WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 4, 2009

"เพื่อไทย"ล็อกเป้าบอมบ์"มาร์ค"หนีทหารคาเวทีอภิปรายนอกสภาแม้กกต.ยกคำร้อง

ที่มา ประชาทรรศน์

"เพื่อไทย"ไม่ท้อแม้ กกต.ยกคำร้อง"มาร์ค"หนีทหาร พุ่งเป้าบอมบ์คาเวทีอภิปรายนอกสภา จี้จุดจริยธรรมกดดันให้ลาออก พร้อมดักคออย่าอาศัยการตีความเป็นเกราะกำบัง เตือนหากดื้อแพ่งกอดเก้าอี้ ต้องยอมรับคำประณามจากสังคม

วันนี้ (4 ม.ค.) นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกคำร้องเรื่องนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หนีทหารว่า หาก กกต.มีคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่เข้าข่าย แต่นายอภิสิทธิ์เองควรมีวิสัยทัศน์และความสำนึกรับผิดชอบที่ดีกว่านี้ เพราะฉะนั้น เกิดมาเป็นชายมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ไม่หูหนวก ตาบอด ไม่แขนขาขาด ไม่มีความพิกลพิการ ควรรับใช้ชาติเยี่ยงชายอื่นที่มาเกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีกฎหมายเอาผิดได้ นายอภิสิทธิ์เองก็ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าความสง่างามยังมีอยู่หรือไม่ ในเมื่อระเบียบกฎหมายไม่มี ทางพรรคเองก็คงจะไปดำเนินการอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยโดยสามัญสำนึก โดยบุคคลิกของนายอภิสิทธิ์ที่ออกมายืนยัน การันตีนักหนาว่าบริสุทธิ์ใจ ยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม ระบอบประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์เองก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าการหนีทหารนั้นเป็นเพราะสาเหตุใด แล้วจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งตรงนี้นายอภิสิทธิ์เองก็ยังอาศัยการตีความมาเป็นเกราะกำบังตนเองอยู่ จึงอยากถามนายอภิสิทธิ์ว่ามันน่าละอายมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งหากเป็นตนหรือเป็นคนอื่นคงไม่ต้องให้ใครมาตีความอย่างนี้แน่ คงจะมีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว

"ส่วนการที่ กกต.สรุปยกคำร้องจะมีการยื่นเรื่องต่อไปที่ศาลหรือไม่นั้นก็ต้องดูนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ทั้งนี้ ก็ต้องดูเรื่องกฎหมายอาญาและศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะมีช่องทางไหนที่จะดำเนินกระบวนการได้ ถึงจะต้องส่งตีความเพื่อเป็นบรรทัดฐานไว้ เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นนักเรียนนอก เป็นคนไทย และเป็นผู้นำประเทศ มิฉะนั้น จะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อไปของเยาวชนและคนที่จะมาเป็นแนวหลังต่อไป" นายประชา กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงตรงนี้หรือไม่ นายประชา กล่าวว่า เรื่องนี้จะอยู่ในการเปิดอภิปรายนอกสภาในวันพรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เพราะไม่เคยเห็นผู้นำประเทศคนใดมีประวัติการหนีทหาร ซึ่งความจริงแล้วถึงแม้ว่า กกต.จะยกคำร้อง อย่างน้อยนายอภิสิทธิ์ควรจะมีภาพลักษณ์ที่สวยงาม ดีงามและสง่างามที่ดีกว่านี้ จะมาฝืนทนอยู่กับข้อกล่าวหาหนีทหารที่เป็นสีเทาอย่างนี้หรือ ฉะนั้น นายอภิสิทธิ์ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ หากตอบสังคมไม่ได้ เมื่อสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ มากระแหนะกระแหน นายอภิสิทธิ์ก็ต้องยอมรับและทน จะออกมาตอบโต้ประเด็นนี้ไม่ได้ เพราะในเมื่อตัวเองไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาต่อสังคมเรื่องหนีทหารได้ก็ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์

นายประชา กล่าวว่า การที่กกต.ยกคำร้องบอกไม่เข้าข่ายก็ต้องยึดตามนั้น และมีคำวินิจฉัยออกมาแบบนี้ก็ต้องสิ้นสุดตรงนั้น แต่โดยสถานะทางสังคมแล้วไม่สิ้นสุด เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นคนรุ่นใหม่ และพูดมาตลอดว่าเคารพกฎหมาย เคารพจริยธรรม เคยเปรียบคนนั้นคนนี้ว่าไม่สง่างาม ไม่เหมาะสม ขาดจริยธรรม ดังนั้น เมื่อข้อครหาเกิดขึ้นกับนายอภิสิทธิ์ ที่มีความโหยหาอำนาจ อยากได้ลาภยศบรรดาศักดิ์นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งคนที่จะมาส่งเสียงโวยวายเรื่องช่วงชิงอำนาจ ปล้น แย่ง หรือมีข่าวถึงขนาดว่าไปซื้อไปหา ส.ส.เพื่อให้มาสนับสนุนตนเป็นนายกฯ นายอภิสิทธิ์ใช้โอกาสทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเกิดความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม นายอภิสิทธิ์ก็ไม่สนใจ อีกทั้งทุกวันนี้นายอภิสิทธิ์จะเดินไปทางไหนก็มีคนตราหน้าว่าปล้นเขามา ซึ่งก็หนีไม่พ้นคำว่าตระบัดสัตย์เล่ห์กลด้วยเงินต้องมนตร์คาถา

"นายอภิสิทธิ์ต้องใจคอหนักแน่นที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น เพราะการได้มาของตำแหน่งไม่มีความภาคภูมิใจ ได้มาด้วยความไม่สง่างาม ดังนั้น ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารย์เหมือนกับที่เคยวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นไว้" นายประชา กล่าว

โพลล์ชี้ปชช.ไม่เชื่อนายกฯถูกปองร้าย"มาร์ค"ผวารบ.เสียสูญหลังเลือกซ่อม

ที่มา ประชาทรรศน์

'มาร์ค'ไม่สนถูกขู่ฆ่า!ลุยช่วยลูกพรรคหาเสียงยานฝั่งธนฯ ท่ามกลางการอารักขาเต็มพิกัด ยอมรับผลการเลือกตั้งซ่อมกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ด้าน'ศิริโชค'ยืนกรานนายกฯถูกข่มขู่เอาชีวิตจริง แฉมีคนเตรียมสาดน้ำกรด เตือนสื่อระวังเวลาสัมภาษณ์ แต่โพลล์ชี้ประชาชนไม่เชื่อข่าวปองร้ายผู้นำ ฟันธงแค่สร้างข่าว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวมีมือมืดโทรศัพท์ข่มขู่เอาชีวิตนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั้น นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยเจ้าหน้าที่ได้รายงานให้นายอภิสิทธิ์ทราบเป็นระยะ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร อีกทั้งนายกรัฐมนตรีไม่มีศัตรู คาดว่าคงจะเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่สูญเสียผลประโยชน์

นอกจากนี้นายศิริโชค ยังกล่าวอีกด้วยว่า เท่าที่ได้รับรายงาน คือจะมีการสาดน้ำกรดใส่นายกฯ แต่ไม่ทราบว่าจะสาดในระยะใกล้หรือไกล ถ้าสาดในระยะใกล้ก็คงหนัก โดยสื่อมวลชนเองก็ต้องระวังตัวในช่วงที่สัมภาษณ์นายกฯด้วย

ขณะเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,118 คน ถึงกรณีนายกฯถูกปองร้าย พบว่า ร้อยละ 31.97 เห็นว่าข่าวนายกฯ ถูกปองร้าย อาจเป็นการสร้างกระแส สร้างข่าว สร้างสถานการณ์ ร้อยละ19.67 เป็นห่วง-ไม่อยากให้เกิดขึ้น-ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับนายกฯ ร้อยละ 17.21 เห็นว่าเป็นเกมการเมือง-เป็นเรื่องปกติของการเมือง ร้อยละ 15.57 เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ

เมื่อสอบถามประชาชนเชื่อข่าว นายกรัฐมนตรีถูกปองร้ายหรือไม่ ร้อยละ 41.38 ตอบไม่แน่ใจ ร้อยละ 37.24 ไม่เชื่อ เพราะไม่มีเหตุผลต้องปองร้าย, ไม่มีข้อมูล หลักฐานแสดง, อาจเป็นการสร้างกระแส ร้อยละ 21.38 เชื่อ เพราะน่าจะมีมูลความจริง,สถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่ยังมีกลุ่มคนที่ต่อต้านหรือไม่พอใจนายกรัฐมนตรีอยู่

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ย่านฝั่นธนบุรี เพื่อช่วยนายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 10 กรุงเทพฯ ของพรรคฯหาเสียงที่บริเวณสวนธนบุรีรมย์ โดยนายกฯ มีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส พร้อมยิ้มแย้มทักทายกับประชาชนที่มารอให้กำลังใจ จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นรถหาเสียง เพื่อไปพบปะกับประชาชนที่ตลาดใหม่ทุ่งครุ 61 ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 8 ทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างลงพื้นที่หาเสียงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความหมายกับการเมืองระดับชาติ เพราะเสียงของรัฐบาลมาก กว่าฝ่ายค้านอยู่เล็กน้อย โดยการเลือกตั้งซ่อมกว่า 30 เขต มีผลต่อความมั่นคงในการทำงานของรัฐบาล

สับกองทัพอุ้มปชต.จำแลง!ลุยสอบบิ๊กคมช.ผุดบ้านหรูกลางกรุง

ที่มา ประชาทรรศน์


อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จวกกองทัพอีแอบรัฐบาล ปูดปูนบำเหน็จหลังจัดตั้งสำเร็จ จี้ผบ.ทบ.แจง หวั่นกระทบทั้งกองทัพ เหตุเข้าข่ายประชาธิปไตยจำแลง ด้าน ปธ.กมธ.ทหาร ยื่นสอบเอาผิดผู้นำเหล่าทัพส่งซิกการเมือง ฮึ่มเช็กบิล"อดีตผบ.ทบ-บิ๊กคมช."หมกเม็ดสร้างคฤหาสน์หรูย่าน"บางเขน-วิภาวดี"

หลังจากถูกจับตาว่าอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จนมีการตั้งฉายารัฐบาลมาร์ค 1 ว่า รัฐบาลเขียว-เหลือง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสมของกองทัพ ทั้งๆ ที่ควรจะวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

โดยเรื่องนี้ อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ให้ความเห็นว่า กองทัพควรชี้แจงในฐานะที่เป็นสถาบันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องของการแทรกแซงทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของทหารที่เป็นตัวบุคคล เพราะการดำเนินการสิ่งใดก็ตามที่ผ่านมาของพล.อ.อนุพงษ์ ถือว่าเป็นเรื่องของความไม่เหมาะสมและจะส่งผลกระทบต่อสถาบันของกองทัพในอนาคตอย่างแน่นอน

“ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ 3 พรรคการเมือง บุคคลในกองทัพที่เกี่ยวข้องก็ได้รับสิ่งตอบแทนเป็นตำแหน่ง หรือไม่ก็การรับประกันว่าจะไม่โดนปลดจากตำแหน่งก่อนเกษียณ และกองทัพสามารถมีบทบาทในการคุกคามของรัฐบาลอย่างเปิดเผย รวมถึงกรณีที่ผู้จัดการรัฐบาลอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ต้องนำกระเช้าดอกไม้ไปเชิญพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ.ให้มานั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหม ทั้งที่เป็นคนนอกและเกษียณอายุราชการไปแล้ว ทำไมถึงต้องมีอิทธิพล ต่อการจัดตั้งรัฐบาลขนาดนั้น ซึ่งที่ผ่านมาใครต้องการตำแหน่งในรัฐบาลก็จะต้องเป็นฝ่ายวิ่งเต้นกับผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่กรณีนี้คนเป็นถึงผู้จัดตั้งรัฐบาลจะต้องไปเชิญด้วยตัวเอง เพราะอะไรถึงต้องยอมเสียศักดิ์ศรีถ้าไม่ใช่เพราะกองทัพครอบงำการเมือง” อ.คณิน กล่าว

อ.คณิน ยังกล่าวอีกว่า จากนี้ไปอำนาจในการโยกย้ายตำแหน่งทหารประจำปี ในช่วงกลางปีหน้าที่จะมีขึ้น คาดว่าอำนาจจะตกอยู่ในมือของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและ ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นปัญหาในความเป็นเอกภาพในกองทัพ คนที่ไม่เส้นมีสาย คนที่ไม่ใช่พรรคพวกและไม่ใช่แนวทางของ 3-4คนนี้ก็จะต้องประสบปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้าย หรืออาจจะถูกดอง จะเป็นผลกระทบในเรื่องของเอกภาพของกองทัพพอสมควร เพราะเวลานี้คนบางคนได้เอากองทัพไปเล่นการเมือง ทั้งนี้การเมืองมีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลแต่บุคคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแทนของกองทัพนั้นควรจะต้องเป็นวางตัวเป็นกลาง แต่การกระทำที่ผ่านมากองทัพถูกดึงให้เข้าไปเล่นกับการเมือง หากกองทัพเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้านจึงต้องวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบ กองทัพก็จะได้รับผลกระทบ

อ.คณิน กล่าวต่อว่า เชื่อว่าคนในกองทัพ และทหารตัวเล็กๆในกองทัพที่ไม่เห็นด้วยกับผู้นำนั้นมีมาก และถึงแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีวิถีทางที่จะแสดงออกเพราะกฎระเบียบวินัยของทหารค่อนข้างจะเคร่งครัด แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการส่งสัญญาณให้สังคมรับรู้บ้างว่าทหารส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ด้วยกับการกระทำของคนเพียงบางคนที่ทำเพื่อตัวเอง

"พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะผู้นำกองทัพบก ซึ่งถือเป็นกำลังส่วนใหญ่ของกองทัพ จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการชี้แจงตอบข้อสงสัยให้กับประชาชนถึงสิ่งที่ทำไป ไม่ใช่ออกมาแถลงข่าวปฎิเสธไม่รู้เรื่องเหมือนที่ผ่านมา เพราะความจริงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปกปิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมรู้ว่ากองทัพมีบทบาทมากเพียงไร หากเป็นเช่นนี้อนาคตของประเทศคงอับเฉา ประชาธิปไตยคงเป็นประชาธิปไตยหลอกๆ ที่หลอกลวงให้ประชาชนไปเลือกตั้งทำโน่นทำนี้ หลอกว่าเป็นประชาธิปไตยแต่สุดท้ายก็ใช้วิธีเผด็จการ ” อ.คณิน กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าในวันที่ 5 ม.ค.นี้ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯพร้อมคณะทำงานจะเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กรณีที่ผู้นำเหล่าทัพออกมา แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ โดยได้รับคำยืนยันจากเจ้ากรมพระธรรมนูญว่าการกระทำดังกล่าว ขัดต่อระเบียบของกระทรวงกลาโหมที่ห้ามทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง เพื่อให้ รมว.กลาโหม สอบสวนความผิดทางวินัยและอาญาทหาร

พ.ต.ท.สมชาย กล่าวอีกว่า ล่าสุด พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.)ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเสนอจะปรับปรุงกองทัพอากาศรวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เป็นหมายเลขหนึ่งในอาเซียนนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดในการพัฒนาปรับปรุงกองทัพเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่ต้องไม่ใช่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ก่อนที่ ผบ.ทอ.ดำเนินการใดๆควรหันกลับไปดูผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง เพราะตนได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการทหารบางคนซึ่งขาดขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่โดยเฉพาะทหารที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนจะพิจารณามุ่งหวังพัฒนากองทัพเพียงอย่างเดียว

“ผมยังไม่เคยเห็นผู้นำเหล่าทัพคนไหนลงไปค้างในพื้นที่ภาคใต้เลย จึงขอให้ ผบ.เหล่าทัพลงไปดู ไปให้กำลังใจกับทหารในพื้นที่ ไปดูชีวิตความเป็นอยู่ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องแรก” ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯย้ำ

พ.ต.ท.สมชาย กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการสร้างบ้านพักขนาดใหญ่ให้ อดีต ผบ.ทอ.ทั้งในบริเวณย่านบางเขนและวิภาวดีนั้น เรื่องนี้จะนำบรรจุเข้าพิจารณาในคณะกรรมาธิการทหาร พร้อมจะเชิญสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. และสื่อมวลชนลงตรวจสอบพื้นที่จริงว่าบ้านพักดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ทั้งนี้ บ้านพักเหล่านั้นมีทั้งทหารที่เกี่ยวข้องกับ คมช.และไม่เกี่ยวข้อง คมช.รวมทั้งมีนายทหารหลายคนที่เข้าไปมีบ้านพักดังกล่าว และขอเรียกร้อง พล.อ.อ.อิทธพร ได้มีการทบทวนเรื่องนี้ เพราะการที่นำเงินของกองทัพไปใช้โดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากองทัพ คงไม่เหมาะสม และถ้า ผบ.ทอ.รักประชาชนจริง ก็อย่าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และควรจะตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

One Day With Sam, เลือกแซมเบอร์ 10

ที่มา thaifreenews



ภาระกิจ ตามแซมไปหาเสียง ไปดูว่าใน 1 วัน แซมไปหาเสียงอย่างไรบ้าง มีเสียงตอบรับอย่างไร มีอะไรสนุกๆ บ้าง
เริ่มเช้าของวันกันที่ สวนลุมฯ
วันนี้ แซมมากับครอบครัวพร้อมหน้าครบคน เป็นครอบครัวที่น่ารักมากๆ
ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อทักษิณ เราสู้เพื่อประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


จากการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดว่าจะหาทางเจรจากับ ท่านนายกฯทักษิณ เพื่อให้บ้านเมืองสงบและไม่มีการต่อต้านรัฐบาลพรรคประชาธิปปัตย์ ผมฟังดูแล้วให้รู้สึกขัดหูเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสาเหตุหนึ่งคือ นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีอำนาจอะไรที่จะไปเจรจากับทักษิณ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีอำนาจที่จะมีข้อเสนออะไรทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่เหนืออำนาจรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นธรรม หรือเรื่องอื่นๆ เพราะคู่ขัดแย้งหลักคือ “อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ”

ข้อที่สอง และเป็นข้อสำคัญคือ คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อท่านนายกฯทักษิณ แม้ว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะมีประโยชน์ต่อนายกฯทักษิณก็ตาม เพราะเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย ความอยุติธรรมต่างๆ ที่ อดีตนายกฯทักษิณได้รับ ก็จะได้รับการแก้ไข และมีความเป็นธรรมขึ้น คนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ เราต่อสู้เพื่อตัวของพวกเราเอง เราต่อสู้เพื่อประชาชน ที่ถูกรังแก ถูกทรยศ และถูกแย่งชิงอำนาจไปจากพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง



แต่เราเห็นว่า ท่านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คือ “สัญญลักษณ์ประชาธิปไตย” เป็นคนที่มีพลังในการทำให้ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีความเข็มแข็ง และท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจในการต่อสู้

ดังนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และสื่อทั้งหลายพยายามที่จะคิดว่า ท่านายกฯทักษิณ เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้ของคนเสื้อแดง คือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง การตกลงกับนายกฯทักษิณ ที่ไม่ส่งผลต่อประชาธิปไตย ไม่ทำให้อำนาจของปวงชนกลับคือมา ย่อมไม่มีทางนำความสงบกลับคืนมาอย่างแน่นอน ก็เหมือนกับที่คิดว่า คนเสื้อแดงหมดพลังไปแล้ว เพราะกลุ่มนายเนวิน ไม่ได้สนับสนุนแล้ว แล้วเกิดความตกใจว่าวันแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ คนเสื้อแดงมาจากไหนมากมาย ตอนนี้ตั้งใจป้ายความผิดทั้งหมดไปที่ทักษิณ อีกแล้วว่าอยู่เบื้องหลัง

ที่จริงความวุ่นวายทางการเมือง 3 ปีที่ผ่านมานี้ การที่กลุ่มอำมาตยาธิปไตย พยามทำลายทักษิณหลายครั้ง โดยตั้งข้อสมมุติฐานว่า ทักษิณยังไม่วางมือทางการเมือง แล้วทำทุกอย่างเพื่อทำลายทักษิณ แต่ผลของการกระทำมันไม่ได้ตกอยู่กับทักษิณ แต่มันเป็นการทำร้ายประชาชน จนคนจำนวนมากทนไม่ได้และลุกออกมาใส่เสื้อแดงและออกมาต่อสู้ เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา พวกอำมาตย์ทั้งหลายยังไม่สำนึกอีกว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับประชาชน พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับทักษิณแต่อย่างใด พวกเขากำลังต่อสู้กับประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงต่างหาก

เชื่อผมเถอะว่าในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะทำอย่างไรพวกศักดินาอำมาตย์ฯ ก็จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะดำเนินการอะไร ก็ไม่มีทางที่จะบรรลุเป้าหมายไปได้ ประเทศต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่ต้องการคนที่ทรยศต่ออำนาจของประชาชน ประเทศได้ก้าวพ้นการเมืองก่อนยุคปี 2540 ไปแล้ว การที่จะดึงการเมืองกลับไปยุคก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นการถอยหลังนั้นทำไม่ได้อย่างแน่นอน

และหากคิดว่ายิ่งปล่อยเวลานานไป ความนิยมทักษิณอาจลดลง และจะทำให้คนอีสาน และคนเหนือลืมทักษิณ หันไปเลือกพรรคเล็กพรรคน้อยอีกเหมือนที่เคยทำมา 70 ปี ผมว่าเพ้อฝันเกินไป ทักษิณเป็นรัฐบาลกว่า 5 ปี ทำโครงการทุกอย่างเพื่อคนใต้ แต่ผมก็ไม่เห็นคนใต้เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคไทยรักไทยเลย

คนได้ก้าวพ้นการเลือกตัวบุคคลไปเลือกพรรคแล้ว ดังนั้นกลยุทธ์เดิมๆ มันไม่ได้ผลแล้ว คนภาคอีสาน ภาคเหนือต้องการพรรคการเมืองแบบเสรีนิยมโลกาภิวัฒน์ แบบพรรคไทยรักไทย ไม่ได้ต้องการพรรคอนุรักษ์นิยมแบบประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการเศรษฐกิจพอเพียง แต่ต้องการรัฐสวัสดิการแบบทักษิโณมิกส์ ไม่ได้ต้องการถนนหนทางแบบสุพรรณบุรี แต่ต้องการระบบรัฐสวัสดิการที่ช่วยให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์ให้ไม่ได้อย่างแน่นอน

ปล.ผมอ่านข้อเสนอในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในปี 2552 โดย คุณ บก.ลายจุดที่คนเอามาลงในเว็บประชาไท ผมเห็นด้วยทั้งหมด เลยขอเอามาลงเพื่อเผยแพร่ให้ได้อ่านกันนะครับ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน รวมทั้งเคลียร์ยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน เพื่อคนเสื้อแดงจะได้ไม่สับสน


----------------------

ข้อเสนอต่อการต่อสู้คนเสื้อแดง ปี 52 โดยคุณ บก.ลายจุด

ผมมี ความยินดีที่จะมีผู้อ่านแสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงเห็นด้วยและแตกต่าง บนพื้นฐานของเหตุผล และ จุดยืนที่อาจแตกต่างกันในรายละเอียด

1.....สีแดง = ชูธงประชาธิปไตย
ต้อง ทำให้คนคิดถึงสีแดง แล้วคิดถึงประชาธิปไตย ไม่ใช่คิดถึงกลุ่มคนรักทักษิณ ดังนั้น เนื้อหาที่นำเสนอ ต้องเข็มข้น ผูกติดกับประชาธิปไตยเป็นเรื่องแรก ๆ และต้องอยู่ในทุกพื้นที่ของสีแดง

2....จัดวางบทบาททักษิณเป็นแนวร่วม
ให้ เสื้อแดงต่อสู้ไปโดยไม่ต้องพะวงกับทักษิณมากนัก เขาดูแลตัวเองได้ การที่ทักษิณจะร่วมต่อสู้ ขอให้จัดวางทักษิณอยู่ในฐานะของแนวร่วม เฉกเช่นแนวร่วมเสื้อแดงอีกหลาย ๆ คน

3.....ผู้นำการต่อสู้คือ วีระ
ต้อง ยกคุณวีระขึ้นอย่างโดดเด่นที่สุด ด้วยเหตุผลเรื่องวุฒภาวะ หัวใจการต่อสู้ และได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่า เขามีความรับผิดชอบเพียงพอต่อภาระกิจและชีวิตของมวลชน

4.......สถาบันคนเสื้อแดง = องค์กรนำ
ให้จัดวางแกนนำกลุ่มต่าง ๆ เข้าไปเป็นสมาชิกในองค์กรนำแห่งใหม่ ซึ่งเข้าใจว่า อีกหน่อยจะใช้ชื่อ สถาบันคนเสื้อแดงแทน นปช

5.....หยุดแย่งชิงการนำ
พื้นที่ สนามหลวง มีปัญหาบ่อยครั้ง หลายครั้งที่มีเวทีขึ้นพร้อม ๆ กัน จากกลุ่มหลาย ๆ กลุ่ม ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นสมาชิกในแนวร่วมนั้นแหละ คนที่เป็นแกนนำของแต่ละกลุ่ม ต้องยกระดับการเป็นนักต่อสู้ เพื่อไม่ให้มีภาพการแย่งการนำอีกต่อไป ประเภทมี 3 เวที ในสนามหลวงนี่ต้องเลิก

6......หยุดใช้คำหยาบ และ เรื่องส่วนตัวเกินเลย
ประเภท กู ๆ Mung ๆ หลุดออกมาได้บ้าง แต่สัตว์เลื้อยครานนี้ต้องหยุด เรื่องใต้สะดื้ออย่าเอามาเล่น ความแตกต่างทางเพศอย่าเอามาล้อเลียน หากใครเขาว่าเสื้อแดงเป็นม็อบรากหญ้า ก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า รากหญ้าก็มีวุฒิภาวะทางสังคม ศิลปะในการพูดผสมกับการทำการบ้าน ทำงานข้อมูล หยิบจับแง่คิดคม ๆ มาแบ่งปัน เป็นภาระกิจของนักพูดบนเวที

7......การชุมนุมอย่างเปิดเผย
ความจริงแล้วเห็นไม่มากนัก แต่ยังมีบางคน ปิดหน้าปิดตา เหมือนกับการ์ด พธม ไม่รู้จะปิดไปทำไม มันดูไม่ดี

8.....ป้ายยกจากผู้ชุมนุม
อัน นี้ถือเป็นสีสันที่ดี การที่ผู้ชุมนุมจากที่ต่าง ๆ นำป้ายยก เขียนข้อความที่ต้องการสื่อสาร ถือว่าเป็นสีสัน และขยายผลทำให้ Message ถูกส่งตรงจากผู้เข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งไม่มีโอกาสพูดบนเวที ตรงนี้ต้องส่งเสริมกันให้มาก ๆ

9......ขยายฐานมวลชนเสื้อแดง
ให้ เชื่อมโยงคนที่เป็นเสื้อแดงไว้ด้วยกัน เกาะกันให้ได้ อาจเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 3-5 คน จะมีประโยชน์มากกว่า ปล่อยให้สีแดงอยู่กันเป็นปัจเจกคนเดียว เพราะจะได้มีการแบ่งปันข่าวสาร ถกเถียงพูดคุย และคิดอ่านในการทำกิจกรรม

10......อย่าผลักสีขาว เป็นสีเหลือง
เวลา เจอพวกสีขาว หรือ พวกกลาง ๆ อย่าไปด่าเขาเสีย ๆ หาย ๆ หรือไปป้ายเขาว่าเป็นพวกนิยมเหลือง หรือ พวกพันธมิตร แม้แต่เหลืองอ่อน ๆ ก็ต้องพยายามไม่ผลักให้เขาเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องพยายามให้ข้อมูลแบบไม่ยัดเยียด ไม่เร่งรีบ หรือคาดหวังมากนัก ค่อย ๆ ชวนคุยให้เกิดประกายความคิดว่า ประชาธิปไตยดีกว่าสิ่งที่ พธม เสนออย่างไร

11.......อย่าคิดเปลี่ยนสีเหลืองเป็นสีแดง
เป็น เรื่องไม่มีประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้น เพราะในทางกลับกัน เหลืองคนไหนก็เปลี่ยนแดงเป็นเหลืองไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เสื้อแดง ควรมีท่าทีกับสีเหลืองคือ การเคารพในตัวตนเสื้อเหลือง สิ่งเดียวที่ทำให้เสื้อเหลืองเปลี่ยนได้ คือ ตัวของเขาเอง ให้เวลาเป็นข้อพิสูจน์และจงเชื่อมั่นว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ที่สำคัญ เสื้อเหลืองที่คุณพยายามไปเปลี่ยนเขา(ซึ่งยากทีจะสำเร็จ) อาจเป็นคนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนบ้านที่คนเคยคบหากันมาก่อน อย่าให้ความคิดเรื่องการเมือง ทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ที่คุณเคยมีกับเขา โดยเฉพาะคนที่มีผลต่อชีวิตคุณมาก ๆ เช่น คนในครอบครัว จงเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับความหลากหลาย และ แตกต่าง แบบสุด ๆ

12.....ทีวีสีแดง และ วิทยุชุมชน
จง เชื่อมโยงตนเองเข้ากับเครือข่ายการสื่อสารของฝ่ายเสื้อแดง ใครพอมีกำลังก็ติดจานดาวเทียม และแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน ใช้โทรศัพท์ที่สามารถรับฟังวิทยุได้ เมื่อมีเวลา ก็รับฟังทางวิทยุชุมชน และโทรศัพท์ เขียนข้อความไปแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สื่อสีแดง เป็นช่องทาง 2 ทาง และมีแง่มุมของคนเล็กคนน้อยอยู่ในพื้นที่สื่อเหล่านั้น หมดยุคข้อมูลจากบนลงล่างแล้ว

13.....นักรบไซเบอร์
นอกจากช่วยกัน นำข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาทำซ้ำแล้ว จะต้องยกระดับในแง่การเปลี่ยนข้อมูล ให้มีแง่มุมในเชิงหลักการ คือ ต้องชี้ให้ชัดว่า ข้อมูลนั้นอยู่บนพื้นฐานทางหลักการอะไร โดยจะต้องเชื่อมโยงทั้งในประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่หยิบจับข่าวการเมืองที่ผ่านปากนักการเมืองมาคุยกันเท่านั้น นอกจากนั้น จะต้องขยายฐานไปยังเวบอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นเวบการเมือง สอดแทรกแง่มุมข่าวสารให้กว้างขวาง (ขยายฐานการรับรู้ และการทำงานการเมืองในโลกไซเบอร์)

14.....เปลี่ยนมวลชน เป็น ผู้ปฏิบัติงาน
สำหรับ คนที่ไปร่วมเวทีการชุมนุมมาระดับหนึ่งแล้ว จะต้องหาที่ยืนใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ ต้องมองว่า ตนเองสามารถมีส่วนร่วมในการขยายผลได้อย่างไร โดยเริ่มจากการสมัครเป็นสมาชิกสถาบันเสื้อแดงในพื้นที่ของตนเอง และเสนอตัวเป็นแกนนำหรือผู้ปฏิบัติงานในการขยายฐานสมาชิก หรือช่วยยกระดับการศึกษาความเข้าใจทางการเมืองให้กับสมาชิกในพื้นที่ใกล้ บ้านที่คุณเป็นสมาชิกอยู่

15.....จงมุ่งมั่นที่จะชนะ แต่อย่าเร่งรีบที่จะชนะ
รักษา ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ และต้องปรับความคิดในการที่จะชนะในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะจะทำให้การต่อสู้พลาดพลั้งได้ง่าย คิดไปเลย 10 ปี

16....จัดการศึกษาให้นักการเมือง
หาก พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้แทนของคนเสื้อแดง พวกเขาต้องปรากฎตัวและออกมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสื้อแดง และต้องร่วมต่อสู้ ไม่ใช่หดหัว Play Safe ปล่อยให้เสื้อแดงต่อสู้กับแกนนำบางคนเท่านั้น ต้องมีการปรึกษาหารือระหว่างประชาชนกับนักการเมือง ในการวิเคราะห์ปัญหาบ้านเมืองที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางการเมือง แต่ต้องไปถึงเรื่องนโยบาย และ สถานการณ์ทางสังคม ถ้านักการเมืองยังคงทำตัวเป็นคนที่มีอาชีพเป็นนักการเมือง แต่ไม่ได้เป็นผู้แทน(จิตวิญญาณ)ประชาชน ก็อย่าไปเลือกมัน และถ้านักการเมืองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอาแต่เล่นเกมอำนาจและผลประโยชน์ ขอให้คนเสื้อแดงตัดใจ ให้บทเรียนกับนักการเมืองเหล่านี้ พรรคการเมืองต้องจัดเวที เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างต่อเนื่อง เน้นการไปนั่งฟัง อย่าไปเน้นการสั่งสอน หรือ โฆษณาหาเสียงกับชาวบ้าน แล้วนำสิ่งที่ชาวบ้านเสนอปัญหาและแนวทางมาพิจารณาในการออกแบบนโยบายพรรค ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนให้ได้ เลือกเสียที พรรคการเมืองของนายทุน หรือ พรรคของนักการเมือง

17......ศึกษา ค้นคว้า แลกเปลี่ยน
อย่า มัวแต่ตอบกระทู้ด่ากันไปด่ากันมา แต่หาเวลาไปค้นใน wiki ทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์ หรือ ข้อมูลต่าง ๆ ตามเวบไซด์ หรือ หยิบจับหนังสือดี ๆ มาอ่าน หรือเข้าร่วมการประชุมเสวนาทางวิชาการ หรือ จะฟังจาก Clip ที่มีคนเอามาเผยแพร่ก็ได้ จากนั้นนำข้อมูลและแง่มุมมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน

18.....เสนอตัว เป็นอาสาสมัคร
ดู ว่าตนเองมีต้นทุนอะไรบ้าง สามารถช่วยเหลือผู้อื่น หรือ การต่อสู้ในด้านใด เช่น ถ่ายภาพ ออกแบบกราฟฟิค จัดฝึกอบรม งานเขียน กระจายสื่อ ฯลฯ แล้วเชื่อมโยงตนเองเข้าไปกับการเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น


19.......บริหารเวลา
การ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แบ่งปัน และบริหารชีวิตในด้านอื่น ๆ ให้ดี อย่าให้เกิดผลกระทบในระดับวิกฤติ ไม่ใช่เคลื่อนไหวจนบ้านแตก ถูกไล่ออกจากงาน หรือ เรียนหนังสือไม่จบ จงหลอมรวมภารกิจเพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไมใช่ทั้งหมดของชีวิต ยกเว้นแกนนำหรือผู้มีความพร้อมบางคนเท่านั้น อย่าลืมว่า การต่อสู้นั้นยาวนาน ชีวิตต้องดำรงอยู่ หากเกิดปัญหาในมิติอื่น ๆ ของชีวิต ย่อมส่งผลต่อการต่อสู้ด้วยเช่นกัน

20.....จงต่อสู้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน
ขอ นำคำของหมอเหวง มาแบ่งปัน แม้ว่าเราจะต้องต่อสู้อย่างเข็มข้น เกิดอารมณ์เครียด ท้อถอย หรือ โกรธแค้น แต่ต้องขจัดสิ่งเหล่านั้นออกๆไป จงต่อสู้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน ยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์การต่อสู้ที่ทำลายจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ให้กลายเป็นสัตว์ร้าย

(จบ)

------------------------------------

ปชป.ทำอะไรก็ดีไปหมด แต่ถ้าทักษิณทำเรื่องเดียวกัน .. เลว ชั่ว ???

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
4 มกราคม 2552

ความจริง ไม่นึกอยากจะตั้งกระทู้นี้ เพราะเมื่อวาน (เสาร์) จะลองสังเกตดูว่า จะมีจริงหรือไม่ แล้วก็มีจริง

นั่นก็คือ ข่าวที่อภิสิทธิ์ หาเสียงช่วยลูกพรรค ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.

มองเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร แต่ที่น่าสังเกตก็คือ หลายท่านคงจำได้ ตอนที่ทักษิณสมัยเป็นนายก ฯ เขาไปทัวร์นกขมิ้น แล้วตอนเย็น หาเสียงช่วยผู้สมัคร ในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 48

ยุคนั้น ปชป. นำโดยบัญญัติ เป็นหัวหน้าพรรค

บรรดาลูกพรรคประชาธิปัตย์ และนักวิชาการยุคนั้น รวมถึงนักหนังสือพิมพ์บางคน (ซึ่งปัจจุบันลอกคราบหมดแล้ว) ต่างโจมตีว่า นายกฯทักษิณ ใช้ตำแหน่งบังหน้า ในการหาเสียงช่วยลูกพรรค

ผมจำได้ว่า ในราชดำเนิน ก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้อยู่บ้าง ก็มีคนแก้ตัวแทนนายกฯทักษิณว่า เขาไปนอกเวลาราชการ

กกต. ก็ถือว่า ทำได้ ไม่ได้ใช้อำนาจและตำแหน่ง ในการช่วยผู้สมัครหาเสียงแต่อย่างใด

แต่กระนั้น บรรดา "แมงกะจั๊ว" (ฉายาที่สมาชิกราชดำเนิน เคยเรียกคนบางกลุ่ม) ก็ยังโจมตีถึงความ "ไม่เหมาะสม"

มาวันนี้ อภิสิทธิ์ทำบ้าง ซึ่งเท่าที่นั่งดูอยู่ ยังไม่มีการโจมตีกันในประเด็นนี้แต่ประการใด

อาจจะหมายความได้สองอย่างก็คือ
1). เพราะคนทำไม่ใช่ทักษิณ เลยไม่ผิด
2). อภิิสิทธิ์เลียนแบบทักษิณ แม้แต่วิธีการช่วยลูกพรรคหาเสียง

ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นของกระทู้ก็คือ การโจมตีกันอย่างไร้สาระสมัยก่อน ในยุคทักษิณ เป็นการโจมตีของพวกที่สร้างภาพอย่างแท้จริง

ทำให้มองได้ว่า สังคมไทยยุคนี้ เป็นสังคมแห่งการกล่าวหาว่าร้าย แบบอะไรทักษิณก็ชั่วเลวไปหมด ในขณะที่ประชาธิปัตย์และพันธมิตรทำอะไร ก็ดีไปหมด

สิ่งเหล่านี้ กำลังกลายเป็นค่านิยม (หรือเป็นไปเรียบร้อยแล้ว) ที่ว่า ฉันทำผิดได้ แต่ถ้าคนอื่นทำ คนนั้นเลวหมด โดยมีต้นตอมาจากประชาธิปัตย์ และนักวิชาการลอกคราบทั้งหลายหรือไม่

Saturday, January 3, 2009

เพื่อไทยจี้นายกรัฐมนตรี หาตัวคนข่มขู่ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ที่มา MCOT News

สำนักข่าวไทย 3 ม.ค.- “ประชา ประสพดี” เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เร่งหาตัวผู้ข่มขู่จ้องทำร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ มั่นใจรัฐบาลอยู่ไม่นาน หลังประชาชนฟังการอภิปรายนอกสภาของฝ่ายค้านวันที่ 5 มกราคมนี้ วอนรัฐบาลอย่ากีดกันการชุมนุมของคนเสื้อแดงในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีประโคมข่าวมีขบวนการลอบทำร้ายนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้ไม่ทราบว่าเป็นการสร้างภาพหรือไม่ แต่ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีหาตัวผู้ข่มขู่ และจ้องทำร้ายมาดำเนินคดีทางกฏหมายให้ได้ ไม่ใช่ออกมาพูดโดยไม่รับผิดชอบ

ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย จะอภิปรายนอกสภา วันที่ 5 มกราคม ว่า พรรคเพื่อไทยมีเรื่องเด็ดหลายเรื่องที่จะทำให้รัฐบาลกังวล เช่น กรณีเงินบริจาค 200 ล้านบาท ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย จะแฉว่าเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร กรณีการรับตำแหน่งของ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรณีการโอนหุ้นที่ไม่ชอบมาพากลในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการทุจริตที่ดินในพื้นที่ภาคใต้ โดยการอภิปรายมีเอกสารข้อมูลลึกมาก ซึ่งหลายเรื่องข้าราชการได้ส่งข้อมูลมาให้กับฝ่ายค้านจำนวนมาก เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้นานจึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา

นายประชา กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มเสื้อแดง จะเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ที่จะมีขึ้นประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ว่า รัฐบาลไม่ควรกีดกัน เพราะเป็นการแสดงความเห็นโดยสันติ เพื่อประกาศให้นานาชาติทราบว่า รัฐบาลชุดนี้มาโดยไม่ชอบธรรม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-03 15:26:45

นักนิติศาสตร์แห่งปี

ที่มา เดลินิวส์

บ้านเรามี “เนติบริกร” เต็มไปหมด เข้าไปรับใช้อำนาจเผด็จการแบบไม่ลืมหูลืมตาก็มาก บางคนวนเวียนรับใช้การปฏิวัติ รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญมาทั้งชีวิต

ชำนาญในการเขียนบทนิร โทษกรรมเป็นพิเศษ ม.309 ใน รธน. ปิศาจคาบไปป์ คือตัวอย่าง

ถึงขนาดผลิตนวัตกรรมให้การทำผิดได้รับการคุ้มครองทั้งอดีต ปัจจุบัน รวมไปถึงอนาคต สุดยอดมาก

ม.237 ก็ขัดหลักนิติธรรมเห็น ๆ ทำผิดคนเดียว ลงโทษมันทั้งพรรค เมืองไทยเลยมีการยุบพรรคเป็นว่าเล่น ชนิดที่ประเทศประชาธิปไตยในโลกไม่มีใครทำกัน

มีการแช่แข็งนักการเมืองไปแล้วเป็นร้อย ๆ คน ตอนนี้เลยมีแต่ นอมินีของนอมินีเต็มไปหมด

น่าเสียดาย ที่เนติบริกร (ใจใฝ่หาเผด็จการ) กลับได้รับการยกย่อง เชิดชูเป็น ปูชนียบุคคล ทั้งที่ทำลายหลักนิติรัฐอย่างที่สุด ทุกครั้งที่มี การปฏิวัติ รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ

แต่กลุ่มอธิการบดี นักวิชาเกิน บางคนยังถวายหัวรับใช้อำนาจนอก ระบบ ไม่เสื่อมคลาย

เพียงแค่ได้ตำแหน่งทางการเมือง ก็พร้อมขายตัว ขายวิญญาณ หลักนิติศาสตร์ที่สอนกันมาแต่บรรพบุรุษ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ถูกฉีกทิ้งแบบไม่ไยดี !!!


2-3 ปีที่ผ่านมา นักนิติศาสตร์เหล่านี้ ออกมาลอยหน้าลอยตา เสนอความเห็นครอบงำสังคม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ ว่า มันผิด อย่างนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปสอนนักศึกษาได้ไง

แต่ท่ามกลางกระแส “เนติบริกร” ยังมีกลุ่มอาจารย์นิติศาสตร์กลุ่ม เล็ก ๆ นำโดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และพวก 5-6 คน กลับกล้ายืนหยัด ยึดหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

เพียรพยายามเขียนบทความต่าง ๆ เกี่ยวกับคำตัดสินในคดีความ ต่าง ๆ ทั้งกรณี ยุบพรรค การใช้กฎหมายย้อนหลัง การเขียนกฎหมายขึ้นใหม่ เกินกว่าบทบัญญัติเดิม

เช่น กรณี ครม.มีมติเรื่องปราสาทพระวิหารแล้วถูกลงโทษ กฎหมายเขียนว่า ครม.ทำผิด หากเป็นการกระทำที่จะทำให้เสียดินแดน แต่ในคำวินิจฉัยกลับเขียนว่า อาจจะ ทำให้เสียดินแดน

นี่เท่ากับ มีการเขียนกฎหมายขึ้นใหม่

นักนิติศาสตร์กลุ่มนี้ทำให้ประชาชนตื่นตัว แม้ทั้งหมด จะถูกกดดันอย่างหนัก ถูกกล่าวหาเป็นพวกทักษิณ โดยเฉพาะอาจารย์วรเจตน์โดนหนักกว่าเพื่อน ทั้งรับเงิน ทักษิณยกลูกสาวให้

แต่ยังยืนหยัดโต้กระแสเกลียดชัง อคติ อย่างอดทน

เพื่อให้สังคมได้ยึดหลัก นิติธรรม นิติรัฐ เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่ม

ถ้าจะมีการให้คะแนนบุคคลแห่งปี ก็ขอมอบให้ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ พวก แห่งคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผู้เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจเสรีชน ผู้รักความเป็นธรรม

ขอให้กำลังใจ และขอให้อาจารย์ได้ยืนหยัด เป็นเทียนส่องใจ ตลอดไป ขอบคุณ และขอบคุณจริง-จริง.

ดาวประกายพรึก

จวกปล่อยข่าวทำร้ายนายกฯ

ที่มา เดลินิวส์

รอคำตอบจาก “ทักษิณ” นัดเจรจา “เทพเทือก” ไม่ท้อต่อสายผ่านคนใกล้ชิดนายกฯไปแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้า เชื่อเป็นแนวทางสยบทุกปัญหา “บัญญัติ” เป็นห่วงปี 52 การเมืองกระเพื่อม ชู 5 แนวทางให้รัฐบาลใช้ฝ่าวิกฤติ เน้น “ห้ามโกง” เป็นสิ่งสำคัญ “จตุพร” จวกนายกฯปูดข่าวลอบทำร้ายหวังสร้างราคา “สุชาติ” สับนายกฯกลัวเงาตัวเอง จี้ให้ระวังคนในพรรคร่วมรัฐบาลจะดีกว่า เผยเตรียมขุนพลพร้อมชำแหละนโยบายรัฐบาลนอกสภา 5 ม.ค. อภิปรายในโรงแรม “พงศ์เทพ” เหน็บภาวะผู้นำของนายกฯถูกครอบงำ ปชป.สวนกลับต้องให้เวลาโชว์ผลงาน หลายฝ่ายห่วงหลังเลือกตั้งซ่อมรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ “อภิสิทธิ์” ชาร์จแบตจริงทำงานส่งเช็คเบอร์โทรข่มขู่

เมื่อวันที่ 2 ม.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการติดต่อเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและแกนนำกลุ่มเสื้อแดงว่า ได้ติดต่อผ่านคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่จะพยายามเรื่อย ๆ ทั้งนี้ตนไม่ได้ติดต่อผ่านทางนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวพ.ต.ท.ทักษิณ และไม่ได้กำหนดกรอบการนัดเจรจาว่าต้องจบภายในเวลาใด แต่จะทำให้ดีที่สุดเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ส่วนข้อเสนอจากแกนนำ นปช.เรื่องให้นายกฯยุบสภา ก็เป็นแนวคิดที่ต้องพูดคุยกันต่อไป

ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถาน การณ์การเมืองในปี 2552 ว่า ยังคงวุ่นวายไม่ราบรื่น ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเสียงสนับสนุนรัฐบาลที่ยังปริ่ม ๆ แต่ความชัดเจนคงเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 11 ม.ค. ว่าเสียงจะเพิ่มขึ้นที่ข้างไหนอย่างไร หากตัวเลขหมิ่นเหม่เชื่อว่าคงมีการล็อบบี้กันเกิดขึ้นอีกครั้ง ความชุลมุนวุ่นวาย การงัดเกมต่าง ๆ มาเล่นคงไม่ลดราวาศอกกัน รวมถึงคงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อว่าแรงหนุนจากภาคธุรกิจ ที่อยากออกจากวิกฤติ และความเบื่อหน่ายของ ประชาชน คงเป็นกำลังใจให้รัฐบาลได้บ้าง

นายบัญญัติ ยังกล่าวว่า กรอบ 9 ข้อที่ ครม. มีมติร่วมกันออกมา นายกฯจำเป็นต้องทำให้ได้ รัฐบาลชุดนี้มีข้อได้เปรียบที่สามารถนำเอาบทเรียนที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวของรัฐบาลก่อนมาใช้ประโยชน์ได้ และรัฐบาลจะอยู่ต่อไปได้ คือ ต้องไม่ทำใน 5 ข้อนี้ คือ 1.ไม่แบ่งแยกประชาชน 2.ไม่พูดจาท้าทายประชาชน 3.ไม่เลือกปฏิบัติ ในวงราชการ 4.ต้องไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในตอนแถลงนโยบาย และข้อ 5.ถือว่าสำคัญที่สุด เพราะทำให้รัฐบาลที่ผ่านมาล้มคว่ำ คือ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญจะทำให้การเมืองปี 52 ร้อนมากขึ้นหรือไม่อยู่ตรงนี้

นายปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก่อนรับตำแหน่งรองเลขาธิการนายกฯว่า รัฐบาลชุดนี้มีความคาดหวังเหมือนกับรัฐบาลชุดอื่น ๆ ที่จะอยู่ให้ครบวาระ แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจและการเมือง ส่วนตัวเชื่อว่าอายุรัฐบาลอภิสิทธิ์ น่าจะอยู่ยาวพอสมควรแต่บอก ไม่ได้ว่ายาวแค่ไหน เพราะประชาชนเริ่มเห็นแล้ว ว่าถ้าเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งเสถียรภาพทางการเมืองไม่ค่อยมี จะส่งผลกระทบกับประเทศ ถ้าปีแรกรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้หลายเรื่อง อาทิ แก้ปัญหาความแตกแยก ตัวเลขทางเศรษฐกิจได้ ก็จะเป็นบทพิสูจน์ในการทำงาน

ต่อข้อถามว่า มองบทบาทการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ฝ่ายค้านปัจจุบันปรับตัวได้เร็วเหนือความ คาดหมาย ที่ผ่านมาจะเห็นว่าพร้อมเตรียมอภิปรายแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลมานานติดต่อกันหลายปี เพราะมีข้อมูลอยู่ในมือค่อนข้างมากชำนาญเกี่ยวกับระบบเพียงแต่ว่าอาจต้องใช้เวลาบริหารจัดการ ระบบร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน และหาตัวผู้นำฝ่าย ค้านที่สร้างความเป็นเอกภาพ การเลือกตั้งซ่อมจะมีส.ส.เข้ามาใหม่อีกหลายคน อาจทำให้เสียงในสภาห่างกันไม่มากน่าจะมีผลต่อเสถียรภาพพอสมควร

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของกองทัพอากาศต่อสถาน การณ์การเมืองไทยในปี 2552 ว่า การที่มีรัฐบาลเป็นพรรคร่วมก็ค่อนข้างจะมีประเด็นต่าง ๆ ที่ อาจจะมีอุปสรรคบ้าง แต่เราก็ให้กำลังใจอยาก จะเห็นว่าการบริหารงานของนักการเมือง พรรค การเมือง มาร่วมกันจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคค่อนข้างมาก ดังนั้นเราหวังว่ารัฐบาลที่จะบริหารประเทศต่อไปน่าจะนำบทเรียนดังกล่าวมาปฏิบัติ ส่วนทหารก็คงจะอยู่บทบาทเดิมคือปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคง หากได้รับการร้องขอก็เข้าไปช่วยเหลือในฐานะเจ้าพนักงาน แต่โดยปกติเราก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ประเมินเสถียรภาพของรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ว่า ขณะนี้รัฐบาลเปรียบเสมือนเด็กที่กำลังตั้งไข่ ดังนั้นการที่จะทำอะไรก็ต้องมีความระมัดระวัง และคิดว่ารัฐบาลจะต้องเจอศึกหนักยิ่งในปีนี้ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นประเด็นหลักในการทำงาน แต่เรื่องการเมืองก็ยังมีอยู่ทั้งนี้รัฐบาลผสมไม่ใช่จะราบเรียบทุกอย่างเหมือนกระแสคลื่นใต้น้ำ รัฐบาลจะอยู่นานหรือไม่ต้องดูจาก 3 เดือนแรก ในการเลือกตั้งซ่อมวันที่ 11 ม.ค. ที่จะมาถึง หากไปเพิ่มจำนวนส.ส.ให้กับพรรคฝ่ายค้านโอกาสที่จะมีเสียงข้างมากในสภาก็สุ่มเสี่ยงมาก แต่อาจจะมีผลต่อการเสนอกฎหมาย การถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ขณะที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงการบริหารงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ได้อำนาจในการบริหารมาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการดึง ส.ส.กลุ่มหนึ่งของพรรคพลังประชาชนเดิมไปร่วมรัฐบาลด้วย และนำบุคคลที่มีส่วนร่วมกับการชุมนุมของกลุ่ม พันธมิตรฯมาเป็น รมต. ดังนั้น จึงต้องตอบคำถามกับสังคมถึงความเหมาะสม เมื่อเห็นโฉมหน้าของครม.ชุดนี้โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทำให้หลายฝ่ายไม่มั่นใจนักธุรกิจหลายคน รู้สึกผิดหวัง นอกจากนี้ ภาวะผู้นำของนายกฯที่มีไม่มากถูกครอบงำจากหลายกลุ่ม ซึ่งแตกต่างจาก พ.ต.ท. ทักษิณ มีความเป็นผู้นำสูงที่นำประเทศแก้ไขปัญหาวิกฤติได้

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายพงศ์เทพ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอภิสิทธิ์เรื่องภาวะผู้นำและการจัดตั้ง ครม. ว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะออกมาวิจารณ์คนที่เป็นนายกฯไม่ว่าด้านใด แต่ ความจริงนายพงศ์เทพควรจะให้โอกาสนายกฯ และ ครม.ชุดใหม่ได้บริหารประเทศไปซักระยะก่อน จึงค่อยมีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่น่าสงสัยเพราะนายพงศ์เทพ เป็นรมต.ในชุดรัฐบาลทักษิณ การวิพากษ์วิจารณ์ภาวะผู้นำมีหลายด้าน ควรจะบริหารราชการประเทศเพื่อคนทั้งประเทศไม่ใช่ผู้นำที่เข้ามาเพื่อทำประโยชน์ให้ตนเองครอบครัว และพวกพ้อง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวจากหน่วยข่าวทางลับว่าจะมีคนลอบทำร้ายนาย อภิสิทธิ์ว่า ตนไม่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์กำลังตกอยู่ในอันตราย ตามที่มีรายงานอ้างหน่วยข่าวทางลับ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ไม่มีความสำคัญจนเป็น สาเหตุให้มีกระบวนการลอบทำร้าย ข่าวที่ออกมาน่าจะเป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อโดยตรงจากนายสุเทพที่จะขอให้ยุติการเคลื่อนไหว แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะติดต่อมาหรือไม่ทางกลุ่มคนเสื้อแดงก็จะยังคงยืนยันที่จะกดดันให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาต่อไป

ส่วนนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่ามีรายงานในทางลับถึงความไม่ปลอดภัยของนายกฯว่า นายกฯคงจะคิดไปเองจนกลัวเงาของตัวเองหรือไม่คนในรัฐบาลเดียวกันอาจจะเล่นกันเองก็ได้ อย่างไรก็ตามหากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงสาเหตุอาจมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อการตั้งรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ดังนั้นนายกฯไม่ควรที่จะสร้างความคับแค้นและความเหลืออดให้ประชาชนอีก

นายสุชาติ กล่าวถึงการอภิปรายนโยบาย รัฐบาลนอกสภาของพรรคฝ่ายค้านในวันที่ 5 ม.ค. นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ว่า มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยร่วมลงชื่อขออภิปราย 56 คน นำโดย ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง, นายจตุพร, นายสุนัย จุลพงศธร ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และตนรวมไปถึงส.ส.จากพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกหลายคน อาทิ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน, นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน นอกจากนี้ตนจะประสานไปยังนายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดินที่อกหักจากตำแหน่งรมต.ให้ร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งหน่วยงานด้านการข่าวได้เตือนนายอภิสิทธิ์ว่า อาจจะมีคนคิดปองร้ายนั้น นายกฯ ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด แต่เพื่อความไม่ประมาทจึงได้งดเดินทางลงพื้นที่ ทั้งนี้ ได้มีการตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรฯเข้าไปยังมือถือส่วนตัวของนายกฯเพื่อข่มขู่ พบว่าเบอร์โทรศัพท์ส่วนใหญ่เป็นเบอร์โทรศัพท์แบบเติมเงิน แต่ก็มีหมายเลขโทรศัพท์หนึ่งเป็นหมายเลขส่วนตัว ซึ่งนายกฯได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่รายงานว่าเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนที่พยายามก่อความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง อย่างไรก็ตามในช่วงวันปีใหม่นายกฯพร้อมครอบครัวได้ใช้เวลาช่วงไปพักผ่อนเป็นการส่วนตัวที่บริเวณอ่าวไผ่ป้อง จ.กระบี่

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเป็นอันดับแรกหลังจากช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่คือเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามแม้ว่าตนจะเดินทางมาพักผ่อน แต่ก็ยังคงต้องทำงานและไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเพราะการเข้ามาทำงานตรงนี้ เนื่องจากมีความต้องการที่จะทำงานให้กับบ้านเมืองอยู่แล้ว ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมสภาสมัยสามัญก็คิดว่าฝ่ายค้านคงจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอย่างแน่นอน ซึ่งรัฐบาลก็คงต้องทำงานให้หนักมากขึ้น.

2 ขั้วชิงอำนาจ-ชาติบอบช้ำ!

ที่มา ไทยรัฐ

ท่ามกลางวิกฤติการเมืองไทยที่ก่อให้เกิดความแตกแยกรุนแรงใน หมู่ประชาชนครั้งประวัติศาสตร์ แบ่งสี เลือกข้าง ม็อบเต็มบ้านเต็มเมือง ทะเลาะกันมาราธอนข้ามปี

สิ่งหนึ่งที่แทรกเข้ามาในปรากฏการณ์ ก็คือคำว่า “การเมืองใหม่” ถูกโยนออกมาจากกลุ่มชนชั้นปกครอง และนักวิชาการผู้นำความคิดในสังคม

เพื่อนำไปสู่การเมืองในฝัน นัยว่าเป็นวิธีการสกัดวงจรอุบาทว์ที่นักเลือกตั้งซื้อเสียงเข้ามาทุจริต ถอนทุน กัดกินประเทศไทยไม่สิ้นสุด

จึงต้อง “ล้างน้ำ” กันครั้งใหญ่

แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่มีผู้อธิบายนิยามของคำว่า “การเมืองใหม่” ได้อย่างชัดเจน ยังคลุมเครือๆว่าแนวทางคืออะไร รูปแบบเป็นอย่างไร

ในมุมของม็อบพันธมิตรฯ ก็จ้องแบ่งโควตาผู้แทนราษฎร “เลือกตั้ง” กับ “ลากตั้ง” หรือในมุมของนักเลือกตั้งก็พยายามเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ ปฏิรูปการเมืองกันอีกยก

ยื้อเกม กั๊กอำนาจกัน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ “การเมืองใหม่” ยังคงเป็นคำกล่าวลอยๆ นามธรรมมากกว่ารูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนเลย ก็คือ

ปรากฏการณ์แปลกพิสดารทางการเมือง ที่แทรกคิวเข้ามาให้เห็นตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยจะได้เห็นในสถานการณ์ปกติทั่วไป

และยังมีแนวโน้มที่อาจจะได้เห็นกันต่อไปอีกในปีนี้ หากวิกฤติการเมืองไทยยังไม่จบ.

ม็อบครองทำเนียบ

จากภาพในอดีตที่ชินหูชินตาของขาประจำอย่างกลุ่มผู้ชุมนุมสมัชชาคนจนฯ ที่เสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยวก็จะขนพลขึ้นรถอีแต๋นจากภาคอีสาน มาปักหลักกางเต็นท์กินนอนกันบนถนนข้างคลองเปรมฯ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนดักดาน

เรียกขานกันว่า “ม็อบประจำฤดู”

หรือไม่ก็สลับคิวด้วยม็อบคนงานบริษัทห้างร้านที่ถูกเลิกจ้าง เจอเถ้าแก่เบี้ยวค่าแรง นัดรวมพลเดินขบวนประท้วงรัฐบาลให้ช่วยเจรจากับนายทุนโหด โดยอารมณ์อย่างเก่งก็ปิดประตูเข้าออกทำเนียบรัฐบาล

เย้วๆกันพอหอมปากหอมคอ

ใครจะคิดว่า วันหนึ่งพัฒนาการทางการเมืองไทยจะเดิน ทางมาถึงจุดที่ม็อบบุกยึดทำเนียบ รัฐบาลสัญลักษณ์ของฝ่ายบริหารประเทศ

จากปรากฏการณ์ที่ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ นำโดย “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบ เปิดยุทธการดาวกระจายกดดันรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ด้วยการเคลื่อนพลบุกล้อมและยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล สถานที่ราชการสำคัญ ตั้งแต่เช้ามืดวันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2551

ก่อนกรูกำลังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ นายกฯและคณะรัฐมนตรีต้องระเห็จออกมาอยู่ข้างนอก

จากที่ทำงานของรัฐบาล สถานที่ประชุม ครม. กลายเป็นศูนย์กลางการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ มีการตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ กางเต็นท์เป็นที่พักถาวรให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม

แค่นั้นไม่พอ ยังดัดแปลงพื้นที่สนามหน้าตึกไทยคู่ฟ้าฯ ที่ตกแต่งไว้อย่างสวยหรู ใช้เป็นแปลงทำนาปลูกข้าวจนโตออกรวง

และโดยบรรยากาศประวัติศาสตร์ที่หาไม่ได้ง่ายๆในชีวิตประชาชนคนธรรมดา คิวนี้คู่บ่าวสาวหลายคู่ที่พบรักในวงม็อบถือโอกาสจัดงานแต่งเป็นที่ครึกครื้นเฮฮา

ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในอารมณ์ที่แค้นเคืองของนายสมัครต้องแก้ สถานการณ์ด้วยการนำคณะรัฐมนตรี ไปประชุม ครม.เร่ร่อนในเขตความคุ้มครองของทหาร ที่กองบัญชาการกองทัพไทย

และก็ไม่ได้กลับมาใช้ห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าอีกเลย จนถึงวันที่หลุดจากตำแหน่ง.

ทำกับข้าวตกเก้าอี้

พูดไปใครจะเชื่อ โทษฐานทำกับข้าวโชว์ถึงกับหลุดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แม้แต่สื่อฝรั่งระดับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นยังออกแนวมุกตลก พาดหัวตีข่าวไปทั่วโลก “THAI P.M. GRILLED OVER TV. COOKING SHOW”

แปลเป็นไทย “นายกฯไทยถูกย่าง เหตุทำรายการอาหารโชว์ทางโทรทัศน์”

ใครก็รู้ว่านายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ชอบทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งชีวิตขลุกอยู่ก้นครัว เป็นส่วนใหญ่ มีความสุขอยู่กับการจ่ายตลาด อยู่ในขั้นเซียนผู้ชำนาญการเมนูอาหารคาวหวาน

ช่ำชองถึงขนาดที่มีนายทุนเชิญให้เป็นกุ๊กกิตติมศักดิ์ เช่าเวลาให้จัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” เรตติ้งติดอยู่ในระดับแถวหน้ารายการทำอาหารโชว์ทางโทรทัศน์ ดังมาก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ แต่เข้าตำรา “หมองูตายเพราะงู”

ภายใต้เงื่อนไขการต่อสู้ทางการเมืองที่ตามล้างตามเช็ดกันแบบถอนรากถอนโคน ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่หาญกล้าประกาศตัวว่าเป็น “นอมินี” อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โดยไม่สนใครจะต้าน

เปิดคางเชิดหน้าล่อคู่ต่อสู้

หารู้ไม่ว่าโดนจ้องรวบโดยมือสอยโนเนมอย่างนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว. “ลากตั้ง” เด็กสร้างในสายของ “เจ๊เป็ด” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. เดินหน้ายื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติของนายสมัครจัดรายการชิมไปบ่นไปในฐานะ “ลูกจ้าง” ขัดรัฐธรรมนูญ

โดยที่คนถูกร้องเองรวมไปถึงนักกฎหมายทั่วไปก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ เพราะมองว่าปมมันหยุมหยิมเกินไป ให้ราคาแค่มุกของคนอยากดัง

หยิบเอาเหลี่ยมกฎหมายมาเล่นกันพร่ำเพรื่อ

แต่อย่างว่า “กฎหมายดิ้นได้” อยู่ที่จะแปลความเข้าทางใคร

โดยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ก้ำกึ่งระหว่างคำว่า “ลูกจ้าง” กับ “รับจ้าง” สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญต้องอาศัยคำบัญญัติในพจนานุกรมประกอบคำวินิจฉัย ฟันธงนายสมัครเป็นพิธีกรรายการชิมไปบ่นไปถือเป็น “ลูกจ้าง” หลุดจากเก้าอี้นายกฯ

พ่อครัวตายเพราะตะหลิว.

โดดกำแพงหนีสภา

ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่ ส.ส.โดดร่มประชุมสภาฯ สื่อมวลชนโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ใช้เป็นคำอุปมาผู้แทนราษฎรขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบต่อประชาชน ไม่สนใจงานในหน้าที่ แต่ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์ที่ ส.ส.ต้องโดดกำแพงสภา ทั้งปีนทั้งโดดกันจริงๆ

เป็นเหตุการณ์ฝ่าวงล้อมม็อบหนีตาย โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นคนนำทีมรัฐมนตรี ส.ส. และข้าราชการ ปีนกำแพงรัฐสภาด้านติดกับพระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นเส้นทางหนีม็อบพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมทางเข้าออกประตูรัฐสภา ขวางไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

สถานการณ์ตึงเครียดถึงขั้นนองเลือด

โดยที่ก่อนหน้าก็เป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พร้อม น.ส. ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาวสุดที่รัก และทีมงานใกล้ชิด เป็นหน่วยหน้าทีมแรกที่ปีนกำแพงรัฐสภาหนีม็อบออกด้านหลังก่อนแล้ว เผ่นกันน้ำบาน

แค่นึกภาพท่านผู้ทรงเกียรติไล่ไปตั้งแต่นายกฯ รัฐมนตรี ส.ส. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องถอดสูท ปลดเนกไท ถอดรองเท้า ยักแย่ยักยันปีนกำแพง หนีตาย ทุลักทุเลพิลึก

นับเป็นความปั่นป่วนต่อเนื่อง จากคิววุ่นๆภายหลังนายสมัคร สุนทรเวช ต้องตกเก้าอี้นายกฯ เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาฯกันใหม่ และจุดป่วนก็เริ่มมาจากพรรคพลังประชาชนแกนนำรัฐบาลที่เปิดเกมหักกันเอง

ซึ่งปกติการเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องตกลงกันล่วงหน้า แต่การรีเทิร์นของนายสมัคร ภายใต้การกำกับของ “แก๊งออฟโฟร์” ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นโต้โผใหญ่ ถูกขวางโดย “สายเลือดแท้นายใหญ่” ที่นำโดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช และ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นำทีม

ดึงเกมจนสภาฯล่ม โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้

ยื้อจนสุดท้ายสามารถฉุดกระชากลากถูนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แหกด่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี “นอมินีรุ่นสอง” ผจญกับวิบากกรรมสยองๆ.

นายกฯนอกทำเนียบ

ภายใต้ลูกฟลุกของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่จับพลัดจับผลูได้ก้าวขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย ในสถานการณ์ “ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง”

แต่ในความโชคดีก็แฝงไว้ด้วยทุกขลาภ ในสถานการณ์การต่อสู้ของสองขั้วอำนาจที่เร่งเกมหักดิบกันให้ได้ โดยความได้เปรียบของม็อบพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลยาวมาตั้งแต่ช่วงของอดีตนายกฯ สมัคร ปักหลักอยู่โยงแบบมาราธอน โดยคำสั่งศาลแพ่งคุ้มครอง

รัฐบาลในฐานะเจ้าของสถานที่ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ

ในขณะที่คณะรัฐมนตรีของนายสมชายต้องบากหน้าไปอาศัยห้องประชุมของ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นที่ประชุม ครม.เร่ร่อน

กลายสภาพเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นยังไงยังงั้น

และก่อนที่จะอนาถาไปกว่านั้น นายสมชายได้สั่งให้ดัดแปลงอาคารสนามบินดอนเมืองเป็นห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ห้องประชุม ครม. รวมถึงห้องแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

รวมๆแล้วก็เรียกกันว่า ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว

กระนั้นก็ยังไม่วายโดนตามไปราวี สุดท้ายภายใต้ยุทธการ “ม้วนเดียวจบ” ของม็อบพันธมิตรฯ ก็เคลื่อนพลเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวสนามบินดอนเมือง และยังตามไปปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป้าหมายแรกคือขวางไม่ให้ นายสมชายที่เดินทางไปประชุมเอเปคที่ประเทศเปรูกลับเข้าประเทศไทย

นายสมชายต้องบินไปลงที่บ้านเกิดเมียจังหวัดเชียงใหม่ และใช้ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ประชุม ครม. ถูกสื่อกระเซ้าว่าเป็น “ทำเนียบรัฐบาลไทยเหนือ”

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลยในห้วงระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งสั้นๆ 2 เดือนกว่า ชื่อของ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในฐานะนายกฯ ที่ไม่เคยได้เข้าไปนั่งทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล

วาสนาน้อยกว่าเด็กบางคนที่เคยได้นั่งเก้าอี้นายกฯ ในวันเด็กซะอีก.

แฟมิลี่แมนหย่าเมีย

ย้อนกลับไปดูภาพเก่าๆในอดีตที่ยิ่งใหญ่ ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก “พานทองแท้-พินทองทา-แพทองธาร” ใครจะคาดคิดว่า “แฟมิลี่แมน” อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขึ้นชื่อในเรื่องรักลูก

เป็นโรค “เกลียมัว” กลัวเมียระดับแถวหน้าคนหนึ่งของวงการ

จะมีวันที่เซอร์ไพรส์เป็นพาดหัวข่าวยักษ์หนังสือพิมพ์ “ทักษิณหย่าเมีย”

อดีตนายกฯทักษิณจูงมือคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ไปจดทะเบียนหย่ากันที่สถานกงสุลไทย ประจำฮ่องกง ยุติชีวิตคู่ที่ครองเรือนกันมานานกว่า 30 ปี

ในสถานการณ์เคราะห์ซ้ำกรรมซัด บ้านแตกทั้งๆที่กำลังระเหเร่ร่อนอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ทางการประเทศอังกฤษสั่งถอนวีซ่าห้ามเดินทางเข้าแดนผู้ดี

แต่ประเมินกันอีกที มันก็เป็นอะไรที่มีเหตุให้เอะใจ เบื้องหลังการหย่าช็อกวงการเป็นไปอย่างที่อ้างกันอย่างเป็นทางการว่า คุณหญิงพจมานสุดทนกับชีวิตที่ต้องเผชิญวิบากกรรมต่อสู้ทางการเมือง ห้าม “ทักษิณ” ให้หยุดแล้ว แต่สามีไม่ยอมเชื่อฟัง เลยต้องแยกทางใครทางมัน

หรืออีกมุมหนึ่งฝ่ายตรงข้ามก็ตั้งแง่สงสัย เป็นแค่หย่าทางการเมือง ยุทธศาสตร์ทางกฎหมายในการต่อสู้เพื่อทวงคืนอภิมหาขุมทรัพย์เจ็ดหมื่นกว่าล้านบาทที่ถูกยึดไว้

ซึ่งก็เป็นอะไรที่เข้าเค้า เพราะก่อนหน้านั้นมีลูกน้องสายตรงเดินทางไปเยี่ยมนายใหญ่กับนายหญิง กลับมาส่งข่าวที่เมืองไทย สองผัวเมียเดินกอดคลอเคลียกันไม่ห่าง ต่างฝ่ายต่างให้กำลังใจที่ต้องเผชิญชะตากรรมโหดร่วมกัน

แต่ไม่กี่วันจากนั้นก็มีข่าว “ช็อก” อดีตนายกฯทักษิณหย่ากับคุณหญิงพจมาน

และไม่ว่าเบื้องหลังจริงๆคืออะไร ที่แน่ๆคุณหญิงพจมาน บินกลับเมืองไทยมาเปลี่ยนบัตรประชาชนใหม่ในชื่อ “พจมาน ดามาพงศ์” เป็นที่เรียบร้อย

อย่างน้อยๆก็พูดได้ว่า “การเมือง” ทำบ้านแตก.

'ห้อย'ส่ง 'มาร์ค'ถึงฝัน

โดยคำปรามาสกันถึงขนาดที่ว่า “รอหิมะตกประเทศไทย” หนุ่มน้อยหน้ามนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ใครจะคิดว่า อิทธิฤทธิ์ของ “พ่อมดเขมร” จะเสกอะไรก็ได้

กับปฏิบัติการสะท้านสะเทือน “ก๊วนเพื่อนเนวิน” ทรยศนายใหญ่ พลิกขั้วแบบ 180 องศา จาก “ไอ้ห้อยไอ้โหน” ที่มีบทบาทอยู่เบื้องหลังเกมฮาร์ดคอร์ของกองกำลัง “ทักษิณ”

“เนวิน ชิดชอบ” กอดกันกลมกับ “อภิสิทธิ์” ในฉากหวานชื่นไปด้วยช่อดอกกุหลาบสีแดง

พ่อมดเขมรทำได้ ภายใต้การช่วยลุ้นตัวโก่งของ “สีเขียว” ตามธงของม็อบพันธมิตรฯ “สีเหลือง”

โดยสถานการณ์เปิดให้เขย่าติ้วกันใหม่ ภายหลังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องหลุดเก้าอี้นายกฯ เพราะผลพวงจากคดียุบพรรคพลังประชาชน

ปิดฉากนอมินีแถวสอง

และก็เป็นเครือข่ายนายใหญ่ที่เดินเกมดัน “นอมินีแถวสาม” ยื้ออำนาจ โดยไม่สนใจว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร นั่นก็เป็นเหตุให้แคนดิเดตเปิดหน้ากันออกมาไล่ตั้งแต่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายสันติ พร้อมพัฒน์ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ไปยัน “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าของฉายาไดโนเสาร์อย่าง “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง ก็มีชื่อติดโผแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ในอารมณ์ที่ตาสี ตาสา ใครก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้

ในสถานการณ์ที่ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป ยังไม่หายขวัญผวาจากยุทธการม้วนเดียวจบของม็อบพันธมิตรฯ บุกปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยึดสนามบินดอนเมือง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยที่รัฐบาลนอมินี “นายใหญ่” ได้แต่มองตาปริบๆ ถ้าได้นอมินีนายใหญ่กลับมาเป็นรัฐบาลปัญหาก็ไม่จบ

นั่นคือเหตุที่เอื้อ “อภิสิทธิ์” ถึงฝั่งฝัน โดยไม่ต้องรอหิมะตก.

“ทีมการเมือง”