WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 7, 2009

TIME: Thailand Moves to Bar Web Insults to King

ที่มา Thai E-News

By HANNAH BEECH
Tuesday, Jan. 06, 2009



Thai King Bhumibol Adulyadej (R) with Queen Sirikit
PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty

One day after China announced a major offensive to combat online pornography, Thailand publicized another Internet crackdown in which local authorities had blocked 2,300 websites. Their alleged offenses? No, not images of skimpily clad women of the kind that can be found in any one of Bangkok's ubiquitous entertainment districts. Instead, these websites were banned because of material that was deemed insulting to the country's beloved royal family.

A constitutional monarchy whose head of state is 81-year-old King Bhumibol Adulyadej, Thailand has stringent lèse-majesté laws on its books. Convictions can result in prison sentences of up to 15 years. On her first day of work last month, newly appointed Information and Communication Minister Ranongruk Suwanchawee told reporters that her main priority would be eradicating anti-monarchy websites from Thai cyberspace. Earlier this month, she announced that the ministry was setting up a so-called "war room" to uncover such sites. Ranongruk says she would like to block 400 more sites but is awaiting court approval to do so. (See pictures of Thai protestors.)

This is not Thailand's first effort to police the Internet for anti-monarchy material. In 2007, a previous administration blocked YouTube because of content thought to ridicule the King. The video-sharing website was eventually unblocked after the offending clips had been purged from the system. (In 1999, the Hollywood film Anna and the King, a remake of The King and I,was banned from Thailand by the country's censorship board on the grounds that it mocked the monarchy.)

Several Thais are currently being investigated after lèse-majesté complaints were lodged against them. (A private citizen can lodge such a complaint in Thailand.) Among those accused is a political ally of Thaksin Shinawatra, a self-exiled former Thai Prime Minister who was ousted in a 2006 army coup but who still commands support among the rural populace. Among other allegations, the generals accused Thaksin of disrespecting the monarchy, a charge he denies. (See pictures of Thai boxing.)

Foreigners have also run afoul of Thailand's lèse-majesté laws. Recently accused expatriates include an Australian teacher, whose novel referenced a fictional wayward prince, and the BBC's Thailand-based correspondent, whose online pieces described the role of the monarchy within Thai politics. Both cases have prompted an outcry from international human-rights organizations. "By trying to protect the King's image, the government is actually doing it harm and in some cases the charge of lèse-majesté has been entirely inappropriate and unjustified," said media watchdog Reporters Without Borders.

But the new administration of Prime Minister Abhisit Vejjajiva seems, if anything, more determined to protect Thailand's monarchy from criticism. Thailand's military appears to share a similar mission. Late last month army chief Anupong Paochinda reiterated that it was the military's duty to protect the "royal institution" and ordered his men to report any possible instances of lèse-majesté, according to local news reports. Anupong also urged battalion commanders to comb the Internet for anti-monarchy material. With the military now on the case, Thailand's Internet "war room" just got a lot more ammunition.

หมายเหตุ: บทความจากนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด กล่าวถึงเรื่องราวของกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ประเทศไทยใช้อยู่ว่ามีความร้ายแรงมาก โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุดไว้ถึง 15 ปี และก่อนหน้านี้ไม่นาน ทางกระทรวงไอซีทีของไทยภายใต้การนำของรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ประกาศว่าภาระกิจสำคัญเบื้องต้นที่สุดของเธอคือการปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีเว็บไซต์จำนวนอีก 400 แห่งที่กำลังรอคำสั่งศาลเพื่อปิด หลังจากก่อนหน้านี้มีอยู่แล้ว 2300 เว็บไซต์

บทความยังกล่าวถึงการบล็อคเว็บยูทูบก่อนหน้านี้ การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง The King and I การดำเนินคดีหมิ่นฯต่อประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมไปถึงนักเขียนชาวออสเตรเลีย นักข่าวบีีบีซี โดยกรณีทั้งสองนี้ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติอย่างมาก "ในความพยายามในการปกป้องกษัตริย์ รัฐบาลแท้จริงแล้วกลับทำลาย และในบางกรณีของการกล่าวหาด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ไร้ความเหมาะสมและไร้ความยุติธรรม" บทความอ้างคำพูดองค์กรนักข่าวไร้พรมแดนที่กล่าวถึงกรณีดังกล่าว

บทความยังได้โจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และพล.อ.อนุพงศ์ในเรื่องดังกล่าวอีกด้วย

การ์ตูนมะนาว:ชมทำเนียบ

ที่มา Thai E-News




โค้งสุดท้ายแปลงความเจ็บใจ เทคะแนนให้เบอร์10แซมผู้ว่าฯ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 มกราคม 2551

แซมเบอร์10ฮึดโค้งสุดท้าย คะแนนจ้ำพรวดแซงปลื้มรั้งที่2รดต้นคอสุขุมพันธุ์ ปราศรัยใหญ่ศุกร์นี้เร่งเบียดขึ้นนำเพื่อเข้าวิน ออกแคมเปญตอกย้ำคนเสื้อแดงแปลงความเจ็บใจเป็นคะแนน อีกชุดทะลวงพลังเงียบให้เลือกฝ่ายที่ปลดหนี้IMFอย่าไปเลือกคนปชป.ที่พาไทยจำนำIMF ด้านฝ่ายประชาธิปไตยตัดใจเสียดายคุณปลื้มเอาไว้โอกาสหน้า เพราะหากเสียงแตกเลือกปลื้มจะส่งผลให้สุขุมพันธ์นอนมาแน่



นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 10 พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่ารู้สึกดีใจที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยโพลล์หลายสำนักชี้ว่าจากจุดเริ่มต้นลงสมัครมีคะแนนนิยมอยู่ที่3ตอนนี้ขึ้นมาอยู่ที่2ใกล้เคียงกับผู้ได้รับคะแนนนิยมอันดับ1แล้ว ส่วนในช่วงสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งนั้น ทางพรรคมีมติจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 16.30 น. ที่ท้องสนามหลวง

นายยุรนันท์หรือแซมยังได้ปรับกลยุทธ์เจาะฐานเสียงประชาชนที่มีความนิยมต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวิตร พรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน โดยขึ้นป้ายโปสเตอร์หาเสียงล่าสุดเป็นโทนสีแดง ใส่ถ้อยคำอย่างเปิดเผยว่า"ร่วมด้วยมืออาชีพระดับชาติ111+37"ซึ่งหมายถึงได้รับการสนับสนุนจากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย111คนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และ37กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ถูกตัดสิทธิจากการยุบพรรค

ขณะเดียวกันเวบไซต์ทางการของนายยุรนันท์คือhttp://www.sam10.netได้ขึ้นข้อความว่า"สงสาร..เห็นใจ..เจ็บใจ..อย่าได้แต่เงียบ รวมพลังเลือกเบอร์10เป็นผู้ว่ากทม."เพื่อโน้มน้าวกลุ่มคนเสื้อแดง และประชาชนพลังเงียบที่สงสารการถูกกระทำรังแกต่ออดีตนายกฯทักษิณและพรรคการเมืองที่สนับสนุน รวมทั้งเจ็บใจจากการที่ถูกพันธมิตรประท้วงปิดสนามบินทำลายเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ อย่าเป็นเพียงเสียงเงียบ แต่ให้หันมาเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงให้นายยุรนันท์

ในเวบไซต์ของแซมยังได้ประกาศชนกับพรรคประชาธิปไตย์ด้วยข้อความว่า"ขออาสาแข่งขันทำงาน ให้ทีมกู้หนี้IMFได้บริหารรัฐบาล ขอโอกาสทีมปลดหนี้IMFบริหารกทม."ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงประชาชนพลังเงียบว่า พรรคเพื่อไทยขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ ในเมื่อได้ให้พรรคประชาธิปัตย์ที่นำไทยไปเข้าIMFตอนฟองสบู่แตกปี2540เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ขอโอกาสคนกรุงเทพฯให้เลือกนายยุรนันท์ที่อยู่ทีมของอดีตนายกฯทักษิณซึ่งปลดไทยพ้นจากIMFได้บริหารกทม. เพื่อเป็นการแข่งขันการทำงาน และคานอำนาจการบริหารด้วย

นายยุรนันท์ยังได้เข้าไปหาเสียงในที่ชุมนุมคนเสื้อแดงที่สนามหลวงเมื่อวันที่28ธันวาคมที่ผ่านมาด้วย โดยได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น


ทั้งนี้ผลการสำรวจภายในของพรรคเพื่อไทยชี้ว่าในโค้งสุดท้าย7วันก่อนเลือกตั้งม.ร.ว.สุขุมพันธ์ยังมีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย ตามมาด้วยนายยุรนันท์ และมล.ณฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สมัครอิสระเบอร์8

ขณะเดียวกันฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงได้รณรงค์แคมเปญหลักว่า"ต้องเลือก แซม เบอร์ 10 เท่านั้นครับพี่น้อง ถ้าเลือก ปลื้ม ก็จะได้ สุขุมพันธ์ เป็นผู้ว่าฯ"โดยระบุว่า ยังเสียดายและชอบนิสัย กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ ของคุณปลื้ม เพียงแต่ปลื้มมาผิดที่ ผิดเวลา ไว้โอกาสหน้าจะลองพิจารณาอีกที แต่ตอนนี้หากจะให้แซมชนะก็อย่าเสียงแตกต้องร่วมใจกันเลือกเบอร์10เท่านั้น เพราะหากเสียงแตก ก็จะทำให้ทั้งแซมและปลื้มแพ้ และคนของประชาธิปัตย์ก็จะชนะ

Airport litigation & the rule of law โดย Peter Lloyd

ที่มา thaifreenews

เป็นบทความนี้ลงใน หนังสือพิมพ์ Pattaya today นะคับ

Airport litigation & the rule of law


http://www.pattayatoday.net/index.php?action=show&type=news&id=4625
by Peter Lloyd / 2009-01-04


I read the new PM, Abhisit’s recent words with great interest: “I would like to correct the failed political system by relying on justice and the rule of law”.

The greatest failing in Thai culture, in my opinion, has been the lack of respect for the rule of law. Any law, when it needs to be broken in the interests of self-promotion, greed, loss of face, or simply selfish inconvenience to the common man driving like an idiot on busy roads, is there to be broken. The tourist gloom we are currently in starkly illustrates what happens when the things which seem so acceptable in Thailand are held to account by a more objective international standard.


Whether it be military coups, corrupt political dealings, police taking backhanders, protesters closing airports, blocking major roads, shooting people in drunken late night arguments, fleeing the scene of car accidents, dangerously drunk driving, you name it, it can only be good for Thailand and for Thais if this lack of respect for the rule of law at all levels of society can be changed.

While I remain hopeful, I don’t think any new attempt to respect the rule of law will receive more than lip service in a culture which regularly flouts it and is proud to do so.
But sometimes international standards and stinging, expensive lawsuits brought in (comparatively) uncorrupt overseas legal jurisdictions can help change a country’s behavior.


Take the airport occupation for example.
In Thailand the feeling seems to be that the airport problems were over once the protesters left, and it is all best forgotten about. Don’t blame PAD ringleaders or ask why the police and army failed so badly, or of holding government agencies to account.

Meanwhile, around the world, armies of lawyers and accountants are planning to do exactly that, as they comb through the wreckage, calculating losses and working out who to sue. The vast economic damage caused to innocent third parties has to be compensated to international standards, and they will make sure that someone in Thailand is held accountable.

Whilst I applauded the recent news that Thai Airways was going to sue PAD for something like 20 billion baht in damages, and also Airports of Thailand, who recently announced they would look to sue PAD for their own huge losses, I don’t hold out much hope for any Thai company trying to sue them – or anyone else - in Thailand, where someone influential will whisper to a potential litigator: “what you do, we fix this Thai style. Your lawsuit will bring loss of face to this country, and you won’t win in court”. Nothing will happen, and no lessons will be learned about taking responsibility, Thai style.

This has happened before, after the tragic Phuket air crash in December 2007. I remember reading that the airline bought off Thai claimants with a settlement which was embarrassingly low by international standards, largely on the basis of irrelevant arguments about Nationalism and promoting Thai unity.

The issue of liability and the result of any government enquiries into what went wrong in the Phuket crash, if any were held, seems to have been swept under the carpet. You never read anything about it in the Thai press. An unfortunate accident, bad for tourism, best left forgotten.

Now, according to the Bangkok Post, foreigners have launched a wave of lawsuits over this air crash, in the US, for damages to be assessed at proper international standards in a transparent courts system.

In the case of the airport occupation, this international litigation route will be repeated by non-Thai companies, including many of the 100 international airlines damaged by the airport occupation, who are currently considering which parties they should sue. They won’t be mugged or pressured into a Thai Style settlement, and will bring their lawsuits in the US.

I suspect the Thai government will end up footing the bill, and so they should, as they ultimately failed as a government, proving unable to stop murderous lawlessness in the capital city; they lost control of the police and the army, they failed to protect Government House and the international airports, and all these failings damaged the economic wellbeing of the country, and its international reputation. The price will have to be paid, and I fear it will be a heavy one.

------------------------------------------------------------------------------------------------

เนื่องจากง่วงนอนแล้ว ขอไม่แปลนะคับ แต่อยากจะบอกว่า เรื่องยึดสนามบิน ไม่จบง่ายๆ ครับ
เขาบอกว่ากำลังมีการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์
ที่ พธม.ยึด สนามบินนานาชาติ โดยจะทำเรื่องฟ้องผ่าน "ศาลของอเมริกา" ครับ

ตรงท้ายบทความเขาบอกว่า ดูท่าค่าเสียหาย คงยากที่ทางรัฐบาลไทยจะเลี่ยงได้ และราคาที่
อาจจะต้องจ่ายให้กับบทเรียนครั้งนี้ คง "มหาศาล" ครับ

ตัวใคร ตัวมันนะคับ

เอิ๊กๆๆ

ชวน โดนปาไข่เน่า เต็มๆ จะๆ

ที่มา thaifreenews



replay 10 เที่ยว เพื่ออรรถรส.....เครดิตคุณTuxedo

ข้าคือสาวกของทักษิณ so what ???????

ที่มา thaifreenews

บทความ โดย ป้าพลอย

วันนี้เร่เข้าไปอ่านหนังสือพิมพ์ไทยเว็บหนึ่งที่ลงข่าวเกี่ยวกับการเมืองไทย และได้เขียนถึงในกรณีที่ว่าคุณทักษิณจ้างต่างประเทศให้เสนอข่าวทำลายประเทศ โดยคนของรัฐบาลปาวๆออกมาพูด ระวังนะเดี๋ยวจะโดนหนักกว่าที่ปิดสนามบิน

การพูดปาวๆโดยไร้หลักฐานเพื่อสนุกปาก ต่างประเทศถือว่าเป็นการใส่ร้ายกัน คิดหรือว่าคนฝรั่งจะเป็นเครื่องมือคุณทักษิณ และคุณทักษิณคงไม่โง่พอที่จะทุบหม้อข้าวของตนเอง โดยการทำลายประเทศที่ตัวเองและญาติพี่น้องอาศัยอยู่ อะไรๆก็คุณทักษิณผิดทั้งเพ เคยเอากระจกส่องตัวเองบ้างมั๊ยว่าตัวเองมีรูปร่างหน้าตาน่าขยะแขยงแค่ใหนว่างๆช่วยส่องกระจกดูตัวเองเสียบ้างก่อนที่จะไปกล่าวหาคนอื่น


คนเราเมื่อคิดว่าคนอื่นทำในสิ่งเลวๆนั้นเป็นเพราะว่าตัวเองได้กระทำมาก่อนจึงคิดว่าคนอื่นก็คงทำเหมือนที่ตัวเองเองกระทำ อ่านข่าวแล้วมันช่างทุเรศกับคนที่ชอบใส่ร้ายคนอื่น ยังมีอะไรที่คุณทักษิณยังไม่ได้ทำอีกล่ะ เอาออกมาแฉให้หมดอย่าให้หลงเหลือติดก้นหม้อติดก้นกระทะเทออกมาให้หมด

เมื่อพวกคุณทำแล้วบ้านเมืองสงบสุขงั้นคุณทักษิณก็กลายเป็นฮีโร่ที่ทำให้บ้านเมืองเป็นปกติ คุณทักษิณคะ ยอมให้พวกเขาโขกเขาสับทนให้ถึงที่สุดเพื่อแสดงความเป็นฮีโร่ของตัวคุณเอง ใหนๆพวกเขาก็โทษคุณแล้วว่าคุณเป็นคนทำคุณก็รับไปเลยว่าทำจะได้หมดเรื่องพวกเขาจะได้หมดมุขใส่ร้ายเสียที ขี้หมูขี้หมาที่พวกเขารุมกระทืบคุณก็ปล่อยให้หมาหมู่มันกัดเดี๋ยวมันก็หมดแรงไปเองตีกลองข้างเดียวโบราณท่านว่าดังไม่ได้นาน ตอนนี้ผู้คนได้ตาสว่างและก็เข้าใจอะไรแทบทุกคน การเสื่อมของพวกเขาคืบคลานเข้าตัวเองอย่างรวดเร็ว คุณทักษิณอยู่เฉยๆนั่นแหละจะเป็นผลดีเพราะถ้าคุณขยับตัวเมื่อไหร่ก็เท่ากับว่าคุณเป็นเป้าให้เขายิงคุณ เพราะตอนนี้พวกเขากำลังหาเป้าหมายเพื่อที่จะยิงให้ถูกจุดเพื่อเล็งความสนใจของผู้คนให้เชื่อถือกับเหตุการณ์ที่จำลองขึ้นเพื่อตักตวงผลประโยชน์จากการเอาตัวคุณทักษิณเป็นตัวล่อ เพราะประชาชนบางคนยังเชื่อหัวปักหัวปำว่า คุณทักษิณขายชาติ คุณทักษิณโกงชาติ สารพัดอย่างที่ถูกล้างสมองให้เชื่อ ซึ่งคงไม่มีหนทางใดที่จะทำให้คนพวกนี้กลับมามีสมองคิดดีๆได้อย่างเดิมนอกจากปล่อยเขาไปตามทางของพวกเขา

โลกใบนี้หาความแน่นอนอะไรไม่ได้ ทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีของกฏแห่งกรรมไม่มีใครฝืนธรรมชาติไปได้ การเล่นแต่ของสกปรกความเหม็นมันก็ออกกลิ่นไปทั่วเพราะมันระเหยไปบนอากาศจนทำให้ผู้คนต้องปิดจมูกเพราะกลิ่นเหม็นอันรุนแรงนี้ยากที่จะสกัดกั้น ฉะนั้นในขณะนี้สิ่งที่เราควรทำคือหากใครเขาว่าพวกเราเป็นสาวกคุณทักษิณบอกเขาไปเลยว่าใช่ แล้วเอ็งก็สาวก พธม ปชป มันต่างกันตรงใหน so what ? การทำลับๆล่อๆยิ่งทำให้โดนถล่ม ต่อไปนี้จะยืดอกบอกไปเลยว่าเป็นสาวกคุณทักษิณแล้วมีอะไรมั๊ย? เราไปปฏิเสธพวกเขาก็ยิ่งใส่ร้ายเรา ยืดอกบอกไปนี่แหละว่าถ้าเราเป็นสาวกคุณทักษิณแล้วไปหนักศรีษะใคร? เอ็งเป็นสาวกคนอื่นได้ข้าก็เป็นสาวกคุณทักษิณได้คราวนี้เห็นแจ้งแล้วใช่มั๊ยว่าอะไรคืออะไรเกลือมันต้องจิ้มเกลือ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรักใครชอบใครบังคับกันไม่ได้...........

การตัดสินชี้ขาดชัยชนะขึ้นกับผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ไม่ใช่ประมุขวังไหน ๆ

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

เกมการเมืองที่ต่อสู้กันมา 3 ปีกว่าแล้วนี้ มีทั้งการทำรัฐประหาร การใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ (ที่ส่วนใหญ่เรียกว่าตุลาการวิบัติ) รวมทั้งการใช้ม็อบพันธมิตรในการห้ำหั่นฝ่ายประชาธิปไตย มีการใช้การเมืองนอกรัฐสภาและการเมืองข้างถนน ลามปามไปจนถึงการยึดทำเนียบรัฐบาล การยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น จนสุดท้ายก็ใช้วิธีการให้ศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม และล็อบบี้ให้กลุ่มเพื่อนเนวิน ทรยศต่อฉันทามติของประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนมา จนมีการตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ในที่สุด

คนเสื้อสีแดงอาจคิดว่านี่คือการ พ่ายแพ้ทางการเมือง และเสียอำนาจรัฐไป แต่ผมกลับไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะในท้ายที่สุด เกมการเมืองทั้งหลาย ยังขึ้นอยู่กับ "การตัดสินชี้ขาดของประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง" เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ประเทศไทยไม่อาจหนีระบบการเมืองแบบเลือกตั้งได้ เมื่อมีการเลือกตั้ง เสียงของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ย่อมชี้ขาดในที่สุด ไม่ใช่อิทธิพลของประมุขวังไหนๆ หัวหน้ากลุ่มการเมืองใด ผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญคนใด

การทรยศและไม่สนใจเสียงของประชาชนที่ลงคะแนนเลือดตั้ง อาจทำได้ในระหว่าง "สมัยการเลือกตั้ง" พวกเขาจะทำอย่างไรก็ได้ หากไม่แคร์ว่าสมัยต่อไป ผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรก็ตาม ประมุขวังไหนๆ หรือกองทัพอาจใช้อิทธิพลของตนเอารถรับ สส.ไปเจรจาตั้งรัฐบาลในเขตทหารได้ บีบหรือจูงใจให้ สส. ทำตามที่ตนต้องการได้ แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา จะเป็นการชี้ขาดในที่สุด

ตอนที่ คมช. ทำรัฐประหาร พวกเขาก็ทำทุกอย่าง ที่จะยึดครองอำนาจรัฐให้ได้นานที่สุด ไล่ล่าทำลายล้างทักษิณ หรือกลุ่มการเมืองที่นิยมทักษิณทุกวิธีที่คิดได้ และแม้กระทั่ง ส่งทหารออกไปทำ ปจว. ชักจูงให้ชาวบ้านไม่เลือกพรรคกลุ่มนิยมทักษิณ แต่สุดท้ายอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของ กองทัพ ก็ถูกโค่นลงอย่างง่ายดาย โดยอำนาจของผู้ออกเสียงเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550

การปลุกม็อบป่วนเมืองของ พธม. แม้จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่อาจล้มรัฐบาลได้ ที่รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ล้มลงไป เพราะการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แรงกดดันของม็อบพันธมิตร หรือ กองทัพแต่อย่างใด

เมื่อกองทัพไทย ไม่กล้าทำรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง เพราะแรงต้านของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่คาดว่าจะมีมาก รวมทั้งการต่อต้านของประชาคมโลก อำนาจของกองทัพต่อการเมือง จึงหมดไปอย่างสิ้นเชิง การขู่ว่าจะทำรัฐประหารจึงเป็นเพียงแต่การบลั๊ฟเท่านั้น ส่วนการข่มขู่อย่างอื่น เช่น อุ้ม ก็ไม่ใช่ลักษณะของกองทัพอีกต่อไป แต่เป็นแบบเดียวกับนักเลงหรือเจ้าพ่อมากกว่า หากนักการเมืองรู้ทันเกมการขู่ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวกองทัพอีกต่อไป

ส่วนผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญทั้งหลายนั้น ในสามปีที่ผ่านมาของความขัดแย้งทางการเมือง พวกเขาได้แก้ผ้าล่อนจ้อนต่อหน้าประชาชนหลายครั้ง จนกล้ากล่าวได้ว่า อิทธิพลหรือบารมีของพวกเขาเสื่อมลงไปแทบหมดสิ้น ประชาชนไม่ได้เชื่อฟังเหมือนเดิมอีกแล้ว แม้จะยังไม่มีใครกล้าวิจารณ์ตรงๆ เพราะกลัวกฎหมาย แต่การวิจารณ์อ้อมๆ หรือในหมู่พวกกันเองนั้นมีอย่างโจ่งครึ่ม เมื่อบารมีเสื่อมลงไป อำนาจตามกฎหมายก็ไม่มี ก็เหลือเพียงแต่อำนาจที่เกิดจาก “เครือข่าย” ของผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับเจ้าพ่อแต่อย่างใด แต่การชี้นำประชาชนนั้นทำไม่ได้อีกแล้ว

ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยต่อไป จึงชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ต้องให้ความสำคัญไปที่ ฐานคะแนนเสียงเดิมของกลุ่มคนรักทักษิณ ที่มีอยู่เดิม ในช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน ก็ควรเน้นไปที่การปรับปรุงโครงสร้างของพรรค สร้างกลไกเชื่อมต่อกับมวลชน และพัฒนาผู้นำพรรครุ่นใหม่ๆ ให้มีบทบาทมากขึ้น เพราะ สส.ที่เหลืออยู่ในพรรคมีจำนวนมาก แต่เป็น สส.รุ่นใหม่แทบทั้งสิ้น ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อการ “ปรับโครงสร้าง” รื้อระบบ สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ๆ หรือปรับองค์กรได้ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่โครงสร้างพรรคยังเป็นคนเก่าทั้งสิ้น ทำให้ยากที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของพรรคได้

รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ที่เกิดขึ้นจากการทรยศหักหลังประชาชน ของกลุ่มเพื่อนเนวินนั้น มีความหวังเพียงอย่างเดียวว่า หากพวกเขาสามารถลากรัฐบาลให้อยู่ได้ครบสมัย คือ จนกว่าจะสิ้นอายุของสภานี้ คนก็จะลืมทักษิณ อิทธิพลของทักษิณจะเสื่อมลง ผมคิดว่าความคาดหวังเช่นนี้เป็นความหวังลมๆ แล้งๆ มากกว่า เพราะโครงสร้าง อุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยากที่จะสร้างผลงานให้เทียบเท่ากับรัฐบาลทักษิณได้ ยิ่งลากไปนาน คนก็จะเบื่อหน่ายแบบรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ช่วงปี 2541-2543 ที่ล้มเหลวในการบริหารประเทศ แต่ก็ยื้อต่อจนเกือบครบวาระของสภา สุดท้ายเมื่อต้องเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ประชาชนก็สั่งสอนเอาอย่างหนัก โดยเลือกพรรคไทยรักไทย อย่างท้วมท้น

รัฐบาลของอภิสิทธิ์ ไม่มีทางทำงานได้ดีกว่ารัฐบาลทักษิณ จนประชาชนนิยมและลงคะแนนให้จนชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นอย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะลอกนโยบายประชานิยมของทักษิณ แต่โดยพื้นฐานทางการเมือง พวกเขาไม่อาจทำประชานิยมถึงที่สุดได้เพราะไปขัดแย้งกับ “กลุ่มชนชั้นนำ/ชนชั้นกลางในเมือง” ที่ไม่ชอบนโยบายประชานิยม รัฐบาลอภิสิทธิ์จึงทำได้แต่ประชานิยมหลอกๆ ได้เท่านั้น

กลุ่มเพื่อนเนวิน ตั้งยุทธศาสตร์เอาไว้ว่าจะรวมกับกลุ่มนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จับมือกันตั้งพรรคการเมืองและคิดว่าจะได้เสียงประมาณ 60-70 เสียง เพื่อเอาไว้ต่อรอง แบบพรรคชาติไทยของบรรหาร ผมคิดว่าเป็นการตั้งความหวังที่ไม่ดูพัฒนาการทางการเมืองของ “ผู้ออกเสียงเลือกตั้ง” ในทศวรรษ 2540-2550 ที่ผ่านมา ที่ประชาชนนิยมเลือก “พรรค” มากกว่าเลือก “ตัวบุคคล” ดังนั้น แบบจำลองการเมือง “สุพรรณบุรีโมเดล” ที่เน้นระบบอุปถัมป์ท้องถิ่น เช่นทุ่มงบประมาณลงท้องถิ่นเพื่อพัฒนาจังหวัดแบบสุพรรณ จึงไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะยุคนี้มี อบต./อบจ. รับภาระส่วนนี้ไปแล้ว ความคาดหวังของประชาชนต่อ สส.จึงพ้นเรื่องท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเรื่องนโยบายระดับชาติ ต่างๆ แบบทักษิโณมิกส์ นั่นแหละ เช่น สวัสดิการสังคม หรือ Welfare ต่างๆ ซึ่ง Welfare ทำไม่ได้ หากหาเงินไม่เก่งเท่าทักษิณ และ Welfare ก็ขัดแย้งกับ คนชั้นสูง/ชั้นกลางในเมืองใหญ่ ที่สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดังนั้น ผมจึงไม่เชื่อว่า เนวิน+สมศักดิ์ จะไปรอดใน “สภาพแวดล้อมทางการเมือง” สมัยใหม่ เพราะสิ่งที่เขาคาดหวังคือ “ระบอบการเมืองแบบยุคก่อนปี 2540” ที่มีระบบหลายพรรค ประชาชนออกเสียงเลือกตั้งบุคคลมากกว่าพรรค

เมื่อมองอย่างนี้แล้ว ผมจึงคิดว่า ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยหากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะลากไปจนครบวาระ

สำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ผมไม่คิดว่าจะใช้เกมของการสร้างม็อบแบบพันธมิตร เพื่อล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่การชุมนุมเพื่อการกดดันทางการเมืองนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งคนเสื้อแดงก็ทำอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อให้มวลชนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการครอบงำ และไม่เป็นประชาธิปไตยของพวกอำมาตยาธิปไตย

ยุทธศาสตร์ของคนเสื้อแดง ต้องมุ่งให้ความรู้แก่มวลชน เคลื่อนไหวเพื่อสร้างแนวร่วม ส่วนพรรคเพื่อไทย ต้องเน้นการเสริมสร้างความเข็มแข็งขององค์กร และการเชื่อมโยงกับมวลชน อีกสามปีข้างหน้า หรือแม้แต่อีก 1 ปีข้างหน้า อิทธิพลของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยิ่งเสื่อมโทรมมากกว่านี้อีก จึงยากที่จะชี้นำสังคมได้อีก พวกเขาแลกศรัทธา กับรัฐบาลที่ง่อนแหง่นของมาร์กไปแล้ว มาร์กยิ่งอยู่ คนที่โอบอุ้มยิ่งเสื่อม

Tuesday, January 6, 2009

'โอ๊ค' ลุยอุดรฯหาเสียงหนุนเพื่อไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

บรรยากาศการปราศรัยหาเสียงของพรรคเพื่อไทยเปิดในวันนี้ (6 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 จ.อุดรธานี ช่วยหาเสียงให้กับนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีตรองนายก อบจ.อุดรธานี และประธานกลุ่มรักทักษิณ อุดรธานี โดยจัดเวทีใหญ่ปราศรัยถึง 3 จุด จุดแรกห้องประชุมที่ว่าการ อ.วังสาหมอ ที่สวนธรรมชาติ และที่ศูนย์สินค้าโอท็อป อ.หนองหาน ซึ่งมีผู้คนร่วมฟังเวทีปราศรัยอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ในการปราศรัยทุกเวที นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกลุ่มรักษาความปลอดภัยได้เดินทักทายและจับมือประชาชน โดยมีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งตัวแทนคือบุตรชาย มาพบประชาชน เพื่อยืนยันว่าเราคือของจริง"

เผาจริง

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน



ภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน ต่างให้ความเห็นและเป็นห่วงมาตั้งแต่ปลายปี 2551

2552 จะเป็นปี "เผาจริง"!

ข้ามปีไม่กี่นาทีก็เกิดโศกนาฏกรรม เผาจริงๆ ผับดังย่านเอกมัย

ย่างสด 60 กว่าศพ บาดเจ็บอีกหลายร้อย

ยับเยินทันทีคือการท่องเที่ยว!

เหตุการณ์ไฟไหม้ผับใจกลางกรุงเทพฯ กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

ประจานความไม่เอาไหนของเจ้าหน้าที่ และความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ม็อบยึดสนามบินยังไม่ทันจาง เจอผับไฟนรกซ้ำอีก นักท่องเที่ยวยิ่งคิดหนักกับไทยแลนด์

ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะเมซิ่ง เอาแค่ต่อลมหายใจภาคการท่องเที่ยวก็หนักหนาสาหัส

อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวคือรายได้หลักของประเทศมาตลอด

มีธุรกิจใหญ่น้อยเกี่ยวข้องมากมาย อาทิ สายการบิน โรงแรม ทัวร์ ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก แรงงาน ฯลฯ

ถ้าการท่องเที่ยวมีปัญหา ธุรกิจเหล่านี้มีแต่คำว่า เจ๊งกับตกงาน

รายได้หลักอีกอย่างคือการส่งออกก็น่าห่วง

เดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ที่ประเทศไทยส่งออกติดลบ

สาเหตุรับรู้กันดีว่าเกิดจากยึดสนามบิน!!

ปี 2552 สัญญาณไม่ดีมีให้เห็นแล้ว สหรัฐตลาดใหญ่เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ต้องลดการนำเข้า

ยักษ์ใหญ่ค่ายรถยนต์อย่างโตโยต้า ขาดทุนเป็นครั้งแรกนับแต่ก่อตั้งบริษัท

ไทยในฐานะฐานผลิตสำคัญจะเหลืออะไร?

ตั้งแต่ปลายปี 2551 ธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกทยอยปิดกิจการ คนงานถูกเลิกจ้างชนิดรายวัน

คนตกงานรวมกับบัณฑิตใหม่ว่างงานมีจำนวนหลักล้าน

สภาพการณ์ลักษณะนี้วงจรห่วงโซ่ที่จะตาม ปัญหาโจรผู้ร้ายเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีงานทำ ไม่มีกิน

ปัญหาครอบครัว จากเรื่องค่าใช้จ่าย หนี้สิน ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน

ฯลฯ

เอาแค่เรื่องการท่องเที่ยว กับส่งออก ก็ "เผาจริง" จนไม่เหลือเถ้า

นายกฯอภิสิทธิ์เพิ่งกลับจากพาครอบครัวไปเที่ยวปีใหม่แถบทะเลกระบี่ คงชาร์จแบตเติมไฟมาทำงานเต็มที่

ตอนนี้ไม่มีเรื่องไหนเร่งด่วนเท่าเศรษฐกิจของประเทศ กับความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชน

ไอ้เรื่องปูดถูกขู่ฆ่า สาดน้ำกรด ลดๆหรือเลิกไปเลยยิ่งดี

นอกจากไม่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว

ชาวบ้านก็ยังไม่เชื่อ!?

คิดถึงจอมพลสฤษดิ์และ อาจารย์สัญญา

ที่มา เดลินิวส์

สถานการณ์ บ้านเมืองที่ดูสับสนวุ่นวายเท่าที่ผ่านมาจนถึงบัดนี้ ทำให้ผมย้อนไปคิดถึงเมืองไทยในอดีต นึกถึง ผู้บริหารบ้านเมืองระดับผู้นำของเมืองไทยในด้านต่าง ๆตั้งแต่ผมจำความได้ มีทั้งผู้ที่วายชนม์ไปแล้วและผู้ที่ยังมีชีวิต อยู่ ผู้นำที่วายชนม์ไปแล้วซึ่งมีผลงาน และวัตรปฏิบัติที่ประทับใจผมมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คุณชายคึกฤทธิ์ ปรา โมช อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อประเทศชาติ และมีส่วนสำคัญในการพาประเทศไทยให้พ้นวิกฤติในเรื่องต่าง ๆ และเจริญก้าวหน้ามาจนเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปี 2551 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องรับเคราะห์มากมาย เคราะห์ ที่เกิดจากการกระ ทำของคนไทยเองและเคราะห์ที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลก ซึ่งผมไม่จำเป็นต้องเล่าซ้ำ อีก ในที่นี้เพียงแต่จะบอกว่าเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมคิดถึง ปูชนียบุคคล ทั้ง 4 ท่าน คุณชายคึกฤทธิ์ นั้นเป็น ปราชญ์ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งมีบารมี ทางการเมืองสูงและนักการเมืองเคารพนับถือทั่วกันมาก หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านคงจะหาทางออกทางการเมืองที่จะปรองดองกันได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ อาจารย์ป๋วย นั้นเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจ

ที่ผู้คนในสายเศรษฐกิจเชื่อฟังและศรัทธามาก หากท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านคงจะทำให้นักเศรษฐศาสตร์ในเมืองไทยรวมตัวช่วยกันรับมือวิกฤติจากภายนอกได้เป็นอย่างดีและทำให้ประชาชนอุ่นใจได้ และที่ผมคิดถึงเป็นพิเศษอันเนื่องจากความขัดแย้งและความวุ่นวาย ที่เกิดขึ้นเกือบตลอดปีที่แล้วและยังคงเป็นไปอยู่ในขณะนี้ก็คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์

ผมจำได้ว่าเมื่อตอนที่ผมยังเรียนอยู่ในโรงเรียน มีไฟไหม้บ่อยครั้งและมีอาชญากรรมจากอันธพาลและ แก๊งรีดไถกลางเมือง ซึ่งเป็นอันตรายต่อ ชีวิตและทรัพย์ของผู้คนอยู่มากมายในกรุงเทพฯ จอมพลสฤษดิ์ใช้ความเด็ดขาดหยุดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนานี้ได้ หมดในเวลาอันสั้นและนำความสงบสุข มาสู่ชีวิตคนกรุงเทพฯ อย่างน่าเคารพ ท่านอาจจะดำเนินการบางอย่างที่เกินเลยไปและกระทบบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเอียงซ้ายไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วท่านนำความสงบสุขมาให้คนไทยมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขและ ทำมาค้าขายกันได้อย่างที่ไม่ต้องกลัวอิทธิพลของผู้ที่คิดร้าย นักลงทุนต่างชาติเริ่มเข้ามาลงทุนกันมากในสมัยนั้น ถ้าผู้รักษากฎหมายและผู้นำหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในในปัจจุบันมีความมุ่งมั่นที่จะดูแลให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย และใช้ความเด็ดขาดในกรอบของกฎหมายโดยไม่รอช้า ดั่งเช่นที่จอมพลสฤษดิ์ทำไว้ เหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างคงไม่บานปลายออกไปมากดังที่เป็นมา ผมเข้าใจดีว่าสถานการณ์ที่ผ่านมามีปัจจัยแทรกซ้อนหลายอย่างที่ทำให้ผู้รักษากฎหมายและผู้ดูแลความมั่นคงภายในดำเนินการรักษาความสงบได้

ไม่เต็มที่ แต่ถ้าท่านผู้มีหน้าที่ดังกล่าวตั้งสติพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าการทำหน้าที่อย่างถูกต้องเพื่อความสงบสุขของประชาชนโดยรวมและเพื่อผลประโยชน์ของชาติที่แท้จริง แม้จะไม่ถูกใจใครบางคนในขณะนั้น เป็นสิ่ง

ที่ต้องทำ ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปบ้านเมือง สงบสุข ประชาชนอยู่อย่างปกติสุข ความไม่พอใจก็จะเปลี่ยนเป็นคำชมในที่สุด บางคนอาจอ้างว่ากฎหมายปัจจุบันไม่ได้ให้อำนาจในการรักษากฎหมายเท่าสมัยจอมพลสฤษดิ์ ผมคิดว่าเป็นการอ้างเพื่อจะเลี่ยงความรับผิดชอบตามหน้าที่ เพราะกฎหมายปัจจุบันให้อำนาจผู้รักษากฎหมายไม่น้อยไปกว่ากฎหมายของประเทศอื่นซึ่งสามารถป้องกันและสลายเหตุการณ์ทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ภายในกรอบของกฎหมาย ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ที่ใจและความแน่วแน่ที่จะรักษากฎหมายเพื่อความสงบสุขของปวงชนโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเขาเหล่านั้นโดยแท้

สำหรับ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์นั้นท่านเป็นปูชนียบุคคลของนักกฎหมายทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในวงการศาล ผมยังจำได้ถึงวันที่ท่านตัดสินคดีนายทหารใหญ่ที่เป็นรัฐมนตรีดูแลงานด้านป่าไม้ในช่วงที่ทหารมีอำนาจมากในบ้านเมือง อาจารย์สัญญาทำ หน้าที่ตัดสินคดีด้วยความกล้าหาญ ยึดถือหลักฐานข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าจริง และ ยึดถือความยุติธรรมเป็นที่ตั้งโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ผลการตัดสินคดีครั้งนั้นทำให้ประชาชนมีกำลังใจ มีความเชื่อมั่นว่าประเทศ นี้ยังมีศาลเป็นที่พึ่งในการรักษาความยุติธรรม ขวัญและกำลังใจของประชาชนดีขึ้นทันที วงการศาลในขณะนั้นมีหลักยึดที่มั่นคง ผลการตัดสินคดีในสมัยนั้นเป็นที่เชื่อถือของ ทุกคน ไม่มีใครตั้งคำถาม ไม่มีใครนำไปติฉินนินทา

ผลการตัดสินคดีในปัจจุบันส่วนใหญ่ ยังเป็นที่เชื่อถือศรัทธา แต่ผลการตัดสินคดีบางคดีมีคนตั้งข้อกังขา คนในวงการยุติธรรมเองก็ยังวิพากษ์วิจารณ์ คนต่างชาติซึ่งถือว่าเรื่องความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ปัญหาการเมืองควรจะต้องแก้ไขโดยวิธีการทางการเมือง การเจรจาหาข้อยุติ และการประนีประนอมระหว่างสองฝ่าย ไม่ควรที่จะใช้หลักความเป็นธรรม ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ที่สุดของบ้านเมืองเข้าแลก เพราะเป็นหลัก ที่จะทำให้ประชาชนอุ่นใจ ประเทศยืนอยู่ ได้อย่างมั่นคง และเป็นที่เชื่อถือของนานาประเทศทั่วโลกตลอดไป ผมเชื่อว่า ถ้าทุกคนยึดวัตรปฏิบัติของอาจารย์สัญญาเป็นตัวอย่าง ตั้งใจมั่นที่จะรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ให้มั่นคงไว้โดยไม่อ่อนไหวไปตามกระแส การเมือง ในที่สุดความเชื่อถือศรัทธาในวงการยุติธรรมของเราก็จะมั่นคง

จอมพลสฤษดิ์ และอาจารย์สัญญามีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือทั้งสองท่าน ทำงานรับใช้ใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์ และจงรักภักดีต่อสถาบันฯเป็นที่สุด ทั้งสองท่านแสดงความจงรักภักดีด้วยการกระทำไม่ใช่ด้วยคำพูด ปกป้องรักษาสถาบันฯ อยู่ตลอดเวลาโดยไม่ได้พร่ำพูดว่าทำเพื่อ

ปกป้องรักษาสถาบันฯ ไม่เคยอ้างว่าใกล้ชิดกับสถาบันฯทั้งที่รับใช้ใกล้ชิด และทั้งสองท่านไม่เคยดึงสถาบันฯมาปกป้องตนเองเลย เป็นความจงรักภักดีที่บริสุทธิ์โดยแท้ ในขณะนั้นจอมพลสฤษดิ์มีอำนาจและบารมี อย่างมาก แต่ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว

ที่จอมพลสฤษดิ์จะทำตัวเสมอเจ้านาย ท่านบริหารประเทศด้วยความเด็ดขาดแต่ท่านยกสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เหนือท่านเสมอ เช่นเดียวกับอาจารย์สัญญา ที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

ผมมีความเห็นว่า คนที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องสถาบันฯและทำในสิ่งที่มีผลเสียต่อประเทศชาติอย่างโจ่งแจ้ง น่าจะเป็นคนที่มีเจตนาแอบแฝงที่จะทำให้สถาบันฯเสื่อมเสียมากกว่าปกป้องสถาบันฯ และคนที่พยายามโยงใยตัวเองเข้ากับสถาบันฯโดยทำในสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน คือคนที่พยายาม ดึงสถาบันฯมาปกป้องการกระทำที่ชั่วร้าย ของตนเอง ซึ่งทำให้สถาบันฯเสื่อมเสียโดยปริยาย ผมจึงอยากขอร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้โปรดพิจารณาในเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ คนเรานั้นเข้าใจผิดครั้งแรกได้แต่ไม่ควรเข้าใจผิดซ้ำสอง โดยเฉพาะในเรื่องที่จะเป็นการซ้ำเติมให้สถาบันฯเสื่อมเสียอีกอย่างไม่รู้ตัว ถ้าทุกคนรักสถาบันฯจริงขอให้ใช้วิจารณญาณดูให้ดี สำหรับคนที่มีความสำเร็จสูง และลืมตัวจนแสดงออกในลักษณะที่ไม่เคารพยำเกรงสถาบันพระมหากษัตริย์เลยนั้น คนไทยทั่วไปไม่ยอมอยู่แล้ว

ในโอกาสปีใหม่นี้ผมใคร่ขอร้องให้ทุกคนทบทวนตนเอง เลือกจงรักภักดีให้ถูกทาง ไม่ร่วมแนวทางที่จะทำให้สถาบันฯเสื่อมเสียอีกต่อไป และทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระเจ้าอยู่หัวคือเจ้าเหนือหัวที่มีแต่ให้แก่เราทุกคน ไม่เคยคิดร้ายต่อคนภายใต้พระบรมโพธิสมภารแม้แต่คนเดียว เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วก็จะเลิกการแสดงออกที่ไม่เคารพยำเกรง ซึ่งจะช่วยให้ความสามัคคีในชาติกลับมาโดยเร็ว และประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่น่าอยู่อีกครั้งหนึ่ง.

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล