WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 8, 2009

ภาระประชาชน

ที่มา ไทยรัฐ

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าหารือกับผู้ว่าการ ธปท. ธาริษา วัฒนเกส ได้ข้อสรุปว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหรือจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมจะอยู่ที่ร้อยละ 0.5-2.5

ไม่แน่หรืออาจจะติดลบ

ทั้งนี้ ปัญหาเกิดจาก วิกฤติจากภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินหรือวิกฤติน้ำมัน ทำให้ส่งผลกระทบถึงสภาพคล่องทางการเงินในประเทศ ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ หนี้เสียเพิ่มขึ้นตกอยู่ในภาวะเงินฝืด เป็นต้น (ไม่กล้าแตะต้องปัญหาวิกฤติการเมือง)

เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่เหมือนกันทั้งโลก

ทุกประเทศเกือบจะทั่วโลกก็อยู่ในสถานะเดียวกัน แต่กรรมวิธีที่จะแก้ปัญหาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นหลัก ยกตัวอย่างประเทศจีนก็มีปัญหาเรื่องของวิกฤติการเงิน มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศแล้วมีปัญหามากกว่าเราด้วยซ้ำ ในขณะที่กิจการหลายแห่งก็ประสบกับปัญหาทางการเงิน แต่รัฐบาล และธนาคารกลางสามารถที่จะสั่งธนาคารพาณิชย์ได้ ส่วนบ้านเราผมไม่อยากจะวิจารณ์

เป็นเอกเทศกันหมด

ใครคุมใครไม่ได้นโยบายทางการเงินเลย ไม่ไปในทิศทางเดียว กัน เอาเถอะบ้านเราก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่อย่างนั้นไม่กินเกาเหลากันได้ทุกยุคทุกสมัย

ที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตคือการใช้ งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่วางเป้าไปจนถึงปี 2553 เดี๋ยว 3 แสนล้าน เดี๋ยว 1 แสนล้าน สุดท้ายอีก 7 แสนล้าน ผมในฐานะชาวบ้านตาดำๆขนหัวลุก เพราะเงินที่วาดฝันกันเอาไว้นั้น เป็นเงินกู้ทั้งนั้นไม่ได้มาจากรายได้หลักของรัฐบาล

อีกด้านไม่รู้จะเพิ่มหนี้อีกเท่าไหร่

แล้วไม่รู้ว่าจะได้ผลแค่ไหนเพราะยังไม่เห็นโครงการเป็นชิ้นเป็นอัน ที่สำคัญจะถึงมือคนจนหรือสบายแฮนักธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้าง ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่พวกองุ่นเปรี้ยว แต่เป็นเพราะว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะโครงการเมกะโปรเจกต์หรือการสร้างงานด้านอื่นๆ แรงงานอาจจะมีงานทำแต่รายได้ความเป็นอยู่ก็ยังเหมือนเดิม อย่างดีก็ได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 200 บาท งานนี้ใครได้ใครเสียคงไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม

นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ซึ่งเข้าใจว่าคงจะตรงกับคำแนะนำ ของไอเอ็มเอฟ บ้านเราจะเอาอย่างประเทศเงินถุง เงินถังคงไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าจะใช้วิธีร่วมลงทุนแปลงทรัพย์สิน เป็นทุนนอกจากจะสอดคล้องกับสถานะทางการเงินของประเทศ แล้วยังเป็นการลดภาระของประชาชน

ผมยิ่งหวั่นใจเมื่อเห็นรายชื่อคณะที่ปรึกษาในกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆมาจาก นักธุรกิจที่คุ้นหน้าบางท่านก็เคยยุยงให้ทหาร ปฏิวัติมาแล้ว เลยไม่รู้ว่าจะมีความสำนึกต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านแค่ไหน

กลัวว่าจะเป็นรัฐบาลต่างตอบแทนไปฉิบ.

“หมัดเหล็ก”

ประชานิยม

ที่มา ไทยรัฐ

ถูกฝ่ายค้านโจมตีว่ารัฐบาลใหม่ลอกนโยบาย ประชานิยมทักษิณมาใช้เป็น นโยบายตัวเอง

แถมไม่ได้ลอกพอหอมปากหอมคอ พระเดชพระคุณเล่นลอกแบบคำต่อคำ ประโยคต่อประโยค ประเด็นต่อประเด็น

เข้าตำราเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินนํ้าแกง

ทำให้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องออกมาปฏิเสธว่ารัฐบาลใหม่ไม่ได้ ก๊อบปี้นโยบายประชานิยมรัฐบาลเดิม

เพราะหลายนโยบายของรัฐบาลนี้ก็แตกต่างจากนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น นโยบายเรียนฟรี 15 ปี หรือนโยบายจ่ายเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท ให้ผู้มีอายุ 60 ปี ฯลฯ

แม้ว่านโยบายส่วนใหญ่จะเหมือนกับนโยบายรัฐบาลเก่า ก็ไม่ใช่แอบลอกข้อสอบอย่างที่ฝ่ายค้านโจมตี

แต่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่ง กว่าเดิม

“อภิสิทธิ์” ชี้ว่าต้นเหตุคือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดแนวนโยบายพื้นฐาน 9 ด้านให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม จึงทำให้ นโยบายรัฐบาลใหม่กับนโยบายรัฐบาลเก่าออกมาคล้ายกันโดยไม่เจตนา

ฉะนั้น เพื่อความเป็นธรรม “แม่ลูกจันทร์” ก็ต้องหยิบรัฐธรรมนูญหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมาอ่านแก้เซ็ง

รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลต้องเขียนนโยบายให้ครบ 9 ด้าน ได้แก่ นโยบายความ มั่นคง นโยบายบริหารราชการแผ่นดิน นโยบาย ศาสนาสังคม สาธารณสุข ศึกษา วัฒนธรรม นโยบายด้านการยุติธรรม นโยบายด้านต่างประเทศ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายสิ่งแวดล้อม นโยบายพลังงาน และนโยบายการมีส่วนร่วมของประชาชน

แถมลงรายละเอียดครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเรียนฟรี นโยบายรักษาฟรี นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ นโยบายจัดการนํ้า นโยบายลงทุนเมกะโปรเจกต์ นโยบายพยุงราคาสินค้าเกษตร นโยบายการค้าเสรี ฯลฯ

พูดง่ายๆคือ มัดมือชกรัฐบาลต้องเขียนนโยบายตามกรอบรัฐธรรมนูญ!!

การที่นโยบายรัฐบาลเก่ากับนโยบายรัฐบาลใหม่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน จึงมีต้นเหตุจากรัฐธรรมนูญที่ตีกรอบไว้นั่นเอง

สรุปว่า คำแก้ตัวของนายกฯอภิสิทธิ์ ก็มีส่วนถูกเหมือนกัน

แต่ที่แก้ตัวไม่หลุด เพราะก๊อบปี้นโยบาย รัฐบาลเก่าชัดเจน คือ นโยบาย “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทย” ซึ่งมีนโยบายนํ้าฟรี ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี และ มาตรการลดภาษีนํ้ามัน ซึ่งกำลังจะครบ 6 เดือน ในวันที่ 30 มกราคม

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าในเมื่อเป็นนโยบายที่ดี และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้จริง ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะดำเนินการต่อไป ก็ไม่เห็นจะต้องขวยเขินสะเทิ้นอาย

เพราะนโยบายประชานิยมย่อมดีกว่านโยบายประชาไม่นิยม

แต่ก็อย่าลืมว่านโยบายประชานิยม ต้องใช้เงินอัดฉีดก้อนโต

ถ้ารัฐบาลไม่มีงบประมาณเหลือเฟือ ขืนใช้นโยบายประชานิยมตะพึดตะพือก็เสี่ยงที่รัฐบาลจะล้มละลาย!!

“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่เห็นด้วยที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ จะใช้นโยบายประชานิยมซื้อใจประชาชน ด้วยการสั่งเบรกกระทรวงพลังงานไม่ให้ ปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ตามต้นทุนที่เป็นจริง

ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องแบกหนี้มโหฬาร!!

เพราะปัจจุบันราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีจะขาดทุน 6 บาทต่อ 1 กก.

ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน เคยโจมตีรัฐบาลทักษิณที่ตรึงราคาขายปลีกนํ้ามัน ว่าบิดเบือนราคาถูกกว่าความเป็นจริงเพื่อเอาใจประชาชน

เป็นการบิดเบือนราคา บิดเบือนกลไก ตลาดเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็ตรึงราคาก๊าซแอลพีจีเอาใจประชาชนแบบเดียวกัน

นี่...มันเป็นซะอย่างนี้แหละโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

“ทักษิณ” ฉุนข้อหาทำลายชาติ

ที่มา ไทยรัฐ

วันเดียวกัน ที่โรงแรมสยามซิตี้ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขานุการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ในฐานะทนายความที่ได้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยว่าจ้างบริษัทในต่างประเทศให้กระทำตามที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหา การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นเจตนาใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความผิดฐานหมิ่น ประมาท ภายหลัง นพ.บุรณัชย์เปิดเผยเรื่องดังกล่าว ตนได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณรู้สึกรับไม่ได้กับการกล่าวอ้างสถาบัน เป็นสิ่งไม่บังควร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ รักชาติและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ การที่ต้องอยู่ต่างประเทศเป็นเพราะเหตุผลการเมือง จึงไม่มีเหตุจูงใจต้องว่าจ้างบริษัทต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ก่อนปี 2550 พ.ต.ท.ทักษิณอาจเคยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือธุรกิจในต่างประเทศเท่านั้น และภายหลังปี 2550 ได้เลิกว่าจ้างทั้งหมดแล้ว

ขีดเส้นตาย ปชป.โชว์หลักฐาน 7 วัน

“การแถลงข่าวของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเสียหาย แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ เต็มๆ ที่สำคัญคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยการให้ นพ.บุรณัชย์ รับผิดชอบ เพราะเมื่อโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดในบ้านของตัวเอง นายอภิสิทธิ์ ก็ควรแสดงความรับผิดชอบ เราทราบว่า นพ.บุรณัชย์เป็น ส.ส.สมัยแรก อาจอ่อนด้อยทางการเมือง จนตกเป็นเครื่องมือของใครบางคน และเรื่องลักษณะนี้ นพ.บุรณัชย์ไม่น่ากระทำเพียงลำพังได้ จึงจะให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงเอกสารหลักฐานให้ชัดเจน ภายใน 7 วันว่า พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างบริษัทนี้เมื่อไหร่ มีหลักฐานการโอนเงินว่าจ้างหรือไม่ หากไม่สามารถชี้แจงได้ จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย แต่หาก นพ.บุรณัชย์ ยอมรับว่าโกหกประชาชนและลาออกจากตำแหน่ง ทีมทนายความก็อาจพิจารณาอีกครั้ง” นายวิชิตกล่าว

ยื่นศาลฎีกาฯ ชี้ขาดที่มา “เรืองไกร”

ที่มา ไทยรัฐ

ส่วนกรณีที่มีการร้องคัดค้านการสรรหานายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ถึงที่มาขององค์กรที่ส่งรายชื่อเข้ารับการสรรหาว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต. มีมติเสียงข้างมากว่า การสรรหานายเรืองไกรเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายเรืองไกรเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อจากนิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูเรี่ยนปาร์ค ซึ่งมิใช่องค์กรตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 114 และกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. และให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อไต่สวนและวินิจฉัย ทั้งนี้หลังจาก กกต.มีมติว่าการสรรหาของนายเรืองไกรมีปัญหากฎหมายบัญญัติให้ส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งโดยพลัน และต้องยื่นคำร้องภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศผลการสรรหา ส.ว. เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2551 เพื่อให้ศาลฎีกาฯวินิจฉัย หากศาลฎีกาฯ ยืนตามมติของ กกต. จะสั่งให้มีการสรรหาใหม่ และถ้ามีพฤติการณ์เชื่อได้ว่ามีการสนับสนุนให้มีการรู้เห็นเป็นใจ ศาลฎีกาฯสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเพียงดุลพินิจของ กกต. ต้องรอดุลพินิจของศาลฎีกา

“เรืองไกร” ย้อน กกต.มีส่วนผิด

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า อยากถามว่าองค์กรนิติบุคคลที่ส่งตนเข้ารับการสรรหา ไม่ใช่นิติบุคคลตรงไหน หรือ กกต.ตีความเป็นอย่างอื่นหรือไม่ อยากถาม กกต.ว่าตอนที่ไปสมัครได้รับรองคุณสมบัติว่าผ่านทุกอย่าง ไม่เห็นมีใครคัดค้าน จึงไม่หนักใจหากศาลจะวินิจฉัยว่ามาโดยมิชอบ เพราะเป็น ส.ว.ก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ ไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยอะไร แต่เมื่อกระบวนการสรรหามาจาก กกต. สุดท้ายมาวินิจฉัยเองว่าที่มาของตนมิชอบ ก็ไม่เป็นไร นอนพักอยู่ที่บ้านก็ได้ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง แต่อยากถามกลับว่า กกต.มีส่วนผิดด้วยหรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระบวนการพยายามจะกลั่นแกล้งหรือไม่ นายเรืองไกรตอบว่า ไม่เชื่อว่าจะมีกระบวนการกลั่นแกล้ง แต่ เป็นการวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ กกต.หรือคณะกรรมการ กกต. ทำหน้าที่สรรหามิชอบหรือไม่ ถ้าตนไปทำหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญร้ายแรง อย่างการรับของขวัญปีใหม่เกิน 3,000 บาท อย่างนั้นค่อยมาวินิจฉัยตน อย่างไรก็ตามเกรงว่าคดีนี้อาจเหมือนคดีหวยบนดิน ที่ต้องซวยทั้ง ครม.ซึ่งเป็นผู้อนุมัติ

เข้าตำรา 'ยาสามัญประจำบ้าน'

ที่มา เดลินิวส์

พลันปรากฏว่าจะมีการแต่งตั้ง “นาม ยิ้มแย้ม” อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ คตส.

ก็เริ่มมีความ “สับสน” อย่างน้อยจาก 3 ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง

คนแรกคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ยังไม่มี ผมสอบถาม ไปแล้วก็ยังไม่มีเรื่องดังกล่าว และถ้าเป็นเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งยังไม่มีการส่งเรื่องมาเลย”

คนที่ 2 คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ผู้จัด การรัฐบาล” ให้ความเห็นว่า “ขอเรียนว่าเป็นเพียงแค่ข่าวโคมลอย ส่วนข้อเท็จจริง คือยังไม่มีการเสนอชื่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นที่ปรึกษาหรือเลขานุ การรัฐมนตรี” และคนที่ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ชื่อว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ยอมรับว่าได้โทรศัพท์ ทาบทามนายนามมาเป็นคณะทำงาน ไม่ใช่ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี และที่ยืนยันยังไม่ได้คุยกับนายสุเทพในเรื่องดังกล่าว”

ที่ขณะที่เจ้าตัวคือ นายนาม ให้สัมภาษณ์ว่า “นายพีระพันธุ์ ได้ประสานมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตนได้รับปากไปแล้วว่าไม่ขัดข้อง และพร้อมจะร่วมมือทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรงคล่อง แคล่วอยู่ และเห็นว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการทำงาน เพื่อประเทศชาติ”

ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเมื่อดูประวัติจะพบว่า นายนามก็เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ “ที่ปรึกษา” มีประวัติการทำงานทางกฎหมาย

คดี “ยุบพรรค” ไทยรักไทย ก็มีนายนามเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะประธานอนุกรรมการ ของ กกต.

คตส. ที่ตรวจสอบโครงการทุจริต สารพัด ก็มีนายนามเป็นประธาน หรือแม้แต่คดี “รถดับเพลิง” ที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็มีนายนามทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการสอบสวน

แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ “ปกติ” ควรหรือไม่ควรที่ทำการแต่งตั้งในลักษณะ “พวกเอ็งพวกข้า”

ไม่มีใครปฏิเสธความเป็นมือกฎหมาย ชั้น “ครู” ของนายนาม แต่สิ่งที่รัฐบาลประชาธิ ปัตย์ ซึ่งประกาศว่าจะ “เลิกแบ่งสี แบ่งข้าง” ต้องตอบให้ได้

ถ้าไม่ใช่นาย “นาม” จะมีใครที่เหมาะสมและอธิบาย “สังคม” ได้ทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่

ในทางความเป็นจริง รัฐมนตรี 1 คนจะแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีได้ตำแหน่งละ 1 คน แต่สามารถแต่งตั้ง “คณะที่ปรึกษา” แบบไม่กินเงินเดือนหลวงได้อีก

หากต้องการ “ความสามารถ” อยู่ตรงไหนก็ “ช่วยชาติ” ได้ไม่ใช่หรือ

เอะอะอะไรก็ “นาม ยิ้มแย้ม” อย่างนี้มันเข้าตำรา “ยาสามัญประจำบ้าน” ชัด ๆ.

การเมือง กับ ชาวบ้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ภัยแผ่นดิน

โดย ชัยอารีย์


นอกเหนือจากความรู้สึกที่ผมได้รับจากเพื่อนบ้าน และพี่น้องในท้องถิ่นชนบท ต่อการจากไปของแม่ผมแล้ว...ผมพอมีเวลามองหาความเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน ในพื้นที่แห่งนั้น ตามที่มองเห็นและได้รับทราบจากคนในเมืองสุราษฎร์ธานี....

มีหลายอย่างครับ...ที่อยากจะบอกให้บรรดา “นักการเมือง” สายรัฐบาล ได้รับรู้ไว้ด้วยว่า พวกท่านต้อง รับผิดชอบ และเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน

ใช่แค่ปลุกชาวบ้านให้หลับหูหลับตากับความคิดแคบๆ เพื่อต้องการรักษาฐานมวลชน ที่ขาดความรู้ทางการเมืองแท้จริง

ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบประชาธิปไตย ในการปกครองบ้านเมือง เพื่อให้เกิดความสงบสุขขึ้น

ไม่ใช่แค่มองเห็น...ทางเลือกของประชาชนมีอยู่ทางเดียวคือ นักการเมืองสายประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่เข้าใจปัญหาบ้านเมือง
แล้วปล่อยให้ปัญหาต่างๆ เกาะกินอยู่กับสังคมชาวบ้าน หาทางเอาตัวรอดกันเองก็แล้วกัน
ปรากฏการณ์ในปัจจุบันนี้...คนในสังคมบางส่วนที่นั่น หลงทางไปถึงจุดอันตรายกันแล้ว

พืชผลทางเกษตร ที่คนระดับชาวบ้านพึ่งพาอาศัยทำมาหากินกันได้...ราคาค่อนข้างสูงตกกับคนซื้อจากพ่อค้าคนกลางในตลอด

แต่พี่น้องเราผู้ลงทุนลงแรงต้นทาง จำใจขายราคาถูก...ไม่คุ้มกับค่าปุ๋ย ที่ขึ้นราคาแล้วไม่ยอมลด...หยาดเหงื่อแรงงานที่ทุ่มเทไปเท่ากับสูญเปล่า
ยางพารา...ยุคทักษิณกิโลละ 100 บาท ยุครัฐบาลท่านมาร์ค ตกต่ำลงทุกวัน
ลดต่ำสุดต่ำกว่า 30 บาท...ไม่มีท่าทีว่าจะขยับขึ้นอีก

ในขณะเดียวกัน...เยาวชนและคนวัยทำงาน ไม่มีงานทำ แต่ทุกคนอยู่อย่างรวย เป็น “เถ้าแก่” ของลูกจ้างชาวพม่ากันหมด
วิ่งหาซื้อยาบ้ามาเสพ เม็ดละ 500 บาท เข้าไปแล้ว

เช้าขึ้นมาจิบกาแฟผสม “ใบกระท่อม” พร้อมยัดหมากใส่ปาก อมไว้ด้วยยาสูบใบจาก...ตกเย็นตั้งวงสนนาภาษาการเมือง อาศัยเหล้ารินใส่ปาก นั่งยกย่องนักการเมืองอยู่นั่นแหละ แต่ทุกคนไม่เคยเห็นหัวคนที่ตนยกย่องกันมาก่อนเลยก็มี
นักการเมืองใส่ใจปัญหาชาวบ้าน ก็แค่ใช้ปากในมีดโกนผสมน้ำผึ้ง ออกข่าวปาวๆ อยู่ในกรุงเทพฯ โน่น

นั่นคือ...ความเป็นจริงส่วนหนึ่งในสังคมชาวบ้าน ที่ทำตัวเป็นผู้เจริญปัญญาทางการเมือง และย่ำเท้าอยู่กับที่ ด้วยปัญหาที่สร้างสมกันมา จนกลายเป็นวัฒนธรรมเอาอย่าง ถ่ายสายเลือดไปสู่ลูกหลาน

นักการเมืองก็ได้แต่นั่งยิ้มแย้มด้วยความภาคภูมิใจในวิถีชีวิตของพ่อแม่พี่น้อง ที่ตกเป็นทาสความคิดของเขาอย่างยั่งยืนได้จนบัดนี้
ความคิดแบบนี้ ไม่รู้ว่านักการเมืองหน้าโง่ หรือพี่น้องเราชอบพฤติกรรมโง่ๆ ของนักการเมืองแบบนั้น
แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือ...คนที่นั่นสนใจการเมือง มากกว่าความเดือดร้อนที่เกิดกับชีวิตประจำวัน
คนในท้องถิ่นที่นั่น นับวันแต่จะต้องอาศัยแรงงานพม่า...อาศัยรายได้ที่พม่าได้มาจากการว่าจ้าง มาอุดหนุนคนไทย

ราคายางพารา...ปาล์มน้ำมัน ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ พม่าขาดรายได้จาก “เถ้าแก่” เมื่อไหร่ คนไทยอาจจะอดตาย เพราะไม่มีทางทำมาหากินอย่างอื่นก็ได้

ชาวสวนยางพารา ชาวสวนปาล์มน้ำมัน อยู่ได้ก็เพราะแรงงานพม่า...พม่าหนีกลับบ้านมันเมื่อไหร่ “เถ้าแก่” ระดับชาวบ้าน ระดับนายทุน มีหวัง...อดตายกันเกลี้ยง!!

แตกต่างกับพี่น้องชาวอีสาน ที่ไปใช้แรงงานทางภาคใต้ ส่วนใหญ่เขามีความอดทนสูง...ใช้แรงงานแลกกับเงิน เพื่อนำมาเกสริมสร้างคุณภาพชีวิต มุ่งมั่นในด้านการศึกษา เรียนรู้หารายได้เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
จากชีวิตลูกจ้าง มาเป็นเจ้าของกิจการ...เป็นผู้บริหารไปในที่สุด
ก็เพราะความขยันและอดทน เป็นแบบอย่างที่ทุกคนทำตามเขาได้ ก็ได้ดิบได้ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หรือ...นักการเมืองบ้านเรา อยากเห็นประชาชนโง่ตลอดกาล...จูงจมูกไปทางไหนก็ได้

เสื้อแดงบุก'บัวแก้ว'จี้นายกฯยุบสภา-เลื่อนประชุมอาเซียน

ที่มา ประชาทรรศน์

ที่กระทรวงการต่างประเทศ วันนี้(7 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุขุม วงประสิทธิ์ แกนนำกลุ่มรักประชาธิปไตยสนามหลวง พร้อมคณะผู้ชุมนุมกว่า 20 คนเดินทางมาชุมนุมหน้าบริเวณกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมรถขยายเสียงปราศรัยโจมตีรัฐบาลและนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตผู้ร่วมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีการปราศรัยบนเวที และถือป้ายโจมตีที่เขียนว่า 'รัฐมนตรีกบฎ' และ 'รบ.โจร'

ด้านนายสุขุม กล่าวถึงการเดินทางมาในครั้งนี้ว่า ตนและคณะต้องการเข้ายื่นหนังสือ "มติมหาชนให้เลื่อนการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และยุบสภา" ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น.โดยหนังสือดังกล่าวเป็นการลงมติความเห็นของประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวง โดยยึดเหตุผล 2 ประการที่รัฐบาลและนายกษิต จะต้องดำเนินตามข้อเรียกร้องคือ ประการแรก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ทำการแต่งตั้งนายกษิต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยไม่แยแสต่อสังคม เนื่องจากนายกษิตเป็นหนึ่งในกลุ่มพันธมิตรฯ มีพฤติกรรมคล้ายกบฎเนื่องจากสนับาสนุนการขัดขวางการบริหารประเทศของรัฐบาล และบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และประการสุดท้าย รัฐบาลไม่มีความเหมาะสม ในการเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมสุดยอดอาเซียน เนื่องจากมีประชาชนหลายกลุ่มต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลเผด็จการ และต้องการให้ยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน

'สาทิตย์'ป้องลูกหม้อขาสั่นปูดล็อบบี้ยิสต์มีมูลจริง

ที่มา ประชาทรรศน์

'สาทิตย์' ปั้นหน้าลิเกออกโรงป้อง'หมอท็อป' ปูดล็อบบี้ยิสต์ เย้ยขาสั่นแม้ไม่เคยเห็นหลักฐานแต่มีมูลชัดเมื่ออดีต ย้ำพรรคปชป.พร้อมแจงทุกข้อ ปัดไม่เคยชักใยแฉข่าวเน่าฆ่าประเทศเกิด แขวะรบ.มีงานให้ทำบานตะไทไม่ว่างสืบขี้ปากลูกพรรค

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (8ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีทีมกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เวลาพรรคประชาธิปัตย์ 7 วัน ในการนำหลักฐานเรื่องที่อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อทำลายความเชื่อมั่นของประเทศไทย ไม่เช่นนั้นจะฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทกับพรรคประชาธิปัตย์ และนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

จากกรณีดังกล่าวนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การโฆษกพรรคออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ก็คงจะมีข้อมูลอยู่แล้ว ถ้ามีการฟ้องร้อง โฆษกพรรคก็พร้อมที่จะชี้แจงในกระบวนการที่เกี่ยวข้อง แต่เจตนาที่ออกมาพูดเพื่อที่จะให้เห็นว่ามีกระบวนการอย่างไรเกิดขึ้น แต่ทั้งนี้ตนยังไม่ได้เห็นหลักฐาน แต่ทราบเรื่องก่อนหน้านี้ที่เคยมีการเปิดเผยกัน แต่ว่าหลังจากนั้นก็ไม่ได้ตามเรื่องนี้ เมื่อโฆษกพรรคออกมาพูด ตนเข้าใจว่าคงเจตนาออกมาพูดให้เห็นถึงกระบวนการบางอย่าง ที่อาจจะทำให้ข่าวสารที่ออกมามีผลกระทบเท่านั้นเอง ซึ่งคิดว่าเมื่อเปิดเผย คงมีข้อมูลที่พร้อมชี้แจง ส่วนรัฐบาลก็ทำงานไป ไม่ได้จะไปสืบเรื่องเหล่านั้น เพราะว่าภารกิจเรื่องอื่นก็มีเยอะ เฉพาะแผนกระตุ้นเศรษฐกิจก็เยอะแล้ว และยังมีเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นอีก

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่ามีแกนนำในพรรคประชาธิปัตย์อยู่เบื้องหลังการออกมาให้ข่าวของโฆษกพรรค และหากพิสูจน์ได้ว่าจริง ก็เรียกร้องให้ลาออก นายสาทิตย์ กล่าวว่า โฆษกพรรคเป็นผู้ใหญ่และเป็น ส.ส. ฉะนั้นพูดอะไรก็คงมีวิจารณญาณของเขาเอง และเขาต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขาออกมาแถลง

เสื้อแดงลงจอตู้ต่อสู้ระบบทาส!ผุดช่องDTVนำร่องปลายม.ค.นี้

ที่มา ประชาทรรศน์

เสื้อแดงประกาศสู้อำมาตยาฯผ่านสื่อ เตรียมเปิดตัว 'DTV' เพื่อประชาธิปไตยจุใจตลอด 24 ชม. นปช.-สามเกลอ นำทัพดำเนินรายการสุดเผ็ดร้อน ต่อสู้ประชาธิปไตย ไม่ยุยงให้คนไทยฆ่ากันเอง เผยต้องเลี้ยงตัวเองไร้คนหนุนหลัง นำร่องออกอากาศม.ค.นี้

เมื่อเวลา 11.00น. ที่ชั้น 5 ของอาคารอิมพีเรียล เวิด์ล นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้แถลงข่าวเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องใหม่ โดยระบุว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงจะทำการเปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม 24 ชั่วโมง “DTV” Democrecy Television โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อสื่อสารให้ความรู้ในระบอบประชาธิปไตย ที่สอดคล้องกับคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการ แต่จะไม่เป็นการยุยงส่งเสริมให้ประชาชน โกรธเกลียด หรือก่อความวุ่นวายจะเน้นเนื้อหาประชาธิปไตย เสธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างปรับผังรายการและดำเนินการด้านเทคนิคการออกอากาศต่างๆ ทั้งนี้จะมีการทดลองออกอากาศในช่วงแรกประมาณ ปลายเดือน ม.ค. และออกอากาศจริงช่วงเดือนก.พ.นี้

ทั้งนี้จะใช้บริเวณชั้น 5 ของอาคารอิมพีเรียล เวิด์ล ลาดพร้าวเป็นสถานที่ออกอากาศ ส่วนผู้ดำเนินรายการหลักจะเป็นกลุ่มคนจาก บ้าน 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง อาทิ นายอดิศร เพียงเกษ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ดำเนินรายการพีทีวีเดิม อาทิ นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รวมทั้งกลุ่มนปช.บางคนด้วย ซึ่งจนถึงขณะนี้ได้มีการตอบรับมาบ้างแล้ว

พร้อมกันนี้แกนนำนปช.กล่าวอีกว่า รูปแบบในการบริหารงานจะเป็นการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนที่นิยมชมชอบในการเผยแพร่ประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้สถานีก็ต้องเลี้ยงตัวเองได้ด้วยการทำการตลาด ซึ่งอาจจะเป็นการขายจานดาวเทียมและอื่นๆ ทั้งนี้รูปแบบจะเป็นที่รายการทอล์คโชว์และรายการข่าวสลับกันไป ซึ่งรูปแบบจะเหมือนกับสถานีโทรทัศน์ช่อง MV5 อย่างไรก็ตามในเรื่องของสัมปทานและสัญญาการออกอากาศ นายวิภูแถลง ได้ยืนยันว่าดำเนินการแล้วอย่างถูกต้อง

'เพื่อไทย'เย้ย'ถาวร'คิดล้างบางระบอบทักษิณทำยาก!

ที่มา ประชาทรรศน์

'ประชา'หยัน'ถาวร'คิดจะล้างบางขรก.ระบอบทักษิณไม่ง่าย เตือนอย่าก้าวก่ายการทำงานของจนท. ชี้แก้ปัญหาคนเสื้อแดงต้องแก้ที่ต้นเหตุ จวก'มาร์ค'นั่งเก้าอี้นายกฯมีแต่เรื่องอัปมงคล

จากกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาตักเตือนการทำงานของผู้ว่าราชการจ.ลำพูน และจ.ลำปางและข้าราชการท้องถิ่น ว่าให้ระวังตัว หลังจากปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงลำปาง 51 ปาไข่ไก่สดใส่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมาระหว่างลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงเลือกตั้งซ่อมนั้น

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายถาวร เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งเป็นรมช.มหาดไทย อย่าคิดว่าข้าราชการจะก้มหัวให้กับนักการเมือง เพราะข้าราชการรู้อยู่แล้วว่ายังมีศาลปกครองคอยปกป้องผู้ที่บริสุทธิ์ ฉะนั้นเมื่อมีสีเหลือง สีแดงอย่างมองว่าข้าราชการผิดอย่างเดียว ควรหันมองดูตัวเองด้วยว่า การที่กลุ่มคนทั้งสองออกมาเคลื่อนไหวนั้น เพราะอะไร และการที่จะย้ายข้าราชการก็ดูจะเป็นการแทรกแซง หากอยากย้ายก็ย้ายไปแต่อยากให้รู้ว่าจะยิ่งเป็นการเพิ่มศรัตรู ซึ่งหากจะแก้ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ว่าทำไมถึงถูกไล่

เมื่อถามว่าการที่นายถาวร ออกมาเตือนข้าราชการดังกล่าวเป็นการข่มขู่เพื่อต้องการล้างบางระบอบทักษิณหรือไม่ นายประชา กล่าวว่า “มันไม่ใช่การล้างบางระบอบทักษิณ แต่ระบอบอภิสิทธิ์สามานเกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้นตอนนี้ก็จะมีระบอบอภิสิทธิ์สู้กับระบอบทักษิณ ส่วนระบอบทักษิณนั้นล้างยังไงก็ไม่หมด”

นอกจากนี้ นายประชา ยังฝากเตือนไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าควรจะรีบทำงานเพราะตนคิดว่านายอภิสิทธิ์จะมีเวลาทำงานแค่เพียง 2 เดือน ซึ่งแทนที่นายกฯจะรีบแก้ปัญหาไปดับไฟใต้ แต่กลับไปเที่ยวอย่างสบายใจกับครอบครัวในช่วงปีใหม่ เพราะตั้งแต่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯบ้านเมืองก็เริ่มเกิดเหตุมีแต่เรื่องอัปมงคลไฟไหม้สถานที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงยายเนียมด้วยที่ต้องอาถรรพ์เดี๋ยวป่วยเดี๋ยวป่วย