WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 7, 2009

ครม.เทแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบเดินหน้าต่ออายุ6มาตรการประชานิยม

ที่มา ประชาทรรศน์

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวผ่านงบกลางปีแสนล้าน กระตุ้นทั้งองคาพยพ กระจายเม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่รากหญ้ายันภาคเอกชน เทงบพยุงภาคเอกชนสกัดปัญหาคนตกงาน ชงเร่งเบิกจ่ายยอดคงค้าง อปท. ต่ออายุ "6 มาตรการ 6 เดือน" แต่ยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน พร้อมเน้นบูมท่องเที่ยว ผลักดันเอสเอ็มอี คาดดีเดย์เบิกจ่าย 1 เม.ย.นี้

วันนี้ (7 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเพื่อหามาตรการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยภายหลังการประชุม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเวลา 6 เดือน โดยการเสนองบประมาณเพิ่มกลางปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.สัปดาห์หน้าเพื่อจัดทำรายละเอียดของงบประมาณและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ภายในวันที่ 28 ม.ค.นี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดไว้ 7 กลุ่มและนายกรัฐมนตรีได้ขอให้เพิ่มอีก 2 รายการ รวมทั้งหมดเป็น 9 กลุ่ม

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจประกอบด้วย 1.ภาคการเกษตร 2.กลุ่มแรงแรงงานที่อยู่นอกภาคการเกษตร 3. กลุ่มผู้ปกครอง เกี่ยวกับมาตรการเรียนฟรี 4.กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกี่ยวกับ 6 มาตรการในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายเดิมจากรัฐบาลที่ผ่านมา 5.กลุ่มผู้สูงอายุในเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 6.กลุ่มธุรกิจภาคเอกชน เพื่อชะลอการเลิกจ้างงาน 7.กลุ่มภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินคงค้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มียอดคงค้างกว่า 8 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งการเบิกจ่าย และจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 9 ม.ค.นี้ โดยงบประมาณกว่า 60 % เกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย และอีก 40 % เป็นงบลงทุน

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามาอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพในการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยให้ทั้งหมดไปพิจารณาในเรื่องของงบประมาณในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยให้ทั้งหมดทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่จะให้เน้นในเรื่องของการทำประชาสัมพันธ์ประเทศไทยด้วย และให้หามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำแต่มีรายได้น้อย ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางว่าจะมีมาตรการอย่างไร นอกจากนี้ ในงบประมาณ 1 แสนล้านรัฐบาล ยังมีโครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น ซึ่งจะลงทุนประมาณ 100-1,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและได้โครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนด้วย โดยยืนยันว่างบก่อสร้างถนนก้อนนี้จะไม่ก่อให้เกิดงบผูกพันข้ามปี

"คาดว่ากลุ่มเป้าหมายทั้งหมดจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับงบประมาณที่จะจัดสรรลงไปภายในการประชุมครม.สัปดาห์หน้าเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมสภาปลายเดือนนี้ โดยในวันที่ 27 ม.ค.จะเป็นการประชุมร่วมรัฐสภาในกรอบความร่วมมืออาเซียน และวันที่ 28 ม.ค.จะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดยหลังจากที่สภาอนุมัติแล้ว งบประมาณทั้งหมดจะต้องเข้าระบบภายใน 3-4 เดือน" นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับ 6 มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่จะครบกำหนดในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ส่วนใหญ่ยังคงเดิมและที่จะยกเลิกคือ การยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิต เช่น ราคาน้ำมัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่นำเข้ารัฐ ส่วนที่เหลือนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ครม.เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดเกี่ยวกับการโดยสารฟรี ส่วนเรื่องค่าไฟฟ้าและน้ำประปาฟรี จะมีการปรับโดยการขอความร่วมมือให้ประชาชนได้ประหยัดพลังงานช่วยกันเพื่อให้เหมาะสมกับผู้มีรายได้น้อยจริงๆ โดยค่าไฟฟ้าจากเดิม ใช้ไม่เกิน 100 หน่วย จะไม่ต้องจ่ายค่าไฟ แต่ที่ประชุมได้พิจารณาหามาตรการช่วยผู้ใช้ไฟน้อยจริงๆ โดยจะมีการปรับลดซึ่งจะอยู่ในช่วง 80-100 หน่วย ส่วนค่าน้ำประปาจากเดิมกำหนดไว้ที่ 50 ยูนิตไม่ต้องจ่าย แต่จะมีการพิจารณาให้อยู่ในช่วง 30-50 ยูนิต ซึ่งจะเป็นมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนได้ประหยัดพลังงาน ทั้งหมดนี้จะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

"งบประมาณที่จะถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงที่จะเริ่มในวันที่ 17 พ.ค.นี้ คือ งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเกี่ยวกับโครงการเรียนฟรี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองกว่า 12 ล้านคน และอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาทเกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานกว่า 5 แสนคน โดยจะมีการฝึกอบรม 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง และอาจจะมีการจ้างงานต่ออีก 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตร ที่มีเงินเหลือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธกส.ได้รายงานให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังได้รับทราบว่างบประมาณก้อนนี้เพียงพอกับโครงการแทรกแซงราคา โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ไปดูในเรื่องของราคาพลไม้ ปาล์มน้ำมันและยางพาราเพิ่มเติม ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วัน" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายกอร์ปศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการจะเน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดให้ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นมาตรการการลดภาษี นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้ดูแลเรื่องอสังหาริมหทรัพย์ โดยมอบหมายให้ รมว.คลังเข้าไปดูแลโครงการก่อสร้างบ้านและคอนโดมีเนียมที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ออกเพื่อแก้ปัญหาการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

ด้าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้กำชับให้ดูแลเรื่องอสังหาริมทรัพย์และกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดให้ชัดเจน ในส่วนของการหามาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนนั้น ได้มีการพูดถึงการให้สินเชื่อโดยหามาตราการลดดอกเบื้อเพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีสภาพคล่อง ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวที่เตรียมหามาตรการเข้าไปดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร ซึ่งอาจจะเข้าไปดูแลในอัตรา 2-3 % อย่างไรก็ตาม ก็ต้องให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน ส่วนผู้ประกอบการด้านส่งออกรัฐบาลได้เตรียมหาแนวทางค้ำประกันการส่งออก สำหรับธุรกิจเอสเอมอี เตรียมออกมาตรการค้ำประกันเงินกู้

"สำหรับมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้กำหนดให้มารวมศูนย์ที่สำนักนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาแยกรายละเอียดความเหมาะสมกับการฝึกอบรมและการจ้างงานจำนวน 5 แสนคนเฉลี่ยในกระทรวงต่างๆ และจะได้ข้อสรุปในการประชุมครม.สัปดาห์หน้า โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน 6 เดือน โดยงบประมาณทั้งหมดจะต้องเบิกจ่ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2552" นายพุทธิพงษ์ กล่าว

'มาร์ค'ผวาเสื้อแดงป่วน!สั่งย้ายที่ประชุมอาเซียนไปหัวหิน

ที่มา ประชาทรรศน์

'อภิสิทธิ์'หวั่นคนเสื้อแดงขัดขวาง!ซ้ำรอยวันแถลงนโยบายรัฐบาล เคาะย้ายที่ประชุมอาเซียน ซัมมิทจากกรุงเทพฯไปหัวหิน ขณะที่'เพื่อไทย'โต้กลับนปช.เคลื่อนไหวเป็นสิทธิ์ตามรธน. ยันพร้อมให้ความร่วมมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลภายหลังหลังการประชุมการเตรียมจัดการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ในวันนี้ (7 ม.ค.)โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่าการประชุมจะจัดออกเป็น 2 ช่วงโดยช่วงแรก ที่ประชุมมีมติ ย้ายสถานที่จัดการประชุมจากเดิมเป็นศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

อย่างไรก็ตามในส่วนของกำหนดการวันประชุมจะเป็นวันที่ 27 -28 ก.พ. และวันที่ 1 มี.ค. 2552 และช่วงที่ 2 จะจัดในช่วงปลายเดือนเมษายนปีเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลของการย้ายสถานที่จัดการประชุมว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า กล่าวต่อว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้หากรัฐบาลยืนยันจะจัดการประชุมที่กรุงเทพฯก็สามารถทำได้ แต่การชุมนุมต่างๆ โดยเฉพาะการประกาศขัดขวางการประชุม รัฐบาลจึงไม่อยากให้เกิดปัญหา เหมือนกับกรณีย้ายสถานที่แถลงนโยบายระหว่างวันที่ 29-30 ธ.ค.2551

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การหารือกับผบ.ตร.ครั้งนี้หารือกันในเรื่องการเตรียมการประชุมผู้นำอาเซียน โดยย้ำให้ผบ.ตร.มาดูแลด้วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นหน้าตาของประเทศต้องทำให้เรียบร้อยให้ประเทศเกิดความมั่นใจและมีความสุข

เมื่อถามถึงสาเหตุการย้ายสถานที่จัดประชุมไปที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสุเทพ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลแต่เหตุผลที่สำคัญคือการประชุมผู้นำอาเซียนที่แล้วมาจะจัดขึ้นที่เมืองตากอากาศเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลจึงคิดว่ามีหลายเหตุผลที่หัวหินมีความเหมาะสม ซึ่งการย้ายสถานที่นั้นในที่ประชุมก็เห็นตรงกัน

ต่อข้อถามว่าสาเหตุหนึ่งเพราะจะได้สะดวกที่จะนำผู้นำต่างประเทศเข้าเฝ้าหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ควรนำมาใช้อ้างอย่างไรก็ตามยอมรับว่าที่เลือกหัวหิน จ.ประจวบฯ มาจากกลุ่มเสื้อแดงด้วย เพราะรัฐบาลไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในบ้านเมืองแต่จะพยายามคลี่คลาย จึงคิดว่าหากไปจัดงานในสถานที่จะไม่เกิดปัญหาการเผชิญหน้าและสามารถป้องกันได้ จึงเลือกที่หัวหิน

เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะไม่ติดตามไปประท้วงที่หัวหิน นายสุเทพ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลที่สมควรและไม่สมควรพูด ทั้งนี้ในส่วนของกำลังเจ้าหน้าที่ๆจะใช้ดูแลความปลอดภัยนั้นตนให้เป็นหน้าที่ของผบ.ตร.มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือจะประสานกับกระทรวงกลาโหมโดยตนจะไม่เข้าไปสั่งการแต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีปัญหาก็สามารถมารายงานให้ตนทราบได้

ต่อข้อถามว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาการชุมนุมกดดันของกลุ่มเสื้อแดงอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า การประชุมเตรียมการวันนี้พูดเฉพาะการจัดประชุมอาเซียนโดยไม่ได้พูดถึงกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง ซึ่งการเดินทางมาชุมนุมของเสื้อแดงไม่เป็นปัญหาตนจะพยามแก้ไขและขณะนี้ก็ยังเจราจาอยู่เรื่อย ทั้งนี้นายสุเทพยังกล่าวติดตลกว่าการที่ตื่นเช้าแล้วเข้ามาในทำเนียบรัฐบาลได้ยินเสียงตะโกนไชโยเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้ไม่เหงา

ขณะที่นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเตรียมเคลื่อนไหวขัดขวางการประชุมอาเซียนของกลุ่มคนเสื้อแดง ถือเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ซึ่งการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งนี้ ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับฝ่ายค้าน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ฝ่ายค้านร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีว่า พรรคเพื่อไทยช่วงที่เป็นรัฐบาลพยายามจัดการประชุมดังกล่าว แต่ไม่สำเร็จ เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนในการร่วมมือจัดการประชุมแต่อย่างใด แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมให้ร่วมมือสนับสนุน เพราะเห็นว่าเพื่อบ้านเมือง แต่อยากให้แยกแยะว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาไม่ถูกต้อง กับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเป็นคนละเรื่องกัน

'เพื่อไทย'ปัดชักใยเสื้อแดงเหนือป่วน'ชวน'

ที่มา ประชาทรรศน์

นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวยืนยันว่า พรรคฯไม่ได้อยู่เบื้องหลังกลุ่มคนเสื้อแดงกรณีปาไข่ใส่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่เดินทางไปช่วยผู้สมัครหาเสียงที่จังหวัดลำพูน อ้างได้รับโทรศัพท์จากประชาชนชาวลำปางและลำพูน ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้มีการขนคนจากจังหวัดอื่นเข้ามา ระบุเพียงแค่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นประชาชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้

นอกจากนี้โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวอีกด้วยว่า พรรคฯอยากทวงถามไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีที่พูดว่า รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านร่วมจัดรายการนายกฯอภิสิทธิ์พบประชาชนทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล โดยหลังจากนี้ตนจะทำหนังสือทวงถามไปถึงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสักนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขอจัดรายการดังกล่าว

อาถรรพ์แหวนทองพท.เล็งฟันนายกฯแจกของ"ยายเนียม"

ที่มา มติชนออนไลน์

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กทม. สมาชิกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มกราคม2552 ที่ผ่านมา นายอนันต์ ฮีสวัสดิ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ นำหนังสือร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาปรึกษากับฝ่ายกฎหมายของพรรคก่อนนำไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งของขวัญไปให้นางเนียม พันธ์มณี ซึ่งมีหลักฐานปรากฏทั้งภาพและเนื้อหาข่าว ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยได้ให้คำแนะนำกับนายอนันต์ในเชิงกฎหมายในการไปดำเนินการฟ้องร้องกรณีดังกล่าวต่อกกต. ภายใน1-2 วันนี้ เนื่องจากเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเจตนากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งซ่อมส.ส. อย่างชัดเจน เพราะการที่นายอภิสิทธิ์นำสิ่งของไปมอบให้นางเนียมและปรากฏเป็นข่าวนั้น ถือเป็นการจูงใจให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีผลต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งเขตพื้นที่จ.อุบลราชธานี ที่นางเนียมอยู่อาศัยยังเป็นเขตพื้นที่เลือกตั้งซ่อม



นายวิชาญ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการสรรหาตัวบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้น ในเบื้องต้นแกนนำพรรคได้เสนอว่า จะรอดูสถานการณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ในวันที่ 11 มกราคม นี้ ว่าพรรคจะมีจำนวนส.ส.ที่ได้มาเพิ่มอีกเท่าไหร่ จากนั้นจึงจะนำมาหารือในที่ประชุมพรรคเพื่อเสนอบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านต่อไป

"โอ๊ค"ติดตามคาราวานหาเสียง

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม คาราวานหาเสียงของพรรคเพื่อไทย นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อช่วย นายขจิตร ชัยนิคม ผู้สมัครเลือกซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม มีประชาชนส่วนใหญ่สวมเสื้อสีแดงเข้าร่วมรับฟังกว่า 3,000 คน ผู้ขึ้นกล่าวคำปราศรัยส่วนใหญ่มุ่งโจมตี การตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์,การตัดสินใจย้ายขั้วการเมือง ของ กลุ่มเพื่อนเนวิน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีหนีการเกณฑ์ทหาร, แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ถูกต่อต้านจากคนเสื้อแดงหลายพื้นที่,การยึดสนามบิน ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และได้เรียกร้องให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทย ช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้กลับบ้าน ขณะที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ เดินเข้าไปทักทายประชาชนโดยรอบ

สิ้นคิด!ตั้งอภิรักษ์ที่ปรึกษา‘มาร์ค’

ที่มา ประชาทรรศน์

* นักวิชาการรุมจวกขัดนโยบายคุณธรรมสูงส่ง

“นักวิชาการ” รุมจวกประชาธิปัตย์ ตั้ง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” เป็นที่ปรึกษานายกฯ ทำคนไทยทั้งประเทศเสียความรู้สึก แถมขัดนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อสภา ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มากด้วยคุณธรรม จริยธรรม จี้ ปชป. ต้องแจงสังคมให้ชัดว่ามีเหตุผลอะไรที่ตั้งคนมีตำหนิเข้ามาทำงาน ส่วนกรณีส่งเทียบเชิญ “นาม ยิ้มแย้ม” นักวิชาการชี้ชัดเป็นรัฐบาลคุณขอมา แม้แต่ “อภิสิทธิ์” ก็ยังถูกจับนั่งเป็นนายกฯ พร้อมจี้รัฐบาลต้องมีความชัดเจนเรื่องแก้ไขรธน. และการดำเนินคดีกับม็อบชั่วพันธมิตรฯ แนะหากรัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้คนไทยเอาบัตรประจำตัวประชาชนไปคืน

* แนะ!เลิกเป็นคนไทยถ้ารัฐไม่กล้าเอาผิดม็อบชั่ว

ถูกตั้งฉายาเป็นรัฐบาล “ต่างตอบแทน” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้ง นายกษิต ภิรมย์ เข้ามาเป็นรมว.ต่างประเทศ ด้วยความเชื่อของสังคมว่าเป็นการตอบแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลก่อนหน้านี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาเป็น รมว.กลาโหม จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตอบแทนทหารที่เข้ามาเป็นผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง รวมไปถึงกรณีล่าสุดที่มีข่าวจะตั้งนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคตส. ที่มีผลงานในการขุดคุ้ยเอาเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม ก็เป็นที่ครหาและวิพากษ์วิจารณ์ไปอย่างกว้างขวาง

* แม้แต่อภิสิทธิ์ก็ยังถูกจับวาง

จากกรณีดังกล่าวนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเรียกอย่างนั้นก็ถูกแล้ว ยังจะต้องสงสัยอะไรอีก ที่มาของรัฐบาลก็เป็นอย่างนี้ อย่าลืมว่ารัฐบาลนี้ประชาชนไม่ได้เลือก แต่พวกเขาเลือกเอง คนเก่งในประเทศนี้ก็คงมี แต่คนดีไม่รู้ว่าอยู่ไหน ไม่ทราบว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรเพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลคุณขอมาอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงการเข้ารับตำแหน่งของบุคคลในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม หรือแม้กระทั่งมีชื่อของนายนาม ยิ้มแย้ม รวมอยู่ด้วย นายสุธาชัยกล่าวว่าเขาเป็นพวกเดียวกัน ได้มาจากพันธมิตรฯ แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เป็นคนเลือกเอง ขนาดนายอภิสิทธิ์ยังถูกเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

ทั้งนี้ ชื่อของนายกษิตที่เป็นตำหนิของรัฐบาลชุดนี้ที่เห็นได้ชัดที่สุด เชื่อว่าก็ไม่น่าจะใช่ชื่อของคนที่นายอภิสิทธิ์ตั้งใจจะเลือกไว้ ถือว่าเป็นโควตาของกลุ่มพันธมิตรฯ

* สิ้นหวังกับรัฐบาลสหพันธ์

ด้านนายสมเกียรติ ตั้งนโม อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ต่างตอบแทนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะประชาชนไม่มีความหวังกับรัฐบาลสหพันธ์แบบนี้

ใครที่ละเมิดกฎหมายก็ต้องจัดการ ในเมื่อนายอภิสิทธิ์เป็นคนประกาศเองว่าจะทำให้ประเทศกลับไปสู่กระบวนการนิติรัฐให้ได้ ซึ่งตรงนี้ประชาชนทุกคนกำลังจ้องมองอยู่ว่าจะทำอย่างนั้นได้หรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไรกับอันธพาลพันธมิตรฯ

ต่อมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งกำลังมองดูอยู่ว่ารัฐบาลจะแก้ไขจัดการกับรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่ได้เรื่องนี้อย่างไร รวมถึงเรื่องทุนโลกาภิวัตน์ นายอภิสิทธิ์จะทำอย่างไรที่จะได้ผลตอบกลับจากการส่งออกสินค้า นายอภิสิทธิ์มีนโยบายในการขานรับเศรษฐกิจไทยอย่างไร ดูแลประชาชนจากล่างขึ้นบนอย่างไร หมายถึงคนที่ยากจนขึ้นไปก่อน นอกจากนโยบายลอกการบ้านเพื่อน แล้วจะทำการบ้านตัวเองอย่างไร

* แนะเอาบัตรปชช.ไปคืนรัฐบาล

“ผมมองอยู่ 3 ระดับ รัฐบาลจะทำอย่างไรกับกฎหมาย เรื่องแก้ไขรับธรรมนูญ และคนจำนวนมากกว่าร้อยละ 65 ยังยากจนอยู่ ภายใน 3 เดือนนี้จะอดทนดูคุณ เราต้องพ้นเกมแม่สี คุณต้องปกครองและใช้อำนาจอย่างเท่าเทียม เราต้องกลับมาเป็นนิติรัฐ และนิติธรรม ถ้าไม่อย่างนั้นคนแก่คงต้องพกปืนกันคนละกระบอกเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะกฎหมายไม่สามารถคุ้มครองตัวเราได้”

นายสมเกียรติ กล่าวต่อไปว่า ถ้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่สามารถปกครอง และบังคับใช้กฎหมายได้ ขอแนะนำว่าให้ประชาชนชาวไทยคืนบัตรประจำตัวประชาชนให้กับรัฐบาล เพราะไม่สามารถเป็นสมาชิกซ่องโจรได้

* โจรก็ย่อมบอกว่าพวกโจรดี

นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ยังได้กล่าวถึงนายกษิตว่าเป็นโจร เป็นผู้ก่อการร้ายสากล เป็นกบฏร่วมกับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ นายนามซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในคตส. แล้วคตส.ถือว่าเป็นอำนาจปลอมที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกกฎหมาย ดังนั้นนายนามได้รับใบมอบอำนาจปลอมจากพวกโจรกบฏที่เป็นผู้ให้อำนาจ

"คนที่มีจิตใจไปร่วมกับโจรกบฏ ถ้าไม่เรียกว่าเป็นโจร ก็สมุนโจร ถามว่าถ้าเรามีบริษัท เราจะให้คนบ้าๆ พวกนี้เข้ามาทำงานหรือไม่ส่วนเรื่องของการที่รัฐบาลถูกเรียกว่าเป็นรัฐบาลต่างตอบแทนนั้น แล้วแต่คนจะเรียก บอกได้แค่ว่าโจรก็ย่อมรักโจร"

ส่วนที่เวทีพันธมิตรฯ ฉลองปีใหม่ซึ่งมี น.ต.ประสงค์ กล่าวถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในทำนองข่มขู่เพื่อส่งผลให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ในการเอาผิดทางกฎหมายกับพันธมิตรฯ นั้น นายมานิตย์ กล่าวว่า โจรก็ทะเลาะกันเองเรื่องแบ่งผลประโยชน์
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังนิ่งเฉย ต่อไปจะให้มีการแจ้งความในนามพรรคการเมืองเพื่อให้รัฐบาลดำเนินคดีกับพวกกบฏ เมื่อแจ้งความอย่างนี้แล้วจะได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเวลามีการประชุมสภา ไม่ต้องปล่อยให้คนคนเดียวแจ้ง
“กบฏเป็นการปล้นอำนาจของประชาชนชาวไทย รัฐบาลต้องทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่ทำงานเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม แล้วใครบอกว่ากษิตดีมีความสามารถ ใครบอกนามมีความรู้ดี ไม่มีใครบอก มีแต่โจร โจรก็ต้องบอกว่าพวกโจรดี แต่ดีแล้วเอาคนชั่วมาจะได้มีเรื่องด่าทุกวัน” นายมานิตย์กล่าว

* “นาม” ปัดไม่เคยขอตำแหน่ง

ด้านนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคตส. กล่าวถึงกรณีถูกฝ่ายค้านโจมตี การรับเป็นคณะทำงานในกระทรวงยุติธรรมตามคำเชิญของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมว่า เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน โดยยืนยันว่า การตอบรับช่วยงานในกระทรวงยุติธรรม ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทน และไม่มีข้อต่อรองแต่อย่างใด

พร้อมกล่าวด้วยว่าตั้งแต่รับราชการในกระทรวงยุติธรรมมา ไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมาย หรือใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ ที่สำคัญแก่แล้วจะไปทำอะไรที่ไม่ถูกต้องได้อย่างไร การรับปากเข้ามาช่วยงานในกระทรวงยุติธรรม เป็นเพราะเห็นว่า ยังมีความรู้ความสามารถที่ช่วยประเทศชาติให้พ้นวิกฤติได้ อะไรที่พอทำได้ก็ช่วยกันไปแต่ต้องเป็นงานที่ถูกฎหมาย

“ผมไม่เคยขอตำแหน่งใครอยู่แล้ว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่า จะมีคนเห็นความสามารถของผมหรือไม่ ที่ผ่านมา ผมก็ถูกเชิญไปช่วยงานตั้งหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น กกต.หรือล่าสุดเป็น คตส. ทุกคนก็ยอมรับในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น อย่ามาโจมตีกันเลย ขอให้มาช่วยชาติบ้านเมืองในการทำงาน หากการเชิญผมเข้ามาช่วยงานถูกโจมตีอย่างนี้ และ
รมว.ยุติธรรม จะเปลี่ยนใจ ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะผมตอบรับโดยไม่คิดหวังผลตอบแทนอะไรอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่า งานกฎหมาย และงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม เป็นงานถนัดแม้จะแก่แล้วก็สามารถทำได้ ไม่มีปัญหา ซึ่งในเร็ว ๆ นี้ คงจะได้มีการหารือกับรัฐมนตรีอีกครั้ง”

* แค่อยากให้มีรถไปรับที่บ้าน

ทั้งยังกล่าวด้วยว่าการเข้าไปช่วยงาน ไม่ได้ขอรถประจำตำแหน่งแต่อย่างใด เพราะเลิกขับรถมานาน จะให้ไปขับรถอีก ก็ต้องไปฝึกเป็นเดือน ตอนนี้อายุ 73 ปี แล้วสายตาไม่ดี จะให้ไปขับรถเหมือนวัยหนุ่มคงไม่ได้ และเห็นว่า การเดินทางไปช่วยงานที่กระทรวงอยู่ไกล น่าจะมีรถมารับก็เท่านั้น ไม่ใช่ขอรถประจำตำแหน่ง และแม้ว่าจะขับรถไม่ได้ แต่ก็มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย และเป็นงานถนัดที่สามารถช่วยงานได้ เพราะหลังจากเกษียณอายุราชการ ก็ไปเป็นที่ปรึกษาไทยธนาคาร และหากจะมาเป็นคณะทำงานกระทรวงยุติธรรม ก็สามารถทำงานได้โดยไปทำงานในช่วงบ่าย

เมื่อถามว่า การเสนอตำแหน่งในกระทรวงยุติธรรม มีความสนิทสนมกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายนามกล่าวว่า เรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นเป็นนิทานหลอกเด็ก ตั้งแต่เป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุบพรรคไทยรักไทย แถมยังกล่าวหาว่า ไปสนิทสนมกับนายชวน ถึงขนาดไปเช่าบ้าน ซึ่งความจริงไม่รู้จักนายชวน หรือใครในพรรคประชาธิปัตย์เป็นการส่วนตัว แต่รู้จักในฐานะนักการเมืองเท่านั้น

* ยันไม่ได้เข้ามาไล่บี้คดี “ทักษิณ”

ส่วนกรณีที่เข้ามาเป็นประธานสอบกรณีทุจริตเรือ-รถดับเพลิงของ กทม.ที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้อง โดยหน้าที่ของประธานคตส. ไม่สมควรเข้ามาเป็นประธานสอบด้วยซ้ำ แต่เกิดจากมติเอกฉันท์ของที่ประชุม คตส.ต้องการให้เข้ามาทำหน้าที่ประธานสอบ เมื่อเป็นมติก็ปฏิเสธไม่ได้ ยืนยันว่า ในการปฏิบัติหน้าที่คตส.ไม่เคยเข้าข้างใคร คนใด คนหนึ่ง ทุกอย่างต้องว่าไปตามขั้นตอน ตนคนเดียวจะไปเคลียร์คดีให้ใครไม่ได้

เมื่อถามว่า การเชิญเข้ามาทำงานครั้งนี้ เพื่อต้องการสางคดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนาม กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดถึงขนาดนั้น เพียงแต่เบื้องต้น ได้มีการเชิญเข้ามาเป็นคณะทำงานในกระทวงเท่านั้น ส่วนตัวเห็นว่า งานอะไรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ก็พร้อมจะทำทุกหน้าที่ ยกเว้นงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมาย

* อภิรักษ์นั่งที่ปรึกษานายกฯ

ขณะที่ในวันเดียวกันนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอให้
แต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จำนวน 5 ราย คือ 1.คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ 2. นายสาวิตต์ โพธิวิหค 3. นายกนก วงษ์ตระหง่าน 4. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และ 5. นายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2552 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้แต่งตั้ง นางพรรณี จารุสมบัติ ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย คือ 1. น.ส.วาสนา ปรีดีจิตร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายชาติชาย พุคยาภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) 2. นายธรรมรัต หวั่งหลี ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3. นายสุรกิจ ลิ้มสิทธิกูล ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

* ธีระวัฒน์เป็นเลขาฯ รมว.ท่องเที่ยว

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย คือ 1.นายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 2. นายยุทธพล อังกินันทน์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงกลาโหมเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 คน คือ 1. พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 2. พล.อ.นพดล อินทปัญญา ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งให้ น.ส.รสพิมล จิรเมธากร ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย คือ 1. นายลัทธชัย โชคชัยวัฒนากร ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 2. นายสมศักดิ์ แต้เจริญวิริยะกุล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม) 3. นางดารณี เลศะวานิช ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ปฏิบัติราชการในหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร)

* ขรก.การเมืองปชป.ยังไม่คลอด

ส่วนกระทรวงการคลัง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 4 ราย คือ 1. นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์) 2. นายเกษมสันต์ วีระกุล ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง) 3. นางณารินี ตะล่อมสิน ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์) 4. นายรัชดากรณ์ ทาระวรรณ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์)

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จำนวน 2 ราย คือ 1. พล.ท.อธิยุทธ จุนทะสุต เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที 2. นายฉัตร วิศวพลานนท์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที

ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในส่วนของกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์รับผิดชอบจะมีการหารือกันอีกครั้ง โดยอาจเข้า ครม.ได้ทันวันที่ 13 มกราคมนี้

* กังขาตั้งอภิรักษ์-ติดคดี ป.ป.ช.

ทั้งนี้การที่ครม.มีมติให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีดังกล่าว ได้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นการขัดแย้งกับสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงต่อสภาหรือไม่ ว่าจะบริหารบ้านเมืองบนหลักคุณธรรม จริยธรรม เนื่องจากนายอภิรักษ์ ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในคดีทุจริตรถ-เรือดับเพลิงของ กทม. มูลค่า 6 พันล้านบาท ที่ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กรณีดังกล่าวรศ.วรพล พรหมิกบุตร คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่าการแต่งตั้งนายอภิรักษ์ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมแน่นอน เพราะเป็นการแต่งตั้งคนที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับคดีรถ-เรือดับเพลิง ซึ่งนายอภิรักษ์ จะต้องพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าบริสุทธิ์ เพราะถือว่าเป็นมารยาทก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง แม้ว่าในตอนนี้นายอภิรักษ์จะถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ตาม

* ปชช.ผิดหวังภาพความโปร่งใส

ทางด้าน รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผอ.สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกรณีเดียวกันว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นการขัดกับที่นายกฯ แถลงนโยบายหรือไม่ ประชาชนคงต้องดูเอาเอง

ผศ.อรทัย ก๊กผล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการตั้งนายอภิรักษ์ คงเป็นเรื่องฝืนความรู้สึกประชาชน ทำให้ภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์ ที่มีคนตั้งความหวังไว้สูงว่าต้องโปร่งใส ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม คงเป็นเรื่องที่ประชาธิปัตย์จะต้องอธิบายต่อสังคมว่ามีเหตุผลอย่างไร

ผศ.วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในแง่ของหลักกฎหมายหากศาลยังไม่ได้สรุปความผิดชัดเจนก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ความคิดเห็นส่วนตัวนั้นมองว่าไม่สมควร การที่ดึงนายอภิรักษ์เข้ามาอาจเพื่อหวังผลในด้านอื่นๆ

ปชป.ย้ำเชือดแน่ม็อบชั่วพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

“ประชาธิปัตย์” ดาหน้ายืนยันรัฐบาลต้องเอาผิดตามกฎหมายกับม็อบชั่วพันธมิตรฯ แน่นอน ไม่สนที่ “ประสงค์ สุ่นศิริ” ออกมาตีปลาหน้าไซทวงบุญคุณ ยืนยันได้เป็นรัฐบาลเพราะพลังประชาชนถูกยุบไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของม็อบ และยืนยันไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง ย้ำชัดรัฐบาลต้องยึดมั่นหลักการ ถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็คงบริหารบ้านเมืองไม่ได้

จากกรณีที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ขึ้นปาฐกถาในเวทีปีใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลบนกองเลือดและซากศพของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ถูกตีความว่าเป็นความพยายามที่จะทวงบุญคุณและเป็นการตีปลาหน้าไซไม่ให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เอาผิดกับพันธมิตรฯ ที่ก่อคดีเอาไว้มากมาย ตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างข้อหากบฏ โจรก่อการร้าย การบุกรุกสถานที่ราชการ ไปจนถึงเรื่องการทำร้ายร่างกาย การมีอาวุธไว้ในครอบครอง การลักทรัพย์ ฯลฯ
จากกรณีดังกล่าวทำให้สังคมตั้งขจ้อสงสัยว่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลำบากใจจนไม่กล้าดำเนินการใดๆ ในเรื่องดังกล่าวหรือไม่

นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคปชป. กล่าวว่า เรื่องพันธมิตรฯทำผิด รัฐบาลไม่ปล่อยไว้อยู่แล้ว ทุกฝ่ายก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเสื้อแดงของนปช. หรือเสื้อเหลืองของพันธมิตรฯ ถ้าทำความผิด ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลยึดกฎหมายเป็นหลัก

ครั้งนี้ประชาชนกำลังเฝ้าดูรัฐบาลอยู่ ฝ่ายอื่นๆก็มองดูรัฐบาลอยู่ รัฐบาลต้องยึดหลักการทำงานตามกฎหมายจะไม่ปล่อยให้บ้านเมืองย่ำอยู่กับที่อย่างที่ผ่านมา

“ถ้าคิดจะอยู่เพื่อบริหารประเทศให้ได้ รัฐบาลต้องตั้งหลักทำงานอย่างเดียว ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ความไม่ชอบธรรมต้องไม่เกิดขึ้น อย่างท่านนายกฯพูดไว้ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่อย่างนั้นรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้” นายนริศ กล่าว

ด้านนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ แจงว่าใครจะพูดอะไรก็พูดไป มีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสงสัย แต่เรื่องของกฎหมายย่อมไม่ทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะกล่าวหาว่ารัฐละทิ้งต่อหน้าที่ หรือเลือกปฏิบัติ ซึ่งต้องว่ากันไปตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่

แต่ที่จริงเรื่องนี้ควรจะถามตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์แล้ว ว่าเลือกปฏิบัติหรือเปล่า ต้องแบ่งแยกกันให้ออกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรฯ เคยชี้แจงเรื่องนี้หลายครั้งแล้วว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

“รัฐบาลนี้จัดขึ้นมาได้ไม่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ก็คือประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ เขาก็เคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก อย่างคุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เขารู้จักกัน เขาเป็นแกนนำเวลาอยู่พันธมิตรฯ แต่พอเข้ามาสภาเขาก็ทำหน้าที่สมาชิกสภา ที่ประชาธิปัตย์ขึ้นมาได้เพราะพรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรค พรรคอื่นๆ ถูกยุบพรรค ตัวเลขก็เปลี่ยน เราจึงได้มาเป็นรัฐบาลก็เท่านั้นเอง” นายบุญยอดกล่าว

‘จตุพร’แจง‘ชวน’ถูกปาไข่เน่าเพราะเป็นกงกรรมกงเกวียน

ที่มา ประชาทรรศน์

เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้ทราบข่าวว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินทางไป จ.ลำพูน เพื่อช่วยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 มกราคมนี้ จึงได้มีการร่วมตัวกัน นำโดย น.ส.กัญญาภัค มณีจัก หรือดีเจอ้อม แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 พร้อมแนวร่วมไม่ต่ำกว่า 100 คน ได้กระจายกำลังรอขับไล่นายชวน และระหว่างที่นายชวนพร้อมทีมงานจะเดินทางไปช่วยลูกพรรคหาเสียง ด้วยรถยนต์แวน ยี่ห้อนิสสัน สีดำ หมายเลขทะเบียน ชส-1889 กรุงเทพมหานคร กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้วิ่งเข้าไปปาถุงไข่เน่าใส่รถยนต์คันดังกล่าว และรถทีมงานจำนวนหนึ่งเปื้อนไข่เน่า แต่ไม่มีผู้ใดในรถถูกไข่เน่า

จนกระทั่งตำรวจ สภ.เมืองลำพูน ที่ดูแลความเรียบร้อยกว่า 40 นาย ต้องเข้ามาระงับเหตุ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 จึงยอมหยุด และปล่อยให้ขบวนรถของนายชวนขับออกจากที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะเดินทางไปช่วยลูกพรรคหาเสียงที่แจ่มฟ้าพลาซ่า อ.เมือง จ.ลำพูน

ในขณะเดินทางหาเสียงในตัวเมืองลำพูน นายชวน หลีกภัย ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า กระทำของกลุ่มคนที่มาปาไข่ใส่ตนและรถนั้นมองว่าไม่ควรทำ สังเกตว่าผู้ที่กระทำรุนแรงนั้นได้ใช้ผ้าปิดหน้าปิดตาเขาคงรู้ว่าเป็นความรุนแรงและเป็นฝีมือของคนกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับมอบหมายให้มาทำ ก็ขอให้ประชาชนในพื้นที่ช่วยดูแลไม่ให้คนบางกลุ่มมาทำลายภาพลักษณ์ของจังหวัดเวลาไปที่จังหวัดอื่นก็จะทำให้เกิดความเคียดแค้นกันคนไทยขัดแย้งกันเองอย่างไม่ควรจะเกิด แต่หากจำเป็นก็เห็นด้วยที่จะต้องนำกฎหมายมาควบคุม และก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ก็ได้เตือนตนแล้วว่าไม่อยากให้ออกมาเสี่ยง แต่มีหน้าที่ต้องทำก็ต้องกล้าที่จะเผชิญกับความเป็นจริง

นายชวน กล่าวอีกว่า สำหรับการช่วยหาเสียงใน จ.ลำปางและลำพูนในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ 2 จังหวัดนี้เป็นที่ที่เราอยากได้แต่ไม่เคยได้ เที่ยวนี้จะได้หรือๆไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้สมัครด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งปฏิกิริยาของคนส่วนน้อยที่มาทำระหว่างที่ตนลงพื้นที่ด้วยวิธีการเช่นนี้เชื่อว่าจะส่งผลไม่ดีต่อผู้กระทำเองเพราะคนไม่เห็นด้วยจะมากขึ้น อย่างไรก็ตามตนไม่อยากนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นเหตุผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนจังหวัดหนึ่งกับอีกจังหวัด และขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องในแต่ละจังหวัดให้สามัคคีกัน

ในวันเดียวกันนั้น ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้องกับแกนนำคนเสื้อแดงที่ส่วนกลาง เป็นปรากฏการณ์ที่ประชาชนไปดำเนินการกันเอง ปรากฏการณ์นี้เป็นอารมณ์ของประชาชนที่เหมือนกัน เฉกเช่นกับที่พรรคประชาธิปัตย์ ไปรวมตัวกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อขับไล่รัฐบาลสมัคร และ รัฐบาลสมชาย จึงเป็นกงกรรมกงเกวียน โดยทางออกเดียวของปัญหา คือ การยุบสภา

ทั้งนี้ คนเสื้อแดง จะมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. โดยจะยื่นหนังสือให้สถานทูต 9 ประเทศในอาเซียน เพื่อไม่ให้มาประชุมอาเซียนซัมมิท แต่หากไม่เป็นผล ก็จะชุมนุมเมื่อมีการประชุมอาเซียนซัมมิต

“ความสุขของ...มาร์ค” หลังนั่งเก้าอี้นายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย คมแฝก

ไม่น่าเชื่อว่าในสถานการณ์การเมืองเคร่งเครียด ประชาชนกำลังลำบาก ธุรกิจท่องเที่ยว ที่อยู่ในสภาพโคม่า คนตกงานกันมากมายขนาดนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังมีเวลาไปหาความสุขส่วนตัว

วันหยุดปีใหม่ 4 วันที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์เอาเวลาไปพักผ่อนท่องเที่ยว เดินเล่นชายหาดจังหวัดกระบี่ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

มีเสียงท้วงติงว่า สภาพการเมืองแบบนี้ น่าจะ เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี และ คณะทำงานให้ประชาชนได้เห็นว่ารัฐบาลนี้ทำงานทุกวัน แม้แต่ในวันที่ประชาชนหยุด รัฐบาลก็ไม่หยุด และขณะที่ประชาชนพักผ่อน รัฐบาลก็ทำงานแบบไม่หยุดหย่อน

ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย น.ส.งามพรรณ เวชชาชีวะ พี่สาว และ น.ส.ปราง เวชชาชีวะ ลูกสาว ไปชมภาพยนตร์เรื่อง “ความสุขของกะทิ” ที่สร้างจากนวนิยาย รางวัลซีไรต์ในปี 2549 ผลงานของพี่สาวนายอภิสิทธิ์

ที่เขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่า ห้ามนายอภิสิทธิ์ ไม่ให้ ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ แต่อยากจะสื่อสารไปทางนายกรัฐมนตรีว่าขณะนี้ประชาชนชาวไทยกำลังลำบาก โดยเฉพาะพี่น้องชาวรากหญ้า ดังนั้นเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลต้องให้ขวัญกำลังใจ

เริ่มต้นปีก็เจอเรื่องราวร้ายๆ กับโศกนาฏกรรมไฟไหม้ ซึ่งได้เกิดขึ้นให้เห็นแล้วถึงสองแห่งด้วยกัน แห่งแรกคือ ซานติก้าผับ แห่งที่สองตามมาติด ๆ คือ เสือป่าพลาซ่า คนไทยเศร้าสลด หดหู่ ไม่มีขวัญกำลังใจจะไปท่องเที่ยวที่ไหน

ตื่นเช้าขึ้นมาอ่านหนังสือพิมพ์ก็มีแต่ข่าวร้ายๆ เช่น นางธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า สำนักงานสถิติ ได้ทำการสำรวจแนวโน้มประเทศไทยปี 2552 พบ 7 ธุรกิจเสี่ยงปิดกิจการและเลิกจ้างสูง

ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ,การผลิตยานยนต์และจักรยานยนต์ ,อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอัญมณี เครื่องประดับ ,เฟอร์นิเจอร์ เครื่องแต่งกายและสิ่งทอ ,ยางและพลาสติก และธุรกิจโรงพยาบาล

อ่านข่าวแบบนี้ก็ใจคอไม่ดี ลูกจ้างก็กลัวตกงาน ส่วนนายจ้างก็จ้องจะลดต้นทุน ทั้งลูกจ้างและนายจ้างก็หวาดระแวงกันเอง

ด้าน ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค คาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ คนไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างน้อย 1-2 ปี หรืออย่างมาก 3-4 ปี และรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาในระยะสั้น คือปัญหาว่างงาน เพราะอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทุกๆ 1% ที่ปรับลดลง จะทำให้มีคนตกงานถึง 350,000 คน

มีตัวเลขที่น่าสนใจจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งพบว่า ผลกระทบจากการว่างงาน 1 ล้านคนในไตรมาส 1 ปีนี้ มาจากแรงงานในระบบส่วนหนึ่ง และบัณฑิตจบใหม่อีกกว่า 675,000 คน ส่งให้ผลการบริโภคลดลงกว่า 13,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ข่าวที่ไม่เคยได้เห็นก็ได้เห็น เช่น พาดหัวข่าวว่า “การบินไทยช็อตเงินเลื่อนจ่ายหนี้” ซึ่งข่าวนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในบริษัทการบินไทยที่ถือว่ามั่นคงมากที่สุด

ข่าวระบุว่า พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักเลขานุการบริษัท ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การบินไทยได้เจรจากับ บริษัท แอร์บัส อินดัสทรี จำกัด เพื่อขอเลื่อนเวลาการจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนรับมอบเครื่องบิน จากกำหนดเดิมออกไปอีก 3 เดือน เนื่องจากการบินไทยกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ทั้งนี้ ตามแผนการรับมอบเครื่องบิน ปี 2552 การบินไทยจะรับมอบแอร์บัส A 330 ทั้งสิ้น 6 ลำ และเริ่มจ่ายเงินล่วงหน้าในเดือนมกราคม 2552 นี้ เพื่อรับมอบเครื่องบินลำแรกในเดือนเมษายน 2552 ซึ่งแอร์บัสยินยอมให้การบินไทยเลื่อนการจ่ายเงินล่วงหน้าได้ โดยก้อนแรกที่ต้องจ่ายเดือนมกราคม 2552 เลื่อนออกไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และจะเลื่อนการจ่ายเงินล่วงหน้าทุกครั้งออกไปครั้งละ 3 เดือนตามที่การบินไทยร้องขอ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือความเจ็บปวดของประชาชนชาวไทยใน รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ ต้องดิ้นรนหารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันอย่างเลือดตาแทบกระเด็น

วันนี้ประชาชน ไม่มีความสุขเลย แต่นายกรัฐมนตรีกำลังมีความสุขที่สุด ทั้งดูหนัง และเที่ยวทะเล !

เราจะรวยกันแล้ว !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชฌาวดี


ที่ต้องกล่าวถึง นายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อีกครั้ง ไม่ใช่ว่า สลักสำคัญอะไร แต่เพราะว่าคนคนนี้ อันตรายยิ่งในระบอบประชาธิปไตย

แม้ว่า นายนาม จะออกมาปฏิเสธว่าถึงข้อครหาที่เอ่ยปาก “ขอ” จาก นายพีระพันธ์ สาลีรัฐ รมว.ยุติธรรม โดยเฉพาะการขอรถประจำตำแหน่ง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ในการช่วยเหลือคดีต่าง ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์

หลายคนมองว่า แนวโน้มในการเข้ามานั่งที่ปรึกษา ก.ยุติธรรม ครั้งนี้ของนายนาม เพื่อต้องการสางคดีทีเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เพราะที่ผ่านมา นายนามได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถทำทุกอย่างให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดได้

รวมทั้งสามารถทำทุกอย่างให้พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากคดีสำคัญ เช่น กรณี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ถูกดำเนินคดีทุจริตรถ-เรือดับเพลิงฉาว 6,800 ล้านบาท
โดย นายนาม ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธาน คตส. พยายามช่วยเหลือปัดความเกี่ยวข้องของนายอภิรักษ์
กระทั่งเวลาต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตัดสินให้นายอภิรักษ์มีส่วนร่วมในการทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฉาว
คดีนี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึง “ความยุติธรรม” หรือ “ไม่ยุติธรรม” ของนายนาม อดีตประธาน คตส. คนนี้

หลายคนยังจำได้ดีใน กรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณถูก คตส.สั่งอายัดทรัพย์ 76,000 ล้านบาท นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า

“หลังจากที่ คตส.ส่งสำนวนการทุจริตให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. ระบุชัดเจนว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจอายัดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทตามที่ คตส.ยึดไป แต่กลับมีกรรมการ ป.ป.ช.บางคนยืนยันว่า ป.ป.ช.มีอำนาจยึดทรัพย์ ทำให้ สงสัยว่า มีอะไรซ่อนเร้นหรือมีการแบ่งก๊กแบ่งฝ่ายใน ป.ป.ช.หรือไม่

....การที่ คตส.ยึดทรัพย์สินดังกล่าวนั้น สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับระเบียบ คตส.ว่าด้วยการจ่ายสินบนให้ผู้ชี้เบาะแสได้สินบน 25% หรือ 19,000 ล้านบาทหรือไม่ ซึ่งผู้ชี้เบาะแสมีสองลักษณะคือทั้งเปิดเผยชื่อและไม่เปิดเผยชื่อ

ดังนั้น หากมีผู้ชี้เบาะแสที่ไม่เปิดเผยชื่อมาให้ ข้อมูลผ่านนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธาน คตส. ตามกฎหมายให้นายนามมีอำนาจเซ็นอนุมัติเงินสินบนให้ใครก็ได้ ซึ่งการให้สินบนนี้ทั่วโลกไม่มีใครทำแล้ว เพราะถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการทุจริต อยากถามนายนามว่ามีใครมาร้องขอสินบนดังกล่าวหรือยัง ผม ได้รับข่าวมาหนาหูว่ามีคนใน คมช.บางคนไปพูดว่า เราจะรวยกันแล้ว จึงสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องสินบนดังกล่าวหรือไม่”

คำให้สัมภาษณ์ของ นายวิชิต ในครั้งนั้น ประชาชนทั่วทั้งประเทศยังไม่ลืม แม้ว่าวันนี้ คตส.จะหมดหน้าที่การทำงานไปแล้วก็ตาม
วันนี้อยากจะขอรำลึกถึง ถ้อยคำๆ นั้นอีกครั้ง
“เราจะรวยกันแล้ว” หมายถึงใครที่รวยจากการได้เงินสินบน 25% หรือ 19,000 ล้านบาท
ใครกันแน่ที่รวย อยากรู้จริงๆ ครับ !