WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 6, 2009

เกมช่วงชิงรากหญ้า อย่าดีแต่พูด

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*

รัฐบาลนี้เข้ามาถือได้ว่าเป็น “ทุกขลาภ” เพราะมีปัญหาต่างๆ รอการสะสางแก้ไข ล้วนเป็นเรื่องที่สาหัสทั้งสิ้น ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ต่างพร้อมใจพาเหรดมากันพร้อมหน้า

มีเสียงเตือนออกมาว่า รัฐบาลอย่ามุ่งแต่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาพใหญ่อย่างเดียว โดยมองข้ามการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ระดับท้องถิ่นเด็ดขาด เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนในชนบท และถูกปล่อยปละละเลยมานานพอสมควร หลังจากที่ คมช. เข้ามายึดอำนาจ
ที่สำคัญคนเหล่านี้ต่างหาก จะเป็นผู้กำหนดอนาคตหรือชี้ชะตารัฐบาล ว่าจะไปรอดหรือไม่อย่างไร
เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาในระดับชาติควบคู่ไปกับในระดับท้องถิ่น ซึ่งในระดับท้องถิ่นจะแก้ได้ง่ายกว่า
แต่มีเงื่อนไขว่า รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อถือและศรัทธาให้เกิดขึ้นได้หรือไม่เท่านั้น

วันนี้รัฐบาลมีมือไม้ มีกลไกอยู่เต็มพื้นที่ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา กลไกเหล่านี้ยังมองว่า ประชาชนคือ ผู้ที่รอรับโอกาส รอรับความช่วยเหลือเท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว
ความจริงแล้ว ปัญหาในพื้นที่ ย่อมไม่มีใครรู้ดีกว่าคนในพื้นที่

หนูยังช่วยราชสีห์ได้ ฉันใด รากหญ้าก็คือ ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ฉันนั้นที่สำคัญ เรายังมีการปกครองท้องถิ่น ที่นับวันมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น จะเป็นฐานของการพัฒนาประเทศชาติในด้านต่างๆ
ไม่ต้องสงสัยว่า เมื่อวันหยุดปีใหม่ ทำไมคนถึงทะลักไป อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน กันมากมาย

เพราะนี่เป็นผลพวงเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแล และใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยปัจจุบันชาวบ้านตื่นตัวมากขึ้น กล้าที่จะคัดค้าน และไม่ตอบสนองนโยบายบิดเบี้ยวที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ไม่ทำในสิ่งที่ประชาชนไม่เห็นด้วยไม่ต้องการ

เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าไปให้ถึง “พื้นที่” และเข้าให้ถึง “จิตใจ” ของคนเหล่านี้ก็คือคนในพื้นที่ในท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งจะสะท้อนถึงความห่วงหาอาทร ความห่วงใย มีความรัก มีไมตรีให้กัน

คนในพื้นที่นี่แหละครับ ที่จะมาแก้ปัญหาความแตกแยก การแบ่งขั้ว การขัดแย้งทางความคิดได้ เพราะสามารถพูดจากันได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน ไม่ใช่ประเภทได้ฟังเขาเล่าว่า แล้วเฮโลไปกับเขา โดยขาดสติ ไตร่ตรองนึกคิด อย่างรอบคอบถี่ถ้วน

ความบอบช้ำเสียหายของประเทศชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศ จากการกระทำของ “กลุ่มพันธมาร-ม็อบโกเต๊กซ์” ที่ไปปิดยึดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ แม้รู้ดีว่าจะเกิดความเสียหายอย่างมากมายมหาศาลก็ตาม ชัดเจนว่าเป็นการทำลายชาติ ทำลายเศรษฐกิจ ป่วนเมือง กระทำการการละเมิดกฎหมาย

จึงเป็นเรื่องที่ต้องจดจำ และทวงถามความถูกต้องเป็นธรรมจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ให้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคกัน ซึ่งต้องจับตามองกันต่อไป
สำหรับรัฐบาล ผลงานจากการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายจริงๆ ครับ

ด้วยเครื่องมือของรัฐบาลที่มีอยู่คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโอ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในวันนี้ดูจะแผ่วลงไป จึงต้องหาทางให้ผู้ว่าฯ ซีอีโอ กลับมาเข้มแข็ง ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนในจังหวัดให้ได้

กึ๋นของผู้ว่าฯ ซีอีโอ ดูกันตรงนี้ครับ ดร.สิทธิศักดิ์ ชำปฏิ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น ในฐานะผู้อำนวยการศาลาไหมไทย อ.ชนบท จ.ขอนแก่น บอกว่า ภายหลังจากที่ศาลาไหมไทยชนบท ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากผู้ว่าฯ ซีอีโอ เป็นจำนวน 1.3 ล้านบาท ได้นำมาพัฒนาปรับปรุงศาลาไหมไทยทั้งภายในและภายนอก พร้อมกับได้มีการจัดโชว์ผ้าไหมลายโบราณ ลายประยุกต์กว่า 400 ผืน ภายในศาลาฯ จากเดิมที่ก่อนหน้านี้จะเก็บไว้ในตู้โชว์ มีห้องแสดงนิทรรศการ ห้องจำหน่ายผ้าไหม ผ้าพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ลายผ้าไหมแบบต่างๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ภายในอาคารยังได้จัดแสดงกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่มัดย้อมจนถึงวิธีการทอ อุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับไหมและของเก่าแก่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

จากการที่ได้พัฒนาปรับปรุงและเปลี่ยนภาพลักษณ์ของศาลาไหมไทย จนทำให้ล่าสุด ศาลาไหมไทยได้รับ รางวัลทัวริสซึ่มอวอร์ด ประจำปี 2551 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมดีเด่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

แต่ความเห็นของ รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ไม่อาจมองข้ามไปได้เหมือนกัน

อ.ธเนศวร์ ได้วิเคราะห์ระบบผู้ว่าฯ แบบบูรณาการ ว่าแนวคิดของระบบผู้ว่าฯ แบบบูรณาการ กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ แนวคิดที่ว่าด้วยการรวมศูนย์อำนาจแบบเอกภาพ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการรวมศูนย์อำนาจแบบแยกส่วนที่ดำเนินการมาหลายทศวรรษและก่อปัญหาหลายด้านต่อท้องถิ่นต่างๆ และการพัฒนาประเทศโดยภาพรวม
สรุปว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโอในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จะด้วยข้อจำกัดในการหาคนมาเป็นผู้ว่าฯ ซีอีโอ หรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้ผู้ว่าฯ ซีอีโอ ยังเป็นผู้รับใช้นักการเมือง และต้องทำงานรับใช้มากขึ้นเมื่อนักการเมืองไปตรวจงานบ่อยครั้ง ยังไม่ใช่ผู้บริหารสูงสุดที่แท้จริงของจังหวัด เพราะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการคนใดได้เช่นเดิม ระบบการรวมศูนย์อำนาจจึงยังคงอยู่ต่อไป
สำหรับทางแก้เรื่องนี้ อ.ธเนศวร์ เสนอว่า
1. จัดตั้งสภาจังหวัดที่ประกอบด้วยตัวแทนประชาชนจากสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อเข้าร่วมประชุมกับผู้ว่าฯ เดือนละ 1-2 ครั้ง โดยสามารถเสนอปัญหา ซักถามและเสนอแนะแนวทางแก้ไข ฯลฯ
2. เพิ่มอำนาจด้านการบริหารบุคลากรของผู้ว่าฯ ให้เป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดอย่างแท้จริง แม้ในระยะแรกๆ ผู้ว่าฯ ในระบบใหม่อาจจะยังไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการได้ แต่อย่างน้อยก็ควรมีอำนาจในการเสนอให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการในจังหวัด หรือให้รัฐบาลรับฟังเสียงของผู้ว่าฯ เกี่ยวกับปัญหาบุคลากรในจังหวัด
3.ให้แต่ละจังหวัด จัดทำแผนพัฒนาจังหวัดระยะ 10 ปีถึง 20 ปี โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเห็นชอบ นอกจากนี้ก็ขอให้ถือว่านั่นคือแผนที่ทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามแผนดังกล่าว ไม่ปล่อยให้หน่วยบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คิดแผนงานและกำหนดงบประมาณในการพัฒนางานของตนขัดแย้งกับแผนดังกล่าว
4.เพิ่มอำนาจของผู้ว่าฯ ร่วมกับหน่วยบริหารราชการในจังหวัด สามารถแก้ปัญหาส่วนใหญ่ของประชาชนได้ โดยไม่ต้องให้ประชาชนเดินทางไปไกลถึงทำเนียบรัฐบาล

อ.ธเนศ เจริญเมือง ยังเห็นว่า ทิศทางการพัฒนาสังคมประชาธิปไตยปัจจุบัน ควรมุ่งสู่การมอบอำนาจให้กับท้องถิ่นมากขึ้น การกำหนดให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดและทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับประชาชนทุกสาชาอาชีพ จึงเป็นการก้าวที่ถูกต้องแล้ว แต่ที่ยังทำไม่ได้ก็คือ การจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการจังหวัดร่วมกับผู้ว่าฯ ได้อย่างแท้จริง
ก่อนจะก้าวไปสู่การให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ควรมาจาการเลือกตั้งจากประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ต่อไป
ต้องเชื่อไว้ก่อนว่า ปีใหม่นี้จะดีกว่าปีเก่าครับ เพราะรัฐบาลมีบทเรียนมากมาย

ทั้งหลายทั้งปวงจึงอยู่ที่ “ผลงาน” ครับ ว่าจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนแค่ไหนอย่างไร รวมทั้งนำข้อสังเกตข้อเสนอจากนักวิชาการไปใช้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

สุดท้ายนี้ เพื่อให้คนไทยสามารถยืนสู้กับปัญหาที่จะมาถึงตัว ขออ้างถึง ท่านพุทธทาส ซึ่งท่านเคยกล่าวให้พรปีใหม่ไว้ว่า ขอให้ความเห็นแก่ตัวลดลง ความไม่เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ความไร้ศีลธรรมลดลง ความมีศีลธรรมเพิ่มขึ้น สันติสุขส่วนบุคคลและสันติสุขส่วนสังคมเพิ่มขึ้นตามส่วน จนเห็นได้ว่าเพิ่มมากขึ้นกว่าปีเก่า...
ย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์รัฐบาลก็คือผลงานครับ
แม้ว่านโยบายจะหรูเลิศประเสริฐวิเศษอย่างไร ถ้าไม่ได้ลงมือทำ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ดีแต่ปาก ใจไม่ดี ดีทำไม ให้ผีใย เย้ยเยาะ เหมาะหรือเรา

ผลไม้พิษ !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ปากก็บอกว่า “สมานฉันท์” อยากให้คนไทยรักกัน สามัคคีกัน แต่ยังไม่ทันไร พรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มออกลายกันแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งว่าจะเข้าไปจัดระเบียบใน “เอ็นบีที” และเปลี่ยนโลโก้กลับไปเป็นช่อง 11 ตามเดิม
ไม่ว่าจะเป็นกรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดสนามบินนั้นเป็นเรื่องสนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ แถมเป็นบรรยากาศดีที่น่าจดจำ

ไม่ว่าจะเป็น กรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว. ยุติธรรม เตรียมเสนอรายชื่อ นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) เป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม

ทั้ง 3 กรณีที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งที่ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ กำลัง “ท้าทาย” และ “ดูถูก” พลังมวลชนอย่างไม่เกรงกลัวว่าบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟอีกรอบ

ผมขอเตือน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะออกมาปฏิเสธภายหลังว่าเป็นข่าวโคมลอย แต่วงในมีการเช็คกันแล้วว่าพวกท่านต้องการท้าทายพลังมวลชน

อย่าลืมว่า นายนาม ยิ้มแย้ม คือบุคคลที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย นายนามคือหัวหน้าแก๊งค์ที่มุ่งหาความผิดแล้วยัดเยียดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วันนี้ คนรู้กันทั้งประเทศแล้วว่า คตส. เกิดขึ้นมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่เป็นเครื่องมือในการเช็กบิล พ.ต.ท.ทักษิณ
ดังนั้น นายนาม คือผลพวงของ “ผลไม้พิษ” ที่ก่อกำเนิดจากการรัฐประหารซึ่งเป็นต้นไม้พิษของหลักนิติรัฐ

คตส. ไม่ว่าจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณธรรมอย่างไร มีกระบวนการที่เป็นธรรมอย่างไรก็เป็นผลไม้พิษที่งอกมาจากความไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจเป็นองค์กรหรือกระบวนการที่ถูกต้องไปได้

วันนี้มีรัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารประเทศ หลายคนบอกว่า บ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้วให้โอกาสรัฐบาลประชาธิปัตย์สักระยะ

แต่จู่ๆ พวกท่านก็ท้าทาย “คนเสื้อแดง” จะตั้งคนที่ไม่มีความเป็นกลางและเป็นธรรม เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนมาเป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม

กรุณาอย่าท้าทายครับ ที่เห็นว่า เงียบๆ เพราะประชาชนยังให้โอกาส แต่หากวันใด “เลือดเข้าตา” เชื่อว่าพลังเสื้อแดงพร้อมดับเครื่องชนขั้นแตกหัก

เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ คนตกงานกันเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน หากเรามารบราฆ่าฟันกันอีกครั้ง คนไทยคงจะเดือดร้อนกันไปหมด
ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลยครับ !

ดวงเมือง 2552

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ผีไท


“ธ.สุขวฑฺฒโน” จากปทุมธานีส่งจดหมายมาทักทาย พร้อมแนบ “ดวงเมือง 2552” มาให้อ่านด้วย แว่วว่าเจ้าตัวและพรรคพวกกำลังเย็บเล่มกันเองเพื่อนำแจกจ่าย “ผีไท” จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ในคอลัมน์นี้เพื่อเป็นสีสันต้อนรับปี 2552 แม่นหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านผู้อ่านเถิด

“ดวงชะตาบ้านเมืองปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปีที่ผ่านมา พฤหัสและศุกร์ร่วมเรือนเดียวกับจันทร์นับแต่ปลายปี 2551 ส่งผลให้เกิดความสงบเรียบร้อยเนื่องด้วยอำนาจของผู้ใหญ่ การเมืองกลับไปสู่สภาวะแข่งขันกันในหมู่นักการเมือง การชุมนุมไม่เกิดผลประโยชน์หรือผลกระทบเพราะราหูพ้นจากภพวินาศแล้ว

ใครที่ยังหลงเชื่อมีโมหคติจะค่อยๆ เปิดตาออกมารับรู้ความจริง กลางปีจะเกิดความวุ่นวายขึ้นเกี่ยวกับเหตุส่วนตัวของผู้มีอำนาจแต่ไม่กระทบกระเทือนบ้านเมือง ปลายปีผู้ที่ถูกใส่ร้ายจะกลับมาได้ดีอีกครั้ง พึงระวังอำนาจจากภายนอกเข้าแทรกแซง

เศรษฐกิจเป็นปัญหามาก เสาร์โคจรเข้าแทรกราหูในภพธนะ ความวุ่นวายในตลาดการเงินจะเกิดขึ้นเพราะการหลอกลวงต้มตุ๋น โปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อและระวังธนบัตรปลอมให้ดี กลางปีปัญหาที่เริ่มลุกลามเข้าสู่ภาคการผลิตจะสงบลง

ราคาอาหารและพลังงานตกต่ำส่งผลดีต่อการบริโภคของประชาชนแต่ไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรเท่าใด ปลายปีเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว นโยบายรัฐจะได้ผลเกินกว่าที่คาดคิด ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกจะมีความหวังมากขึ้น

ปี 2552 อาทิตย์จรกำลังแรง อากาศจะร้อนกว่าปกติ สภาพอากาศแปรปรวนแต่ภัยธรรมชาติไม่ก่อให้เกิดปัญหามากนัก อาจเกิดแผ่นดินไหวเป็นระลอกช่วงต้นปีอย่าตื่นตระหนก พายุไม่รุนแรงอาจเกิดภาวะฝนแล้งในเขตภาคกลาง แต่การชลประทานจะช่วยได้ มีปัญหาโรคระบาดทางเดินหายใจช่วงปลายปี จะมีอุบัติเหตุครั้งใหญ่เกี่ยวกับไฟในเดือนเมษายน

สภาพสังคมยังน่าวิตก อาชญากรรมพบเห็นได้ทั่วไปทำให้การจับกุมก็เพิ่มมากขึ้น ผู้นำตำรวจทหารเกิดความขัดแย้ง การบังคับใช้กฎหมายไม่ราบรื่นต้องอาศัยอำนาจศาลเป็นที่พึ่ง ปัญหาใหญ่คือคนชราถูกทอดทิ้ง ภาครัฐต้องสนใจอย่างเร่งด่วน

ข่าวดีคือเด็กไทยมีแนวโน้มเข้าหาธรรมะและปฏิบัติธรรมมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นายแพทย์ และปราชญ์ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติน่าชื่นชม

โดยรวมแล้วปี พ.ศ.2552 ยังเป็นปีที่ดีกว่าปีที่ผ่านๆ มา แม้กว่าความไม่แน่นอนเรื่องการเมืองเรื่องอำนาจยังคงอยู่ และเศรษฐกิจยังเป็นปัญหา แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนและความหวังยังมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน”

นปช.ฮึ่ม!เตรียมชุมนุมใหญ่หากรบ.ดันทุรังจัดประชุมอาเซียน

ที่มา ประชาทรรศน์

'ณัฐวุฒิ'ลั่นลุยสถานทูตกลุ่มอาเซียนสัปดาห์หน้า แจงเหตุการเคลื่อนไหวนปช. หวังนานาประเทศยุติการประชุม ขู่รัฐบาลหากยังดื้อจัด เจอดี!แน่ พร้อมประกาศชุมนุมใกล้สถานที่จัดการประชุม


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า ตนและแกนนำนปช.พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดง จะเริ่มการเคลื่อนไหว โดยจะเดินทางไปสถานเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศในสมาคมอาเซียนและจะมีการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกับสื่อต่างประเทศถึงสาเหตุของการเคลื่อนไหวหากยังมีการจัดประชุมอาเซียน หลังจากนั้นจะเดินทางเข้าพบเอกอัครราชทูตทุกประเทศเพื่อยื่นหนังสือชี้แจงถึงเหตุผลของการเคลื่อนไหวดังกล่าว ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านการประชุมอาเซียนแต่ต่อต้านรัฐบาลและนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ยังได้รับตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาล

"กลุ่ม นปช.ไม่ยอมรับการใช้อำนาจบริหารประเทศของรัฐบาล และไม่ยินยอมให้รัฐบาลซึ่งมี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียน โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การจัดประชุมอาเซียนเป็นการกอบกู้ภาครัฐของประเทศไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่หากให้ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากล เป็นผู้จัดการประชุมครั้งนี้ จะยิ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไปมากกว่าเดิม" แกนนำนปช.กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ในขณะที่รัฐบาลพยายามกล่าวอ้างว่าการประชุมอาเซียนจะเป็นการฟื้นฟูและสร้างเชื่อมั่นของชาวต่างชาติกลับคืนมา แต่เราเห็นว่าเป็นการซ้ำเติมทำให้ประเทศย่ำแย่ เพราะรัฐบาลเองก็เข้ามาโดยอำนาจนอกระบบ นอกจากนี้นายกษิต ยังมีส่วนร่วมในการบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ต้องได้รับโทษสูงสุดไม่ใช่ได้รับรางวัล และบุคคลอย่างนายกษิตจะมาทำหน้าที่สำคัญในการจัดประชุมอาเซียนไม่ได้ พร้อมกันนี้เราจะอธิบายให้ต่างประเทศไม่ให้เข้าใจผิดว่าประเทศกำลังสนับสนุนผู้ก่อการร้าย มิเช่นนั้นนานาประเทศจะเข้าใจว่าหากผู้ใดกระทำการอันแสดงถึงการก่อการร้ายก็จะได้ตำแหน่งใหญ่โตเป็นการตอบแทนแล้วต่อไปเราจะตอบคำถามชาวต่างชาติได้อย่างไร ในเมื่อรัฐมนตรีเป็นตัวการสำคัญในการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

"อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในขณะนี้คือพยายามชี้แจงให้ประเทศที่จะเข้าร่วมประชุมอาเซียนเข้าใจ เพื่อประเทศเหล่านั้นจะได้ยุติและถอนตัวไม่มาร่วมประชุม และหากรัฐบาลยังยืนยันจะจัดประชุมต่อเรากลุ่มคนเสื้อแดงก็จะจัดชุมนุมใหญ่โดยจะนัดกันชุมนุมกันในบริเวณที่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่จัดการประชุม เพราะเราจะยอมให้ประเทศถูกมองว่าประเทศไทยสนับสนุนผู้ก่อการร้ายไม่ได้" แกนนำนปช.กล่าว

ขออภัย ข่าวคุณทักษิณในกัมพูชาคลาดเคลื่อน

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มกราคม 2552

เราขออภัยที่ได้ลงข่าวก่อนหน้านี้ที่คลาดเคลื่อนว่า คุณทักษิณและครอบครัวเดินทางมาประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 2 ม.ค. (อ่านเพิ่ม: รายงานพบคุณทักษิณในกัมพูชาพร้อมครอบครัว)

แหล่งข่าวทางอีเมล์ท่านเดิมได้แจ้งว่า แท้จริงแล้วบุคคลดังกล่าวน่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์และครอบครัว ที่ได้เดินทางมางานแต่งงานลูกสาวของนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ไม่ใช่เป็นคุณทักษิณแต่อย่างใด จึงขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย

การ์ตูนมะนาว: ตื่นสาย?

ที่มา Thai E-News



กองทัพใต้อำนาจอดีตทหารจากกรมทหารเสือราชินี

ที่มา thaifreenews

คอลัมน์ เพื่อนพ้องน้องพี่

ในความเป็นจริงนั้น หน่วยทหารในกองทัพมีอยู่มากมายหลายหน่วยหลายกรม แต่ในบรรดาทหารจากกรมทหารอื่น ๆ ทั้งหลายและแม่ทัพนายกองต่าง ๆ นั้น ทำไมในวันนี้ต้องกลายเป็นลูกน้องของพวกอดีตนายทหารจากกรมทหารเสือราชินีหรือกรมทหารราบที่ 21 เท่านั้น วันนี้อดีตนายทหารจากกรมทหารเสือราชินีต่างเข้ากุมอำนาจสำคัญทั้งด้านระเบียบปฏิบัติและการดำเนินการเอาไว้ด้วยตำแหน่ง รมว.กลาโหม และ ผบ.ทบ. แล้วยังมีการวางตำแหน่งรุ่นน้องจากกรมนี้เพื่อให้ขึ้นต่อจากรุ่นพี่ในตำแหน่งอื่น ๆ ในเวลาอันใกล้นี้อีก คำถามคือกองทัพไทยมีทหารที่มีความสามารถอยู่เพียงกรมเดียวเท่านั้นหรือ แล้วพวกคนเรียนเก่งแบบสอบได้ที่หนึ่งโรงเรียนเสนาธิการทหารบก พวกได้รับทุนไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยในต่างประเทศ อย่างเวสปอยต์ แซนด์เฮิร์สต์ ดันทรูน ฯลฯ หรือพวกได้รับทุนไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกจากทั่วโลกซึ่งมีอยู่มากมายในกองทัพแต่ไม่เคยอยู่กรมนี้ไม่เหมาะสมที่จะบริหารกองทัพเลยหรือ

กรมทหารราบที่ 21 ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2493 ตามคำขอขององค์การสหประชาชาติ ในการจัดตั้งกำลังเข้าช่วยเหลือรัฐบาลของสาธารณรัฐเกาหลี โดยใช้นามหน่วยครั้งนั้นว่า กรมผสมที่ 21 ต่อมาจึงแปรสภาพหน่วยมาเป็นชื่อในปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2502 ประวัติการรบคือ สงครามเกาหลี สงครามเวียดนามปีแรก เคยเข้าร่วมสงครามที่บ้านห้วยโก๋น จ.น่าน และที่อำเภอตาพระยา จ.ปราจีณบุรี ร่วมกับหน่วยกำลังอื่นจากทุกเหล่าทัพ ซึ่งถ้าไม่นับการรบในเกาหลีและเวียดนาม(ที่จริงก็เป็นเพียงหน่วยขนาดเล็กภายใต้กองกำลังมหึมาของสหประชาชาติและพันธมิตร ไม่ใช่กำลังหลัก) ในปฏิบัติการอื่น ๆ กรมทหารเสือราชินีนี้ก็ไม่ได้มีฐานะเหนือกว่าใคร เป็นเพียงหน่วยหนึ่งของกองทัพเหมือนกับหน่วยอื่นอีกมากมายที่ต่างก็มีส่วนร่วมรบกับ พคท. ในสงครามกลางเมืองที่ยุติลงด้วยการเปลี่ยนนโยบายมาเป็นการสมานฉันท์ครั้งนั้นเช่นกัน ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่กลับมีสิทธิพิเศษมากกว่าหน่วยอื่นที่จะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในกองทัพได้ แม้จะมีการฝึกหลักสูตรพิเศษเรียกว่าหลักสูตรทหารเสือ แต่ทุกกองทัพก็มีหลักสูตรพัฒนาอีกมากมายที่เข้มข้นยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ เช่น รีคอน คอมมานโด พลร่ม ยูดีที ซีล ฯลฯ ที่ทหารทุกหน่วยทุกกองทัพแม้แต่ตำรวจและพลเรือนจำนวนมากก็เคยผ่านการฝึกตามหลักสูตรเหล่านี้และพิสูจน์ความแข็งแกร่ง เป็นที่ยอมรับทั่วไปของคนในเครื่องแบบเช่นกัน

ตัวพลเอกอนุพงษ์นั้นมีหลักฐานประวัติการศึกษาที่แสดงไว้ในเวบไซท์ http://www.rta.mi.th/data/command/command2550/anupong_history.htm คือ

พ.ศ.2508 โรงเรียนพันธะศึกษา แผนกมัธยม
พ.ศ.2509 โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร
พ.ศ.2510 โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ ๑๐
พ.ศ.2515 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ ๒๑

ขอให้สังเกตปี 2509 และ 2510 ที่แสดงอย่างคลุมเครือให้เข้าใจว่าเป็นปีที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเหล่านี้ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะเตรียมทหารต้องเรียนสองปี ไม่ใช่ปีเดียว ฉะนั้น เฉพาะปีที่แสดงโรงเรียนเตรียมทหารจะต้องเป็นปีที่เข้าไม่ใช่ปีที่จบ เรียนอีกสองปีก็จะจบในปี พ.ศ.2512 แล้วไปต่อ จปร.จนจบในปี 2515 แสดงว่าจบ จปร.ปีสาม ไม่มีสิทธิเรียนต่อปีห้าจนจบ วทบ.ทบ. แต่ไปจบรัฐศาสตร์ที่ราม โทที่นิด้า เมื่อจบปีสามจึงต้องออกมารับราชการ โดยบรรจุเป็นร้อยตรีเริ่มที่กรมทหารราบที่ 21 เมื่อปี 2515 และอยู่ที่กรมนี้มาตลอดจนออกมาเป็นเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 เมื่อปี 2541 หรืออยู่ที่กรมนี้ที่เดียว 25 ปี ไม่เคยย้ายไปไหนจนยศตันแล้วจึงออกจากกรมนี้

ส่วน รมว.กลาโหม พลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ก็เคยรับราชการที่ราบ 21 เกือบสิบปี (2514 – 2523) http://www.mod.go.th/minister/pravit.html วันนี้เข้ามามีอำนาจร่วมกันแบบเบ็ดเสร็จทางระเบียบปฏิบัติ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อำนาจที่ยึดเมืองไทยอยู่นั้นต้องการกดหัวประชาชนอย่างเต็มที่

นายทหารระดับสูงในสายงานและการบังคับบัญชาอื่นมากมายหลายคนที่มีสิทธิโดยชอบธรรมและมีความเพียบพร้อมทั้งด้านคุณวุฒิ ด้านการศึกษา ความอาวุโสและผลงาน ต่างก็อึดอัดไม่พอใจกันอย่างถ้วนทั่วกับการแทรกแซงของผู้มีอำนาจที่เข้ามาสั่งแบบข้ามหัวข้ามหูคนทำงานให้กระทำการที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นธรรมถูกต้องอย่างมากมายตั้งแต่การยึดอำนาจของ คมช. ทุกคนต่างก็ปลงอนิจจังที่อดีตนักเรียนนายร้อยที่ไม่เคยได้เป็นหัวหน้าตอน หัวหน้าหมวด หัวหน้าชั้น แต่วันนี้กลับได้รับการจัดการให้มาเป็นนายคุมพวกคนมีความสามารถและมันสมองในกองทัพ ปรากฏการณ์แบบนี้เคยหายไปในช่วงรัฐบาลประชาธิปไตย แต่วันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว

ระบบด้อยคุณธรรมเช่นนี้ ทำไมทหารจะต้องอดทน ยุคสมัยนี้อุ้งตีนมารกำลังกระทืบลงมาเหยียบย่ำความถูกต้องเป็นธรรมในกองทัพ ทางเดียวที่จะแก้ไขก็คือการปฏิเสธอำนาจไม่เป็นธรรมและเข้าร่วมกับประชาชนที่รักประชาธิปไตยเท่านั้น กองทัพจึงจะเอาความถูกต้อง ความดีงาม อาวุโสและผลงาน กลับมาสู่การพิทักษ์ชาติได้ ไม่จำเป็นต้องลงมาร่วมเคลื่อนไหว แค่ใช้การเฉื่อยงานปฏิเสธคำสั่งที่ผิดศีลธรรม มุ่งพิทักษ์ประชาชน ไม่ใช่คนชั้นสูงไม่กี่ตระกูล กองทัพไทยก็จะเป็นที่หนึ่งในภูมิภาคได้ ไม่ใช่เป็นแค่กองกำลังพิทักษ์คนส่วนน้อยและถูกประชาชนทั้งประเทศหยามหยัน บ้วนน้ำลายไล่หลังอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

Monday, January 5, 2009

ยุรนันท์ ห่วงปัญหาไฟไหม้ ชูนโยบายจัดระเบียบอาคารคุมเข้มเจ้าหน้าที่

ที่มา MCOT News

อสมท 5 ม.ค. - นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จากพรรคเพื่อไทย เดินทางมาหาเสียงที่ตลาดนัดหน้า อสมท ได้รับการต้อนรับจากผู้ค้าเป็นอย่างดี พร้อมร่วมปรุงก๋วยเตี๋ยวกับแม่ค้า ทำให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก

นายยุรนันท์ กล่าวว่า ตั้งแต่เมื่อคืนนี้และตลอดสัปดาห์นี้ ได้ร่วมดีเบตกับผู้สมัครคนอื่น ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าปัญหาของคนกรุงเทพฯ มีมากมายหลากหลายปัญหา เวลาในดีเบตอาจไม่เพียงพอ ไม่ตรงใจกับคนกรุงเทพฯ แต่ก็นับว่าโชคดีที่ได้ลงพื้นที่ทั่วถึง ทำให้เข้าใจปัญหาคนกรุงได้มากขึ้น คะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นขณะนี้เป็นสัญญาณดี สะท้อนให้ตนเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น สำหรับปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ประสบมาในช่วงนี้ คือ อัคคีภัยในอาคาร ตนจะไม่หลีกหนี หรือหลีกเลี่ยงปัญหานี้ โดยจะจัดระเบียบเรื่องนี้ให้ถูกต้อง จะจัดการให้นำมาใช้ รวมทั้งเทศบัญญัติของท้องถิ่น กฎระเบียบ ข้อห้ามต่าง ๆ เช่น บันได ทางหนีไฟ แสงส่องสว่าง หากพบการทุจริตของเจ้าหน้าที่ ก็จะดำเนินการเอาผิดอย่างจริงจัง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-05 17:16:43

"จักรภพ-นพดล"จ่อยื่นทูตอาเซียน9ชาติค้าน"กษิต"คุมกต.

ที่มา มติชนออนไลน์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ว่า สัปดาห์หน้า นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเดินทางไปยื่นหนังสือตามสถานทูตชาติสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของ นายกษิต ภิรมย์ เนื่องจากได้ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล เสมือนหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะนายกษิต ทำให้ประเทศไทยไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ฝันที่(ไม่)เป็นจริง?

ที่มา เดลินิวส์

ถามว่า ปี 2551 ควรได้รับฉายาว่าอะไร

คำตอบคือ เห็น ๆ อยู่ น่าจะมีฉายาได้ มากถึง 4 ฉายา

ฉายาแรกคือ ปีม็อบเบ่งบาน หรือ ม็อบเฟื่องฟู ไม่พอใจอะไร จัดตั้งม็อบเป็นดีที่สุด

ฉายาที่สอง คือ ปีใช้นายกฯ เปลือง เพียงปีเดียวมีนายกรัฐมนตรีถึง 4 คน คงไม่มีประเทศไหนเหมือนไทยอีกแล้ว

ฉายาที่สามคือ ปีเคราะห์ซ้ำ กรรมซัด บ้านเมืองอื่นเขามีปัญหาแค่ด้านเศรษฐกิจ แต่บ้านเรามีปัญหาทั้งเศรษฐกิจและการเมือง แล้ว จะมีอะไรเหลือหรือนี่ แค่เศรษฐกิจอย่างเดียว ก็ยังเอาตัวรอดไม่ได้แล้ว นี่ดันมีเรื่องการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวอีกด้วย จึงเหมาะสมเหลือเกินที่จะมีคนบอกว่า ปี 2552 คือ เผาจริง

และ ฉายาสุดท้ายคือ ปีทีเด็ดผู้ลี้ภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ แต่มีฤทธิ์เดชไม่เบาสามารถมีบทบาททางการเมืองของไทยไม่น้อยไปกว่าสมัยที่ตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ “ทักษิณ” ไม่ยอมนิ่ง การเมืองบ้านเราก็ไม่นิ่งเช่นกัน

ปี 2551 วุ่นวายไม่หยุดหย่อน ก็เพราะเพียง คนไม่กี่คน แต่คนทั่วประเทศต้องรับกรรมโดยที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไร และนักการเมืองทั้งหลายก็ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ในเมื่อการเมืองคือตัวนำเศรษฐกิจแล้ว เศรษฐกิจจะไม่พังได้อย่างไร นอกจากนี้ กฎหมายไม่ใช่กฎหมาย มีบุคคลที่สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเลอะจนยากแก่การแก้ไข

ถ้าถามว่า คนไทยอยากได้อะไรในปี 2552 เชื่อว่า ทุกคนจะตอบเหมือน ๆ กันว่า อยากได้ 9 สิ่ง ดังต่อไปนี้

สิ่งแรก ความสมานฉันท์ เลิกเสียทีสำหรับเสื้อเหลืองเสื้อแดง และหันมาจับมือกันพัฒนาประเทศเหมือนในสมัยก่อน ๆ ณ เวลานี้ เรากำลังประสบปัญหา ความแตกแยก จนแทบหมดความหวัง ใส่เสื้อขาวไปไหนมาไหน ก็ยังมีคนมาบอกว่าใส่เสื้อขาวไม่ได้ ต้องเลือกว่าจะใส่สีเหลืองหรือสีแดง มิฉะนั้นอันตราย

สิ่งที่สอง ความเข้าใจ โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง ใครเป็นลูกจ้างและยังมีงานทำอยู่ถือว่าโชคดีและมีบุญ ดังนั้นลูกจ้าง จะต้องเข้าใจ นายจ้างให้มาก ๆ จะเรียกร้องอะไรขอให้อยู่ใน ขอบข่ายของความเป็นไปได้

สิ่งที่สาม ความอดทน คงไม่มีอะไรที่จะอยู่แบบจีรังถาวร เศรษฐกิจไม่ดี สักวันต้องกลับมาดีจนได้ ดังนั้นความอดทนเท่านั้นที่จะทำให้เราทุกคน ฟันฝ่าอุปสรรคไปได้

สิ่งที่สี่ ความประหยัด แม้ความประหยัดจะทำให้เงินในตลาดมีน้อยลง แต่ ณ เวลานี้ แต่ละคนต้อง เอาตัวรอด ให้ได้ก่อน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจะทำให้คนไทย ล่มจม ได้ในเร็ววัน

สิ่งที่ห้า ความเผื่อแผ่ เห็นบางบริษัท มีนโยบายลดเวลาทำงานของพนักงานและเกลี่ยให้ทุกคนไม่ถูกไล่ออกจากงานแล้วมีความรู้สึกที่ดี ถ้าพนักงานมีความเผื่อแผ่ ยอมสละสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อส่วนรวม บริษัทนั้นย่อมอยู่รอดได้

สิ่งที่หก ความจริง เท่าที่ผ่านมา เราไม่ค่อยจะยอมรับความเป็นจริงเท่าใดนัก ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นก็ต้องแก้ ไม่ใช่ทำ ดัดจริต เป็นว่า ยังไงยังไงก็ไม่แก้เอาแค่ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนแล้ว เมื่อไม่มีผู้มาจากการเลือกตั้งเหมาะสม ต้องใช้คนนอกเป็น ก็ควรจะรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญเสีย

สิ่งที่เจ็ด ความนิ่ง ตราบใดที่การเมืองไม่นิ่ง เปลี่ยนรัฐบาล เหมือนเปลี่ยนกระดาษเช็ดหน้า แล้วเราจะเห็นเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างไร โครงการต่าง ๆ นโยบายต่าง ๆ ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ นายกรัฐมนตรีบางคนยังจัดโต๊ะทำงานยังไม่เสร็จดีก็มีอันต้องหลุดพ้นจากตำแหน่ง ไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้บ้านเมืองจะไม่มีวันพัฒนาได้

สิ่งที่แปด ความเสียสละ อยากเห็นนักการเมืองและผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เห็นประโยชน์ของส่วนรวม มากกว่า ประโยชน์ส่วนตน หรือ ของพรรคพวก ความเสียสละไม่ใช่พูดแค่ปาก การกระทำให้เห็นนั้นสำคัญเป็นที่สุด

และสิ่งสุดท้าย คือ ความฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว จะได้มี ดีมานด์จากต่างประเทศ แล้วการส่งออกของไทยย่อมจะดีขึ้นเอง

หวังไว้ว่า ฝันข้างต้นนี้จะเป็นจริง ถ้าเป็นจริงไม่ได้ก็ขอได้ฝัน เพราะความฝันเป็นสิ่งที่งดงาม ได้หรือไม่ได้ย่อมดีกว่า ไม่คิดไม่ฝันอะไรเลย.

อนุภพ