WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 3, 2009

ต้องยกระดับสงครามข่าวสารในแนวรบสากล

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย Bugbunny

อยากจะขออนุญาตเรียนว่าเป็นคนแรก ๆ ที่นำเสนอข้อความภาษาอังกฤษเพื่อทำป้ายในการเดินขบวนไปหน้ารัฐสภา ผมไม่ได้เสนอข้อความป้ายภาษาไทยเลยในแต่ละโพสต์ เพราะประชาชนทำกันเองได้ดีอยู่แล้ว ในวันชุมนุมได้มีการทำป้ายภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ โดยประชาชนเองทั้งชนิดถูกและไม่ถูก Grammar ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะไม่ใช่ภาษาพ่อแม่เรา แต่มันแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของคนไทยได้ดีมาก ที่น่ายินดีก็คือป้ายเหล่านั้นสร้างผลการสื่อสารได้อย่างกว้างขวาง นักข่าวต่างชาติถ่ายป้ายเหล่านั้นเผยแพร่ไปทั่วโลก รวมทั้งหลายป้ายเป็นข้อความที่ผมเขียนเสนอไว้ในเวบไซท์บางแห่งก็ปรากฏออกไปสู่สายตาชาวต่างประเทศด้วยเช่นกัน เป็นสิ่งดีที่เราต่างได้ช่วยกันพัฒนางานสื่อสารสากลให้กับขบวนการประชาชน ทำให้ชาวโลกรับรู้ว่าสงครามครั้งนี้ไม่ใช่สงครามระหว่างทักษิณกับศัตรูเท่านั้น แต่มันได้พัฒนาเป็นสงครามของแนวความคิดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงของคนสองกลุ่ม ที่มองอนาคตประเทศไทยต่อสากลโลกกันไปคนละแนวทาง ผมอยากขอเสนอการเคลื่อนไปข้างหน้าของสงครามการสื่อสารในทางสากลของขบวนการประชาธิปไตยดังต่อไปนี้

ในด้านเนื้อหาความชัดเจนทางสากลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยนั้น สื่อสากลส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจกันชัดเจนแล้วว่า สถานการณ์ในประเทศไทยที่วุ่นวายมาตลอดสองสามปีที่ผ่านมานี้มีสาเหตุมาจากอะไรและใครอยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง ยิ่งฝ่ายอนุรักษ์นิยมเดินเกมผิดพลาดอย่างยิ่งที่แสดงการสนับสนุนออกนอกหน้าต่อปฏิบัติการของพวกผู้ก่อการร้ายพันธมิตร เริ่มจากกรณียึด NBT ยึดทำเนียบ การใช้ความรุนแรงที่หน้ารัฐสภา กรณีงานศพ ไปจนถึงการยึดสนามบิน ฯลฯ ความชัดเจนและการวิพากษ์วิจารณ์เปิดโปงเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม สื่อสากลยังใช้คำว่า Thaksin Follower แทนกลุ่มของเรา แม้จะเป็นความจริงบางส่วน แต่ต้องเข้าใจว่ามันควรพัฒนาไปเป็นคำว่า Majority Thai Democratic Movement หรือแม้แต่ Thai Democratic Group มากกว่าการติดยึดกับบุคคล ที่ผลของมันทำให้ชาวโลกมองเราว่า เป็นกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่สนับสนุนทักษิณเท่านั้น ทำให้ข้อกล่าวหาว่ามีการว่าจ้างตามมาอย่างง่ายดาย กรณี Denis Gray ของ AP ที่ไป Quote คำสัมภาษณ์พวกพันธมิตรในข่าวที่กำลังบอกถึงความยิ่งใหญ่ในการเคลื่อนไหวเดินขบวนของภาคประชาธิปไตยและสาวกคนนั้นก็ถือโอกาสแสดงความเห็นแย้งกับภาคประชาชนและบอกว่าทักษิณว่าจ้างพวกเราเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ผู้เขียนจะต้องการแสดงว่ามีผู้เห็นต่างจากเราเท่านั้น แต่โดยรวมของข้อเขียนให้โทนที่ไม่เป็นบวกต่อภาคประชาธิปไตยนัก จนรู้สึกได้ว่า Denis Gray ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอตทัคคะคนหนึ่งของสื่อสากลในภูมิภาคนี้ น่าจะได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ก็เป็นเพราะฝ่ายเราสัมพันธ์กับนักข่าวชั้นนำน้อยไปจนไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้ว่าวันนี้ขบวนการนี้ไม่ใช่เป็นเพียงขบวนการเรียกร้องเพื่อทักษิณอีกแล้ว แต่เป็นขบวนการเรียกร้องเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ข้อเสนอของผมต่อท่านผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลด้านการสื่อสารของขบวนการก็คือ ต่อไปนี้ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวและแม้แต่การแถลงข่าวของคนเสื้อแดง ต้องมีการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนด้วยระบบ Press Release ภาษาต่างประเทศ มีป้ายแถลงข่าวที่เป็นภาษาต่างประเทศ มี Banner ภาษาต่างประเทศ และทุกครั้งต้องเชิญนักข่าวต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ Press Attache’ หรือผู้ช่วยทูตฝ่ายข่าวสารของสถานทูตประเทศต่าง ๆ ฯลฯ มาร่วมในการแถลงข่าวหรือไม่เช่นนั้นก็ต้องส่ง Press Release ตามไปทุกครั้ง เราต้องมีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อการนี้ เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ แปลถูกต้อง แปลเร็ว หน่วยงานนี้ต้องมีหน้าที่สำคัญอีกอย่างคือการเตรียมข้อความสำหรับทำป้ายภาษาต่างประเทศ สร้างคำขวัญหลักที่ใช้ร่วมกันในการต่อสู้เป็นภาษาต่างประเทศในแบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทุกงาน ฯลฯ ต้องมีการจัดตั้งสำนักงานเผยแพร่ข่าวสารของภาคประชาชนขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่เป็นศูนย์กลางของสื่อมวลชนนานาชาติด้วย เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ สหภาพยุโรป ฯลฯ เป็นสำนักงานที่ต้องประกาศฐานะของตนเป็นอิสระ ไม่เกี่ยวกับทักษิณหรือองค์กรในประเทศ เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือของข่าวสาร มุ่งกระจายข่าวสารการต่อสู้ของภาคประชาชนไทยให้กว้างขวาง ในปัจจุบันการสื่อสารทางอินเตอร์เนทของเรามีต่อคนไทยและผู้ใช้ภาษาไทยที่อยู่ในและต่างประเทศมากกว่าทางสากล ซึ่งความสำเร็จอยู่ในขั้นที่น่าพอใจ แต่การสื่อสารต่อสังคมโลกยังอ่อนด้อยอยู่ เวปไซท์ภาษาต่างประเทศที่สื่อสารข่าวของภาคประชาชนยังไม่แข็งแรงหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ นอกจากเวปไซท์แนวร่วมที่ดำเนินการโดยเอกชนในต่างประเทศและเห็นด้วยกับแนวทางของเราเท่านั้น แต่เขาจะไม่รู้ข่าวสารที่เราต้องการให้โลกรับรู้ เราต้องเคลื่อนไหวเผยแพร่ข่าวสารของเราเองให้กว้างขวางทุกรูปแบบ ฯลฯ

ข้อเสนอเหล่านี้ของผมสามารถปฏิบัติได้ไม่ยากนัก ยังมีอีกหลายวิธีมากกว่านี้ที่สามารถกระทำได้และมีแนวความคิดในการสร้างข่าวทางสากลอีกหลายรูปแบบและเนื้อหา ตัวคุณทักษิณเองนั้นมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถกล่าวถึงบางสิ่งได้อย่างตรงตรงมา แต่สำนักข่าวทำได้ในต่างประเทศ และไม่ได้ใช้งบประมาณอะไรมากเลยเมื่อเทียบกับการจัดการบางเรื่องที่ผ่านมาในการชุมนุมเคลื่อนไหวต่าง ๆ แต่มันช่วยเพิ่มความร้อนแรงและประสิทธิผลของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเราเอง ฝ่ายตรงข้ามของเรามีจุดอ่อนตรงความกังวลต่อภาพพจน์ในระดับนานาชาติ การบีบคั้นของต่างประเทศผนวกกับการเคลื่อนไหวของมวลชนเสื้อแดงในวันนี้ทำให้เขาไม่สามารถทำการยึดอำนาจด้วยกำลังทหารได้ จนต้องหันมาใช้การรัฐประหารด้วยพรรคการเมือง ตุลาการ องค์กรอิสระ มวลชนจัดตั้ง อำนาจนอกระบบ ใช้ทหารข่มขู่ลับ ๆ ฯลฯ แต่ในทางสากลข้อมูลเหล่านี้มีการบอกกล่าวน้อยมาก จนนานาชาติบางแห่งเข้าใจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตามระบอบรัฐสภาที่พวกเขารับได้ ต้องมีการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นอย่างแท้จริง มิฉะนั้น การบิดเบือนเช่นนี้จะทำให้เมืองไทยต้องจมอยู่ภายใต้แอกความหลอกลวงของพวกเผด็จการศักดินาอำมาตย์ไปอีกนานแสนนาน

Thursday, January 1, 2009

พงศ์เทพ ยันไม่เกี๊ยเซี้ยสุเทพนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทย

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 31 ม.ค. - “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” ระบุรัฐบาลควรทำอะไรให้ถูกต้องก่อนที่จะเจรจากับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ยืนยันไม่มีการเกี๊ยเซี้ยนำอดีตนายกรัฐมนตรีกลับไทย

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อยุติปัญหาชาติ ว่าไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี เพียงแต่รัฐบาลต้องย้อนไปดูตัวเองก่อนว่าเข้ามาตามกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะมีการแทรกแซงจากทหาร การแถลงนโยบายเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง การจะไปคุยกับใคร ควรทำตัวเองให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน

“เรื่องนี้ไม่ใช่การเกี๊ยเซี้ยหรือมีการฮั้วกัน และรัฐบาลไม่มีหน้าที่ให้ใครกลับประเทศ ยอมรับว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับประเทศ คงต้องถูกดำเนินคดีและถูกจับในคดีที่ดินรัชดา ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่มั่นใจว่ากระบวนการที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องคดีถูกต้องหรือไม่ จึงไม่ทราบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับเข้าประเทศเมื่อไหร่ และนายสุเทพคงไม่ประสานผ่านผมเพื่อพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ” นายพงศ์เทพ กล่าว

นายพงศ์เทพ ยังยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่เดินทางกลับประเทศไทยอย่างแน่นอน ส่วนการดำเนินคดีการเพิกถอนหนังสือเดินทางและการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน อดีตนายกรัฐมนตรีไม่รู้สึกวิตกกังวล เพราะได้ถือหนังสือเดินทางของประเทศอื่นอยู่ด้วย เพียงขอให้การดำเนินการใด ๆ อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน พร้อมจะยอมรับ

“ยืนยันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีต้องการที่จะเดินการกลับประเทศ เนื่องจากอยู่ที่ไหน ไม่อบอุ่นเหมือนประเทศไทย และต้องการที่จะเข้ามาทำประโยชน์ โดยเฉพาะงานที่ทำอยู่คือมูลนิธิการสร้างอนาคตใหม่ให้สังคมโลกมีความทัดเทียมกันมากขึ้น ซึ่งหลายประเทศต้องการให้เข้าไปช่วยงาน” นายพงศ์เทพ กล่าว

นายพงศ์เทพ ปฏิเสธกระแสข่าวการต่อรองขอกลับเข้าประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อแลกกับการยึดทรัพย์ 760,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากการขายหุ้นได้ทำตามกระบวนการตามกฎหมาย ทุกอย่างจึงไม่มีความจำเป็นต้องต่อรอง และพร้อมที่จะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนจะมีการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ มองว่าสามารถทำได้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะขอเองหรือคนอื่นขอให้ เพราะที่ผ่านมาอดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำงานด้วยความจงรักภักดี และทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ

ส่วนกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศจะกลับมาเล่นการเมืองต่อนั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินอดีตนายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ได้รับทราบผ่านทางสื่อเท่านั้น แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมามีสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศพยายามติดต่อสัมภาษณ์โดยผ่านมายังตนเอง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ตอบรับ เพราะไม่ต้องการทำตัวให้เป็นข่าว และต้องการที่จะเก็บตัวอย่างเงียบ ๆ.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-31 18:48:56

เสื้อแดงหยุดปีใหม่ชั่วคราว เล็งตั้งสถาบันต้าน"รบ.มาร์ค"

ที่มา มติชนออนไลน์


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และอดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะหยุดไว้ก่อน เพื่อเฉลิมฉลองกับเทศกาลปีใหม่ และหลังจากนั้น ประมาณวันที่ 5-6 ม.ค. แกนนำทั้งหมดทั้งจากเวทีความจริงวันนี้และนปช. จะประชุมกันอีกครั้ง เพื่อประกาศท่าที แต่ที่แน่นอนคือคนเสื้อแดงจะไม่สนับสนุนการบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในทุกด้าน เพราะการที่นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธที่จะเดินเข้าสภา ผ่านคนเสื้อแดง แต่ในครั้งที่พันธมิตรฯล้อมสภา กลับเดินมาถ่ายรูปแจกลายเซ็นผ่านคนเสื้อเหลือง แสดงว่านายอภิสิทธิ์ปฏิเสธที่จะเป็นนายกฯของคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงก็จะไม่ยอมรับนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯอยากฝากบอกนายอภิสิทธิ์ว่าขอสวัสดีปีใหม่ และขอให้คิดถึงหลักคำสอนของพุทธศาสนาที่ว่ากฎแห่งกรรมเอาไว้ให้ดี


นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี การต่อต้านของเราจะดำเนินไปในแนวทางอารยะ ไม่ให้เกิดความรุนแรง ไม่เข้าประชิดตัว ไม่ทำร้ายร่างกาย แต่นายอภิสิทธิ์หรือคณะรัฐมนตรี(ครม.) ไปไหนก็อาจจะเจอหัวใจตบ เพื่อแสดงออกของการต่อต้านได้ นอกจากนี้ หลังจากปีใหม่จะเดินสายพบปะพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และตั้งสถาบันคนเสื้อแดง รวมทั้งจะมีโครงสร้างของสถาบันออกมา โดยจะมีข้อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์ยุบสภา การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเองก็จะหยุดทันที

ปชป.เจอ"ดาบนั้นคืนสนอง"เพื่อไทย-เสื้อแดง ย้อนเกร็ดเจ็บแสบ "มาร์ค"ไหวทันเลี่ยงประทะไร้เลือดตกยางออก

ที่มา มติชนออนไลน์

โดย ชฎา ไอยคุปต์

นับตั้งแต่เหตุการณ์ นองเลือด 7 ตุลาคม 2551 เป็นวันที่รัฐบาลนำโดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ตะลุยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตาสลายผู้ชุมนุม เพื่อเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาเข้าแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุม ในครั้งนี้ฝ่ายค้านซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน ที่มีมติไม่เข้าร่วมประชุมเพราะไม่อยากเหยียบผ่านกองเลือด


ในขณะนั้นด้านนอกอาคารรัฐสภาที่ถูกสลายด้วยแก๊สน้ำตาเริ่มกลับมาชุมนุมอีกครั้ง เสื้อเหลืองปิดล้อมประตูรัฐสภาอีกครั้งระดมยิงลูกแก้วเข้ามาภายในทำให้ นายสมชาย ต้องเร่งสปีดแถลงนโยบายให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด


เหตุการณ์นั้นผ่านไปเพียง 84 วัน เหตุการณ์นั้นกลับเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" พลิกจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล มีกำหนดเข้าแถลงนโยบายวันที่ 29-30 ธันวาคม แต่ต้องเจอชะตาเดียวกันกับพรรคพลังประชาชนซึ่งถูกยุบพรรคย้ายเข้าพรรคเพื่อไทย ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ปิดล้อมทางเข้าออกอาคารรัฐสภาเช่นเดียวกับพันธมิตรฯ


ท่ามกลางวิกฤตกลุ่มม็อบที่กดดันและบีบ ยื่นเงื่อนไขนายกฯต้องลาออกหรือยุบสภาที่ทั้ง 2 รัฐบาลเจอเหมือนกันแต่วิธีจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมต่างกัน รัฐบาลสมชาย ใช้วิธีแหวกฝูงชนเข้าประชุมสภา ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เห็นตัวอย่างรัฐบาลสมชาย เปิดทางเข้าสภาไม่เวิร์ก ครั้นจะเดินเท้าเข้าไปตามคำเชิญชวนเสื้อแดงก็หวั่นไม่ปลอดภัย จึงพลิกสถานการณ์หลอกล่อวนเวียนรอบๆม็อบก่อนแวะมาจอดป้ายกระทรวงการต่างประเทศ เรียก ส.ส.และส.ว.เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 330 เสียง ได้ในเวลา 1 ชั่วโมง การย้ายที่ประชุมเป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้านอ้างว่าผิดข้อบังคับ


คำนวณเวลาอภิปรายด่วนจี๋ทั้งคู่ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้เวลาน้อยกว่ารัฐบาลสมชาย ครึ่งชั่วโมง "อภิสิทธิ์" เริ่มต้นอ่านนโยบาย 36 หน้าภายในเวลา 50 นาที รวมกับ 3 ส.ว.ที่ร่วมอภิปราย กินเวลาทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง ท่าทางการแถลงเงยหน้าขึ้นมามองกล้องบ้าง ส่วนอดีตนายกฯสมชาย นั้นก้มหน้าก้มตาอ่านเร่งสปีดพร้อมกระดกน้ำดื่มเพราะน้ำลายแห้งไหลไม่ทันกับการอ่านฉบับไฟแล่บ คอแหบคอแห้ง อ่านข้ามไปหลายย่อหน้า ใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่ง


ระหว่างที่อ่านนโยบายอยู่นั้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้ตีกรอบเข้ามาโอบรอบสถานที่แถลงนโยบายทั้ง 2 แห่ง สมัยรัฐบาลสมชาย เข้าอย่างไรก็ออกอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ปราบจลาจลปะทะกับผู้ชุมนุมอีกรอบ ขบวนรถส.ส.ตั้งแถวรอจังหวะแต่ก็ยังออกไม่ทันทุกคัน บางคนต้องปีนรั้วหนีออกไป ส่วนนายกฯสมชายกับลูกสาวหลบไปนั่งเฮลิคอปเตอร์บินไปลงที่กองทัพไทย


รัฐบาลสมชายคงอยากเห็น ปู่ชัย (ชัย ชิดชอบ) กระโดดกำแพงหนีอีกรอบแต่ก็ต้องแห้ว เพราะรัฐบาลมาร์คออกจากกระทรวงการต่างประเทศโดยไม่ต้องปีนรั้ว เพราะม็อบเสื้อแดงถอยกลับไปในที่สุดตั้งแต่รัฐบาลแถลงเสร็จสิ้น แถมปู่ชัยยังพูดติดตลกให้ส.ส.-ส.ว.ได้ผ่อนคลายก่อนออกมาเผชิญกับม็อบตั้งฉายา "ฮิตาชิ" มอบให้กระทรวงการต่างประเทศว่า "รวดเร็วทันใจ" จัดห้องประชุมทันเวลา


แม้ว่าจะมีการปะทะกันก็มีบ้างก็เป็นเพียงเล็กน้อยที่เจ้าหน้าตำรวจช่วยผลักและดันม็อบเสื้อแดงให้ออกไปเพื่อเปิดประตู นายอภิสิทธิ์ ก็พาคณะรัฐมนตรี ส.ส.ขึ้นรถตู้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกว่า 10 คัน กลับที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์อย่างปลอดภัยและความโล่งใจของทุกฝ่าย และยังโชว์สปริตเอาใจพรรคร่วมให้ออกไปก่อนส่วนรถปชป.ออกเป็นขบวนสุดท้าย


ในปีเดียวมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็มีให้เห็นในปี 51 ตรงกับปี "ชวด" ที่ใครหลายๆคนพลอยชวดไปตามชื่อปี นั่งเก้าอี้ไม่ทันร้อนก็ต้องลุกให้คนอื่นนั่งสับเปลี่ยนกันถึง 4 รอบ


หวังว่าปีหน้าฟ้าใหม่คงไม่เห็นความทุกลักทุเลของฝ่าย "บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ" ถูกหมิ่นเกียรติ-ศักดิ์ศรี ถูกปิดล้อมล้อมจนต้องปีนรั้วปลอมตัวหนีตายอลหม่านทั้งๆที่อายุอานามก็ใกล้และปลดเกษียณไปแล้วเกือบทั้งนั้น

สวัสดีปีใหม่

ที่มา เดลินิวส์

ข้อเขียนชิ้นนี้ตรงกับ วันขึ้นปีใหม่ พอดิบพอดี ตามปกติแล้ว ก็น่าจะพูดและกระทำแต่เรื่องดี ๆ งาม ๆ เพื่อเป็น สิริมงคล แก่ชีวิต เพราะเริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ดูอย่างคนจีนสิ ตรุษจีน เมื่อไหร่ แม้แต่การกวาดบ้าน ยังถูกดุเลย กลัวจะเป็นการกวาดเงินกวาดทอง กวาดความโชคดีไปจากบ้าน

ปีนี้แม้พวกเราจะรู้แก่ใจ ไม่ต้องอาศัยโหรต่องแต่งมาทำนายทายทัก ก็เดาถูกว่าปีวัวปีนี้ แรง กระเพื่อมจากวิกฤติทั้งการเมืองและเศรษฐกิจยังจะรุนแรงต่อเนื่อง ไม่เห็นวี่แววที่จะบรรเทาเบาบางลงไปได้เลย

มีแต่จะหนักหนาสาหัสขึ้นไม่ว่า

ที่จริงคนไทยหวังว่าหลังผ่านการเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2551 ความขัดแย้งทั้งมวลจะยุติลง หวังว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียงส่วนใหญ่ ประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้า แต่ความหวังก็ถูกขยี้ยับเยิน

เพราะกระบวนการนอกรัฐธรรมนูญที่ไม่เคารพฉันทามติของประชาชน

ไม่มากไปหรอก หากจะบอกว่า มีเล่นกันทุกรูปแบบ เป็นเครือข่ายใยแมงมุม ทั้งกองทัพ พรรคการเมือง การใช้กฎหมาย องค์กรอิสระ ที่ลืมไม่ได้กลุ่มพันธมิตรฯ แตกหัก เมื่อยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง จนถึงยุบ 3 พรรคการเมืองเพื่อปูทางล้มรัฐบาลที่มาจากเสียง ส่วนใหญ่

สถาปนารัฐบาลที่ตัวเองต้องการจนสำเร็จ

นี่คือจุดเริ่มของความยุ่งยากสับสนทั้งมวล ตราบใดที่ไม่ใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ยอมรับการตัดสินใจของเสียงส่วนใหญ่ เมื่อนั้นเราจะเผชิญความแตกแยกร้าวฉานไม่สิ้นสุด ทั้งปีนี้และปีต่อ ๆ ไป

แต่จะยังไงก็ช่างเถอะ พักไว้ชั่วคราวก่อน เพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่ อยากนำข้อเขียนของ พระพยอมกัลยาโณ อ่านแล้วโดนใจดี ก็เลยขอฝากให้ได้อ่านกันทั่ว ๆ หน้า

พระพยอมท่านเขียนเรื่อง พระพุทธเจ้า สอนให้เผา

ท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าสอนเรื่องเผาไว้ดีมาก เราควรจะฟัง แล้วนำไปปฏิบัติ พระพุทธเจ้า บอกว่า เมื่อไรที่เราโกรธ เราโมโห เราไม่ได้ดั่งใจ ให้เผาเลย

เผากิเลสในตัวเรา

เอาสติไปเผากิเลส สติมันจะบอกเราว่า กิเลสเป็นของไม่ดี เผาทิ้งไปจากใจเราซะ พอเราเผากิเลส หากไปจากใจเราแล้ว ความโกรธ ความโมโห ความหุนหันพลันแล่น ที่มันเป็นลูกน้องกิเลส มันก็หาย มันก็ตามไปด้วย แต่นี่เวลามันโมโห มันเสือกไปเผาผิดที่

ดันไปเผาสถานที่ราชการ เลยทำให้ผู้คนเดือดร้อน บ้านเมืองเดือดร้อน......มันเผาผิดที่

นั่นสินะ เผาผิดที่ ปีนี้ ยังไงขอแรงพวกเรา ช่วยกันเผากิเลสให้มาก ๆ เลย จะได้ช่วยประคับประคอง ทั้งใจของเราเอง และสถานการณ์บ้านเมืองให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี จากหนักจะได้เป็นเบา

สุดท้ายขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยได้ดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน จงมีแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับทุกสถานการณ์ของชีวิต คิดเงินขอให้ได้เงิน คิดทองขอให้ได้ทอง สุขสดชื่นตลอดปี

ใครเดินทางไปพักผ่อนท่องเที่ยว ก็ขอให้เดินทางไปและกลับโดยสวัสดิภาพทุกท่าน

ท้ายสุดขอสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ.

ดาวประกายพรึก

'เสนาะ' ซัด ปชป.จงใจขัด รธน.

ที่มา ไทยรัฐ

วันที่ 31 ธ.ค. ที่บ้านพักเมืองทองธานี นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลแถลงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศ ว่า การแถลงของ รัฐบาลครั้งนี้เป็นโมฆะ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะตนไม่ได้รับแจ้งจากประธานสภาฯเลยว่าจะมีการย้ายที่แถลงนโยบาย หากเป็นแบบนี้ต่อไปใครก็ทำได้ นึกจะย้ายไปไหนก็ย้าย ไม่จำเป็นต้องบอกใคร การทำแบบนี้มันมากเกินไป แล้วสังคมจะมองอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์เองก็มีผู้ใหญ่ในพรรคเป็นจำนวนมาก ที่เก่งเรื่องกฎหมาย ทั้งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ทำไมยังทำแบบนี้ ทั้งๆที่รู้ว่าขัดต่อระเบียบการประชุม และขัดรัฐธรรมนูญ “ต่อไปผมจะดูซิว่านักกฎหมาย หรือตุลาการจะว่าอย่างไร จะเอากันแบบนี้จริงๆหรือ แบบนี้เท่ากับว่าหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว กฎหมายของประเทศนี้ใช้ไม่ได้ และผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และจะต้องส่งไปทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย และจะได้เห็นกันว่าขื่อแปอยู่ที่ไหน แล้วต่อจากนี้ไปบั้นปลายจะเหลืออะไร เมื่อโจรมาปล้นเอารัฐบาลไป แล้วรู้ทั้งรู้ว่าเป็นโจร แต่ถ้าศาลตัดสินเข้าข้างโจรว่าการปล้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ต่อไปก็ไม่ต้องใช้กฎหมายแล้ว” นายเสนาะกล่าว

จวกแหลกรัฐบาลบ้าไปแล้ว

นายเสนาะกล่าวว่า ก่อนหน้านี้การออกพระกฤษฎีกาเปิดประชุมสภาในวันที่ 29-30 ธ.ค. ก็กำหนดไว้ชัดว่าจะต้องประชุมที่รัฐสภา ในเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ประชุมไม่ได้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ก็เลื่อนประชุมมาเป็นวันที่ 30 ธ.ค. แต่ทำไมนายชัยไม่แจ้งให้สมาชิกคนอื่นให้ทราบว่าจะมีการย้ายที่ ทั้งที่ประธานสภาฯก็รู้ว่าต้องแจ้ง แต่กลับเอารถไปรับเฉพาะคนของตัวเอง และให้ ส.ว.เซ็นชื่อเข้าประชุมตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.

“มันไม่ใช่ว่าการกระทำครั้งนี้จะมากไป แต่มันบ้าไปแล้ว ถูลู่ถูกังเอาประโยชน์ให้ตัวเองทุกอย่าง อย่างนี้บ้านนี้เมืองนี้ก็หมด ไม่มีอะไรเหลือ ตั้งแต่เล่นการเมืองไม่เคยพบเคยเจอ และไม่ใช่ว่าฝ่ายค้านเขาไม่ต้องการไปร่วมประชุม ไม่เหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์ทำเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ในตอนที่รัฐบาลนายสมชาย วงสวัสดิ์ แถลง เพราะตอนนั้นประชาธิปัตย์ตั้งใจไม่ร่วมประชุมเอง” นายเสนาะกล่าว

พท.ส่ง ส.ส.ลงพื้นที่ฟ้องชาวบ้าน

ทางด้านพรรคเพื่อไทย วันเดียวกัน นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ในช่วงปีใหม่ได้ให้ ส.ส.ลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อชี้แจงกรณีรัฐบาลย้ายสถานที่ประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านเข้าร่วม โดยในวันที่ 4 ม.ค. 2552 แกนนำพรรคเพื่อไทย และ ส.ส.จะมาหารือที่พรรค เพื่อเตรียมการเปิดเวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาลนอกสภา ในวันที่ 5 ม.ค. อาจจะเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมด้วย จะแฉเบื้องลึกการจัดตั้งรัฐบาลโดยมิชอบของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่จะขึ้นเวทีจะเป็นทีมอภิปรายชุดเดียวกับที่วางตัวไว้แถลงนโยบายรัฐบาล ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การย้ายสถานที่แถลงนโยบายรัฐบาลไม่ขัดกฎหมายนั้น ทุกคนทราบว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีการบัญญัติไว้ในข้อบังคับ แต่อะไรที่ไม่ได้บัญญัติไว้ ต้องยึดตามธรรมเนียมประเพณีที่เคยปฏิบัติในอดีต ซึ่งไม่ถูกต้องและไม่สง่างาม

อัด “ชวน” ลืมหลักการ ปชต.

นายวิทยากล่าวว่า เท่าที่ทราบการเปลี่ยนสถานที่แถลงนโยบายรัฐบาลไม่ใช่แนวคิดนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา แต่เป็นแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายชัยในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ น่าจะตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง ควรรู้ว่าที่ใดควรใช้เป็นที่ทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ การทำตัวตามเช่นนี้ไม่สง่างาม ทำให้ถูกมองว่าฝ่ายนิติบัญญัติถูกครอบงำโดยฝ่ายบริหาร เข้าใจว่าเป็นพ่อของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่มี ส.ส. ในพรรคร่วมรัฐบาล แต่ไม่ควรไปสมยอมให้สภาเสียเกียรติ เรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาลให้ลองถามอดีตประธานรัฐสภาหลายคน ทั้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายอุทัย พิมพ์ใจชน ว่าถูกต้องหรือไม่ แม้แต่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนหน้านี้ 2 วัน ระบุว่าการย้ายสถานที่ ประชุมสภาเป็นการไม่ควร แต่เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ทำไมไม่ทักท้วง กลับเดินทางไปประชุมที่กระทรวงการต่างประเทศด้วย ก้มหน้าก้มตา ทำไม่รู้ไม่เห็น ลืมอุดมการณ์และแนวคิดในหลักประชาธิปไตยของตัวเองไปแล้ว

โวย “ชัย” เอื้อประโยชน์รัฐบาล

นายวิทยากล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบรายชื่อ 50 ส.ว.ที่ไปลงชื่อเข้าแถลงนโยบายรัฐบาลล่วงหน้านั้น จะต้องตรวจสอบว่า ส.ว.เหล่านี้เข้าประชุมในวันที่ 30 ธ.ค. จริงหรือไม่ เรื่องนี้มีหลายฝ่ายตรวจสอบ ทั้งนี้ในวันดังกล่าว ให้เวลาฝ่ายค้านเตรียมตัวแค่ 1 ชั่วโมง คงไม่มีใครไปร่วมประชุมทัน หากไปทัน ฝ่ายรัฐบาลคงกีดกันไม่ให้ไปร่วมประชุมด้วยอยู่แล้ว หากเข้าไปคงเห็นว่าองค์ประชุมครบจริงหรือไม่ ส่วนการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ขอให้ไปถาม ส.ส.ที่อายุมากๆ เช่น นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นายมณฑล ไกรวัฒนุสสรณ์ ส.ส. สมุทรสาคร ที่ไม่สามารถรับข้อความเองได้ เวลาจะประสานอะไร ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ต้องคำนึงถึงความถูกต้องด้วย ซึ่งในวันที่ 29 ธ.ค. ประธานรัฐสภายังประสานกับตนอยู่ แต่ทำไมวันที่ 30 ธ.ค. กลับไม่มีการประสาน เหมือนจงใจเอื้อประโยชน์ให้รัฐบาล

เสี้ยมแก๊งมนต์เขมรทำเจ๊ง

ด้านนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา สั่งย้ายสถานที่ประชุมจากรัฐสภาไปกระทรวงการต่างประเทศว่า นายชัยมีพฤติกรรม 2 มาตรฐาน เห็นได้จากในวันที่ 7 ต.ค. 2551 ประกาศว่าไม่สามารถย้ายที่ประชุมรัฐสภาได้ แต่เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2551 กลับย้ายที่ประชุมรัฐสภาได้ หรือว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้โบนัสแก๊งมนต์เขมร ขอเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ระวังแก๊งมนต์เขมรจะทำให้เกิด สปก.4-01 รอบ 2 ทำให้รัฐบาลต้องยุบสภา แก๊งนี้อยู่ที่ไหนก็หักหลังเขาไปหมด เคยอยู่กับนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ก็หักหลังมาแล้ว อยู่ พรรคพลังประชาชนก็ทรยศต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จึงอยากให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องระมัดระวังแก๊งนี้เป็นพิเศษ และขอเตือนให้กลุ่มเพื่อนเนวินที่ได้เป็น รมว.คมนาคม และ รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงเกรดเอ มีผลประโยชน์ มหาศาล ขอให้ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ อย่าทำเพื่อตัวเองเด็ดขาด ส่วนพฤติกรรมของกองทัพนั้น ประชาชนในพื้นที่ฝากไปถึงว่าขอให้วางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช่ ตอนม็อบเสื้อเหลืองปิดสนามบินกลับไม่ยอมทำอะไร แต่ พอม็อบเสื้อแดงปิดล้อมกระทรวงการต่างประเทศ ปรากฏว่ากองทัพส่งให้ทหารออกมา

ท้ากลุ่มเนวินวัดศรัทธาคนอีสาน

ขณะที่นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยมีมติมอบ หมายให้นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และคณะทำหนังสือประณามรัฐบาลและนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ที่จัดแถลงนโยบายรัฐบาลที่กระทรวงการต่างประเทศว่า หลังวันปีใหม่คงแล้วเสร็จและเปิดให้ ส.ส.ลงชื่อร่วมกันประณาม โดยเฉพาะนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ที่ลุแก่อำนาจนัดประชุมนอกรัฐสภาโดยทำผิดข้อบังคับการประชุม ทำตัวเป็นลูกไล่รัฐบาล ไม่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนกรณีที่ มี ส.ส.เพื่อไทยเตรียมร่วมลงชื่อถอดถอนนายชัยออกจากตำแหน่งนั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ยังไม่ถึงเวลา หลังจากนี้ไปพรรคเพื่อไทยต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้งซ่อม โดยเฉพาะในภาคอีสาน ที่จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจริงหรือไม่ เป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วนการเลือกตั้งซ่อมในภาคกลางและภาคเหนือนั้น เป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา เชื่อมั่นว่าเราจะได้ ส.ส.ประมาณ 20 ที่นั่งจากเลือกตั้งซ่อม 29 ที่นั่ง

ขู่มีข้อมูลเด็ดฟัน “ชวรัตน์-โสภณ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันทีที่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไป นายไพจิตตอบว่า ขณะนี้มีหลักฐานที่มีน้ำหนักอภิปรายได้ 3 วัน 7 วัน โดยสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทันที ทั้งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทชิโนทัย ที่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ และยังมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลูกชายนายชวรัตน์ ที่มีเรื่องที่ไม่ถูกต้องอยู่เยอะ โดยผู้ที่จะอภิปรายจะขุดมาหมดว่าไปทำอะไรไว้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับนโยบายที่ใช้กำหนดนโยบาย กระทรวงคมนาคม รวมถึงจะอภิปรายนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ที่จะอภิปรายในประเด็นการฉ้อฉล การทุจริต โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเอ็นจีวี 4 พันคัน

จ้องเปิดแผล “เทพเทือก-ประวิตร”

นายไพจิตกล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้จองกฐินนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯดูแลความ มั่นคง และผู้จัดการรัฐบาล ในอดีตเคยถูกอภิปรายเรื่อง สปก.4-01 เราจึงทราบเจตนาที่เข้ามาดูแลสำนักการตำรวจแห่งชาติว่าเป็นอย่างไร และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในประเด็นการจัดการหายุทโธปกรณ์ไม่โปร่งใส พร้อมทั้งอภิปรายในประเด็นสำคัญการได้มาซึ่ง อำนาจของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคนี้มีอุดมการณ์ ต่อสู้เผด็จการ แต่กลับไม่ทำตามอุดมการณ์ เราจึงเตรียมอภิปรายชี้ให้ประชาชนเห็นถึงไม่ชอบธรรม นอกจากนี้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ก็จะถูกอภิปรายไม่ไว้ วางใจด้วย ที่ไม่มีความเหมาะสมโดยไปขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่กลับได้เป็น รมว.ต่างประเทศ

ผ่าดวงเมืองปี'วัวดิน'รัฐบาลมาร์คอายุสั้น-ศก.ทรุด-สังคมเสื่อม

ที่มา ประชาทรรศน์

เปิดดวงเมืองปี'52'วัวดิน'แผลงฤิทธิ์ประเทศวิกฤตหนัก การเมืองเดือด! ฟันธงรัฐบาลอภิสิทธิ์1อยู่ไม่ยืด แตกคอเพราะผลประโยชน์ ขณะที่เศรษฐกิจดิ่งเหว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์-สื่อสาร-เกษตรตกต่ำ ประชาชนตกงานเพียบ

บรรดาโหราจารย์ทั้งหลายให้ฉายาปีฉลู 2552 ว่าเป็นปี'วัวดิน'โดยอาจารย์ธนกร สินเกษม นายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าว่า ดวงเมืองไทยในปี 2552 เป็นปีนักษัตรฉลูหรือปีวัว ซึ่งถือเป็นปีธาตุดินโดยกำเนิดและยังมีธาตุบนเป็นธาตุดินอีกด้วยทำให้เรียกได้ว่าปีนี้เป็นปี "วัวดิน" ซึ่งดินอยู่บนดินจึงทำให้ปีนี้เป็นปีแข็งถ้าทำอะไรไม่ยืดหยุ่นก็จะทำให้พังไปข้างหนึ่งทีเดียว

ทั้งนี้'วัว'ก็ถือว่าเป็นผู้ให้และผู้รับใช้ จึงถือเป็นปีแห่งการแบกรับภาระที่หนักอึ้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วถือว่าดีกว่าปีหนูอยู่มากโดยเฉพาะเรื่องการเมืองจะลดดีกรีความรุนแรงของการชุมนุมประท้วงลงมาบ้างเล็กน้อย โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2552 ถึงวันที่ 21 เม.ย. 2552 ดาวเสาร์ยังโคจรเป็นกาลีสังพันธ์ถึงดาวอาทิตย์ที่กุมลัคนาดวงเมืองอยู่ทำให้การเมืองไทยไม่นิ่ง มีปัญหาวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ดาวเสาร์กาลีจรอยู่ในเรือนปุตตะทำให้คณะรัฐมนตรีมีการเปลี่ยนแปลงในระยะนี้ และเรือนปุตตะยังหมายถึงประชาชน ทำให้ประชาชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามจะออกมาประท้วงชุมนุมกดดันรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในช่วงระยะเวลาดังกล่าวดาวอาทิตย์ที่กุมลัคนาดวงเมืองเป็นกาลีจะทำให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ถึงขนาดมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำได้

อาจารย์ธนกร เปิดเผยอีกว่า เมื่อมาดูดวงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หลังวันเกิด 3 ส.ค. 2552 ดาวอาทิตย์จะเป็นกาลี นายกรัฐมนตรีจะบริหารประเทศอย่างยากลำบากส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวนายกฯไม่เกินวันที่ 3 ส.ค. 2552

ส่วนด้านเศรษฐกิจพบว่ากาลีอยู่เรือนปุตตะจะทำให้มีคนตกงานมากขึ้นโดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนแรกของปี โรงงานอุตสาหกรรมจะปิดตัวมากขึ้น สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ (ดาว 5 ธนาคารถูกดาว 7 กาลีกุม) ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องกระอักเกิดภาวะบ้านขายไม่ออก คนที่ซื้อแล้วผ่อนต่อไม่ได้ น้ำมันจะกลับมามีราคาที่พุ่งสูงขึ้น

นอกจากนี้ดาวเสาร์อันหมายถึงธุรกิจการก่อสร้าง การเกษตร เหล็ก หินอ่อน โรงไม้ โรงเลื่อยจะแย่ลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะผ่าพ้นเดือนพ.ค.2552 จึงจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นคือดาวราหูจรมาเป็นมหาจักรอยู่ในเรือนกัมมะจะทำให้ประเทศไทยสามารถส่งสินค้าไปลุยตลาดจีนได้ สำหรับดาวที่ดีคือดาวพุธเป็นเดช จะทำให้ธุรกิจเหล่านี้ประสบผลสำเร็จ อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโฆษณา เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับฯลฯ ขณะที่ปัญหาสังคมนั้นจะมี ดาวพฤหัสฯถูกดาวเสาร์กาลีกุมจะมีความพยายามในการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ศีลธรรมของคนในสังคมจะเสื่อมโทรมลงไปอีก เด็กไม่เคารพผู้ใหญ่ เด็กริเป็นโจร พระภิกษุจะกระทำสิ่งที่ไม่บังควรหรือพระผู้ใหญ่จากไป ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปี ดาวเสาร์อยู่ในเรือนปุตตะทำให้คนในชาติแตกแยกความสามัคคี หวยบนดินมาแน่นอน เพราะดาวราหูจรเป็นมหาจักรอยู่ในเรือนกัมมะ

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ธนกร ยังได้แนะนำหลักการดำเนินชีวิตในปี'วัวดิน' ว่าในทางโหราศาสตร์จีนแล้วปี 2552 ซึ่งเป็นปีวัวจะชงกับคนที่เกิดปีมะแม ซึ่งคนที่เกิดในปีมะแมจะประสบกับปัญหาต่างๆ มากมายคนที่เกิดปีมะแมจึงควรหาภาคีเข้ามาช่วยด้วยการพกม้าเป็นหยกสีแดง หรือหาดินเผาเป็นรูปม้าสีน้ำตาลมาตั้งไว้บนโต๊ะทำงานก็จะทำให้การงานมีความหนักแน่นมั่นคง แต่ห้ามนำรูปภาพม้าที่กำลังวิ่งมาติดเพราะรูปม้าเคลื่อนไหวจะเกิดความไม่มั่นคง นอกจากนี้ คนเกิดปีมะแมจะต้องเตือนตนเองให้มีสติระมัดระวัง เตรียมพร้อมเพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ควรอดทน สุขุมรอบคอบ ใคร่ครวญให้ดีก่อนจะทำการใดๆ หลีกเลี่ยงการมีปากเสียง ทะเลาะกับผู้อื่น หมั่นทำบุญทำกุศลให้มาก ก็จะแคล้วคลาดไปได้
และห้ามปีนป่ายที่สูงเด็ดขาด เพราะมีเกณฑ์ว่าจะตกลงบาดเจ็บถึงขั้นเลือดตกยางออกได้

ด้าน อาจารย์สิน มีศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์หลายแขนง ทำนายว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่น(ดาวอาทิตย์สหัชชะเป็นศรี) แต่ก็ยังเกิดกระแสการต่อต้านของประชาชนบางกลุ่มอยู่ตลอดเวลา(ดาวอังคารปุตตะ อุตสาหะเกาะดาวเสาร์กาลี) แต่ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2552 การเมืองจะเกิดปัญหามากเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลจะเริ่มแตก แต่ละกลุ่มเริ่มช่วงชิงผลประโยชน์จนต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ดาวอาทิตย์เป็นกาลี)

ขณะเดียวกัน ในช่วง 4 เดือนแรกของปีเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศยังตกต่ำอยู่ การเมืองไทยไม่นิ่งทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขายไม่ออก(ดาวเสาร์เป็นกาลี)คนซื้อบ้านผ่อนส่งจะส่งต่อไปไม่ไหว(กุมภะดาวเสาร์เป็นกาลี) ผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ ราคาน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โรงงานจะปิดตัว คนจะตกงานเพิ่มขึ้น แต่ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย.2552 เป็นต้นไปเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มว่าดีขึ้นประชาชนเริ่มมีทางออก สำหรับธุรกิจที่ดีในปี 2552 คืออุปกรณ์สื่อสาร โฆษณา หนังสือพิมพ์ การขายตรงต่างๆ ประกันชีวิต (ดาวพุธเป็นเดช)
แต่สิ่งที่พึ่งระวังคือ ดาวอังคารอายุตกมรณะเกาะดาวเสาร์เป็นคู่ศัตรู จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย ดังนั้นการเดินทางในช่วงปีใหม่และสงกรานต์จะมีสถิติสูงขึ้นแน่นอน อีกทั้งคนในสังคมต้องระวังโจรผู้ร้าย ซึ่งอาจจะออกอาละวาดมากขึ้น เพราะดาวราหูเป็นอุตสาหะขณะเดียวกันก็จะมีประชาชนบางกลุ่มเริ่มหันหน้าเข้าปฏิบัติธรรมมากขึ้นเพราะดาวพฤหัสเป็นมูละ

ขณะที่อาจารย์เหลี่ยง เจริญสุข หมอดูชื่อดัง ทำนายว่า ใน 4 เดือนแรกของการเข้าบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้จะยังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้างเปรียบเสมือนเจ้าบ้านที่มีการเดินทางไกลมาเมื่อกลับมาถึงบ้านก็อยากจะพักผ่อน แต่หลังจากวันที่ 22 เม.ย.เป็นต้นไปการเมืองจะอยู่ในภาวะ'สั่นคลอน'และอาจจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีในช่วงนี้แน่นอน ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนหลังจากนี้ แต่หลังจากกลางปีเป็นต้นไปธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากชะตาดวงเมืองกรุงเทพฯตกปูมอังคารจะส่งผลทำให้มีชาวต่างชาติเดินทางมาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการเงินมากขึ้น บ้านที่ขายไม่ออกในช่วงปลายปี 2551 ถึงเดือนเม.ย. 2552 จะเริ่มมีสัญญาณด้านบวกนั่นคือจะเริ่มมียอดขายเพิ่มขึ้น ธุรกิจด้านการเกษตรที่เคยตกต่ำจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงกลางปีเป็นต้นไป

สำหรับปัญหาสังคมในปีหน้าจะหนักหนามากขึ้นโดยเฉพาะปัญหาเด็กและเยาวชนเพราะดาวเสาร์ที่เดินมาสถิตในราศรีสิงห์เรือนอาทิตย์เป็นปุตตะของดวงเมือง เยาวชนจะมีความฟุ่มเฟือยมากขึ้น แถมยัง "ว่านอนสอนยาก"มากขึ้น เด็กจะเกิดความขัดแย้งกับพ่อแม่มากขึ้น

ไฟไหม้ซานติก้าผับฉลองปีวัวดุ!!

ที่มา ประชาทรรศน์

เกิดเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับ ย่านเอกมัย รับเคาท์ดาวน์ปีวัวดุ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 212 คน เสียชีวิต 59 คน

เมื่อเวลาประมาณ 00.20 นคืนที่ผ่านมาเกิดเหตุ ไฟไหม้ซานติก้าผับ ย่านเอกมัย ซึ่งมีการจัดงานเคาท์ดาวน์รับวันปีใหม่ โดยเพลิงได้ลุกไหม้แดงฉานท่วมอาคารเดี่ยว 3 ชั้นอย่างรุนแรง ขณะที่ประตูทางออกด้านหน้าแคบ ทำให้การช่วยเหลือผู้ที่อยู่ภายในอาคารเป็นไปด้วยความยากลำบากและนักเที่ยวภายในผับจำนวนมากต่างก็วิ่งมาออกันที่หน้าประตูทางออกจนแน่นพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือจนเกิดการชุลมุน ซึ่งไฟที่ลุกไหม้ภายในผับได้โหมขึ้นอย่างรุนแรงทำให้นักเที่ยวที่ยังหนีออกมาไม่ได้ถูกไฟครอกเสียชีวิตต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่กำลังให้ความช่วยเหลือ

ภายหลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมฉีดน้ำสกัดใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงจึงสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ซึ่งในส่วนนักเที่ยวที่ได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ถูกนำส่งรพ.ใกล้เคียง ประกอบด้วยรพ.กรุงเทพ รพ.กล้วยน้ำไท 2 รพ.รามคำแหง รพ.วิภาราม และ รพ.คามิลเลียน

ภายหลังเกิดเหตุศูนย์นเรนทร ได้สรุปรายงานสถานการณ์โดยเบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 212 คน และเสียชีวิต 59 คน โดยผู้ที่บาดเจ็บที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งหมด 158 คน และมีอาการสาหัส 21 คน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยส่วนใหญ่เกิดอาการสำลักควันและถูกไฟคลอก ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบ โรงพยาบาลคามิลเลียน มีผู้รักษาตัวมากสุดถึง 33 คน ซึ่งใน 33 คน มีผู้เสียชีวิต 2 คน

ทั้งนี้พล.ต.ต.โชคชัย ดีประเสริฐวิทย์ ผบก.น. 5 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากประกายไฟจากผู้ที่มาเที่ยวในผับ ขณะนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งสอบสวนผู้บาดเจ็บซึ่งส่งไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งมีประมาณ 50 คน นอกจากนั้นก็ได้ให้พนักงานสอบสวน สอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อจะหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากอะไร


สำหรับสาเหตุของการเสียชีวิตมาจากการสำลักควัน ไฟคลอกและเหยียบกันเสียชีวิตซึ่งจะส่งศพผู้เสียชีวิตทั้งหมดส่งนิติเวช รพ.จุฬาฯเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป สำหรับญาติที่คิดว่า จะมีศพลูกหลานที่เสียชีวิตในผับ ให้ติดต่อที่ สน.ทองหล่อ และจะประกาศพื้นที่นี้เป็นพื้นที่อันตรายห้ามเข้า สำหรับค่าเสียหายและจะแจ้งข้อหาใครนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ต้องให้พนักงานสอบสวนชี้ชัดก่อน

จากการสอบถามพนักงานเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากเป็นเทศกาลปีใหม่ ทางผับก็ได้จัดให้มีการเคาน์ดาวน์และคืนนี้ก็มีนักเที่ยวกว่า 1,000 คนเข้ามาเที่ยวจนเต็มพื้นที่ กระทั่งใกล้เวลาเที่ยงคืน ก็ได้มีการเคาต์ดาวน์และจุดพลุ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงตะโกนว่าไฟไหม้ เมื่อวิ่งออกไปดูก็เห็นไฟลุกไหม้บนหลังคาอย่างรุนแรงจากนั้นก็มีควันไฟกระจายไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว ทำให้นักเที่ยววิ่งกรูมาที่ประตูทางออกด้านหน้าผับจนเกิดชุลมุน เนื่องจากหากเป็นนักเที่ยวใหม่จะคิดว่ามีทางออกเพียงทางเดียว แต่จะไม่รู้ว่าผับนี้มีทางออก 4 ทางคือด้านหน้า 3 ทางและด้านหลัง 1 ทาง

ขณะที่ พล.ต.อ. จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้ประชาสัมพันธ์ ให้ญาติที่ต้องการติดต่อรายชื่อผู้เสียชีวิต สามารถไปตรวจสอบได้ที่โรงพยาบาลจุฬา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ทราบชื่อผู้เสียชีวิต เพียง 2 ราย เท่านั้น

เมืองไทยกับรัฐบาลผสมพันธุ์

ที่มา ประชาทรรศน์

'สุขุม นวลสกุล' ชี้ 'มาร์ค 1' ต้องเป็น รัฐบาลผสมเท่านั้น ระบุประสบการณ์ที่ผ่านมาการเมืองผสมพันธุ์มีความอ่อนแอ เหตุ มีเรื่องให้เขย่าขวัญและต่อรองตลอดเวลา


ในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยพรรคอื่น จัดว่าเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ก็มีอายุไม่นาน ส่วนที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เกิดจากการผสมพันธุ์จากหลายพรรคหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม"ความมั่นคงของรัฐบาล" มิใช่ว่าจะเป็นรัฐบาลผสมหรือพรรคเดียวเป็นรัฐบาลเท่านั้น เพราะการปฏิวัติรัฐประหาร มักจะมาจาก การคอรัปชั่น เล่นพรรคเล่นพวก สถาบันฯ เบื้องสูงกระทบกระเทือน ปกติการ "ยุบสภา" คือทางออกที่ดี ของระบอบประชาธิปไตย และทั่วโลกก็ยอมรับในจุดนั้น เหตุผลของการยุบสภา ย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า ต้องมาจากความไม่ลงรอยจากสภา หรือ สส. และหากการทำงานของรัฐบาลผสม เป็นไปโดยสุจริต โอกาสที่จะเป็นรัฐบาลผสมครบ 4 ปีก็มีอยู่มาก การเปลี่ยนแปลงสูตรรัฐบาลผสมบ่อยๆ บางทีก็มิใช่เรื่องของความมั่นคงทางการเมือง หากแต่เป็นความจำเป็นในการดำเนินนโยบาย การเป็น"รัฐบาลผสม" นั้น หากสามารถดูแลให้ผ่านเลย 2 ปีไปได้ ก็น่าจะถือว่าสอบผ่านเรื่องความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรดูเป็นแบบอย่าง

รองศาสตราจารย์ สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้แสดงความคิดเห็นกับ รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยนำพาพรรคร่วมรัฐบาลที่กระจัดกระจายมารวมตัวกันในครั้งนี้ หากจะมองว่าเป็นรัฐบาลพันธ์ผสมจะว่าอย่างนั้นก็ได้ “จากประสบการณ์ของ ผมที่ผ่านมาในชีวิตมีโอกาสได้สัมผัสกับรัฐบาลผสม ซึ่งแน่นอนมันก็จะมีความอ่อนแอ เพราะรัฐบาลก็จะมีเรื่องให้คอยเขย่าขวัญอยู่ตลอด เพราะจะมีเรื่องการต่อรองและพึ่งพากันตลอดเวลา”

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวออกมาว่ารัฐบาลของประชาธิปัตย์ได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลนั้นได้แรงสนับสนุนจากพื้นที่สีเขียวและสีเหลืองนั้นตรงนี้ตนไม่อยากวิจารณ์ หากดูกันอย่างผิวเผินซึ่งมันก็ไม่มีอะไรระบุหรือบ่งชี้ชัดว่า คนที่ใส่ชุดทหารออกมาบอกว่าเป็นนอมินีของประชาธิปัตย์ มันไม่ได้ปรากฏชัดเจน และภาพที่แสดงออกมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น ขณะที่ตนมองว่าประชาชนที่ไม่ได้ศึกษาปัญหาการเมืองอย่างลึกซึ้งก็จะไม่เข้าใจถึงกลไกต่างๆของภาพที่ออกมาด้วย

อย่างไรก็ตามในภาวการณ์แบบนี้ ไม่มีทางเลือกอื่น รัฐบาลหลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็ ต้องเป็น"รัฐบาลผสม" เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลผสมเองก็มีข้อดีกว่าข้อเสีย เพราะรัฐบาลผสมมีการประนีประนอมเรื่องผลประโยชน์ ที่ทำให้มีสภาพของรัฐบาลมีเสถียรภาพได้ ความเป็นเผด็จการของการบริหารประเทศแบบ "รัฐบาลพรรคเดียว" ก็จะลดน้อยลง ไม่เหมือนกับที่เคยประสบพบเจอมา เมื่อครั้งรัฐบาลของ "ทักษิณ 2" ที่มีอายุเพียง 1 ปีเศษ ก็เป็นรัฐบาลพรรคเดียวล้วนๆ แถมยังมีช่วง "สูญญากาศทางการเมือง" ที่ นายกรัฐมนตรีไม่ลา ไม่ทำงาน ไปตีกอล์ฟ ไปชอปปิ้ง ให้ประชาชนบาดหัวใจ เป็นเหตุให้ประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ จะออกมากดดันในรูปแบบต่างๆ ดังที่เราเห็น

แม้ว่าในตอนนี้เราคงไม่สามารถเลือกอะไรที่ดีกว่านี้ได้ เพราะ "การเมือง" สามารถพลิกขั้วและเปลี่ยนแปลงได้แค่ชั่วข้ามคืน !! แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนั้น อยู่ที่ว่าการปลี่ยนขั้วจะนำประเทศเดินต่อไปได้หรือไม่ต่างหาก?????

งามหน้า'ซินหัว'จัดอันดับวิกฤตการเมืองพธม.ก่อเหตุอันดับ3ข่าวเด่นรอบโลก

ที่มา ประชาทรรศน์

สำนักข่าวซินหัวของจีนได้จัดอันดับ 10 เหตุการณ์ข่าวเด่นรอบโลกในรอบปี 2008 โดยยกสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงสุดและดิ่งตกจากภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นข่าวดังอันดับ 1 และพิษพายุไซโคลนนาร์กิศถล่มพม่าเป็นข่าวเด่นอันดับ 2 ส่วนวิกฤตการเมืองไทยติดอันดับข่าวเด่นอันดับ 3 ทั้งนี้สำนักข่าวซินหัวให้เหตุผลว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รวมตัวประท้วงให้ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้กลุ่มพันธมิตรฯได้ก่อเหตุยึดทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 26 กรกฎาคม หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาให้ นายสมัคร พ้นจากตำแหน่งในวันที่ 9 กันยายน โดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปแต่ถูกขัดขวางจากกลุ่มพันธมิตรฯเช่นกัน ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯได้ก่อเหตุยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามในวันที่ 2 ธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาให้ยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้นายสมชาย ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในฐานะเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และในวันที่ 15 ธันวาคมประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ส่วน10 ข่าวเด่นรอบโลกที่สำนักข่าวซินหัว ได้จัดอันดับ ได้แก่ อันดับ 1 สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงสุดและดิ่งตกจากภาวะเศรษฐกิจโลก อันดับ 2 พิษพายุไซโคลนนาร์กิสถล่มพม่า ทำให้มีผู้เสียชีวิต 87,500 คน ส่งผลกระทบผลต่อประชากรกว่า 7.35 ล้านคน อันดับ3 เมืองไทยอ่วมจากวิกฤตทางการเมือง อันดับ 4 การเจรจาคาบสมุทรเกาหลีเหนือไม่ราบรื่น อันดับ 5 ปักกิ่งประสบความสำเร็จจัดกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก อันดับ 6 ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและจอร์เจียกลายเป็นสงครามตัวแทนระหว่างรัสเซีย สหรัฐและยุโรป
อันดับ 7 วิกฤตการณ์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อันดับ 8 บารัก โอบามา ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ อันดับ 10 กระบวนการสันติภาพตะวันออกกลางเผชิญภาวะชะงักจากปฎิบัติการโจมตีทางอากาศ