WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 8, 2009

กรณี7ตุลาคม:ใครว่าพันธมิตรฯไม่ใช้ความรุนแรง ข้อเท็จจริงที่ กก.สิทธิมนุษยชนฯมองไม่เห็น

ที่มา Thai E-News


พระราชทานเพลิงศพ-สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชทานเพลิงศพนางสาวอังคณา ระดับปัญญาชาติวุฒิ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในวันที่ 7 ตุลาคม 2551

โดย ประชาชาติธุรกิจ
8 มกราคม 2551


ความจริง-หนังสือ "บันทึกคนข่าว 7 ตุลาฯ ข้อเท็จจริงที่แตกต่าง" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ปรากฏข้อเท็จจริงที่ผ่านสายตานักข่าวกว่า 20 ชีวิตที่หลายคนเห็นในสิ่งที่ แตกต่างจากรายงานสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมองเห็นความรุนแรงมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ (เท่านั้น)

ตำรวจที่หนีไม่ทันได้แต่นั่งยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร พฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมของกลุ่ม ผู้ชุมนุมที่มีป้ายการ์ดอาสาฯ คล้องคอหลายคนปิดกั้นไม่ยอมให้รถพยาบาลฉุกเฉินของ ร.พ. ตำรวจ นำ จ.ส.ต.ทวีป กลั่นเทียม ผบ. หมู่งานบังคับและปราบปราม สภ.อ.กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ แทงด้วยด้ามธงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการปะทะที่แยกอู่ทองในออกจากพื้นที่-บันทึกของช่างภาพไทยรัฐ


จากหนังสือ "บันทึกคนข่าว 7 ตุลาฯ ข้อเท็จจริงที่แตกต่าง" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ปรากฏข้อเท็จจริงที่ผ่านสายตานักข่าวกว่า 20 ชีวิตที่หลายคนเห็นในสิ่งที่ แตกต่างจากรายงานสรุปของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมองเห็นความรุนแรงมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ (เท่านั้น)

เพราะเอาเข้าจริงแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ใช้ความรุนแรง ผ่านเลยจุด ที่เรียกว่า อารยะขัดขืน ไปไกลมาก ต่อไปนี้คือ บันทึกนักข่าวที่สังคมควรได้รับรู้ความจริงอีกด้าน

ระหว่างเขาควาย-ในการปฏิบัติหน้าที่สนามของช่างภาพสื่อมวลชนไม่พ้นโดนกระทบกระทั่ง ในภาพนายสมเมธ สมคะเน ช่างภาพไทยรัฐแจ้งความโดนคนเสื้อแดงทำร้ายขณะทำข่าว ต่อมาเหตุเกิดหน้าสภาเมื่อ7ตุลา2551ก็โดนเสื้อเหลืองใช้ไม้หน้าสามตีเข้าท้ายทอย

ตุลาฯ ลืมไม่ลง

(หัสยา ชาติมนตรี สำนักข่าวเนชั่น)

ผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านถนนราชวิถีฝั่งทางเข้าสวนดุสิตคนหนึ่งได้ปาระเบิดขวดเข้าใส่บริเวณที่ตำรวจยืนอยู่ ทำให้เกิดไฟไหม้เพียงเล็กน้อย จากนั้นก็มีเสียงปืนยิงรัวมาจากฝั่ง ผู้ชุมนุมทั้ง 2 ด้าน ยังมีการยิงลูกเหล็ก นอต ลูกแก้ว เข้าใส่ตำรวจ ทำให้ตำรวจที่ขณะนั้นมีเพียงโล่และกระบองต้องวิ่งหนี

บริเวณหน้าอาคารวุฒิสภาก็มีตำรวจถูกยิงที่ไหปลาร้าด้านขวา 1 คน และบริเวณราวนมด้านขวาอีก 1 คน เพื่อนตำรวจตัดสินใจใช้มีดผ่ากระสุนให้กับผู้ที่โดนยิงที่ไหปลาร้า ส่วนอีกคนที่โดนยิงที่ราวนมด้านขวานั้นไม่สามารถผ่ากระสุนออกได้ เพราะกระสุนอยู่ลึก


...ถนนพิชัยที่มุ่งหน้าไปทางพรรคชาติไทยได้ยินเสียงตะโกนไล่หลัง เมื่อหันไปก็เห็นตำรวจวิ่งถอยร่นลง ตำรวจคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บถูกด้ามธงของกลุ่มพันธมิตรฯแทงบริเวณท้อง เดินกุมท้องเลือดไหลเต็มขากางเกงและหยดลงไหลนองเต็มพื้นถนน พร้อมกับมีตำรวจคนอื่นได้รับบาดเจ็บ ทั้งหัวแตก ขาหัก โดยมีกลุ่มพันธมิตรฯถือไม้กอล์ฟ ธง และขว้างปาสิ่งของวิ่งโห่ไล่ประกบมาอย่างกระชั้นชิด

บริเวณถนนราชวิถี ฝั่งประตูทางเข้าพระที่นั่งวิมานเมฆ มีชาย 2 คนแขวนป้ายสีส้มมีข้อความ "สรส." (สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) เป็นแนวร่วมของกลุ่มพันธมิตรฯใช้อุปกรณ์ตัดไฟที่บริเวณดังกล่าว และให้ผู้ชุมนุมนั่งเฝ้าไว้ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฯ มาต่อไฟ

บริเวณหน้าพรรคชาติไทยมีรถเกิดไฟลุกไหม้อยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามพรรคชาติไทย พบว่ามีผู้เสียชีวิตนอนอยู่ด้านข้างรถโดยสภาพศพตอนนั้นไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นชายหรือหญิง เพราะร่างกายไหม้เกรียม อวัยวะ แขนขา ฉีกขาด กระจัดกระจายทั่วบริเวณเหมือนเป็นแค่ก้อนเนื้อ หัวกะโหลกเปิดออกทำให้สมองกระเด็นไปติดอยู่ที่ต้นไม้ที่อยู่ด้านข้าง บริเวณตัวรถมีไฟลุกไหม้และมีเสียงระเบิดดังตามมาอีกหลายครั้ง จนกระทั่งเปลวไฟได้ไหม้ไปถึงถังก๊าซติดรถยนต์ที่อยู่บริเวณหลังรถ ทำให้เกิด

ระเบิดอย่างรุนแรงและไฟได้ลุกไหม้ตัวรถอย่างรวดเร็ว

ผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านถนนราชวิถีฝั่งทางเข้าสวนดุสิตคนหนึ่งได้ปาระเบิดขวดเข้าใส่บริเวณที่ตำรวจยืนอยู่ ทำให้เกิดไฟไหม้เพียงเล็กน้อย จากนั้นก็มีเสียงปืนยิงรัวมาจากฝั่ง ผู้ชุมนุมทั้ง 2 ด้าน ยังมีการยิงลูกเหล็ก นอต ลูกแก้ว เข้าใส่ตำรวจ ทำให้ตำรวจที่ขณะนั้นมีเพียงโล่และกระบองต้องวิ่งหนี

บริเวณหน้าอาคารวุฒิสภาก็มีตำรวจถูกยิงที่ไหปลาร้าด้านขวา 1 คน และบริเวณราวนมด้านขวาอีก 1 คน เพื่อนตำรวจตัดสินใจใช้มีดผ่ากระสุนให้กับผู้ที่โดนยิงที่ไหปลาร้า ส่วนอีกคนที่โดนยิงที่ราวนมด้านขวานั้นไม่สามารถผ่ากระสุนออกได้ เพราะกระสุนอยู่ลึกมาก

กำแพงความรู้สึก
บทบันทึกจากซอยสวนอ้อยถึงเพลงชาติ


(ธนก บังผล หนังสือพิมพ์ประชาชาติฯ)

ชายฉกรรจ์เสื้อเหลืองหลายสิบคนกำลังล้อมรถตำรวจคันหนึ่งอยู่ ซึ่งยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งนั่งอยู่ในรถ โดยที่ล้อรถทั้งสี่ถูกเจาะลมออกจนแบนราบแล้ว


ชายฉกรรจ์เสื้อเหลืองหลายสิบคนกำลังล้อมรถตำรวจคันหนึ่งอยู่ ซึ่งยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งนั่งอยู่ในรถ โดยที่ล้อรถทั้งสี่ถูกเจาะลมออกจนแบนราบแล้ว

จากที่เดินวนรัฐสภาหลายรอบ เดินย้อนกลับมายังทางเดิมอีกครั้ง ผ่านกลุ่มคนที่ล้อมรถตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นกำลังอยู่ในรถ และถูกล้อมโดยกลุ่มคนเสื้อเหลืองจำนวนหนึ่ง บางคนมีอาวุธอยู่ในมือ

มอเตอร์ไซค์หลายคนขับขี่ด้วยความเร็วลัดเลาะไปตามซอกซอยต่างๆ วัยรุ่นบางคนซ้อนมอเตอร์ไซค์ทั้งๆ ที่กำไม้ยาวอยู่ในมือแน่น มีวัยรุ่นหลายคนถือไม้และเหล็กเตรียมพร้อม เด็กวัยรุ่นเอาไม้และรถมอเตอร์ไซค์มาจอดปิดกั้นทางเข้า ได้ยินเด็กบางคนในกลุ่มวัยรุ่นตะโกนขับไล่คนเสื้อเหลืองที่กำลังวิ่งแตกฮือผ่านหลังซอย

และยังพบอีกว่า ในอารมณ์นั้น เวลานั้น วัยรุ่นบางคนในซอยสวนอ้อยยืนถือไม้หรือเหล็กเฝ้าทางเข้าเพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯล้ำมาในพื้นที่ชุมชน

ต่างเหตุต่างผลที่หน้า บช.น.

(ธานี ทวีเกิด หนังสือพิมพ์ข่าวสด)

มีเสียงตำรวจร้องขอว่า "พี่น้องครับอย่าเข้ามานะครับ" แต่กลับมีเสียงโห่ฮาอย่างสนุกสนานตอบกลับมา กระทั่งฟ้ามืดเรื่องก็พลิก เมื่อพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองพยายามจะผ่านแดนด้วยการเข้ามายกรั้งลวดหนามออก


บนถนนศรีอยุธยาด้านหน้า บช.น. เห็นตำรวจแต่ละคนเริ่มเตรียมพร้อมทั้งโล่และกระบอง ตามด้วยปืนยิงแก๊สน้ำตา กระสุนอีกเป็นลัง มีรายงานว่าฝ่ายพันธมิตรฯ เริ่มแตกและจะกลับไปที่ทำเนียบฯ แต่ต้องผ่าน บช.น. ทำให้ช่วงเย็นเริ่มมีกลุ่มพันธมิตรฯ จับกลุ่มโห่ร้อง แถมด่าตำรวจด้วยความเจ็บแค้น ส่วนตำรวจมาตั้งแถวเตรียมพร้อมรับมือ โดยเอารั้วลวดหนามมากั้นไว้ 2 ชั้น

เหตุการณ์เหมือนจะไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ มีเสียงตำรวจร้องขอว่า "พี่น้องครับอย่าเข้ามานะครับ" แต่กลับมีเสียงโห่ฮาอย่างสนุกสนานตอบกลับมา กระทั่งฟ้ามืดเรื่องก็พลิก เมื่อพันธมิตรฯ เสื้อเหลืองพยายามจะผ่านแดนด้วยการเข้ามายกรั้งลวดหนามออก สักครู่เสียงตูม ตูม ตูม จึงดังสนั่นขึ้น ตามด้วยเสียงหวีดร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะทุกคนในกลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมตัวมาแล้วว่าต้องทำอย่างไร บางคนมีอุปกรณ์ป้องกันตัว

บางคนยืนหยัดสู้กับฝ่ายตำรวจ เจ้าหน้าที่มีโล่และกระบองเป็นอาวุธ เสียงยิงแก๊สน้ำตายังดังไม่ขาดระยะ ตามด้วยเสียงสะท้อนกลับจากคมกระสุนของหนังสติ๊กบรรจุลูกแก้วและลูกเหล็กดังขึ้นไม่ขาดกัน

ท่ามกลางความชุลมุนฝูงชนเสียงตีเกราะ เสียงโห่ไล่ ดังนานนับชั่วโมง พันธมิตรฯ ร้องท้าทายตำรวจท่ามกลางหมอกควันของแก๊สน้ำตา "ไอ้สารเลว ถ้ามึงแน่จริงก็มาต่อยกับกูตัวๆ มั้ยล่ะ อาวุธไม่เกี่ยว"

สุดท้ายตำรวจต้องใช้แผนระดมยิงอย่างไม่ยั้ง ภายใต้เหตุผลว่าต้องรักษาที่มั่นของตัวเอง เพราะถ้ารักษาที่ตั้งตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปดูแลบ้านของคนอื่นแล้ว

บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ : เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

(Nick Nostitz เผยแพร่ในเว็บไซต์ New Mandala)

ฝ่ายพันธมิตรฯใช้ปืนสั้นยิงเข้าใส่ตำรวจหัวมุมตึกรัฐสภา และตำรวจที่ถูกปิกอัพพุ่งชนโดยตั้งใจ



ประมาณ 10.00 น. ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็เริ่มโจมตี พวกเขาโยนระเบิดปิงปองเข้าไปในพื้นที่ของ บช.น. และเข้าใส่ตำรวจ พวกเขาใช้หนังสติ๊กระดมยิงลูกเหล็กและลูกแก้วเข้าใส่ตำรวจ ช่วงบ่ายเกิดการปะทะกันอีกครั้ง ผู้ชุมนุมที่กำลังถูกตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ โดยตำรวจพยายามตอบโต้การโจมตีของฝ่ายพันธมิตรฯ

สถานการณ์ก็ตึงเครียดอย่างไม่น่าเชื่อ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาตลอดเวลา ทั้งตรงหัวมุมถนนที่ใกล้กับประตูใหญ่รัฐสภา ขณะหนึ่ง ฝ่ายพันธมิตรฯพยายามขับรถบรรทุกตรงเข้ามายังตำรวจที่อยู่ตรงถนนร่วมจิต พวกตำรวจจึงรีบตั้งเครื่องกีดขวางและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่รถบรรทุกทันก่อนที่รถจะชนตำรวจ คนขับถูกตำรวจนำตัวไป

ฝ่ายพันธมิตรฯใช้ปืนสั้นยิงเข้าใส่ตำรวจหัวมุมตึกรัฐสภา และตำรวจที่ถูกปิกอัพพุ่งชนโดยตั้งใจ

เมื่อฟ้ามืด บช.น. ซึ่งกำลังเจอกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตรฯ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา พันธมิตรฯใช้หนังสติ๊ก เสียงกระสุนปะทะกับโล่กำบังและพื้นถนนตลอดเวลา ฝ่ายพันธมิตรฯยิงปืนออกไปเป็นครั้งคราวเช่นกัน มีความพยายามขับรถยนต์และรถบรรทุกเข้าชนแนวกีดขวาง แต่ตำรวจสกัดไว้ได้

สถานการณ์สงบลงเล็กน้อย ตำรวจยึดตรงหัวมุมลานพระบรมรูปทรงม้ากลับมาได้ รถปิกอัพที่พยายามจะชนตำรวจจอดแน่นิ่ง ตำรวจลากชาย 2 คนออกมาจากข้างหลังและเล่นงานพวกเขาเล็กน้อย

หลัง 22.00 น. สถานการณ์เริ่มอยู่ในการควบคุมมากขึ้น สักครู่มีชายใส่ชุดพรางลายทหาร อาจเป็นทหารประจำการหรือนอกราชการที่อยู่ฝ่ายพันธมิตรฯ มาเจรจากับตำรวจอยู่ชั่วครู่

ตำรวจตอบไปว่าพวกเขาจะหยุดยิงแก๊สน้ำตาหากฝ่ายพันธมิตรฯหยุดยิงหนังสติ๊กและโจมตีตำรวจ ตำรวจเพียงแค่ตอบโต้การโจมตีเท่านั้น

7 ตุลาทมิฬ
กับความชินชาของกลิ่นคาวเลือด


(หทัยรัตน์ พหลทัพ หนังสือพิมพ์มติชน)

เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังขืนใจประชาชนด้วยการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเพื่อเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาออกจากอาคารรัฐสภา ที่ฝ่ายหนึ่งถืออาวุธที่เรียกว่าปืนและกระสุนแก๊สน้ำตาที่มีอานุภาพร้ายแรง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมีไม้ หนังสติ๊ก ด้ามธง และบางส่วนก็มีปืนเป็นอาวุธ

7 ชั่วโมง
ม็อบล้อมสภา นายกฯ กลัว สื่อก็กลัว


(สกู๊ปหน้า 1 ไทยรัฐ ฉบับวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2551)

ช่างภาพเล่าให้ฟังว่าเห็นตำรวจถูกยิงที่คอ แต่ก็เก็บภาพไม่ได้ว่าใครยิง ทิศทางกระสุนที่ตำรวจยิงมาจากฝั่งม็อบ ภาพข่าวที่เห็นทางทีวีช่องหนึ่งจับภาพผู้ประท้วง คนหนึ่ง วิ่งไปด้วย ยิงปืนไปด้วย...หันปากกระบอกมาทางเจ้าหน้าที่


ช่างภาพเล่าให้ฟังว่าเห็นตำรวจถูกยิงที่คอ แต่ก็เก็บภาพไม่ได้ว่าใครยิง ทิศทางกระสุนที่ตำรวจยิงมาจากฝั่งม็อบ ภาพข่าวที่เห็นทางทีวีช่องหนึ่งจับภาพผู้ประท้วง คนหนึ่ง วิ่งไปด้วย ยิงปืนไปด้วย...หันปากกระบอกมาทางเจ้าหน้าที่

รถที่เสียหายส่วนใหญ่เป็นรถตำรวจโดน ทุบกระจกพังยับ โดนปล่อยลมยาง 4 ล้อ

ผมเห็นเขาวิ่งหนี

(วุฒิ นกสกุล หนังสือพิมพ์เดลินิวส์)
การ์ดของพันธมิตรฯบ้างก็ห้ามพวกของตัวเองว่าอย่าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูเหมือนไม่ได้ผล ไล่ชกต่อและตีเจ้าหน้าที่อย่างเมามันจนล้มลุกคลุกคลาน บางรายเดินเจาะยางรถยนต์ของเจ้าหน้าตำรวจทุกคันตลอดทางการผลักดันกว่า 15 คัน


ประมาณ 11.00 น. แกนนำประกาศให้การ์ดของพันธมิตรฯ เดินหน้าผลักดัน เจ้าหน้าที่ตำรวจหวังที่เดินเข้าไปปิดทางออก

การ์ดฯ บางคนใช้ไม้ ใช้เหล็ก หวดเข้าไปที่โล่กำบังของเจ้าหน้าที่ถึงกับแตก

การ์ดของพันธมิตรฯบ้างก็ห้ามพวกของตัวเองว่าอย่าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดูเหมือนไม่ได้ผล ไล่ชกต่อและตีเจ้าหน้าที่อย่างเมามันจนล้มลุกคลุกคลาน บางรายเดินเจาะยางรถยนต์ของเจ้าหน้าตำรวจทุกคันตลอดทางการผลักดันกว่า 15 คัน

กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯได้เข็นรถบรรทุกหกล้อ ปิดทางเข้าออกรัฐสภา พร้อมกับเจาะยางทุกล้อ

บันทึกความทรงจำ

(สมเมธ สมคะเน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)

ตำรวจที่หนีไม่ทันได้แต่นั่งยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร พฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมของกลุ่ม ผู้ชุมนุมที่มีป้ายการ์ดอาสาฯ คล้องคอหลายคนปิดกั้นไม่ยอมให้รถพยาบาลฉุกเฉินของ ร.พ. ตำรวจ นำ จ.ส.ต.ทวีป กลั่นเทียม ผบ. หมู่งานบังคับและปราบปราม สภ.อ. กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ แทงด้วยด้ามธงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการปะทะที่แยกอู่ทองในออกจากพื้นที่


เวลา 11.00 น. การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ได้เริ่มโจมตีแนวสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการขว้างก้อนหิน ขวดน้ำ และใช้ท่อนเหล็ก กับด้ามธงดัดแปลงเป็นปลายหอก ไล่ตีผลักดันออกจากถนนราชวิถี ทำให้ตำรวจที่มีอยู่ประมาณ 2 กองร้อยต้องถอยร่น ตำรวจที่หนีไม่ทันได้แต่นั่งยกมือไหว้อ้อนวอนร้องขอชีวิตอย่างน่าสงสาร

พฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมของกลุ่ม ผู้ชุมนุมที่มีป้ายการ์ดอาสาฯ คล้องคอหลายคนปิดกั้นไม่ยอมให้รถพยาบาลฉุกเฉินของ ร.พ. ตำรวจ นำ จ.ส.ต.ทวีป กลั่นเทียม ผบ. หมู่งานบังคับและปราบปราม สภ.อ. กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ แทงด้วยด้ามธงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการปะทะที่แยกอู่ทองในออกจากพื้นที่

การ์ดอาสาพันธมิตรฯ อีกบางส่วนได้ปล่อยลมยางตำรวจ และรถพยาบาลทั้งหมดที่จอดอยู่บริเวณถนนพิชัยและถนนสุโขทัย รวมทั้งได้รื้อค้นทรัพย์สินในรถทั้งหมด และทำลายระบบสตาร์ตรถไม่ให้ใช้การได้

เวลา 16.15 น. ตำรวจปราบจลาจล ซึ่งมีอาวุธพร้อมทั้งกระสุนยาง ปืนยิงแก๊สน้ำตา ระเบิดแก๊สน้ำตา และหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตา ได้เริ่มต้นยิงแก๊สน้ำตาอย่างต่อเนื่องเข้าใส่ผู้ชุมนุมหลายสิบนัดบริเวณแยกการเรือน ทำให้ผู้ชุมนุมหลบหนีอย่างอลหม่านไปตามซอกซอยชุมชน สวนอ้อย ผู้ชุมนุมอีกบางส่วนได้ใช้เก้าอี้ ทุบกระจกอาคารพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ขึ้นไปหลบ บนอาคารและด้านหลังอาคาร ในอาการสั่นงันงก เนื่องจากกลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจทำลาย ขณะผู้ชุมนุมที่ห้อยป้ายการ์ดอาสาฯ บางคนได้ใช้ระเบิดขวดปาตอบโต้

การ์ดอาสาพันธมิตรฯ ที่เคยไล่ตีตำรวจอย่างกระหน่ำรุนแรงเมื่อเวลา 11.00 น. ต่างหลบหน้าหายตัวไปหมด

เหลือเพียงประชาชนผู้ร่วมชุมนุมทั่วไปต้องต่อสู่ป้องกันตัวตามลำพัง เนื่องจากเกรงจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้าย เห็นได้จากผู้ชุมนุมพยายามใช้ขวดน้ำ ก้อนอิฐ ก้อนหินเท่าที่หาได้เขวี้ยงใส่ตำรวจระหว่างวิ่งหนีแก๊สน้ำตา มีความพยายามใช้รถสิบล้อวิ่งจากแยกอู่ทองนอก เพื่อต้องการจะเข้าไปชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก่อนจะถึงตัว เจ้าหน้าที่ประมาณ 100 เมตร ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาระดมเข้าใส่รถคันดังกล่าว ทำให้คนขับต้องกระโดดลงจาก รถเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงยึดรถคันดังกล่าวขับออกไป

เริ่มมีการตอบโต้จากฝั่งของผู้ชุมนุมบ้าง ได้ใช้ก้อนอิฐตัวหนอนเขวี้ยงใส่และระดมยิงใส่หนังสติ๊ก โดยใช้นอตหัวตัดเป็นกระสุนเป็นระยะ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาเขวี้ยงสกัดการโจมตีของผู้ชุมนุม

การบุกตีโต้ของกลุ่มผู้ชุมนุมในถนนพิชัย ใช้อาวุธเป็นไม้หน้าสาม ด้ามธงติดปลายเหล็กแหลม ไล่ตีรันฟันแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหนัก

ผมซึ่งติดอยู่ในวงล้อมตอนนั้นด้วยต้องโดนผู้ชุมนุมใช้ไม้หน้าสามฟาดเข้าที่ท้ายทอย โชคดีที่ยังไม่หนักมาก พร้อมตะโกนร้องบอกผู้ชุมนุม "ผมเป็นนักข่าว... อย่าตีผม" ถึงได้รอดออกมา

หลังภาพระทึก ชายเสื้อดำผู้ลั่นกระสุน

(ภานุมาศ สงวนวงษ์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์มติชน)



แกนนำผู้ชุมนุมประกาศของให้ตำรวจหยุดยิง พร้อมร้องขอให้เจ้าหน้าที่พยาบาลเข้าไปดูแลนำคนเจ็บออกมาจากจุดปะทะ สถานการณ์นิ่งชั่วครู่ก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง เพราะมีผู้ชุมนุมบางคนใช้หนังสติ๊กยิงเข้าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ



ความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมก็เริ่มขึ้น แถวหน้าเริ่มเข้าลุย โดยใช้สองมือดันโล่และแถวตำรวจให้แตก ก่อนที่ท่อนไม้ เสาธง ขวดแก้วและอาวุธเฉพาะกิจสารพัดจะระดมเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีโล่และกระบอง ตำรวจถอยร่นออกไปทางถนนสุโขทัย ผู้ชุมนุมบางส่วนใช้ไม้วิ่งเข้าตีตำรวจที่กึ่งวิ่ง กึ่งเดิน รถของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกือบทุกคันที่จอดอยู่ริมถนนถูกปล่อยลมยางออกทั้งหมด

แกนนำผู้ชุมนุมประกาศของให้ตำรวจหยุดยิง พร้อมร้องขอให้เจ้าหน้าที่พยาบาลเข้าไปดูแลนำคนเจ็บออกมาจากจุดปะทะ สถานการณ์นิ่งชั่วครู่ก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้ง เพราะมีผู้ชุมนุมบางคนใช้หนังสติ๊กยิงเข้าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

อัยการสั่งไม่ฟ้อง คดีถุงขนม 2 ล้าน - เหล่าคนชั่วจัดฉากของพวกอำมาตย์เล่นทักษิณ

ที่มา thaifreenews

โดย : ลูกชาวนาไทย

นาย กายสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า อัยการพิจารณาสำนวนและพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า
ตามมาตรา 144 ต้องมี "ผู้ใด" ขอให้ หรือรับว่าจะให้ ... โดยข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่พบว่า
ทนายความที่ถือถุงใส่เงินมาให้ มีวัตถุประสงค์จะให้เงิน 2 ล้านบาท แต่ได้ความเพียงว่า
มีเจตนาจะให้ "ขนม" ไม่ใช่แสดงตัวมาแต่แรกว่าจะให้เงิน จึงขาดความเป็น "ผู้ใด" คือ
ผู้ให้สินบน ข้อต่อมาคือ "การให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด" จากข้อเท็จจริงเห็นว่า
เงินของกลาง 2 ล้านบาทเป็นเรื่องสำคัญ แต่กลับไม่มีเงินของกลางในสำนวน และยังไม่ได้
ข้อเท็จจริงว่า จะให้เงิน 2 ล้านบาทไปเพื่ออะไร อัยการจึงมีความเห็นว่า การที่คืนเงินของ
กลางไปทำให้คดีขาดหลักฐานสำคัญ

อธิบดี อัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวด้วยว่า ความผิดมาตรานี้ต้องมีเจ้าพนักงานผู้รับสินบน
แต่คดีนี้คนที่มารับเงิน คือ เจ้าหน้าที่นิติกร 3 ซึ่งไม่ใช่ "เจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง
เกี่ยวกับอรรถคดี มาเป็นผู้รับเงิน"

" อัยการ จึงเห็นพ้องกันว่าการกระทำดังกล่าวของนายพิชิฏ กับพวก ไม่ครบองค์ประกอบ
ความผิด เพียงพอที่จะทำให้มีน้ำหนักพอฟ้องคดีได้ จึงมีคำสั่งไม่ฟ้องตาม ป.วิอาญา
มาตรา143 และเป็นคำสั่งที่เห็นพ้องเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน คดีจึงเป็นอันยุติ
และจะแจ้งคำสั่งนี้ไปยังพนักงานสอบสวนและผู้ต้องหาทราบ และเนื่องจากคดีนี้เป็นคดี
อาญาแผ่นดิน คือ เป็นฐานความผิดต่อเจ้าพนักงานแผ่นดินเท่านั้น ผู้เสียหายจะฟ้องคดีเอง
อีกไม่ได้" อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า อย่างนี้เท่ากับทนายความทั้งสามคนไม่ได้กระทำความผิด และติดคุกฟรี นายกายสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นการเข้าใจผิด เพราะคดีละเมิดอำนาจศาลเป็นความผิดเกี่ยวกับการประพฤติตนไม่เรียบร้อยใน บริเวณศาล และเป็นความผิดคนละประเภทกัน ที่ศาลลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลจำคุกคนละ 6 เดือนจนออกจากคุกมานั้น ศาลลงโทษเหมาะสมแล้ว อัยการก็เห็นด้วยไม่ขัดข้อง

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมูลเหตุคดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 51 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระหว่างนั้นก็มีทีมทนายความนำถุงขนมใส่เงินจำนวน 2 ล้านบาทไปให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและมีการแจ้งความดำเนินคดี ส่วนเงินของกลางได้คืนแก่ทีมทนายความไป หลังจากนั้นศาลได้แจ้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลกับทั้งสาม และไต่สวนข้อเท็จจริง กระทั่ง วันที่ 25 มิ.ย. 51 ศาลฎีกา มีคำสั่งให้จำคุกนายพิชิฏกับพวกคนละ 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล จนพ้นโทษเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา

One Day With Sam, สัมภาษณ์ คุณมุกหลังบ้านของแซม ยุรนันทน์

ที่มา thaifreenews



คุณมุกหลังบ้านของแซม ยุรนันทน์ เปิดเผยว่าดูแลครอบครัวกันอย่างไร แซมชอบกินอะไร เป็นคนยังไง
จะมาทำงานผู้ว่า กทม. ได้หร่อ

Wednesday, January 7, 2009

ลุยสนามตามหาผู้ว่า คนใหม่ : ตั้งสติคิดให้ดีก่อนจะเลือกใคร

ที่มา MCOT News คลิ้กที่รูปชมรายละเอียด
กรุงเทพฯ 7 ม.ค.- ย่ำไปทุกพื้นที่แล้วก็ว่าได้สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อถึงช่วงเวลานี้ บางคนอยากให้คนกรุงเทพฯ ตั้งสติคิดให้ดีก่อนจะเลือกใคร.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2009-01-07 19:27:22

รอง ผบช.น.ฟ้อง 9 ป.ป.ช.ไม่หยุดไต่สวนข้อเท็จจริงปราบม็อบ 7 ต.ค.

ที่มา MCOT News
ศาลอาญา 7 ม.ค. - รอง ผบช.น. ฟ้อง 9 ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ยอมหยุดไต่สวนข้อเท็จจริงปราบม็อบ 7 ต.ค.51 ทั้งที่กฎหมายห้าม เพราะตำรวจถูกชาวบ้านฟ้องเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ (7 ม.ค.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มอบอำนาจให้นายบัญชา ปรมีศณีภรณ์ ทนายความโจทก์ฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายภักดี โพธิศิริ นายเมธี ครองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ เป็นจำเลยที่ 1-9 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยโจทก์ระบุฟ้องสรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติแต่งตั้งนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกรณีสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมพื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา ถนนอู่ทองใน และบริเวณใกล้เคียง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

โดยระหว่างการไต่สวนดังกล่าว ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 นายสิทธิพร โพธิโสดา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เป็นจำเลยที่ 1 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.เป็นจำเลยที่ 2-5 ต่อศาลอาญาคดีหมายเลขดำที่ อ.4142 /2551 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลอาญารับคำฟ้องในประเด็นเดียวกับข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ

ซึ่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 บัญญัติไว้ ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับหรือยกคำกล่าวหาตาม มาตรา 84 เกี่ยวกับเรื่องที่ศาลรับฟ้องในประเด็นเดียวกัน และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลหรือที่ศาลพิพากษา หรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว แต่ปรากฏว่า จำเลยทั้ง 9 คนไม่ได้ยุติการไต่สวน จึงย่อมมีความผิดตามมาตรา 157 จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย

ศาลรับคำฟ้องไว้และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 2 มีนาคม 2551 เวลา 13.30 น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-07 19:23:20

ศาลฎีการับคำร้อง ส.ส.เพื่อไทย ตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เอาผิด ชัย-อภิสิทธิ์-กษิต

ที่มา MCOT News

ศาลฎีกา 7 ม.ค. – ศาลฎีการับคำร้อง 2 ส.ส.เพื่อไทย ร้องตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เอาผิด “ชัย-อภิสิทธิ์-กษิต” สั่งย้ายที่ประชุมแถลงนโยบาย อ้างขัด รธน.– ข้อบังคับประชุมสภาฯ–สร้างประเพณีปฏิบัติขัดระบอบประชาธิปไตย ขณะที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุหากศาลไม่รับคำร้อง พร้อมยื่นอัยการสูงสุด- ป.ป.ช.อีก

ศาลฎีกา สนามหลวง วันนี้ (7 ม.ค.) เวลา 15.30 น. พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 275 และ 276 เพื่อไต่สวนนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ถูกร้องที่ 1-3 กระทำผิดต่อหน้าที่

โดยคำร้องระบุว่า หลังจากที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ซึ่งบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่เข้ารับหน้าที่ โดยเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ทำหนังสือถึงผู้ถูกร้องที่ 1 เรื่องการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา แจ้งว่า มีความพร้อมที่จะแถลงในวันที่ 29 ธันวาคม 2551 และเมื่อผู้ถูกร้องที่ 1 ได้รับหนังสือแล้วมีคำสั่งให้นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา ทำหนังสือแจ้ง ส.ส.และ ส.ว.นัดให้เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าว แต่เมื่อถึงวันนัดประชุม ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 แจ้งไปยัง ส.ส. และ ส.ว.ให้เลื่อนประชุมไปเป็นเวลา 14.00 น. และ 17.00 น. ตามลำดับ โดยอ้างเหตุมีประชาชนจำนวนหนึ่งมาชุมนุมปิดล้อมนอกอาคารรัฐสภา ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีการปิดกั้นขวางการประชุมในการแถลงนโยบาย ขณะที่ พ.ต.ท.สมชาย และนายประเสริฐ ผู้ร้องที่ 1-2 สามารถเดินเข้าไปได้ภายในรัฐสภาโดยไม่มีอันตราย แล้วภายหลังก็ให้เลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2551 อีก

การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา มีเจตนาจงใจที่จะเปลี่ยนแปลงที่ประชุมโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญข้อบังคับ และปราศจากเหตุผล ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 มีคำสั่งไปยัง ส.ส.และ ส.ว.ผ่านโทรศัพท์มือถือ และการส่งข้อความ SMS ว่าเปลี่ยนสถานที่ประชุมจากอาคารรัฐสภา ไปที่กระทรวงการต่างประเทศของผู้ถูกร้องที่ 3 และผู้ถูกร้องที่ 2 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้ร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 3 โดยสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 3 จัดสถานที่กระทรวงการต่างประเทศให้พร้อม เพื่อใช้เป็นสถานที่การประชุมของรัฐบาล ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ยินยอมร่วมมือสั่งการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จัดสถานที่ประชุม การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2551

โดยการเปลี่ยนสถานที่ประชุมจากอาคารรัฐสภา ไปประชุมสถานที่อื่นไม่อาจทำได้ เพราะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และในวันดังกล่าวมีประชาชนมาชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภาจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะประธานรัฐสภา ย่อมทราบดีว่าคณะรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่ 2 สามารถแถลงนโยบายได้ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง ดังนั้นในวันสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายได้ จึงไม่ใช่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 แต่สามารถเลื่อนระยะเวลาออกไปได้อีก การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ยินยอมให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุม โดยผู้ถูกร้องที่ 2 และที่ 3 ยินยอม ทำให้ผู้ร้องทั้งสอง ซึ่งมีความตั้งใจในการอภิปรายท้วงติงและแสดงความคิดเห็นต่อ นโยบายของรัฐบาลอันเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของผู้ร้องทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยการกระทำดังกล่าวของผู้ถูกร้องทั้งสามจะเป็นการสร้างประเพณีปฏิบัติที่ก่อเกิดความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การที่ผู้ถูกร้องที่ 1-3 แบ่งหน้าที่กันทำในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุม ย่อมทำให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขาดความชอบธรรมตามกฎหมาย ทำให้ประชาชน ข้าราชการไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบายของรัฐบาลได้ เพราะการเข้าสู่ตำแหน่งไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจดำเนินไปได้ ซึ่งผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 จึงขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 276 เพื่อให้ไต่สวนข้อเท็จจริง และถ้าคดีมีมูลแล้ว ขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาส่งเรื่องให้มีการถอดถอนผู้ถูกร้องที่ 1-3 ออกจากตำแหน่ง และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาอาญานักการเมืองเพื่อมีคำพิพากษาต่อไปด้วย

ศาลฎีกา รับคำร้องไว้เพื่อเสนอที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะมีคำสั่งรับคำร้องและแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระหรือไม่

ภายหลังการยื่นคำร้อง นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นไปตามมติพรรคเพื่อไทย ที่เห็นว่านายชัย นายอภิสิทธิ์ และนายกษิต สมคบกันเพื่อหลบหลีกเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุม ซึ่งการส่ง SMS ผ่านโทรศัพท์มือถือ ส.ส.และ ส.ว.บางคนไม่ได้รับ ทำให้ไม่มีโอกาสได้เข้าประชุมเพื่ออภิปรายและการเปลี่ยนสถานที่ เป็นการปฏิบัติไม่ชอบตามกฎหมาย หากปล่อยให้ดำเนินการต่อไปจะเป็นกรณีตัวอย่างที่จะสามารถจัดประชุมที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งการประชุมดังกล่าวสามารถเลื่อนออกไปได้อีก 1 สัปดาห์ ซึ่งการยื่นคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางแรกที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาคดีได้ แต่หากถูกปฏิเสธ ยังสามารถยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้อีก. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-07 19:21:20

'วิชิต'จ่อฟันแพ่ง-อาญาไล่บี้'มาร์ค' แบหลักฐานจ้างล็อบบี้ยิสต์ ไม่เกิน7วัน

ที่มา ประชาทรรศน์

'ทีมนายทักษิณ' ปัดจ้างล็อบบี้ยิสต์ แถลงไล่บี้'นายกฯมาร์ค'แจงหลักฐานด่วนภายใน 7 วัน จ่อเล็งดำเนินคดีแพ่ง-อาญา เชื่อ'หมอท็อป'ไม่ผิดเดี่ยว เผย'ทักษิณ'รับไม่ได้อย่างแรง แขวะรบ.ต่างตอบแทนไม่จริงใจ พฤติกรรมสวนทางหลอกเจรจาสมานฉันฑ์

จากกรณีที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์หลายแห่งเพื่อทำลายความเชื่อมั่นประเทศไทยนั้น ขณะเดียวกันวันนี้ (7 ม.ค.) ที่โรงแรมสยามซิตตี้ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และทีมกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวตอบโต้กรณีดังกล่าวโดยยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า พ.ต.ท.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อทำลายความเชิ่อมั่นประเทศไทย และสถาบันเบื้องสูง เป็นการกล่าวหาและใส่ความของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณได้พำนักอยู่ต่างประเทศและไม่มียศหรือตำแหน่งสำคัญใดๆในประเทศไทย จึงไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องว่าจ้างบริษัทต่างประเทศเพื่อทำลายความเชื่อถือแต่อย่างใด

นายวิชิต กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ตนเชื่อว่าโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำผิดแต่เพียงผู้เดียวดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เร่งออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของนพ.บุรณัชย์ โดยเร่งนำหลักฐาน สัญญาว่าจ้างบริษัทต่างประเทศ และรายละเอียดรายจ่าย และขั้นตอนการดำเนินงานที่ได้กล่าวอ้างมา ทำการชี้แจงต่อสาธารณะชนภายใน 7 วัน เพื่อสร้างความกระจ่างต่อคำกล่าวอ้าง โดยหากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเพิกเฉยไม่นำหลักฐานออกมาชี้แจงตามที่กล่าวมาในข้างตน จะถือว่าพรรคประชาธิปัตย์โกหกหลอกลวงประชาชน และทางทีมทนายความจำเป็นต้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งทางแพ่งและทางอาญาฐานหมิ่นประมาท

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณในกรณีดังกล่าวแล้วหรือไม่ นายวิชิตกล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณในกรณีดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเองก็รับไม่ได้ กับข้อกล่าวหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกล่าวหาว่าท่านต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันเบื้องสูง ซึ่งหากเป็นการโจมตีเพื่อเกมการเมืองนั้นยังคงพอรับได้ แต่ข้อกล่าวหานั้นรุนแรงถึงสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

ต่อข้อถามว่าได้มีการพิจารณาพฤติกรรมที่สวนทางของนายกรัฐมนตรีที่เคยกล่าวว่าจะมีการเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ นายวิชิตกล่าวเสริมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความชำนาญด้านเกมการเมือง ซึ่งที่รัฐบาลได้เคยกล่าวไว้เป็นการสวนทางกับคำพูดของตนเองโดยสิ้นเชิง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ ซึ่งนายอภิสิทธิ์จะต้องรับผิดชอบโดยการแสดงออกหรือไม่นั้น เป็นวิจารณญาณของนายกรัฐมนตรีเองว่าจะรับผิดชอบโดยวิธีใด และให้สังคมจะเป็นผู้ตัดสิน

นักกม.จวก'ถาวร'โชว์อำนาจขู่ขรก.ผิดหลักรบ.ที่ดี

ที่มา ประชาทรรศน์

นักกฎหมายชี้'ถาวร'ข่มขู่ขรก.'ระวังตัว' ผิดหลักบริหารราชการที่ดี แต่ทำใจเกิดขึ้นทุกสมัยรบ. ยันส่งสัญญาณล้างบางอำนาจเก่า 'ชวน' โยนเผือกร้อนใส่หน้านายกฯ จี้ล้างบางตำรวจนอกรีต เมินเอาผิดม็อบป่าไข่

จากกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาตักเตือนการทำงานของผู้ว่าราชการจ.ลำพูน และจ.ลำปางว่าให้ระวังตัว ภายหลังจากเหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงลำปาง 51 ปาไข่ไก่สดใส่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานนี้(6 ม.ค.) ระหว่างช่วยลูกพรรคหาเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ

นายอัครเดช สีผึ้ง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา อาจารย์ประจำประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนจอห์น กล่าวว่า การข่มขู่ในลักษณะเช่นนี้เข้าข่ายเป็นการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ เนื่องจากหลักการบริหารราชการที่ดีนั้น การโยกย้ายข้าราชการหรือข่มขู่ข้าราชการ เหตุอันเนื่องมาจากไม่สามารถสนองความต้องการของรัฐบาลได้ ตามหลักการก็คือห้ามโยกย้าย แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าในทุกรัฐบาลได้กระทำการโยกย้ายราชการมาตลอดทุกสมัย จึงไม่ทราบว่าจะกล่าวอย่างไร

ทั้งนี้หากสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการในพื้นที่จ.ลำพูน และลำปางต้องโยกย้าย เนื่องจากการไม่สามารถควบคุมการชุมนุมของกลุ่มที่แตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมือง ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะการปาไข่ใส่บุคคลอื่น หรือบุคคลสำคัญเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายเช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงอาจเข้าข่ายละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าทางรัฐบาลจะดำเนินคดีความกับกลุ่มผู้กระทำความผิดหรือไม่

เมื่อถามว่าเป็นความพยายามล้างบางข้าราชการของรัฐบาลระบอบทักษิณ หรือไม่ นายอัครเดชกล่าวว่า ลักษณะดังกล่าวอาจยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นล้างบางระบบข้าราชการในยุคของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่มองว่าเป็นการเริ่มต้นส่งสัญญาณมากกว่า

ชวนโยนเผือกร้อนโยน'มาร์ค'สั่งล้างบาง

ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางดำเนินการกับข้าราชการในท้องที่จ.ลำปาง และจ.ลำพูน ที่เพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้กลุ่มคนเสื้อแดงลำปาง 51 ก่อกวนและปาไข่ไก่ใส่ ขณะตนช่วยลูกพรรคหาเสียง โดยระบุว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกรีต แตกแถว ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมาย ก็ควรที่จะถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่ แต่อำนาจการตัดสินในกรณีดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ

อย่างไรก็ตามรายละเอียดจากกรณีดังกล่าวนั้น นายถาวร กล่าวยืนยันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเร่งรัดหาผู้กระทำผิดกรณีผู้ชุมนุมเสื้อแดง ปาไข่ใส่ นายชวน แม้นายชวนจะไม่เอาความก็ตามแต่ เพราะบ้านเมืองมีกฎหมาย และถือเป็นหน้าที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องรับผิดชอบในการดูแลความเรียบร้อย นอกจากนี้ ผู้ที่สั่งการ หรือ ผู้ให้การสนับสนุน ก็ถือว่ามีความผิดด้วย อย่างไรก็ตาม นายถาวร ยืนยันว่า ไม่ได้กดดันการทำงาน แต่หากผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไร้ประสิทธิภาพ ก็จะต้องถูกนำมาพิจารณาความดีความชอบ แต่ไม่ใช่การล้างบางขั้วอำนาจเก่า

ขณะเดียวกันในวันนี้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงข่าวตอบโตพฤติกรรมของนายถาวรที่ออกมาตักเตือนการทำงานของบรรดาข้าราชการที่กล่าวมาในข้างต้นว่าให้ระวังตัว โดยเรียกร้องให้ รมช.มหาดไทย คำนึงถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 ไม่ได้ ซึ่ง มาตรา 266 ระบุไว้ชัดเจนว่า การให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ หรือไม่ใช่ราชการ เป็นพนักงานหรือลูกจ้างประจำของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่งถือเป็นความผิดตาม มาตรา 266

พร้อมกันนี้นายสุรพงษ์กล่าวเสริมว่าหากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลชุดนี้ สามารถร้องเรียนมยังตนเอง ในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้านได้ ตนยินดีรับใช้ และจะนำความยุติธรรมมาสู่ท่าน

ครม.เทแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบเดินหน้าต่ออายุ6มาตรการประชานิยม

ที่มา ประชาทรรศน์

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวผ่านงบกลางปีแสนล้าน กระตุ้นทั้งองคาพยพ กระจายเม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่รากหญ้ายันภาคเอกชน เทงบพยุงภาคเอกชนสกัดปัญหาคนตกงาน ชงเร่งเบิกจ่ายยอดคงค้าง อปท. ต่ออายุ "6 มาตรการ 6 เดือน" แต่ยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน พร้อมเน้นบูมท่องเที่ยว ผลักดันเอสเอ็มอี คาดดีเดย์เบิกจ่าย 1 เม.ย.นี้

วันนี้ (7 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเพื่อหามาตรการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยภายหลังการประชุม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเวลา 6 เดือน โดยการเสนองบประมาณเพิ่มกลางปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.สัปดาห์หน้าเพื่อจัดทำรายละเอียดของงบประมาณและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ภายในวันที่ 28 ม.ค.นี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดไว้ 7 กลุ่มและนายกรัฐมนตรีได้ขอให้เพิ่มอีก 2 รายการ รวมทั้งหมดเป็น 9 กลุ่ม

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจประกอบด้วย 1.ภาคการเกษตร 2.กลุ่มแรงแรงงานที่อยู่นอกภาคการเกษตร 3. กลุ่มผู้ปกครอง เกี่ยวกับมาตรการเรียนฟรี 4.กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกี่ยวกับ 6 มาตรการในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายเดิมจากรัฐบาลที่ผ่านมา 5.กลุ่มผู้สูงอายุในเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 6.กลุ่มธุรกิจภาคเอกชน เพื่อชะลอการเลิกจ้างงาน 7.กลุ่มภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินคงค้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มียอดคงค้างกว่า 8 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งการเบิกจ่าย และจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 9 ม.ค.นี้ โดยงบประมาณกว่า 60 % เกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย และอีก 40 % เป็นงบลงทุน

นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามาอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพในการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยให้ทั้งหมดไปพิจารณาในเรื่องของงบประมาณในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยให้ทั้งหมดทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่จะให้เน้นในเรื่องของการทำประชาสัมพันธ์ประเทศไทยด้วย และให้หามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำแต่มีรายได้น้อย ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางว่าจะมีมาตรการอย่างไร นอกจากนี้ ในงบประมาณ 1 แสนล้านรัฐบาล ยังมีโครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น ซึ่งจะลงทุนประมาณ 100-1,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและได้โครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนด้วย โดยยืนยันว่างบก่อสร้างถนนก้อนนี้จะไม่ก่อให้เกิดงบผูกพันข้ามปี

"คาดว่ากลุ่มเป้าหมายทั้งหมดจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับงบประมาณที่จะจัดสรรลงไปภายในการประชุมครม.สัปดาห์หน้าเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมสภาปลายเดือนนี้ โดยในวันที่ 27 ม.ค.จะเป็นการประชุมร่วมรัฐสภาในกรอบความร่วมมืออาเซียน และวันที่ 28 ม.ค.จะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดยหลังจากที่สภาอนุมัติแล้ว งบประมาณทั้งหมดจะต้องเข้าระบบภายใน 3-4 เดือน" นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับ 6 มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่จะครบกำหนดในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ส่วนใหญ่ยังคงเดิมและที่จะยกเลิกคือ การยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิต เช่น ราคาน้ำมัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่นำเข้ารัฐ ส่วนที่เหลือนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ครม.เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดเกี่ยวกับการโดยสารฟรี ส่วนเรื่องค่าไฟฟ้าและน้ำประปาฟรี จะมีการปรับโดยการขอความร่วมมือให้ประชาชนได้ประหยัดพลังงานช่วยกันเพื่อให้เหมาะสมกับผู้มีรายได้น้อยจริงๆ โดยค่าไฟฟ้าจากเดิม ใช้ไม่เกิน 100 หน่วย จะไม่ต้องจ่ายค่าไฟ แต่ที่ประชุมได้พิจารณาหามาตรการช่วยผู้ใช้ไฟน้อยจริงๆ โดยจะมีการปรับลดซึ่งจะอยู่ในช่วง 80-100 หน่วย ส่วนค่าน้ำประปาจากเดิมกำหนดไว้ที่ 50 ยูนิตไม่ต้องจ่าย แต่จะมีการพิจารณาให้อยู่ในช่วง 30-50 ยูนิต ซึ่งจะเป็นมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนได้ประหยัดพลังงาน ทั้งหมดนี้จะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

"งบประมาณที่จะถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงที่จะเริ่มในวันที่ 17 พ.ค.นี้ คือ งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเกี่ยวกับโครงการเรียนฟรี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองกว่า 12 ล้านคน และอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาทเกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานกว่า 5 แสนคน โดยจะมีการฝึกอบรม 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง และอาจจะมีการจ้างงานต่ออีก 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตร ที่มีเงินเหลือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธกส.ได้รายงานให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังได้รับทราบว่างบประมาณก้อนนี้เพียงพอกับโครงการแทรกแซงราคา โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ไปดูในเรื่องของราคาพลไม้ ปาล์มน้ำมันและยางพาราเพิ่มเติม ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วัน" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายกอร์ปศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการจะเน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดให้ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นมาตรการการลดภาษี นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้ดูแลเรื่องอสังหาริมหทรัพย์ โดยมอบหมายให้ รมว.คลังเข้าไปดูแลโครงการก่อสร้างบ้านและคอนโดมีเนียมที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ออกเพื่อแก้ปัญหาการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)

ด้าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้กำชับให้ดูแลเรื่องอสังหาริมทรัพย์และกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดให้ชัดเจน ในส่วนของการหามาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนนั้น ได้มีการพูดถึงการให้สินเชื่อโดยหามาตราการลดดอกเบื้อเพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีสภาพคล่อง ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวที่เตรียมหามาตรการเข้าไปดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร ซึ่งอาจจะเข้าไปดูแลในอัตรา 2-3 % อย่างไรก็ตาม ก็ต้องให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน ส่วนผู้ประกอบการด้านส่งออกรัฐบาลได้เตรียมหาแนวทางค้ำประกันการส่งออก สำหรับธุรกิจเอสเอมอี เตรียมออกมาตรการค้ำประกันเงินกู้

"สำหรับมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้กำหนดให้มารวมศูนย์ที่สำนักนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาแยกรายละเอียดความเหมาะสมกับการฝึกอบรมและการจ้างงานจำนวน 5 แสนคนเฉลี่ยในกระทรวงต่างๆ และจะได้ข้อสรุปในการประชุมครม.สัปดาห์หน้า โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน 6 เดือน โดยงบประมาณทั้งหมดจะต้องเบิกจ่ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2552" นายพุทธิพงษ์ กล่าว

'มาร์ค'ผวาเสื้อแดงป่วน!สั่งย้ายที่ประชุมอาเซียนไปหัวหิน

ที่มา ประชาทรรศน์

'อภิสิทธิ์'หวั่นคนเสื้อแดงขัดขวาง!ซ้ำรอยวันแถลงนโยบายรัฐบาล เคาะย้ายที่ประชุมอาเซียน ซัมมิทจากกรุงเทพฯไปหัวหิน ขณะที่'เพื่อไทย'โต้กลับนปช.เคลื่อนไหวเป็นสิทธิ์ตามรธน. ยันพร้อมให้ความร่วมมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลภายหลังหลังการประชุมการเตรียมจัดการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ในวันนี้ (7 ม.ค.)โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่าการประชุมจะจัดออกเป็น 2 ช่วงโดยช่วงแรก ที่ประชุมมีมติ ย้ายสถานที่จัดการประชุมจากเดิมเป็นศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

อย่างไรก็ตามในส่วนของกำหนดการวันประชุมจะเป็นวันที่ 27 -28 ก.พ. และวันที่ 1 มี.ค. 2552 และช่วงที่ 2 จะจัดในช่วงปลายเดือนเมษายนปีเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลของการย้ายสถานที่จัดการประชุมว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า กล่าวต่อว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้หากรัฐบาลยืนยันจะจัดการประชุมที่กรุงเทพฯก็สามารถทำได้ แต่การชุมนุมต่างๆ โดยเฉพาะการประกาศขัดขวางการประชุม รัฐบาลจึงไม่อยากให้เกิดปัญหา เหมือนกับกรณีย้ายสถานที่แถลงนโยบายระหว่างวันที่ 29-30 ธ.ค.2551

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การหารือกับผบ.ตร.ครั้งนี้หารือกันในเรื่องการเตรียมการประชุมผู้นำอาเซียน โดยย้ำให้ผบ.ตร.มาดูแลด้วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นหน้าตาของประเทศต้องทำให้เรียบร้อยให้ประเทศเกิดความมั่นใจและมีความสุข

เมื่อถามถึงสาเหตุการย้ายสถานที่จัดประชุมไปที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสุเทพ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลแต่เหตุผลที่สำคัญคือการประชุมผู้นำอาเซียนที่แล้วมาจะจัดขึ้นที่เมืองตากอากาศเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลจึงคิดว่ามีหลายเหตุผลที่หัวหินมีความเหมาะสม ซึ่งการย้ายสถานที่นั้นในที่ประชุมก็เห็นตรงกัน

ต่อข้อถามว่าสาเหตุหนึ่งเพราะจะได้สะดวกที่จะนำผู้นำต่างประเทศเข้าเฝ้าหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ควรนำมาใช้อ้างอย่างไรก็ตามยอมรับว่าที่เลือกหัวหิน จ.ประจวบฯ มาจากกลุ่มเสื้อแดงด้วย เพราะรัฐบาลไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในบ้านเมืองแต่จะพยายามคลี่คลาย จึงคิดว่าหากไปจัดงานในสถานที่จะไม่เกิดปัญหาการเผชิญหน้าและสามารถป้องกันได้ จึงเลือกที่หัวหิน

เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะไม่ติดตามไปประท้วงที่หัวหิน นายสุเทพ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลที่สมควรและไม่สมควรพูด ทั้งนี้ในส่วนของกำลังเจ้าหน้าที่ๆจะใช้ดูแลความปลอดภัยนั้นตนให้เป็นหน้าที่ของผบ.ตร.มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือจะประสานกับกระทรวงกลาโหมโดยตนจะไม่เข้าไปสั่งการแต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีปัญหาก็สามารถมารายงานให้ตนทราบได้

ต่อข้อถามว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาการชุมนุมกดดันของกลุ่มเสื้อแดงอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า การประชุมเตรียมการวันนี้พูดเฉพาะการจัดประชุมอาเซียนโดยไม่ได้พูดถึงกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง ซึ่งการเดินทางมาชุมนุมของเสื้อแดงไม่เป็นปัญหาตนจะพยามแก้ไขและขณะนี้ก็ยังเจราจาอยู่เรื่อย ทั้งนี้นายสุเทพยังกล่าวติดตลกว่าการที่ตื่นเช้าแล้วเข้ามาในทำเนียบรัฐบาลได้ยินเสียงตะโกนไชโยเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้ไม่เหงา

ขณะที่นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเตรียมเคลื่อนไหวขัดขวางการประชุมอาเซียนของกลุ่มคนเสื้อแดง ถือเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ซึ่งการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งนี้ ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับฝ่ายค้าน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ฝ่ายค้านร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีว่า พรรคเพื่อไทยช่วงที่เป็นรัฐบาลพยายามจัดการประชุมดังกล่าว แต่ไม่สำเร็จ เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนในการร่วมมือจัดการประชุมแต่อย่างใด แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมให้ร่วมมือสนับสนุน เพราะเห็นว่าเพื่อบ้านเมือง แต่อยากให้แยกแยะว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาไม่ถูกต้อง กับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเป็นคนละเรื่องกัน