WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 7, 2009

ข้าคือสาวกของทักษิณ so what ???????

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

วันนี้เร่เข้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ไทยเว็บหนึ่งที่ลงข่าวเกี่ยวกับการเมืองไทย และได้เขียนถึงในกรณีที่ว่าคุณทักษิณจ้างต่างประเทศให้เสนอข่าวทำลายประเทศ โดยคนของรัฐบาลปาวๆออกมาพูด ระวังนะเดี๋ยวจะโดนหนักกว่าที่ปิดสนามบิน

การพูดปาวๆโดยไร้หลักฐานเพื่อสนุกปาก ต่างประเทศถือว่าเป็นการใส่ร้ายกัน คิดหรือว่าคนฝรั่งจะเป็นเครื่องมือคุณทักษิณ และคุณทักษิณคงไม่โง่พอที่จะทุบหม้อข้าวของตนเอง โดยการทำลายประเทศที่ตัวเองและญาติพี่น้องอาศัยอยู่ อะไรๆก็คุณทักษิณผิดทั้งเพ เคยเอากระจกส่องตัวเองบ้างมั๊ยว่าตัวเองมีรูปร่างหน้าตาน่าขยะแขยงแค่ใหนว่างๆช่วยส่องกระจกดูตัวเองเสียบ้างก่อนที่จะไปกล่าวหาคนอื่น


คนเราเมื่อคิดว่าคนอื่นทำในสิ่งเลวๆนั้นเป็นเพราะว่าตัวเองได้กระทำมาก่อนจึงคิดว่าคนอื่นก็คงทำเหมือนที่ตัวเองเองกระทำ อ่านข่าวแล้วมันช่างทุเรศกับคนที่ชอบใส่ร้ายคนอื่น ยังมีอะไรที่คุณทักษิณยังไม่ได้ทำอีกล่ะ เอาออกมาแฉให้หมดอย่าให้หลงเหลือติดก้นหม้อติดก้นกระทะเทออกมาให้หมด

เมื่อพวกคุณทำแล้วบ้านเมืองสงบสุขงั้นคุณทักษิณก็กลายเป็นฮีโร่ที่ทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ คุณทักษิณคะ ยอมให้พวกเขาโขกเขาสับทนให้ถึงที่สุดเพื่อแสดงความเป็นฮีโร่ของตัวคุณเอง ใหนๆพวกเขาก็โทษคุณแล้วว่าคุณเป็นคนทำคุณก็รับไปเลยว่าทำจะได้หมดเรื่องพวกเขาจะได้หมดมุขใส่ร้ายเสียที ขี้หมูขี้หมาที่พวกเขารุมกระทืบคุณก็ปล่อยให้หมาหมู่มันกัดเดี๋ยวมันก็หมดแรงไปเองตีกลองข้างเดียวโบราณท่านว่าดังไม่ได้นาน ตอนนี้ผู้คนได้ตาสว่างและก็เข้าใจอะไรแทบทุกคน การเสื่อมของพวกเขาคืบคลานเข้าตัวเองอย่างรวดเร็ว คุณทักษิณอยู่เฉยๆนั่นแหละจะเป็นผลดีเพราะถ้าคุณขยับตัวเมื่อไหร่ก็เท่ากับว่าคุณเป็นเป้าให้เขายิงคุณ เพราะตอนนี้พวกเขากำลังหาเป้าหมายเพื่อที่จะยิงให้ถูกจุดเพื่อเล็งความสนใจของผู้คนให้เชื่อถือกับเหตุการณ์ที่จำลองขึ้นเพื่อตักตวงผลประโยชน์จากการเอาตัวคุณทักษิณเป็นตัวล่อ เพราะประชาชนบางคนยังเชื่อหัวปักหัวปำว่า คุณทักษิณขายชาติ คุณทักษิณโกงชาติ สารพัดอย่างที่ถูกล้างสมองให้เชื่อ ซึ่งคงไม่มีหนทางใดที่จะทำให้คนพวกนี้กลับมามีสมองคิดดีๆได้อย่างเดิมนอกจากปล่อยเขาไปตามทางของพวกเขา

โลกใบนี้หาความแน่นอนอะไรไม่ได้ ทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีของกฏแห่งกรรมไม่มีใครฝืนธรรมชาติไปได้ การเล่นแต่ของสกปรกความเหม็นมันก็ออกกลิ่นไปทั่วเพราะมันระเหยไปบนอากาศจนทำให้ผู้คนต้องปิดจมูกเพราะกลิ่นเหม็นอันรุนแรงนี้ยากที่จะสกัดกั้น ฉะนั้นในขณะนี้สิ่งที่เราควรทำคือหากใครเขาว่าพวกเราเป็นสาวกคุณทักษิณบอกเขาไปเลยว่าใช่ แล้วเอ็งก็สาวก พธม ปชป มันต่างกันตรงใหน so what ? การทำลับๆล่อๆยิ่งทำให้โดนถล่ม ต่อไปนี้จะยืดอกบอกไปเลยว่าเป็นสาวกคุณทักษิณแล้วมีอะไรมั๊ย? เราไปปฏิเสธพวกเขาก็ยิ่งใส่ร้ายเรา ยืดอกบอกไปนี่แหละว่าถ้าเราเป็นสาวกคุณทักษิณแล้วไปหนักศรีษะใคร? เอ็งเป็นสาวกคนอื่นได้ข้าก็เป็นสาวกคุณทักษิณได้คราวนี้เห็นแจ้งแล้วใช่มั๊ยว่าอะไรคืออะไรเกลือมันต้องจิ้มเกลือ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรักใครชอบใครบังคับกันไม่ได้...........

การตัดสินชี้ขาดชัยชนะขึ้นกับผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ไม่ใช่ประมุขวังไหน ๆ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

เกมการเมืองที่ต่อสู้กันมา 3 ปีกว่าแล้วนี้ มีทั้งการทำรัฐประหาร การใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ (ที่ส่วนใหญ่เรียกว่าตุลาการวิบัติ) รวมทั้งการใช้ม็อบพันธมิตรในการห้ำหั่นฝ่ายประชาธิปไตย มีการใช้การเมืองนอกรัฐสภาและการเมืองข้างถนน ลามปามไปจนถึงการยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น จนสุดท้ายก็ใช้วิธีการให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และล็อบบี้ให้กลุ่มเพื่อนเนวิน ทรยศต่อฉันทามติของประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนมา จนมีการตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ในที่สุด

คนเสื้อสีแดงอาจคิดว่านี่คือการ พ่ายแพ้ทางการเมือง และเสียอำนาจรัฐไป แต่ผมกลับไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะในท้ายที่สุด เกมการเมืองทั้งหลาย ยังขึ้นอยู่กับ "การตัดสินชี้ขาดของประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง" เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ประเทศไทยไม่อาจหนีระบบการเมืองแบบเลือกตั้งได้ เมื่อมีการเลือกตั้ง เสียงของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ย่อมชี้ขาดในที่สุด ไม่ใช่อิทธิพลของประมุขวังไหนๆ หัวหน้ากลุ่มการเมืองใด ผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญคนใด

การทรยศและไม่สนใจเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนเลือดตั้ง อาจทำได้ในระหว่าง "สมัยการเลือกตั้ง" พวกเขาจะทำอย่างไรก็ได้ หากไม่แคร์ว่าสมัยต่อไป ผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรก็ตาม ประมุขวังไหนๆ หรือกองทัพอาจใช้อิทธิพลของตนเอารถรับ สส.ไปเจรจาตั้งรัฐบาลในเขตทหารได้ บีบหรือจูงใจให้ สส. ทำตามที่ตนต้องการได้ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา จะเป็นการชี้ขาดในที่สุด

ตอนที่ คมช. ทำรัฐประหาร พวกเขาก็ทำทุกอย่าง ที่จะยึดครองอำนาจรัฐให้ได้นานที่สุด ไล่ล่าทำลายล้างทักษิณ หรือกลุ่มการเมืองที่นิยมทักษิณทุกวิธีที่คิดได้ และแม้กระทั่ง ส่งทหารออกไปทำ ปจว. ชักจูงให้ชาวบ้านไม่เลือกพรรคกลุ่มนิยมทักษิณ แต่สุดท้ายอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของ กองทัพ ก็ถูกโค่นลงอย่างง่ายดาย โดยอำนาจของผู้ออกเสียงเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550

การปลุกม็อบป่วนเมืองของ พธม. แม้จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่อาจล้มรัฐบาลได้ ที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ล้มลงไป เพราะการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แรงกดดันของม็อบพันธมิตร หรือ กองทัพแต่อย่างใด

เมื่อกองทัพไทย ไม่กล้าทำรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง เพราะแรงต้านของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่คาดว่าจะมีมาก รวมทั้งการต่อต้านของประชาคมโลก อำนาจของกองทัพต่อการเมือง จึงหมดไปอย่างสิ้นเชิง การขู่ว่าจะทำรัฐประหารจึงเป็นเพียงแต่การบลั๊ฟเท่านั้น ส่วนการข่มขู่อย่างอื่น เช่น อุ้ม ก็ไม่ใช่ลักษณะของกองทัพอีกต่อไป แต่เป็นแบบเดียวกับนักเลงหรือเจ้าพ่อมากกว่า หากนักการเมืองรู้ทันเกมการขู่ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวกองทัพอีกต่อไป

ส่วนผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายนั้น ในสามปีที่ผ่านมาของความขัดแย้งทางการเมือง พวกเขาได้แก้ผ้าล่อนจ้อนต่อหน้าประชาชนหลายครั้ง จนกล้ากล่าวได้ว่า อิทธิพลหรือบารมีของพวกเขาเสื่อมลงไปแทบหมดสิ้น ประชาชนไม่ได้เชื่อฟังเหมือนเดิมอีกแล้ว แม้จะยังไม่มีใครกล้าวิจารณ์ตรงๆ เพราะกลัวกฎหมาย แต่การวิจารณ์อ้อมๆ หรือในหมู่พวกกันเองนั้นมีอย่างโจ่งครึ่ม เมื่อบารมีเสื่อมลงไป อำนาจตามกฎหมายก็ไม่มี ก็เหลือเพียงแต่อำนาจที่เกิดจาก “เครือข่าย” ของผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับเจ้าพ่อแต่อย่างใด แต่การชี้นำประชาชนนั้นทำไม่ได้อีกแล้ว

ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยต่อไป จึงชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ต้องให้ความสำคัญไปที่ ฐานคะแนนเสียงเดิมของกลุ่มคนรักทักษิณ ที่มีอยู่เดิม ในช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ก็ควรเน้นไปที่การปรับปรุงโครงสร้างของพรรค สร้างกลไกเชื่อมต่อกับมวลชน และพัฒนาผู้นำพรรครุ่นใหม่ๆ ให้มีบทบาทมากขึ้น เพราะ สส.ที่เหลืออยู่ในพรรคมีจำนวนมาก แต่เป็น สส.รุ่นใหม่แทบทั้งสิ้น ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อการ “ปรับโครงสร้าง” รื้อระบบ สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ๆ หรือปรับองค์กรได้ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่โครงสร้างพรรคยังเป็นคนเก่าทั้งสิ้น ทำให้ยากที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของพรรคได้

รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ที่เกิดขึ้นจากการทรยศหักหลังประชาชน ของกลุ่มเพื่อนเนวินนั้น มีความหวังเพียงอย่างเดียวว่า หากพวกเขาสามารถลากรัฐบาลให้อยู่ได้ครบสมัย คือ จนกว่าจะสิ้นอายุของสภานี้ คนก็จะลืมทักษิณ อิทธิพลของทักษิณจะเสื่อมลง ผมคิดว่าความคาดหวังเช่นนี้เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ มากกว่า เพราะโครงสร้าง อุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยากที่จะสร้างผลงานให้เทียบเท่ากับรัฐบาลทักษิณได้ ยิ่งลากไปนาน คนก็จะเบื่อหน่ายแบบรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ช่วงปี 2541-2543 ที่ล้มเหลวในการบริหารประเทศ แต่ก็ยื้อต่อจนเกือบครบวาระของสภา สุดท้ายเมื่อต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ประชาชนก็สั่งสอนเอาอย่างหนัก โดยเลือกพรรคไทยรักไทย อย่างท้วมท้น

รัฐบาลของอภิสิทธิ์ ไม่มีทางทำงานได้ดีกว่ารัฐบาลทักษิณ จนประชาชนนิยมและลงคะแนนให้จนชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นอย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะลอกนโยบายประชานิยมของทักษิณ แต่โดยพื้นฐานทางการเมือง พวกเขาไม่อาจทำประชานิยมถึงที่สุดได้เพราะไปขัดแย้งกับ “กลุ่มชนชั้นนำ/ชนชั้นกลางในเมือง” ที่ไม่ชอบนโยบายประชานิยม รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงทำได้แต่ประชานิยมหลอกๆ ได้เท่านั้น

กลุ่มเพื่อนเนวิน ตั้งยุทธศาสตร์เอาไว้ว่าจะรวมกับกลุ่มนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จับมือกันตั้งพรรคการเมืองและคิดว่าจะได้เสียงประมาณ 60-70 เสียง เพื่อเอาไว้ต่อรอง แบบพรรคชาติไทยของบรรหาร ผมคิดว่าเป็นการตั้งความหวังที่ไม่ดูพัฒนาการทางการเมืองของ “ผู้ออกเสียงเลือกตั้ง” ในทศวรรษ 2540-2550 ที่ผ่านมา ที่ประชาชนนิยมเลือก “พรรค” มากกว่าเลือก “ตัวบุคคล” ดังนั้น แบบจำลองการเมือง “สุพรรณบุรีโมเดล” ที่เน้นระบบอุปถัมป์ท้องถิ่น เช่นทุ่มงบประมาณลงท้องถิ่นเพื่อพัฒนาจังหวัดแบบสุพรรณ จึงไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะยุคนี้มี อบต./อบจ. รับภาระส่วนนี้ไปแล้ว ความคาดหวังของประชาชนต่อ สส.จึงพ้นเรื่องท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องนโยบายระดับชาติ ต่างๆ แบบทักษิโณมิกส์ นั่นแหละ เช่น สวัสดิการสังคม หรือ Welfare ต่างๆ ซึ่ง Welfare ทำไม่ได้ หากหาเงินไม่เก่งเท่าทักษิณ และ Welfare ก็ขัดแย้งกับ คนชั้นสูง/ชั้นกลางในเมืองใหญ่ ที่สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดังนั้น ผมจึงไม่เชื่อว่า เนวิน+สมศักดิ์ จะไปรอดใน “สภาพแวดล้อมทางการเมือง” สมัยใหม่ เพราะสิ่งที่เขาคาดหวังคือ “ระบอบการเมืองแบบยุคก่อนปี 2540” ที่มีระบบหลายพรรค ประชาชนออกเสียงเลือกตั้งบุคคลมากกว่าพรรค

เมื่อมองอย่างนี้แล้ว ผมจึงคิดว่า ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยหากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะลากไปจนครบวาระ

สำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ผมไม่คิดว่าจะใช้เกมของการสร้างม็อบแบบพันธมิตร เพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่การชุมนุมเพื่อการกดดันทางการเมืองนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งคนเสื้อแดงก็ทำอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อให้มวลชนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการครอบงำ และไม่เป็นประชาธิปไตยของพวกอำมาตยาธิปไตย

ยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดง ต้องมุ่งให้ความรู้แก่มวลชน เคลื่อนไหวเพื่อสร้างแนวร่วม ส่วนพรรคเพื่อไทย ต้องเน้นการเสริมสร้างความเข็มแข็งขององค์กร และการเชื่อมโยงกับมวลชน อีกสามปีข้างหน้า หรือแม้แต่อีก 1 ปีข้างหน้า อิทธิพลของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยิ่งเสื่อมโทรมมากกว่านี้อีก จึงยากที่จะชี้นำสังคมได้อีก พวกเขาแลกศรัทธา กับรัฐบาลที่ง่อนแหง่นของมาร์กไปแล้ว มาร์กยิ่งอยู่ คนที่โอบอุ้มยิ่งเสื่อม

Tuesday, January 6, 2009

'โอ๊ค' ลุยอุดรฯหาเสียงหนุนเพื่อไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

บรรยากาศการปราศรัยหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเปิดในวันนี้ (6 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 จ.อุดรธานี ช่วยหาเสียงให้กับนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีตรองนายก อบจ.อุดรธานี และประธานกลุ่มรักทักษิณ อุดรธานี โดยจัดเวทีใหญ่ปราศรัยถึง 3 จุด จุดแรกห้องประชุมที่ว่าการ อ.วังสาหมอ ที่สวนธรรมชาติ และที่ศูนย์สินค้าโอท็อป อ.หนองหาน ซึ่งมีผู้คนร่วมฟังเวทีปราศรัยอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ในการปราศรัยทุกเวที นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกลุ่มรักษาความปลอดภัยได้เดินทักทายและจับมือประชาชน โดยมีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งตัวแทนคือบุตรชาย มาพบประชาชน เพื่อยืนยันว่าเราคือของจริง"

เผาจริง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน



ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ต่างให้ความเห็นและเป็นห่วงมาตั้งแต่ปลายปี 2551

2552 จะเป็นปี "เผาจริง"!

ข้ามปีไม่กี่นาทีก็เกิดโศกนาฏกรรม เผาจริงๆ ผับดังย่านเอกมัย

ย่างสด 60 กว่าศพ บาดเจ็บอีกหลายร้อย

ยับเยินทันทีคือการท่องเที่ยว!

เหตุการณ์ไฟไหม้ผับใจกลางกรุงเทพฯ กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

ประจานความไม่เอาไหนของเจ้าหน้าที่ และความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ม็อบยึดสนามบินยังไม่ทันจาง เจอผับไฟนรกซ้ำอีก นักท่องเที่ยวยิ่งคิดหนักกับไทยแลนด์

ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะเมซิ่ง เอาแค่ต่อลมหายใจภาคการท่องเที่ยวก็หนักหนาสาหัส

อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวคือรายได้หลักของประเทศมาตลอด

มีธุรกิจใหญ่น้อยเกี่ยวข้องมากมาย อาทิ สายการบิน โรงแรม ทัวร์ ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก แรงงาน ฯลฯ

ถ้าการท่องเที่ยวมีปัญหา ธุรกิจเหล่านี้มีแต่คำว่า เจ๊งกับตกงาน

รายได้หลักอีกอย่างคือการส่งออกก็น่าห่วง

เดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ประเทศไทยส่งออกติดลบ

สาเหตุรับรู้กันดีว่าเกิดจากยึดสนามบิน!!

ปี 2552 สัญญาณไม่ดีมีให้เห็นแล้ว สหรัฐตลาดใหญ่เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ต้องลดการนำเข้า

ยักษ์ใหญ่ค่ายรถยนต์อย่างโตโยต้า ขาดทุนเป็นครั้งแรกนับแต่ก่อตั้งบริษัท

ไทยในฐานะฐานผลิตสำคัญจะเหลืออะไร?

ตั้งแต่ปลายปี 2551 ธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกทยอยปิดกิจการ คนงานถูกเลิกจ้างชนิดรายวัน

คนตกงานรวมกับบัณฑิตใหม่ว่างงานมีจำนวนหลักล้าน

สภาพการณ์ลักษณะนี้วงจรห่วงโซ่ที่จะตาม ปัญหาโจรผู้ร้ายเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีงานทำ ไม่มีกิน

ปัญหาครอบครัว จากเรื่องค่าใช้จ่าย หนี้สิน ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน

ฯลฯ

เอาแค่เรื่องการท่องเที่ยว กับส่งออก ก็ "เผาจริง" จนไม่เหลือเถ้า

นายกฯอภิสิทธิ์เพิ่งกลับจากพาครอบครัวไปเที่ยวปีใหม่แถบทะเลกระบี่ คงชาร์จแบตเติมไฟมาทำงานเต็มที่

ตอนนี้ไม่มีเรื่องไหนเร่งด่วนเท่าเศรษฐกิจของประเทศ กับความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชน

ไอ้เรื่องปูดถูกขู่ฆ่า สาดน้ำกรด ลดๆหรือเลิกไปเลยยิ่งดี

นอกจากไม่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว

ชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อ!?

คิดถึงจอมพลสฤษดิ์และ อาจารย์สัญญา

ที่มา เดลินิวส์

สถานการณ์ บ้านเมืองที่ดูสับสนวุ่นวายเท่าที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ ทำให้ผมย้อนไปคิดถึงเมืองไทยในอดีต นึกถึง ผู้บริหารบ้านเมืองระดับผู้นำของเมืองไทยในด้านต่าง ๆตั้งแต่ผมจำความได้ มีทั้งผู้ที่วายชนม์ไปแล้วและผู้ที่ยังมีชีวิต อยู่ ผู้นำที่วายชนม์ไปแล้วซึ่งมีผลงาน และวัตรปฏิบัติที่ประทับใจผมมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คุณชายคึกฤทธิ์ ปรา โมช อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อประเทศชาติ และมีส่วนสำคัญในการพาประเทศไทยให้พ้นวิกฤติในเรื่องต่าง ๆ และเจริญก้าวหน้ามาจนเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปี 2551 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องรับเคราะห์มากมาย เคราะห์ ที่เกิดจากการกระ ทำของคนไทยเองและเคราะห์ที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลก ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องเล่าซ้ำ อีก ในที่นี้เพียงแต่จะบอกว่าเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมคิดถึง ปูชนียบุคคล ทั้ง 4 ท่าน คุณชายคึกฤทธิ์ นั้นเป็น ปราชญ์ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งมีบารมี ทางการเมืองสูงและนักการเมืองเคารพนับถือทั่วกันมาก หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านคงจะหาทางออกทางการเมืองที่จะปรองดองกันได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ อาจารย์ป๋วย นั้นเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ

ที่ผู้คนในสายเศรษฐกิจเชื่อฟังและศรัทธามาก หากท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านคงจะทำให้นักเศรษฐศาสตร์ในเมืองไทยรวมตัวช่วยกันรับมือวิกฤติจากภายนอกได้เป็นอย่างดีและทำให้ประชาชนอุ่นใจได้ และที่ผมคิดถึงเป็นพิเศษอันเนื่องจากความขัดแย้งและความวุ่นวาย ที่เกิดขึ้นเกือบตลอดปีที่แล้วและยังคงเป็นไปอยู่ในขณะนี้ก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์

ผมจำได้ว่าเมื่อตอนที่ผมยังเรียนอยู่ในโรงเรียน มีไฟไหม้บ่อยครั้งและมีอาชญากรรมจากอันธพาลและ แก๊งรีดไถกลางเมือง ซึ่งเป็นอันตรายต่อ ชีวิตและทรัพย์ของผู้คนอยู่มากมายในกรุงเทพฯ จอมพลสฤษดิ์ใช้ความเด็ดขาดหยุดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนานี้ได้ หมดในเวลาอันสั้นและนำความสงบสุข มาสู่ชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างน่าเคารพ ท่านอาจจะดำเนินการบางอย่างที่เกินเลยไปและกระทบบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเอียงซ้ายไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วท่านนำความสงบสุขมาให้คนไทยมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขและ ทำมาค้าขายกันได้อย่างที่ไม่ต้องกลัวอิทธิพลของผู้ที่คิดร้าย นักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาลงทุนกันมากในสมัยนั้น ถ้าผู้รักษากฎหมายและผู้นำหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในในปัจจุบันมีความมุ่งมั่นที่จะดูแลให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และใช้ความเด็ดขาดในกรอบของกฎหมายโดยไม่รอช้า ดั่งเช่นที่จอมพลสฤษดิ์ทำไว้ เหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างคงไม่บานปลายออกไปมากดังที่เป็นมา ผมเข้าใจดีว่าสถานการณ์ที่ผ่านมามีปัจจัยแทรกซ้อนหลายอย่างที่ทำให้ผู้รักษากฎหมายและผู้ดูแลความมั่นคงภายในดำเนินการรักษาความสงบได้

ไม่เต็มที่ แต่ถ้าท่านผู้มีหน้าที่ดังกล่าวตั้งสติพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าการทำหน้าที่อย่างถูกต้องเพื่อความสงบสุขของประชาชนโดยรวมและเพื่อผลประโยชน์ของชาติที่แท้จริง แม้จะไม่ถูกใจใครบางคนในขณะนั้น เป็นสิ่ง

ที่ต้องทำ ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปบ้านเมือง สงบสุข ประชาชนอยู่อย่างปกติสุข ความไม่พอใจก็จะเปลี่ยนเป็นคำชมในที่สุด บางคนอาจอ้างว่ากฎหมายปัจจุบันไม่ได้ให้อำนาจในการรักษากฎหมายเท่าสมัยจอมพลสฤษดิ์ ผมคิดว่าเป็นการอ้างเพื่อจะเลี่ยงความรับผิดชอบตามหน้าที่ เพราะกฎหมายปัจจุบันให้อำนาจผู้รักษากฎหมายไม่น้อยไปกว่ากฎหมายของประเทศอื่นซึ่งสามารถป้องกันและสลายเหตุการณ์ทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ภายในกรอบของกฎหมาย ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ที่ใจและความแน่วแน่ที่จะรักษากฎหมายเพื่อความสงบสุขของปวงชนโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาเหล่านั้นโดยแท้

สำหรับ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์นั้นท่านเป็นปูชนียบุคคลของนักกฎหมายทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในวงการศาล ผมยังจำได้ถึงวันที่ท่านตัดสินคดีนายทหารใหญ่ที่เป็นรัฐมนตรีดูแลงานด้านป่าไม้ในช่วงที่ทหารมีอำนาจมากในบ้านเมือง อาจารย์สัญญาทำ หน้าที่ตัดสินคดีด้วยความกล้าหาญ ยึดถือหลักฐานข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าจริง และ ยึดถือความยุติธรรมเป็นที่ตั้งโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ผลการตัดสินคดีครั้งนั้นทำให้ประชาชนมีกำลังใจ มีความเชื่อมั่นว่าประเทศ นี้ยังมีศาลเป็นที่พึ่งในการรักษาความยุติธรรม ขวัญและกำลังใจของประชาชนดีขึ้นทันที วงการศาลในขณะนั้นมีหลักยึดที่มั่นคง ผลการตัดสินคดีในสมัยนั้นเป็นที่เชื่อถือของ ทุกคน ไม่มีใครตั้งคำถาม ไม่มีใครนำไปติฉินนินทา

ผลการตัดสินคดีในปัจจุบันส่วนใหญ่ ยังเป็นที่เชื่อถือศรัทธา แต่ผลการตัดสินคดีบางคดีมีคนตั้งข้อกังขา คนในวงการยุติธรรมเองก็ยังวิพากษ์วิจารณ์ คนต่างชาติซึ่งถือว่าเรื่องความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ปัญหาการเมืองควรจะต้องแก้ไขโดยวิธีการทางการเมือง การเจรจาหาข้อยุติ และการประนีประนอมระหว่างสองฝ่าย ไม่ควรที่จะใช้หลักความเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ที่สุดของบ้านเมืองเข้าแลก เพราะเป็นหลัก ที่จะทำให้ประชาชนอุ่นใจ ประเทศยืนอยู่ ได้อย่างมั่นคง และเป็นที่เชื่อถือของนานาประเทศทั่วโลกตลอดไป ผมเชื่อว่า ถ้าทุกคนยึดวัตรปฏิบัติของอาจารย์สัญญาเป็นตัวอย่าง ตั้งใจมั่นที่จะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ให้มั่นคงไว้โดยไม่อ่อนไหวไปตามกระแส การเมือง ในที่สุดความเชื่อถือศรัทธาในวงการยุติธรรมของเราก็จะมั่นคง

จอมพลสฤษดิ์ และอาจารย์สัญญามีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือทั้งสองท่าน ทำงานรับใช้ใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ และจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นที่สุด ทั้งสองท่านแสดงความจงรักภักดีด้วยการกระทำไม่ใช่ด้วยคำพูด ปกป้องรักษาสถาบันฯ อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ได้พร่ำพูดว่าทำเพื่อ

ปกป้องรักษาสถาบันฯ ไม่เคยอ้างว่าใกล้ชิดกับสถาบันฯทั้งที่รับใช้ใกล้ชิด และทั้งสองท่านไม่เคยดึงสถาบันฯมาปกป้องตนเองเลย เป็นความจงรักภักดีที่บริสุทธิ์โดยแท้ ในขณะนั้นจอมพลสฤษดิ์มีอำนาจและบารมี อย่างมาก แต่ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว

ที่จอมพลสฤษดิ์จะทำตัวเสมอเจ้านาย ท่านบริหารประเทศด้วยความเด็ดขาดแต่ท่านยกสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือท่านเสมอ เช่นเดียวกับอาจารย์สัญญา ที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

ผมมีความเห็นว่า คนที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องสถาบันฯและทำในสิ่งที่มีผลเสียต่อประเทศชาติอย่างโจ่งแจ้ง น่าจะเป็นคนที่มีเจตนาแอบแฝงที่จะทำให้สถาบันฯเสื่อมเสียมากกว่าปกป้องสถาบันฯ และคนที่พยายามโยงใยตัวเองเข้ากับสถาบันฯโดยทำในสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน คือคนที่พยายาม ดึงสถาบันฯมาปกป้องการกระทำที่ชั่วร้าย ของตนเอง ซึ่งทำให้สถาบันฯเสื่อมเสียโดยปริยาย ผมจึงอยากขอร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้โปรดพิจารณาในเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ คนเรานั้นเข้าใจผิดครั้งแรกได้แต่ไม่ควรเข้าใจผิดซ้ำสอง โดยเฉพาะในเรื่องที่จะเป็นการซ้ำเติมให้สถาบันฯเสื่อมเสียอีกอย่างไม่รู้ตัว ถ้าทุกคนรักสถาบันฯจริงขอให้ใช้วิจารณญาณดูให้ดี สำหรับคนที่มีความสำเร็จสูง และลืมตัวจนแสดงออกในลักษณะที่ไม่เคารพยำเกรงสถาบันพระมหากษัตริย์เลยนั้น คนไทยทั่วไปไม่ยอมอยู่แล้ว

ในโอกาสปีใหม่นี้ผมใคร่ขอร้องให้ทุกคนทบทวนตนเอง เลือกจงรักภักดีให้ถูกทาง ไม่ร่วมแนวทางที่จะทำให้สถาบันฯเสื่อมเสียอีกต่อไป และทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระเจ้าอยู่หัวคือเจ้าเหนือหัวที่มีแต่ให้แก่เราทุกคน ไม่เคยคิดร้ายต่อคนภายใต้พระบรมโพธิสมภารแม้แต่คนเดียว เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะเลิกการแสดงออกที่ไม่เคารพยำเกรง ซึ่งจะช่วยให้ความสามัคคีในชาติกลับมาโดยเร็ว และประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่น่าอยู่อีกครั้งหนึ่ง.

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

ปีแห่งการเผาจริง

ที่มา เดลินิวส์

ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง วิกฤติเศรษฐกิจที่ไทยต้องเผชิญ จะเจอหลายเด้งมาก ทั้งในและนอก เทียบไม่ได้กับต้มยำกุ้งปี 40 เลย ตอนนั้นไทยเผยแพร่โรคก็จริง แต่สหรัฐ ยุโรป ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

จะเจ็บจะป่วย ก็อยู่ที่เรา คนอื่นไม่ได้ป่วยหนักไปกับเราด้วย ไม่เหมือนตอนนี้ ไทยป่วยหนัก ผู้นำโลกอย่างสหรัฐ ยุโรป ก็ดันป่วยหนักไปด้วย เพราะวิกฤติการเงินร้ายแรงสุดในรอบ 80 ปี

ปี 40 พอไทยออกจากไอซียูได้ เราก็วิ่งปร๋อ

มีตลาดอย่างสหรัฐ ยุโรป ให้ไทยส่งสินค้าไปขาย ตอนนี้ทั้ง 2 ทวีปเดี้ยงหนักไม่แพ้ไทย โดยเฉพาะสหรัฐ ที่เป็นตลาดส่งออกของไทยกว่า 20% กำลังซื้อหดหายโดยรวมส่งออกไทยเดือน พ.ย. ปี 51 ลด 18%

แล้วไทยจะผลิตสินค้าไปขายใคร ???

ปี 40 ธุรกิจท่องเที่ยวที่ไทยมีทุกอย่างพร้อม แค่ส่งเสริมหนัก ๆ อย่าง อะเมซิ่งไทยแลนด์ ก็มีนักท่องเที่ยวไหลมาเทมา แต่หลัง เหตุการณ์บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองนานถึง 8 วันเต็ม ราวกับการก่อการร้าย โดยทหาร ตำรวจ จงใจปล่อยมือ ให้ทำได้อย่างง่ายดาย

ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวเหลือศูนย์ ปีนี้แหละ ที่คนในภาคท่องเที่ยว จะตกงานกันเป็นแสน ๆ คน ถ้าโชคดี คงราวไตรมาส 3 โน่นแหละที่นักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาเที่ยวใหม่

โดยที่รัฐบาลไทยจะต้องรับประกันว่า จะไม่มีการยึดสนามบินแบบบ้าเลือดอีก และต้องมีการเอาพวกยึดสนามบินมาลงโทษอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกด้วย ถึงจะ เรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

ไม่เท่านั้น ยังมีเรื่องทำลายการลงทุนที่น่าห่วงที่สุด ผลพวงจากการปล่อย ม็อบมีเส้น ทำอะไรได้ตามใจชอบ ทั้งยึดทำเนียบฯ ยึดสนามบิน กลายเป็นการเลียนแบบ มีการต่อต้านเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้น นอกจากประท้วงที่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว ไม่หนำใจ

ยังบุกไปพังรั้วบ้านเสี่ยเจริญ ศิริวัฒน ภักดี อีกด้วย

มันรุนแรงมากในสายตานักลงทุนต่างชาติ สื่อนอกเอาภาพพวกนี้ไปเผยแพร่ แล้วใครจะอยากเข้ามาลงทุนอีก เหมือนปลายปีที่แล้ว คนงานไม่ได้โบนัส ก็บุกยึดโรงงานมันซะเลย

ทั้งที่ควรจะพูดกันด้วยความเห็นใจ ทั้ง 2 ฝ่าย

เสน่ห์หนึ่งที่มัดใจนักลงทุนต่างชาติ ก็คือความเป็นคนมีน้ำใจของคนไทย มียิ้มสยามที่พิมพ์ใจ แต่ต้นทุนเหล่านี้กำลังถูกทำลายจนย่อยยับจากคนบางกลุ่ม ยังไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะกู้ภาพลักษณ์คืนมา

วิกฤติเศรษฐกิจไทย โดนหลายเด้งจริง ๆ

นี่ยังไม่นับคำทำนายของธนาคารโลก ที่พยากรณ์ว่า ปี 52 นี้ ไทยจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 11 ปี โดยขยายตัวแค่ 2% เนื่องจากได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการค้าที่ ถดถอย รวมทั้งการเมืองภายในที่ไร้เสถียรภาพ

แม้จะเปลี่ยนขั้วกลับข้างรัฐบาลจนสำเร็จก็ตาม

ในด้านธนาคารพาณิชย์ จะมีการหดสินเชื่อปล่อยกู้ เพราะกลัวเป็นเอ็นพีแอล ปล่อยไปก็กลายเป็นหนี้เสีย อีกด้าน ธุรกิจก็ไม่กู้ ไม่รู้จะกู้ไปทำไม โรงงานแต่ละแห่งมีแต่จะลดการผลิต ไม่ใช่เพิ่มการผลิต

ที่บอกคนจะว่างงาน 7 แสน ตัวเลขเพิ่มไปเรื่อย เป็น 2 ล้านแล้ว นักศึกษาจบใหม่หนักสุด จะเตะฝุ่นเป็นแถว ก็ขนาดคนเก่ายังไม่รู้จะถูกโละเมื่อไหร่ พวกจบใหม่ และไร้ประสบการณ์จะไปเหลือหรือ น่าหนักใจมาก

เป็นปีที่ทุกคนต้องอดทน ประคอง ตัวกันให้ดี และใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาทโดยแท้.

ดาวประกายพรึก

บทบาทเปลี่ยนไป

ที่มา ไทยรัฐ

จากพรรคไทยรักไทยกลายเป็นพรรคพลังประชาชน จากพลังประชาชนกลายเป็นพรรคเพื่อไทย

ขุนพลรุ่นหนึ่งถูกฆ่าล้างสต๊อกรอบแรก 111 คน!!

ผ่านไปไม่ถึงปีขุนพลรุ่น 2 ถูกสังหารหมู่รอบสองไปอีก 37 คน!!

นี่คือวิบากกรรมการเมืองที่เครือข่ายทักษิณต้องเผชิญ

บัดนี้ เหลือขุนพลรุ่นที่ 3 ที่รอด ชีวิตจากการฆ่ายกครัวแค่หยิบมือเดียว พรรคเพื่อไทยย่อมเกิดความระส่ำระสายเป็นธรรมดา

แถมการที่เคยเป็นรัฐบาลมานานถึง 8 ปี เมื่อต้องย้ายขั้วเป็นฝ่ายค้านบทบาทก็ต้องเปลี่ยนไป

ข้อสำคัญ การพลิกบทมาเป็นฝ่ายค้าน จำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ให้ดี

นั่นคือรู้จักอดทนรอคอยให้เงื่อนไข ปัจจัยเป็นตัวกำหนดเกม

“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะทันทีที่สภาฯเปิดเทอม วันที่ 21 มกราคม

เพราะรัฐมนตรีใหม่เพิ่งเริ่มต้นทำงานไม่ถึงเดือน ยังมองไม่เห็นจุดอ่อน? จุดแข็ง? แผลสด? แผลเปื่อย? ของรัฐบาลอย่างชัดเจน

การเร่งรีบเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะทำให้ประเด็นที่จะซักฟอกรัฐมนตรีไม่เข้มข้นเท่าที่ควร

การเปิดอภิปรายเร็วเกินจึงไม่ใช่ ยุทธศาสตร์ที่ดีฉะนี้แล

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่า ในช่วงที่ รัฐมนตรีชุดใหม่เริ่มทำงาน ฝ่ายค้านก็ต้องตั้งทีมติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีเจาะลึกเป็นรายกระทรวง

จับตาดูพฤติกรรมของรัฐมนตรีแต่ละคนว่ามีความบกพร่องผิดพลาดอย่างไร?

มีการอนุมัติโครงการอะไรบ้างที่ไม่ชอบมาพากล?

โดยเฉพาะเป้าใหญ่ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงไอซีที กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน

นี่คือ 8 กระทรวงสำคัญที่ฝ่ายค้านต้องล็อกเป้าไม่ให้คลาดสายตา

ตรวจสอบละเอียดยิบยิ่งกว่าเครื่องเอกซเรย์

ค่อยๆเก็บข้อมูลสะสมไปเรื่อยๆ สามเดือนหกเดือนก็ยังไม่สายเกินเพล

รอให้มีประเด็นร้อนๆมีหลักฐาน เจ๋งเป้งเสียก่อน แล้วค่อยยื่นญัตติอภิปราย ไม่ไว้วางใจรัฐบาล!!

อย่างไรก็ตาม ก่อนผ่อนสายป่าน ให้รัฐบาลได้เริ่มทำงาน ฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้เสียเวลาไปฟรีๆ

“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่นพรรคเพื่อไทยให้ใช้ช่วงเวลานี้เร่งจัดทัพปรับทีมยกเครื่อง โครงสร้างพรรคให้อยู่ในสภาพพร้อมลุย

จัดแถวแกนนำพรรค จัดโครงสร้างการบริหารพรรค และแบ่งความรับผิดชอบ ควบคุม ดูแล ส.ส.ลูกพรรคให้เป็นระบบครบวงจร

การขับเคลื่อนการเมืองของฝ่ายค้าน ก็จะเป็นเอกภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างทำไปคนละทางสองทาง

ข้อสำคัญ ผลกระทบจากการถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ตัดสิทธิ กก. บริหารพรรค 2 ครั้ง 2 ครา ทำให้พรรคเพื่อไทย ขาดบุคลากรระดับขุนพลไปถึง 148 คน

ฉะนั้น ถ้าพรรคเพื่อไทยยังหวังจะพลิกขั้วเป็นรัฐบาล

ยังต้องการรักษาสถานะเป็นขั้วการเมืองในระยะยาว

ก็ต้องเร่งติดต่อทาบทามคนเก่งคนดังจากวงการต่างๆเข้ามาเสริมทีม

ระดมคลื่นลูกใหม่เลือดดีไฟแรง เพื่อทดแทนขุนพลรุ่น 1 และขุนพลรุ่น 2 ที่ถูกกวาดตกเวที

นี่คือประเด็นด่วนที่ฝ่ายค้านต้อง เร่งดำเนินการ

ส่วนศึกซักฟอกรัฐบาล ขอให้อดเปรี้ยวไว้รอกินหวานก่อนเถอะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

ประทับตรา 'ตัวโกง'

ที่มา ไทยรัฐ

ถึงตอนนี้ให้มันรู้กันซะว่า “ดาวพระศุกร์” ภาคของประชาธิปัตย์ ไม่ได้นุ่มนิ่ม เชื่องช้า

แสนดีเหมือนในละครน้ำเน่า

กว่าที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จะเยื้องย่างออกมาปฏิเสธ เพิ่งโทรศัพท์คุยกับอดีตนายกฯทักษิณเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันว่า “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยังไม่ได้ติดต่อไป

และไม่เคยรับทราบว่าติดต่อผ่านคนใกล้ชิดด้วย

กว่าที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย จะตั้งหลักแถลงข่าว จี้ให้ “เทพเทือก” หยุดปั่นกระแสต่อสายเจรจา “นายใหญ่” สร้างข่าวให้สังคมเห็นว่า อดีตนายกฯทักษิณอยู่เบื้องหลังม็อบเสื้อแดง

อัดรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สร้างฉากสมานฉันท์เพื่อสร้างภาพให้ตัวเอง

เดินแต้มตามไม่ทัน

โดยเกมที่โดนเซียนยี่ห้อประชาธิปัตย์ทิ้งห่างหลายช่วงตัว เครือข่าย “นายใหญ่” หลงเข้าโปรแกรมที่นายกฯอภิสิทธิ์ เล่นบท “ดาวพระศุกร์” ออดอ้อน วิงวอนให้ “ทักษิณ” เห็นแก่บ้านเมือง

ต่อมาก็เป็นช็อตเซอร์ไพรส์ปีใหม่ นายกฯอภิสิทธิ์กับ “เทพเทือก” ช่วยกันประโคมข่าวพยายามต่อสายอดีตนายกฯทักษิณเพื่อเจรจาสงบศึก เจรจาขอให้หยุดความเคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายในประเทศ

ประชาธิปัตย์ชิงเล่นบท “ตัวดี” ยัดบท “ตัวร้าย” ให้อดีตนายกฯทักษิณ

ตีกินนิ่มๆไปแล้ว

และล่าสุดก็เป็นฉาก “ประทับความชั่วร้าย” นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นการเป็นงาน

แฉแผน “โลกล้อมประเทศไทย”

กล่าวหาอดีตนายกฯทักษิณจ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติแพร่ข่าวสารโจมตีรัฐบาล กระบวนการยุติธรรม ไปยันสถาบัน โดยผ่านคนใกล้ชิด 3 รายคือ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนายภูมิธรรม เวชชยชัย

โยนถ่านร้อนๆเข้าใส่

แล้วก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่เล่นบทเข้ม ประกาศเสียงแข็ง ยอมไม่ได้ที่อดีตนายกฯทักษิณจ้างล็อบบี้ยิสต์ทำร้ายสถาบัน และประเทศชาติ

โดยอารมณ์ของคอละครน้ำเน่าพอจับทางกันได้ เบื้องหลังฉาวๆของตัวโกงทยอยโดนแฉ ความจริงที่ซ่อนอยู่เริ่มปรากฏ

“ตัวร้าย” ใกล้ตายตอนจบ

“นายใหญ่” เจอบท “ดาวพระศุกร์” ภาคประชาธิปัตย์ ยัดบทร้ายประทับตรา “ตัวโกง” ให้เนียนๆ เล่นเอาเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ว่าแน่ๆ

เปิดตำราแก้เกมไม่ทันก็แล้วกัน

และก็เป็นอะไรที่หวังผลได้หลายช็อต กับยุทธศาสตร์ยัดบทร้ายให้ “นายใหญ่” ชี้เป้าให้สังคมเห็นกันเป็นนัยว่า อยู่เบื้องหลังเกมป่วนประเทศไทย ตีปี๊บ “ทักษิณ” จ้างล็อบบี้ยิสต์ฝรั่งโจมตีรัฐบาล กระบวนการยุติธรรม และสถาบัน

ลูบหลังแล้วตบหัว “ทักษิณ” ตีกินโบนัสปีใหม่กันสบายใจ

เกมนี้ยังได้จังหวะเบนเป้าสนใจ เบียดแย่งพื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์จากคิวที่ฝ่ายค้านเปิดเวทีซักฟอกนอกสภา โดยเฉพาะกับคำถามร้อนๆ 9 ข้อ ของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย

1. จะดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ 2. จะให้สิทธิการชุมนุมของคนเสื้อแดง เหมือนคนเสื้อเหลืองหรือไม่ 3. ยอมรับหรือไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ร่วมมือกับพันธมิตรฯ ส่งนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ไปขึ้นเวทีม็อบพันธมิตรฯ 4. ขอให้พิสูจน์ว่า น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ เสียชีวิตที่ไหน เพราะทราบว่าไม่ได้เสียชีวิตที่หน้ารัฐสภา แต่เป็นที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล

5. พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ เสียชีวิตในรถเชโรกี แพทย์หญิงจากโรงพยาบาลรามาได้ชันสูตรศพแล้วว่าเสียชีวิตเพราะระเบิดในรถ ตรงนี้ต้องพิสูจน์ว่า จริงหรือไม่ 6. ถ้าไม่เป็นความจริงรัฐบาลจะต้องปูนบำเหน็จให้เป็นวีรบุรุษ วีรสตรี

7. คดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง และที่ดินสตึก อยู่ระหว่างการสอบสวน คดียังไม่เสร็จสิ้น รัฐบาลจะต้องพิสูจน์เรื่องนี้ว่าผิดหรือไม่ ถ้าไม่ผิดต้องแถลงให้สังคมรู้ แต่ถ้าผิดต้องดำเนินคดี 8. บริษัทแอร์พอร์ตลิงค์ ดำเนินการโดยบริษัทชิโนไทย ที่เป็นของ รมว.มหาดไทย เคยขอเงิน 455 ล้านบาท สมัยที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล แต่ไม่อนุมัติ วันนี้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯจะให้หรือไม่

9. นายอภิสิทธิ์อย่าไปตอบโต้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เรื่องการหนีทหาร อย่าอิดออดสำออยว่าคดีขาดอายุความ ส่วนกรณีที่เข้ารับราชการแล้วได้รับพระราชทานยศร้อยโทนั้น เหตุใดนายอภิสิทธิ์จึงไม่ใช้ยศนำหน้าชื่อ การไม่ใช้หมายความว่าอย่างไร เพราะในวงการทหาร ตำรวจ การทำอย่างนี้จะถูกกล่าวหาทันทีว่าขาดความจงรักภักดีอย่างแน่นอน

ถ้าปล่อยให้ถามดังๆ ประชาธิปัตย์เคลียร์ลำบาก.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“เรืองไกร” ร่อน จม.ยุบ ปชป.ถึง อสส.

ที่มา ไทยรัฐ

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้ส่งจดหมายลงทะเบียนถึงอัยการสูงสุด (อสส.) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เรื่องการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ มิได้เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องมาจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงต่อสาธารณะให้เข้าใจว่า ได้ร่วมกับบุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาล เพราะจากภาพข่าวปรากฏชัดว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้าพบนายบรรหาร ศิลปอาชา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายสมศักดิ์ เทพสุทินและนายเนวิน ชิดชอบ เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการ จัดตั้งรัฐบาล ถือได้ว่าเป็นการกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า มั่นใจแค่ไหนจะเอาผิดได้ นายเรืองไกรตอบว่า การดำเนินการครั้งนี้ ได้ยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยยุบ พรรคการเมืองไปก่อนหน้านี้ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ อสส. เรื่องนี้เป็นหน้าที่หลักของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ กกต.บางคนกลับออกมาพูดก่อนว่า ไม่ใช่หน้าที่ ทั้งๆที่ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อน จึงอยากให้ กกต.มีมาตรฐานเดียว ไม่ใช่สองมาตรฐาน

เพื่อนเนวินดัน“ชัย”นั่งหน.พรรคภูมิใจไทย

ที่มา ไทยรัฐ

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ในฐานะแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวถึงการตัดสินอนาคตทางการเมืองของกลุ่มว่า เดิม ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินนัดหารือ ที่อาคารสิริภิญโญ วันที่ 5 ม.ค.นี้ แต่เนื่องจาก ส.ส.ในกลุ่มต้องไปหารือกับผู้สนับสนุนในพื้นที่ จึงต้องเลื่อนการประชุมออกไปก่อน โดยจะประชุมหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.วันที่ 11 ม.ค.นี้ และจะแถลงข่าวให้ทราบพร้อมกัน ทั้งนี้ การเข้าร่วมพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นหนทางหนึ่ง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น เบื้องต้นมีชื่อนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ซึ่งอาวุโสสูงสุดในกลุ่ม แต่ยังไม่ได้มีการตัดสินใจ ต้องหารือกันในกลุ่มเพื่อให้ได้ข้อสรุปอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่านายชัยเป็นประธานสภาฯอยู่ การเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะเหมาะสมหรือไม่ นายศุภชัยตอบว่า ไม่มีกฎหมายใดระบุว่า คนเป็นประธานสภาฯไม่สามารถเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองได้