WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 7, 2009

ดูช้างให้ดูหาง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

สำนวนโบราณ คนไทยเข้าใจเขียนเปรียบเทียบกันมาแต่ช้านาน ถือเป็นศาสตร์และศิลป์ ที่น่าชื่นชม วันนี้คงจะหนีไม่พ้นต้องเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” ถ้าเป็น วัยโจ๋ ปัจจุบันเขาบอกตามไปด้วยว่า “ดูให้แน่ ดูที่แม่ยาย”

เขียนขึ้นต้นแบบนี้คงจะไม่มีใครไม่รู้ว่าจะกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาการแต่งตั้งคนใน “กระทรวงยุติธรรม” ไม่ใช่ “กระทรวงยุติความเป็นธรรม” ที่เป็นข่าวครึกโครมเวลานี้นั่นเอง แต่งตั้งใครไม่แต่งตั้ง ดันไปแต่งตั้งคนที่เป็น “ขี้ข้า” ระบอบเผด็จการ อำมาตยาธิปไตย...ขึ้นมาเป็นใหญ่ในกระทรวงอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่พึ่ง ความหวังของคนไทยทั้งชาติ 63 ล้านคน แห่งนี้ และที่สำคัญคือ ความเชื่อถือเชื่อมั่นของนานาชาติ

ใช้กฎหมายอันไม่ได้มีที่มาจากประชาชน เข้ามาจัดการนักการเมือง บางเรื่องบางราว เราพบว่ามีการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัดเจน
กรณีรถและเรือดับเพลิง 6.3 พันล้านบาท

การที่ไม่ยอมตัดสินให้ดำเนินคดีกับ ผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยนั้น อย่างรวดเร็วเหมือนกรณีอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ตัดสินด้วยความรวดเร็วฉับไว รู้ทั้งรู้ว่าคดีนี้หากไม่รับตัดสินจะเกิดความเสียหาย มีการชะลอเรื่อง ดึงเรื่อง จากคนในคณะกรรมการหลายครั้งหลายหน สาธารณชนเห็นเป็นที่ประจักษ์ ดึงเรื่องจนกระทั่งมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. เมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

ต่อมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ได้ตัดสินให้มีความผิด ส่งผลให้มีการเลือกตั้งซ่อม ที่จะถึงในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 เสียเงินงบประมาณในการเลือกตั้งหลายร้อยล้านบาท สิ้นเปลืองทรัพยากร บุคคล และสิ่งของ ในการเลือกตั้งอีกหลายพันล้านบาท

กรณีนี้ คณะกรรมการไม่ชอบธรรม ชุดนี้ ยากที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ ไล่ตั้งแต่หัวจรดหาง เนื่องจาก ข้อเท็จจริง สาธารณชน รู้ร่วมกันว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดคณะกรรมการชุดดังว่าขึ้นมาหลังจากการปฏิวัติรัฐประหาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เคยได้มีการสรุปคดี ไปสู่ชั้นอัยการไปแล้ว มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง 7 ราย 1 ในนั้นคือ ผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยนั้น!!!

ดังนั้นการกระทำที่มีการดึงเรื่อง โยกโย้ แกล้งสอบสวนอย่างไม่ตรงไปตรงมา จนทำให้ชาติเกิดความเสียหาย ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่นั้น จึงน่าจะเข้าข่ายการเว้นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เนื่องจากมีการเขียนนิรโทษกรรมเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 309 จึงพ้นผิด

วันนี้สาธารณชน จึงต้องตั้งคำถามกับรัฐบาล ไล่ตั้งแต่หัวจรดหาง เหมือนกันว่า การแต่งตั้ง หัวหน้าคณะกรรมการไม่ชอบธรรม ไปดำรงตำแหน่งใหญ่โตในกระทรวงยุติธรรม นี้ เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่ หรือ ต้องการตอกย้ำและป่าวประกาศในสาธารณชนรับรู้ว่าเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มก๊วนเดียวกัน

ครม.มาร์ค 1 มี ต้นทุนต่ำ ภาพลักษณ์ต่ำ กว่าทุกๆ รัฐบาล ยิ่งกระทำการเย้ยอำนาจปวงประชามหาชน ยอมรับคนนอกกระบวนการประชาธิปไตย ตอกย้ำความคิด อยุติธรรม เล่นพรรคเล่นพวก เอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือทำร้ายทำลายคนต่างพวกและช่วยเหลือพวกเดียวกัน เช่นนี้... อยู่ยาก !!!
นี่หรือคือ คุณธรรม จริยธรรม และ ธรรมาภิบาล ตามนโยบายรัฐบาล?

พท.อัด"หล่อเล็ก"ไร้ความสง่างามนั่งกุนซือ"มาร์ค"ไม่เหมาะ

ที่มา ประชาทรรศน์

"เพื่อไทย"รับน้อง"อภิรักษ์" ตั้งโต๊ะแถลงไล่พ้นตำแหน่งที่ปรึกษา"มาร์ค" อ้างความสง่างามเหตุคดีรถดับเพลิงฉาวยังไม่เคลียร์ พร้อมจี้ "พีรพันธุ์"แจงดักฟังโทรศัพท์ รุกคืบเลื่อนประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เหตุเจ้ากระทรวงบัวแก้วเคยร่วมก่อการปิดสนามบิน

วันนี้ (7 ม.ค.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวเพื่อเรียกร้อง 5 ประเด็น โดยประเด็นที่ 1 ขอเรียกร้องให้ นายพีรพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ให้ความเป็นธรรม กรณีที่มีการดักฟังโทรศัพท์ตามที่เป็นข่าว เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 36 ที่ระบุว่าไว้ชัดเจนว่า การกระทำด้วยประการอื่นใด เพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในการสื่อสารทั้งหลาย ที่บุคคลต่อต่อสื่อสารถึงกัน จะกระทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตามที่รมว.ยุติธรรม ออกมาให้ข่าว ตนไม่อยากให้สังคมมองว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีกัน จึงขอเรียกร้องให้นายพีรพันธ์ออกมาให้ความกระจ่างต่อเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน พร้อมหาผู้ที่กระทำผิดมาลงโทษตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ประเด็นที่ 2 อยากให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนออกไป เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับ เนื่องจาก นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เคยมีพฤติกรรมร่วมชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งต่างชาติมองว่าเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย อย่างที่หลายๆประเทศได้ออกมาเรียกร้อง อีกทั้งรมว.ต่างประเทศยังได้เคยกล่าวหาผู้นำประเทศกัมพูชา อย่างเสียหาย โดยที่ไม่ได้มีการขอโทษแต่อย่างใด ตรงนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะทำให้ประเทศกัมพูชาปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมผู้นำอาเซียน นอกจากนี้ประเทศจีน และประเทศเวียดนาม ก็ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมด้วย โดยส่วนตัวคิดว่าประชาคมโลก ยอมรับไม่ได้กับขบวนการประชาธิปไตยที่รัฐบาลนี้ได้มา เพราะเป็นการได้มาด้วยวิธีการที่ไม่สง่างาม

ประเด็นที่ 3 การที่นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ออกมาตักเตือนการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน และลำปางว่าให้ระวังตัว ตนมองว่า รมช.มหาดไทย ควรคำนึงถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 ไม่ได้ ซึ่ง มาตรา 266 ระบุไว้ชัดเจนว่า การให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ หรือไม่ใช่ราชการ เป็นพนักงานหรือลูกจ้างประจำของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่งถือเป็นความผิดตาม มาตรา 266 จึงอยากเรียกร้องให้ รมช.มหาดไทย คำนึงถึงกฎหมายดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลชุดนี้ สามารถร้องเรียนมยังตนเอง ในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้านได้ ตนยินดีรับใช้ และจะนำความยุติธรรมมาสู่ท่าน

ประเด็นที่ 4 เรื่องการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งปรากฏชื่อนายอภิรักษ์ โกษโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. ทั้งที่ยังไม่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ กรณีรถและเรือดับเพลิง ตนเกรงว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะไม่ได้รับความเชื่อถือจากประชาชน จึงควรจะรอให้คดีความดังกล่าวสิ้นสุด หรือยุติเสียก่อน มิเช่นนั้นการให้คำปรึกษาของนายอภิรักษ์ อาจจะทำให้นายกฯเสียหายได้ เหมือนกรณีรถดับเพลิงก็เป็นได้

ประเด็นที่ 5 เรื่องการจัดงานวันเด็กของรัฐบาลที่จะมีการจัดขึ้นที่ทำเนีบยรัฐบาล โดยเปิดให้เด็กๆเข้าชมสถานที่ทำงานของนายกฯ และมีการให้เขียนข้อความที่อยากจะเป็นในอนาคต ตรงนี้อยากตั้งประเด็นคำถามต่อนายกฯว่า หากเด็กอยากเป็นนายกฯ แต่ไม่อยากเกณฑ์ทหาร นายกฯจะตอบอย่างไร เพราะในปัจจุบันนี้ เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบ

เมื่อถามถึงพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ จ. เชียงใหม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนรู้เห็น แต่มองว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 63 เหมือนกับพันธมิตรฯ ซึ่งตรงนี้นายกฯเองก็ยอมรับได้หากมีการประท้วงเกิดขึ้น โดยส่วนตัวมองว่าสังคมไทยชอบทำอะไรตามแฟชั่น เลียนแบบ ถ้าเสื้อเหลืองทำอะไร เสื้อแดงก็ทำตาม

นอกจากนี้ นายสุรพงษ์ ยังได้เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ยุบสภาหรือลาออก เพื่อความสมานฉันท์ ปรองดองของชาติ เหมือนที่ ผบ.ทบ. เคยเรียกร้องให้รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยุบสภาและลาออกมาแล้ว

นปช.ฟันกกต.'องค์รักษ์พิทักษ์มาร์ค'ชี้โละเรืองไกร'หมัก'มีเฮคดีเป็นโมฆะ

ที่มา ประชาทรรศน์

นปช. ผนึกแรงซัดกกต. โดดรับลูก สร้างเกราะปชป.เกินงาม สั่งโละ'เรืองไกร' คาสำนวนยุบพรรค ตบซ้ำทำงาน 2 มาตรฐาน ที่ผ่านมาทำอะไรอยู่ จี้ต่อมถามจุดยืนเป็นองค์รักษ์พิทักษ์มาร์ค? 'เหวง' ชี้ถ้าเรืองไกรพ้นคดี'ลุงหมัก'มีเฮเป็นโมฆะ ฟันธงบ้านเมืองป่วนไม่เลิก

ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิจารณาที่มาของการเสนอชื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา นั้นไม่น่าจะเป็นองค์กรที่มีสิทธิ์เสนอชื่อส.ว.ได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ตนมองว่าที่ผ่านมานายเรืองไกร ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยการเดินหน้ายื่นให้ทางกกต.ตรวจสอบในชุดรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่เห็นกกต.จะดำเนินการอะไร แต่เมื่อล่าสุดที่นายเรืองไกรยื่นให้มีการยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดยุบพรรคประชาธิปัตย์ กกต.กลับรับลูกเต็มที่โดยการมีมติดังกล่าว

ทั้งนี้แม้พิจารณาอย่างผิวเผินอาจดูว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ตนมองว่าต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล อีกทั้งสิ่งนี้จะแสดงให้เห็นว่ากกต.กับพรรคประชาธิปัตย์ ลับลมคมในอย่างแน่นอน ซึ่งหากย้อนไปที่คดีของนายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ครั้งลงสมัครส.ส.อุบลราชธานี แม้จะมีพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้งอย่างชัดเจน แต่กกต.กลางได้ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างยืดเยื้อ จนสุดท้ายก็รอดพ้นจากความผิดไปได้

'เหวง'ชี้คดีหมักอาจเป็นโมฆะ

ขณะที่นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำนปช. และ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้กล่าวเช่นเดียวกันว่า การที่กกต.ต้องการส่งเรื่องให้ศาสลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาทำการพิจารณาคุณสมบัติของนายเรืองไกร ตนไม่ทราบว่ากกต. เพิ่งตื่นจากการหลับไหลทางการเมืองหรืออย่างไร เนื่องจากก่อนหน้านี้นายเรืองไกรได้ยื่นตรวจสอบรัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลชุดนายสมชายอย่างต่อเนื่องจนเป็รสาเหตุให้นายสมัครต้องถูกศาลพิพากษาพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปเพียงเพราะสาเหตุจัดทำอาหารทางรายการโทรทัศน์ แต่เมื่อนายเรืองไกรได้เตรียมยื่นฟ้องกกต.ให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ กลับมีปฏิกิริยาทันทีจึงทำให้เป็นข้อกังขา ตนจึงอยากให้สังคมจับตาพฤติกรรมการปฏิบัติ 2 มาตรฐานหรือไม่

"กกต.เพิ่งจะรู้สึกตัวหรืออย่างไร การที่ตรวจสอบที่มาของส.ว.สรรหานั้น ผมเห็นด้วยว่าทุกคนหรือคุณเรืองไกรมีที่มาชอบด้วยกฎหมาย และมีคุณสมบัติหรือไม่ แต่นี่เป็นการรู้สึกตัวช้ามากจนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าจะการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ว่าแท้จริงแล้วเป็นองค์รักษ์พิทักษ์พรรคประชาธิปัตย์หรือเปล่า หรือว่ามีการเลือกปฏิบัติหรืออย่างไร เพราะส.ว.ก็ทำงานมาเกือบปี ตรวจสอบคนนั้นคนนี้จนล้มไปแล้ว สร้างผลกระทบอย่างมากมายไปแล้ว แต่คราวนี้เพิ่งตื่นจากการหลับไหลทางการเมือง สิ่งนี้ผมอยากให้สังคมช่วยกันจับตาดูที เพราะตอนนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจว่ากกต.ทำหน้าที่อะไรกันแน่" แกนนำนปช.กล่าว

แกนนำนปช.ยังกล่าวเสริมในประเด็นที่สำคัญว่า ท้ายที่สุดแล้วหากศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่านิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้เสนอชื่อนายเรืองไกร ไม่เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ เรื่องต่างๆก็น่าจะเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น และจะมีปัญหาทางกฎหมายในกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายสมัครว่าจะมีผลบังคับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและวุ่นวายขึ้นมาในทันที

ปชป.เผยไม่ขอก้าวก่ายกกต.

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ทำการสอบถามไปยังฟากพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่า ในกรณีดังกล่าว ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกกต.ทำการตรวจสอบจัดการเพียงผู้เดียว และตนคิดว่าพรรคหรือองค์กรใดๆไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายในการพิจารณามติกกต. ควรให้องค์กรอิสระมีความอิสระอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามในกรณีดังกล่าว นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิจารณาที่มาของการเสนอชื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็น สว.สรรหา หลังมีผู้ยื่นคำร้องต่อ กกต.กรณีนิติบุคคลอาคารชุดเป็นผู้เสนอชื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็น ส.ว.สรรหา ไม่น่าจะเข้าข่ายเป็นองค์กรที่มีสิทธิ์เสนอชื่อสมาชิกวุฒิสภาได้ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุม กกต.เสียงข้างมากวันนี้ มีมติจะพิจารณาส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา

ทั้งนี้ หากกระบวนการสรรหาไม่ถูกต้องก็จะทำให้นายเรืองไกรฯ ถูกตัดสิทธิ์การเป็นสมาชิกวุฒิสภาทันที แต่หากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เสนอชื่อนายเรืองไกรเข้ารับการสรรหาอีกครั้งก็สามารถทำได้ เพราะนายเรืองไกรมีคุณสมบัติครบถ้วนไม่ได้ขาดคุณสมบัติ เพียงแต่มีที่มาไม่ถูกต้องเท่านั้น

ด้านนายเรืองไกร ได้กล่าวภายหลังที่ กกต. มีมติว่าไม่รู้สึกหนักใจ เพราะเมื่อดูจากข้อกล่าวหาและประกอบกับศึกษารัฐธรรมนูญแล้ว ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าองค์กรที่เสนอ ส.ว. สรรหา ต้องเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ตั้งมาเกิน 3 ปี และผู้ถูกสรรหาต้องเคยสังกัดอยู่ในองค์กรนั้น ซึ่งตนก็มีคุณสมบัติตรงตามที่ระบุไว้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่มีผลต่อกรณีที่ตนยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวตนยื่นในนามบุคคล ไม่ได้ยื่นในฐานะวุฒิสมาชิก

'ชาติไทยพัฒนา'เฮ!ศาลฎีกาสั่งคืนสิทธิ์'อดุลย์'

ที่มา ประชาทรรศน์

'อดุลย์'หน้าบาน!ศาลฎีกาสั่งคืนสิทธิ์ ชี้สังกัดพรรคการเมืองครบ 90 วัน ขณะที่เจ้าตัวลั่นพร้อมลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งซ่อมอย่างจริงจัง ว่าที่หัวหน้าพรรคขอบคุณศาล

จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นัดฟังคำสั่งคดีที่ นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)จ.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัย เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.อุทัยธานีวินิจฉัยว่า เป็นผู้ขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะสังกัดพรรคการเมืองไม่ครบ 90 วัน

ทั้งนี้ การนัดพิจารณาคุณสมบัติในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก ซึ่งหากศาลฎีกาฯวินิฉัยว่านายอดุลย์ ขาดคุณสมบัติ ก็จะส่งผลกระทบกับผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคชาติไทยพัฒนาอีก 11 คน เนื่องจาก กกต.นั้นได้ตรวจสอบพบว่า มีผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคชาติไทยพัฒนาอีก 12 คน ส่งหลักฐานการสมัครเป็นสมาชิกพรรคไม่ตรงตามกำหนดของนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งเกินกำหนดไปกว่า 1 เดือน

อย่างไรก็ตาม หากศาลฎีกาฯวินิจฉัยว่า นายอดุลย์สมัครเป็นสมาชิกพรรคครบ 90 วัน ก็จะแจ้งให้ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง จ.อุทัยธานีประกาศรับรองความเป็นผู้สมัครส.ส. แต่หากศาลฎีกาฯยืนตามความเห็นของ ผอ.กต. เขต ก็จะเป็นบรรทัดฐานให้กับเขตเลือกตั้งอื่นๆซึ่งผอ.กต. เขต แต่ละเขตจะต้องไปฟ้องศาลฎีกาฯ เพื่อเพิกถอนสิทธิการสมัครต่อไป โดยที่จะไม่มีการเปิดรับสมัครผู้สมัครเพิ่มเติม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่ได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่อชี้ขาดคุณสมบัตินายอดุลย์ แต่ได้ปิดประกาศคำวินิจฉัยคืนสิทธิ์ให้นายอดุลย์เป็นผู้สมัครสังกัดพรรคการเมืองครบ 90 วัน โดยระบุว่า เอกสารที่พรรคชาติไทยพัฒนาส่งให้กกต.ไม่สมบูรณ์แต่ชื่อของนายอดุลย์นั้น ครบ 90 วัน จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา101 (3) ศาลจึงสั่งให้ผู้อำนวยการเลือกตั้ง จ.อุทัยธานี คืนสิทธิ์ให้นายอดุลย์

ขณะที่นายอดุลย์ กล่าวภายหลังทราบคำวินิฉัย ว่า หลังจากนี้ตนจะลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนัก เพื่อให้ประชาชนทราบว่าตนมีสิทธิ์รับเลือกตั้งซ่อมส.ส.โดยสมบูรณ์

'ชุมพล'ขอบคุณศาลฎีกาคืนสิทธิ์'อดุลย์'

นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่าที่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาคืนสิทธิ์เลือกตั้งให้ นายอดุลย์ เหลืองบริบูรณ์ ผู้สมัครพรรคชาติไทยพัฒนา จ.อุทัยธานี เขต 1 ว่า ส่วนตัวไม่ได้กังวลต่อกรณีดังกล่าวเนื่องจากที่ผ่านมาได้ปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายครบถ้วน และมีหลักฐานยืนยันได้ว่านายอดุลย์สมัครเป็นสมาชิกพรรคไม่ต่ำกว่า 90 วัน ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความเข้าใจผิด ซึ่งทางพรรคสามารถชี้แจงได้ว่าส.ส.ของพรรคชาติไทยทุกคนย้ายมาสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาก่อนมีคำสั่งยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ นายชุมพล ยังกล่าวขอบคุณศาลฎีกาที่มีคำสั่งคืนสิทธิ์ให้ในครั้งนี้ พร้อมแสดงความมั่นใจว่าประชาชนจะไปสับสนเนื่องจากที่ผ่านมานายอดุลย์ได้ลงพื้นที่หาเสียงอย่างต่อเนื่อง

'ทีดีอาร์ไอ'จวกนโยบายปชป.ขาดจุดขาย

ที่มา ประชาทรรศน์

ประธานสถาบันทีดีอาร์ไอ สับนโยบายลอกการบ้านปชป.ไม่มีเอกลักษณ์ แนะใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส หาจุดขายของตัวเองสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึง นโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ว่า ค่อนข้างผิดหวังกับนโยบายซึ่งส่วนตัวมองว่าแม้จะมีนโยบาย 99 วัน ที่เป็นรูปธรรมสามารถทำได้จริง แต่ไม่มีความแตกต่างกับรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยซึ่งต่างกันแค่สีและหีบห่อเท่านั้น ไม่มีความเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะนโบยายระยะยาวของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตนมองว่าค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะมองไม่ออกว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้เศรษฐกิจไปในทิศทางไหน ต้องการให้เป็นรัฐสวัสดิการหรือระบบเสรีที่รัฐบาลจะกำกับดูแลการแข่งขันให้เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ในไตรมาสที่ 1-2 การส่งออกจะลดลงนำไปสู่การเลิกจ้าง กลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดคือกลุ่มคนตกงาน รัฐบาลจะต้องหาวิธีการที่แก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว หากยังทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเศรษฐกิจไทยจะเลวร้ายยิ่งขึ้น ดังนั้นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจะต้องใช้นโยบายการคลังให้รวดเร็วและตรงจุดที่สุด ซึ่งตนคิดว่า สิ่งที่รัฐบาลความทำในระยะแรกคือ การจ่ายเงินเข้าประกันสังคมแทนแรงงาน เพราะจะทำให้แรงงานที่ตกงานมีเงินเหลือเพิ่มมากขึ้นโดยไม่ถูกหัก 5% เหมือนการยืดอายุชดเชยให้เป็น 9 เดือน ส่วนกลุ่มคนที่ไม่เดือดร้อนเต็มที่รัฐบาลควรเก็บไว้ก่อน

"อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสสร้างจุดขายให้ตนเองเพื่อสู่ศึกเลือกตั้งในครั้งหน้า ส่วนการปรับตัวจากที่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมโดยมีความกระตือรือร้นมากขึ้นถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี" นายนิพนธ์ กล่าว

TIME: Thailand Moves to Bar Web Insults to King

ที่มา Thai E-News

By HANNAH BEECH
Tuesday, Jan. 06, 2009



Thai King Bhumibol Adulyadej (R) with Queen Sirikit
PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty

One day after China announced a major offensive to combat online pornography, Thailand publicized another Internet crackdown in which local authorities had blocked 2,300 websites. Their alleged offenses? No, not images of skimpily clad women of the kind that can be found in any one of Bangkok's ubiquitous entertainment districts. Instead, these websites were banned because of material that was deemed insulting to the country's beloved royal family.

A constitutional monarchy whose head of state is 81-year-old King Bhumibol Adulyadej, Thailand has stringent lèse-majesté laws on its books. Convictions can result in prison sentences of up to 15 years. On her first day of work last month, newly appointed Information and Communication Minister Ranongruk Suwanchawee told reporters that her main priority would be eradicating anti-monarchy websites from Thai cyberspace. Earlier this month, she announced that the ministry was setting up a so-called "war room" to uncover such sites. Ranongruk says she would like to block 400 more sites but is awaiting court approval to do so. (See pictures of Thai protestors.)

This is not Thailand's first effort to police the Internet for anti-monarchy material. In 2007, a previous administration blocked YouTube because of content thought to ridicule the King. The video-sharing website was eventually unblocked after the offending clips had been purged from the system. (In 1999, the Hollywood film Anna and the King, a remake of The King and I,was banned from Thailand by the country's censorship board on the grounds that it mocked the monarchy.)

Several Thais are currently being investigated after lèse-majesté complaints were lodged against them. (A private citizen can lodge such a complaint in Thailand.) Among those accused is a political ally of Thaksin Shinawatra, a self-exiled former Thai Prime Minister who was ousted in a 2006 army coup but who still commands support among the rural populace. Among other allegations, the generals accused Thaksin of disrespecting the monarchy, a charge he denies. (See pictures of Thai boxing.)

Foreigners have also run afoul of Thailand's lèse-majesté laws. Recently accused expatriates include an Australian teacher, whose novel referenced a fictional wayward prince, and the BBC's Thailand-based correspondent, whose online pieces described the role of the monarchy within Thai politics. Both cases have prompted an outcry from international human-rights organizations. "By trying to protect the King's image, the government is actually doing it harm and in some cases the charge of lèse-majesté has been entirely inappropriate and unjustified," said media watchdog Reporters Without Borders.

But the new administration of Prime Minister Abhisit Vejjajiva seems, if anything, more determined to protect Thailand's monarchy from criticism. Thailand's military appears to share a similar mission. Late last month army chief Anupong Paochinda reiterated that it was the military's duty to protect the "royal institution" and ordered his men to report any possible instances of lèse-majesté, according to local news reports. Anupong also urged battalion commanders to comb the Internet for anti-monarchy material. With the military now on the case, Thailand's Internet "war room" just got a lot more ammunition.

หมายเหตุ: บทความจากนิตยสาร TIME ฉบับล่าสุด กล่าวถึงเรื่องราวของกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ประเทศไทยใช้อยู่ว่ามีความร้ายแรงมาก โดยกำหนดโทษจำคุกสูงสุดไว้ถึง 15 ปี และก่อนหน้านี้ไม่นาน ทางกระทรวงไอซีทีของไทยภายใต้การนำของรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ประกาศว่าภาระกิจสำคัญเบื้องต้นที่สุดของเธอคือการปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีเว็บไซต์จำนวนอีก 400 แห่งที่กำลังรอคำสั่งศาลเพื่อปิด หลังจากก่อนหน้านี้มีอยู่แล้ว 2300 เว็บไซต์

บทความยังกล่าวถึงการบล็อคเว็บยูทูบก่อนหน้านี้ การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง The King and I การดำเนินคดีหมิ่นฯต่อประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมไปถึงนักเขียนชาวออสเตรเลีย นักข่าวบีีบีซี โดยกรณีทั้งสองนี้ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติอย่างมาก "ในความพยายามในการปกป้องกษัตริย์ รัฐบาลแท้จริงแล้วกลับทำลาย และในบางกรณีของการกล่าวหาด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ไร้ความเหมาะสมและไร้ความยุติธรรม" บทความอ้างคำพูดองค์กรนักข่าวไร้พรมแดนที่กล่าวถึงกรณีดังกล่าว

บทความยังได้โจมตีรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และพล.อ.อนุพงศ์ในเรื่องดังกล่าวอีกด้วย

การ์ตูนมะนาว:ชมทำเนียบ

ที่มา Thai E-News




โค้งสุดท้ายแปลงความเจ็บใจ เทคะแนนให้เบอร์10แซมผู้ว่าฯ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 มกราคม 2551

แซมเบอร์10ฮึดโค้งสุดท้าย คะแนนจ้ำพรวดแซงปลื้มรั้งที่2รดต้นคอสุขุมพันธุ์ ปราศรัยใหญ่ศุกร์นี้เร่งเบียดขึ้นนำเพื่อเข้าวิน ออกแคมเปญตอกย้ำคนเสื้อแดงแปลงความเจ็บใจเป็นคะแนน อีกชุดทะลวงพลังเงียบให้เลือกฝ่ายที่ปลดหนี้IMFอย่าไปเลือกคนปชป.ที่พาไทยจำนำIMF ด้านฝ่ายประชาธิปไตยตัดใจเสียดายคุณปลื้มเอาไว้โอกาสหน้า เพราะหากเสียงแตกเลือกปลื้มจะส่งผลให้สุขุมพันธ์นอนมาแน่



นายยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 10 พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่ารู้สึกดีใจที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยโพลล์หลายสำนักชี้ว่าจากจุดเริ่มต้นลงสมัครมีคะแนนนิยมอยู่ที่3ตอนนี้ขึ้นมาอยู่ที่2ใกล้เคียงกับผู้ได้รับคะแนนนิยมอันดับ1แล้ว ส่วนในช่วงสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้งนั้น ทางพรรคมีมติจัดเวทีปราศรัยใหญ่ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคมนี้ ตั้งแต่เวลา 16.30 น. ที่ท้องสนามหลวง

นายยุรนันท์หรือแซมยังได้ปรับกลยุทธ์เจาะฐานเสียงประชาชนที่มีความนิยมต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวิตร พรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน โดยขึ้นป้ายโปสเตอร์หาเสียงล่าสุดเป็นโทนสีแดง ใส่ถ้อยคำอย่างเปิดเผยว่า"ร่วมด้วยมืออาชีพระดับชาติ111+37"ซึ่งหมายถึงได้รับการสนับสนุนจากอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย111คนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง และ37กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ถูกตัดสิทธิจากการยุบพรรค

ขณะเดียวกันเวบไซต์ทางการของนายยุรนันท์คือhttp://www.sam10.netได้ขึ้นข้อความว่า"สงสาร..เห็นใจ..เจ็บใจ..อย่าได้แต่เงียบ รวมพลังเลือกเบอร์10เป็นผู้ว่ากทม."เพื่อโน้มน้าวกลุ่มคนเสื้อแดง และประชาชนพลังเงียบที่สงสารการถูกกระทำรังแกต่ออดีตนายกฯทักษิณและพรรคการเมืองที่สนับสนุน รวมทั้งเจ็บใจจากการที่ถูกพันธมิตรประท้วงปิดสนามบินทำลายเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ อย่าเป็นเพียงเสียงเงียบ แต่ให้หันมาเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงให้นายยุรนันท์

ในเวบไซต์ของแซมยังได้ประกาศชนกับพรรคประชาธิปไตย์ด้วยข้อความว่า"ขออาสาแข่งขันทำงาน ให้ทีมกู้หนี้IMFได้บริหารรัฐบาล ขอโอกาสทีมปลดหนี้IMFบริหารกทม."ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงประชาชนพลังเงียบว่า พรรคเพื่อไทยขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ ในเมื่อได้ให้พรรคประชาธิปัตย์ที่นำไทยไปเข้าIMFตอนฟองสบู่แตกปี2540เป็นรัฐบาลแล้ว ก็ขอโอกาสคนกรุงเทพฯให้เลือกนายยุรนันท์ที่อยู่ทีมของอดีตนายกฯทักษิณซึ่งปลดไทยพ้นจากIMFได้บริหารกทม. เพื่อเป็นการแข่งขันการทำงาน และคานอำนาจการบริหารด้วย

นายยุรนันท์ยังได้เข้าไปหาเสียงในที่ชุมนุมคนเสื้อแดงที่สนามหลวงเมื่อวันที่28ธันวาคมที่ผ่านมาด้วย โดยได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น


ทั้งนี้ผลการสำรวจภายในของพรรคเพื่อไทยชี้ว่าในโค้งสุดท้าย7วันก่อนเลือกตั้งม.ร.ว.สุขุมพันธ์ยังมีคะแนนนำอยู่เล็กน้อย ตามมาด้วยนายยุรนันท์ และมล.ณฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สมัครอิสระเบอร์8

ขณะเดียวกันฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดงได้รณรงค์แคมเปญหลักว่า"ต้องเลือก แซม เบอร์ 10 เท่านั้นครับพี่น้อง ถ้าเลือก ปลื้ม ก็จะได้ สุขุมพันธ์ เป็นผู้ว่าฯ"โดยระบุว่า ยังเสียดายและชอบนิสัย กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ ของคุณปลื้ม เพียงแต่ปลื้มมาผิดที่ ผิดเวลา ไว้โอกาสหน้าจะลองพิจารณาอีกที แต่ตอนนี้หากจะให้แซมชนะก็อย่าเสียงแตกต้องร่วมใจกันเลือกเบอร์10เท่านั้น เพราะหากเสียงแตก ก็จะทำให้ทั้งแซมและปลื้มแพ้ และคนของประชาธิปัตย์ก็จะชนะ

Airport litigation & the rule of law โดย Peter Lloyd

ที่มา thaifreenews

เป็นบทความนี้ลงใน หนังสือพิมพ์ Pattaya today นะคับ

Airport litigation & the rule of law


http://www.pattayatoday.net/index.php?action=show&type=news&id=4625
by Peter Lloyd / 2009-01-04


I read the new PM, Abhisit’s recent words with great interest: “I would like to correct the failed political system by relying on justice and the rule of law”.

The greatest failing in Thai culture, in my opinion, has been the lack of respect for the rule of law. Any law, when it needs to be broken in the interests of self-promotion, greed, loss of face, or simply selfish inconvenience to the common man driving like an idiot on busy roads, is there to be broken. The tourist gloom we are currently in starkly illustrates what happens when the things which seem so acceptable in Thailand are held to account by a more objective international standard.


Whether it be military coups, corrupt political dealings, police taking backhanders, protesters closing airports, blocking major roads, shooting people in drunken late night arguments, fleeing the scene of car accidents, dangerously drunk driving, you name it, it can only be good for Thailand and for Thais if this lack of respect for the rule of law at all levels of society can be changed.

While I remain hopeful, I don’t think any new attempt to respect the rule of law will receive more than lip service in a culture which regularly flouts it and is proud to do so.
But sometimes international standards and stinging, expensive lawsuits brought in (comparatively) uncorrupt overseas legal jurisdictions can help change a country’s behavior.


Take the airport occupation for example.
In Thailand the feeling seems to be that the airport problems were over once the protesters left, and it is all best forgotten about. Don’t blame PAD ringleaders or ask why the police and army failed so badly, or of holding government agencies to account.

Meanwhile, around the world, armies of lawyers and accountants are planning to do exactly that, as they comb through the wreckage, calculating losses and working out who to sue. The vast economic damage caused to innocent third parties has to be compensated to international standards, and they will make sure that someone in Thailand is held accountable.

Whilst I applauded the recent news that Thai Airways was going to sue PAD for something like 20 billion baht in damages, and also Airports of Thailand, who recently announced they would look to sue PAD for their own huge losses, I don’t hold out much hope for any Thai company trying to sue them – or anyone else - in Thailand, where someone influential will whisper to a potential litigator: “what you do, we fix this Thai style. Your lawsuit will bring loss of face to this country, and you won’t win in court”. Nothing will happen, and no lessons will be learned about taking responsibility, Thai style.

This has happened before, after the tragic Phuket air crash in December 2007. I remember reading that the airline bought off Thai claimants with a settlement which was embarrassingly low by international standards, largely on the basis of irrelevant arguments about Nationalism and promoting Thai unity.

The issue of liability and the result of any government enquiries into what went wrong in the Phuket crash, if any were held, seems to have been swept under the carpet. You never read anything about it in the Thai press. An unfortunate accident, bad for tourism, best left forgotten.

Now, according to the Bangkok Post, foreigners have launched a wave of lawsuits over this air crash, in the US, for damages to be assessed at proper international standards in a transparent courts system.

In the case of the airport occupation, this international litigation route will be repeated by non-Thai companies, including many of the 100 international airlines damaged by the airport occupation, who are currently considering which parties they should sue. They won’t be mugged or pressured into a Thai Style settlement, and will bring their lawsuits in the US.

I suspect the Thai government will end up footing the bill, and so they should, as they ultimately failed as a government, proving unable to stop murderous lawlessness in the capital city; they lost control of the police and the army, they failed to protect Government House and the international airports, and all these failings damaged the economic wellbeing of the country, and its international reputation. The price will have to be paid, and I fear it will be a heavy one.

------------------------------------------------------------------------------------------------

เนื่องจากง่วงนอนแล้ว ขอไม่แปลนะคับ แต่อยากจะบอกว่า เรื่องยึดสนามบิน ไม่จบง่ายๆ ครับ
เขาบอกว่ากำลังมีการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์
ที่ พธม.ยึด สนามบินนานาชาติ โดยจะทำเรื่องฟ้องผ่าน "ศาลของอเมริกา" ครับ

ตรงท้ายบทความเขาบอกว่า ดูท่าค่าเสียหาย คงยากที่ทางรัฐบาลไทยจะเลี่ยงได้ และราคาที่
อาจจะต้องจ่ายให้กับบทเรียนครั้งนี้ คง "มหาศาล" ครับ

ตัวใคร ตัวมันนะคับ

เอิ๊กๆๆ

ชวน โดนปาไข่เน่า เต็มๆ จะๆ

ที่มา thaifreenews



replay 10 เที่ยว เพื่ออรรถรส.....เครดิตคุณTuxedo