องจากกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ได้ยกขบวนไปชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ให้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภา จนต้องเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายจากรัฐสภาไปเป็นที่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา และจัดการแถลงนโยบายอย่างทุลักทุเลนั้น

ตำรวจขอร้อง นปช.ให้เปิดทาง

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่ยังคงปักหลักชุมนุม อยู่ที่หน้ารัฐสภาเป็นวันที่สองนั้น ตั้งแต่เวลา 07.00 น. วันที่ 30 ธ.ค. พล.ต.ต.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รอง ผบช.น. พร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่ง ได้เดินทางมาเจรจากับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. เพื่อขอให้เปิดเส้นทางด้านประตูปราสาทเทวริทธิ์ ให้นายกรัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว.เดินทางเข้าอาคารรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย แต่กลับถูกปฏิเสธจากแกนนำ นปช. และยืนยันในจุดเดิมคือ หากจะเข้ามาจะต้องเดินเท้าเข้ามาเท่านั้น ซึ่งรอง ผบช.น. ได้กล่าวกลับว่า หากไม่ยินยอมจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจผลักดันเปิดทางให้นายกฯ ส.ส.และ ส.ว.เข้ามาได้ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้กำลังผลักดันถึง 4 รอบ และเจรจาอีก 3 รอบ แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด แกนนำ นปช.ได้ประกาศอย่างต่อเนื่อง ให้ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิงให้มายืนอยู่แถวหน้าประตูปราสาทเทวริทธิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผลักดันออกมาได้ แต่เจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนจากตำรวจชายเป็นตำรวจหญิงมาประจันหน้าแทน อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมได้ประกาศให้ผู้ชายเข้ามาประจันหน้ากับตำรวจหญิง ซึ่งตำรวจก็ได้เปลี่ยนจากตำรวจหญิงเป็นตำรวจชายเข้าประจันหน้าแทนเช่นกัน

ม็อบขวางไม่ให้เปิดประตูรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักปราศรัยอยู่ด้านนอกประตูอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหล่าแกนนำ นปช. ประกอบด้วยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข ขึ้นปราศรัยอยู่บนรถหกล้อที่ดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัย พร้อมกับประกาศให้ผู้ชุมนุมที่เป็นชายฉกรรจ์มายืนต่อแถวหน้ากระดานด้านประตูปราสาทเทวริทธิ์ โดยหากตำรวจผลักดันออกมาให้ใช้หัวไหล่ดันกลับไป อย่าให้ตำรวจเปิด ประตูออกมาโดยเด็ดขาด และประกาศให้ผู้ชุมนุมโทรศัพท์ เรียกให้ นปช.ที่อยู่บ้านให้มารวมตัวที่รัฐสภาโดยด่วน เพราะไม่แน่ใจในสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันได้มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย 2 คน มานั่งรออยู่ริมฟุตปาทด้านประตูปราสาทเทวริทธิ์ เพื่อเข้าร่วมแถลงนโยบาย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยได้ตั้งด่านปิดกั้นเส้นทางเข้าสู่รัฐสภา อาทิ แยกถนนพิชัยตัดถนนราชวิถี แยกการเรือน รวมทั้งบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเดินทางเข้ามาสมทบ

ย้ายไปประชุมกระทรวงต่างประเทศ

สำหรับความเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 05.45 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางมายังพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ถึงแผนการเดินทางเข้าไปแถลงนโยบายที่รัฐสภา กระทั่งเวลาประมาณ 08.25 น. นายกฯและสมาชิกพรรคบางส่วนได้เดินทางออกจากพรรคประชาธิปัตย์ด้วยรถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 14 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่รัฐสภา แต่ปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนเส้นทางไปยังสโมสรกองทัพบกเก่า ถนนเทเวศร์ ในเวลา 09.30 น. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เข้าหารือ ก่อนออกเดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 09.30 น. เพื่อแถลงนโยบาย โดยมีสารวัตรทหารร่วมนำขบวนมายังกระทรวงการต่างประเทศด้วย สำหรับเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายมาเป็นห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา

ชทพ.ไม่ให้อภิปรายนโยบายรัฐบาล

ส่วนความเคลื่อนไหวของ ส.ส.ของพรรคชาติไทย พัฒนานั้น เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน ส.ส.ของพรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รอง นายกรัฐมนตรี และนายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้มารวมตัวกันที่พรรคชาติไทยเดิม ริมถนน สุโขทัย เพื่อประชุมหารือกับแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา คอยติดตาม และประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ซึ่งที่ประชุม มีมติว่าจะไม่เปิดให้มีการอภิปรายนโยบายใดๆอีก เพราะถือว่ากรอบการร่างนโยบายได้ผ่านการพิจารณามาดีแล้ว จนกระทั่งเวลา 09.00 น. แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาก็ได้รับประสานจากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า จะสามารถแถลงนโยบายได้ในวันที่ 30 ธ.ค.นี้แน่นอน ขณะที่ทางตำรวจได้เตรียมรถตู้จำนวน 2 คัน มารับ ส.ส. และ ครม.ของพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด ออกจากพรรค ชาติไทยมายังกระทรวงการต่างประเทศด้วย

ส.ส.-ส.ว.ลงชื่อเข้าประชุม 10 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า แกนนำ นปช. และ คนเสื้อแดงที่ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ได้ผลัดกันขึ้นเวทีการ อภิปรายโจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ส่วนภายในบริเวณรัฐสภาก็ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรักษา ความปลอดภัยอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดทางให้บรรดาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สมาชิกรัฐสภาบางส่วน และสื่อมวลชน สามารถเดินเข้า-ออกได้ทางประตูเล็กด้านถนนอู่ทองใน โดยต้องแสดงบัตรประจำตัว กระทั่งเวลา 07.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1,000 นาย พยายามผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมที่ขวางประตูปราสาทเทวริทธิ์ เพื่อเปิดเส้นทางให้สมาชิกเข้ามาประชุมหลายครั้ง แต่ ไม่สำเร็จ ต่อมาเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่รัฐสภาได้กดออดเรียกประชุม ปรากฏว่าบนจอโทรทัศน์วงจรปิดของรัฐสภา มีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมเพียง 10 คน จากนั้นมีรายงานข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอขอย้ายสถานที่ประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย ไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา

ส.ว.ยันขอประชุมที่รัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสมาชิกรัฐสภาที่เดินทาง เข้ามายังรัฐสภาประมาณ 10 คน อาทิ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ นายวิเชียร คันฉ่อง ส.ว.ตรัง นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงษ์ ส.ว.มุกดาหาร นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา ส.ว.สรรหา ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา โดยนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้สั่งการ ให้สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดไปรวมตัวกันที่อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมรัฐสภา พร้อมกับให้เซ็นชื่อเข้าร่วมประชุมด้วย

พ.ต.อ.สนธยากล่าวว่า ยืนยันที่จะประชุมที่รัฐสภาเพียงอย่างเดียวหากไปประชุมที่อื่นจะขัดรัฐธรรมนูญ ส่วน ส.ว.คนอื่นจะไปร่วมประชุมที่อื่นเป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่างไร ก็ตาม ตนสามารถเดินเข้าสภาได้อย่างสะดวกสบายม็อบ ไม่ได้ขัดขวางใดๆเลย

รองประธานวุฒิฯขน ส.ว.ร่วมประชุม

ต่อมาเมื่อเวลา 10.15 น. นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา หรือวิปวุฒิ ได้นำ ส.ว.ประมาณ 30 คน ซึ่งมีทั้ง ส.ว.เลือกตั้งและ ส.ว.สรรหาเดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศด้วยรถตู้และรถส่วนตัว โดยนายนิคมให้สัมภาษณ์ว่า ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภายืนยันว่าจะเข้าร่วมประชุมเกิน 70 คนขึ้นไป มั่นใจว่าจะครบองค์ประชุมแม้ฝ่ายค้านจะไม่มาร่วมประชุมก็ตาม ทั้งนี้ กลุ่ม ส.ว.บางส่วนได้รวมตัวกันตั้งแต่เวลา 07.00 น. ที่อาคารสุขประพฤติ ขณะที่ยังมีบางส่วนยังติดค้างอยู่ที่รัฐสภาและจะทยอยเดินทางมาร่วมประชุมด้วย

ใช้ห้องวิเทศสโมสรแถลงนโยบาย

เวลา 10.20 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ขึ้นเวทีประกาศให้ผู้ชุมนุมเตรียมตัว เพราะว่าขณะนี้ทราบว่า นายกฯ จะใช้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นที่แถลงนโยบายของรัฐบาล ไม่ทราบว่านายอภิสิทธิ์รังเกียจรัฐสภาหรืออย่างไร ทางกลุ่ม นปช.จะนำกำลังส่วนหนึ่งไปที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายสุพร อัตถาวงศ์ เป็นแกนนำ นปช.นำขบวนไป นายอภิสิทธิ์จะหนีไปไหนได้ เพราะขณะนี้เรารู้ทะเบียนรถตู้แล้ว จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำกำลังส่วนหนึ่งขึ้นรถปิกอัพจำนวน 3 คัน เพื่อเดินทางไปที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่กลุ่ม นปช.ได้ทราบการเปลี่ยนแปลงสถานที่ ก็ได้มีการกระจายกำลังมายังหน้ากระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา โดยกลุ่ม แรกประมาณ 100 คน เดินทางมาถึงในเวลา 10.30 น. และคงทยอยเดินทางมาสมทบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ส.ส.และ ส.ว.ก็เริ่มทยอยกันมายังห้องประชุมวิเทศสโมสร ชั้นล่าง ซึ่งสามารถจุผู้เข้าประชุมได้ประมาณ 500 คน โดยกระทรวงการต่างประเทศมักใช้ห้องดังกล่าวจัดงานเลี้ยงสำคัญๆ และการประชุมระดับนานาชาติ

เพื่อไทยอ้างเตรียมจัดฉากย้ายที่ประชุม

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 08.00 น.วันเดียวกัน บรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยทยอยเดินทางมาที่พรรค เพื่อหารือถึงท่าทีการเข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยมี ส.ส.เข้าร่วมหารืออย่างคับคั่ง อาทิ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายวิทยา บุรณศิริ นายสามารถ แก้วมีชัย เป็นต้น ต่อมาเวลา 10.00 น. ภายหลังจากที่ได้รับข้อความจากรัฐสภา ขอย้ายสถานที่แถลงนโยบายรัฐบาลไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 11.00 น. ทำให้ ส.ส.เพื่อไทยต่างแสดง ความไม่พอใจกันอย่างมาก พร้อมแถลงข่าวตอบโต้ทันที

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ได้พบกับอดีตประธานวุฒิสภามาร่วมกินข้าวกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย โดยมีการหารือกันว่าจะให้ตำรวจกับฝ่ายรัฐบาล บุกเข้าทลายแนวกั้นของกลุ่มคนเสื้อแดง ให้เกิดการปะทะกัน แล้วจะนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปแจ้งความว่า มีการขัดขวางจนไม่สามารถเข้าประชุมแถลงนโยบายได้ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างให้เกิดความชอบธรรม ขอเลื่อนการแถลงนโยบายออกไป ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ นอกจากนี้ ทราบว่ามี ส.ว.กลุ่มหนึ่งไปลงชื่อเข้าประชุมล่วงหน้า ที่อาคารสุขประพฤติแล้วนำมายื่นต่อที่ประชุม ไม่ได้ลงชื่อที่สภาฯ ถือว่าไม่ถูกต้อง

บอยคอตไม่เข้าร่วมแถลงนโยบาย

นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯ กล่าวว่า ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติไม่เข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล ที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะเป็นการทำผิดข้อบังคับการประชุมของสภาฯข้อที่ 3 ปี 2551 อย่างชัดเจนที่ระบุว่าการย้ายสถานที่ประชุม ต้องมีการยกเว้นข้อบังคับการประชุม โดยจะต้องเรียกประชุมที่สภาฯเพื่อขอยกเว้นการใช้ข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่ง แต่กรณีนี้เป็นการใช้ดุลพินิจส่วนตัวของนายชัยคนเดียว จึงไม่ชอบตามข้อบังคับของสภาฯ ฝ่ายค้านจึงไม่ไปร่วมสังฆกรรม ที่ผ่านมาสมัยที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล เคยขอย้ายสถานที่ประชุมแถลงนโยบายในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ พรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้ว่า การยกเว้นข้อบังคับการประชุมไม่ใช่อำนาจของประธานสภาฯ ต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าสิ่งใดที่อดีตฝ่ายค้านเห็นว่าทำไม่ได้พอเป็นรัฐบาลกลับมาทำเอง หากยังดื้อดึงแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศต่อไปจะเป็นโมฆะ

อัด ชัยดันทุรังเดินหน้าทำผิด

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ข้อบังคับการประชุมสภาระบุชัดเจนว่า การประชุมรัฐสภาต้องทำภายในอาณาบริเวณรัฐสภาเท่านั้นดังนั้น การย้ายสถานที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุม ทำให้มติใดๆออกมาต้องเป็นโมฆะ ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีการประชุมสภานอกอาคารรัฐสภา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เป็นการทำความเสื่อมเสียแก่สภานิติบัญญัติ ที่ผ่านมาประธานรัฐสภาเคยระบุเองว่า หากไปดำเนินการประชุมที่อื่น โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ประธานรัฐสภารู้ว่าทำไปก็ขัดต่อข้อบังคับการประชุมแต่ก็ยังทำ นอกจากนี้ ได้ โทรศัพท์หารือกับผู้ใหญ่ระดับสูงของสภาฯ เพื่อหารือถึงเรื่องการย้ายสถานที่ประชุม ซึ่งผู้ใหญ่คนดังกล่าวเห็นว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะต้องยกเว้นการใช้ข้อบังคับก่อน แต่เมื่อประธานรัฐสภาสั่งมาเช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นการใช้อำนาจบีบบังคับเจ้าหน้าที่รัฐสภา ให้ กระทำการขัดต่อระเบียบข้อบังคับอย่างชัดเจน หลังจากนี้จะมอบให้นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมเอกสารส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

เดินหน้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.10 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้สั่งเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อรับทราบการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยก่อนเปิดประชุม นายชัยได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า มีสมาชิกร่วมลงชื่อแล้วจำนวน 310 คน ถือว่าเกินกึ่งหนึ่ง และได้ชี้แจงถึงการย้ายสถานที่มาประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศว่าถือเป็นเหตุสุดวิสัย จึงต้องขอมติจากที่ประชุมว่า จะอนุญาตให้ย้ายสถานที่หรือไม่ ซึ่งในที่ประชุมไม่มีใครคัดค้าน จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการประชุมทันที โดยนายชัยได้ให้นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เริ่มการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อเวลา 11.30 น.



อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ปีแห่งความเจ็บปวด

ที่มา ไทยรัฐ

วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป จากชั่วโมงเป็นวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี

ในห้วงรอยต่อแห่งกาลเวลาที่เวียนมาบรรจบครบปี ถือเป็นช่วงเหมาะสมที่สุด สำหรับการทบทวนสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบปี

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันสุดท้ายของปี 2551 เหลียวย้อนกลับไปมองปรากฏการณ์ทางการเมืองในรอบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป

สำหรับในปีนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศของเรายังตกอยู่ ในห้วงวิกฤติความแตกแยกเรื้อรัง

เมื่อโฟกัสไปที่ฝ่ายบริหาร หลังจากฉลองเทศกาลปีใหม่ 2551 ผ่านไปประมาณ 3 สัปดาห์ เราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

คือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

และได้รัฐบาลผสม 6 พรรค ที่ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคประชาราช

เปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร มาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเต็มตัว

ท่ามกลางกระแสสังคมที่เรียกร้องความสมานฉันท์ ระหว่างฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับฝ่ายที่สนับสนุน “ทักษิณ”

ในช่วงแรกๆนายสมัครก็มีท่าทีตอบรับด้วยการประกาศจะยังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะรอให้ถึง 3 เดือนสุดท้ายก่อนครบเทอม รัฐบาลถึงจะดำเนินการ

สังคมส่วนใหญ่ให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ต้องการเห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในบ้านเมือง

แต่ปรากฏว่ามีคำสั่งจาก “นายใหญ่” ของพรรคพลังประชาชน ให้เร่งเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายกฯสมัครขัดคำสั่งเจ้าของพรรคตัวจริงไม่ได้

และจากการที่พรรคพลังประชาชนเปิดเกมเร็ว เร่งที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดีให้นายใหญ่ ปลดล็อกบ้านเลขที่ 111 รวมไปถึงปลดล็อกคดียุบพรรค

ขณะเดียวกัน ก็ได้เกิดปัญหากรณีรัฐบาลออกมติ ครม. ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190

จึงทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหวชุมนุม ต่อต้านขับไล่รัฐบาลของนายสมัครที่ถูกมองว่าเป็น “นอมินี” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

มีการใช้ยุทธศาสตร์ดาวกระจายบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานที่ราชการหลายแห่ง และสุดท้ายบุกยึดทำเนียบฯ ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ กดดันให้รัฐบาลลาออก

แต่นายสมัครก็ยืนยัน ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก เพราะต้องการปกป้องประชาธิปไตย

ในขณะที่แกนนำในพรรคพลังประชาชนก็สร้างม็อบเสื้อแดงขึ้นมาต่อต้านม็อบเสื้อเหลือง ปลุกม็อบให้บุกยึดทำเนียบฯคืน จนเกิดเหตุปะทะกัน มีคนตายและบาดเจ็บหลายราย

ทำให้นายสมัครต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมอบให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้ควบคุมดูแลสถานการณ์

แต่ ผบ.ทบ.ก็ไม่ยอมใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม เพราะไม่อยากใช้ความรุนแรงกับประชาชน

และในที่สุด นายสมัครก็ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

เพราะโดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินจัดรายการชิมไปบ่นไปขัดรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรี

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคพลังประชาชนยังครองเสียงข้างมากในสภาฯ “นายใหญ่” จึงส่งน้องเขยที่เป็นคนใต้ แต่ได้เมียเหนือ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี คราวนี้ยิ่งกว่าเป็นนอมินี เพราะถือเป็น “แฟมิลี่” คนในครอบครัวเดียวกัน

และนายสมชายก็ต้องเข้ามาเผชิญวิบากกรรม

หลังจากได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกฯ และตั้ง ครม.แล้ว แต่ก็เข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลไม่ได้ เพราะถูกกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ ยึดต่อเนื่อง

ต้องระเห็จไปตั้งทำเนียบฯชั่วคราวทำงานที่สนามบินดอนเมือง

แถมการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก็เกิดปัญหาม็อบพันธมิตรฯปิดล้อมรัฐสภา ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมจนเกิดเหตุนองเลือด มีคนตายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

กลายเป็นการแถลงนโยบายท่ามกลางกลิ่นแก๊สน้ำตาและคาวเลือด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำของนายสมชายก็ยังไม่ละทิ้งยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดี “นายใหญ่” ตั้งท่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม แต่พยายามลดความเบ็ดเสร็จด้วยการเสนอให้ตั้ง ส.ส.ร.2

แต่ทุกอย่างก็ต้องสะดุด เพราะกลุ่มม็อบพันธมิตรฯขยายการชุมนุมกดดันขับไล่รัฐบาล ด้วยการเคลื่อนพลปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ

แม้นายสมชายประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมอบให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย เป็นหัว หน้าควบคุมดูแลสถานการณ์ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี

ทำให้นายสมชาย ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

ม็อบถอยกลับบ้าน สถานการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลาย

ที่สำคัญ เมื่อนายกฯ 2 คนจากพรรคพลังประชาชน ทำงานแก้ปัญหาวิกฤติประเทศไม่ได้ ในขณะที่สังคมต้องการเห็นความสงบสุขในบ้านเมือง จึงทำให้การเมืองเกิดการพลิกขั้ว

พรรคร่วมรัฐบาลเดิมส่วนใหญ่และกลุ่มเพื่อนเนวิน หันมาหนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย

ในขณะที่พรรคพลังประชาชนเดิมที่ย้ายค่ายมาเป็นพรรคเพื่อไทย ต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อหันมาทางฝ่ายนิติบัญญัติ ปีนี้ก็มีประธานรัฐสภาถึง 2 คน คือ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะโดนคดีใบแดง และนายชัย ชิดชอบ ที่เข้ามารับไม้ต่อ

สำหรับบทบาทของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีเสียงข้างมากเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ภาพที่ปรากฏต่อสังคมในปีนี้

สภาฯไม่ได้เป็นเวทีแก้ปัญหาของประชาชน

แต่กลายเป็นการเติมเชื้อเพิ่มปัญหา โดยเฉพาะการใช้เสียงข้างมากเดินเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมุ่งไปสู่ยุทธศาสตร์ปลดล็อกคดี “นายใหญ่” ปลดพันธนาการบ้านเลขที่ 111 และปลดล็อกคดียุบพรรค

กฎหมายสำคัญต่อการบริหารแก้ไขปัญหาของประเทศ แทบไม่มีออกมาให้เห็น แถมยังเกิดเหตุ ส.ส.เตะถีบกัน ทำภาพพจน์สภาฯเสียหาย

ส่วนวุฒิสภา ที่มีนายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานวุฒิสภา ถือเป็น ส.ว.ชุดลองผิดลองถูกอีกครั้งหนึ่ง เพราะมาจากการเลือกตั้ง 76 คน และมาจากการสรรหา 74 คน

ซึ่งต้องยอมรับว่า ส.ว.ชุดนี้ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเข้มข้น

แม้สะเทินน้ำสะเทินบก แต่ก็ยังมีผลงานให้เห็น อาทิ การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการออกมติ ครม.เห็นชอบให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190

การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.และ กกต.ตรวจสอบการจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายกฯสมัคร จนในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติ ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เมื่อหันมาทางฝ่ายตุลาการ ต้องยอมรับว่า ตลอดทั้งปีมีบทบาทในการทำหน้าที่สูงมาก เพราะมีการตัดสินคดีสำคัญของนักการเมืองหลายคดี อาทิ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินลงโทษจำคุกนายวัฒนา อัศวเหม อดีตประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเวลา 10 ปี ในคดีทุจริตคลองด่าน จนต้องหนีออกนอกประเทศ

ตัดสินลงโทษจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาฯ จนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ เป็นเวลา 5 ปี ในคดีใบแดงทุจริตเลือกตั้ง

วินิจฉัยชี้ขาดการจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายสมัครขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขาดคุณสมบัติต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ

ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นผลให้นายสมชายต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกขั้วทางการเมือง

สำหรับการเมืองนอกสภา ในปีนี้ กลุ่มพันธมิตรฯหรือม็อบเสื้อเหลืองชุมนุมยืดเยื้อยาวนานถึง 193 วัน เพื่อขับไล่ รัฐบาลนายสมัครต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายสมชาย

บุกยึดทำเนียบฯ ยื่นคำขาดให้ลาออก เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ถึงขั้นบุกยึดสนามบินดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายตามมาอย่างรุนแรง จนโลกตะลึง

ขณะเดียวกันก็มีม็อบ นปช.หรือกลุ่มเสื้อแดง ภายใต้ ฉากรายการความจริงวันนี้ ที่ถือเป็นกลุ่มมวลชนตัวแทนของ “ทักษิณ”

ออกมาต่อต้านม็อบเสื้อเหลือง ปะทะกันประปราย ตายเจ็บไปตามๆกัน คนไทยฆ่ากันเอง

เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ม็อบเสื้อเหลืองพักรบชั่วคราว มีการพลิกขั้วการเมือง พรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล ม็อบเสื้อแดงโผล่ล้อมสภาฯทุบรถ ส.ส.ในวันเลือก “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ และเคลื่อนพลปิดล้อมรัฐสภาในวันแถลงนโยบายรัฐบาล จนต้องเลื่อนการแถลงนโยบายจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 ธันวาคม

ปัญหาความแตกแยก เสื้อเหลือง-เสื้อแดง ต้นปียันปลายปี ยังหาที่จบไม่เจอ

เมื่อหันมาทางฝ่ายความมั่นคง กองทัพ-ทหาร สถานการณ์ ในปีนี้แทบไม่น่าเชื่อว่ารัฐธรรมนูญไม่ถูกฉีก ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีการรัฐประหาร

เพราะตลอดทั้งปีมีแต่สถานการณ์ความแตกแยก มีสาเหตุความขัดแย้งในบ้านเมืองรุนแรงหลายเรื่องหลายจุด ทั้งรัฐบาลกับฝ่ายค้าน รัฐบาลกับม็อบ และการเผชิญหน้าระหว่างม็อบเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง

แต่ผู้นำกองทัพก็ทำแค่คำรามเตือนรัฐบาล เสนอให้ลาออก เสนอให้ยุบสภา รัฐบาลก็เฉย แถมทำท่าจะปลด ผบ.เหล่าทัพ จากเหตุที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน 2 รอบ กองทัพกลับเกียร์ว่าง ยืนยันทหารไม่ทำร้ายประชาชน ท่องคาถาอยู่บทเดียว “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง”

และเมื่อมาถึงจุดที่การเมืองมีการพลิกขั้ว ฝ่ายความมั่นคงที่สงบนิ่งก็ยังถูกเพ่งเล็งว่าอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง

ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ปฏิวัติซ่อนรูป”

แต่ผู้นำกองทัพก็ปฏิเสธว่า เมื่อมีนักการเมืองมาขอหารือ ก็เพียงแค่ให้คำปรึกษา โดยบอกให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ได้เป็นการชี้นำอะไรทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ตรงนี้ ถือว่าเป็นพัฒนาการอย่างหนึ่ง เพราะถ้าเป็นสมัยก่อน การเมืองไทยคงหนีไม่พ้นวงจรยึดอำนาจสลับเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในรอบปี 2551 ที่มีแต่ภาพความสูญเสีย ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ภาพพจน์ ความเชื่อมั่น สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ

เราจึงขอบอกว่า ปีนี้คือ

ปีแห่งความเจ็บปวดของประเทศ.

"ทีมข่าวการเมือง"

กกต.แจกเหลือง ไชยยศ ส่งท้าย

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (30 ธ.ค.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องร้องคัดค้านการเลือก ส.ส. โดย กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือใบเหลือง ในเขต 3 จ.อุดรธานี ในส่วนของนายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ในข้อหามีหัวคะแนนให้ทรัพย์สินจูงใจแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นายไชยยศกล่าวว่า รู้สึกงงที่โดนใบเหลือง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยรับทราบมาก่อนว่าถูกกล่าวหา และไม่เคยได้รับแจ้งจาก กกต.เลยสักครั้ง จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นการใส่ร้ายจากคู่แข่งทางการเมือง ที่เห็นพรรคเพื่อแผ่นดินเปลี่ยนขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล ปีนี้จึงถือว่าตนซวยสุดๆเพราะผิดหวังทุกเรื่อง

ทำไมเราช้าไป 1 ก้าว เสียทุกครั้ง ..และจะอีก กี่ครั้ง..วานตอบ

ที่มา thaifreenews

โดย : คุณก็รู้ว่าใคร



จากใจของผมคนเดียว

ต้องยอมรับอีกด้าน บงการและคอนโทรลเกมเก่งมาก หลบหลีกได้ตลอด
วางเกมได้ดุดัน และเฉียบขาด...ชัดเจน ทั้งทหาร ตำรวจ ทั้งอำมาตย์ ทั้งศักดินา..และ...
และต้องยอมรับ ความเก๋าเกมของเรามีคนอย่างท่านวีระคนเดียว..เอาไม่อยู่..
วันนี้คงต้องยอมกันไปแต่วันต่อไป น่าจะมีการเดินเกมที่เป็นปึกแผ่นและดุดันให้ทันฝ่ายตรงข้ามให้มากกว่านี้...
หัวหมู่ทะลวงฟันอย่างณัฐวุติและจตุพร......
เดินหน้าฆ่าลูกเดียว...ยังใจเด็ดไม่พอ...โบราณว่าตีงูต้องให้ตาย มันจะมาแว้งกัดเอา
ยังไม่ทันเกมฝ่ายตรงข้าม
....
ตัวเก๋า ตัวกลั่น คนอื่น ทำไมยังไม่ดาหน้าออกมา...
ช่วยกันวางหมาก วางเกม......
เก็บหมากกล กันไว้ทำไม..หรือ...ไม่มี..
ถ้ามีแล้วจะเอามาใช้ตอนไหน...ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือ
รอให้อีกฝ่ายตบเม็ด ตบโคน ตบม้า ตบเรือ ไปทีละตัว
จนจะหมดกระดานอยู่แล้ว
ทุกครั้งที่ไป มีพลังมากมาย...ล้นหลาม แต่เหมือนขาดผู้นำ...ขาดการวางแผนหลายๆทาง...กว่าจะรุกได้...ตัวแทบหมดกระดาน...เลยขาดตัวรุกซ้ำอีก...

ผมก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ไม่มีอะไรจะชี้แนะ
ผมก็แค่เบี้ยสีแดงประชาธิปไตยตัวนึง...ที่พร้อมจะอยู่ในทุกๆเกม ..ทุกกระดานประชาธิปไตย


ไม่ว่าจะด้วยอะไรวิธีการใด..ทุกสงคราม แพ้เป็นทาสและชนะเป็นเจ้า.เสมอ..
แต่วันนี้ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร....นะมาร์ค เทพประทานที่รัก
การเมืองก็เหมือนกีฬา มีแพ้ มีชนะ....
การเล่นการเมืองต้องเล่นเหมือนกีฬา
ต้องมีน้ำใจนักกีฬาในการเล่นการเมืองด้วย

ทีมรองบ่อนรูปเกมไม่สวย แต่ยิงประตูเอา ยิงประตูเอา
จบเกมส์ชนะ.....

ตอนนี้เราพึ่งใครไม่ได้
พึ่งกรรมการก็ไม่ได้
พึ่งไลน์แมนก็ไม่ได้
กองเชียร์ก็อยากจะลงมาเล่นเกมในสนามจะแย่อยู่แล้ว ลุ้นทีมตัวเองจนเกร็งไปหมด
นักฟุตบอลวิ่งสะเปะสะปะ...
ดีนะเพิ่งหมดครึ่งฤดูกาลแรก...ยังมีให้ลุ้นอีกครึ่งฤดูกาลหลัง
แชมป์จะเป็นของใคร...เดี๋ยวรู้

อย่าแพ้แล้วพาล..สันดานพันธมารจะมาครอบงำ
อย่าล้มกระดาน เกมแพ้ คนไม่แพ้...มันจะไม่จบ ไม่ได้เริ่มเกมกันใหม่ซักที....กระดานวันนี้ ก็ต้องให้เค้า เกมหน้าหวังว่าเราจะนำชัยได้คืนมาสักกระดาน....
ไม่ต้องยิงสวย เอาแค่เข้าประตูก็ เฮ แล้ว..
ขนาดเสธ.ส่งพี่เอ็มเข้าประตู..ยังเฮ เลย..อิอิ

พบกันหลังปีใหม่นะ รัฐบาลเนวิน 1
ลาทีปีเก่า และสวัสดีต้อนรับปีใหม่ กับทุกคนครับ..จากใจ

ผมไปโพสในพันทิพด้วย มีเพื่อนๆตอบได้น่าสนใจ ขอบคุณที่แนะนำและชี้แนะทุกคำตอบ

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7375716/P7375716.html

ที่พอจะยกมาลงต่อท้ายในนี้ได้บางส่วนเป็นตัวอย่างเช่น

เครดิตจากคุณใบโหระพา

คงต้องวิเคราะห์ เช่นที่ อาจารย์ พิชิต เคย เขียน เอาไว้ ... บางส่วน ว่า...

ประชาชนชั้นล่างในเมืองและชนบทมีวิถีชีวิตอยู่ในระดับต่ำสุดของสังคม ไม่มีสัก..ดิ.. สี... ไม่มียศถาบรรดา..สาก..นำหน้าชื่อ ไม่มีปากมีเสียง ตลอดประวัติศาสตร์ จากฐานะ..พร่าย..และ..ทาด..ส...ในระบอบ........................ มาเป็น “ราษฎร” ในยุคหลัง 2475 ถึงปัจจุบัน ถูกปกครองในระบอบอำนาจนิยมที่มีเนื้อในเป็นอำนาจ..รัด..ผูกขาดของกลุ่มจา..รีด..นิยม-ราชการ ซึ่งบางช่วงก็เป็น..พะเด็ดกาน..ทหารเต็มรูป และบางช่วงก็มีเปลือกนอกเป็นระบบเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีสภาและรัฐบาลพลเรือน แต่ปราศจากอำนาจจริง ไม่ว่ายุคสมัยใด ประชาชนชั้นล่างไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้รับดอกผลโดยตรงจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ที่ยกระดับขึ้นบ้างก็เป็นเศษเหลือจากผู้ปกครองและชนชั้นกลางในเมือง.....

เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเรา จึง มีประสบการณ์น้อยมาก ในการ ทวงสิทธิ์คืน ไม่ประสีประสา กับ ข้อกด..หมาย ที่มากด...คอ อย่าง เอาเปรียบ เช่น คนจน ไม่เกน ตะหาน ไม่ได้ รับราชการ ไม่ได้

เวลา จะค่อยๆสั่งสม ประสบการณ์

การแพ้ ของ ประชาชน คือ เสมอ ตัว เพราะ กดเกณท์ที่วางไว้ โดย คมช ทำให้มีประตูแพ้เสียเกินครึ่งแล้ว

ที่ยังกล้าหาญสามารถยืนหยัดและรวมตัวได้เช่นทุกวันนี้ ที่จริง คือ ชนะ เพราะ แม้ สาน อาพิวัด ยัง เอียงให้เห็น ผู้หลักผู้ใหญ่โผล่ออกมาให้เห็นกันจะจะเต็มตา

วันชนะ จะต้องมาถึง แน่นอน

ต้องช่วยกัน เท่าที่จะทำได้ เพื่อ สะสมประสบการณ์

(ขอโทษ ที่สะกดคำผิด เพื่อเลี่ยงการถูกลบ)

และยังน่าจะมีอื่นๆอีก ก็ขอบคุณและสวัสดีปีใหม่อีกครั้ง
อย่าเจ็บ อย่าจน นะครับ
อ้อ ..
ฝากทิ้งท้ายแบบประทับใจของณัฐวุติ

ช่วยกันตะโกนบอกดิน ให้ได้ยินถึงฟ้าไปเลยครับ..เอ้า

นายกรัฐมนตรีโจร

ที่มา Thai E-News





โดย วิสา คัญทัพ