WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 5, 2009

คุณอภิสิทธิครับเราต้องการนักบริหารไม่ใช่นักสร้างภาพ

ที่มา thaifreenews

คุณอภิสิทธิครับเราต้องการนักบริหารไม่ใช่นักสร้างภาพ

นายกฯ โดนขู่ฆ่า ...เจ้าข้าเอ้ยยยยยย...จะโดนลอบทำร้าย จะโดนลอบสังหาร จะโดนสาดน้ำกรด ฯลฯ ไม่รู้กี่ดอก ไม่รู้กี่ขนาน ไม่รู้ว่าใคร รู้แต่ว่าเป็นขบวนการที่จ้องทำร้ายนาโย้กกกกกกกกกก

ผมไม่ทราบว่าท่านนายกฯ คิดอย่างไร กับการให้ลิ่วล้ออย่างนายศิริโชค โสภา ออกมาตีปี๊บ ประโคมข่าว หรือการให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกความมั่นคงของเก้าอี้นายกฯ ออกมาป้ายสีว่ากำลังมีขบวนการลอบสังหารนายกฯ ด้วยวาจา (ฮา) จากผู้ไม่หวังดี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจริงหรือปลอมแต่งานนี้ ที่โดนพาดพิงไปเต็ม ๆ คนเสื้อแดงแน่ ๆ ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีอำนาจและสิทธิที่จะตรวจสอบเบอร์ โทรปริศนา ที่โทรมาให้ศีลให้พร สิ่งที่นายกไม่อยากฟังแล้วจับไปลงโทษได้

การออกมาโพนทะนาของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงครั้งนี้ยากที่จะปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหา ดิสเครดิต ประชาชนที่ยืนตรงข้ามกับรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) กลุ่ม 24 มิถุนายน กลุ่มปราบกบฏ กลุ่มวิทยุชุมชนคนขับแท็กซี่ ตลอดจนชาวบ้านร้านตลาด หรือรากหญ้าทั้งหลายทั้งปวง ที่สมัครใจเป็นคนเสื้อแดงมาตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพราะพวกเขาก็ได้ประกาศจุดยืนไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า

พวกไม่เอาเขารัฐบาลที่แต่งตั้งมาจากปากกระบอกปืน หรือจากการรวมหัวปล้นกันซึ่ง ๆ หน้าในครั้งนี้

แล้วท่านนายกฯ ลองมองตัวเองในกระจกบ้างไหมว่ารัฐบาลของท่านนี้จริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร มดลูกใคร ใครปฏิสนธิ ใครทำคลอด หากท่านไม่ดัดจริตเกินเหตุ หรือหลอกตัวเองจนเกินไป

คงให้คำตอบตัวเองได้ว่า เพราะเหตุใด เสรีชนคนเสื้อแดงถึงได้โทรหาท่านด้วยอารมณ์แบบนี้

แน่นอนครับว่า อารมณ์ ความรัก ความรู้สึก คงเป็นการยากที่จะเก็บเอาไว้ในใจได้อย่างสงบ เสงี่ยม เจียมตน กันได้ทุกคน เพราะความสามารถในการควบคุมความรู้สึก หรือการกระทำแบบปากอย่างใจอย่าง ถนัดแต่สร้างภาพให้ดูดี ย่อมแตกต่างกันไปตามความสามารถของแต่ละบุคคล

การที่พวกเขาได้แสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ หากมองในแง่บวก ก็ถือซะว่าเช็ค RATEING จากประชาชนได้โดยไม่ต้องพึ่งชะเลียโพล สำนักไหน ๆ ว่าตอนนี้ความนิยมของพณท่านกำลังพุ่งกระฉูดแค่ไหน กรุณาอย่าพยายามมองคน ที่เป็นคนไทยเหมือนกับท่าน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะแตกต่างกันทางความคิด ว่าเป็นขบวนการรับจ้างเลย

ท่านจะแปลโจทย์ผิดเสียเปล่า ๆ

หากท่านนายกฯ ความจำยังไม่สั้น หรือความจำเสื่อมกันจนเกินไปนัก จะเห็นได้ว่าขบวนการแบบนี้ มีมาตั้งนานแล้วนะขอรับท่านจำสมัยนายกทักษิณ หรือนายกสมัคร มาจนถึงนายกสมชาย ได้หรือไม่ว่าแต่ละคนโดนวิธีการแบบนี้มาหนักหนาสาหัสขนาดไหน

จำคำพูดคำจาบนเวทีพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มการเมืองใต้ดินที่ทำงานใกล้ชิดกับ พณฯ ท่านมาตลอดเวลากว่า 1 ขวบปีที่ผ่านมาได้หรือเปล่าขอรับ เขาใช้คำว่าอะไรบ้าง เวลาจิกหัวเรียกคนในรัฐบาลที่กระผมกล่าวถึง เขาใช้คำสรรพนามอะไรบ้างในการพูดปลุกระดมประชาชนที่บ้าคลั่ง แถมได้ออกอากาศผ่านทีวีดาวเทียม ASTV ไปทั่วประเทศเสียด้วยนะขอรับ พณท่าน

คำว่า ไอ้ อี ชั่วช้าสามานย์ ห่าเหว เลวชาติ ที่พ่นออกมาบนเวทีแค่น้ำจิ้มนะขอรับ

นอกจากนี้ ญาติสนิท นักการเมือง คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ มันก็ปั้นน้ำเป็นตัว เอามายุยงเต้าข่าวโจมตีให้พวกเขาเกิดความเดือดร้อน จนเอือมระอาไปจนทั่วแผ่นดิน ผมจะยกตัวอย่างเอาที่พอจำได้นะขอรับ

งานรับประราชทานปริญญาบัตรลูกสาวคนเล็กของอดีตนายกฯ ทักษิณ ใครเอาพวงหรีดงานศพไปให้

ลูกสาวอดีตนายกฯ สมัคร คลอดบุตรสาว มันก็เอาเด็กไปด่า ไปแช่งชัก บนเวที ชนิดที่เด็กเกิดใหม่ก็คงงง ว่า ทำผิดอะไร

หรือมีการเอาร้องเท้าแตะ ขว้างปาไปที่นายกฯ สมชาย ในกระทรวงไอซีที

มันเยอะแยะจนจำได้ไม่หมดครับว่าพฤติกรรมชั่วช้าสมานย์นี้ ใครสั่ง ใครอยู่เบื้องหลัง ใครปากว่าตาขยิบให้กระทำ ถ้าท่านอยากทบทวนว่ากว่าขวบปีนี้ วัฒณธรรมเลวๆ แบบนี้เกิดขึ้นกี่ครั้งในเมืองไทย

ท่านลองกระซิบถาม รมต.ต่างประเทศของท่านดูเถอะขอรับ เขาอาจทบทวนให้ท่านฟังได้ หรือจะให้อัญชลี ไพรีรักษ์ มา Present ผลงานให้ท่านฟัง ก็คงจะกระจ่างขึ้น

ความจริงพฤติกรรมแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าใครเป็นคนคิด ใครริเริ่ม แล้วทำไมสังคมต้องทำตามในเรื่องแบบนี้ แต่ฯพณฯ ท่านขอรับ ในฐานะผมเป็นชาวพุทธ ผมเชื่อว่ากรรมใดใครก่อผู้นั้นก็รับไป จะตามช้าหรือตามเร็วมันก็แล้วแต่บุญวาสนาเก่า ๆ

ที่เขียนมานี้ก็มิได้อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไร เพียงแค่อยากกระซิบบอกท่านเบา ๆ ว่า กรุณาอย่าเอาเรื่องแบบนี้ตีปี๊บประโคมข่าวสร้างภาพเรียกคะแนนสงสารเลยขอรับ ตั้งหน้า ตั้งตาทำงานให้ได้ตามที่ท่านคุยไว้จะดีกว่า หากจำไม่ได้ผมจะทบทวนให้ฟังว่า ในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายก ท่านชวนก็ออกมาประโคมข่าวเรื่องจะโดนลอบทำร้ายแบบนี้ แถมนายชวนยังคุยข่มนักข่าวที่ถามเรื่องนี้เลยว่า ไม่เป็นไรผมวิ่งเร็ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

แต่แป็บเดียวก็เป็นมุขแป็กครับ เพราะสังคมไทยมักจะรู้ทันในเรื่องแบบนี้ไดเร็วครับว่าใครแหล

มุขนี้เลิกเถอะครับ ไร้ประโยชน์ และไร้สาระมั่ก ๆ

อดีตนายกทุกท่านที่ประสบเรื่องแบบนี้มา เขาก็เก็บอาการนิ่งเฉยไว้แทบทุกคน ขนาดอดีตนายกทักษิณ โดนลอบสังหารด้วยคาร์บอม แบบหลักฐานจะ ๆ แถมอัยการสั่งฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดี เขายังไม่เอามาตีปี๊บแบบท่านเลยครับ

ชีวิตของการทำงานการเมือง คือการทำงานให้เกิดผลงานประจักษ์ แล้วประชาชนจะเป็นเกราะให้เอง ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ ดูคนชื่อทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ จนป่านนี้ทุกขบวนการที่แอบแฝงอยู่ในสังคมยังคิดไม่ตกเลยครับว่าทำอย่างไร คนไทยถึงจะลืมอดีตนายกฯ คนนี้ได้

มิใช่เป็นนายกฯ แห่งสารขันธ์แล้วจะมาแสดงลิเกเรียกน้ำตาแม่ยก อย่างในละครน้ำเน่าที่ท่านกำลังกระทำอยู่นี้แล้วท่านจะได้เป็นนายกฯ ขวัญใจมหาชนยืนยาวนะขอรับ

ขอประทานโทษหากถ้าคิดแบบนั้นกระผมเห็นว่าท่านควรไปทำงานให้ละครช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณของคุณนายแดงจะดีกว่า

เลิกเล่นลิเก และทำงานได้แล้วขอรับ พณฯ ท่าน หากยังคิดจะทำแบบเดิมอยู่ ขอเสนอให้ท่านลาออกแล้วไปสมัครงานในคณะละครของกันตนาเสียขอรับ แบบนั้นน่าจะเป็น Put the right man in the right job มากกว่า ขอเตือนด้วยความหวังดี

จากไพร่อุปถัมภ์ที่รู้ทันคุณเสมอ

สายลมรัก

สาเหตุเพราะสีแท้ ๆ ทำให้คนไทยต้องเลือกข้าง

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

เมืองไทยร้อนระอุด้วยอากาศที่มีอุณหภูมิสูง 30- 40 องศาทั้งปี สภาพอากาศที่อบอ้าวในเมืองไทยยิ่งทำให้คนไทยมีอาการหงุดหงิดโมโหง่าย ยิ่งการเมืองร้อนแรงยิ่งกระตุ้นต่อมอุณหภูมิของผู้คนให้สูงสุดขีดรอวันระเบิดตูม เมืองไทยเราตอนนี้ผู้คนได้แยกสีกันไปเสียแล้ว ระหว่างสีเหลืองและสีแดง นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้วมันระบาดไปทั่วประเทศและทั่วมูมเมืองของแต่ละพื้นที่ประเทศไทยซึ่งไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ใครเป็นคนริเริ่มแยกกลุ่มคนไทยให้เป็น 2 กลุ่ม จะมีใครเสียอีกนอกจากกลุ่มพันธมิตรที่ใช้เสื้อเหลืองเป็นผู้แยกคนไทยให้ต้องเป็นปรปักษ์ต่อกัน โดยใช้สีเป็นสัญญาลักษณ์ก่อการร้ายบัง
หน้าเพื่อไม่ให้ถูกสลาย แต่ผลเสียหายตามหลังมาไม่ได้คำนึงถึงว่ามันจะยิ่งใหญ่จนไม่สามารถแก้ได้ในขณะนี้ คนไทยได้เลือกข้างของแต่ละข้างไปแล้ว ดูแล้วมันช่างหดหู่ใจเสียยิ่งนัก เลือดไทยด้วยกันแท้ๆต้องมองหน้ากันไม่ได้ก็เพราะสี

แล้วจะมีใครคนใดคนหนึ่งสำนึกบ้างมั๊ยหนอว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาลที่มีพลเมืองแตกแยกออกเป็นสองส่วนเช่นนี้ แล้วใครคนนั้นเคยเข้าใจหัวอกของผู้คนที่ตกอยู่ในเบี้ยล่างของตนที่ตนข่มเหงรังแกโดยไม่มีความยุติธรรม ผู้คนส่วนใหญ่แท้จริงแล้วไม่มีใครอยากแยกออกเป็นสองกรุ๊ปสองกลุ่ม แต่ในเมื่อไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น สีตรงข้ามย่อมผุดออกมาดังที่เห็น

แล้วใครเป็นคนผิดที่ทำให้ต้องมีสีคู่แข่งเกิดขึ้น? พันธมิตรเสื้อเหลืองได้สร้างความแตกแยกให้สังคมไทยจนไม่สามารถที่จะหลอมเชื่อมกันให้เป็นเนื้อเดียวได้อีก เพราะพันธมิตรได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศย่อยยับไม่มีชิ้นดีทั้งในประเทศและนอกประเทศ ความผิดของพันธมิตรไม่มีใครให้อภัย หากรัฐบาลนายอภิสิทธ์ยังไม่ยอมลงโทษความผิดของพันธมิตรเสื้อเหลืองนั่นย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพันธมิตรเสื้อเหลืองมีภูมิคุ้มครองอย่างหนาแน่นใครก็จับเอามาลงโทษไม่ได้

การเสื่อมยิ่งทวีคูณสำหรับใครคนนั้นที่ปกป้อง ต่างประเทศคงได้เอามานินทากันอีกนาน วันนี้คนข้างบ้านตั้งคำถามเกี่ยวกับเมืองไทยถามว่าประเทศไทยมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นหรือ? เล่นเอางงในคำถาม เลยย้อนถามออกไปว่ารู้ได้อย่างไร? เขาบอกว่าอ่านหนังสือพิม์และดูทีวีที่มีคนสองฝ่ายสีแดงกับสีเหลือง เขายังรู้อีกว่าสีเหลืองเป็นสีของคนคนหนึ่งในประเทศไทย และคำสุดท้ายเล่นเอาสะอึกมีก้อนอะไรติดในลำคอพูดไม่ออกนึกไม่ถึงว่าเขาจะรู้ลึกซึ้งได้ขนาดนั้น คนฝรั่งยังรู้ได้ละเอียดแล้วทำไมคนในประเทศไทยเองแท้ๆกลับไม่รู้หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่? เรื่องอื้อฉาวที่พันธมิตรได้กระทำเวลานี้ทำเป็นเงียบเก็บตัวเพื่อให้เรื่องเงียบแล้วก็อภัยโทษให้ รัฐบาลใหม่ร่วมด้วยช่วยกันกับพันธมิตรใหนเลยที่จะทำร้ายกันเอง หากไม่ได้พันธมิตร อภิสิทธ์ก็ไม่ได้เป็นนายก ฉะนั้นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าให้ซึ่งกันและกันห้อยโหนไม่มีวันแยกออกจากกันได้ ต่อจากนี้ความเหลืออดของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังจะระเบิด สักวันหนึ่งคงได้เห็นการแยกภาคแน่นอน คิดว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วย แยกเหมือนสมัยประเทศเยอรมันที่ ฮิตเล่อร์แพ้สงครามถูกอเมริกาแยกออกเป็นสองประเทศ เยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก แต่ความเป็นอยู่ของสองประเทศที่แยกกันนั้นแตกต่างกันมาก เยอรมันตะวันตกอยู่อย่างอิสระเสรีทำมาหากินคล่องผู้คนมีอันจะกินเศรษฐกิจพุ่งปรี๊ดนำระบบเทคโนโลยี่มาปรับปรุงใหม่ผลิตรถยนต์ให้ทันสมัยขึ้นเป็นที่เชื่อถือของทั่วโลก หันไปมองเยอรมันตะวันออกที่เอาระบบไดโนเสาร์คอมมูนิตย์มาใช้ ประเทศไม่มีอะไรใหม่ทรุดโทรมพังไม่พังแหล่ รถราที่ผลิตก็เอาแบบอย่างรัสเซียไม่ทันสมัยเสียงดังลั่นรูปทรงก็แสนจะเก๋ากึ๊กผิดกับเยอรมันตะวันตกเป็นร้อยเท่า หากประเทศไทยจะทำแบบนี้ก็น่าจะดีเหมือนกัน

แยกกันไปเลยกับระบบไดโนเสาร์กับระบบเทคโนโลยี่ใหม่ในปัจจุบันอันใหนจะเจริญก้าวหน้ากว่ากัน ดูตัวอย่างประเทศเยอรมันที่แยกออกกันนี้ก็จะได้เข้าใจ หากแยกภาคกันป้าขอไปอยู่ภาคอีสานเหนือด้วยคนไม่ขออยู่กับภาคที่มีความคิดแบบไดโนเสาร์แบบคอมมูนิตย์รัชเซีย วันๆหนึ่งเอาแต่สอนคำจริยธรรม เพียงพอ อดมื้อกินมื้อเพื่อสนองระแบบคอมมูนิตย์ให้ดำรงค์อยู่รอดนี่คือเรื่องจริงหาอ่านกันได้เรื่องเกี่ยวกับเยอรมัน
ตะวันออกและเยอรมันตะวันตก..........

ป้าพลอย

Sunday, January 4, 2009

เสนาะ เชื่อการเมืองยังวุ่นวายหลังเลือกตั้งซ่อม

ที่มา MCOT News


เมืองทองธานี 4 ม.ค. - นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.วันที่ 11 มกราคม ว่า จะเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นอีก โดยเฉพาะการที่ผู้สมัคร ส.ส.ของบางพรรคการเมืองสังกัดพรรคไม่ครบ 90 วัน ซึ่งส่วนตัวรู้สึกเห็นใจกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ กกต.ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่อย่างนั้นอาจซ้ำรอย กกต.บางชุด ที่เคยถูกดำเนินคดีแล้ว

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาราช ยังกล่าวถึงข่าวการปองร้ายนายกรัฐมนตรี ว่า คนที่มีความแค้นสามารถทำอะไรก็ได้ และเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแรง .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-04 18:02:26

บอบช้ำ - ติดหล่ม - อมโรค ผ่าวิกฤติปีวัวบ้า

ที่มา ไทยรัฐ

ผลพวงจากวิกฤติการเมืองปีหนูไฟที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่านำมาซึ่งความแตกแยกภายในชาติ

สังคมไทย ระบบการเมืองไทย ถูกทำลายย่อยยับที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ

สังคมแตกแยกเหมือนไฟลามทุ่ง ความร้าวฉานซึมลึกไปทุกระดับ ทุกวงการ ตั้งแต่คนในครอบครัว ผัวสีเหลือง เมียสีแดง

แม้แต่ในแวดวงเพื่อนฝูงสภากาแฟยังต้องปิดตัวลงไปชั่วคราว เพราะพูดเรื่องการเมืองกันทีไรเป็นต้องขัดเคืองใจกัน

ขนาดจะออกไปทำงานยังต้องเลือกสีชุดที่จะใส่ออกไปข้างนอก โดยเฉพาะเสื้อสีเหลือง สีแดง ถูกพับเก็บลงหีบไม่กล้าหยิบมาใส่

ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมมีเหตุผลมาจากการเล่นเกมชิงอำนาจ ชนิดขุดรากถอนโคน ทำลายครรลองประชาธิปไตย จนกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ “ประเทศไทย” ตกอยู่ในสภาพดิ่งลงเหว

จาก “สยามเมืองยิ้ม” กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

ทีมการเมืองไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันการ เมือง “เสียงข้างมาก” กลับตกอยู่ภายใต้ การต่อรองของ “เสียงข้างน้อย”

ทั้งนี้ เมื่อ “ทีมการเมือง” ได้สำรวจกลุ่มก๊วนการเมือง และปัจจัยที่มีผลกระทบแล้ว เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองแห่งปี “วัวบ้า” จะก่อเกิดวิกฤติการเมืองไม่แพ้ ปีหนูไฟที่ผ่านมา

เริ่มมหกรรมจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบ 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ส่งท้ายปีเก่า ทำให้ “กรรมการบริหารพรรค” ของทั้ง 3 พรรค ต้องพ้นสภาพ ส.ส. และถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

ส.ส.ที่เหลือจึงเหมือนผึ้งแตกรัง ต้องหาพรรคอยู่กันใหม่ให้ได้ภายใน 60 วัน

พรรคแรก “พลังประชาชน” ส่วนใหญ่ย้ายคอกไปสังกัดพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ 23 ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ประกาศ “ทิ้งนายเพื่อชาติ” สลัดขั้วไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

สำหรับ “ชาติไทย” ก็ไปตั้งพรรคใหม่ชื่อ “ชาติไทยพัฒนา” ต่อสู้ตามแนวทางที่เลือกเดิน ส่วน “มัชฌิมาธิปไตย” เปลี่ยนเป็น “ภูมิใจไทย” ซึ่งทั้ง “ชาติไทยพัฒนา” และ “ภูมิใจไทย” ก็พลิกขั้วมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลไม่แตกต่างจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการพลิกขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เป็นผลสำเร็จ

เราก็คงต้องมาเอกซเรย์ยลโฉม “ครม.อภิสิทธิ์ 1” ที่สังคมค่อนข้างผิดหวัง

ไม่หล่อเหลาเหมือนหน้าตานายกฯ

ตั้งคนไม่ตรงกับงาน ขัดสนกูรูดูแลเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่แค่ระดับมือใหม่หัดขับ

ยิ่งรัฐบาลผสมหลายพรรคมากกลุ่ม เสียงปริ่มน้ำ ต่างพรรคต่างค่าย ยากที่จะหลอมรวมกันได้ในสภาวะที่แต่ละพรรคอำนาจต่อรองล้นเหลือ

แม้ “นายกฯอภิสิทธิ์” จะปวารณาตัวกระโดดคุมบังเหียนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ถ้าทำงานเป็น “ทีมไทยแลนด์” ร่วมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ไร้มือดีมาคุมกระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจก็หมดความหมาย

วิกฤติลูกใหญ่ได้เริ่มส่งผลกระทบให้เห็น ทั้งการส่งออกที่เริ่มทรุด แรงงานจ่อตกงานเป็นล้านคน ภาคการท่องเที่ยวถดถอยรุนแรง

แรงบวกที่สำคัญในสภาพรัฐบาลพันธุ์ผสม การเข้ามาถอนทุนดูจะเป็นที่จับจ้องจากทุกองคาพยพ เมื่อไหร่แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว นักการเมืองพันธุ์นี้ก็ต้องออกลายหวงก้างกัดกันเละเทะ

ผลงานไม่มีออกมา ไร้น้ำยาแก้ปัญหาบ้านเมือง ก็เตรียมตัวรับมือกับสารพัดกระแสกดดัน รวมทั้งม็อบที่จะมาชุมนุมกันไม่เว้นแต่ละวัน

รัฐบาลพลาดไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที

หันไปดูเกมในสภาของ “ฝ่ายค้าน” เมื่อรัฐบาลมีสภาพเสียงปริ่มน้ำ แค่เกมเด็กๆที่ฝ่ายค้านงัดมาเล่นด้วยการขอนับองค์ประชุม 3 เวลาหลังอาหาร รัฐบาลก็เหนื่อยแล้ว

โดยเฉพาะยิ่งช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆนี้ รัฐธรรมนูญได้เปิดช่องให้ “ฝ่ายค้าน” ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ ครม.ได้ ทันที และผลจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันที่ห้ามรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ห้ามโหวตเสียง

ถึงนาทีนั้นอำนาจเงินจะเข้ามามีพลังต่อรอง

“กลุ่มร่วมรัฐบาล” และ “พรรคร่วมรัฐบาล” จึงมีอำนาจเกินคำบรรยาย “ประชาธิปัตย์” ก็ต้องยอมสยบทุกอย่าง เปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชัน ถอนทุนคืน

ถ้าประชาธิปัตย์ขวาง รัฐบาลก็พัง

แม้มีเส้นใหญ่ มีกองทัพแนบกาย และกระบวนการยุติธรรมคอยพยุง แต่การจะฝ่าคลื่นลมไปคงไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากนั้นเกมใต้ดิน บนดิน จาก “อำนาจเก่า” ที่หวังจะเอาคืนทุกเม็ดทุกดอกย่อมไม่ยอมนั่งนิ่งๆอยู่เฉยๆ

อดีตขั้วรัฐบาลที่เพิ่งมาสวมบทฝ่ายค้านจำเป็น ถ้าเจาะลึกลงไปยังตกอยู่ในสภาพไม่มีแม่ทัพใหญ่ออกกรำศึก ประหนึ่งนักมวยที่ร้างสังเวียนมานาน

ขณะที่ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะกลุ่มและพรรคที่พลิกขั้ว มาร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ ก็จะใช้ “ประชาธิปัตย์” เป็นเครื่องมือนำร่อง ไปสู่การแก้ไขในประเด็นที่จะทำให้บรรดากรรมการบริหารพรรค ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ฟื้นคืนชีพกลับมาได้เร็วกว่ากำหนด

และ “ประชาธิปัตย์” ก็จะใช้โอกาสการปฏิรูปการเมือง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ต่ออายุ” รัฐบาลออกไปอีก

สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย!!!

ซึ่งเราจะเห็นร่องรอยได้จากการยื่นเงื่อนไข 1 ใน 4 ข้อ ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็คงไม่ง่ายเพราะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาดักคอประกาศห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญเด็ดขาด

“นายกฯอภิสิทธิ์” จะยืนข้างไหนก็มีแต่ตายกับตาย

แต่ยังไม่ทันไรก็มี “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” บางท่านออกตัวทำนองว่าเห็นด้วย หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราที่มีปัญหา เพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์

สอดรับกับท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่แบะท่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขต้องไม่ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องถูกลากยาวไปถึงสิ้นปีกว่าจะสำเร็จ เพราะต้องตั้งคนกลางขึ้นมาศึกษาให้รอบคอบ เข้าทางประชาธิปัตย์

ดังนั้น การเมืองในปี “วัวบ้า” จะไม่มีคำว่ามิตรแท้และศัตรูถาวร เพราะสภาพการเมืองจะโกลาหล เข้าสู่ยุค ลับ ลวง พราง สร้างความเซอร์ไพรส์ได้ตลอด

เมื่อชำแหละดูตับไตไส้พุงกลุ่มก๊วนการเมืองที่มีพละกำลังอยู่ในขณะนี้จะมี 3 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรก “พรรคเพื่อไทย” จับมือกับพรรคประชาราชของ “ป๋าเหนาะ” บวกด้วยกลุ่ม ส.ส.ของ “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” ที่แตกออกมาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน

กลุ่มที่ 2 ก็คือ ประชาธิปัตย์ ที่ลุยเดี่ยวเป็นตัวของตัวเอง

กลุ่มสุดท้ายแต่สำคัญอย่างที่สุดนับจากนี้เป็นต้นไป เป็นกลุ่มไหนไปไม่ได้นอกจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน”

“ทีมการเมือง” ต้องบอกว่าขอจับตาเป็นพิเศษก็คือ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่กำลังแผ่ซ่านสยายปีกอหังการ ผ่านเครือข่ายแก๊งออฟโฟร์ จับต้อนพรรคเล็กปัดฝุ่นกลุ่ม 16 ในอดีต และศิษย์เก่าพรรคกิจสังคม ที่กระจายกันอยู่ตามกลุ่มก๊วนการเมือง

อย่างที่พรรคเพื่อแผ่นดิน มี “พินิจ จารุสมบัติ” หัวหน้ากลุ่มวังพญานาค “สุชาติ ตันเจริญ” หัวหน้ากลุ่มบ้านริมน้ำ เป็นแกนหลัก

ขณะที่กลุ่มภาคกลางของ “สรอรรถ กลิ่นประทุม” ก็ยังเฮละโลมารวมพลังเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับเพื่อนเก่า

เน้นให้ชัดก็ต้องโฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทยที่ตอนนี้มี “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็นแกนนำ แต่ในอนาคตอันใกล้ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จะรวมเข้ามาเป็นทองแผ่นเดียวกัน สร้างอาณาจักรป้อมค่ายการเมืองใหม่ โดยมีทุนประเดิมเริ่มต้นที่ 40 เสียง

จากนั้นจะเปิดเกมไดโว่ดูด ส.ส.แพแตกจากพรรคต่างๆ ขยับตัวเลขให้ขึ้นไปอยู่ที่ 70-80 เสียง

โดยมีกลุ่มทุนใหญ่คอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างกลุ่มคิงเพาเวอร์

กลุ่ม 5 เสือยักษ์ใหญ่ก่อสร้าง นำโดยกลุ่มชิโนไทย ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

กลุ่มน้ำเมา

กลุ่มยักษ์ใหญ่ธุรกิจการเกษตร

และกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง

สนธิกำลังกับอำนาจสีเขียวของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กลุ่มการเมืองขั้วที่ 3 จึงกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่น่าสะพรึงกลัว

การขยับขับเคลื่อนแต่ละย่างก้าว ย่อมส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นต่อวงการเมือง

เหลียวไปดูการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ชาวบ้านร้านตลาดระดับรากหญ้า ส่วนใหญ่ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้กันล้นหลาม

ดังนั้น ตราบใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ยอมหมอบราบคาบแก้ว การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักทักษิณ ก็จะมีทั้งบนดิน ใต้ดิน โดยการบงการผ่านนอมินีที่เป็นมือไม้คอยทำงานให้ อย่าง “ยงยุทธ ติยะไพรัช-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์-จาตุรนต์ ฉายแสง” จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จะขยับขับเคลื่อนในปีวัวบ้า

ยังคงส่งผลสะเทือนวงการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อการเมือง 2 ฝ่าย ยังคงเล่นเกมชิงเมืองกันจนเกินพอดี ไม่เคารพกฎ กติกา มารยาท วิกฤติการเมืองก็จะหวนคืนกลับมาซ้ำซาก

ถึงตอนนั้น “รัฐบาลแห่งชาติ” จะถูกปัดฝุ่นจุดกระแสขึ้นมาใหม่ ด้วยข้ออ้างเพื่อผ่าทางตันทางการเมือง แต่ถ้าสูตรรัฐบาลแห่งชาติจุดไม่ติด สถานการณ์บ้านเมืองส่อเค้าเกิดการนองเลือด

ก็เป็นไปได้สูงที่กลุ่มนายทหารยังเติร์ก จะลากรถถังออกมาปฏิวัติทั้งหมดขึ้นอยู่กับโอกาสจะเอื้ออำนวยให้

ดังนั้น ต้องจับตาความเคลื่อนไหวของนายทหารรุ่นยังเติร์ก ที่กำลังเล่นเกม ลับ ลวง พราง ตาอย่ากะพริบ

ารปฏิวัติเที่ยวนี้จะเป็นการปฏิวัติที่รุนแรง เด็ดขาด ไม่หน่อมแน้มเหมือนยุค คมช.

และจะไม่อยู่ภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ อีกต่อไป เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าบทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในกองทัพ โดยเฉพาะนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน และผู้บังคับการกรม ถึงแม้ภาพภายนอกดูว่ากองทัพเป็นปึกแผ่นดี แต่เอกซเรย์เข้าไปข้างในแล้วเห็นรอยแตกร้าวขบเหลี่ยมกันเอง

เพราะก่อนการเมืองจะพลิกขั้ว มีภาพข่าวปรากฏชัดว่าแกนนำกลุ่มก๊วนการเมือง พากันตบเท้าเข้าคารวะ พล.อ.อนุพงษ์ ในบ้านพัก ร.1 รอ. ท่ามกลางกระแสข่าวการไล่ทุบ ไล่ถอง ให้เกิดการสลับขั้วให้ได้

จนสุดท้ายเจ้าตัวต้องออกโรงชี้แจงว่า แค่การให้คำปรึกษาเท่านั้น

แต่ภาพการขยับขับเคลื่อนทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของ พล.อ.อนุพงษ์ ทำให้นายทหารระดับคุมกำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ

ยิ่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ที่เป็นนายเก่าที่เคารพ มาเป็น รมว.กลาโหม ได้ตอกย้ำภาพครอบงำการเมืองชัดเจนขึ้น

ดังนั้น เส้นทางการเมืองในปีวัวบ้า 2552 จะเป็นปีแห่งการลุ้นระทึก เพราะมีโอกาสที่หวยจะออกได้ 3 หน้า

ทั้งการยุบสภา จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือทหารปฏิวัติ ยึดอำนาจ!!!

“ทีมการเมือง”

"พงษ์เทพ"ออกโรงป้องนาย!ซัด"สุเทพ"โยนบาป"ทักษิณ"ต้นตอความขัดแย้ง

ที่มา ประชาทรรศน์

"พงษ์เทพ"เชือดนิ่ม"เทพเทือก"เหน็บขันอาสาถก"ทักษิณ"แค่ปั่นราคาสร้างภาพ แฉกลับตั้งแต่ปล่อยข่าวยังไม่เคยต่อสายคุย ชี้ชัดเป็นความพยายามโยงอดีตนายกฯเอี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง ระบุไม่จำเป็นต้องยกหูเคลียร์ แค่สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ยกเลิกอภิสิทธิ์ชน ให้ความเป็นธรรมกับ"ทักษิณ"ก็พอแล้ว

วันนี้ (4 ม.ค.) นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุ อสมท. เอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮริทซ์ กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนใกล้ชิดให้ยุติความเคลื่อนไหวที่สร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองว่า เพิ่งโทรศัพท์คุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาและทราบว่านายสุเทพยังไม่ได้ติดต่อไปและไม่เคยรับทราบว่าติดต่อผ่านคนใกล้ชิดด้วย เข้าใจว่าคงจะเป็นการให้ข่าวเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะจริงๆ แล้วนั้น เคยพูดแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นเรื่องระหว่างประชาธิปไตยกับสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันเป็นความเห็นที่แตกต่างและการต่อสู้ทางความคิด

"ผมคิดว่า นปช.และคนเสื้อแดง เท่าที่ผมเคยสัมผัสในการปราศรัย คนกลุ่มนี้รักประชาธิปไตย อยากเห็นความเสมอภาคที่เท่าเทียมกันและประชาชนเป็นเจ้าของประชาธิปไตย อดีตนายกฯ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้เพราะเคยเป็นนายกฯที่มาจากเสียงส่วนใหญ่และโดน คมช.ยึดอำนาจ อดีตนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเสมือนตัวแทนประชาธิปไตย อดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจชี้นำประชาชนเพราะคนกลุ่มนี้มาด้วยอุดมการณ์ และตอนนี้มีขบวนการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยโดยประกอบด้วยหลายส่วน พรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลไกนี้เท่านั้น เรื่องนี้มันไม่ใช่การคุยเพื่อเกี้ยเซี้ย ประนีประนอมยอมความกัน" นายพงษ์เทพ กล่าว

เมื่อถามว่า หากแกนนำทั้งสองขั้วมาเจรจากัน ปัญหาอาจยุติและสร้างประชาธิปไตยที่สังคมต้องการ อาจเป็นทางออกได้ นายพงษ์เทพ กล่าวว่า การสร้างประชาธิปไตย รัฐบาลไม่จำเป็นต้องคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี เพียงแต่สร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริงๆ แต่ยอมรับว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีความตั้งใจที่แน่วแน่ของกลไกหลายอย่าง แต่รัฐบาลที่ไม่ได้มาตามกลไกประชาธิปไตยในรูปแบบที่ควรจะเป็นและถูกต้อง ถามว่าจะสร้างประชาธิปไตยได้อย่างไร เห็นง่ายๆไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐบาลชุดนี้มีที่มาจากทหารบางส่วน

ถามว่า ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็โดนกล่าวหาว่าเป็นประชาธิปไตยผูกขาด นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ประชาธิปไตยในช่วงนั้นจะมีข้อบกพร่องอย่างใดแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากประชาชนและสามารถปรับได้เพราะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 เมื่อใช้ไปแล้วก็มีข้อบกพร่องบางส่วน ตอนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณเชิญนักวิชาการมาพิจารณาว่าจะแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร เพียงแต่ตอนนั้นผลของเรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้นเพราะมีการยุบสภาไปก่อนจึงไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

เมื่อถามว่า อดีตนายกฯจะมีแนวทางการสร้างความปรองดองในสังคมได้อย่างไร นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ต้องสร้างความเสมอภาคในสังคมให้เกิดขึ้น รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เห็นแก่หน้าฝ่ายใดและไม่รับธงจากฝ่ายใดมาตัดสินแบบขัดหลักยุติธรรม รวมทั้งกลไกรัฐที่ถูกต้อง เช่น กกต.และ ปปช.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช.และเข้ามาทำหน้าที่นั้น บุคคลเหล่านี้จะกุมกลไกสำคัญได้อย่างไรและใครจะเชื่อถือ เพราะคมช.แต่งตั้งบุคคลเหล่านี้เข้ามาแล้วตามรัฐธรรมนูญที่นิรโทษกรรมไว้แล้ว ถามว่าสังคมไทยมองเห็นอภิสิทธิ์ชนแล้วและจะอยู่กันอย่างไร

ถามว่า หากอดีตฯนายกฯจะยอมคุยกับนายสุเทพ จะมีเงื่อนไขใดบ้าง นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ไม่ต้องคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีเลยเพียงแต่จัดทำกระบวนการต่างๆ ให้เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปโดยแท้จริงและไม่มีอำนาจนอกระบบ อำนาจประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่อยู่กับอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่คน การอยู่ร่วมกันโดนสงบสุขในประเทศต้องจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ให้ทุกฝ่ายโดยเหมาะสมและมีเหตุผล ตรงนี้สังคมไทยจะอยู่ได้อย่างสงบ

เมื่อถามว่า แต่อดีตนายกฯและรัฐบาลน่าจะคุยกันเพื่อหาทางออกให้สังคมได้ นายพงษ์เทพ กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นคนไทยคนหนึ่งใน 63 ล้านคน ขอเพียงจะจัดสรรผลประโยชน์ให้อดีตนายกฯเท่าเทียมกับคนไทยทุกคนก็พอแล้ว โดยขอความเป็นธรรมที่คนไทยคนหนึ่งควรได้รับและไม่ขออภิสิทธิ์อะไร

"เพื่อไทย"ล็อกเป้าบอมบ์"มาร์ค"หนีทหารคาเวทีอภิปรายนอกสภาแม้กกต.ยกคำร้อง

ที่มา ประชาทรรศน์

"เพื่อไทย"ไม่ท้อแม้ กกต.ยกคำร้อง"มาร์ค"หนีทหาร พุ่งเป้าบอมบ์คาเวทีอภิปรายนอกสภา จี้จุดจริยธรรมกดดันให้ลาออก พร้อมดักคออย่าอาศัยการตีความเป็นเกราะกำบัง เตือนหากดื้อแพ่งกอดเก้าอี้ ต้องยอมรับคำประณามจากสังคม

วันนี้ (4 ม.ค.) นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยกคำร้องเรื่องนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หนีทหารว่า หาก กกต.มีคำวินิจฉัยออกมาว่าไม่เข้าข่าย แต่นายอภิสิทธิ์เองควรมีวิสัยทัศน์และความสำนึกรับผิดชอบที่ดีกว่านี้ เพราะฉะนั้น เกิดมาเป็นชายมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ไม่หูหนวก ตาบอด ไม่แขนขาขาด ไม่มีความพิกลพิการ ควรรับใช้ชาติเยี่ยงชายอื่นที่มาเกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีกฎหมายเอาผิดได้ นายอภิสิทธิ์เองก็ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าความสง่างามยังมีอยู่หรือไม่ ในเมื่อระเบียบกฎหมายไม่มี ทางพรรคเองก็คงจะไปดำเนินการอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยโดยสามัญสำนึก โดยบุคคลิกของนายอภิสิทธิ์ที่ออกมายืนยัน การันตีนักหนาว่าบริสุทธิ์ใจ ยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม ระบอบประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์เองก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าการหนีทหารนั้นเป็นเพราะสาเหตุใด แล้วจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งตรงนี้นายอภิสิทธิ์เองก็ยังอาศัยการตีความมาเป็นเกราะกำบังตนเองอยู่ จึงอยากถามนายอภิสิทธิ์ว่ามันน่าละอายมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งหากเป็นตนหรือเป็นคนอื่นคงไม่ต้องให้ใครมาตีความอย่างนี้แน่ คงจะมีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว

"ส่วนการที่ กกต.สรุปยกคำร้องจะมีการยื่นเรื่องต่อไปที่ศาลหรือไม่นั้นก็ต้องดูนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ทั้งนี้ ก็ต้องดูเรื่องกฎหมายอาญาและศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะมีช่องทางไหนที่จะดำเนินกระบวนการได้ ถึงจะต้องส่งตีความเพื่อเป็นบรรทัดฐานไว้ เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นนักเรียนนอก เป็นคนไทย และเป็นผู้นำประเทศ มิฉะนั้น จะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อไปของเยาวชนและคนที่จะมาเป็นแนวหลังต่อไป" นายประชา กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงตรงนี้หรือไม่ นายประชา กล่าวว่า เรื่องนี้จะอยู่ในการเปิดอภิปรายนอกสภาในวันพรุ่งนี้ (5 ม.ค.) เพราะไม่เคยเห็นผู้นำประเทศคนใดมีประวัติการหนีทหาร ซึ่งความจริงแล้วถึงแม้ว่า กกต.จะยกคำร้อง อย่างน้อยนายอภิสิทธิ์ควรจะมีภาพลักษณ์ที่สวยงาม ดีงามและสง่างามที่ดีกว่านี้ จะมาฝืนทนอยู่กับข้อกล่าวหาหนีทหารที่เป็นสีเทาอย่างนี้หรือ ฉะนั้น นายอภิสิทธิ์ก็ต้องตอบสังคมให้ได้ หากตอบสังคมไม่ได้ เมื่อสังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ มากระแหนะกระแหน นายอภิสิทธิ์ก็ต้องยอมรับและทน จะออกมาตอบโต้ประเด็นนี้ไม่ได้ เพราะในเมื่อตัวเองไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาต่อสังคมเรื่องหนีทหารได้ก็ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์

นายประชา กล่าวว่า การที่กกต.ยกคำร้องบอกไม่เข้าข่ายก็ต้องยึดตามนั้น และมีคำวินิจฉัยออกมาแบบนี้ก็ต้องสิ้นสุดตรงนั้น แต่โดยสถานะทางสังคมแล้วไม่สิ้นสุด เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นคนรุ่นใหม่ และพูดมาตลอดว่าเคารพกฎหมาย เคารพจริยธรรม เคยเปรียบคนนั้นคนนี้ว่าไม่สง่างาม ไม่เหมาะสม ขาดจริยธรรม ดังนั้น เมื่อข้อครหาเกิดขึ้นกับนายอภิสิทธิ์ ที่มีความโหยหาอำนาจ อยากได้ลาภยศบรรดาศักดิ์นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งคนที่จะมาส่งเสียงโวยวายเรื่องช่วงชิงอำนาจ ปล้น แย่ง หรือมีข่าวถึงขนาดว่าไปซื้อไปหา ส.ส.เพื่อให้มาสนับสนุนตนเป็นนายกฯ นายอภิสิทธิ์ใช้โอกาสทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเกิดความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม นายอภิสิทธิ์ก็ไม่สนใจ อีกทั้งทุกวันนี้นายอภิสิทธิ์จะเดินไปทางไหนก็มีคนตราหน้าว่าปล้นเขามา ซึ่งก็หนีไม่พ้นคำว่าตระบัดสัตย์เล่ห์กลด้วยเงินต้องมนตร์คาถา

"นายอภิสิทธิ์ต้องใจคอหนักแน่นที่จะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น เพราะการได้มาของตำแหน่งไม่มีความภาคภูมิใจ ได้มาด้วยความไม่สง่างาม ดังนั้น ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารย์เหมือนกับที่เคยวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นไว้" นายประชา กล่าว

โพลล์ชี้ปชช.ไม่เชื่อนายกฯถูกปองร้าย"มาร์ค"ผวารบ.เสียสูญหลังเลือกซ่อม

ที่มา ประชาทรรศน์

'มาร์ค'ไม่สนถูกขู่ฆ่า!ลุยช่วยลูกพรรคหาเสียงยานฝั่งธนฯ ท่ามกลางการอารักขาเต็มพิกัด ยอมรับผลการเลือกตั้งซ่อมกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ด้าน'ศิริโชค'ยืนกรานนายกฯถูกข่มขู่เอาชีวิตจริง แฉมีคนเตรียมสาดน้ำกรด เตือนสื่อระวังเวลาสัมภาษณ์ แต่โพลล์ชี้ประชาชนไม่เชื่อข่าวปองร้ายผู้นำ ฟันธงแค่สร้างข่าว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวมีมือมืดโทรศัพท์ข่มขู่เอาชีวิตนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั้น นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยเจ้าหน้าที่ได้รายงานให้นายอภิสิทธิ์ทราบเป็นระยะ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร อีกทั้งนายกรัฐมนตรีไม่มีศัตรู คาดว่าคงจะเป็นฝีมือของกลุ่มคนที่สูญเสียผลประโยชน์

นอกจากนี้นายศิริโชค ยังกล่าวอีกด้วยว่า เท่าที่ได้รับรายงาน คือจะมีการสาดน้ำกรดใส่นายกฯ แต่ไม่ทราบว่าจะสาดในระยะใกล้หรือไกล ถ้าสาดในระยะใกล้ก็คงหนัก โดยสื่อมวลชนเองก็ต้องระวังตัวในช่วงที่สัมภาษณ์นายกฯด้วย

ขณะเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,118 คน ถึงกรณีนายกฯถูกปองร้าย พบว่า ร้อยละ 31.97 เห็นว่าข่าวนายกฯ ถูกปองร้าย อาจเป็นการสร้างกระแส สร้างข่าว สร้างสถานการณ์ ร้อยละ19.67 เป็นห่วง-ไม่อยากให้เกิดขึ้น-ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีกับนายกฯ ร้อยละ 17.21 เห็นว่าเป็นเกมการเมือง-เป็นเรื่องปกติของการเมือง ร้อยละ 15.57 เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ

เมื่อสอบถามประชาชนเชื่อข่าว นายกรัฐมนตรีถูกปองร้ายหรือไม่ ร้อยละ 41.38 ตอบไม่แน่ใจ ร้อยละ 37.24 ไม่เชื่อ เพราะไม่มีเหตุผลต้องปองร้าย, ไม่มีข้อมูล หลักฐานแสดง, อาจเป็นการสร้างกระแส ร้อยละ 21.38 เชื่อ เพราะน่าจะมีมูลความจริง,สถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่ยังมีกลุ่มคนที่ต่อต้านหรือไม่พอใจนายกรัฐมนตรีอยู่

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทางลงพื้นที่ย่านฝั่นธนบุรี เพื่อช่วยนายณัฐพล ทีปสุวรรณ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 10 กรุงเทพฯ ของพรรคฯหาเสียงที่บริเวณสวนธนบุรีรมย์ โดยนายกฯ มีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส พร้อมยิ้มแย้มทักทายกับประชาชนที่มารอให้กำลังใจ จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นรถหาเสียง เพื่อไปพบปะกับประชาชนที่ตลาดใหม่ทุ่งครุ 61 ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 8 ทั้งในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างลงพื้นที่หาเสียงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความหมายกับการเมืองระดับชาติ เพราะเสียงของรัฐบาลมาก กว่าฝ่ายค้านอยู่เล็กน้อย โดยการเลือกตั้งซ่อมกว่า 30 เขต มีผลต่อความมั่นคงในการทำงานของรัฐบาล

สับกองทัพอุ้มปชต.จำแลง!ลุยสอบบิ๊กคมช.ผุดบ้านหรูกลางกรุง

ที่มา ประชาทรรศน์


อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จวกกองทัพอีแอบรัฐบาล ปูดปูนบำเหน็จหลังจัดตั้งสำเร็จ จี้ผบ.ทบ.แจง หวั่นกระทบทั้งกองทัพ เหตุเข้าข่ายประชาธิปไตยจำแลง ด้าน ปธ.กมธ.ทหาร ยื่นสอบเอาผิดผู้นำเหล่าทัพส่งซิกการเมือง ฮึ่มเช็กบิล"อดีตผบ.ทบ-บิ๊กคมช."หมกเม็ดสร้างคฤหาสน์หรูย่าน"บางเขน-วิภาวดี"

หลังจากถูกจับตาว่าอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จนมีการตั้งฉายารัฐบาลมาร์ค 1 ว่า รัฐบาลเขียว-เหลือง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสมของกองทัพ ทั้งๆ ที่ควรจะวางตัวเป็นกลางทางการเมือง

โดยเรื่องนี้ อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้ให้ความเห็นว่า กองทัพควรชี้แจงในฐานะที่เป็นสถาบันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องของการแทรกแซงทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของทหารที่เป็นตัวบุคคล เพราะการดำเนินการสิ่งใดก็ตามที่ผ่านมาของพล.อ.อนุพงษ์ ถือว่าเป็นเรื่องของความไม่เหมาะสมและจะส่งผลกระทบต่อสถาบันของกองทัพในอนาคตอย่างแน่นอน

“ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ 3 พรรคการเมือง บุคคลในกองทัพที่เกี่ยวข้องก็ได้รับสิ่งตอบแทนเป็นตำแหน่ง หรือไม่ก็การรับประกันว่าจะไม่โดนปลดจากตำแหน่งก่อนเกษียณ และกองทัพสามารถมีบทบาทในการคุกคามของรัฐบาลอย่างเปิดเผย รวมถึงกรณีที่ผู้จัดการรัฐบาลอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ต้องนำกระเช้าดอกไม้ไปเชิญพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ทบ.ให้มานั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหม ทั้งที่เป็นคนนอกและเกษียณอายุราชการไปแล้ว ทำไมถึงต้องมีอิทธิพล ต่อการจัดตั้งรัฐบาลขนาดนั้น ซึ่งที่ผ่านมาใครต้องการตำแหน่งในรัฐบาลก็จะต้องเป็นฝ่ายวิ่งเต้นกับผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่กรณีนี้คนเป็นถึงผู้จัดตั้งรัฐบาลจะต้องไปเชิญด้วยตัวเอง เพราะอะไรถึงต้องยอมเสียศักดิ์ศรีถ้าไม่ใช่เพราะกองทัพครอบงำการเมือง” อ.คณิน กล่าว

อ.คณิน ยังกล่าวอีกว่า จากนี้ไปอำนาจในการโยกย้ายตำแหน่งทหารประจำปี ในช่วงกลางปีหน้าที่จะมีขึ้น คาดว่าอำนาจจะตกอยู่ในมือของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและ ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นปัญหาในความเป็นเอกภาพในกองทัพ คนที่ไม่เส้นมีสาย คนที่ไม่ใช่พรรคพวกและไม่ใช่แนวทางของ 3-4คนนี้ก็จะต้องประสบปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้าย หรืออาจจะถูกดอง จะเป็นผลกระทบในเรื่องของเอกภาพของกองทัพพอสมควร เพราะเวลานี้คนบางคนได้เอากองทัพไปเล่นการเมือง ทั้งนี้การเมืองมีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลแต่บุคคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแทนของกองทัพนั้นควรจะต้องเป็นวางตัวเป็นกลาง แต่การกระทำที่ผ่านมากองทัพถูกดึงให้เข้าไปเล่นกับการเมือง หากกองทัพเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้านจึงต้องวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบ กองทัพก็จะได้รับผลกระทบ

อ.คณิน กล่าวต่อว่า เชื่อว่าคนในกองทัพ และทหารตัวเล็กๆในกองทัพที่ไม่เห็นด้วยกับผู้นำนั้นมีมาก และถึงแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ไม่มีวิถีทางที่จะแสดงออกเพราะกฎระเบียบวินัยของทหารค่อนข้างจะเคร่งครัด แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีการส่งสัญญาณให้สังคมรับรู้บ้างว่าทหารส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ด้วยกับการกระทำของคนเพียงบางคนที่ทำเพื่อตัวเอง

"พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะผู้นำกองทัพบก ซึ่งถือเป็นกำลังส่วนใหญ่ของกองทัพ จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการชี้แจงตอบข้อสงสัยให้กับประชาชนถึงสิ่งที่ทำไป ไม่ใช่ออกมาแถลงข่าวปฎิเสธไม่รู้เรื่องเหมือนที่ผ่านมา เพราะความจริงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปกปิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมรู้ว่ากองทัพมีบทบาทมากเพียงไร หากเป็นเช่นนี้อนาคตของประเทศคงอับเฉา ประชาธิปไตยคงเป็นประชาธิปไตยหลอกๆ ที่หลอกลวงให้ประชาชนไปเลือกตั้งทำโน่นทำนี้ หลอกว่าเป็นประชาธิปไตยแต่สุดท้ายก็ใช้วิธีเผด็จการ ” อ.คณิน กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่าในวันที่ 5 ม.ค.นี้ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯพร้อมคณะทำงานจะเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กรณีที่ผู้นำเหล่าทัพออกมา แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ โดยได้รับคำยืนยันจากเจ้ากรมพระธรรมนูญว่าการกระทำดังกล่าว ขัดต่อระเบียบของกระทรวงกลาโหมที่ห้ามทหารเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง เพื่อให้ รมว.กลาโหม สอบสวนความผิดทางวินัยและอาญาทหาร

พ.ต.ท.สมชาย กล่าวอีกว่า ล่าสุด พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.)ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเสนอจะปรับปรุงกองทัพอากาศรวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เป็นหมายเลขหนึ่งในอาเซียนนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดในการพัฒนาปรับปรุงกองทัพเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม แต่ต้องไม่ใช่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ก่อนที่ ผบ.ทอ.ดำเนินการใดๆควรหันกลับไปดูผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง เพราะตนได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการทหารบางคนซึ่งขาดขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่โดยเฉพาะทหารที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนจะพิจารณามุ่งหวังพัฒนากองทัพเพียงอย่างเดียว

“ผมยังไม่เคยเห็นผู้นำเหล่าทัพคนไหนลงไปค้างในพื้นที่ภาคใต้เลย จึงขอให้ ผบ.เหล่าทัพลงไปดู ไปให้กำลังใจกับทหารในพื้นที่ ไปดูชีวิตความเป็นอยู่ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องแรก” ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯย้ำ

พ.ต.ท.สมชาย กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการสร้างบ้านพักขนาดใหญ่ให้ อดีต ผบ.ทอ.ทั้งในบริเวณย่านบางเขนและวิภาวดีนั้น เรื่องนี้จะนำบรรจุเข้าพิจารณาในคณะกรรมาธิการทหาร พร้อมจะเชิญสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน สตง. และสื่อมวลชนลงตรวจสอบพื้นที่จริงว่าบ้านพักดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ทั้งนี้ บ้านพักเหล่านั้นมีทั้งทหารที่เกี่ยวข้องกับ คมช.และไม่เกี่ยวข้อง คมช.รวมทั้งมีนายทหารหลายคนที่เข้าไปมีบ้านพักดังกล่าว และขอเรียกร้อง พล.อ.อ.อิทธพร ได้มีการทบทวนเรื่องนี้ เพราะการที่นำเงินของกองทัพไปใช้โดยไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากองทัพ คงไม่เหมาะสม และถ้า ผบ.ทอ.รักประชาชนจริง ก็อย่าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และควรจะตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วยว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

One Day With Sam, เลือกแซมเบอร์ 10

ที่มา thaifreenews



ภาระกิจ ตามแซมไปหาเสียง ไปดูว่าใน 1 วัน แซมไปหาเสียงอย่างไรบ้าง มีเสียงตอบรับอย่างไร มีอะไรสนุกๆ บ้าง
เริ่มเช้าของวันกันที่ สวนลุมฯ
วันนี้ แซมมากับครอบครัวพร้อมหน้าครบคน เป็นครอบครัวที่น่ารักมากๆ
ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อทักษิณ เราสู้เพื่อประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย


จากการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พูดว่าจะหาทางเจรจากับ ท่านนายกฯทักษิณ เพื่อให้บ้านเมืองสงบและไม่มีการต่อต้านรัฐบาลพรรคประชาธิปปัตย์ ผมฟังดูแล้วให้รู้สึกขัดหูเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสาเหตุหนึ่งคือ นายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีอำนาจอะไรที่จะไปเจรจากับทักษิณ ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีอำนาจที่จะมีข้อเสนออะไรทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่เหนืออำนาจรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นธรรม หรือเรื่องอื่นๆ เพราะคู่ขัดแย้งหลักคือ “อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ”

ข้อที่สอง และเป็นข้อสำคัญคือ คนเสื้อแดงไม่ได้ต่อสู้เพื่อท่านนายกฯทักษิณ แม้ว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะมีประโยชน์ต่อนายกฯทักษิณก็ตาม เพราะเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย ความอยุติธรรมต่างๆ ที่ อดีตนายกฯทักษิณได้รับ ก็จะได้รับการแก้ไข และมีความเป็นธรรมขึ้น คนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ เราต่อสู้เพื่อตัวของพวกเราเอง เราต่อสู้เพื่อประชาชน ที่ถูกรังแก ถูกทรยศ และถูกแย่งชิงอำนาจไปจากพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง



แต่เราเห็นว่า ท่านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คือ “สัญญลักษณ์ประชาธิปไตย” เป็นคนที่มีพลังในการทำให้ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมีความเข็มแข็ง และท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจในการต่อสู้

ดังนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ และสื่อทั้งหลายพยายามที่จะคิดว่า ท่านายกฯทักษิณ เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้ของคนเสื้อแดง คือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง การตกลงกับนายกฯทักษิณ ที่ไม่ส่งผลต่อประชาธิปไตย ไม่ทำให้อำนาจของปวงชนกลับคือมา ย่อมไม่มีทางนำความสงบกลับคืนมาอย่างแน่นอน ก็เหมือนกับที่คิดว่า คนเสื้อแดงหมดพลังไปแล้ว เพราะกลุ่มนายเนวิน ไม่ได้สนับสนุนแล้ว แล้วเกิดความตกใจว่าวันแถลงนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ คนเสื้อแดงมาจากไหนมากมาย ตอนนี้ตั้งใจป้ายความผิดทั้งหมดไปที่ทักษิณ อีกแล้วว่าอยู่เบื้องหลัง

ที่จริงความวุ่นวายทางการเมือง 3 ปีที่ผ่านมานี้ การที่กลุ่มอำมาตยาธิปไตย พยามทำลายทักษิณหลายครั้ง โดยตั้งข้อสมมุติฐานว่า ทักษิณยังไม่วางมือทางการเมือง แล้วทำทุกอย่างเพื่อทำลายทักษิณ แต่ผลของการกระทำมันไม่ได้ตกอยู่กับทักษิณ แต่มันเป็นการทำร้ายประชาชน จนคนจำนวนมากทนไม่ได้และลุกออกมาใส่เสื้อแดงและออกมาต่อสู้ เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา พวกอำมาตย์ทั้งหลายยังไม่สำนึกอีกว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับประชาชน พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับทักษิณแต่อย่างใด พวกเขากำลังต่อสู้กับประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงต่างหาก

เชื่อผมเถอะว่าในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะทำอย่างไรพวกศักดินาอำมาตย์ฯ ก็จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะดำเนินการอะไร ก็ไม่มีทางที่จะบรรลุเป้าหมายไปได้ ประเทศต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่ต้องการคนที่ทรยศต่ออำนาจของประชาชน ประเทศได้ก้าวพ้นการเมืองก่อนยุคปี 2540 ไปแล้ว การที่จะดึงการเมืองกลับไปยุคก่อนปี 2540 ซึ่งเป็นการถอยหลังนั้นทำไม่ได้อย่างแน่นอน

และหากคิดว่ายิ่งปล่อยเวลานานไป ความนิยมทักษิณอาจลดลง และจะทำให้คนอีสาน และคนเหนือลืมทักษิณ หันไปเลือกพรรคเล็กพรรคน้อยอีกเหมือนที่เคยทำมา 70 ปี ผมว่าเพ้อฝันเกินไป ทักษิณเป็นรัฐบาลกว่า 5 ปี ทำโครงการทุกอย่างเพื่อคนใต้ แต่ผมก็ไม่เห็นคนใต้เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคไทยรักไทยเลย

คนได้ก้าวพ้นการเลือกตัวบุคคลไปเลือกพรรคแล้ว ดังนั้นกลยุทธ์เดิมๆ มันไม่ได้ผลแล้ว คนภาคอีสาน ภาคเหนือต้องการพรรคการเมืองแบบเสรีนิยมโลกาภิวัฒน์ แบบพรรคไทยรักไทย ไม่ได้ต้องการพรรคอนุรักษ์นิยมแบบประชาธิปัตย์ ไม่ต้องการเศรษฐกิจพอเพียง แต่ต้องการรัฐสวัสดิการแบบทักษิโณมิกส์ ไม่ได้ต้องการถนนหนทางแบบสุพรรณบุรี แต่ต้องการระบบรัฐสวัสดิการที่ช่วยให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้พรรคประชาธิปัตย์ให้ไม่ได้อย่างแน่นอน

ปล.ผมอ่านข้อเสนอในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงในปี 2552 โดย คุณ บก.ลายจุดที่คนเอามาลงในเว็บประชาไท ผมเห็นด้วยทั้งหมด เลยขอเอามาลงเพื่อเผยแพร่ให้ได้อ่านกันนะครับ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน รวมทั้งเคลียร์ยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน เพื่อคนเสื้อแดงจะได้ไม่สับสน


----------------------

ข้อเสนอต่อการต่อสู้คนเสื้อแดง ปี 52 โดยคุณ บก.ลายจุด

ผมมี ความยินดีที่จะมีผู้อ่านแสดงความคิดเห็นทั้งในเชิงเห็นด้วยและแตกต่าง บนพื้นฐานของเหตุผล และ จุดยืนที่อาจแตกต่างกันในรายละเอียด

1.....สีแดง = ชูธงประชาธิปไตย
ต้อง ทำให้คนคิดถึงสีแดง แล้วคิดถึงประชาธิปไตย ไม่ใช่คิดถึงกลุ่มคนรักทักษิณ ดังนั้น เนื้อหาที่นำเสนอ ต้องเข็มข้น ผูกติดกับประชาธิปไตยเป็นเรื่องแรก ๆ และต้องอยู่ในทุกพื้นที่ของสีแดง

2....จัดวางบทบาททักษิณเป็นแนวร่วม
ให้ เสื้อแดงต่อสู้ไปโดยไม่ต้องพะวงกับทักษิณมากนัก เขาดูแลตัวเองได้ การที่ทักษิณจะร่วมต่อสู้ ขอให้จัดวางทักษิณอยู่ในฐานะของแนวร่วม เฉกเช่นแนวร่วมเสื้อแดงอีกหลาย ๆ คน

3.....ผู้นำการต่อสู้คือ วีระ
ต้อง ยกคุณวีระขึ้นอย่างโดดเด่นที่สุด ด้วยเหตุผลเรื่องวุฒภาวะ หัวใจการต่อสู้ และได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่า เขามีความรับผิดชอบเพียงพอต่อภาระกิจและชีวิตของมวลชน

4.......สถาบันคนเสื้อแดง = องค์กรนำ
ให้จัดวางแกนนำกลุ่มต่าง ๆ เข้าไปเป็นสมาชิกในองค์กรนำแห่งใหม่ ซึ่งเข้าใจว่า อีกหน่อยจะใช้ชื่อ สถาบันคนเสื้อแดงแทน นปช

5.....หยุดแย่งชิงการนำ
พื้นที่ สนามหลวง มีปัญหาบ่อยครั้ง หลายครั้งที่มีเวทีขึ้นพร้อม ๆ กัน จากกลุ่มหลาย ๆ กลุ่ม ซึ่งจริง ๆ แล้ว เป็นสมาชิกในแนวร่วมนั้นแหละ คนที่เป็นแกนนำของแต่ละกลุ่ม ต้องยกระดับการเป็นนักต่อสู้ เพื่อไม่ให้มีภาพการแย่งการนำอีกต่อไป ประเภทมี 3 เวที ในสนามหลวงนี่ต้องเลิก

6......หยุดใช้คำหยาบ และ เรื่องส่วนตัวเกินเลย
ประเภท กู ๆ Mung ๆ หลุดออกมาได้บ้าง แต่สัตว์เลื้อยครานนี้ต้องหยุด เรื่องใต้สะดื้ออย่าเอามาเล่น ความแตกต่างทางเพศอย่าเอามาล้อเลียน หากใครเขาว่าเสื้อแดงเป็นม็อบรากหญ้า ก็ต้องแสดงให้เขาเห็นว่า รากหญ้าก็มีวุฒิภาวะทางสังคม ศิลปะในการพูดผสมกับการทำการบ้าน ทำงานข้อมูล หยิบจับแง่คิดคม ๆ มาแบ่งปัน เป็นภาระกิจของนักพูดบนเวที

7......การชุมนุมอย่างเปิดเผย
ความจริงแล้วเห็นไม่มากนัก แต่ยังมีบางคน ปิดหน้าปิดตา เหมือนกับการ์ด พธม ไม่รู้จะปิดไปทำไม มันดูไม่ดี

8.....ป้ายยกจากผู้ชุมนุม
อัน นี้ถือเป็นสีสันที่ดี การที่ผู้ชุมนุมจากที่ต่าง ๆ นำป้ายยก เขียนข้อความที่ต้องการสื่อสาร ถือว่าเป็นสีสัน และขยายผลทำให้ Message ถูกส่งตรงจากผู้เข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งไม่มีโอกาสพูดบนเวที ตรงนี้ต้องส่งเสริมกันให้มาก ๆ

9......ขยายฐานมวลชนเสื้อแดง
ให้ เชื่อมโยงคนที่เป็นเสื้อแดงไว้ด้วยกัน เกาะกันให้ได้ อาจเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 3-5 คน จะมีประโยชน์มากกว่า ปล่อยให้สีแดงอยู่กันเป็นปัจเจกคนเดียว เพราะจะได้มีการแบ่งปันข่าวสาร ถกเถียงพูดคุย และคิดอ่านในการทำกิจกรรม

10......อย่าผลักสีขาว เป็นสีเหลือง
เวลา เจอพวกสีขาว หรือ พวกกลาง ๆ อย่าไปด่าเขาเสีย ๆ หาย ๆ หรือไปป้ายเขาว่าเป็นพวกนิยมเหลือง หรือ พวกพันธมิตร แม้แต่เหลืองอ่อน ๆ ก็ต้องพยายามไม่ผลักให้เขาเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องพยายามให้ข้อมูลแบบไม่ยัดเยียด ไม่เร่งรีบ หรือคาดหวังมากนัก ค่อย ๆ ชวนคุยให้เกิดประกายความคิดว่า ประชาธิปไตยดีกว่าสิ่งที่ พธม เสนออย่างไร

11.......อย่าคิดเปลี่ยนสีเหลืองเป็นสีแดง
เป็น เรื่องไม่มีประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้น เพราะในทางกลับกัน เหลืองคนไหนก็เปลี่ยนแดงเป็นเหลืองไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่เสื้อแดง ควรมีท่าทีกับสีเหลืองคือ การเคารพในตัวตนเสื้อเหลือง สิ่งเดียวที่ทำให้เสื้อเหลืองเปลี่ยนได้ คือ ตัวของเขาเอง ให้เวลาเป็นข้อพิสูจน์และจงเชื่อมั่นว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ที่สำคัญ เสื้อเหลืองที่คุณพยายามไปเปลี่ยนเขา(ซึ่งยากทีจะสำเร็จ) อาจเป็นคนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนบ้านที่คนเคยคบหากันมาก่อน อย่าให้ความคิดเรื่องการเมือง ทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ที่คุณเคยมีกับเขา โดยเฉพาะคนที่มีผลต่อชีวิตคุณมาก ๆ เช่น คนในครอบครัว จงเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับความหลากหลาย และ แตกต่าง แบบสุด ๆ

12.....ทีวีสีแดง และ วิทยุชุมชน
จง เชื่อมโยงตนเองเข้ากับเครือข่ายการสื่อสารของฝ่ายเสื้อแดง ใครพอมีกำลังก็ติดจานดาวเทียม และแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน ใช้โทรศัพท์ที่สามารถรับฟังวิทยุได้ เมื่อมีเวลา ก็รับฟังทางวิทยุชุมชน และโทรศัพท์ เขียนข้อความไปแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สื่อสีแดง เป็นช่องทาง 2 ทาง และมีแง่มุมของคนเล็กคนน้อยอยู่ในพื้นที่สื่อเหล่านั้น หมดยุคข้อมูลจากบนลงล่างแล้ว

13.....นักรบไซเบอร์
นอกจากช่วยกัน นำข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาทำซ้ำแล้ว จะต้องยกระดับในแง่การเปลี่ยนข้อมูล ให้มีแง่มุมในเชิงหลักการ คือ ต้องชี้ให้ชัดว่า ข้อมูลนั้นอยู่บนพื้นฐานทางหลักการอะไร โดยจะต้องเชื่อมโยงทั้งในประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่หยิบจับข่าวการเมืองที่ผ่านปากนักการเมืองมาคุยกันเท่านั้น นอกจากนั้น จะต้องขยายฐานไปยังเวบอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นเวบการเมือง สอดแทรกแง่มุมข่าวสารให้กว้างขวาง (ขยายฐานการรับรู้ และการทำงานการเมืองในโลกไซเบอร์)

14.....เปลี่ยนมวลชน เป็น ผู้ปฏิบัติงาน
สำหรับ คนที่ไปร่วมเวทีการชุมนุมมาระดับหนึ่งแล้ว จะต้องหาที่ยืนใหม่ที่มีความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ ต้องมองว่า ตนเองสามารถมีส่วนร่วมในการขยายผลได้อย่างไร โดยเริ่มจากการสมัครเป็นสมาชิกสถาบันเสื้อแดงในพื้นที่ของตนเอง และเสนอตัวเป็นแกนนำหรือผู้ปฏิบัติงานในการขยายฐานสมาชิก หรือช่วยยกระดับการศึกษาความเข้าใจทางการเมืองให้กับสมาชิกในพื้นที่ใกล้ บ้านที่คุณเป็นสมาชิกอยู่

15.....จงมุ่งมั่นที่จะชนะ แต่อย่าเร่งรีบที่จะชนะ
รักษา ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ และต้องปรับความคิดในการที่จะชนะในระยะเวลาสั้น ๆ เพราะจะทำให้การต่อสู้พลาดพลั้งได้ง่าย คิดไปเลย 10 ปี

16....จัดการศึกษาให้นักการเมือง
หาก พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้แทนของคนเสื้อแดง พวกเขาต้องปรากฎตัวและออกมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสื้อแดง และต้องร่วมต่อสู้ ไม่ใช่หดหัว Play Safe ปล่อยให้เสื้อแดงต่อสู้กับแกนนำบางคนเท่านั้น ต้องมีการปรึกษาหารือระหว่างประชาชนกับนักการเมือง ในการวิเคราะห์ปัญหาบ้านเมืองที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางการเมือง แต่ต้องไปถึงเรื่องนโยบาย และ สถานการณ์ทางสังคม ถ้านักการเมืองยังคงทำตัวเป็นคนที่มีอาชีพเป็นนักการเมือง แต่ไม่ได้เป็นผู้แทน(จิตวิญญาณ)ประชาชน ก็อย่าไปเลือกมัน และถ้านักการเมืองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เอาแต่เล่นเกมอำนาจและผลประโยชน์ ขอให้คนเสื้อแดงตัดใจ ให้บทเรียนกับนักการเมืองเหล่านี้ พรรคการเมืองต้องจัดเวที เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างต่อเนื่อง เน้นการไปนั่งฟัง อย่าไปเน้นการสั่งสอน หรือ โฆษณาหาเสียงกับชาวบ้าน แล้วนำสิ่งที่ชาวบ้านเสนอปัญหาและแนวทางมาพิจารณาในการออกแบบนโยบายพรรค ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนให้ได้ เลือกเสียที พรรคการเมืองของนายทุน หรือ พรรคของนักการเมือง

17......ศึกษา ค้นคว้า แลกเปลี่ยน
อย่า มัวแต่ตอบกระทู้ด่ากันไปด่ากันมา แต่หาเวลาไปค้นใน wiki ทั้งข้อมูลประวัติศาสตร์ หรือ ข้อมูลต่าง ๆ ตามเวบไซด์ หรือ หยิบจับหนังสือดี ๆ มาอ่าน หรือเข้าร่วมการประชุมเสวนาทางวิชาการ หรือ จะฟังจาก Clip ที่มีคนเอามาเผยแพร่ก็ได้ จากนั้นนำข้อมูลและแง่มุมมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน

18.....เสนอตัว เป็นอาสาสมัคร
ดู ว่าตนเองมีต้นทุนอะไรบ้าง สามารถช่วยเหลือผู้อื่น หรือ การต่อสู้ในด้านใด เช่น ถ่ายภาพ ออกแบบกราฟฟิค จัดฝึกอบรม งานเขียน กระจายสื่อ ฯลฯ แล้วเชื่อมโยงตนเองเข้าไปกับการเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น


19.......บริหารเวลา
การ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แบ่งปัน และบริหารชีวิตในด้านอื่น ๆ ให้ดี อย่าให้เกิดผลกระทบในระดับวิกฤติ ไม่ใช่เคลื่อนไหวจนบ้านแตก ถูกไล่ออกจากงาน หรือ เรียนหนังสือไม่จบ จงหลอมรวมภารกิจเพื่อประชาธิปไตยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไมใช่ทั้งหมดของชีวิต ยกเว้นแกนนำหรือผู้มีความพร้อมบางคนเท่านั้น อย่าลืมว่า การต่อสู้นั้นยาวนาน ชีวิตต้องดำรงอยู่ หากเกิดปัญหาในมิติอื่น ๆ ของชีวิต ย่อมส่งผลต่อการต่อสู้ด้วยเช่นกัน

20.....จงต่อสู้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน
ขอ นำคำของหมอเหวง มาแบ่งปัน แม้ว่าเราจะต้องต่อสู้อย่างเข็มข้น เกิดอารมณ์เครียด ท้อถอย หรือ โกรธแค้น แต่ต้องขจัดสิ่งเหล่านั้นออกๆไป จงต่อสู้ด้วยจิตใจที่เบิกบาน ยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์การต่อสู้ที่ทำลายจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ ให้กลายเป็นสัตว์ร้าย

(จบ)

------------------------------------