WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 6, 2009

การ์ตูนมะนาว: ตื่นสาย?

ที่มา Thai E-News



กองทัพใต้อำนาจอดีตทหารจากกรมทหารเสือราชินี

ที่มา thaifreenews

คอลัมน์ เพื่อนพ้องน้องพี่

ในความเป็นจริงนั้น หน่วยทหารในกองทัพมีอยู่มากมายหลายหน่วยหลายกรม แต่ในบรรดาทหารจากกรมทหารอื่น ๆ ทั้งหลายและแม่ทัพนายกองต่าง ๆ นั้น ทำไมในวันนี้ต้องกลายเป็นลูกน้องของพวกอดีตนายทหารจากกรมทหารเสือราชินีหรือกรมทหารราบที่ 21 เท่านั้น วันนี้อดีตนายทหารจากกรมทหารเสือราชินีต่างเข้ากุมอำนาจสำคัญทั้งด้านระเบียบปฏิบัติและการดำเนินการเอาไว้ด้วยตำแหน่ง รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ. แล้วยังมีการวางตำแหน่งรุ่นน้องจากกรมนี้เพื่อให้ขึ้นต่อจากรุ่นพี่ในตำแหน่งอื่น ๆ ในเวลาอันใกล้นี้อีก คำถามคือกองทัพไทยมีทหารที่มีความสามารถอยู่เพียงกรมเดียวเท่านั้นหรือ แล้วพวกคนเรียนเก่งแบบสอบได้ที่หนึ่งโรงเรียนเสนาธิการทหารบก พวกได้รับทุนไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยในต่างประเทศ อย่างเวสปอยต์ แซนด์เฮิร์สต์ ดันทรูน ฯลฯ หรือพวกได้รับทุนไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกจากทั่วโลกซึ่งมีอยู่มากมายในกองทัพแต่ไม่เคยอยู่กรมนี้ไม่เหมาะสมที่จะบริหารกองทัพเลยหรือ

กรมทหารราบที่ 21 ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2493 ตามคำขอขององค์การสหประชาชาติ ในการจัดตั้งกำลังเข้าช่วยเหลือรัฐบาลของสาธารณรัฐเกาหลี โดยใช้นามหน่วยครั้งนั้นว่า กรมผสมที่ 21 ต่อมาจึงแปรสภาพหน่วยมาเป็นชื่อในปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2502 ประวัติการรบคือ สงครามเกาหลี สงครามเวียดนามปีแรก เคยเข้าร่วมสงครามที่บ้านห้วยโก๋น จ.น่าน และที่อำเภอตาพระยา จ.ปราจีณบุรี ร่วมกับหน่วยกำลังอื่นจากทุกเหล่าทัพ ซึ่งถ้าไม่นับการรบในเกาหลีและเวียดนาม(ที่จริงก็เป็นเพียงหน่วยขนาดเล็กภายใต้กองกำลังมหึมาของสหประชาชาติและพันธมิตร ไม่ใช่กำลังหลัก) ในปฏิบัติการอื่น ๆ กรมทหารเสือราชินีนี้ก็ไม่ได้มีฐานะเหนือกว่าใคร เป็นเพียงหน่วยหนึ่งของกองทัพเหมือนกับหน่วยอื่นอีกมากมายที่ต่างก็มีส่วนร่วมรบกับ พคท. ในสงครามกลางเมืองที่ยุติลงด้วยการเปลี่ยนนโยบายมาเป็นการสมานฉันท์ครั้งนั้นเช่นกัน ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่กลับมีสิทธิพิเศษมากกว่าหน่วยอื่นที่จะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในกองทัพได้ แม้จะมีการฝึกหลักสูตรพิเศษเรียกว่าหลักสูตรทหารเสือ แต่ทุกกองทัพก็มีหลักสูตรพัฒนาอีกมากมายที่เข้มข้นยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ เช่น รีคอน คอมมานโด พลร่ม ยูดีที ซีล ฯลฯ ที่ทหารทุกหน่วยทุกกองทัพแม้แต่ตำรวจและพลเรือนจำนวนมากก็เคยผ่านการฝึกตามหลักสูตรเหล่านี้และพิสูจน์ความแข็งแกร่ง เป็นที่ยอมรับทั่วไปของคนในเครื่องแบบเช่นกัน

ตัวพลเอกอนุพงษ์นั้นมีหลักฐานประวัติการศึกษาที่แสดงไว้ในเวบไซท์ http://www.rta.mi.th/data/command/command2550/anupong_history.htm คือ

พ.ศ.2508 โรงเรียนพันธะศึกษา แผนกมัธยม
พ.ศ.2509 โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร
พ.ศ.2510 โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ ๑๐
พ.ศ.2515 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ ๒๑

ขอให้สังเกตปี 2509 และ 2510 ที่แสดงอย่างคลุมเครือให้เข้าใจว่าเป็นปีที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเหล่านี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะเตรียมทหารต้องเรียนสองปี ไม่ใช่ปีเดียว ฉะนั้น เฉพาะปีที่แสดงโรงเรียนเตรียมทหารจะต้องเป็นปีที่เข้าไม่ใช่ปีที่จบ เรียนอีกสองปีก็จะจบในปี พ.ศ.2512 แล้วไปต่อ จปร.จนจบในปี 2515 แสดงว่าจบ จปร.ปีสาม ไม่มีสิทธิเรียนต่อปีห้าจนจบ วทบ.ทบ. แต่ไปจบรัฐศาสตร์ที่ราม โทที่นิด้า เมื่อจบปีสามจึงต้องออกมารับราชการ โดยบรรจุเป็นร้อยตรีเริ่มที่กรมทหารราบที่ 21 เมื่อปี 2515 และอยู่ที่กรมนี้มาตลอดจนออกมาเป็นเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 เมื่อปี 2541 หรืออยู่ที่กรมนี้ที่เดียว 25 ปี ไม่เคยย้ายไปไหนจนยศตันแล้วจึงออกจากกรมนี้

ส่วน รมว.กลาโหม พลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ก็เคยรับราชการที่ราบ 21 เกือบสิบปี (2514 – 2523) http://www.mod.go.th/minister/pravit.html วันนี้เข้ามามีอำนาจร่วมกันแบบเบ็ดเสร็จทางระเบียบปฏิบัติ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อำนาจที่ยึดเมืองไทยอยู่นั้นต้องการกดหัวประชาชนอย่างเต็มที่

นายทหารระดับสูงในสายงานและการบังคับบัญชาอื่นมากมายหลายคนที่มีสิทธิโดยชอบธรรมและมีความเพียบพร้อมทั้งด้านคุณวุฒิ ด้านการศึกษา ความอาวุโสและผลงาน ต่างก็อึดอัดไม่พอใจกันอย่างถ้วนทั่วกับการแทรกแซงของผู้มีอำนาจที่เข้ามาสั่งแบบข้ามหัวข้ามหูคนทำงานให้กระทำการที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นธรรมถูกต้องอย่างมากมายตั้งแต่การยึดอำนาจของ คมช. ทุกคนต่างก็ปลงอนิจจังที่อดีตนักเรียนนายร้อยที่ไม่เคยได้เป็นหัวหน้าตอน หัวหน้าหมวด หัวหน้าชั้น แต่วันนี้กลับได้รับการจัดการให้มาเป็นนายคุมพวกคนมีความสามารถและมันสมองในกองทัพ ปรากฏการณ์แบบนี้เคยหายไปในช่วงรัฐบาลประชาธิปไตย แต่วันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว

ระบบด้อยคุณธรรมเช่นนี้ ทำไมทหารจะต้องอดทน ยุคสมัยนี้อุ้งตีนมารกำลังกระทืบลงมาเหยียบย่ำความถูกต้องเป็นธรรมในกองทัพ ทางเดียวที่จะแก้ไขก็คือการปฏิเสธอำนาจไม่เป็นธรรมและเข้าร่วมกับประชาชนที่รักประชาธิปไตยเท่านั้น กองทัพจึงจะเอาความถูกต้อง ความดีงาม อาวุโสและผลงาน กลับมาสู่การพิทักษ์ชาติได้ ไม่จำเป็นต้องลงมาร่วมเคลื่อนไหว แค่ใช้การเฉื่อยงานปฏิเสธคำสั่งที่ผิดศีลธรรม มุ่งพิทักษ์ประชาชน ไม่ใช่คนชั้นสูงไม่กี่ตระกูล กองทัพไทยก็จะเป็นที่หนึ่งในภูมิภาคได้ ไม่ใช่เป็นแค่กองกำลังพิทักษ์คนส่วนน้อยและถูกประชาชนทั้งประเทศหยามหยัน บ้วนน้ำลายไล่หลังอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

Monday, January 5, 2009

ยุรนันท์ ห่วงปัญหาไฟไหม้ ชูนโยบายจัดระเบียบอาคารคุมเข้มเจ้าหน้าที่

ที่มา MCOT News

อสมท 5 ม.ค. - นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากพรรคเพื่อไทย เดินทางมาหาเสียงที่ตลาดนัดหน้า อสมท ได้รับการต้อนรับจากผู้ค้าเป็นอย่างดี พร้อมร่วมปรุงก๋วยเตี๋ยวกับแม่ค้า ทำให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก

นายยุรนันท์ กล่าวว่า ตั้งแต่เมื่อคืนนี้และตลอดสัปดาห์นี้ ได้ร่วมดีเบตกับผู้สมัครคนอื่น ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าปัญหาของคนกรุงเทพฯ มีมากมายหลากหลายปัญหา เวลาในดีเบตอาจไม่เพียงพอ ไม่ตรงใจกับคนกรุงเทพฯ แต่ก็นับว่าโชคดีที่ได้ลงพื้นที่ทั่วถึง ทำให้เข้าใจปัญหาคนกรุงได้มากขึ้น คะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นขณะนี้เป็นสัญญาณดี สะท้อนให้ตนเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น สำหรับปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ประสบมาในช่วงนี้ คือ อัคคีภัยในอาคาร ตนจะไม่หลีกหนี หรือหลีกเลี่ยงปัญหานี้ โดยจะจัดระเบียบเรื่องนี้ให้ถูกต้อง จะจัดการให้นำมาใช้ รวมทั้งเทศบัญญัติของท้องถิ่น กฎระเบียบ ข้อห้ามต่าง ๆ เช่น บันได ทางหนีไฟ แสงส่องสว่าง หากพบการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ก็จะดำเนินการเอาผิดอย่างจริงจัง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-05 17:16:43

"จักรภพ-นพดล"จ่อยื่นทูตอาเซียน9ชาติค้าน"กษิต"คุมกต.

ที่มา มติชนออนไลน์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ว่า สัปดาห์หน้า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางไปยื่นหนังสือตามสถานทูตชาติสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของ นายกษิต ภิรมย์ เนื่องจากได้ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล เสมือนหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะนายกษิต ทำให้ประเทศไทยไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ฝันที่(ไม่)เป็นจริง?

ที่มา เดลินิวส์

ถามว่า ปี 2551 ควรได้รับฉายาว่าอะไร

คำตอบคือ เห็น ๆ อยู่ น่าจะมีฉายาได้ มากถึง 4 ฉายา

ฉายาแรกคือ ปีม็อบเบ่งบาน หรือ ม็อบเฟื่องฟู ไม่พอใจอะไร จัดตั้งม็อบเป็นดีที่สุด

ฉายาที่สอง คือ ปีใช้นายกฯ เปลือง เพียงปีเดียวมีนายกรัฐมนตรีถึง 4 คน คงไม่มีประเทศไหนเหมือนไทยอีกแล้ว

ฉายาที่สามคือ ปีเคราะห์ซ้ำ กรรมซัด บ้านเมืองอื่นเขามีปัญหาแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่บ้านเรามีปัญหาทั้งเศรษฐกิจและการเมือง แล้ว จะมีอะไรเหลือหรือนี่ แค่เศรษฐกิจอย่างเดียว ก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้แล้ว นี่ดันมีเรื่องการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกด้วย จึงเหมาะสมเหลือเกินที่จะมีคนบอกว่า ปี 2552 คือ เผาจริง

และ ฉายาสุดท้ายคือ ปีทีเด็ดผู้ลี้ภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ แต่มีฤทธิ์เดชไม่เบาสามารถมีบทบาททางการเมืองของไทยไม่น้อยไปกว่าสมัยที่ตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ “ทักษิณ” ไม่ยอมนิ่ง การเมืองบ้านเราก็ไม่นิ่งเช่นกัน

ปี 2551 วุ่นวายไม่หยุดหย่อน ก็เพราะเพียง คนไม่กี่คน แต่คนทั่วประเทศต้องรับกรรมโดยที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไร และนักการเมืองทั้งหลายก็ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ในเมื่อการเมืองคือตัวนำเศรษฐกิจแล้ว เศรษฐกิจจะไม่พังได้อย่างไร นอกจากนี้ กฎหมายไม่ใช่กฎหมาย มีบุคคลที่สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเลอะจนยากแก่การแก้ไข

ถ้าถามว่า คนไทยอยากได้อะไรในปี 2552 เชื่อว่า ทุกคนจะตอบเหมือน ๆ กันว่า อยากได้ 9 สิ่ง ดังต่อไปนี้

สิ่งแรก ความสมานฉันท์ เลิกเสียทีสำหรับเสื้อเหลืองเสื้อแดง และหันมาจับมือกันพัฒนาประเทศเหมือนในสมัยก่อน ๆ ณ เวลานี้ เรากำลังประสบปัญหา ความแตกแยก จนแทบหมดความหวัง ใส่เสื้อขาวไปไหนมาไหน ก็ยังมีคนมาบอกว่าใส่เสื้อขาวไม่ได้ ต้องเลือกว่าจะใส่สีเหลืองหรือสีแดง มิฉะนั้นอันตราย

สิ่งที่สอง ความเข้าใจ โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง ใครเป็นลูกจ้างและยังมีงานทำอยู่ถือว่าโชคดีและมีบุญ ดังนั้นลูกจ้าง จะต้องเข้าใจ นายจ้างให้มาก ๆ จะเรียกร้องอะไรขอให้อยู่ใน ขอบข่ายของความเป็นไปได้

สิ่งที่สาม ความอดทน คงไม่มีอะไรที่จะอยู่แบบจีรังถาวร เศรษฐกิจไม่ดี สักวันต้องกลับมาดีจนได้ ดังนั้นความอดทนเท่านั้นที่จะทำให้เราทุกคน ฟันฝ่าอุปสรรคไปได้

สิ่งที่สี่ ความประหยัด แม้ความประหยัดจะทำให้เงินในตลาดมีน้อยลง แต่ ณ เวลานี้ แต่ละคนต้อง เอาตัวรอด ให้ได้ก่อน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจะทำให้คนไทย ล่มจม ได้ในเร็ววัน

สิ่งที่ห้า ความเผื่อแผ่ เห็นบางบริษัท มีนโยบายลดเวลาทำงานของพนักงานและเกลี่ยให้ทุกคนไม่ถูกไล่ออกจากงานแล้วมีความรู้สึกที่ดี ถ้าพนักงานมีความเผื่อแผ่ ยอมสละสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อส่วนรวม บริษัทนั้นย่อมอยู่รอดได้

สิ่งที่หก ความจริง เท่าที่ผ่านมา เราไม่ค่อยจะยอมรับความเป็นจริงเท่าใดนัก ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นก็ต้องแก้ ไม่ใช่ทำ ดัดจริต เป็นว่า ยังไงยังไงก็ไม่แก้เอาแค่ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนแล้ว เมื่อไม่มีผู้มาจากการเลือกตั้งเหมาะสม ต้องใช้คนนอกเป็น ก็ควรจะรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญเสีย

สิ่งที่เจ็ด ความนิ่ง ตราบใดที่การเมืองไม่นิ่ง เปลี่ยนรัฐบาล เหมือนเปลี่ยนกระดาษเช็ดหน้า แล้วเราจะเห็นเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างไร โครงการต่าง ๆ นโยบายต่าง ๆ ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ นายกรัฐมนตรีบางคนยังจัดโต๊ะทำงานยังไม่เสร็จดีก็มีอันต้องหลุดพ้นจากตำแหน่ง ไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้บ้านเมืองจะไม่มีวันพัฒนาได้

สิ่งที่แปด ความเสียสละ อยากเห็นนักการเมืองและผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เห็นประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่า ประโยชน์ส่วนตน หรือ ของพรรคพวก ความเสียสละไม่ใช่พูดแค่ปาก การกระทำให้เห็นนั้นสำคัญเป็นที่สุด

และสิ่งสุดท้าย คือ ความฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว จะได้มี ดีมานด์จากต่างประเทศ แล้วการส่งออกของไทยย่อมจะดีขึ้นเอง

หวังไว้ว่า ฝันข้างต้นนี้จะเป็นจริง ถ้าเป็นจริงไม่ได้ก็ขอได้ฝัน เพราะความฝันเป็นสิ่งที่งดงาม ได้หรือไม่ได้ย่อมดีกว่า ไม่คิดไม่ฝันอะไรเลย.

อนุภพ

พลังไทยชูแซมคานรัฐบาล รวมพล ส.ส.และ ส.ก. หนุนกลบข่าวให้หาเสียงโดดเดี่ยว

ที่มา ไทยรัฐ

ผู้บริหาร ส.ส. ส.ก. ส.ข.พรรคเพื่อไทยรวมตัวแถลงข่าวกลบกระแสทิ้งแซมโดดเดี่ยว ขอโอกาสทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม.คานอำนาจรัฐบาล

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยหลังประชุมผู้บริหารของพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากภาคเหนือ อีสาน ใต้ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) สมาชิกสภาเขต (ส.ข.) และนายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 10 ว่า ขณะนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายแล้วถ้าเปรียบการแข่งขันต้องระมัดระวังเรื่องความเร็ว การประชุมครั้งนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้นายยุรนันท์ และขอโอกาสจากประชาชนพิจารณานายยุรนันท์มาทำงานในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.เพื่อให้ได้เข้ามาตรวจสอบคานอำนาจของรัฐบาล เช่นเดียวกับต่างประเทศ ทีมผู้บริหารท้องถิ่นกับรัฐบาลเป็นคนละกลุ่ม และเหมือนกับที่ผ่านมาที่ประชาชนเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาคานอำนาจกับรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนซึ่งขณะนี้พรรคฯ มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะเป็นทีมงานที่เข้มแข็งให้กับนายยุรนันท์ ทำงานเพื่อกรุงเทพฯที่ดีกว่า

ด้านนายยุรนันท์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ สามารถระบุรายชื่อทีมผู้บริหารหากได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.ได้ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ถูกตัด สิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งไม่แน่ชัดเรื่องข้อกฎหมายว่าจะมาร่วมทำงานได้หรือไม่ แต่ชื่อที่บอกได้ขณะนี้มีหลายคนให้คำปรึกษา เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นางสิริกร มณีรินทร์ ให้คำปรึกษาด้านการศึกษา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ด้านสังคมและสาธารณสุข นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ด้านกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้จะมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งตนขอโอกาสคนกรุงเทพฯ ให้โอกาสพรรคฝ่ายค้านทำงานการเมืองท้องถิ่น คานอำนาจกับพรรคของรัฐบาล เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคใดทำงานได้ดีกว่า ซึ่งนโยบายของตนทุกนโยบายสามารถทำได้ทันที และเห็นผลภายใน 6 เดือน.

แตกต่าง ไม่ แตกแยก

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เปิดฉากปีใหม่ 2552 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บรรยากาศที่ร้อนระอุ ส่งท้ายปีเก่า ในการชุมนุมคนเสื้อแดง ที่บริเวณหน้ารัฐสภา “พลังคนเสื้อแดงแรงฤทธิ์” และ “อิทธิฤทธิ์ม็อบคุณไสยโกเต๊กซ์” พอจะมองเห็นเค้ารางของการเมืองไทยในปีใหม่ที่ว่ากันว่าปีนี้แหละจะเป็นปี “วัวบ้า” ที่หลายคนอาจจะต้องถึงกับผงะกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่แบบนี้

“สงครามประชาชน” แบ่งข้างกันชัดเจนระหว่างกลุ่มคน “สองสี” ที่มีรากฐานมาจากพรรคการเมือง และตัวแทนกลุ่มทุนต่างๆ ที่อยู่ในสังคมไทย สีเหลือง VS สีแดง

สมานฉันท์ การพูดจาเพื่อนำไปสู่ภาวะปกติสุขในบ้านเมืองเรานั้น ดูท่าจะเป็นไปได้ยากยิ่งนัก ต่างฝ่ายต่างมีเหตุปัจจัย มีเหตุผล มีความเชื่อ หลากหลายมุมมอง เสมือนเหรียญ 1 บาท มี 2 ด้าน คือ “หัว” กับ “ก้อย” ซึ่ง 2 ด้านของเหรียญ ไม่มีวันจะมาพบเจอกันได้เลย แม้จะอยู่ใกล้ชิดกันเพียงใด

ปีนี้ วันนี้ บ้านเมืองไทย เราต้องการอะไรกันแน่ เป็นคำถามที่ตลอดช่วงปีใหม่ 2551 / 2552 ต่างคนต่างตั้งคำถาม
ที่สุดของคำตอบหลังจากถกเถียงกันมากมาย คือ ความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนทั้ง 63 ล้านคน ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่ตรงกันของคน ทั้ง เสื้อเหลือง และ เสื้อแดง (เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมในการเคลื่อนไหว) ซึ่งยังไม่มีใครจะหาคำตอบได้ว่าจะทำอย่างไร ที่พอจะเป็น สูตรสำเร็จทางคณิตศาสตร์ ว่าจะต้องทำอย่างนั้นแล้วจะได้อย่างนี้ เอาอันนี้มาเท่ากับอันนี้แล้วจะได้อันนั้น
ทั้งหมดขึ้นกับการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมไทย

อย่างน้อยๆ พัฒนาการทางประชาธิปไตย ก้าวไปไกลเกินกว่าที่จะใช้ประสบการณ์ในอดีตมาเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ สถานการณ์โลกเป็นตัวตัดสินใจ

ประชาชน มีพัฒนาการทางการเมือง ไปไกลเกินกว่าที่ผู้ปกครองจะมาชี้นำเขาให้ทำโน่นทำนี่ โดยการได้รับอามิสสินจ้าง ถึงจะมีบ้าง คิดได้เลยเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพียง 10% แต่อุดมการณ์อันแข็งกล้าต่างหากคือพลังที่ยิ่งใหญ่
ประชาชน มีพัฒนาการทางการเมือง ไปไกลเกินกว่าที่ผู้ปกครองที่จะมาสั่งซ้ายหันขวาหันได้อีกต่อไป เพราะเขามีความคิด มีอุดมการณ์ ทางประชาธิปไตย รู้จักซึ่งหลักการใหญ่ในการใช้และได้มาซึ่ง สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ
พัฒนาการทางการเมืองที่เป็นพลังอันสำคัญนี้ จะเป็นสิ่งกระตุ้นในการสร้างบุคลากร ให้เรียนรู้ รู้จัก ประชาธิปไตย ถือเป็นประสบการณ์ตรง มีการพลิกแพลงกระบวนท่า จนยากที่ชนชั้นผู้ปกครองจะเข้าใจ ส่งผลให้ชนชั้นสูงเหล่านั้นต้องไปเรียนรู้และยอมรับ ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ให้ได้

วันนี้พัฒนาการทางการเมืองของพี่น้องประชาชน 63 ล้านคน ตื่นตัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ที่เมื่อก่อนทุกคนจะบอกว่า “การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว”!!!... แต่วันนี้ทุกคนรู้แล้วว่า “การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัว” !!! ... ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย การเมืองจะอยู่กับเราไป 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดพักผ่อนนอนหลับเลยทีเดียว

การเมืองจะพัฒนากันไปอย่างไร เราล้วนเป็นคนไทยด้วยกัน การแตกขั้ว ต่างสี อย่าให้เป็น “เส้นขนาน” ที่ไม่มีวันบรรจบวิ่งเข้าหากันได้ หนักนิดเบาหน่อย พอจะประนีประนอมยอมกันได้ เพื่อให้ประเทศชาติดำรงอยู่ เป็นเรื่องที่ควรจะปรับเปลี่ยนท่าที ก่อนจะสายเกินไป...
ปีใหม่นี้ท่องเป็นคำขวัญขึ้นใจ “แตกต่าง ไม่แตกแยก”

‘ธานินทร์ กรัยวิเชียร’ ชายชาตรีชาติอาชาไนย (นายมาร์ค มุกควาย เลียนแบบไม่ได้!!!)

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทความประชาทรรศน์

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

วันทำงานส่งท้ายปีเก่า ได้เห็นภาพ นายมาร์ค มุกควาย กับ ส.ส.ร่วมก๊วน ถูกผู้ดูแลคอก เจ้าของบทหนังตะลุง เรื่อง “พรรคซ่อนชู้” ไล่ต้อนขึ้นรถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เคยใช้ขนผู้ต้องหามาแล้ว ต้องเอามาบรรทุกเหล่าผู้แทนฯ ไปประชุมกันนอกสภา แล้วดันเรียกว่าเป็นการประชุม “รัฐสภา” ดูน่าขำปนสังเวช
คราวหน้าลองไปประชุมที่ “ซาติก้า ผับ” บ้าง ก็คงจะดี!?!

นักข่าวบอกว่า ส.ส. พรรคดักดาน นั่งหน้าเครียดราวกับถูกบังคับให้ดมขี้ เบียดเสียดเยียดยัด แออัดเหมือนหมูในกระชุบนรถหกล้อ ตอนเขาเอาไปโรงฆ่า!
ดูแล้วไม่เป็นมงคลเลย!!

ส่วนภาพของคนเสื้อแดงนั้น แม้จะถูกปิดกั้นโดยสื่อไทยที่เอาใจรัฐบาล แต่ก็แพร่กระจายทั้งในเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งภาพจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งโปสเตอร์เขียนข้อความประท้วง ฟ้องชาวโลกอย่างชัดเจน จนทำให้รัฐบาลไทยชุดใหม่ต้องอับอาย เพราะกลายเป็นแค่ตลกต่ำชั้นในสายตาของต่างชาติไป และแม้โปสเตอร์ส่วนใหญ่เป็นภาษาปะกิต แต่อันที่ได้ใจหลายๆ คน กลับเป็นป้ายที่เขียนภาษาไทยว่า
“หนีทหารได้เป็นนายกฯ...กบฏได้เป็นรัฐมนตรี!!!”

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนได้รายงานข่าวชัดเจนว่า รถขน ส.ส. ไปจอดรอเวลาใช้คาถากำบังตนคอยกันหน้าแฟลตทหารบก ปรากฏเหตุการณ์ที่ซ้ำเติมความรู้สึกผู้คนเข้าไปอีก เพราะนายทหารที่อาศัยอยู่ในแฟลตนายหนึ่ง เอาเสื้อ “ทักษิณสู้ๆ” มาแขวนให้เห็น แล้วด่ากระทบพวกผู้แทนของพรรคดักดานว่า
“พวกกูไม่ชอบ ไอ้พวกผู้ก่อการร้าย (โว้ย)!”
ตรงนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจว่า ทั้งประชาชนส่วนใหญ่ของบ้านเมืองนี้ ทหาร และตำรวจต่างเห็นว่า

พรรคประชาธิปัตย์นั้นแท้จริงแล้วเป็น “เนื้อเดียวกัน” กับไอ้พวกกบฏก่อการร้ายที่ทำลายชาติบ้านเมืองของเราจนย่อยยับ เพื่อเปิดทางให้ นายมาร์ค มุกควาย กับพรรคที่ถูกมองว่าเป็นแนวร่วมก่อการร้ายนั้นได้เล็ดลอดเข้ามาเป็นรัฐบาลได้
พอมีโอกาสก็ตั้งหน้าตั้งตาลอกนโยบายของทักษิณ ซึ่งตัวเคยดูถูกเอาไว้ว่า...

ตัวเองนั้นจบอ๊อกซฟอร์ด แต่ทักษิณเป็นแค่นักเรียนมงฟอร์ด แต่ในที่สุดนักศึกษาอ๊อกซฟอร์ด กลับต้องนั่งลอกตำราจากนักเรียนมงฟอร์ด!!!

การลอกนโยบายอย่างนี้ พรรคดักดานไม่ได้ประโยชน์ มีแต่เสีย และเพิ่มเครดิตให้ทักษิณว่า นโยบายของอดีตนายกฯ นั้น ถูกต้องโดยปราศจากข้อสงสัย จนเป็นเหตุให้ นายมาร์ค มุกควาย ต้องยึดเป็น “ต้นแบบ” ในการบริหารราชการงานแผ่นดินต่อไป

คุรุกรรมที่พรรคดักดานร่วมกับฝ่ายกบฏก่อการร้ายสร้างไว้ในบ้านเมืองนี้ นอกจากได้สร้างความทรุดโทรมเสื่อมเสีย ให้กับสถาบันต่างๆ ของชาติอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้แล้ว พรรคดักดานและขาดกึ๋น ยังบังอาจปูนบำเหน็จให้คนของฝ่ายกบฏผู้ก่อการร้ายมานั่งในตำแหน่งสำคัญ ซึ่งเป็นหน้าตาของประเทศ เหมือนเยาะเย้ยคนในชาติให้ขัดเคืองนัก
ยิ่งทำให้การขึ้นนั่งตำแหน่งนายกฯ ของผู้นำพรรคโลซก ดูตกต่ำยำหมา...หนักข้อขึ้นไปอีก!

ที่ร้ายกาจไปกว่านั้น พฤติกรรมของพรรคนายมุกควายได้สั่งสมความคั่งแค้นให้กับชาวบ้านผู้ได้รับความเสียหาย จากการกระทำของกบฏก่อการร้าย ซึ่งเห็นว่าพวกตนถูกรังแกและทอดทิ้ง ถูกบีบให้มารวมกัน กลายเป็นพลังทางการเมืองภาคประชาชนที่แข็งแกร่ง และอาจนำมาซึ่งเหตุการณ์ร้ายแรง แบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกันได้ทีเดียว
ต่อไปนี้คงยากที่จะหาความสงบ...ในสยามประเทศได้อีกแล้ว!

ในฐานะคนสูงวัยอย่างผู้เขียน ได้แต่จับตามองด้วยความห่วงใย เพราะความสงสารประเทศ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง และนำมาซึ่ง ความทุกข์อันไม่จำกัดขนาด ให้กับลูกหลานของเรา
คอยดูกันไป ก็แล้วกัน!!!

ขอพักเรื่องการเมืองเอาไว้แค่นี้ก่อน เพราะวันนี้เรื่องที่รบกวนใจผมตลอดมา ระหว่างที่มีวันหยุดยาวในระหว่างเทศกาลสำคัญ ก็คืออุบัติเหตุที่คร่าชีวิตผู้คนและทรัพย์สินไปอย่างมากมาย

แม้อุบัติเหตุที่ได้รับจะทำให้ผู้เคราะห์ร้ายไม่ถึงตาย แต่พิการหรือทุพพลภาพ จนประกอบกิจการไม่ได้ตามปกติ ก็ทำให้แต่ละครอบครัวที่โชคร้าย มีภาระในการดูแลรักษาพยาบาลลูกหลานหรือคนในบ้านไปอีกยาวนาน สร้างความเครียดและความย่ำแย่ทางเศรษฐกิจให้แก่ครอบครัวเหล่านั้น สาเหตุสำคัญ คือการไม่รักษาวินัยจราจร การไม่เคารพกฎหมาย รวมทั้งการฝ่าฝืน ผนวกด้วยความประมาท
เรื่องการเคารพกฎหมายกับคนไทยนั้น ยังเป็นจุดด้อยอยู่มาก !

เมื่อรถวิ่งพบสัญญาณไฟแดง คนขับรถเมืองอังกฤษที่เป็นถิ่นประชาธิปไตยต้นแบบส่วนใหญ่จะหยุดทันที แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยนั้นจะเหลียวมองซ้ายมองขวาดูว่า...หัวปิงปองอยู่หรือเปล่าวะ !
ถ้าไม่เห็นตำรวจยืนอยู่ ก็จะขับรถกระชากออกไปทันทีแบบ...“กูไปแหล่ว !”

สะพานลอยมีให้ข้าม คนไทยไม่ข้ามให้เสียเวลา มองดูเห็นรถน้อย ก็วิ่งข้ามถนนปรู๊ด กระโดดข้ามรั้วกั้นไปฝั่งตรงข้ามไป..เฉยเลย!
แดงขาวที่บาทวิถี เป็นที่ห้ามจอด ก็ไม่มีตำรวจนี่หว่าจอดมันเลย!
ประชาธิปไตยที่ไปเอาเขามา แต่จิตใจของเขาเราไม่ได้รับมาด้วย!!

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยปรารภว่า เมืองไทยนั้น ต่อให้ตำรวจอังกฤษ ชาติที่เราไปลอกประชาธิปไตยเขามา คนในยุโรปบอกว่าเป็นหน่วยตำรวจที่มีคุณภาพมาก ถ้าให้มาเป็นตำรวจในเมืองไทย ท่านอาจารย์ว่าต้องลาออกแน่ๆ เพราะคงทนคนไทยไม่ได้
หมายความว่า ทนเห็นสภาพผู้คนไม่เคารพกฎหมายไม่ได้นั่นเอง ไม่ใช่เพราะเหตุอื่นเลย!

การปลูกจิตสำนึกให้คนรู้อีกหน้าที่นั้น เดิมมีหนังสือหน้าที่พลเมืองศีลธรรมให้เรียนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่า ที่ดูเหมือนว่าความเคารพในกฎหมายบ้านเมืองของผู้คนจะลดน้อยถอยลง

เรื่องความเคารพในกฎหมายนั้น เคยเล่าเรื่องของ Sir Francis Knollys แม่ทัพใหญ่อังกฤษ เจ้าของฉายา “ยมบาล” ให้ท่านผู้อ่านประชาทรรศน์ฟังกันแล้วว่า

แม้เทศบาลนครลอนดอนจะเอาโทษกับภริยาของท่าน ที่ปฏิบัติผิดกฎหมายบ้านเมืองด้วยการสร้างสะพานลอยข้ามถนนเล็กๆ ไปยังที่ดินฝั่งตรงข้ามของตัวเอง ซึ่งผิดกฎหมายเทศบาล ท่านเซอร์แม่ทัพนักรบผู้ปราบฝรั่งเศสคนนี้ แม้จะมีอำนาจราชศักดิ์ ก็ไม่เบ่งวางก้าม หรือข่มขู่รัฐบาลอังกฤษ...
ไม่เหมือนทหารไทยทำกับรัฐบาลของพวกเขา จนคนด่ากันทั้งประเทศ!

เซอร์ฟรานซิส นอลลีส์ แม่ทัพใหญ่กลับยอมรับโทษแต่โดยดี ทำให้ได้ใจคณะเทศมนตรี ยอมผ่อนผันโทษให้เหลือเป็นโทษปรับ แต่ท่านแม่ทัพต้องห่มเกราะถือทวน ตามด้วยขบวนแห่ใหญ่โต นำกุหลาบ 1 ดอก ไปชำระเป็นค่าปรับที่เทศบาลเอง

แม้ท่านเซอร์ทหารนักรบผู้เคารพกฎหมายจะวายชนม์ไปนานแล้ว แต่ประเพณีแห่ดอกกุหลาบยังสืบทอดกันมาจนทุกวันนี้ เพื่อแสดงความระลึกถึงแม่ทัพใหญ่ผู้เคารพกฎหมายเยี่ยงสามัญชน และมีความเป็นสุภาพบุรุษอย่างสมบูรณ์แบบ

ในแผ่นดินไทยของเรานั้น ก็หาใช่ว่าจะไร้ซึ่งสุภาพบุรุษผู้ที่รักชาติ รักบ้านเมือง แผ่นดินถิ่นเกิด และมีความเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับท่าน เซอร์ฟรานซิส นอลลีส์ ขอยกตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆ สักราย...

หนุ่มนักกฎหมายนายหนึ่ง มาจากตระกูลที่มั่งคั่งของประเทศ เมื่อเรียนจบเนติบัณฑิตจากอังกฤษกลับมาถึงเมืองไทย ก็เข้ารับหมายเกณฑ์ด้วยความเต็มใจ เป็นพลทหารประจำการตามหน้าที่ของลูกผู้ชายชาวไทย โดยมิได้หลบเลี่ยง หรือให้บิดามารดาของท่านวิ่งเต้นเสียเงินให้กับสัสดี อย่างลูกอาเสี่ยและลูกผู้ดีมีอันจะกินทั้งหลายชอบทำ จนบางปีเป็นข่าวการเกณฑ์ทหารอื้อฉาว เพราะมีการจับกุมสัสดีที่รับสินบนกัน

เนติบัณฑิตหนุ่มจากอังกฤษได้เข้าประจำอยู่ที่หน่วยทหารม้ายานเกราะ เป็นพลทหารเกณฑ์ ใช้ชีวิตในการฝึกและกินอยู่ ร่วมกับบรรดาเพื่อนทหารใหม่ผลัดเดียวกันที่มาจากครอบครัวยากจน ความรู้น้อย แต่หนุ่มผู้มีการศึกษาดีก็ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทหารเกณฑ์ธรรมดา ไม่เรียกร้องอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอันใดเลย

เมื่อนายทหารผู้บังคับบัญชาทราบว่า ท่านจบเนติบัณฑิตจากอังกฤษ หน่วยทหารจึงให้ไปทำหน้าที่ครูสอนภาษาอังกฤษให้กับบรรดานายทหาร เวลาท่านเข้าสอน นายทหารก็ให้เกียรติทำความเคารพท่านในฐานะครู ซึ่งท่านก็เคารพตอบ แต่นอกเวลาสอน ท่านก็ปฏิบัติตนเหมือนทหารใหม่ โดยทำความเคารพนายทหารก่อน และรักษาระเบียบวินัย เช่นทหารที่ดีพึงกระทำ

นักกฎหมายหนุ่มจากอังกฤษรับราชการทหารอยู่เกือบปี กระทรวงยุติธรรมจึงเรียกเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ตลอดเวลารับราชการ ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไต่เต้ามาตามลำดับ ในตำแหน่งตุลาการศาลต่างๆ จนเลื่อนเป็นผู้พิพากษาในศาลสูง
แล้ววันหนึ่ง โชคชะตาฟ้าบันดาล ให้ท่านต้องเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของสยามประเทศ!

เมื่อพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอันสูงส่งและมีเกียรติยศยิ่ง ในตำแหน่ง...
องคมนตรี!

หลังจากรับตำแหน่งอันมีเกียรติยิ่ง ท่านขายที่ดินส่วนตัวเป็นจำนวนเงินหลักร้อยล้านบาท ในสมัยนั้นนับเป็นเงินมหาศาล มีผู้แนะนำให้ท่านแจ้งราคาที่ดินต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกัน คือ แจ้งราคาขายไปตามราคาประเมินของกรมที่ดิน เฉกเช่นเดียวกับที่ผู้คนเขาทำกันในการซื้อขายที่ดิน จนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ท่านจะเสียค่าธรรมเนียมโอนและภาษีเงินได้ถูกลงอีกหลายล้านบาท

นั่นหมายความว่า ท่านก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหลายล้านบาทเช่นกัน แต่ท่านไม่ทำและปฏิเสธคำแนะนำเช่นว่านั้น เพราะท่านเคารพต่อกฎหมาย และตระหนักในหน้าที่ของราษฎร ซึ่งจะต้องเสียภาษีให้กับรัฐเมื่อตนมีรายได้...
และเสียภาษีโดยถูกต้อง ครบถ้วนด้วย !

“รามสูร” คอลัมนิสต์ชื่อดังผู้ล่วงลับไปนานแล้ว เขียนลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกผู้คนในบ้านในเมืองนี้ให้รู้กันทั่ว ซึ่งพากันสรรเสริญ แต่เมื่อเวลาเนิ่นนานผ่านไป อาจทำให้ผู้คนลืมเลือน เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่ลืมง่าย ทั้งเรื่องดีและไม่ดี คนรุ่นหลังเลยพลอยไม่รู้เรื่องไปด้วย ยิ่งไม่มีการบันทึกไว้ ก็จะหายไปกับสายลมและแสงแดด

วันนี้จึงขอนำเรื่องดีๆ อย่างนี้มาเล่าสู่อนุชนคนรุ่นหลังได้ฟัง จะได้เอาไว้สอนลูกหลานในวันข้างหน้า เพื่อเป็นเครื่องยืนยันกับเขาเหล่านั้นว่า
บ้านเมืองของเรา ก็ยังมีสุภาพบุรุษไทยของแท้ให้เห็นกัน!

สุภาพบุรุษแห่งไทยแลนด์แดนสยามท่านนี้ เป็นผู้ที่ผมยกมือไหว้ได้ ด้วยความเคารพนับถืออย่างเต็มหัวใจ...ท่านผู้นี้ คือ
ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร...องคมนตรี !
อดีตนายกรัฐมนตรี ทหารม้า ชายชาตรีชาติอาชาไนย สุภาพบุรุษไทย...ของแท้ !!!

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ
ผมอ่านต้นฉบับนี้ให้เพื่อนฝูงฟัง มีคนหนึ่งพูดขึ้นลอยๆว่า “...แล้วไอ้ที่มันหนีทหารล่ะ ทำไมมันได้เป็นนายกฯ”
ตอบไม่ทัน เพราะเพื่อนอีกคนหนึ่งชิงตอบไปก่อนว่า
“ก็... ‘ที่นี่ประเทศไทย’ นี่หว่า” !!!?
ตอบแค่นั้นก็คงพอได้ แต่อยากจะเพิ่มเติมให้อีกว่า

คนที่เป็นสุภาพบุรุษนั้น แท้ที่จริงแล้วมันอยู่ในหัวใจหรือกมลสันดาน มากกว่าการศึกษาอบรมด้วยซ้ำไป อย่างที่ฝรั่งเขาว่า...
Gentleman are born, not made!

พวกที่เกิดมามี “อภิสิทธิ์” ได้รับการศึกษาอบรมมากกว่าคนอื่น แต่หากในหัวใจไม่เป็นลูกผู้ชาย ก็คงเป็นได้แค่ทองชุบหนาหน่อย เพียงโดนขูดเข้าไปนิดเดียวก็เห็นเนื้อแท้แล้ว และรู้ว่ามันเป็นแค่ “กะไหล่” เท่านั้น หาใช่ทองร้อยเปอร์เซ็นต์แต่อย่างใดไม่

ในฐานะพลเมืองผู้รักชาติ คนที่เป็นเจนเทิลแมน หรือสุภาพบุรุษนั้น ไม่มีวันที่จะหลีกเลี่ยง ภาระหน้าที่ของลูกผู้ชายชาติไทยเด็ดขาด
ใจคนที่ยิ่งใหญ่นั้น...มัน ‘เลียนแบบ’ กันยาก!

แม้แต่กะเทยไทยใจกล้า เมื่อถึงวันคัดเลือกทหารก็ยังนวยนาดไปปรากฏกายให้เห็นกันมากมาย โดยพวกหล่อนไม่ได้หลีกเลี่ยงการทำหน้าที่คนไทยแต่อย่างใด!

สำหรับไอ้คนที่หนีทหาร จะทำไปเพราะมีความกล้าหาญน้อยกว่าบรรดาเหล่า
กะเทย หรือทำไปเพราะคิดว่าตัวนั้นเป็นชนชั้น "อภิสิทธิ์" จะลัดขั้น ลัดคิว อย่างไรก็ได้ เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในกฎในเกณฑ์อย่าง “ชนชั้นล่าง” แล้วอย่างนี้จะให้ผู้คนในชาติวางใจ “ฝากผี ฝากไข้” กับไอ้คนพรรค์นั้นได้หรือครับ!?!
เชื่อว่าคนไทยจำนวนมาก รวมทั้งผม คงไม่เอาด้วย เพราะแบบนี้มันเข้าตำรา...
“ฝากผีก็ไม่ได้...ฝากไข้ก็ตายห่า” ...กันพอดี!!!

“ทักษิณ” ในชนบท !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจาก “ประชาทรรศน์” หยุดวางแผงไป 3 วัน มีเสียงบ่นคิดถึงจากท่านผู้อ่านมากมายว่า ทำไมจึงหายไป ?

บางท่านที่ไม่ได้อ่านติดต่อกันเป็นประจำจึงไม่ทราบ ซึ่งเราได้ลงหมายเหตุประชาทรรศน์ไว้ในฉบับวันอังคารที่ 30 ธันวาคม 2551 ไว้แล้ว

ดังนั้นต่อไปนี้ ประชาทรรศน์จะยังคงนำเสนอข่าวสารด้วยเจตนารมณ์และอุดมการณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง
วันหยุดยาวหลายวันติดต่อกันเช่นนี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปหลายๆ จังหวัด ซึ่งก็ต้องตกใจอย่างยิ่งกับข้อมูลข่าวสารที่คนต่างจังหวัดรับรู้ รวดเร็ว และ “ลึก” กว่าคนในเมืองหลวงเสียอีก

ทุกวันนี้ผมติดตามข่าวสารทั้งจาก “แหล่งข่าววงใน” นอกนั้นก็มี “อินเตอร์เน็ต” ที่เข้าไปหาข้อมูลบางอย่างที่หนังสือพิมพ์ไม่กล้านำเสนอ

แต่ก่อนคิดไปเองว่า เราอยู่ในเมืองหลวง เป็นนักข่าว คลุกคลีอยู่กับข่าวสาร คงจะมีโอกาสรับรู้เหนือกว่าคนต่างจังหวัด

ที่ไหนได้ คนต่างจังหวัดนี่แหละ “รู้ลึก รู้เร็ว” กว่าคนในเมืองหลวงเสียอีก แถมยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องระแวงว่าจะมีพันธมิตรฯ เข้ามาปะปน เพราะส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายเสื้อแดงเสียมากกว่า

คนต่างจังหวัดรู้ดีว่าเบื้องหลังของ “ม็อบมีเส้น” มีความเป็นมา – เป็นไป อย่างไร ฟังแล้วก็ขนลุกซู่ นิสัยของนักข่าวที่ชอบถาม แต่เจอคำตอบแบบนี้ก็ “อึ้ง” และต้อง “หยุดถาม”

สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับกัน คนต่างจังหวัดกว่า 70% ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ยังคง ปลาบปลื้มในผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือ “สัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย” ที่โดนวงจรอุบาทว์ช่วงชิงอำนาจ ปล้นอำนาจไปจัดตั้งรัฐบาลอย่างหน้าด้านๆ

คนต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจผลโพลที่ชอบประโคมข่าวต่างๆ นานา เช่น สำนักวิจัยเอแบคโพล ที่ผลสำรวจมักจะขัดกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่

ผมอยู่กรุงเทพฯ มาตั้งนมนาน สอบถามจากบรรดาคนรู้จักต่างก็ไม่เคยได้รับการสำรวจจากโพลสำนักนี้แม้แต่ครั้งเดียว
ก็ไม่รู้ว่าไปแอบสำรวจกันที่ไหน อย่างล่าสุด ออกข่าวว่า โพลชี้ประชาชน 70.9% มองพรรคประชาธิปัตย์มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยในการจัดตั้งรัฐบาล

ผมอ่านข่าวนี้แล้วก็หงุดหงิด เพราะอ้างประชาชนตั้ง 70.9 % มองว่าประชาธิปัตย์ มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ามีแต่เสียงก่นด่าว่าไปปล้นอำนาจเข้ามาเป็นรัฐบาล
ผลโพลที่ออกมาเช่นนี้ แน่นอนว่าพรรคประชาธิปัตย์คงจะได้หน้าไปหลายขุม แม้จะเป็นเพียงแค่ “ความฝัน”
แต่ผมแนะนำว่า หากแน่จริง “ยุบสภา” คืนอำนาจให้ประชาชนแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ ดูสิว่าผลการเลือกตั้งจะออกมา เหมือนผลโพลหรือไม่

รู้ๆ กันอยู่ว่า อะไรคืออะไร หากประชาธิปัตย์อยากได้ใจประชาชน เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องทำงานให้หนักกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สัก 10 เท่า

หากประชาชนกินดี อยู่ดี บางครั้งเขาก็อาจเปลี่ยนใจหันมาสนับสนุนประชาธิปัตย์ ดังนั้นพวกท่าน อย่าท้อครับ ชาตินี้ยังมีโอกาส !

'พรหมมินทร์'ซัดปชป.ใส่สีดี๊ด๊าหาแพะล็อบบี้ยิสต์

ที่มา ประชาทรรศน์

'พงษ์เทพ' ขอเช็ค'ทักษิณ'จ้างล้อบบี้ยิสต์ ขยี้แผ่นดินแม่ ลบความน่าเชื่อถือ 'หมอพรหมมินทร์' สุดอดกลั่นแถลงข่าวโต้ ย้ำไม่ทุบหม้อข้าวบ้านเมืองตัวเอง เชื่อนายไม่เกี่ยว จวกไม่เลี้ยง ปชป.ถนัดหาแพะการเมืองเก่งแต่ใส่ไข่ โยงคนพลัดถิ่นชักใยเบื้องหลัง ไล่บี้กลับไปแก้ไขปัญหาชาติก่อนดีที่สุด

'พงศ์เทพ'ปัดไม่รู้ 'ทักษิณ'จ้างล็อบบี้ยิสต์

จากกรณีที่ นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ว่าจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์และล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวจึงขอเวลาตรวจสอบเนื่องจากที่ผ่านมา การให้ข่าวกับสำนักข่าวต่างประเทศ อดีตนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ให้ข่าวด้วยตนเอง

'สาทิตย์'ใส่ 'ทักษิณ'จ้างล็อบบี้ยิสต์กระทบภาพลักษณ์

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กล่าวว่า ถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติเดินยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ นั้นตนมองว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก และการที่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวเพราะต้องการชี้ให้เห็นว่ามีกระบวนการใดดำเนินการอยู่

"รัฐบาลไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว และนายกรัฐมนตรีมีกิจกรรมที่จะสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศอยู่แล้ว อีกทั้งการติดต่อกับพ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาลต้องการที่จะส่งสัญญาณว่าไม่ต้องการกลั่นแกล้ง จะเปิดโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมและ พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะใช้โอกาสนี้มองปัญหาบ้านเมืองและช่วยแก้ไขอย่างไรได้บ้าง" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีปลายเดือนนี้จะมีการประชุมสภาสมัยสามัญ ซึ่งฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในขณะที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ว่า ไม่กังวลอะไร ก็ชี้แจงกันไป ยังไม่รู้ว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายเรื่องอะไร ส่วนที่ฝ่ายค้านระบุว่าภายหลังการเลือกตั้งซ่อมเสียงของฝ่ายค้านจะบวกมากขึ้นนั้น ถ้านับนิ้วก่อนการเลือกตั้งใครก็นับได้ เอาไว้นับหลังเลือกตั้งดีกว่า ส่วนที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี แนะว่ารัฐบาลควรจะหาเสียงส.ส.มาเพิ่ม 20-30 เสียงนั้น อยากมีมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป ส่วนจะได้หรือไม่ คงต้องดูหลังการเลือกตั้งต่อไป

พรหมมิทร์ แขวะปชป.ถนัดหาแพะการเมือง

ขณะที่โรงแรมโซฟิเทล ด้านนพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า หลังจากที่มีการกล่าวหาตน นายพันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่ามีหน้าที่ติดต่อประสานงานกับบริษัทต่างชาติ ในต่างประเทศเพื่อมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศนั้นไม่เป็นความจริง โดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวหาเพื่อต้องการหาแพะทางการเมืองมากกว่าซึ่งเป็นเรื่องถนัดของพรรคนี้

ทั้งนี้ตนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้นำรัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมากกว่า อีกทั้งรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคมมากกว่าการมุ่งกล่าวหาใส่ร้าย และกล่าวโทษความวุ่นวายในประเทศว่าเป็นเพราะพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในประเทศต่อสายตาชาวต่างชาติให้เร็วที่สุด เนื่องจากความคาราคาซังที่เกิดขึ้นกับประเทศตั้งแต่การรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 จนกระทั่งการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และท่าอากาศยานนานาชาติของประเทศ จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ท้ายสุดนี้นพ.พรหมมินทร์ กล่าวเสริมว่า ตนขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำการให้ประเทศไทยได้รับความเสียหาย หรือได้รับความเสื่อมเสียอย่างไร แต่สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการหาแพะทางการเมือง อีกทั้งมีความพยายามเชื่อมโยงปัญหาภายในประเทศกับคนนอกประเทศ และตนไม่เชื่อว่าจะเป็นฝีมือของพ.ต.ท.ทักษิณอย่างแน่นอน ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ติดต่อนานกว่า 2 เดือนแล้ว ส่วนการฟ้องร้องโฆษกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้นตนคงจะไม่ขอฟ้องโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากตนมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีกมาก