WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 5, 2009

นักวิชาการสับวงจรอุบาทว์เผด็จการรากหญ้าชี้ไฟต้องท่วมชาติ

ที่มา ประชาทรรศน์

'รศ.ดร.สุขุม' จวกเละ 'ปีศาจคาบไปป์' ดันการเมืองใหม่ เผด็จการรากหญ้า เล็งสั่งโล๊ะอบต. รื้อโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่น ชี้ความคิดไม่เข้าท่าดันประเทศลงคลอง ท้าชน!!ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟ สั่งลงมือเลย ยันไม่ขอบ้าด้วย!!

จากกรณีที่ นายประสงค์ สุ่นศิริ อดีต สนช.กล่าวปาฐกถาในงานของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เมืองทองธานี โดยระบุว่า การทำการเมืองใหม่จะต้องมีการเข้าไปรื้อหลายเรื่องรวมไปถึงการยุบทิ้ง องค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต.และการเข้าไปรื้อโครงสร้างของการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือนการขยายฐานการเมือง และอำนาจเผด็จการแผ่ลงไปครอบงำประชาชนในระดับรากหญ้า

ด้าน รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวให้สัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์โดยระบุเพียงสั้นๆว่า ตนไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกียวกับกระบวนการนี้ เพราะความคิดเห็นทางการเมืองใหม่ทั้งหมดที่ น.ต.ประสงค์กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเข้ายุคเข้าสมัย เพราะแนวทางต่างๆ ได้พัฒนามาแล้ว จึงเป็นเรื่องยากที่จะถอยหลังเข้าคลองอีก และหากผู้ที่เกี่ยวข้องอยากให้เกิดความวุ่นวายในประเทศไทย โดยยังคงดึงดันที่จะยึดแนวทางปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ตนก็ไม่สามารถห้ามอะไรได้ คงต้องให้ทำไป

"ผมไม่ขอบ้าด้วย เพราะความคิดมันไม่ค่อยเข้ายุคเข้าสมัยเลยไอ้เรื่องนี้ อะไรที่มันเดินหน้าพัฒนามาแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะไปให้มันถอยหลังเข้าคลอง เอาอย่างนี้เลยถ้าอยากให้ประเทศเกิดความวุ่นวายลุกเป็นไฟกันไปใหญ่กว่านี้อีก ก็ทำเลย เอาเลย ผมไม่ทำอะไรทั้งนั้น ผมไม่บ้าไปด้วยแน่" รศ.ดร.สุขุม กล่าว

'นาม'ยอมเปิดปากรับบรรณาการปชป.

ที่มา ประชาทรรศน์

เผด็จการหางโผล่! 'เหวง'ฟันธง 'ปชป.'ดึง'นาม'นั่งกุนซือก.ยุติธรรม เป็นการปูนบำเหน็จทีมรัฐประหาร หวั่นเตรียมผุดขบวนการเขมือบประชาธิปไตยให้สิ้นซาก ดันระบอบอำมาตยาธิปไตยเป็นใหญ่ในแผ่นดิน 'เทพเทือก'อิหลั่กอิเหลื่อบอกไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนทำเนียนสะบัดตูดหนีสื่อ 'เหลิม' ฮึ่ม! ตั้ง 'นาม'จริง ปชป.งานเข้าแน่ ล่าสุด 'นาม'ยอมเปิดปากแล้ว ยอมรับปูนบำเหน็จ ปชป. อ้างทำเพื่อชาติ

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอรายชื่อ นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 มกราคม นี้ ซึ่ง นายนาม เคยถูกพรรคไทยรักไทยโจมตีว่ามีความสนิทสนมกับพรรคประชาธิปัตย์ และเคยเป็นประธานคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการจ้างพรรคการเมืองให้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของพรรคไทยรักไทย จนสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทย

ล่าสุดวันนี้(5 ม.ค.) ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปฏิเสธกระแสข่าวนี้ โดยให้สัมภาษณ์เพียงว่ารัฐบาลยังไม่มีการเทียบเชิญนายนามเข้ามาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการยุติธรรม หรือตำแหน่งอื่นๆภายในกระทรวงแต่อย่างใด พร้อมกับเดินหนีผู้สื่อข่าวเข้าไปภายในอาคารที่ทำการพรรคทันที

ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ระบุถึงกระแสข่าวดังกล่าวว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการเชิญนายนามเข้ามาทำงานไม่ว่าตำแหน่งใดก็ตามของรัฐบาลชุดนี้ เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องการที่จะสนับสนุนระบอบอำมาตยาธิปไตยให้กลืนกินระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากนายนามได้รับตำแหน่งเป็นประธาน คตส.เมื่อครั้งสมัยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งได้อำนาจมาจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีความพยายามที่จะให้ระบบอำมาตยาธิปไตยเป็นใหญ่ในประเทศ เพื่อแทรกซึมการเมืองให้ระบบดังกล่าวเป็นใหญ่ในที่สุด ไม่ใช่ประชาชน เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่า คตส.มีที่มาอย่างไร ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย และเป็นองค์กรที่เป็นเครื่องมือของคณะรัฐประหารอย่างแท้จริงและเต็มรูปแบบ และที่สำคัญที่สุดหากมีการนำนายนามเข้ามาเป็นที่ปรึกษาภายในกระทรวงยุติธรรมจริง จะเป็นที่สงสัยได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์มีส่วนร่วมในระดับที่แน่นอนกับคณะรัฐประหาร และอาจจะเป็นการพยายามปูมบำเหน็จให้กับคนที่ทำงานให้การสนับสนุน

"เป็นการเปิดเผยอย่างล่อนจ้อนว่าพรรคประชาธิปัตย์หนุนผู้ที่ได้รับการสนับสนุนกับกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการัฐประหาร เมื่อ19 ก.ย. คตส.เป็นเครื่องมือ ที่มาไม่มีความเป็นประชาธิปไตย อยู่ดีๆคุณไปเรียกเขามาทำไม ทั้งๆที่มีคนที่ดี มีจริยธรรม และมีคุณสมบัติพร้อมอีกตั้งมากมาย อย่างนี้ทำให้สงสัยได้ว่าเป็นการปูมบำเหน็จกับคนที่ทำงานให้ เคยสนับสนุนให้ และก็ชี้ให้เห็นอีกว่าประชาธิปัตย์ต้องการนำเอาความเป็นอำมาตยาธิปไตยเข้ามาครองการเมืองให้มันบั่นทอนจนหมดความเป็นประชาธิปไตยไปในที่สุด"แกนนำ นปช.กล่าว

เมื่อถามว่า การตั้งนายนามเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในกระทรวงยุติธรรมจะเกี่ยวพันกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แกนนำ นปช.กล่าวว่า คดีความต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณได้ผ่านกระบวนการต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงให้ศาลเป็นผู้ตัดสินพิพากษาความผิด ดังนั้น ตนมองว่าไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรในการตั้งนายนามเข้ามาอยู่ในกระทรวงยุติธรรม

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวถึงกรณี พรรคประชาธิปัตย์เตรียมแต่งตั้ง นายนาม ยิ้มแย้ม เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าขอให้แต่งตั้งจริงแล้วจะทราบว่า งานเข้าเป็นอย่างไร และขอให้ผู้สื่อข่าววางใจได้

อย่างไรก็ตามนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมายอมรับว่า ได้โทรศัพท์ทาบทาม นายนามมาเป็นคณะทำงาน แต่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีตามที่เป็นข่าว และยังไม่ได้มีการหารือเรื่องดังกล่าวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี

'นาม'ยอมเปิดปากรับบรรณาการปชป.

ล่าสุด นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ได้ออกมายอมรับว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทาบทามให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจริง โดยตนเองได้รับปากไปแล้วว่าไม่ขัดข้องและพร้อมจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา

"ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการทำงานเพื่อชาติ และพร้อมที่จะทำหน้าที่ตราบที่ยังคงมีเรี่ยวแรงอยู่ ส่วนการเข้ารับตำแหน่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นวันไหนเพราะนายพีระพันธุ์ยังไม่ได้ติดต่อประสานมา แต่ยืนยันว่าการเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ" นายนาม กล่าว

'ตู่'จี้รัฐบาลจัดการ'กษิต'ข้อหาก่อการร้าย

ที่มา ประชาทรรศน์

โหมโรงซักฟอกนอกสภา "เพื่อไทย"เดินเครื่องต่อสาย'นายกฯมาร์ค'ซึมซับกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลไม่ชอบธรรม "เฉลิม" รับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน ระบุการอภิปรายคงเป็นไปอย่างระมัดระวังเหตุไร้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ฉะ รัฐบาลไฮแจ็ค ก๊อปปี้ นโยบายพลังประชาชน ด้าน 'จตุพร' ไล่บี้ ไฮแจ๊ค จัดการ สาวกพันธมิตร

นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าในวันนี้เวลา 09.30 น.จะมีการเปิดอภิปรายนอกสภา โดยใช้โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เป็นสถานที่อภิปรายแทนรัฐสภา โดยจะต่อสายโทรศัพท์ไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อชวนมาร่วมฟังการอภิปรายในครั้งนี้ด้วย

ส่วนกรณีที่นายประเสริฐ บุญเรือง ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย ออกมาระบุถึงการอภิปรายนอกสภาว่า ยังไม่ถึงเวลา เนื่องจากรัฐบาลเพียงแค่แถลงนโยบายแต่ยังไม่ได้ทำงานจึงยังไม่รู้จุดบกพร่อง หากอภิปรายตอนนี้จะดูเป็นการเล่นเกมการเมืองมากเกินไป นายวิทยา กล่าวว่า ในเมื่อฝ่ายรัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้าน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิและแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ การที่นายอภิสิทธิ์ แถลงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะจริงๆ แล้วต้องแถลงนโยบายต้องแถลงที่รัฐสภาเท่านั้น และวันที่แถลงก็แถลงแบบรวกๆ การแถลงก็ไม่ครบและไม่ตรงกับที่เขียนไว้

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้การเปิดอภิปรายนอกสภาจะเป็นการพูดในเชิงวิเคราะห์ โดยจะเปิดให้คนนอกเข้าร่วมฟังและแสดงความคิดเห็น ส่วนพรรคร่วมนั้นทางเพื่อไทยก็ได้แสดงเจตจำนงค์ไปแล้วซึ่งคาดว่า คงจะมาร่วมด้วย ส่วนเรื่องที่จะวิเคราะห์กันในเบิ้องต้น ก็จะมีการพูดถึงความชอบธรรมของการจัดตั้งรัฐบาล และการเอื้อประโยชน์ต่างๆ ของทหาร ส่วนในเรื่องการแถลงนโยบายของนายอภิสิทธิ์จะเก็บไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจ

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังกล่าวอีกว่า พรรคได้เตรียมข้อมูลสำหรับอภิปรายตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.51 แต่ต้องผิดหวังเพราะไม่มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ ทั้งนี้ การอภิปรายในวันนี้ ขึ้นอยู่กับสื่อมวลชนด้วยว่าจะนำเสนออย่างไร จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใดหรือไม่ โดยการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลนอกสภาวันนี้ จะมีผู้ร่วมอภิปราย 10 คน นำโดยบรรดาแกนนำพรรค ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายสุนัย จุลพงศธร ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ รวมทั้งแกนนำของพรรคประชาราช ที่นำโดยนายเสนาะ เทียนทอง และหลังการจัดสัมมนาครั้งนี้แล้ว พรรคเพื่อไทยจะบันทึกลงแผ่นซีดีแจกจ่ายให้ผู้ที่สนใจ พร้อมทั้งให้ ส.ส.ของพรรคฝ่ายค้านแต่ละพื้นที่นำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่สนใจ รวมทั้งจะเปิดเวทีปราศรัยของพรรคแต่ละพื้นที่และการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของพรรค

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคได้มอบหมายให้ตนเป็นผู้นำการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาอภิปรายประมาณ 1 ช.ม.และจะระมัดระวังการถูกฟ้องร้องหมิ่นประมาทเป็นพิเศษ เนื่องจากไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อมว่า หากพรรคเพื่อไทยได้ประมาณ 10 ที่นั่ง จะเกิดการเปลี่ยนขั้วอย่างแน่นอน แม้จะไม่มั่นใจ แต่ก็หวังไว้ที่ 8-10 ที่นั่ง

ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า การอภิปรายนอกสภาของพรรคเพื่อไทย ตนจะไม่เข้าร่วม เพราะต้องการทำหน้าที่ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

'เหลิม'ฉะ'มาร์ค'คิดไม่เป็นลอกการบ้านนโยบายพปช.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต ทางพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านได้เปิดเวทีอภิปรายรัฐบาลนอกรัฐสภา ภายใต้หัวข้อ “เวทีประชาธิปไตยอภิปรายนโยบายรัฐบาลนอกรัฐสภา” ซึ่งบรรยากาศก่อนการอภิปรายยังเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยมี สส.หรือแกนนำของพรรคเพิ่งเริ่มทยอยเดินทางมาในช่วงเวลา 09.00 น. ขณะที่มีประชาชนสวมเสื้อแดงมาร่วมรับฟังการอภิปราย ท่ามกลางการติดตามของสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมที่นั่งไว้ประมาณ 300 ที่นั่ง และ 5 ที่นั่งสำหรับผู้อภิปรายบนเวที ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยได้เปิดเวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็นคนแรก โดยกล่าวถึงนโยบายที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แถลงนั้นเป็นนโยบายที่ลอกเลียนไปจากรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณเดิมถึงร้อยละ 99 อีกทั้งยังมีมาตราการ 6 เดือน 6 มาตราการของนาย สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จึง เห็นได้ว่า เวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีนั้น “คิดไม่เป็น” ดีแต่ด่าชาวบ้าน ส่วนที่บอกว่าเศรษฐกิจแย่อยากให้กลับไปทบทวน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะสมาชิกใน ปชป. ได้ไปร่วมปิดสนามบิน พร้อมกันนี้ นายเฉลิมยังกล่าวท้าเชิญ นายอภิสิทธิ์ ดีเบตโดยอยู่คนละมุม

ด้านนาย อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานรัฐสภา กล่าวว่า พวกเราฝ่ายค้านทุกคนพร้อมรับฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาล พร้อมอภิปรายซักฟอกรัฐบาลรวมถึงให้คำปรึกษาและแนะนำเพราะหลายนโยบายก็เป็นนโยบายเดิมของพรรคพลังประชาชน แต่เมื่อรัฐบาลได้แถลงนโยบายอย่างกะทันหันและย้ายสถานที่ทำให้ฝ่ายค้านไม่สามารถเข้าร่วมฟังได้ เพราะเราในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติไม่สามารถเข้าร่วมฟังรายละเอียดในการแถลงได้ จึงถือว่าการแถลงเป็นโมฆะ

'ตู่'จี้รัฐบาลจัดการ'กษิต'ข้อหาก่อการร้าย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้หากรัฐบาลไม่จัดการสิ่งใดกับ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะผู้ก่อการร้ายที่ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯปิดสนามบิน จะไม่ยอมให้การประชุมอาเซียนเกิดขึ้นได้ โดยในสัปดาห์หน้า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อเอกอัครราชทูตทั้ง 9 ประเทศที่เป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียน ว่าประชาชนไทยไม่ต้องการให้ผู้ก่อการร้ายเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ หากรัฐบาลไม่จัดการกับกลุ่มที่ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิ ก็อย่าหวังว่าจะได้ทำงานในทำเนียบรัฐบาล

นายจตุพร กล่าวว่า วันนี้นายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกฯ เหมือนคนอุปทาน คิดว่าจะมีคนมาทำร้าย เป็นธรรมดาของคนที่แย่งเขามา เกิดอาการหวาดผวา หากถามคนไทยจะเห็นว่านายอภิสิทธืไม่มีความสำคัญอะไร นายอภิสิทธิ์ วันนี้เป็นยิ่งกว่านายกฯหุ่นกระบอกเชิด และวันนี้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯที่มีต้นทุนสูงมากที่สุด เพราะเกิดจากการปิดล้อมสนามบินของพันธมิตร ทำให้ประเทศเกิดความเสียหายหลายแสนล้าน

นายจตุพร กล่าวว่า สถานการณ์จากนี้ไปช่องทางของนายอภิสิทธิ์ จะเหลือน้อยลง การที่นายอภิสิทธิ์เคยบอกว่าขอให้นายสมัคร และนายสมชาย ยุบสภา แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบก็ตามวันนี้หากเจอนายอภิสิทธิ์ในสภาจะขอชี้หน้าถามนายอภิสิทธิ์ว่าขอให้ยุบสภา พวกเราก็จะยอมเสียเปรียบ เพราะนายอภิสิทธิ์มีอำนาจแต่ไม่สามารถบริหารงานได้

“หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่ดำเนินการกับผู้ก่อการร้ายสากล แน่นอนที่สุดเราจะไม่ให้นายอภิสิทธิ์บริหารงานโดยใช้ทำเนียบรัฐบาลแต่ขอให้สบายใจได้ว่า จะไม่มีใครเข้าไปในทำเนียบฯ ซึ่งเป็นการแลกกับการที่รัฐบาลไม่ดำเนินการกับพันธมิตร ซึ่งประชาชนก็รับไม่ได้ และถ้าไม่ใชกฎหมายกับคนกลุ่มนี้ ท่านจะไม่มีโอกาสจะได้ใช้มันอีก ดังนั้นถ้ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ดำเนินการใน 3 เรื่องทุกอย่างก็จะยุติ คือ 1.ยุบสภา 2.จัดการกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และ 3.ดำเนินคดีกับพันธมิตรทุกคดีอย่างเด็ดขาด”นายจตุพร กล่าวและว่า ตนขอทำนายไว้เลยว่าอายุรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะไม่เกินอายุรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และถ้าอภิปรายครั้งหน้าก็จะขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีทั้งคณะที่มีโดยไม่มีความชอบธรรมและไม่สง่างาม

'สุนัย'สับคุณธรรมปชป.ย้ำผู้นำมีปัญหาหนีเกณท์ทหาร

นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายนอกสภาโดยนำรายงานของนสพ.คมชัดลึกเรื่อง "ทหารแก่ไม่มีวันตาย ผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง" ว่า การอภิปรายของตนนั้นต้องใช้จินตนาการประกอบด้วยเพราะขาดข้อเท็จจริงบางอย่าง ข้อบังคับการประชุมและเอกสิทธิ ส.ส.นั้นไม่ใช่สิทธิพิเศษเพียงแต่ให้ส.ส.สอบถามรัฐบาลได้เท่านั้น การแถลงนโยบายรัฐบาลแบบรวบรัดตัดความนั้น คนเสื้อแดงที่ล้อมรัฐสภาไม่มีคาร์บอมบ์ ระเบิดปิงปองและอาวุธ รวมทั้งไม่ขัดขวางการเข้าสภาเพื่อ เเต่ต้องแสดงความรู้สึกที่นายอภิสิทธิ์เข้ามาโดยไม่ถูกต้อง การนัดประชุมครั้งนั้นเตรียมพร้อมไว้แล้วและส่งเอสเอ็มเอสมาล่วงหน้าหนึ่งชั่วโมง เท่ากับละเมิดผลประโยชน์ของประชาชน และสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ไม่คิดเลยคือละเมิดพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ในการอ่านพระบรมราชโองการฯในรัฐสภาและเรื่องนี้ส่งผลแล้วคือเพลิงไหม้ ณ ซานติกาผับและเสือป่าพลาซ่า

นายสุนัยกล่าวว่า ข้อจำกัดในการอภิปรายที่ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครองนั้น ตนจะพยายามอภิปรายในวันที่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เพราะคนสำคัญบางคนในบ้านเมืองออกมาชมนายอภิสิทธิ์ ที่ผ่านมามีการพูดเรื่องคุณธรรมกันเยอะ แต่มันคือคุณธรรมหลอกลวง แต่จุดเริ่มต้นของนายอภิสิทธิ์ก็มีปัญหาเรื่องคุณธรรมแล้วคือการไม่เข้ารับการเกณฑ์ทหาร หลักฐานที่ตนพบแม้จะเอาผิดกับนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าเป็นจริงก็จะรู้ว่านายอภิสิทธิ์มีพฤติกรรมคดในข้องอในกระดูกมานานแล้วคือ นายอภิสิทธิ์เป็นส.ส.ครั้งแรกในเดือนมี.ค.2535รัฐธรรมนุญ2534กำหนดว่าผู้สมัครส.ส.ต้องสังกัดพรรค แต่นายอภิสิทธิ์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 15มิ.ย.2535 คือเป็นสมาชิกพรรคหลังเป็นส.ส.

นายสุนัย กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์แต่งตั้งนายกรณ์เป็นรมว.คลังเพราะมีความสามารถแต่จริงๆแล้วนายกรณ์เป็นคู่เขยกับนายอภิสิทธิ์ ขอถามว่าคุณธรรมของนายกรณ์นั้น นายไกรสีห์ จาติกวณิช อดีตอธิบดีกรมศุลกากรและบิดาของนายกรณ์ที่โดนให้ออกจากราชการกรณีการนำรถยนต์โดยไม่เสียภาษี ที่ผ่านมานายกรณ์วิจารณ์อดีตนายกฯประจำในเรื่องคุณธรรมและการเสียภาษี แต่กรณีที่ตนพูดขึ้นมานั้นตนรู้แล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่เกี่ยวกันระหว่างพ่อกับลูก แต่คำพังเพยไทยบอกว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

นายสุนัย กล่าวว่า มือหนึ่งการแก้ไขเศรษฐกิจนั้น แต่นายกรณ์มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับนายปิ่น จักกะพาก ผู้ต้องหาคดีบีบีซี ที่ชวนนายกรณ์เข้าสู่วงการการเงิน ต้องสอบสวนว่านายกรณ์พูดเรื่องคุณธรรมเสมอ ๆแต่วันนี้นายกรณ์จะนำนายปิ่นซึ่งเป็นญาติ แต่เป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจกลับมาลงโทษหรือไม่ พราะนายปิ่นวิ จารณ์การทำงานของศาลไทยที่น่าจะละเมิดอำนาจศาลและปฏิเสธอำนาจของพระมหากษัตริย์ ถามว่านายปิ่น นายกรณ์และนายอภิสิทธิ์มีสายสัมพันธ์และเป็นญาติกันนั้น จะจัดการอย่างไร

นายสุนัยกล่าวว่า ตนยังพบหลักฐานที่นายอภิสิทธิ์แต่งตั้งรัฐมนตรีที่สะสมคู่สมรสอยู่หนึ่งคน และร้ายที่สุดคือการขึ้นเป็นนายกฯของนายอภิสิทธิ์ในวันที่15ธ.ค.2551นั้น มันแยกไม่ออกกับการที่นายอภิสิทธิ์เรียกร้องนายกรัฐมนตรีมาตรา 7 ที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯในช่วงก่อนและหลังวันที่ 2 เม.ย.2549 การชุมนุมในตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ระดมมวลชนมาชุมนุมจนเกิดการรัฐประหาร เพราะตนพูดเรื่องนี้ในสภาก็โดนประท้วงจนรู้ว่ามันเกี่ยวพันกัน และความกระสันต์ที่อยากเป็นนายกฯที่น่าจะเก็บอาการไว้ไม่ได้อย่างกระเหี้ยนกระหือรือนั้น ความเสียหายของบ้านเมืองและสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมานั้นมันสอดรับกับความอยากเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์

“ตนขอตั้งฉายารัฐบาลชุดนี้ว่ารัฐบาลคาหนังคาเขาที่ไปปล้นอำนาจประชาธิปไตยมาอย่างชัดเจน”นายสุนัยกล่าว

นายสุนัยกล่าวว่า นโยบายสี่ข้อของรัฐบาล ตนมองว่าไม่น่าจะสำเร็จ รัฐบาลนี้บอกขอเวลาทำงานแต่ที่ผ่านมาไม่เคยให้เวลารัฐบาลพรรคพลังประชาชนเลย การเจอตีนตบนั้นคือวิบากกรรม การฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้นประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์ในการบริหารประเทศแน่นอน เพราะนายอภิสิทธิ์ต้องใช้หนี้สี่กลุ่มคือ 1 พันธมิตรฯในการแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศที่น่าจะเป็นจุดบอดและพังของรัฐบาล และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆแล้วเชื่อว่าหลายคนเก่งกว่าแต่เพราะนามสกุลและความรวย และที่สำคัญคุณหญิงกัลยาไปเดินอยู่กับกลุ่มพันธมิตรด้วย ดังนั้นคนพวกนี้ที่ได้เป็นรัฐมนตรีน่าจะเป็นโควตาพันธมิตรไม่ใช่โควตาพรรคประชาธิปัตย์

นายสุนัยกล่าวว่า 2 อีกกลุ่มที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องใช้หนี้คือกลุ่มทุน คนแรกคือ นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เพราะเส้นทางการเมืองของนายวีระชัยนั้นแปลก ถ้าไม่ให้สงสัยเรื่องเงินแล้วจะให้สงสัยเรื่องอะไร แต่ที่ตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วงที่สุด นายวีระชัยเป็นเขยซีพี เจ้าของเซเว่น อีเลฟเวน และเทสโก้ โลตัส ที่กลุ่มพันธมิตรไปปลุกระดมว่าพวกนี้จะมาบีบโชว์ห่วย ตกลงการเมืองใหม่มีเท่านี้หรือ คือการให้พวกนี้มาบีบโชว์ห่วยเหมือนเดิม ใช่ทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่ ถามใครก็ได้ นักวิชาการก็ได้ว่าใช่ทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่ รัฐบาลจะอยู่ในร่มทุนของนายนายทุนแล้วจะกลายเป็นอันตราย

นายสุนัยกล่าวว่า 3 รัฐมนตรีบางคนนั้นก็แต่งตั้งเพื่อตอบแทนเช่นให้นางพรทิวา นาคาศัย ซึ่งเป็นส.ส.สมัยแร กแต่ได้เป็นรมว.พาณิชย์ ทั้งๆที่ไม่มีความสามารถ ฟังแต่พวกพ่อค้า สุดท้ายก็ต้องเจ๊งแน่นอน แบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเงินแล้วเป็นเพราะอะไร ที่สำคัญ จำเป็นต้องตั้งรัฐมนตรีที่สับสนคู่สมรสมาเป็นรัฐมนตรี แสดงว่ารักษาคุณธรรมไม่ได้ และอีกคนที่ชัดเจนคือการตั้งนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ดูแล้วไม่เหมาะสม 4 คือกลุ่มทหาร กลุ่มนี้เป็นหนี้เพราะไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร จึงได้ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ มาเป็นรมว.กลาโหม แล้วจะบอกว่าทหารไม่กลัวนายอภิสิทธิ์ นั้น คงไม่ใช่ เพราะนายอภิสิทธิ์ เคยหนีทหาร ไม่มีบารมีพอที่จะให้ทหารเชื่อฟัง และดูถูก และต้องมีการตอบแทนทหารคือตั้งกองพลทหารมากเพิ่มและซื้ออาวุธเพิ่ม

'เชาวริน'แฉตำนานความซื่อสัตย์ปชป.

จากนั้นร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน อภิปรายว่า ตนเริ่มเป็นส.ส.ครั้งแรกในนามพรรคประชาธิปัตย์และลาออกมาเพราะรู้ว่าร่วมงานด้วยไม่ได้ นายกฯคนที่ 27นี้นั้น คุณธรรมและความซื่อสัตย์สุจริตมีความสำคัญที่สุดและพรรคประชาธิปัตย์นำเรื่องนี้มาเป็นจุดขาย แต่ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งได้รับเงิน72ล้านบาทมาและไปฝากไว้กับเลขานุการส่วนตัว ต่อมาคนนั้นๆเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุ อดีตรัฐมนตรีคนนั้นก็ไปร่วมงานศพแต่ไปถามน้องชายผู้ตายว่าเงินที่ฝากไว้นั้นขอคืน และยังถามถึงดอกเบี้ยด้วย ตำนานนี้กล่าวขานมาหลายทอด และพระรูปหนึ่งยังเล่าให้ตนฟังว่า มีการวิ่งเต้นของข้าราชการกรมป่าไม้และส.ส.เรียกเงินสี่แสนบาทในการเป็นป่าไม้จังหวัด ตนขอเรียนไปยังนายกฯว่าบังเอิญว่าส.ส.คนนั้นเป็นรัฐมนตรีในครม.ชุดนี้ที่เรียกเงินจากข้าราชการกรมป่าไม้แบบผ่อนส่ง

ครม.ชุดนี้เข้ามาแบบไม่ถูกต้อง และนายกฯยังติดเครื่องราชอิสริยภรณ์ที่ผิดด้วย นายกฯชอบพูดเรื่องความซื่อสัตย์และจงรักภักดีเสมอนั้น ตนใช้ยศร.ต.ท.ตั้งแต่ปี2518มาจนถึงวันนี้แต่นายกฯมียศทางทหารทำไมไม่ใส่ยศเพราะคนที่ไม่ใช่ยศคือ โดนถอดยศเพราะประพฤติผิดอย่างร้ายแรง นายกฯจะตอบคำถามนี้อย่างไรและการที่มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมเวทีพันธมิตรฯโดยด่าว่าสภาเลวนั้น ทำไมยังให้คนแบบนี้อยู่ในพรรคและไม่จัดการ

เมื่อนายกฯพูดถึงการจัดการกับอดีตนายกฯนั้น คดีการซื้อที่ดินรัชดานั้นฯผลการตัดสินออกมา5ต่อ4 โดยไม่เป็นเอกฉันท์ แสดงว่าเสียงข้างน้อยมองว่าอดีตนายกฯไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย และไม่มีความผิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำฟ้องของคตส. ตนเสนอให้อดีตนายกฯหนีคดี เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะรู้ว่ามีธงล่วงหน้ามาจัดการกับอดีตนายกฯ วันที่11ก.ค.2551 รู้มาว่าผู้พิพากษาคนหนึ่งไปพูดกับพันธมิตรฯอ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรีว่าจะจัดการอดีตนายกฯในคดีความต่างๆโดยไม่มีการรอลงอาญา คดีใดเสร็จก่อนก็ต้องจัดการเลย และช่วงที่อดีตนายกฯไปชมพิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์นั้น จะกลับมาทำไม เพราะกลับมาก็โดนกุญแจมือสับ ฉะนั้นสิ่งที่อดีตนายกฯทำไปนั้นถูกต้อง

การใส่ร้ายอดีตนายกฯว่าไม่จงรักภักดีนั้น ตนจะล่ารายชื่อส.ส.เพื่อยื่นให้ประธานวุฒิสภาเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่มาของนายกฯและครม.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะรัฐบาลนี้มีที่มาและเป็นการร่วมมือของอมาตยาธิปไตยและกลุ่มทุนบางกลุ่ม ตนมีหลักฐานการให้เงินพรรคประชาธิปัตย์ ขอถามศาลรัฐธรรมนูญว่าคิดอย่างไรกับการยุบสามพรรคแล้วต้องการให้มันเป็นแบบนี้หรือ

คนที่โดนตัดสิทธิทางการเมืองนั้นมีสิทธิร่วมตั้งรัฐบาลหรือ จะถามเรื่องนี้ต่อศาลด้วย เพราะภาพถ่ายของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มเพื่อนเนวินนั้น มันคือแฝดอินจัน ตนเป็นลูกคนจีนและมีภาษิตจีนที่แปลเป็นไทยว่า พรรคการเมืองไทยปัจจุบันก้าวหน้าเพราะความสามารถของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมีอะไรก็แบ่งกันกินกันใช้ สมบัติผลัดกันชม สร้างเวรกรรมไว้เยอะ ระวังกฎแห่งกรรมจะตามมา

ความต่าง ของ นปช. และ พธม. เสื้อแดงกับเสื้อเหลือง

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ kajokkubb
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
5 มกราคม 2552

นปช. ไม่ได้เป็นพวกแอบอ้างครับ

ถ้าจะบอกว่า เสื้อเหลือง มีสัญญลักษณ์ทางวัตถุ คือความจงรักภักดี ถามว่า มันจริงเหรอ

คนหน้าตาแบบนั้น คือพวกจงรักภักดีเหรอ เออ ไม่ใช่ซิครับ หน้าตาดูกันไม่ได้

เอาแบบนี้ดีกว่า ถามว่า พฤติกรรมพวกนี้ มันจะเรียกว่าจงรักภักดีหรือไม่ ถ้าจงรักภักดี แล้วมีสันดานแบบนี้

1.ฆ่าคนไทยด้วยกัน ไล่ทำลาย ไล่ยิงคนอื่น เผารถ ทุบคน ยึดถนน ยึดทำเนียบ ยึดสนามบินหลายจังหวัด สร้างความวุ่นวาย ต่อมาจะบุกยึด และทำลายสภาฯ ดีที่ถูกสลายไว้ก่อน แต่ก็ทำให้คนพวกตนเอง เจ็บตาย เพราะระเบิดปิงปองพวกกันเอง

2. ยึดสถานี ทีวี ยึดดอนเมือง ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

3. ทำลายความสงบสุขสังคม ทำลายบรรยากาศการลงทุน ทำลายเศรษฐกิจพังพินาศ

นี้คือสิ่งที่พวกนี้ได้ทำถวายใช่หรือไม่

ถ้าสิ่งนี้คือ สัญญลักษณ์ ของพวกเสื้อเหลือง แล้วทำให้ เข้าใจว่า พวกมันจงรักภักดี ไม่ผิดกฎหมายอีกต่างหาก

เพราะคำว่าจงรักภักดีนี้หรือเปล่า ทำให้ไม่ผิดอะไรเลย

ส่วน นปก. นปช. เกิดมา เพราะประเทศนี้ มีการยึดอำนาจที่ไร้สาระ ในวันที่ 19 กันยา ต่างหาก

แล้วก็ นปช. เกิดขึ้น และคงอยู่ ก็เพราะโลกนี้มี พันธมาร ต่างหาก

นปก. เกิดมาเพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร เผด็จการทุกรูปแบบ

อย่างทุกวันนี้ พวกอำมาตย์และพวกเผด็จการตัวจริง กำลังเข้าใจว่า คนไทย สังคมไทย กินหญ้า โง่ กว่าพวกมัน จึงกล้าที่จะ พาสังคม ไปสู่ความต้องการของมัน ให้สังคมไปสู่คำว่า เผด็จการซ่อนรูป

คนโง่ เท่านั้น จะเชื่อว่าสังคมไทย กำลังอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ต้องคนโง่ เท่านั้น

มุขนี้ ถ้าย้อนไปสัก 20-50 ปี พวกนี้จะไร้คนต่อต้านก็ได้ แต่ พ.ศ.นี้ คือ 2551-2552 แล้ว

ส่วนคนเสื้อแดง ตามติดมา เพราะโลกนี้มี กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแบบคนเสื้อเหลือง ทำลายชาติทำลายความสงบสุขนั้นเอง

มาถึงตรงนี้ เด็กอมมือก็คง ตอบได้ว่า เหตุและผลของสิ่งที่เกิดจากในประเทศไทยตอนนี้ มันเกิดจากพวกใด ใครเป็นคนเริ่ม

==========================================

คุณ คอมมานโดแมน

ม็อบพลังเทวดาฟ้าประทาน กับม็อบรากหญ้า ยังไงมันก็ต้องต่างกัน

ยึดทำเนียบ 193 วัน ยึดสนามบิน ไม่โดนข้อหาใดๆ เดินลอยชายสบายตัว แถมได้รางวัล ได้ตำแหน่ง

ม็อบรากหญ้า ปาหินใส่รถ 2 วันโดนจับ ดำเนินคดีข้อหารุนแรง ห้ามประกันชั้นสอบสวน ต้องไปประกันชั้นศาล

อีกฝ่ายหนึ่งฝ่าฝืนกฏหมายได้ทุกอย่าง อีกฝ่ายต้องอยู่ในกรอบกฏหมาย

อีกฝ่ายสื่อประโคมทุกวัน ขณะที่อีกฝ่ายโดนปิดข่าวรายวัน

มันก็แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ว่าบ้านเมืองนี้เป็นอย่างไร ชนชั้นปกครองเขาเลือกอะไร โดยไม่แคร์ความรู้สึกต่อต้าน ที่มีในใจของประชาชนผู้เป็นธรรมเลยแม้แต่น้อย

บทความ: วิเคราะห์พฤติกรรมสมบัติ ธำรงธัญวงค์ อธิการบดีนิด้า

ที่มา Thai E-News

โดย พลเมือง
5 มกราคม 2552

"วิเคราะห์พฤติกรรม ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงค์"อธิการบดีนิด้า

เมื่อวันก่อน ดร.สมบัติฯออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เกี่ยวกับเรื่องการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสมาชิกรัฐสภาที่กระทรวงการต่างประเทศ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และยังอธิบายความอีกว่าฝ่ายค้านน่าจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ผู้เขียนไม่อยากให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ เพราะการกระทำของ ดร.คนนี้มีนัยสำคัญ และสามารถทำให้สังคมไขว้เขวได้ เรามาลองดูภูมิหลังของ ดร.คนนี้ดู

จบปริญญาตรีมาทางวิศวกรรมศาสตร์และเข้าร่วมกับขบวนการนิสิตนัีกศึกษาในช่วง 14 ต.ค.16 จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกทางรัฐศาสตร์ ความที่มีพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์(ขอโทษผู้ที่จบด้านนี้อาจไม่เหมือน ดร.คนนี้ทุกคน) จึงมีความคิดค่อนข้างจะสุดโต่ง และเชื่อมั่นตัวเองสูง กระด้าง ไม่ค่อยยอมรับฟังความคิดเห็นคนอื่น และจะมักโกรธเมื่อมีผู้เห็นต่าง(ใครเคยเป็นลูกศิษย์จะทราบเรื่องนี้) มักคิดเรื่องทางสังคมศาสตร์เป็นแบบวิทยาศาสตร์ โดยคิดว่าความคิดตัวเองถูกต้อง แบบหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง

การที่เข้ามาร่วมขบวนการนักศึกษา ก็เพราะสมัยนั้นเป็นยุคอิทธิพลทางความคิดแบบซ้ายจัด ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของลัทธิมาร์กซิส หรือเหมาอิสต์อันเป็นแนวความคิดเป็นแบบเผด็จการซ้ายสุด จนกระทั่งมีอิทธิพลให้เปลี่ยนแนวทางการศึกษาจากวิศวกรรมศาสตร์มาทางรัฐศาสตร์ทั้งปริญญาโทและเอก เราอย่าได้หลงว่าคนเรียนรัฐศาสตร์จะนิยมชมชอบลัทธิประชาธิปไตยเสมอไป เพราะการเรียนทางรัฐศาสตร์หรือเรียนเป็นผู้ปกครองส่วนใหญ่แล้ว เป็นผู้นิยมลัทธิอำนาจนิยม ดร.คนนี้ก็เป็นผู้นิยมลัทธิอำนาจนิยมเช่นกัน เป็นผู้พยายามไขว่คว้าแสวงหาอำนาจมาโดยตลอด จะเห็นการแสดงออกหลายครั้งต่อสาธารณชน จะออกมาชื่นชมและเห็นด้วยสนับสนุนเผด็จการมาโดยตลอด

ครั้งนี้ก็เช่นกันเป็นการแสดงออกโดยไม่มีความรู้ด้านกฎหมายมหาชนเลย แต่ก็พยายามวิพากย์วิจารณ์ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความรู้ความชำนาญ อาศัยความเป็นครูบาอาจารย์มาออกความเห็นแบบเลื่อนลอย ไร้เหตุผล หากไม่รู้ควรจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย ผู้เขียนเห็นว่าความเห็นดังกล่าว เป็นความเห็นของพวกอำนาจนิยมไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นความเห็นของผู้นิยมเผด็จการผ่านแว่นตาของนักวิชาการเพื่อหลอกลวงสังคมว่าเป็นประชาธิปไตยเท่านั้นเอง

เราต้องพยายามออกมาชี้ให้สังคมเห็นธาตุแท้ของนักวิชาการเหล่านี้ที่พยายามออกมาขานรับกันเป็นลูกโซ่ เป็นขบวนการสร้างความชอบธรรมหลอกลวงประชาชน ที่กลุ่มพวกนี้กระทำต่อประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องออกมาช่วยกันออกมาต่อต้านพวกลิ่วล้อเผด็จการ ให้หยุดทำร้ายประเทศไทยเสียที ให้พวกนี้รู้ว่าคนไทยรู้ทันพวกเผด็จการสามานย์เหล่านี้ เพื่อให้ประชาธิปไตยจงเจริญ

คุณอภิสิทธิครับเราต้องการนักบริหารไม่ใช่นักสร้างภาพ

ที่มา thaifreenews

คุณอภิสิทธิครับเราต้องการนักบริหารไม่ใช่นักสร้างภาพ

นายกฯ โดนขู่ฆ่า ...เจ้าข้าเอ้ยยยยยย...จะโดนลอบทำร้าย จะโดนลอบสังหาร จะโดนสาดน้ำกรด ฯลฯ ไม่รู้กี่ดอก ไม่รู้กี่ขนาน ไม่รู้ว่าใคร รู้แต่ว่าเป็นขบวนการที่จ้องทำร้ายนาโย้กกกกกกกกกก

ผมไม่ทราบว่าท่านนายกฯ คิดอย่างไร กับการให้ลิ่วล้ออย่างนายศิริโชค โสภา ออกมาตีปี๊บ ประโคมข่าว หรือการให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกความมั่นคงของเก้าอี้นายกฯ ออกมาป้ายสีว่ากำลังมีขบวนการลอบสังหารนายกฯ ด้วยวาจา (ฮา) จากผู้ไม่หวังดี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจริงหรือปลอมแต่งานนี้ ที่โดนพาดพิงไปเต็ม ๆ คนเสื้อแดงแน่ ๆ ทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีอำนาจและสิทธิที่จะตรวจสอบเบอร์ โทรปริศนา ที่โทรมาให้ศีลให้พร สิ่งที่นายกไม่อยากฟังแล้วจับไปลงโทษได้

การออกมาโพนทะนาของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงครั้งนี้ยากที่จะปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหา ดิสเครดิต ประชาชนที่ยืนตรงข้ามกับรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) กลุ่ม 24 มิถุนายน กลุ่มปราบกบฏ กลุ่มวิทยุชุมชนคนขับแท็กซี่ ตลอดจนชาวบ้านร้านตลาด หรือรากหญ้าทั้งหลายทั้งปวง ที่สมัครใจเป็นคนเสื้อแดงมาตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพราะพวกเขาก็ได้ประกาศจุดยืนไว้ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า

พวกไม่เอาเขารัฐบาลที่แต่งตั้งมาจากปากกระบอกปืน หรือจากการรวมหัวปล้นกันซึ่ง ๆ หน้าในครั้งนี้

แล้วท่านนายกฯ ลองมองตัวเองในกระจกบ้างไหมว่ารัฐบาลของท่านนี้จริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร มดลูกใคร ใครปฏิสนธิ ใครทำคลอด หากท่านไม่ดัดจริตเกินเหตุ หรือหลอกตัวเองจนเกินไป

คงให้คำตอบตัวเองได้ว่า เพราะเหตุใด เสรีชนคนเสื้อแดงถึงได้โทรหาท่านด้วยอารมณ์แบบนี้

แน่นอนครับว่า อารมณ์ ความรัก ความรู้สึก คงเป็นการยากที่จะเก็บเอาไว้ในใจได้อย่างสงบ เสงี่ยม เจียมตน กันได้ทุกคน เพราะความสามารถในการควบคุมความรู้สึก หรือการกระทำแบบปากอย่างใจอย่าง ถนัดแต่สร้างภาพให้ดูดี ย่อมแตกต่างกันไปตามความสามารถของแต่ละบุคคล

การที่พวกเขาได้แสดงความรู้สึกออกมาตรง ๆ หากมองในแง่บวก ก็ถือซะว่าเช็ค RATEING จากประชาชนได้โดยไม่ต้องพึ่งชะเลียโพล สำนักไหน ๆ ว่าตอนนี้ความนิยมของพณท่านกำลังพุ่งกระฉูดแค่ไหน กรุณาอย่าพยายามมองคน ที่เป็นคนไทยเหมือนกับท่าน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะแตกต่างกันทางความคิด ว่าเป็นขบวนการรับจ้างเลย

ท่านจะแปลโจทย์ผิดเสียเปล่า ๆ

หากท่านนายกฯ ความจำยังไม่สั้น หรือความจำเสื่อมกันจนเกินไปนัก จะเห็นได้ว่าขบวนการแบบนี้ มีมาตั้งนานแล้วนะขอรับท่านจำสมัยนายกทักษิณ หรือนายกสมัคร มาจนถึงนายกสมชาย ได้หรือไม่ว่าแต่ละคนโดนวิธีการแบบนี้มาหนักหนาสาหัสขนาดไหน

จำคำพูดคำจาบนเวทีพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มการเมืองใต้ดินที่ทำงานใกล้ชิดกับ พณฯ ท่านมาตลอดเวลากว่า 1 ขวบปีที่ผ่านมาได้หรือเปล่าขอรับ เขาใช้คำว่าอะไรบ้าง เวลาจิกหัวเรียกคนในรัฐบาลที่กระผมกล่าวถึง เขาใช้คำสรรพนามอะไรบ้างในการพูดปลุกระดมประชาชนที่บ้าคลั่ง แถมได้ออกอากาศผ่านทีวีดาวเทียม ASTV ไปทั่วประเทศเสียด้วยนะขอรับ พณท่าน

คำว่า ไอ้ อี ชั่วช้าสามานย์ ห่าเหว เลวชาติ ที่พ่นออกมาบนเวทีแค่น้ำจิ้มนะขอรับ

นอกจากนี้ ญาติสนิท นักการเมือง คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ มันก็ปั้นน้ำเป็นตัว เอามายุยงเต้าข่าวโจมตีให้พวกเขาเกิดความเดือดร้อน จนเอือมระอาไปจนทั่วแผ่นดิน ผมจะยกตัวอย่างเอาที่พอจำได้นะขอรับ

งานรับประราชทานปริญญาบัตรลูกสาวคนเล็กของอดีตนายกฯ ทักษิณ ใครเอาพวงหรีดงานศพไปให้

ลูกสาวอดีตนายกฯ สมัคร คลอดบุตรสาว มันก็เอาเด็กไปด่า ไปแช่งชัก บนเวที ชนิดที่เด็กเกิดใหม่ก็คงงง ว่า ทำผิดอะไร

หรือมีการเอาร้องเท้าแตะ ขว้างปาไปที่นายกฯ สมชาย ในกระทรวงไอซีที

มันเยอะแยะจนจำได้ไม่หมดครับว่าพฤติกรรมชั่วช้าสมานย์นี้ ใครสั่ง ใครอยู่เบื้องหลัง ใครปากว่าตาขยิบให้กระทำ ถ้าท่านอยากทบทวนว่ากว่าขวบปีนี้ วัฒณธรรมเลวๆ แบบนี้เกิดขึ้นกี่ครั้งในเมืองไทย

ท่านลองกระซิบถาม รมต.ต่างประเทศของท่านดูเถอะขอรับ เขาอาจทบทวนให้ท่านฟังได้ หรือจะให้อัญชลี ไพรีรักษ์ มา Present ผลงานให้ท่านฟัง ก็คงจะกระจ่างขึ้น

ความจริงพฤติกรรมแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับ ซึ่งผมก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าใครเป็นคนคิด ใครริเริ่ม แล้วทำไมสังคมต้องทำตามในเรื่องแบบนี้ แต่ฯพณฯ ท่านขอรับ ในฐานะผมเป็นชาวพุทธ ผมเชื่อว่ากรรมใดใครก่อผู้นั้นก็รับไป จะตามช้าหรือตามเร็วมันก็แล้วแต่บุญวาสนาเก่า ๆ

ที่เขียนมานี้ก็มิได้อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไร เพียงแค่อยากกระซิบบอกท่านเบา ๆ ว่า กรุณาอย่าเอาเรื่องแบบนี้ตีปี๊บประโคมข่าวสร้างภาพเรียกคะแนนสงสารเลยขอรับ ตั้งหน้า ตั้งตาทำงานให้ได้ตามที่ท่านคุยไว้จะดีกว่า หากจำไม่ได้ผมจะทบทวนให้ฟังว่า ในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายก ท่านชวนก็ออกมาประโคมข่าวเรื่องจะโดนลอบทำร้ายแบบนี้ แถมนายชวนยังคุยข่มนักข่าวที่ถามเรื่องนี้เลยว่า ไม่เป็นไรผมวิ่งเร็ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

แต่แป็บเดียวก็เป็นมุขแป็กครับ เพราะสังคมไทยมักจะรู้ทันในเรื่องแบบนี้ไดเร็วครับว่าใครแหล

มุขนี้เลิกเถอะครับ ไร้ประโยชน์ และไร้สาระมั่ก ๆ

อดีตนายกทุกท่านที่ประสบเรื่องแบบนี้มา เขาก็เก็บอาการนิ่งเฉยไว้แทบทุกคน ขนาดอดีตนายกทักษิณ โดนลอบสังหารด้วยคาร์บอม แบบหลักฐานจะ ๆ แถมอัยการสั่งฟ้องทุกคนที่เกี่ยวข้องในคดี เขายังไม่เอามาตีปี๊บแบบท่านเลยครับ

ชีวิตของการทำงานการเมือง คือการทำงานให้เกิดผลงานประจักษ์ แล้วประชาชนจะเป็นเกราะให้เอง ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ ดูคนชื่อทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ จนป่านนี้ทุกขบวนการที่แอบแฝงอยู่ในสังคมยังคิดไม่ตกเลยครับว่าทำอย่างไร คนไทยถึงจะลืมอดีตนายกฯ คนนี้ได้

มิใช่เป็นนายกฯ แห่งสารขันธ์แล้วจะมาแสดงลิเกเรียกน้ำตาแม่ยก อย่างในละครน้ำเน่าที่ท่านกำลังกระทำอยู่นี้แล้วท่านจะได้เป็นนายกฯ ขวัญใจมหาชนยืนยาวนะขอรับ

ขอประทานโทษหากถ้าคิดแบบนั้นกระผมเห็นว่าท่านควรไปทำงานให้ละครช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณของคุณนายแดงจะดีกว่า

เลิกเล่นลิเก และทำงานได้แล้วขอรับ พณฯ ท่าน หากยังคิดจะทำแบบเดิมอยู่ ขอเสนอให้ท่านลาออกแล้วไปสมัครงานในคณะละครของกันตนาเสียขอรับ แบบนั้นน่าจะเป็น Put the right man in the right job มากกว่า ขอเตือนด้วยความหวังดี

จากไพร่อุปถัมภ์ที่รู้ทันคุณเสมอ

สายลมรัก

สาเหตุเพราะสีแท้ ๆ ทำให้คนไทยต้องเลือกข้าง

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

เมืองไทยร้อนระอุด้วยอากาศที่มีอุณหภูมิสูง 30- 40 องศาทั้งปี สภาพอากาศที่อบอ้าวในเมืองไทยยิ่งทำให้คนไทยมีอาการหงุดหงิดโมโหง่าย ยิ่งการเมืองร้อนแรงยิ่งกระตุ้นต่อมอุณหภูมิของผู้คนให้สูงสุดขีดรอวันระเบิดตูม เมืองไทยเราตอนนี้ผู้คนได้แยกสีกันไปเสียแล้ว ระหว่างสีเหลืองและสีแดง นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้วมันระบาดไปทั่วประเทศและทั่วมูมเมืองของแต่ละพื้นที่ประเทศไทยซึ่งไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ใครเป็นคนริเริ่มแยกกลุ่มคนไทยให้เป็น 2 กลุ่ม จะมีใครเสียอีกนอกจากกลุ่มพันธมิตรที่ใช้เสื้อเหลืองเป็นผู้แยกคนไทยให้ต้องเป็นปรปักษ์ต่อกัน โดยใช้สีเป็นสัญญาลักษณ์ก่อการร้ายบัง
หน้าเพื่อไม่ให้ถูกสลาย แต่ผลเสียหายตามหลังมาไม่ได้คำนึงถึงว่ามันจะยิ่งใหญ่จนไม่สามารถแก้ได้ในขณะนี้ คนไทยได้เลือกข้างของแต่ละข้างไปแล้ว ดูแล้วมันช่างหดหู่ใจเสียยิ่งนัก เลือดไทยด้วยกันแท้ๆต้องมองหน้ากันไม่ได้ก็เพราะสี

แล้วจะมีใครคนใดคนหนึ่งสำนึกบ้างมั๊ยหนอว่าสิ่งที่ตนทำนั้นมันเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาลที่มีพลเมืองแตกแยกออกเป็นสองส่วนเช่นนี้ แล้วใครคนนั้นเคยเข้าใจหัวอกของผู้คนที่ตกอยู่ในเบี้ยล่างของตนที่ตนข่มเหงรังแกโดยไม่มีความยุติธรรม ผู้คนส่วนใหญ่แท้จริงแล้วไม่มีใครอยากแยกออกเป็นสองกรุ๊ปสองกลุ่ม แต่ในเมื่อไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น สีตรงข้ามย่อมผุดออกมาดังที่เห็น

แล้วใครเป็นคนผิดที่ทำให้ต้องมีสีคู่แข่งเกิดขึ้น? พันธมิตรเสื้อเหลืองได้สร้างความแตกแยกให้สังคมไทยจนไม่สามารถที่จะหลอมเชื่อมกันให้เป็นเนื้อเดียวได้อีก เพราะพันธมิตรได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศย่อยยับไม่มีชิ้นดีทั้งในประเทศและนอกประเทศ ความผิดของพันธมิตรไม่มีใครให้อภัย หากรัฐบาลนายอภิสิทธ์ยังไม่ยอมลงโทษความผิดของพันธมิตรเสื้อเหลืองนั่นย่อมแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพันธมิตรเสื้อเหลืองมีภูมิคุ้มครองอย่างหนาแน่นใครก็จับเอามาลงโทษไม่ได้

การเสื่อมยิ่งทวีคูณสำหรับใครคนนั้นที่ปกป้อง ต่างประเทศคงได้เอามานินทากันอีกนาน วันนี้คนข้างบ้านตั้งคำถามเกี่ยวกับเมืองไทยถามว่าประเทศไทยมีสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นหรือ? เล่นเอางงในคำถาม เลยย้อนถามออกไปว่ารู้ได้อย่างไร? เขาบอกว่าอ่านหนังสือพิม์และดูทีวีที่มีคนสองฝ่ายสีแดงกับสีเหลือง เขายังรู้อีกว่าสีเหลืองเป็นสีของคนคนหนึ่งในประเทศไทย และคำสุดท้ายเล่นเอาสะอึกมีก้อนอะไรติดในลำคอพูดไม่ออกนึกไม่ถึงว่าเขาจะรู้ลึกซึ้งได้ขนาดนั้น คนฝรั่งยังรู้ได้ละเอียดแล้วทำไมคนในประเทศไทยเองแท้ๆกลับไม่รู้หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่? เรื่องอื้อฉาวที่พันธมิตรได้กระทำเวลานี้ทำเป็นเงียบเก็บตัวเพื่อให้เรื่องเงียบแล้วก็อภัยโทษให้ รัฐบาลใหม่ร่วมด้วยช่วยกันกับพันธมิตรใหนเลยที่จะทำร้ายกันเอง หากไม่ได้พันธมิตร อภิสิทธ์ก็ไม่ได้เป็นนายก ฉะนั้นเหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าให้ซึ่งกันและกันห้อยโหนไม่มีวันแยกออกจากกันได้ ต่อจากนี้ความเหลืออดของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังจะระเบิด สักวันหนึ่งคงได้เห็นการแยกภาคแน่นอน คิดว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วย แยกเหมือนสมัยประเทศเยอรมันที่ ฮิตเล่อร์แพ้สงครามถูกอเมริกาแยกออกเป็นสองประเทศ เยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก แต่ความเป็นอยู่ของสองประเทศที่แยกกันนั้นแตกต่างกันมาก เยอรมันตะวันตกอยู่อย่างอิสระเสรีทำมาหากินคล่องผู้คนมีอันจะกินเศรษฐกิจพุ่งปรี๊ดนำระบบเทคโนโลยี่มาปรับปรุงใหม่ผลิตรถยนต์ให้ทันสมัยขึ้นเป็นที่เชื่อถือของทั่วโลก หันไปมองเยอรมันตะวันออกที่เอาระบบไดโนเสาร์คอมมูนิตย์มาใช้ ประเทศไม่มีอะไรใหม่ทรุดโทรมพังไม่พังแหล่ รถราที่ผลิตก็เอาแบบอย่างรัสเซียไม่ทันสมัยเสียงดังลั่นรูปทรงก็แสนจะเก๋ากึ๊กผิดกับเยอรมันตะวันตกเป็นร้อยเท่า หากประเทศไทยจะทำแบบนี้ก็น่าจะดีเหมือนกัน

แยกกันไปเลยกับระบบไดโนเสาร์กับระบบเทคโนโลยี่ใหม่ในปัจจุบันอันใหนจะเจริญก้าวหน้ากว่ากัน ดูตัวอย่างประเทศเยอรมันที่แยกออกกันนี้ก็จะได้เข้าใจ หากแยกภาคกันป้าขอไปอยู่ภาคอีสานเหนือด้วยคนไม่ขออยู่กับภาคที่มีความคิดแบบไดโนเสาร์แบบคอมมูนิตย์รัชเซีย วันๆหนึ่งเอาแต่สอนคำจริยธรรม เพียงพอ อดมื้อกินมื้อเพื่อสนองระแบบคอมมูนิตย์ให้ดำรงค์อยู่รอดนี่คือเรื่องจริงหาอ่านกันได้เรื่องเกี่ยวกับเยอรมัน
ตะวันออกและเยอรมันตะวันตก..........

ป้าพลอย

Sunday, January 4, 2009

เสนาะ เชื่อการเมืองยังวุ่นวายหลังเลือกตั้งซ่อม

ที่มา MCOT News


เมืองทองธานี 4 ม.ค. - นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.วันที่ 11 มกราคม ว่า จะเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นอีก โดยเฉพาะการที่ผู้สมัคร ส.ส.ของบางพรรคการเมืองสังกัดพรรคไม่ครบ 90 วัน ซึ่งส่วนตัวรู้สึกเห็นใจกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ กกต.ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่อย่างนั้นอาจซ้ำรอย กกต.บางชุด ที่เคยถูกดำเนินคดีแล้ว

นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาราช ยังกล่าวถึงข่าวการปองร้ายนายกรัฐมนตรี ว่า คนที่มีความแค้นสามารถทำอะไรก็ได้ และเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแรง .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-04 18:02:26

บอบช้ำ - ติดหล่ม - อมโรค ผ่าวิกฤติปีวัวบ้า

ที่มา ไทยรัฐ

ผลพวงจากวิกฤติการเมืองปีหนูไฟที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่านำมาซึ่งความแตกแยกภายในชาติ

สังคมไทย ระบบการเมืองไทย ถูกทำลายย่อยยับที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติ

สังคมแตกแยกเหมือนไฟลามทุ่ง ความร้าวฉานซึมลึกไปทุกระดับ ทุกวงการ ตั้งแต่คนในครอบครัว ผัวสีเหลือง เมียสีแดง

แม้แต่ในแวดวงเพื่อนฝูงสภากาแฟยังต้องปิดตัวลงไปชั่วคราว เพราะพูดเรื่องการเมืองกันทีไรเป็นต้องขัดเคืองใจกัน

ขนาดจะออกไปทำงานยังต้องเลือกสีชุดที่จะใส่ออกไปข้างนอก โดยเฉพาะเสื้อสีเหลือง สีแดง ถูกพับเก็บลงหีบไม่กล้าหยิบมาใส่

ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในสังคมมีเหตุผลมาจากการเล่นเกมชิงอำนาจ ชนิดขุดรากถอนโคน ทำลายครรลองประชาธิปไตย จนกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ “ประเทศไทย” ตกอยู่ในสภาพดิ่งลงเหว

จาก “สยามเมืองยิ้ม” กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

ทีมการเมืองไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันการ เมือง “เสียงข้างมาก” กลับตกอยู่ภายใต้ การต่อรองของ “เสียงข้างน้อย”

ทั้งนี้ เมื่อ “ทีมการเมือง” ได้สำรวจกลุ่มก๊วนการเมือง และปัจจัยที่มีผลกระทบแล้ว เชื่อว่าสถานการณ์การเมืองแห่งปี “วัวบ้า” จะก่อเกิดวิกฤติการเมืองไม่แพ้ ปีหนูไฟที่ผ่านมา

เริ่มมหกรรมจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบ 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ส่งท้ายปีเก่า ทำให้ “กรรมการบริหารพรรค” ของทั้ง 3 พรรค ต้องพ้นสภาพ ส.ส. และถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

ส.ส.ที่เหลือจึงเหมือนผึ้งแตกรัง ต้องหาพรรคอยู่กันใหม่ให้ได้ภายใน 60 วัน

พรรคแรก “พลังประชาชน” ส่วนใหญ่ย้ายคอกไปสังกัดพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ 23 ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ประกาศ “ทิ้งนายเพื่อชาติ” สลัดขั้วไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

สำหรับ “ชาติไทย” ก็ไปตั้งพรรคใหม่ชื่อ “ชาติไทยพัฒนา” ต่อสู้ตามแนวทางที่เลือกเดิน ส่วน “มัชฌิมาธิปไตย” เปลี่ยนเป็น “ภูมิใจไทย” ซึ่งทั้ง “ชาติไทยพัฒนา” และ “ภูมิใจไทย” ก็พลิกขั้วมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลไม่แตกต่างจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการพลิกขั้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เป็นผลสำเร็จ

เราก็คงต้องมาเอกซเรย์ยลโฉม “ครม.อภิสิทธิ์ 1” ที่สังคมค่อนข้างผิดหวัง

ไม่หล่อเหลาเหมือนหน้าตานายกฯ

ตั้งคนไม่ตรงกับงาน ขัดสนกูรูดูแลเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่แค่ระดับมือใหม่หัดขับ

ยิ่งรัฐบาลผสมหลายพรรคมากกลุ่ม เสียงปริ่มน้ำ ต่างพรรคต่างค่าย ยากที่จะหลอมรวมกันได้ในสภาวะที่แต่ละพรรคอำนาจต่อรองล้นเหลือ

แม้ “นายกฯอภิสิทธิ์” จะปวารณาตัวกระโดดคุมบังเหียนเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ถ้าทำงานเป็น “ทีมไทยแลนด์” ร่วมกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ไร้มือดีมาคุมกระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจก็หมดความหมาย

วิกฤติลูกใหญ่ได้เริ่มส่งผลกระทบให้เห็น ทั้งการส่งออกที่เริ่มทรุด แรงงานจ่อตกงานเป็นล้านคน ภาคการท่องเที่ยวถดถอยรุนแรง

แรงบวกที่สำคัญในสภาพรัฐบาลพันธุ์ผสม การเข้ามาถอนทุนดูจะเป็นที่จับจ้องจากทุกองคาพยพ เมื่อไหร่แบ่งเค้กกันไม่ลงตัว นักการเมืองพันธุ์นี้ก็ต้องออกลายหวงก้างกัดกันเละเทะ

ผลงานไม่มีออกมา ไร้น้ำยาแก้ปัญหาบ้านเมือง ก็เตรียมตัวรับมือกับสารพัดกระแสกดดัน รวมทั้งม็อบที่จะมาชุมนุมกันไม่เว้นแต่ละวัน

รัฐบาลพลาดไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที

หันไปดูเกมในสภาของ “ฝ่ายค้าน” เมื่อรัฐบาลมีสภาพเสียงปริ่มน้ำ แค่เกมเด็กๆที่ฝ่ายค้านงัดมาเล่นด้วยการขอนับองค์ประชุม 3 เวลาหลังอาหาร รัฐบาลก็เหนื่อยแล้ว

โดยเฉพาะยิ่งช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆนี้ รัฐธรรมนูญได้เปิดช่องให้ “ฝ่ายค้าน” ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และ ครม.ได้ ทันที และผลจากรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันที่ห้ามรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ห้ามโหวตเสียง

ถึงนาทีนั้นอำนาจเงินจะเข้ามามีพลังต่อรอง

“กลุ่มร่วมรัฐบาล” และ “พรรคร่วมรัฐบาล” จึงมีอำนาจเกินคำบรรยาย “ประชาธิปัตย์” ก็ต้องยอมสยบทุกอย่าง เปิดช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตคอรัปชัน ถอนทุนคืน

ถ้าประชาธิปัตย์ขวาง รัฐบาลก็พัง

แม้มีเส้นใหญ่ มีกองทัพแนบกาย และกระบวนการยุติธรรมคอยพยุง แต่การจะฝ่าคลื่นลมไปคงไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากนั้นเกมใต้ดิน บนดิน จาก “อำนาจเก่า” ที่หวังจะเอาคืนทุกเม็ดทุกดอกย่อมไม่ยอมนั่งนิ่งๆอยู่เฉยๆ

อดีตขั้วรัฐบาลที่เพิ่งมาสวมบทฝ่ายค้านจำเป็น ถ้าเจาะลึกลงไปยังตกอยู่ในสภาพไม่มีแม่ทัพใหญ่ออกกรำศึก ประหนึ่งนักมวยที่ร้างสังเวียนมานาน

ขณะที่ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะกลุ่มและพรรคที่พลิกขั้ว มาร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ ก็จะใช้ “ประชาธิปัตย์” เป็นเครื่องมือนำร่อง ไปสู่การแก้ไขในประเด็นที่จะทำให้บรรดากรรมการบริหารพรรค ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ฟื้นคืนชีพกลับมาได้เร็วกว่ากำหนด

และ “ประชาธิปัตย์” ก็จะใช้โอกาสการปฏิรูปการเมือง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ต่ออายุ” รัฐบาลออกไปอีก

สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย!!!

ซึ่งเราจะเห็นร่องรอยได้จากการยื่นเงื่อนไข 1 ใน 4 ข้อ ขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็คงไม่ง่ายเพราะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาดักคอประกาศห้ามแตะต้องรัฐธรรมนูญเด็ดขาด

“นายกฯอภิสิทธิ์” จะยืนข้างไหนก็มีแต่ตายกับตาย

แต่ยังไม่ทันไรก็มี “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” บางท่านออกตัวทำนองว่าเห็นด้วย หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราที่มีปัญหา เพื่อให้เนื้อหาสมบูรณ์

สอดรับกับท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่แบะท่าเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขต้องไม่ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องถูกลากยาวไปถึงสิ้นปีกว่าจะสำเร็จ เพราะต้องตั้งคนกลางขึ้นมาศึกษาให้รอบคอบ เข้าทางประชาธิปัตย์

ดังนั้น การเมืองในปี “วัวบ้า” จะไม่มีคำว่ามิตรแท้และศัตรูถาวร เพราะสภาพการเมืองจะโกลาหล เข้าสู่ยุค ลับ ลวง พราง สร้างความเซอร์ไพรส์ได้ตลอด

เมื่อชำแหละดูตับไตไส้พุงกลุ่มก๊วนการเมืองที่มีพละกำลังอยู่ในขณะนี้จะมี 3 กลุ่มใหญ่

กลุ่มแรก “พรรคเพื่อไทย” จับมือกับพรรคประชาราชของ “ป๋าเหนาะ” บวกด้วยกลุ่ม ส.ส.ของ “พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก” ที่แตกออกมาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน

กลุ่มที่ 2 ก็คือ ประชาธิปัตย์ ที่ลุยเดี่ยวเป็นตัวของตัวเอง

กลุ่มสุดท้ายแต่สำคัญอย่างที่สุดนับจากนี้เป็นต้นไป เป็นกลุ่มไหนไปไม่ได้นอกจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน”

“ทีมการเมือง” ต้องบอกว่าขอจับตาเป็นพิเศษก็คือ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่กำลังแผ่ซ่านสยายปีกอหังการ ผ่านเครือข่ายแก๊งออฟโฟร์ จับต้อนพรรคเล็กปัดฝุ่นกลุ่ม 16 ในอดีต และศิษย์เก่าพรรคกิจสังคม ที่กระจายกันอยู่ตามกลุ่มก๊วนการเมือง

อย่างที่พรรคเพื่อแผ่นดิน มี “พินิจ จารุสมบัติ” หัวหน้ากลุ่มวังพญานาค “สุชาติ ตันเจริญ” หัวหน้ากลุ่มบ้านริมน้ำ เป็นแกนหลัก

ขณะที่กลุ่มภาคกลางของ “สรอรรถ กลิ่นประทุม” ก็ยังเฮละโลมารวมพลังเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับเพื่อนเก่า

เน้นให้ชัดก็ต้องโฟกัสไปที่พรรคภูมิใจไทยที่ตอนนี้มี “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็นแกนนำ แต่ในอนาคตอันใกล้ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จะรวมเข้ามาเป็นทองแผ่นเดียวกัน สร้างอาณาจักรป้อมค่ายการเมืองใหม่ โดยมีทุนประเดิมเริ่มต้นที่ 40 เสียง

จากนั้นจะเปิดเกมไดโว่ดูด ส.ส.แพแตกจากพรรคต่างๆ ขยับตัวเลขให้ขึ้นไปอยู่ที่ 70-80 เสียง

โดยมีกลุ่มทุนใหญ่คอยให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างกลุ่มคิงเพาเวอร์

กลุ่ม 5 เสือยักษ์ใหญ่ก่อสร้าง นำโดยกลุ่มชิโนไทย ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

กลุ่มน้ำเมา

กลุ่มยักษ์ใหญ่ธุรกิจการเกษตร

และกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง

สนธิกำลังกับอำนาจสีเขียวของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. กลุ่มการเมืองขั้วที่ 3 จึงกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่น่าสะพรึงกลัว

การขยับขับเคลื่อนแต่ละย่างก้าว ย่อมส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นต่อวงการเมือง

เหลียวไปดูการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ชาวบ้านร้านตลาดระดับรากหญ้า ส่วนใหญ่ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้กันล้นหลาม

ดังนั้น ตราบใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ยอมหมอบราบคาบแก้ว การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนรักทักษิณ ก็จะมีทั้งบนดิน ใต้ดิน โดยการบงการผ่านนอมินีที่เป็นมือไม้คอยทำงานให้ อย่าง “ยงยุทธ ติยะไพรัช-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์-จาตุรนต์ ฉายแสง” จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณที่จะขยับขับเคลื่อนในปีวัวบ้า

ยังคงส่งผลสะเทือนวงการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อการเมือง 2 ฝ่าย ยังคงเล่นเกมชิงเมืองกันจนเกินพอดี ไม่เคารพกฎ กติกา มารยาท วิกฤติการเมืองก็จะหวนคืนกลับมาซ้ำซาก

ถึงตอนนั้น “รัฐบาลแห่งชาติ” จะถูกปัดฝุ่นจุดกระแสขึ้นมาใหม่ ด้วยข้ออ้างเพื่อผ่าทางตันทางการเมือง แต่ถ้าสูตรรัฐบาลแห่งชาติจุดไม่ติด สถานการณ์บ้านเมืองส่อเค้าเกิดการนองเลือด

ก็เป็นไปได้สูงที่กลุ่มนายทหารยังเติร์ก จะลากรถถังออกมาปฏิวัติทั้งหมดขึ้นอยู่กับโอกาสจะเอื้ออำนวยให้

ดังนั้น ต้องจับตาความเคลื่อนไหวของนายทหารรุ่นยังเติร์ก ที่กำลังเล่นเกม ลับ ลวง พราง ตาอย่ากะพริบ

ารปฏิวัติเที่ยวนี้จะเป็นการปฏิวัติที่รุนแรง เด็ดขาด ไม่หน่อมแน้มเหมือนยุค คมช.

และจะไม่อยู่ภายใต้การนำของ พล.อ.อนุพงษ์ อีกต่อไป เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าบทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่เป็นที่ยอมรับของคนในกองทัพ โดยเฉพาะนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน และผู้บังคับการกรม ถึงแม้ภาพภายนอกดูว่ากองทัพเป็นปึกแผ่นดี แต่เอกซเรย์เข้าไปข้างในแล้วเห็นรอยแตกร้าวขบเหลี่ยมกันเอง

เพราะก่อนการเมืองจะพลิกขั้ว มีภาพข่าวปรากฏชัดว่าแกนนำกลุ่มก๊วนการเมือง พากันตบเท้าเข้าคารวะ พล.อ.อนุพงษ์ ในบ้านพัก ร.1 รอ. ท่ามกลางกระแสข่าวการไล่ทุบ ไล่ถอง ให้เกิดการสลับขั้วให้ได้

จนสุดท้ายเจ้าตัวต้องออกโรงชี้แจงว่า แค่การให้คำปรึกษาเท่านั้น

แต่ภาพการขยับขับเคลื่อนทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของ พล.อ.อนุพงษ์ ทำให้นายทหารระดับคุมกำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ

ยิ่งตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ที่เป็นนายเก่าที่เคารพ มาเป็น รมว.กลาโหม ได้ตอกย้ำภาพครอบงำการเมืองชัดเจนขึ้น

ดังนั้น เส้นทางการเมืองในปีวัวบ้า 2552 จะเป็นปีแห่งการลุ้นระทึก เพราะมีโอกาสที่หวยจะออกได้ 3 หน้า

ทั้งการยุบสภา จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือทหารปฏิวัติ ยึดอำนาจ!!!

“ทีมการเมือง”

"พงษ์เทพ"ออกโรงป้องนาย!ซัด"สุเทพ"โยนบาป"ทักษิณ"ต้นตอความขัดแย้ง

ที่มา ประชาทรรศน์

"พงษ์เทพ"เชือดนิ่ม"เทพเทือก"เหน็บขันอาสาถก"ทักษิณ"แค่ปั่นราคาสร้างภาพ แฉกลับตั้งแต่ปล่อยข่าวยังไม่เคยต่อสายคุย ชี้ชัดเป็นความพยายามโยงอดีตนายกฯเอี่ยวความขัดแย้งทางการเมือง ระบุไม่จำเป็นต้องยกหูเคลียร์ แค่สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ยกเลิกอภิสิทธิ์ชน ให้ความเป็นธรรมกับ"ทักษิณ"ก็พอแล้ว

วันนี้ (4 ม.ค.) นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุ อสมท. เอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮริทซ์ กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนใกล้ชิดให้ยุติความเคลื่อนไหวที่สร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองว่า เพิ่งโทรศัพท์คุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาและทราบว่านายสุเทพยังไม่ได้ติดต่อไปและไม่เคยรับทราบว่าติดต่อผ่านคนใกล้ชิดด้วย เข้าใจว่าคงจะเป็นการให้ข่าวเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพราะจริงๆ แล้วนั้น เคยพูดแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรีกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นเรื่องระหว่างประชาธิปไตยกับสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มันเป็นความเห็นที่แตกต่างและการต่อสู้ทางความคิด

"ผมคิดว่า นปช.และคนเสื้อแดง เท่าที่ผมเคยสัมผัสในการปราศรัย คนกลุ่มนี้รักประชาธิปไตย อยากเห็นความเสมอภาคที่เท่าเทียมกันและประชาชนเป็นเจ้าของประชาธิปไตย อดีตนายกฯ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้เพราะเคยเป็นนายกฯที่มาจากเสียงส่วนใหญ่และโดน คมช.ยึดอำนาจ อดีตนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเสมือนตัวแทนประชาธิปไตย อดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจชี้นำประชาชนเพราะคนกลุ่มนี้มาด้วยอุดมการณ์ และตอนนี้มีขบวนการที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยโดยประกอบด้วยหลายส่วน พรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลไกนี้เท่านั้น เรื่องนี้มันไม่ใช่การคุยเพื่อเกี้ยเซี้ย ประนีประนอมยอมความกัน" นายพงษ์เทพ กล่าว

เมื่อถามว่า หากแกนนำทั้งสองขั้วมาเจรจากัน ปัญหาอาจยุติและสร้างประชาธิปไตยที่สังคมต้องการ อาจเป็นทางออกได้ นายพงษ์เทพ กล่าวว่า การสร้างประชาธิปไตย รัฐบาลไม่จำเป็นต้องคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี เพียงแต่สร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นจริงๆ แต่ยอมรับว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องมีความตั้งใจที่แน่วแน่ของกลไกหลายอย่าง แต่รัฐบาลที่ไม่ได้มาตามกลไกประชาธิปไตยในรูปแบบที่ควรจะเป็นและถูกต้อง ถามว่าจะสร้างประชาธิปไตยได้อย่างไร เห็นง่ายๆไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐบาลชุดนี้มีที่มาจากทหารบางส่วน

ถามว่า ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ก็โดนกล่าวหาว่าเป็นประชาธิปไตยผูกขาด นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ประชาธิปไตยในช่วงนั้นจะมีข้อบกพร่องอย่างใดแต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากประชาชนและสามารถปรับได้เพราะแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 เมื่อใช้ไปแล้วก็มีข้อบกพร่องบางส่วน ตอนนั้น พ.ต.ท.ทักษิณเชิญนักวิชาการมาพิจารณาว่าจะแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร เพียงแต่ตอนนั้นผลของเรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้นเพราะมีการยุบสภาไปก่อนจึงไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

เมื่อถามว่า อดีตนายกฯจะมีแนวทางการสร้างความปรองดองในสังคมได้อย่างไร นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ต้องสร้างความเสมอภาคในสังคมให้เกิดขึ้น รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เห็นแก่หน้าฝ่ายใดและไม่รับธงจากฝ่ายใดมาตัดสินแบบขัดหลักยุติธรรม รวมทั้งกลไกรัฐที่ถูกต้อง เช่น กกต.และ ปปช.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช.และเข้ามาทำหน้าที่นั้น บุคคลเหล่านี้จะกุมกลไกสำคัญได้อย่างไรและใครจะเชื่อถือ เพราะคมช.แต่งตั้งบุคคลเหล่านี้เข้ามาแล้วตามรัฐธรรมนูญที่นิรโทษกรรมไว้แล้ว ถามว่าสังคมไทยมองเห็นอภิสิทธิ์ชนแล้วและจะอยู่กันอย่างไร

ถามว่า หากอดีตฯนายกฯจะยอมคุยกับนายสุเทพ จะมีเงื่อนไขใดบ้าง นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ไม่ต้องคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีเลยเพียงแต่จัดทำกระบวนการต่างๆ ให้เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปโดยแท้จริงและไม่มีอำนาจนอกระบบ อำนาจประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่อยู่กับอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่คน การอยู่ร่วมกันโดนสงบสุขในประเทศต้องจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ให้ทุกฝ่ายโดยเหมาะสมและมีเหตุผล ตรงนี้สังคมไทยจะอยู่ได้อย่างสงบ

เมื่อถามว่า แต่อดีตนายกฯและรัฐบาลน่าจะคุยกันเพื่อหาทางออกให้สังคมได้ นายพงษ์เทพ กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นคนไทยคนหนึ่งใน 63 ล้านคน ขอเพียงจะจัดสรรผลประโยชน์ให้อดีตนายกฯเท่าเทียมกับคนไทยทุกคนก็พอแล้ว โดยขอความเป็นธรรมที่คนไทยคนหนึ่งควรได้รับและไม่ขออภิสิทธิ์อะไร