WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 6, 2009

“มาร์ค 1” เสวยวิบากกรรม “คนเสื้อแดง” รับพร “พระ” ประท้วงในกรอบมี “อารยธรรม”

ที่มา ประชาทรรศน์

พระครูสังฆพินัย (ประสาร จนฺทสาโร) ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต รักษาการผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้พร “คนเสื้อแดง” อย่าทำตามอย่างม็อบถ่อยพันธมารโกเต๊กซ์ เชื่อ...กฎแห่งกรรม...ย่อมจะเกิดกับผู้ทำกรรม แนะม็อบถ่อยศึกษาหลักธรรมที่ถูกต้อง ไม่ใช่เชื่อลัทธิอุบาทว์ ทำคุณไสย ควักลูกตาพระพรหมในทำเนียบรัฐบาล ขีดเส้น 3 เดือน!!! เบี้ยวสัญญาประชาคม แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 “องค์กรสงฆ์” เตรียมเคลื่อนพลครั้งยิ่งใหญ่ แต่จะเคลื่อนแบบผู้มีอารยธรรม


เนื่องในโอกาสปีใหม่ ขออวยพรให้สมาชิกที่อ่านประชาทรรศน์ และชาวไทยทุกคน ได้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง มีสุขภาพจิตที่ดี แล้วก็มีความเจริญรุ่งเรือง ให้บ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤติปัญหาที่มันรุมเร้าอยู่ของทุกคน แล้วก็ให้มีความสุขความเจริญ เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย อายุ วรรโณ สุขัง พลัง ปฏิภาณธนสารสมบัติ

** หลังจากที่ผ่านสถานการณ์ทางการเมืองอันร้อนระอุขึ้นในปี 2551 ท่าที่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีการเคลื่อนไหวต่างๆ ควรจะมีบทบาทในการเคลื่อนไหวในลักษณะใด
กลุ่มเสื้อแดงในทุกวันนี้น่าจะใช้ปัญญาเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้เป็นห่วงสังคม 2 ปีที่ผ่านมา จริงๆ แล้วตอนนี้วัฒนธรรมโครงสร้างเราเปลี่ยนไป วัฒนธรรมทางโครงสร้างทางสังคมเปลี่ยนไปคือ แต่เดิมสังคมเราเป็นสังคมพุทธ อยู่กันอย่างถ้อยที่ถ้อยอาศัย อยู่ด้วยความเมตตาอาทรต่อกัน แต่ทุกวันนี้หลังจาก 2-3 ปีที่มีเรื่อง อาตมามองว่าโครงสร้างทางวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป คนอื่นจะมองอย่างไรเราไม่รู้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตรงนี้ เดี๋ยวนี้ถ้ามีการประท้วงจะมีความคำนึงถึงกฎหมายและศีลธรรมน้อย...น้อยมากเลย
คิดดูสิว่าเมื่อ 2-3 วันก่อนมีพวกเกษตรกรชุมนุมจะปิดถนน พวกที่ติดแก๊ส แก๊สขึ้นราคาจะไปชุมนุมปิดที่ส่งถ่ายน้ำมันหน้า ปตท. ซึ่งแต่เดิมถ้าเราประท้วงกันอย่างดีแค่ประท้วงอยู่ในขอบเขต ขอเข้าพบฝ่ายบริหาร ที่อาตมาว่าโครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลงไปคือมีความรุนแรงขึ้นและถึงลูกถึงคนมากขึ้น โดยที่ไม่คำนึงถึงกฎหมายและศีลธรรม
ข้อที่ 2 ที่อาตมาว่าเปลี่ยนแปลงไปมากคือการไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ แม้กระทั่งพระ จะเห็นว่า ท่านอาจารย์พระพยอม กัลยาโณ (พระพิศาลธรรมพาที) หรือใครก็ตามที่ออกมาพูดเรื่องนี้ต้องโดนทุกคน และโดนอย่างแรงๆ ด้วย แม้แต่ใครต่อใครที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านออกมาพูด มาเตือน กลับบอกให้หุบปาก อะไรต่ออะไร เป็นเรื่องที่รุนแรงมากในสังคม
นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาเราต้องนึกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่เป็นนายกรัฐมนตรีของกลุ่มเสื้อแดง ไอ้ที่จะถูกปาด้วยรองเท้าในบ้านเรายังไม่มี และไม่เคยมีเลย
เพราะฉะนั้นโครงสร้างทางวัฒนธรรมทางด้านนี้มันเปลี่ยนแปลงไปมาก อยากจะฝากพี่น้องชาวเสื้อแดงว่า วันนี้เราจะชุมนุมประท้วงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ไม่เห็นด้วยต่อท่าที ไม่เห็นด้วยต่อที่มา แต่อย่าให้พวกเราไปเอาอย่างวัฒนธรรมที่ไม่ดีจนเป็นลูกโซ่ต่อกันไป อยากให้เห็นว่าบ้านเมืองเรายังมีกฎหมาย ยังมีหลักศีลธรรม ยังรู้จักนอบน้อมต่อกันและกัน แต่ความเห็นที่แตกต่างและไม่ลงรอยกันจะต้องต่อสู้ในเชิงการเมือง อย่างไรก็ตาม เราต้องคำนึงถึง 2 เรื่องนี้เป็นหลักคือ เรื่องกฎหมายและศีลธรรมเป็นหลัก

** อาจารย์มองว่าโครงสร้างวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะมีตัวอย่างของความรุนแรงให้เห็น
ที่ผ่านมาคนจะเห็นว่าถ้าไม่ทำตามความรุนแรงคงจะไม่ม้วนเดียวจบ จะไม่ประสบความสำเร็จ การที่เขาประสบความสำเร็จในเวลานี้ ไม่รู้สิ เพราะว่าอาตมาเป็นพระ ไม่รู้สึกถึงตรงนั้น แต่มันเป็นระยะที่สั้น เพราะช่วงชีวิตหนึ่งเราจะมีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ไม่นานมากนัก แล้วคนรุ่นหลังต่อไปจะเป็นคนบอกว่าใครผิดใครถูก ประวัติศาสตร์จะเป็นคนบอก วันนี้อยากมี อยากได้ อยากเป็น จะถูกวิธีหรือไม่ถูกวิธี จะถูกขอบเขตมากน้อยแค่ไหนที่จะได้มาซึ่งความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ก็ตาม แต่ว่าความเป็นจริงมันดำรงอยู่ แล้วจะต้องมีคนให้คำตอบในเรื่องนี้แน่

** อาจารย์คิดว่าในกรณีที่มีการเรียกร้องเรื่องรัฐธรรมนูญ พระเองเคยเรียกร้องให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วยังมีร่างของ คปพร. เข้ามา ตอนนี้ยังมีการเรียกร้องต่อหรือไม่
ในส่วนของทางหมอเหวง (นพ.เหวง โตจิราการ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย) หรือ อ.จรัล (ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ คปพร.) ที่ไปยื่นหนังสือร่างรัฐธรรมนูญ อาตมาไปด้วย เพราะว่าร่างนี้มีเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ คนอาจจะมองว่าเป็นพระแล้วเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ แต่อาตมาว่าคนมองเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นทางการเมือง 3 เรื่อง
คือ 1.เวลาไปเรียกร้องต้องไปที่สภาผู้แทนราษฎร 2.ไปเรียกร้องต่อนักการเมือง 3.เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญเลยดูเหมือนว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่จริงๆ แล้วพระทำอยู่แค่ขอบเขตของพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเท่านั้น อาตมายืนยันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พูดที่ไหนอาตมายืนยันหลักความจริง 3 เรื่องนี้เท่านั้นเอง
1.ความจริงทางประวัติศาสตร์ ความจริงทางประวัติศาสตร์คือว่าตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์และพระสงฆ์เป็นองค์สำคัญในพระพุทธศาสนา และประชาชนเป็นผู้สร้างประเทศ อาตมาต้องยืนยันความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และต้องยืนยันความจริงทางประวัติศาสตร์ในข้อนี้ว่า แผ่นดินนี้พระเป็นผู้สร้างมาร่วมกับพระมหากษัตริย์
2.เป็นความจริงด้านความกตัญญูในด้านหลักคุณธรรม คือ ถ้าเรายอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา และความอ่อนน้อมถ่อมตนที่มีอยู่ในประเทศสยามเมืองยิ้มแล้วคนทั่วโลกอยากมาเที่ยวชมประเทศไทย อยากมาดูวัด อยากมาดูสถาปัตยกรรมที่สวยงามตามแบบวัด และที่สำคัญคือมีความเป็นอยู่ที่อ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย รับแขก มีสัมมาคารวะ เป็นสยามเมืองยิ้ม อันนี้เป็นอิทธิพลของพุทธศาสนาที่หยั่งรากฝังลึกอยู่ในแผ่นดินนี้มานาน จะต้องยืนยันในเรื่องของความกตัญญู
ข้อที่ 3 คือ ยืนยันในหลักประชาธิปไตย ในเมื่อเห็นว่าประชาธิปไตยนับถือเสียงส่วนใหญ่ และเวลานี้ชาวพุทธกว่า 95% ในประเทศนี้ ถ้าคิดว่าอาตมาเรียกร้องว่าชาวพุทธ ชาวพุทธ แต่จริงๆ ชาวพุทธเห็นด้วยทั้งหมดหรือไม่ เพราะคนที่ค้านส่วนหนึ่งก็เป็นชาวพุทธ ถ้าเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญที่จะนำไปสู่ประเด็นอื่นๆ อีกหลายเรื่องก็ให้ลงประชามติในประเด็นนี้สิ ลองทำประชามติในประเด็นนี้ดู นี่เป็นการยืนยันหลัก 3 เรื่องที่จะบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเรียกร้องต่อไป จนกว่าชาวพุทธจะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้

** ดูท่าทีของพรรคแกนนำดูเหมือนจะไม่ยอมบรรจุเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในนโยบายของรัฐบาลด้วยซ้ำไป ท่านมองตรงนี้อย่างไร
ตอนนี้รัฐบาลต้องทำความจริงให้ปรากฏ คือตัวรัฐบาลเองคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกลุ่มที่เรียกตนเองว่าพันธมิตรฯ รัฐบาลต้องทำความจริงให้ปรากฏว่าที่ผ่านมาเขาไม่ใช่กลุ่มพันธมิตรฯ และไม่ได้ส่งกำลังไปบำรุงเพื่อให้ถึงวันนี้ ท่านต้องทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ ความจริงหลายเรื่องที่จะเป็นตัวตอบในเรื่องนี้ และความจริงเรื่องหนึ่งคือพันธมิตรฯ เขายืนยันตลอดว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการที่จะบรรจุให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
การชุมนุมประท้วงของเขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นการดึงศาสนามาเกี่ยวข้องโดยที่ยังไม่เคยมีปรากฏมาก่อนเหมือนกัน คือ กลุ่มที่เรียกตนเองว่ากองทัพธรรม เข้าร่วมชุมนุมอย่างเปิดเผย เข้าร่วมปราศรัยทางการเมืองอย่างเปิดเผย และเข้าร่วมบอกให้มีการถอนรากถอนโคนกลุ่มอำนาจที่เคยมีอยู่อย่างเปิดเผย ซึ่งในสังคมไม่เคยมีมาก่อนเหมือนกัน

** จะทำได้สำเร็จอย่างไรในเมื่อรัฐบาลยังไม่บรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ในนโยบาย
เวลานี้รัฐบาลไม่บรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ ทั้งๆ ที่เหมือนเป็นสัญญาประชาคมไว้ว่าก่อนหน้านี้จะบรรจุ แม้แต่พรรคการเมืองที่ก่อนหน้าที่ห้ำหั่นกัน วันหนึ่งไปกอดกัน ยิ้มระรื่นกัน แล้วบอกว่าทางกลุ่มนี้เสนออะไรยอมรับหมด รวมถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย แต่วันนี้ไม่ทำ อาตมาจึงบอกว่าลองทำความจริงให้ปรากฏสิ เพราะว่ากลุ่มที่ยืนยันว่าอย่างไรก็ไม่แก้รัฐธรรมนูญ นั่นคือ กลุ่มพันธมิตรฯ แต่วันนี้ทำไมกลุ่มรัฐบาลถึงหายใจคล้ายคลึงกันกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

** ทางกลุ่มองค์กรสงฆ์เองได้มีการขับเคลื่อนอะไรกับรัฐบาลใหม่ในวิกฤติที่จะเกิดขึ้นนี้ไหม
หลังจากที่เขาตั้งรัฐบาลเสร็จ แถลงนโยบายเสร็จ กลุ่มชาวพุทธจะมีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะว่า 1.ได้ให้สัญญากับคนทั้งหลายว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นองค์กรพุทธ และกลุ่มทางการเมืองที่จะถามเขาว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งที่นโยบายเร่งด่วนไม่มีเลย แต่ก่อนหน้านี้บอกว่าจะทำ 2.การแก้ไขนี้เรายังต้องอธิบายเหตุผลและต้องการที่จะไปสู่ความจริงในทุกเวทีว่า การบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ดี และเรื่องที่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งกันในพุทธศาสนา แล้วมีคนพุทธส่วนหนึ่งที่มีตำแหน่งหน้าที่ในสภาที่จะไปอธิบายแทนศาสนาอื่น
หากเราทำอย่างนี้จะทำให้เกิดข้อขัดแย้งทางศาสนา ถ้าย้อนกลับไปดูสมัย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตั้ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น คมช. พูดชัดว่า เขาคัดเลือกบุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาเป็นสมาชิก สนช. จากหลายศาสนาจะมี พุทธ คริสต์ มุสลิม แล้วมีฮินดูนิดหน่อย ปรากฏว่าเวลาตั้งกรรมาธิการ ชาวมุสลิมจะมีจำนวนมาก แต่กรรมาธิการเหล่านี้โหวตให้ พล.อ.ปรีชา โรจนเสน ในฐานะประธานกรรมาธิการศาสนาศิลปะ และวัฒนธรรม เพื่อให้มีหนังสือร่างรัฐธรรมนูญไปถึงประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ
ในสมัยนั้นคือ คุณประสงค์ สุ่นศิริ ว่าคณะกรรมการที่รวมกันหลายศาสนายอมให้บรรจุคำว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยที่ตัวแทนศาสนาต่างๆ เขาไม่ได้รังเกียจเลย แต่ชาวพุทธที่เป็นผู้แทนฯ บางท่านเท่านั้นเองที่ไปเรียกร้องแทนเขาว่าไม่ควร เดี๋ยวจะเกิดความแตกแยก แล้วเขาจะน้อยใจว่าอยู่ในสังคม อย่างบ้านเราถามว่าสีอะไร ตอบว่าสีขาว เพราะว่าส่วนใหญ่บ้านทาสีขาว แต่มีสีอื่นอยู่ไหม มี...แล้วอยู่ได้ไหม อยู่ได้ อยู่กันอย่างนี้ สมัยก่อนพระบรมราโชวาทเป็นเหมือนกฎหมาย ลองไปศึกษาดูสิว่าพระบรมราโชวาทของพระมหากษัตริย์แต่เดิมพูดว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ตั้งหลายแผ่นดินที่เป็นพุทธบูชา...ใช่ แล้วศาสนาอื่นอยู่ได้อย่างไร

** กรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะออกมาเคลื่อนไหวในช่วงปีหน้า คิดว่าจะเกิดความรุนแรงอะไรมากขึ้นไหม
อาตมาเองไม่อยากให้เกิดความรุนแรงมากนักทางด้านนี้ แต่ว่ารัฐบาลเองกำลัง “เสวยวิบากรรม” กรรม คือ การกระทำ ส่วนวิบากคือผล เสื้อแดงจะมองว่าจากนี้ต่อไปเขาทำเราได้ เราทำเขาได้ อาตมาคิดว่าจะรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมีวิจารณญาณของกลุ่มผู้นำที่จะกำหนดทิศทาง แต่ถามว่าบ้านเมืองจะสงบไหม อาตมาคิดว่าในฐานะเป็นพระ...สงบยาก แต่ในฐานะเป็นพระอยากให้มีความสงบไหม อยากให้มีความสงบ แต่เวลานี้ต้องย้อนกลับไปถามทุกฝ่าย ไม่ว่าทางฝ่ายที่มีอำนาจเองตอนนี้ต้องหยุดนะ ดูว่าอย่างนายพลท่านหนึ่งที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง เขาพูดรุนแรง แล้วอย่างนี้มันจะสงบตรงไหน แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศไปปาฐกถา ไปพูดอภิปรายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคำพูดที่รุนแรง

** สมมติรัฐบาลนี้ไม่จัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือตั้งพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมาเป็นบรรทัดฐาน มันจะตั้งให้คนเสื้อแดงเดินรอยตามใช่ไหม
อาตมาไม่ได้พูดเองนะ แต่ว่ากลุ่มชาติชั้นนำในยุโรป 6 ชาติชั้นนำของโลก และกลุ่ม EU ได้ยื่นหนังสือให้รัฐบาลไทยสมัยที่ คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เราทราบว่าให้ดำเนินการในบรรดา 3 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งที่บอกว่า ให้ดำเนินการโดยกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับกลุ่มที่เข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ แสดงว่าแม้แต่ต่างชาติยังเรียกร้องให้คนไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาล ถ้าเป็นเมื่อก่อนรัฐบาลอย่าละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ตอนนี้เป็นเรื่องที่แปลกว่า 6 ชาติที่เจริญรวมถึงกลุ่ม EU กลับมีหนังสือและแถลงการณ์ยื่นว่าให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นเรื่องที่กลับกันมากของสังคมในโลกนี้
ในข้อที่หนึ่งจะเห็นว่าอาตมาไม่ได้พูดเอง แต่ในสายตาชาวโลกคงจะมองว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ละเมิดกฎหมาย ข้อที่สองยังได้พูดถึงว่ามันเกิดเป็นบรรทัดฐานไหม อาตมากลัว เพราะว่ากลุ่มเสื้อแดงจะต้องมีความรู้สึกนึกคิดว่า ตอนที่ทางฝ่ายเขามีอำนาจทางรัฐบาลเขาถูกกระทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้หมดจากอำนาจให้ได้ เวลานี้มันกลับกัน มันเป็นเหรียญคนละด้าน เมื่ออีกกลุ่มหนึ่งขึ้นก็เห็นได้ชัดว่าเป็นกลุ่มอีกทางขึ้นจริงๆ แม้แต่ใครต่อใครไปอยู่รัฐบาลเห็นอย่างที่ว่ามันจะเกิดมีความรู้สึกที่ว่า เขาทำได้เราก็ทำได้ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก
อาตมาเป็นพระ ไปยุว่าให้ทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงที่เข้ามาใหม่ เป็นช่วงที่เสวยวิบากกรรม ผลของกรรมเก่าที่ทำไว้จะเป็นเรื่องที่บ้านเมืองจะยุ่ง

** ประเด็นของเรื่องการปิดสนามบินดูเหมือนว่าจะสร้างปัญหาความเดือดร้อนไปทั่ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ บางคนก็เกิดกลัวว่าทางกลุ่มเสื้อแดงจะหันไปทำบ้าง
อาตมาไม่อยากให้ทำเลย การปิดสนามบิน อาตมาคิดในใจตลอดว่าคนเสื้อแดงน่าที่จะมีอารยธรรมอยู่ น่าจะไม่ทำขนาดนั้น แต่ว่าการปิดสนามบินมันไปกระทบในทุกภาคส่วน และเวลานี้อย่างที่สำนักข่าวญี่ปุ่นรายงานว่าภาพลักษณ์ไทยในสายตาทั่วโลกตกต่ำมาก อันนี้สำนักข่าวใหญ่ในญี่ปุ่นเขาพูดว่าภาพลักษณ์ของเมืองไทยตกต่ำไปทั่วโลก และถ้าไม่รีบกอบกู้ โดยรัฐบาลที่มีเสียงข้างน้อยจะทำอย่างไร ความชอบธรรมในการขึ้นมาจะทำอย่างไร ญี่ปุ่นควรจะทบทวนการลงทุนในระยะยาวในประเทศไทย นี่เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนญี่ปุ่นเป็นคนออกข่าว ก็น่าเป็นห่วงเพราะทั่วโลกเขามองเรามากโดยเฉพาะการปิดสนามบิน การประท้วงที่ไม่คำนึงถึงขอบเขตของกฎหมายและศีลธรรมที่อาตมาได้พูดไว้ น่าเป็นห่วง

** ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประเทศไทยจะวุ่นวายอยู่กับพิธีไสยศาสตร์ ล่าสุดในท้ายปีมีข่าวควักลูกตาพระพรหมที่ทำเนียบรัฐบาล ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร
พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเรื่องปัญญา ตัวอย่างของคนที่สอนเรื่องนี้เลยต้องยอมรับว่าคือ ท่านหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุที่มรณภาพไป ในชีวิตที่บวชมาจนถึงวันมรณภาพท่านต่อต้านเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล เวลานี้เรากำลังเชื่อ 2 เรื่องใหญ่ๆ ในสังคมเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก 1.เชื่อหมอดู แล้วหมอดูจะบอกว่าคนนี้จะเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองจะเป็นอย่างนี้ หมอดูพูดแล้วเคลิ้มเลย พูดแบบว่าตัวเองมีความเห็นว่าเขามองเห็นอนาคตได้ มองเห็นได้ชัดเจนและพวกเราก็เชื่อเขา เขาให้ไปทำอะไรก็ไปทำตามไปหมด นี่ผิดหลักพระพุทธศาสนา
2.เมื่อเชื่ออย่างนี้เลยนำไปสู่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ว่า ถ้าทำอย่างนี้จะก่อให้เกิดอย่างนี้ ข้อนี้จะแย่ เพราะถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้ทำให้คนดีขึ้น แต่พุทธศาสนาอุบัติขึ้นว่า พระพุทธเจ้าให้เชื่อเรื่องกรรม ที่เป็นการกระทำ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่จะไปทำคุณไสย...ไม่เกี่ยว อย่างเรื่องที่ว่าคุณทำอะไรไว้ในอดีตมันจะส่งผลกรรมมา ไม่ใช่อาตมาอธิบายว่าเมื่อ 2 ปีเป็นฝ่ายกระทำ แต่ฝ่ายนี้จะเป็นผลที่ได้รับจากการกระทำ เป็นเรื่องที่ยังน่าเป็นห่วงอยู่

** มันสามารถโยงได้ไหม การทำคุณไสยทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้ว ดูเหมือนเขาจะทำสำเร็จเหมือนกัน
อาตมาไม่เชื่อนะ ความรู้สึกส่วนตัวไม่เชื่อ เพราะว่าถ้าจะเชื่อหรือไม่จะต้องไปให้คนที่ถูกข้อกล่าวหาเขามาพูด คือเวลานี้อาตมาเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนขั้วด้วยวิธีไสยศาสตร์ แต่มีข่าวทั้งในและต่างประเทศ พูดในทำนองว่ามีกองทัพบางกองทัพ มีคนที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง คนเหล่านี้ที่จริงผู้ที่เสียหายโดยตรงคือกองทัพ อาตมายังเชื่อมั่นในทหารว่าเป็นสถาบันที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี จะต้องออกมาพูดมาอธิบาย และทำให้เห็นว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังที่ถูกพาดพิงต้องอธิบายและพูดให้ชัดในสังคมว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง
คือที่พูดอย่างนี้อยากให้บ้านเมืองสงบ ไม่ได้ไปพูดยุ...นะ!!! คือต้องรีบตัดทีละประเด็นออกไปให้มันเหลือแต่ฝ่ายการเมืองล้วนๆ ที่ผ่านมาที่มันเดือดร้อนเพราะว่ากองเชียร์มันเยอะ
เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มเสื้อแดงก็ตาม จะมีแกนนำและผู้ตามอยู่ในระดับหนึ่ง แต่คนส่วนใหญ่ 60 ล้านคนในสังคมยังอยู่ปกติ แต่คน 60 ล้านคนต้องมาเดือดร้อนเพราะคนบางกลุ่ม
ปัญหาคือว่า สมัยพุทธกาล ภิกษุโกสัมพีทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าตรัสอย่างไร สอนอย่างไรไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าหลีกหนีไปอยู่ในป่า พอหลีกหนีไปอยู่ในป่า ภิกษุโกสัมพีรู้ได้ว่าเราได้ทำความผิด แต่ที่มากกว่านั้น ประชาชนชาวโกสัมพีไม่เข้าข้างภิกษุโกสัมพีเลย ออกมาพูดว่าพระภิกษุที่จำนวนไม่มากทำให้ภิกษุชาวโกสัมพีเสื่อมไปด้วย เสียหายไปด้วย จนพระพุทธเจ้าไม่กลับมาเมืองโกสัมพี แล้วหลีกหนีจากพระภิกษุพวกนี้ ประชาชนชาวโกสัมพีใช้วิถีบอยคอตคือ ไม่กราบ ไม่ไหว้ ไม่ใส่บาตร ไม่ทำบุญด้วย
เวลานี้คนที่เป็นกองเชียร์ที่ถูกกล่าวหาอย่างที่อาตมาพูดเมื่อสักครู่ อาตมาพูดว่าไม่ได้ใส่ร้ายเขา เพราะว่าเป็นพระ แต่ว่าสำนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศพูดถึงว่ามันมีความเชื่อได้ว่าถ้าจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายนี้ต้องออกมาเคลียร์ให้หมด จริงๆ ให้เหลือแต่พวกการเมืองสู้กัน เพื่อที่จะให้เห็นว่าฝุ่นมันจางไปแล้ว ใครเป็นใคร น่าจะได้แก้ปัญหาถูกทาง ไม่อย่างนั้นจะแก้ปัญหาที่ตรงนี้เชื่อมโยงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

** เสถียรภาพของรัฐบาลในปีหน้าท่านมองว่าจะหลุดพ้นจากวิบากกรรมที่ท่านว่านี้ไหม
ประเด็นที่สำคัญที่สุด มองในเชิงการเมืองก่อน ถ้ามองในเชิงการเมืองอาตมาไม่ได้พูดลึก แต่ว่าสิ่งที่ทำลงไป ของอะไรก็ตาม ที่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับบ้านเมืองในปี 2 ปีที่ผ่านมา คนส่วนหนึ่งมองว่ากลุ่มที่มีอำนาจในปัจจุบันมีส่วนด้วย มีส่วนทำด้วย เพราะถ้าไม่มีส่วนทำเหมือนกับว่าต่างคนต่างมีทิฐิมานะ “คุณทำฉันได้ ฉันทำคุณได้” อันนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าพูดในเชิงธรรมะคือว่า กรรมเก่าที่ทำไป ไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมไม่ดี
คำว่า “กรรม” นี่คือกลางๆ ทั้งความดีและความไม่ดีที่ทำลงไป อาจจะส่งผลหลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้ว หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ถ้าคุณทำกรรมดีไว้มากให้คุณเชื่อว่าคุณทำความดีไว้มาก ทำความดีไว้ในประเทศนี้มาก ถ้าเป็นรัฐบาลที่ดีอย่างที่พูดถึง คุณไม่ต้องห่วงประชาชนจะโอบอุ้มคุณเอง แล้วคุณไม่ได้จะอยู่แค่ 3 ปีนี้หรอก จะอยู่ไปได้อีกยาวนาน
ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำมาจากอดีตเป็นเรื่องที่ดี แล้วคุณทำความถูกต้องดีงามจริงๆ อย่างที่ว่า แต่ถ้าคุณทำไม่ถูกต้อง ไม่ดีงาม ทำทุกวิถีทางให้ได้มาโดยที่ไม่สนใจกฎหมาย ไม่สนใจศีลธรรม คุณไม่ต้องห่วงเหมือนกัน เพราะว่ากรรมนั้นจะกลับมาสนองคุณ เพราะว่าการเมืองไม่ใช่ว่าจะพูดแต่อย่างเดียว ลึกกว่าคำพูดคือการกระทำ คือพฤติกรรมที่แสดงออก คือสิ่งที่ทำมา และนั่นจะเป็นตัวบอกว่าคุณจะอยู่ได้หรืออยู่ไม่ได้อย่างไร

** ประเด็นใดบ้างที่จะทำให้เกิดความคลางแเคลงใจกับรัฐบาลใหม่
อาตมาขอพูดกว้างๆ ประเด็นที่คลางแคลงมากมีอยู่ 2 เรื่อง 1.เรื่องภายใน ไม่รู้ว่ารวมใครต่อใครมาเป็นกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์อย่างไร...ไม่รู้ มารวมกัน เมื่อรวมกันแล้ว วันนี้เห็นได้ว่าแค่มีการ “ตั้งไข่” เท่านั้นเอง มีการพูดทำนองว่าคนนี้ได้เป็น คนนี้ไม่ได้เป็น อันนี้ศึกภายในเริ่มมีแล้ว 2.ฝีมือในการทำงาน เช่น ปัญหาที่สำคัญในเวลานี้คนมองปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ อาตมามองว่าปัญหาทางด้านสังคมเป็นปัญหาที่เป็นองค์ประกอบไม่ใช่น้อย ซึ่งจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไรแล้วเดินให้ถูกทาง ให้ประชาชนได้เห็น สภาพสังคมที่มันย่ำแย่มีปัญหาทุกแห่ง จะกอบกู้ จะแก้ไข เพื่อวางรากฐานอย่างไรเพื่อคนในยุคนี้ และจะวางรากฐานในสังคมได้อย่างไร แต่ว่าถ้าพูดในเชิงธรรมะคือ ถ้ารัฐบาลมีความเสียสละ เห็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน มีความซื่อสัตย์สุจริต ดำรงอยู่ในหลักธรรม จะไปได้

** นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะสร้างความสมานฉันท์ ไม่มีสีเหลือง สีแดง อาจารย์มองว่าทำได้ไหม
อย่างที่อาตมาบอกว่า “อย่าพูดอย่างเดียว” ให้ทำ ที่ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่ว่า ที่นายทหารใหญ่เขาออกไปพูดว่าคนในรัฐบาลของท่านเอาไปพูดในที่อภิปรายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักข่าวต่างประเทศซักถามเนี่ย มันต้องเริ่มต้นจากเราด้วย เริ่มต้นจากคนในรัฐบาลด้วย ณ เวลานี้เริ่มต้นจากการพูดไม่ได้ผล คือคนมันรู้ทันกัน สมัยก่อนคนรู้ไม่ทันกันเพราะว่ามันไม่เห็นภาพ มันไม่เห็นรูป ไม่เห็นอาการ ฟังวิทยุซึ่งนานๆ คนที่อยู่ต่างจังหวัดจะได้ฟังสักครั้งหนึ่ง ไม่เห็นอะไรกันมากนัก เชื่อได้ แต่ทุกวันนี้วิทยุพูดเหมือนจะไม่ได้ผลเลย ยิ่งจะเป็นการยั่วยุด้วยซ้ำไป
สิ่งที่จะต้องทำ จะต้องปฏิบัติในเวลานี้ คือลงมือทำอย่างจริงจัง แล้วความผิดพลาดในอดีตคืออะไรต้องยอมรับ ต้องแก้ไข แล้วในอนาคตจะวางรากฐานสังคม วางรากฐานเศรษฐกิจอย่างไร ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรม
การสมานฉันท์คือความสามัคคีของคนในชาติ มันต้องแก้ไขอดีตของเราให้ได้ด้วย ถ้าแก้ไขอดีตไม่ได้ อธิบายอดีตไม่ได้ ไม่ยอมรับอดีต การที่จะเดินไปข้างหน้าเป็นเรื่องยาก

** ประเด็นปัญหาของเรื่องการแก้ไขเศรษฐกิจ ตอนนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยมาก การสร้างความเชื่อมั่นรัฐบาลต้องทำอะไรก่อน
ที่ผ่านมาต้องบอกว่า แม้แต่นักข่าวต่างประเทศบอกว่าภาพลักษณ์ของประเทศตกต่ำในสายตาชาวโลก และในรัฐบาลนี้สิ่งที่ต้องพูดเพื่อเสถียรภาพคือ ทำให้เมืองไทยมีความน่าเชื่อถือให้ได้ น่าเชื่อถือคือ 1.เป็นประเทศที่ไม่มีความขัดแย้งกัน เป็นเมืองที่ไม่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงนะ ความขัดแย้งทางการเมือง การออกมาประท้วงทำให้อยู่ในหลักในเกณฑ์ ทำได้นะ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่รัฐบาลจะต้องไม่ให้มีความรุนแรงและนำไปสู่การกระทำทุกวิถีทางที่ไม่คำนึงถึงทั้งสองอย่างที่อาตมาพูด
ข้อที่ 2 รัฐบาลเองจะต้องประคับประคองสถานะของรัฐบาล อย่างที่คนเขาบอกว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะต้องประคับประคองสถานะของตัวเองให้ได้ ให้มีความสามัคคี ให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แล้วออกนโยบายในทางที่มันไม่เป็นปัญหาต่อสังคม และไม่เป็นปัญหาต่อชาวโลก ส่งสัญญาให้ชาวโลกเห็น เวลานี้อาตมาเข้าใจว่านักการเมืองส่วนใหญ่จะส่งสัญญาณทางวาจา คือ มีการพูด ซึ่งไม่ได้ผลหรอก
อย่าไปพูดสุนทรพจน์แบบ “บารัค โอบามา” ไม่ได้ผลแน่ๆ ในบ้านนี้ไม่ได้ผล ที่ประเทศอเมริกา การกล่าวสุนทรพจน์เขาได้ผลมากๆ เพราะอะไร เพราะบ้านเมืองเขากฎหมายดี หลักศีลธรรมดี เขาอยู่ตัวหมดแล้ว ผู้นำเพียงแต่ว่ามาขันนอต แต่บ้านเราหลักกฎหมายยังถูกคลางแคลง มีคนสงสัย กระบวนการยุติธรรมยังถูกคลางแคลงสงสัย การที่จะละเมิดกฎหมายยังถูกคลางแคลงสงสัย การจะแก้ปัญหาเหล่านี้ การจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีคนเข้ามาท่องเที่ยว พูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำให้คนเห็นอย่างจริงจัง
ถ้าคุณลงมือทำ ทำด้วยความจริงใจซื่อสัตย์สุจริต อย่าไปกระแนะกระแหน อย่าเอาอย่างนั้นอย่างนี้มาเป็นข้ออ้าง จะทำให้คนเห็นใจเอง คนในบ้านเราจะเห็นใจ และส่งภาพลักษณ์ที่ดีไปทั่วโลก บ้านเรามีจุดขายเยอะมาก

** ให้เวลารัฐบาลที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ให้เห็นผล อย่างเช่น เรื่องรัฐธรรมนูญ ให้เวลานานเท่าไร
เรื่องรัฐธรรมนูญ พูดตามความจริงไม่ต้องให้เวลาเลย เพราะตัวเขาเองจะต้องบรรจุไว้ในนโยบายของรัฐบาล ในรัฐบาลเดิมพูดแล้วดูเหมือนว่าจะมีข้อเปรียบเทียบกัน ในรัฐบาลเดิมเคยบอกไว้ว่าตอนที่หาเสียงที่จะเข้ามาต่อสู้กัน ทั้งสองฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย ฝ่ายหนึ่งจะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าฉันยังไม่แก้ เพราะว่าถ้าแก้มันจะกลายเป็นว่าการแก้ปัญหาเพื่อเข้าข้างกลุ่ม พอเข้ามาเป็นรัฐบาลปุ๊บบอกเลยว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลนี้เริ่มต้นไม่เคยพูดว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ตอนที่จะมาเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลตอนที่จะไปรวมกับทุกคน อันนี้รับปากว่าเขาเสนออะไรรับหมด เอาหมด แค่นี้พอมาร่างนโยบายปั๊บแล้วไอ้ที่ไปรับ ไม่ได้ไปรับในมุมมืดด้วยนะ พูดในที่สาธารณะเลย แล้วคำพูดที่แตกออกมาว่าความเห็นตรงกัน ไอ้ที่คุณยื่น...ตรงกันกับฉัน แต่พอร่างนโยบายรัฐบาลไม่มีเลย ไอ้ที่ว่าไปยื่นตรงกันไม่มี
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ของสังคม เป็นเรื่องใหญ่มาก ทางเรา ทางศาสนามองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่เอื้อต่อศีลธรรม ยังไม่เอื้อต่อหลักศาสนา ยังไม่เอื้อต่อพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ พอสมควร และในทางประชาธิปไตยมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอำนาจเผด็จการ แล้วเหมือนว่าคนจะไปว่าอย่างนั้นไม่ใช่ทั้งหมด ภาพที่หาเสียงเข้ามาจะแก้รัฐธรรมนูญได้รับเป็นเสียงข้างมาก จะว่าเป็นประชามติกลายๆ ก็ได้

** ท่านให้เวลารัฐบาลทำงานเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 3 เดือน 6 เดือน หรืออย่างไร
อาตมาว่า 3 เดือนก็มากแล้ว คือเขาควรบรรจุตั้งแต่ทีแรก บรรจุไว้ว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนจะแก้ข้อไหน ประเด็นไหน อย่างไร มาคุยกัน คือในกฎหมายรัฐบาล ข้อห้ามของรัฐบาลคุณไม่ต้องพูดเลยว่าจะแก้รัฐธรรมนูญในข้อนี้ ไม่จำเป็น ถ้ากล่าวว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าด้วยดี มาคุยกันสิว่าทางพรรคฝ่ายค้านมีจุดประสงค์จะแก้อะไร พระสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ และพระสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้บ้านเมืองมีความสงบหรือไม่สงบ พระสงฆ์มีส่วน ถามท่านว่าท่านอยากแก้อะไร แล้วนักการเมืองจะแก้อะไร แล้วในที่สุดแก้ตรงไหนได้ ตรงไหนไม่ได้มาพูดกัน แต่นี่เริ่มต้น...ไม่มีซะเลย ทั้งที่พูดไว้ชัดเจน มันเป็นเรื่องที่สมัยก่อนใช่ คือ การเมืองพูดอะไรพูดแล้วๆ กันไป แต่ทุกวันนี้คนดู คนเขียน และคนจำ

** แล้วถ้า 3 เดือน รัฐบาลยังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
พระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวแน่นอน อาตมาบอกได้เลยว่าเคลื่อนไหวแน่นอนถ้า 3 เดือนนี้คุณยังไม่แก้ไขในสิ่งที่คุณเรียกว่าความที่ควรจะมีในรัฐธรรมนูญ ในสิ่งที่ควรจะปรากฏในรัฐธรรมนูญ ถ้าคุณไม่ทำ กลุ่มพระสงฆ์ออกมาเคลื่อนไหวแน่นอน เราไม่ยอมและจะออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในหลายๆ ที่ หลายๆ แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
//////////////////////

ส.ส.เพื่อไทยเบรค‘เทพเทือก’หยุดดึง‘ทักษิณ’ยุ่งการเมือง

ที่มา ประชาทรรศน์

นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เปิดเผยแก่ผู้สื่อข่าวที่ จ.ขอนแก่น กรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าได้พยายามติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเจรจาให้ยุติความขัดแย้งและหยุดความเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อลดปัญหาของบ้านเมืองขณะนี้ ตนในฐานะเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย เห็นว่า นายสุเทพ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เปรียบเสมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์พยายามดึง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อยู่ต่างประเทศซึ่งก็ไม่ทราบด้วยว่าอยู่ประเทศไหน ให้เข้ามาพัวพันปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในประเทศ เนื่องจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี ที่กำลังเจอปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปัญหาทั้งความขัดแย้งและปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ จนทำให้การบริหารจัดการทำได้ยากยิ่ง อาจส่งผลให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ฯ อยู่อย่างลำบาก จึงอาจเป็นไปได้ที่รัฐบาลปัจจุบัน โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจหาแพะมารับบาป เพื่อจะกล่าวโทษไว้ล่วงหน้าว่า สิ่งใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลประชาธิปัตย์ล้วนเกิดจากน้ำมือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนั้น

นายจักริน กล่าวว่า ตนเคยเป็นอดีตลูกพรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มองว่าสิ่งที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีบทบาททางการเมืองไทยไปแล้ว และอยู่ต่างประเทศก็ยังไม่มีใครทราบว่าตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน และโอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะมาแก้ข่าวก็คงเป็นไปไม่ได้ การที่นายสุเทพให้ข่าวเพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นคนที่พูดอยู่ฝ่ายเดียว โดยผู้ที่ถูกกล่าวโทษ ถูกพูดถึง ไม่มีโอกาสโต้อบ ทำให้เสียหาย ดังนั้น เรื่องความขัดแย้งของคนในสังคมของประเทศไทย เมื่อมีสีแดงออกมาเคลื่อนไหวก็ถูกมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้สั่งการ ขณะเดียวกันพวกสีเหลืองที่เคลื่อนไหวจนบ้านเมืองป่นปี้ ก็เป็นภาพที่ชัดเจนว่าได้รับการสนับสนุนจากใครบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หรือ พันธมิตรฯ หรือหน่วยงานทางทหาร

“ภาพอย่างนี้ได้ต่อจิกซอก็มองเห็นเป็นภาพเดียวอย่างชัดเจน ผมจึงขอให้นายกอภิสิทธิ์อย่าไปคิดประเด็นดังกล่าว ขอให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ได้มุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชนในประเทศมีความสุขจะดีกว่าที่จะไปให้ความสำคัญกับคนๆ หนึ่งที่ยังต้องโทษอาญาบ้านเมืองอยู่ ซึ่งยังไม่สามารถเดินทางกลับประเทศของตนเองได้ ดังนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กลัวแม้กระทั่งเสียงหรือเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”

ส่วนกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้ขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดการเคลื่อนไหว เพื่อเห็นแก่ปัญหาของบ้านเมืองนั้น นายจักริน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดมายืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนเคลื่อนไหวและสนับสนุนคนเสื้อแดง แต่นายกอภิสิทธิ์ควรจะเดินหน้าแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ การค้าขายภายในและนอกประเทศ สร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ และการบริหารจัดการพรรคร่วมรัฐบาลดีกว่าที่จะมาให้ความสำคัญกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ดีกว่าหรือ

“พญาช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ”

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีปีใหม่ 2552 สำหรับแฟนนานุแฟน คอลัมน์ “สามเหลี่ยมดินแดง” พบกันวันอังคารที่ 6 มกราคม 2552 อยู่กับ แทง แทนไท ขอกราบงามๆ แทบเท้าผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่ยังเหนียวแน่นหนึบหนับ กับการอุดหนุน ประชาทรรศน์ ในการเป็น “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” ธำรงและรักษาไว้ซึ่งสถาบัน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

** ก่อนอื่นต้อง ขอขอบพระคุณ ท่านผู้มีอุปการคุณ และแกนนำ นปช. ที่เสียงแหบเสียงแห้ง จากการปราศรัย ยังอุตส่าห์โทรศัพท์มาให้กำลังใจอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ในช่วงเทศกาล “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” ให้ยึดหลักการในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป แทง แทนไท ซาบซึ้งในไมตรีจิต ของมิตรสหายเป็นที่ยิ่ง แม้จะมีหนักมีเบาในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ทุกท่านแสดงความเข้าอกเข้าใจ และพร้อมจะสนับสนุน ประชาทรรศน์ ต่อไป

** วิกฤติการเมือง ในเวลานี้ ย่อมยากที่จะแก้ไขเยียวยา เพราะ “ชนชั้นนำ” หรือ “ชนชั้นปกครอง” คิดแบบด้อยปัญญา แบ่งแยกประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย เข้าประหัตประหารกันเอง “พญาช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ” มีความพยายาม ใส่ความ ป้ายสี บิดเบือน ข้อมูลข่าวสาร จากสื่อชั่วๆ บางคน บางฝ่าย โดย ไม่สนใจ...ว่าบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ!!! เพียงเพราะความเกลียดชังส่วนตัวเท่านั้น หากพฤติกรรมจากสื่อชั่ว ยังประพฤติปฏิบัติแบบนี้บ้านเมืองไม่มีวันสงบสุข

** “การเมือง” ต้องแก้ด้วย “การเมือง” เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่บ้านเมืองทุกวันนี้ มี “กระบวนการตุลาการภิวัตน์” เข้ามาก้าวก่ายการเมือง จนทำให้บ้านเมืองแทบจะลุกเป็นไฟ เพราะตัดสินคดีด้วยความเป็น 2 มาตรฐานอย่างชัดแจ้ง ฝ่ายหนึ่งทำผิดเต็มๆ ประตู กลับบอกว่าไม่ผิด อีกฝ่ายหนึ่งทำไม่ผิดกลับไปเปิดพจนานุกรมเอาผิด แล้วจะให้คนเชื่อถือเชื่อมั่นได้อย่างไร ถามจริงๆ เถอะว่า ไอ้การไม่เกณฑ์ทหารนี่...มันผิดไหม หรือจะส่งเสริมค่านิยมในประเทศชาติด้วยการ “หนีทหาร” ให้บอกมา

** คดีความสำคัญ รีบรวบรัดตัดสินคดีความกันหน้าตาเฉย เพราะกระแสกำลังขึ้น จังหวะประชาชนเห่อของใหม่ รีบๆ ตัดสินปุ๊บปั๊บ อาศัยจังหวะช่วง เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ดำน้ำ บุ๋ม บุ๋ม ประชาชนกำลังสนุกสนานเริงร่า โอ้หลั่นล้า...กันอยู่ !!! แต่ถ้าเป็นอีกฝ่าย รับรองว่า มีการดึงเรื่อง เพื่อรอกระแสตก 6-7 เดือน แล้วรีบจัดการ ตัดสินคดีที่เร็วที่สุดในโลก จนอ่าน ผิดๆ ถูกๆ !!!

** พูดถึงเรื่องการอ่าน ผิดๆ ถูกๆ อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.น้องใหม่ วัยกิ๊ก เป็น ส.ส.คนล่าสุดในรัฐสภา โทร.มาฟ้องกับ แทง แทนไท ว่า เอ้ย... เอ็งฟังไหมวะ “มาร์ค ม.7” ไอ้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มันเส...อก “หนีทหาร” เอาเปรียบชายไทย ทั้งประเทศ นี่น่ะ ... มันอ่านนโยบายไม่ตรงกับเล่มที่แจกให้กับ ส.ส. และ ส.ว. เพราะ อาจารย์อ่านตามมันอยู่ มันเล่มข้ามทีเป็นวรรคเลย ลองตรวจสอบดูให้หน่อย !!! หากเป็นจริงมันก็ผิดกฎหมายสิวะ !!!

** แทง แทนไท จึง กระซิบบอกน้องๆ ใน กอง บ.ก.ประชาทรรศน์ ย่องไปเอาเทปการอ่านเอาเรื่องของ นายมาร์ค ม.7 “นายกฯ หนีทหาร” ไม่ใช่ “นายกฯ เทพประทาน” เอามาตรวจสอบเป็นการด่วน!!! แล้ว...จ้า ได้ผลเป็นประการใด จะแจ้งให้ทุกท่าน ทุกฝ่ายทราบ... แต่...!!! ถ้าเจอจริงๆ จะไปเอาเรื่องเอาราวได้อย่างไร มองไม่เห็น? ใครเชื่อมั่น “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” กรุณา ... ยกมือขึ้น ฮา...ฮา... จับได้มันก็บอก ไม่ผิด กลายเป็น “กระบวนการฟอกขาว” เหมือน ผงซักฟอก ให้เสียอีก

** บรรทัดนี้ขอบ่นน้อยใจ เปิดศักราชใหม่ ฝ่ายประชาธิปไตย ยังอยู่ในสถานะสุด อเนจอนาถใจ เพราะยังไม่สามารถหาตัว ผู้นำฝ่ายค้าน มาทำหน้าที่ ตรวจสอบรัฐบาล ตามวิถีทางรัฐสภาได้ ไม่รู้ว่าทำไมจึงไม่มีใครขันอาสาเข้ามาทำหน้าที่อันทรงเกียรติ หรือใครคิดว่าเป็นหน้าที่อันเสียเกียรติภูมิในการเป็นนักการเมืองไม่ทราบได้เหมือนกัน ว่ากันตามความจริงแล้ว คนที่จะเสนอตัวมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” จะต้องพร้อมเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” ใช่หรือไม่? ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตกองปราบ สารวัตร 2 กอง 4 พอจะตอบให้ แทง แทนไท ชื่นอกชื่นใจสักหน่อยได้ไหม

** แทง แทนไท ได้รับรายงานมาว่า เมื่อตอน ช่วงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการ เปิดไวน์!!! ชั้นดี ขวดละหลายหมื่น หลายแสน เลี้ยงฉลองตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ที่ “กระทรวงสาธารณสุข” บุญไม่พา - วาสนาไม่ส่ง เลยออกอาการ “แห้ว” รับประทาน สุภาษิตโบราณ เขาเรียกว่า “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา” อ้าวทำไมหน้าตาหล่อเหลาเอาการ แต่กลับไร้บุญวาสนา “ไม่เจียมตัว” เสียบ้างเลย สังเกตดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวานนี้ บอกได้ว่า ตำแหน่งที่คู่ควรคือ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ด้วยเหตุผลที่ว่า ฝีปากกล้า ลีลายังอร่อยเหาะ...เหมือนเดิม

** หลายฝ่ายฝาก แทง แทนไท ช่วย วิเคราะห์เจาะลึก ... “จุดตาย” ของรัฐบาล มาร์ค ม.7 คืออะไรบ้าง แล้วจะทำอย่างไรกับจุดตาย จุดสลบเหล่านั้น บอกได้ว่า เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้ การเดินเกมการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตย แตกฉานซ่านเซ็น ... ว่ากันไปคนละทางสองทาง ยังไม่เป็นระบบเท่าไรนัก การโจมตีจุดตาย เป็นไปอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ หากไม่มีการปรับปรุงแนวทางในการต่อสู้ให้เป็นเอกภาพ ฝ่ายประชาธิปไตย อาจจะถึงขั้น “พ่ายแพ้” !!! ในเวลาอันรวดเร็ว แม้แกนนำพยายามบอกว่า เชื่อมั่น พลังคนเสื้อแดง เรียกเมื่อไร มากัน “เป็นหมื่นเป็นแสน” แต่...อย่าลืมว่า การเรียกระดมคนนั้น ไม่ได้ทำกันได้บ่อยๆ เพราะทุกคนมีภาระทางเศรษฐกิจที่บีบรัดตัวอยู่ในขณะนี้

** ดังนั้นการจะใช้ “พลังเสื้อแดง” เพื่อเคลื่อนไหวต่อสู้ จะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความเด็ดขาด เพราะ พลังที่ยิ่งใหญ่นี้ไม่ใช่ของเล่น ที่ถูกทำให้หมดราคาไปได้ง่ายๆ ...วันนี้ทุกฝ่ายจึงต้องตั้งสติ คิดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ในการเคลื่อนไหว หยุดต่อสู้เพื่อผลประโยชน์คนใดคนหนึ่ง หรือ พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่...พลังเสื้อแดงนี้ต้องหันไปต่อสู้ในหลักการ และ การเรียกร้องให้ได้มาซึ่ง “ประชาธิปไตย”
แทง แทนไท

ต่อต้าน!การเมืองย้อนยุค

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ผ่านวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2552 แต่ยังพบเห็นการเมือง “ย้อนยุค” ของฝ่ายนักการเมือง และสมุนลิ่วล้อ “พันธมารธิปไตย” ในหลายเรื่องหลายราว ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจในพัฒนาการทางการเมืองในประเทศไทยทำไมจึงตกต่ำ ถอยหลังลงคลองไปอย่างน่าใจหายใจคว่ำขนาดนี้

แกนนำพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล อาวุโส อยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนาน กลับนำเสนอแนวคิดสุดแสนจะสับปะรังเค ให้ “องคมนตรี” เป็นผู้พิจารณาเสนอแต่งตั้ง “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” ซึ่งปัจจุบันหน้าที่นี้คือ “สถาบันตุลาการ” เป็นผู้ดำเนินการอยู่

องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรสำคัญในการให้คุณให้โทษกับนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยกระบวนการตัดสินคดีความเป็นแบบพิเศษ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีบุคคลจำนวนมากมายที่เกิดความคลางแคลงสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเหล่านี้ ทั้งแวดวงนักวิชาการ สื่อสารมวลชนไทยและต่างประเทศ ชาวบ้านร้านตลาดที่รักและศรัทธาในประชาธิปไตย เกี่ยวกับความเป็นกลาง ในการตัดสินคดีความ ที่มักจะโน้มเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต่อต้านฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่อาจจะทำประเทศชาติเข้ารกเข้าพง นำประเทศถอยหลังลงคลองน้ำเน่า เพียงเพื่อต้องการจะฟื้นศรัทธาของระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ให้ฟื้นคืนมา จึงเป็นข้อเสนอที่ดูถูกดูแคลนประชาชน โดยเอาอำนาจที่ควรจะเป็นของประชาชนคนไทยทั้ง 63 ล้านคน ไปให้กับคนไม่กี่คน

พอๆ กับแนวคิดของลูกสมุนพันธมารธิปไตย ที่อยากจะยกเลิกการปกครองในรูปแบบของการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นและชนบท ในการทำลายโครงสร้างการเลือกตั้งระดับย่อยๆ ออกไปเสียจากเมืองไทย แล้วนำการปกครองระบบรวมศูนย์ ในอดีตเข้ามาใช้แทน เพื่อให้เป็นกลไก และเครื่องมือในการบังคับพี่น้องประชาชน

แนวคิดเหล่านี้คือแนวคิดย้อนยุค ซึ่งบ้านเมืองได้ผ่านเหตุการณ์ในอดีตที่มีความเปราะบางมากมาแล้ว วันนี้บ้านเมืองต้องการเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาธิปไตย...มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ ได้ใช้งบประมาณของตัวเอง …

วันนี้ ออกไปต่างจังหวัด แทบจะทุกตรอก ซอก ซอย เราจะเห็นถนนลาดยางใหม่ๆ ที่ไม่มีความขรุขระอันเนื่องจากข้าราชการโกงกินกันเหมือนในอดีต การพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน เขา อยากได้น้ำ ก็ได้น้ำ อยากได้ถนนก็ได้ถนน

เราจะเห็นการพัฒนาที่แตกต่างจาก 8-10 ปีก่อนหน้านี้ ที่การปกครองรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ตอบสนองกับพี่น้องประชาชน อยากได้ถนนกลับได้น้ำ อยากได้น้ำกลับได้ถนน เพราะการสั่งการแบบ ข้างบน ลงสู่ ข้างล่าง หรือ “ท็อปดาวน์ออเดอร์”

วันนี้มีการแบ่งและจัดสรรงบประมาณแบบเป็นธรรมลงสู่ท้องถิ่นและภูมิภาคอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน คนใช้งบประมาณคือคนในพื้นที่ รู้และเข้าใจว่าท้องถิ่นและภูมิภาคแต่ละแห่งมีความต้องการที่จะพัฒนาอะไร อย่างไร

วันนี้ เราจะยอมให้ “เผด็จการทรราชย์” มาดึงเอาอำนาจที่เป็นของประชาชน 63 ล้านคน กลับไปอยู่ในมือคนไม่กี่คนเหมือนอดีตที่ผ่านมาอีกหรือไม่ ไปตรึกตรองคิดดูเอาเอง หรือเราจะลุกขึ้นมาต่อสู้ขัดขวางกระบวนการเหล่านี้!!!

นาม ยิ้มแย้ม !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี


หลังจากได้อ่านข่าว กรณี นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ออกมาตอบรับคำเชิญชวนของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว. ยุติธรรม ที่ทาบทามให้เป็นที่ปรึกษารมว.ยุติธรรมแล้วก็นึกถึงคำแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

คำแถลงการณ์ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ เขียนด้วยลายมือตัวเอง แล้วส่งแฟกซ์กลับมาที่เมืองไทยในวันที่ 11 ส.ค.2551
วันนั้น เป็นวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จะต้องขึ้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2550 ตามที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องในคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ

พ.ต.ท. ทักษิณ ระบุว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัวพร้อมกับบุคคลใกล้ชิดเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากความต้องการ ขจัด ผมออกจากการเมือง ด้วย การพยายามลอบสังหาร ตามมาด้วย การปฏิวัติรัฐประหาร แต่งตั้งคณะบุคคลที่เป็น ปฏิปักษ์ มาสอบสวนดำเนินคดี เฉพาะตัวผมและครอบครัว

ร่างรัฐธรรมนูญที่ สืบทอด อำนาจเผด็จการ แต่งตั้งบุคคลที่สนับสนุน การปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งทางตรงและทางอ้อม เข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรต่างๆ เพื่อดำเนินการกับผม

...ผมคิดว่าสถานการณ์คงจะดีขึ้น ผมคงจะมีโอกาสได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์และได้รับความเป็นธรรม จึงเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 แต่เหตุการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมและครอบครัวเป็นเสมือน ผลไม้ ที่เกิดจาก ต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลของมันก็ย่อมเป็นพิษ ตามไปด้วย

นั่นก็คือ ยังคงมีการสืบทอดระบอบเผด็จการ ในการจัดการการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ตามมาด้วยการ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเอาผลลัพธ์ที่อยากจะได้เป็นตัวตั้ง เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว”

นี้คือส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ระบุ “ต้นไม้ที่เป็นพิษ” และ “ผลไม้ที่เป็นพิษ” ซึ่งวันนี้ ผลพวงของ ต้นไม้พิษเหล่านั้นกำลังแผ่ขยายไปทุกส่วนของประเทศ

หลายคนไม่เข้าใจว่า “ผลไม้พิษ” เป็นอย่างไร คำว่า “ผลไม้พิษ” นั้นใช้เปรียบเปรยในทางกฎหมายที่ เกิดจากการได้พยานหลักฐานมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เช่น การจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ยึดมาจากการค้นโดยไม่มีหมายค้น ข้อความที่ได้มาจากการลอบดักฟังโทรศัพท์ การลอบเปิดซองจดหมาย หรือการใช้กำลังข่มขู่หรือบังคับให้ได้พยานหลักฐานนั้นมา เป็นต้น

สรุปได้ว่า พยานหลักฐานจะเป็นผลไม้พิษหรือไม่นั้น สำคัญอยู่ที่การได้มาของพยานหลักฐาน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสหรัฐอเมริกาต้องให้ความสำคัญและเคร่งครัดกับการได้พยานหลักฐานเพื่อเลี่ยงพิษร้ายของผลไม้เป็นพิษ

สำหรับการพิจารณาคดีในสหรัฐอเมริกานั้น ผลไม้พิษถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยให้ปลอดภัยจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ศาลในสหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับผลไม้พิษ คือ หากศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว ก็เท่ากับยอมรับและสนับสนุนการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในสังคม

เมืองไทยเวลานี้ “ต้นไม้พิษ” ที่ออกลูกออกหลานเป็น "ผลไม้พิษ" กำลังเผาบ้านเผาเมือง ทำลายล้าง สังคม เศรษฐกิจ และ การเมืองอย่างบ้าคลั่ง

ดังนั้น อย่าปล่อยให้ “ผลไม้พิษ” งอกเงย ออกดอก ออกผล ออกลูก พวกเราต้องช่วยกันขจัดและขุดโค่นต้นไม้พิษเหล่านั้นออกไปจากสังคมไทย!

เกมช่วงชิงรากหญ้า อย่าดีแต่พูด

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*

รัฐบาลนี้เข้ามาถือได้ว่าเป็น “ทุกขลาภ” เพราะมีปัญหาต่างๆ รอการสะสางแก้ไข ล้วนเป็นเรื่องที่สาหัสทั้งสิ้น ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ต่างพร้อมใจพาเหรดมากันพร้อมหน้า

มีเสียงเตือนออกมาว่า รัฐบาลอย่ามุ่งแต่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาพใหญ่อย่างเดียว โดยมองข้ามการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ระดับท้องถิ่นเด็ดขาด เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนในชนบท และถูกปล่อยปละละเลยมานานพอสมควร หลังจากที่ คมช. เข้ามายึดอำนาจ
ที่สำคัญคนเหล่านี้ต่างหาก จะเป็นผู้กำหนดอนาคตหรือชี้ชะตารัฐบาล ว่าจะไปรอดหรือไม่อย่างไร
เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหาในระดับชาติควบคู่ไปกับในระดับท้องถิ่น ซึ่งในระดับท้องถิ่นจะแก้ได้ง่ายกว่า
แต่มีเงื่อนไขว่า รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อถือและศรัทธาให้เกิดขึ้นได้หรือไม่เท่านั้น

วันนี้รัฐบาลมีมือไม้ มีกลไกอยู่เต็มพื้นที่ แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา กลไกเหล่านี้ยังมองว่า ประชาชนคือ ผู้ที่รอรับโอกาส รอรับความช่วยเหลือเท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่แล้ว
ความจริงแล้ว ปัญหาในพื้นที่ ย่อมไม่มีใครรู้ดีกว่าคนในพื้นที่

หนูยังช่วยราชสีห์ได้ ฉันใด รากหญ้าก็คือ ความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตย ฉันนั้นที่สำคัญ เรายังมีการปกครองท้องถิ่น ที่นับวันมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น จะเป็นฐานของการพัฒนาประเทศชาติในด้านต่างๆ
ไม่ต้องสงสัยว่า เมื่อวันหยุดปีใหม่ ทำไมคนถึงทะลักไป อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน กันมากมาย

เพราะนี่เป็นผลพวงเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแล และใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยปัจจุบันชาวบ้านตื่นตัวมากขึ้น กล้าที่จะคัดค้าน และไม่ตอบสนองนโยบายบิดเบี้ยวที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน ไม่ทำในสิ่งที่ประชาชนไม่เห็นด้วยไม่ต้องการ

เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้าไปให้ถึง “พื้นที่” และเข้าให้ถึง “จิตใจ” ของคนเหล่านี้ก็คือคนในพื้นที่ในท้องถิ่นนั่นเอง ซึ่งจะสะท้อนถึงความห่วงหาอาทร ความห่วงใย มีความรัก มีไมตรีให้กัน

คนในพื้นที่นี่แหละครับ ที่จะมาแก้ปัญหาความแตกแยก การแบ่งขั้ว การขัดแย้งทางความคิดได้ เพราะสามารถพูดจากันได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน ไม่ใช่ประเภทได้ฟังเขาเล่าว่า แล้วเฮโลไปกับเขา โดยขาดสติ ไตร่ตรองนึกคิด อย่างรอบคอบถี่ถ้วน

ความบอบช้ำเสียหายของประเทศชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศ จากการกระทำของ “กลุ่มพันธมาร-ม็อบโกเต๊กซ์” ที่ไปปิดยึดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ แม้รู้ดีว่าจะเกิดความเสียหายอย่างมากมายมหาศาลก็ตาม ชัดเจนว่าเป็นการทำลายชาติ ทำลายเศรษฐกิจ ป่วนเมือง กระทำการการละเมิดกฎหมาย

จึงเป็นเรื่องที่ต้องจดจำ และทวงถามความถูกต้องเป็นธรรมจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ให้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคกัน ซึ่งต้องจับตามองกันต่อไป
สำหรับรัฐบาล ผลงานจากการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายจริงๆ ครับ

ด้วยเครื่องมือของรัฐบาลที่มีอยู่คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโอ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ การแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในวันนี้ดูจะแผ่วลงไป จึงต้องหาทางให้ผู้ว่าฯ ซีอีโอ กลับมาเข้มแข็ง ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนในจังหวัดให้ได้

กึ๋นของผู้ว่าฯ ซีอีโอ ดูกันตรงนี้ครับ ดร.สิทธิศักดิ์ ชำปฏิ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น ในฐานะผู้อำนวยการศาลาไหมไทย อ.ชนบท จ.ขอนแก่น บอกว่า ภายหลังจากที่ศาลาไหมไทยชนบท ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากผู้ว่าฯ ซีอีโอ เป็นจำนวน 1.3 ล้านบาท ได้นำมาพัฒนาปรับปรุงศาลาไหมไทยทั้งภายในและภายนอก พร้อมกับได้มีการจัดโชว์ผ้าไหมลายโบราณ ลายประยุกต์กว่า 400 ผืน ภายในศาลาฯ จากเดิมที่ก่อนหน้านี้จะเก็บไว้ในตู้โชว์ มีห้องแสดงนิทรรศการ ห้องจำหน่ายผ้าไหม ผ้าพื้นเมือง และผลิตภัณฑ์ลายผ้าไหมแบบต่างๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ภายในอาคารยังได้จัดแสดงกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่มัดย้อมจนถึงวิธีการทอ อุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับไหมและของเก่าแก่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

จากการที่ได้พัฒนาปรับปรุงและเปลี่ยนภาพลักษณ์ของศาลาไหมไทย จนทำให้ล่าสุด ศาลาไหมไทยได้รับ รางวัลทัวริสซึ่มอวอร์ด ประจำปี 2551 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมดีเด่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

แต่ความเห็นของ รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ไม่อาจมองข้ามไปได้เหมือนกัน

อ.ธเนศวร์ ได้วิเคราะห์ระบบผู้ว่าฯ แบบบูรณาการ ว่าแนวคิดของระบบผู้ว่าฯ แบบบูรณาการ กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ แนวคิดที่ว่าด้วยการรวมศูนย์อำนาจแบบเอกภาพ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการรวมศูนย์อำนาจแบบแยกส่วนที่ดำเนินการมาหลายทศวรรษและก่อปัญหาหลายด้านต่อท้องถิ่นต่างๆ และการพัฒนาประเทศโดยภาพรวม
สรุปว่า ผู้ว่าฯ ซีอีโอในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จะด้วยข้อจำกัดในการหาคนมาเป็นผู้ว่าฯ ซีอีโอ หรืออย่างไรไม่ทราบ ทำให้ผู้ว่าฯ ซีอีโอ ยังเป็นผู้รับใช้นักการเมือง และต้องทำงานรับใช้มากขึ้นเมื่อนักการเมืองไปตรวจงานบ่อยครั้ง ยังไม่ใช่ผู้บริหารสูงสุดที่แท้จริงของจังหวัด เพราะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการคนใดได้เช่นเดิม ระบบการรวมศูนย์อำนาจจึงยังคงอยู่ต่อไป
สำหรับทางแก้เรื่องนี้ อ.ธเนศวร์ เสนอว่า
1. จัดตั้งสภาจังหวัดที่ประกอบด้วยตัวแทนประชาชนจากสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อเข้าร่วมประชุมกับผู้ว่าฯ เดือนละ 1-2 ครั้ง โดยสามารถเสนอปัญหา ซักถามและเสนอแนะแนวทางแก้ไข ฯลฯ
2. เพิ่มอำนาจด้านการบริหารบุคลากรของผู้ว่าฯ ให้เป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดอย่างแท้จริง แม้ในระยะแรกๆ ผู้ว่าฯ ในระบบใหม่อาจจะยังไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการได้ แต่อย่างน้อยก็ควรมีอำนาจในการเสนอให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการในจังหวัด หรือให้รัฐบาลรับฟังเสียงของผู้ว่าฯ เกี่ยวกับปัญหาบุคลากรในจังหวัด
3.ให้แต่ละจังหวัด จัดทำแผนพัฒนาจังหวัดระยะ 10 ปีถึง 20 ปี โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเห็นชอบ นอกจากนี้ก็ขอให้ถือว่านั่นคือแผนที่ทุกฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามแผนดังกล่าว ไม่ปล่อยให้หน่วยบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค คิดแผนงานและกำหนดงบประมาณในการพัฒนางานของตนขัดแย้งกับแผนดังกล่าว
4.เพิ่มอำนาจของผู้ว่าฯ ร่วมกับหน่วยบริหารราชการในจังหวัด สามารถแก้ปัญหาส่วนใหญ่ของประชาชนได้ โดยไม่ต้องให้ประชาชนเดินทางไปไกลถึงทำเนียบรัฐบาล

อ.ธเนศ เจริญเมือง ยังเห็นว่า ทิศทางการพัฒนาสังคมประชาธิปไตยปัจจุบัน ควรมุ่งสู่การมอบอำนาจให้กับท้องถิ่นมากขึ้น การกำหนดให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้บริหารสูงสุดและทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับประชาชนทุกสาชาอาชีพ จึงเป็นการก้าวที่ถูกต้องแล้ว แต่ที่ยังทำไม่ได้ก็คือ การจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อเปิดโอกาสและส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการจังหวัดร่วมกับผู้ว่าฯ ได้อย่างแท้จริง
ก่อนจะก้าวไปสู่การให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ควรมาจาการเลือกตั้งจากประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ต่อไป
ต้องเชื่อไว้ก่อนว่า ปีใหม่นี้จะดีกว่าปีเก่าครับ เพราะรัฐบาลมีบทเรียนมากมาย

ทั้งหลายทั้งปวงจึงอยู่ที่ “ผลงาน” ครับ ว่าจะเป็นที่ยอมรับของประชาชนแค่ไหนอย่างไร รวมทั้งนำข้อสังเกตข้อเสนอจากนักวิชาการไปใช้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

สุดท้ายนี้ เพื่อให้คนไทยสามารถยืนสู้กับปัญหาที่จะมาถึงตัว ขออ้างถึง ท่านพุทธทาส ซึ่งท่านเคยกล่าวให้พรปีใหม่ไว้ว่า ขอให้ความเห็นแก่ตัวลดลง ความไม่เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ความไร้ศีลธรรมลดลง ความมีศีลธรรมเพิ่มขึ้น สันติสุขส่วนบุคคลและสันติสุขส่วนสังคมเพิ่มขึ้นตามส่วน จนเห็นได้ว่าเพิ่มมากขึ้นกว่าปีเก่า...
ย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์รัฐบาลก็คือผลงานครับ
แม้ว่านโยบายจะหรูเลิศประเสริฐวิเศษอย่างไร ถ้าไม่ได้ลงมือทำ ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ดีแต่ปาก ใจไม่ดี ดีทำไม ให้ผีใย เย้ยเยาะ เหมาะหรือเรา

ผลไม้พิษ !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ปากก็บอกว่า “สมานฉันท์” อยากให้คนไทยรักกัน สามัคคีกัน แต่ยังไม่ทันไร พรรคประชาธิปัตย์ก็เริ่มออกลายกันแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารับตำแหน่งว่าจะเข้าไปจัดระเบียบใน “เอ็นบีที” และเปลี่ยนโลโก้กลับไปเป็นช่อง 11 ตามเดิม
ไม่ว่าจะเป็นกรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดสนามบินนั้นเป็นเรื่องสนุก อาหารอร่อย ดนตรีไพเราะ แถมเป็นบรรยากาศดีที่น่าจดจำ

ไม่ว่าจะเป็น กรณี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว. ยุติธรรม เตรียมเสนอรายชื่อ นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) เป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม

ทั้ง 3 กรณีที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมานี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งที่ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ กำลัง “ท้าทาย” และ “ดูถูก” พลังมวลชนอย่างไม่เกรงกลัวว่าบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟอีกรอบ

ผมขอเตือน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะออกมาปฏิเสธภายหลังว่าเป็นข่าวโคมลอย แต่วงในมีการเช็คกันแล้วว่าพวกท่านต้องการท้าทายพลังมวลชน

อย่าลืมว่า นายนาม ยิ้มแย้ม คือบุคคลที่อันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย นายนามคือหัวหน้าแก๊งค์ที่มุ่งหาความผิดแล้วยัดเยียดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วันนี้ คนรู้กันทั้งประเทศแล้วว่า คตส. เกิดขึ้นมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่เป็นเครื่องมือในการเช็กบิล พ.ต.ท.ทักษิณ
ดังนั้น นายนาม คือผลพวงของ “ผลไม้พิษ” ที่ก่อกำเนิดจากการรัฐประหารซึ่งเป็นต้นไม้พิษของหลักนิติรัฐ

คตส. ไม่ว่าจะประกอบด้วยผู้ทรงคุณธรรมอย่างไร มีกระบวนการที่เป็นธรรมอย่างไรก็เป็นผลไม้พิษที่งอกมาจากความไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่อาจเป็นองค์กรหรือกระบวนการที่ถูกต้องไปได้

วันนี้มีรัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารประเทศ หลายคนบอกว่า บ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้วให้โอกาสรัฐบาลประชาธิปัตย์สักระยะ

แต่จู่ๆ พวกท่านก็ท้าทาย “คนเสื้อแดง” จะตั้งคนที่ไม่มีความเป็นกลางและเป็นธรรม เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนมาเป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม

กรุณาอย่าท้าทายครับ ที่เห็นว่า เงียบๆ เพราะประชาชนยังให้โอกาส แต่หากวันใด “เลือดเข้าตา” เชื่อว่าพลังเสื้อแดงพร้อมดับเครื่องชนขั้นแตกหัก

เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ คนตกงานกันเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน หากเรามารบราฆ่าฟันกันอีกครั้ง คนไทยคงจะเดือดร้อนกันไปหมด
ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลยครับ !

ดวงเมือง 2552

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ผีไท


“ธ.สุขวฑฺฒโน” จากปทุมธานีส่งจดหมายมาทักทาย พร้อมแนบ “ดวงเมือง 2552” มาให้อ่านด้วย แว่วว่าเจ้าตัวและพรรคพวกกำลังเย็บเล่มกันเองเพื่อนำแจกจ่าย “ผีไท” จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ในคอลัมน์นี้เพื่อเป็นสีสันต้อนรับปี 2552 แม่นหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านผู้อ่านเถิด

“ดวงชะตาบ้านเมืองปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปีที่ผ่านมา พฤหัสและศุกร์ร่วมเรือนเดียวกับจันทร์นับแต่ปลายปี 2551 ส่งผลให้เกิดความสงบเรียบร้อยเนื่องด้วยอำนาจของผู้ใหญ่ การเมืองกลับไปสู่สภาวะแข่งขันกันในหมู่นักการเมือง การชุมนุมไม่เกิดผลประโยชน์หรือผลกระทบเพราะราหูพ้นจากภพวินาศแล้ว

ใครที่ยังหลงเชื่อมีโมหคติจะค่อยๆ เปิดตาออกมารับรู้ความจริง กลางปีจะเกิดความวุ่นวายขึ้นเกี่ยวกับเหตุส่วนตัวของผู้มีอำนาจแต่ไม่กระทบกระเทือนบ้านเมือง ปลายปีผู้ที่ถูกใส่ร้ายจะกลับมาได้ดีอีกครั้ง พึงระวังอำนาจจากภายนอกเข้าแทรกแซง

เศรษฐกิจเป็นปัญหามาก เสาร์โคจรเข้าแทรกราหูในภพธนะ ความวุ่นวายในตลาดการเงินจะเกิดขึ้นเพราะการหลอกลวงต้มตุ๋น โปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อและระวังธนบัตรปลอมให้ดี กลางปีปัญหาที่เริ่มลุกลามเข้าสู่ภาคการผลิตจะสงบลง

ราคาอาหารและพลังงานตกต่ำส่งผลดีต่อการบริโภคของประชาชนแต่ไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรเท่าใด ปลายปีเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว นโยบายรัฐจะได้ผลเกินกว่าที่คาดคิด ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกจะมีความหวังมากขึ้น

ปี 2552 อาทิตย์จรกำลังแรง อากาศจะร้อนกว่าปกติ สภาพอากาศแปรปรวนแต่ภัยธรรมชาติไม่ก่อให้เกิดปัญหามากนัก อาจเกิดแผ่นดินไหวเป็นระลอกช่วงต้นปีอย่าตื่นตระหนก พายุไม่รุนแรงอาจเกิดภาวะฝนแล้งในเขตภาคกลาง แต่การชลประทานจะช่วยได้ มีปัญหาโรคระบาดทางเดินหายใจช่วงปลายปี จะมีอุบัติเหตุครั้งใหญ่เกี่ยวกับไฟในเดือนเมษายน

สภาพสังคมยังน่าวิตก อาชญากรรมพบเห็นได้ทั่วไปทำให้การจับกุมก็เพิ่มมากขึ้น ผู้นำตำรวจทหารเกิดความขัดแย้ง การบังคับใช้กฎหมายไม่ราบรื่นต้องอาศัยอำนาจศาลเป็นที่พึ่ง ปัญหาใหญ่คือคนชราถูกทอดทิ้ง ภาครัฐต้องสนใจอย่างเร่งด่วน

ข่าวดีคือเด็กไทยมีแนวโน้มเข้าหาธรรมะและปฏิบัติธรรมมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นายแพทย์ และปราชญ์ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติน่าชื่นชม

โดยรวมแล้วปี พ.ศ.2552 ยังเป็นปีที่ดีกว่าปีที่ผ่านๆ มา แม้กว่าความไม่แน่นอนเรื่องการเมืองเรื่องอำนาจยังคงอยู่ และเศรษฐกิจยังเป็นปัญหา แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนและความหวังยังมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน”

นปช.ฮึ่ม!เตรียมชุมนุมใหญ่หากรบ.ดันทุรังจัดประชุมอาเซียน

ที่มา ประชาทรรศน์

'ณัฐวุฒิ'ลั่นลุยสถานทูตกลุ่มอาเซียนสัปดาห์หน้า แจงเหตุการเคลื่อนไหวนปช. หวังนานาประเทศยุติการประชุม ขู่รัฐบาลหากยังดื้อจัด เจอดี!แน่ พร้อมประกาศชุมนุมใกล้สถานที่จัดการประชุม


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า ตนและแกนนำนปช.พร้อมกลุ่มคนเสื้อแดง จะเริ่มการเคลื่อนไหว โดยจะเดินทางไปสถานเอกอัครราชทูตของกลุ่มประเทศในสมาคมอาเซียนและจะมีการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงกับสื่อต่างประเทศถึงสาเหตุของการเคลื่อนไหวหากยังมีการจัดประชุมอาเซียน หลังจากนั้นจะเดินทางเข้าพบเอกอัครราชทูตทุกประเทศเพื่อยื่นหนังสือชี้แจงถึงเหตุผลของการเคลื่อนไหวดังกล่าว ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้านการประชุมอาเซียนแต่ต่อต้านรัฐบาลและนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อการร้ายตั้งแต่ยังได้รับตำแหน่งที่สำคัญในรัฐบาล

"กลุ่ม นปช.ไม่ยอมรับการใช้อำนาจบริหารประเทศของรัฐบาล และไม่ยินยอมให้รัฐบาลซึ่งมี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียน โดย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การจัดประชุมอาเซียนเป็นการกอบกู้ภาครัฐของประเทศไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่หากให้ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากล เป็นผู้จัดการประชุมครั้งนี้ จะยิ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไปมากกว่าเดิม" แกนนำนปช.กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ในขณะที่รัฐบาลพยายามกล่าวอ้างว่าการประชุมอาเซียนจะเป็นการฟื้นฟูและสร้างเชื่อมั่นของชาวต่างชาติกลับคืนมา แต่เราเห็นว่าเป็นการซ้ำเติมทำให้ประเทศย่ำแย่ เพราะรัฐบาลเองก็เข้ามาโดยอำนาจนอกระบบ นอกจากนี้นายกษิต ยังมีส่วนร่วมในการบุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ต้องได้รับโทษสูงสุดไม่ใช่ได้รับรางวัล และบุคคลอย่างนายกษิตจะมาทำหน้าที่สำคัญในการจัดประชุมอาเซียนไม่ได้ พร้อมกันนี้เราจะอธิบายให้ต่างประเทศไม่ให้เข้าใจผิดว่าประเทศกำลังสนับสนุนผู้ก่อการร้าย มิเช่นนั้นนานาประเทศจะเข้าใจว่าหากผู้ใดกระทำการอันแสดงถึงการก่อการร้ายก็จะได้ตำแหน่งใหญ่โตเป็นการตอบแทนแล้วต่อไปเราจะตอบคำถามชาวต่างชาติได้อย่างไร ในเมื่อรัฐมนตรีเป็นตัวการสำคัญในการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

"อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในขณะนี้คือพยายามชี้แจงให้ประเทศที่จะเข้าร่วมประชุมอาเซียนเข้าใจ เพื่อประเทศเหล่านั้นจะได้ยุติและถอนตัวไม่มาร่วมประชุม และหากรัฐบาลยังยืนยันจะจัดประชุมต่อเรากลุ่มคนเสื้อแดงก็จะจัดชุมนุมใหญ่โดยจะนัดกันชุมนุมกันในบริเวณที่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่จัดการประชุม เพราะเราจะยอมให้ประเทศถูกมองว่าประเทศไทยสนับสนุนผู้ก่อการร้ายไม่ได้" แกนนำนปช.กล่าว

ขออภัย ข่าวคุณทักษิณในกัมพูชาคลาดเคลื่อน

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 มกราคม 2552

เราขออภัยที่ได้ลงข่าวก่อนหน้านี้ที่คลาดเคลื่อนว่า คุณทักษิณและครอบครัวเดินทางมาประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 2 ม.ค. (อ่านเพิ่ม: รายงานพบคุณทักษิณในกัมพูชาพร้อมครอบครัว)

แหล่งข่าวทางอีเมล์ท่านเดิมได้แจ้งว่า แท้จริงแล้วบุคคลดังกล่าวน่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์และครอบครัว ที่ได้เดินทางมางานแต่งงานลูกสาวของนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ไม่ใช่เป็นคุณทักษิณแต่อย่างใด จึงขออภัยท่านผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย