WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 8, 2009

โละทิ้ง‘ดอนเมือง’ย้ายฐานการบิน!ปัดภาระ‘โลคอสต์แอร์’

ที่มา ประชาทรรศน์

‘ศรีสุข’ ประกาศกร้าว!รื้อแผนสนามบินนานาชาติ 2 แห่ง จ่อยกเลิกดอนเมือง เล็งย้ายฐานการบินรวมศูนย์ที่สุวรรณภูมิแห่งเดียว ‘นกแอร์’ ค้านนโยบายบอร์ดฟื้นฟูฯปัดภาระ ‘เที่ยวบินโลว์คอสต์’ ย้ำปัญหาบานสะพรั่ง-เม็ดเงินลงทุนเฟส 2 ไร้ความชัดเจน

นายศรีสุข จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางอากาศฯ เปิดเผยภายหลังการประชุมวันนี้ (8 ม.ค.) ว่า กระทรวงคมนาคมมีนโยบายหลักในการบริหารท่าอากาศยานเดียวโดยใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลัก ขณะที่ท่าอากาศยานดอนเมืองจะใช้สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน หรือใช้สำหรับเครื่องบินเช่าเหมาลำแต่ไม่ใช่เที่ยวบินประจำปกติ

ส่วนสายการบินประจำที่ทำการบินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองในขณะนี้ ก็จะต้องย้ายมาให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าจะต้องย้ายเมื่อใด เพราะต้องตรวจดูความพร้อมของสายการบิน ขณะเดียวกันยังต้องรอการติดต่อประสานงานกับบริษัทผู้ผลิตและซ่อมเครื่องบินก่อนว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้เมื่อใด หากแผนงานด้านอุตสาหกรรมการบินมีความชัดเจน ก็จะได้ประสานกับสายการบินเพื่อย้ายท่าอากาศยานต่อไป

เช่นเดียวกับ นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพร้อมให้บริการที่จะให้ 3 สายการบินที่บินอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กลับมาบินที่สุวรรณภูมิได้ทันที ซึ่งขึ้นอยู่กับสายการบินว่าจะมาเมื่อไหร่ โดยมั่นใจว่าจะสามารถจัดการบริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ ซึ่งคงมีเพียง 1 - 2 ชั่วโมงเท่านั้น ที่เป็นช่วงผู้โดยสารหนาแน่น ส่วนการดำเนินการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 จะมีการเสนอเข้า ครม.อีกครั้งในเร็วๆ นี้

ขณะที่ นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว และยืนยันจะไม่มีการย้ายฐานปฏิบัติการบินกลับไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแน่นอน และพร้อมจะเข้าชี้แจงทำความเข้าใจกับนายศรีสุข โดยให้เหตุผลว่าการที่จะให้สายการบินย้ายกลับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในขณะนี้จะมีผลเสียถึง 3 ข้อ

“หลักๆ ก็คือ ต้นทุนในการย้ายฐานปฏิบัติการบินที่สายการบินแต่ละแห่งต้องแบกรับในแต่ละครั้งเป็นวงเงินสูง 10-20 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเองขณะนี้ก็ยังไม่มีความพร้อมหากจะมีเที่ยวบินไปทำการบินขึ้น-ลงเพิ่มขึ้น และ ในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินประสบวิกฤติในการให้บริการนั้น ภาครัฐควรหาแนวทางให้ภาคเอกชน และสายการบินต่างๆ สามารถลดต้นทุนในการบริหารงานมากกว่าที่จะเปลี่ยนนโยบายไป-มา และทำให้เอกชนต้องมีต้นทุนสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น” ซีอีโอนกแอร์ ระบุ

เอ็กซเรย์ทั่วทำเนียบสกัดระเบิดม็อบมารบึ้มวันเด็ก

ที่มา ประชาทรรศน์

ทำเนียบรัฐบาลระทึก! เกิดเหตุบึ้มท่อน้ำ สร้างความแตกตื่นให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ตำรวจรุดดูที่เกิดเหตุ กันคนออกจากพื้นที่เสี่ยง ตร.ย้ำม็อบมารทิ้งซากระเบิดปิงปอง เร่งรวบหลักฐานมัดตัวเอาผิด วางกำลังพลเข้มเอ็กซเรย์รอบทำเนียบพรุ่งนี้

วันนี้ (8 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา เกิดเสียงระเบิดดังกล่าวในท่อระบายน้ำบริเวณระหว่างตึกสันติไมตรีกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเหตุดังกล่าวไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายหรือมีผู้บาดเจ็บ แต่ทำให้เกิดเสียงดังมาก สร้างความแตกตื่นให้กับเจ้าหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาลเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารสถานที่กล่าวว่า เหตุดังกล่าวเจ้าหน้าที่กำลังจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงานวันเด็ก แต่เห็นว่ามีฝาท่อระบายน้ำเปิดอยู่จึงไปขยับให้เข้าที่ก็เกิดเหตุระเบิดขึ้น ซึ่งภายหลังเกิดเหตุดังกล่าวได้สร้างความแตกตื่นให้กับข้าราชการที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยได้นำกรวยมาวางกั้นพื้นที่ประมาณ 3X5 เมตรในบริเวณที่เกิดเหตุไว้ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม มีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหตุระเบิดดังกล่าวน่าจะมาจากระเบิดปิงปองที่เหลือตกค้างจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งบุกยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ก่อนหน้านี้

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเกิดเหตุระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาลและเกิดเหตุระเบิดหลังห้องทำงานของนายกฯอาจเป็นระเบิดที่ตกค้างไว้เมื่อไรก็เป็นไปได้ แต่วันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้มาทำความสะอาดเพื่อรับงานวันเด็กก็ให้เขาดำเนินการตรวจสอบให้เต็มที่

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือเพราะว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบหมดแล้ว นายสุเทพ กล่าวว่า ตนจะไปตอบแทนได้อย่างไรต้องฟังทางเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรไปมากกว่านี้ แต่สำหรับการงานวันเด็กก็ยังจะจัดเหมือนเดิม

ตร.ย้ำม็อบมารทิ้งซากระเบิดปิงปองเร่งรวบหลักฐานมัดตัว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร) พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผบช.ส. กล่าวถึงกรณีที่มีระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาลว่า จากการไปตรวจสอบพบว่าเป็นลักษณะของระเบิดปิงปองขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในท่อระบายน้ำและมีเจ้าหน้าที่ของทำเนียบรัฐบาลไปงัดขึ้นมาทำให้เกิดระเบิดขึ้นแต่ไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ คาดว่าเป็นระเบิดเก่าช่วงที่มีการชุมนุมก่อนหน้านี้ ไม่เกี่ยวกับการดิสเครดิตรัฐบาลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำทำเนียบรัฐบาลทำการสำรวจรอบทำเนียบและลงไปดูในร่องน้ำ ท่อระบายน้ำ และคลองรอบทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เย็นนี้ถึงวันพรุ่งนี้เพื่อให้เกิดความแน่ใจถึงความปลอดภัยในวันเด็กแห่งชาติที่จะถึงนี้เพราะจะมีเด็กมาทำเนียบรัฐบาลกันเป็นจำนวนมาก

เช่นเดียวกันกับพล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการนครบาล1 กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดท่อน้ำภายในทำเนียบรัฐบาล โดยเปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า จากการตรวจสอบพื้นที่แล้ว คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นระเบิดปิงปอง ที่น่าจะตกค้างจากการตรวจสอบหลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ส่งมอบทำเนียบคืน เมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมาหลังจากที่บุกยึดมานานหลายเดือน

แม้ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เค้าเคลียร์พื้นโดยรอบทำเนียบ โดยการนำเอาสุนัขตำรวจเข้าไปดมหาวัตถุระเบิดแล้วก็ตาม แต่อาจจะมีการเล้ดลอดได้ เนื่องจากกลิ่นน้ำเสียภายในท่อระบายน้ำกลบกลิ่นวัตถุระเบิด จึงทำให้ไม่สามารถตรวจพบเจอวุตถุระเบิด

อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) เวลาประมาณ 09.00 น.ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะวางกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อป้องกันความปลอดภัยก่อนการจัดงานวันเด็กแห่งชาติที่จะเปิดโอกาสให้เด็กเข้าเยี่ยมชมทำเนียบ ส่วนการดำเนินการทางคดี ตนได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนส.น.ดุสิต สอบปากคำเจ้าหน้าที่ทำเนียบแล้ว เพื่อรวบรวมหลักฐานเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯในลำดับต่อไป

เหตุการณ์ กลุ่มคนเสื้อแดงปลอม ป่วนเวที นปช ที่ไปช่วยหาเสียง เวอรืชั่นเต็ม

ที่มา cbnpreess



เหตุการณ์ กลุ่มคนเสื้อแดงปลอม ป่วน๮.

คลิป เกิดระเบิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่นายกกำลังประชุมกับฝ่ายความมั่นคง

ที่มา thaifreenews

เงินหนาสู้ข้อหาทรยศ!

ที่มา ไทยรัฐ

ท่าทางไม่ได้สะทกสะท้านอะไร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังมีอารมณ์พาครอบครัวไปนั่งดูหนังเรื่อง ความสุขของกะทิบทประพันธ์ซีไรต์ของ น.ส.งามพรรณ เวชชาชีวะ พี่สาว อย่างสบายอกสบายใจ

ปล่อยให้เซียนเฒ่าอย่างนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ลุยฝ่าดงไข่ไก่สดๆผสมเลือดหมู ที่กองกำลังม็อบตีนตบตามประกบราวีรถหาเสียง

ระทึกใน พื้นที่สีแดงภาคเหนือ

แต่ด้วยฟอร์มเก๋าเกม นอกจากจะนิ่งสะกดอาการตื่นกลัวแล้ว นายชวนยังถือโอกาสสอนเชิงให้ศิษย์เอกยุดังๆออกอากาศ ต่อไปนายอภิสิทธิ์ต้องเดินทางไปพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศไม่ใช่ภาคใดภาคหนึ่ง

ยิ่งเจอมากยิ่งต้องลงพื้นที่ให้มากขึ้น

กระตุ้นต่อม ใจถึงผลักหลังให้ลุยดงบาทา

และล่าสุด นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ แพลมโปรแกรมออกมาแล้ว ในวันที่ 8 มกราคมนี้ นายกฯอภิสิทธิ์มีคิวเดินทางไปเยี่ยมยายเนียมเจ้าของแหวนหมั้นที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลอุบลราชธานี

ถึงฉากที่พระเอกในท้องเรื่องออกโรงเอง

จากคิวของ เทพเทือกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดนล้อมโรงแรมที่จังหวัดอุบลราชธานี ต่อด้วยรายการโห่ไล่นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ที่โรงแรมหรูของพ่อตานายเนวิน ชิดชอบ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ไล่เลี่ยกับการล้อมกรอบนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งใน 5 แกนนำม็อบพันธมิตรฯที่เดินสายไปจังหวัดลำปาง ล่าสุด มาถึงคิวนายชวน โดนม็อบตีนตบตามประกบราวีตลอดเส้นทางหาเสียงที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง

ม็อบเสื้อแดงล็อกเป้าคนของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ตั้งป้อมราวีเต็มที่

ลุ้นกันว่า อภิสิทธิ์จะเจออะไร

ภายใต้ฉากโรมรันพันตูในยุทธการ ดาบนั้นคืนสนองม็อบเสื้อแดงที่แยกกันไม่ออกกับพรรคเพื่อไทยเครือข่าย นายใหญ่ลุยย้อนเกล็ดย้อนศร เอาคืนม็อบเสื้อเหลืองที่ผูกติดอยู่

กับพรรคประชาธิปัตย์

กรรมใดใครก่อก็สนองกันไป

แต่ที่กำลังทำพิธี ตัดกรรมกันใหม่ ความเคลื่อนไหวที่ซ่อนอยู่หลังฉากวุ่นๆ อาศัยช่วงชุลมุนที่ม็อบเสื้อแดงอาละวาดใส่พลพรรคประชาธิปัตย์ ย้อนเกล็ดม็อบเสื้อเหลือง

เป็นข่าวที่ชัดเจนขึ้นทุกขณะ ก๊วนพ่อมดเขมรซบค่ายภูมิใจไทย

โดยสัญญาณเริ่มการอพยพใหญ่ ย้ายที่ทำการพรรคจากที่เก่าหลังโรงพยาบาลวชิระ ไปอยู่ที่บริเวณห้างเสรีเซ็นเตอร์ ย่านถนนศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นที่ดินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ผู้เป็นทั้งเพื่อนซี้และนายทุนใหญ่ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายใหญ่ค่ายภูมิใจไทย

เจาะจงเลือกชัยภูมิใกล้ๆร้านอาหารบัว สาขาศรีนครินทร์ ที่ก๊วนเพื่อนเนวินใช้เป็นที่นัดรวมพลแจกซองประจำเดือน

พร้อมๆกับการโผล่ให้เห็นหน้าแวบๆ ของนายทุนหน้าตักหนาอย่างนายประสงค์ โฆสิตานนท์ อดีต รมช.มหาดไทย เจ้าของอาณาจักรสุโขทัยหินอ่อน ร่วมวงสนทนาอยู่กับ ส.ส.ก๊วนเพื่อนเนวิน นัยว่าจะร่วมสังฆกรรมกันแน่นอน

แค่ยี่ห้อ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจประสงค์ โฆสิตานนท์ยังไม่ได้นับเสี่ย คิงเพาเวอร์สปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการของกลุ่มเพื่อนเนวิน

เค้ายาวจากเชียงรายยันนราธิวาสก็ว่าได้

แล้วไหนจะเค้กก้อนใหญ่ที่รอเป่าเทียน โดยนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กลุ่มเพื่อนเนวิน เดินหน้าตีธงลุยบิ๊กโปรเจกต์เช่ารถเมล์ เอ็นจีวี 4,000 คัน

ออปชันที่แกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ขวางไม่ได้

ล่าสุดก็ส่งซิกปิดสนามบินดอนเมืองให้เป็นแค่คาร์โกกับศูนย์ซ่อมอากาศยาน ย้ายฐานกลับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นสนามบินเดี่ยว

อำนวยประโยชน์ให้ธุรกิจร้านค้า

ไม่นับขุมทรัพย์ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่มีเม็ดเงินงบ ประมาณอีกนับหมื่นล้านบาทที่กระจายลงไปให้ อบจ. อบต. เจียดหัวคิว ให้นักเลือกตั้ง

เงินน่ะไหลมาเป็นโกดังแน่

จะติดอยู่แค่ตราประทับ ทรยศนายใหญ่”.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ภาระประชาชน

ที่มา ไทยรัฐ

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าหารือกับผู้ว่าการ ธปท. ธาริษา วัฒนเกส ได้ข้อสรุปว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศหรือจีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมจะอยู่ที่ร้อยละ 0.5-2.5

ไม่แน่หรืออาจจะติดลบ

ทั้งนี้ ปัญหาเกิดจาก วิกฤติจากภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินหรือวิกฤติน้ำมัน ทำให้ส่งผลกระทบถึงสภาพคล่องทางการเงินในประเทศ ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ หนี้เสียเพิ่มขึ้นตกอยู่ในภาวะเงินฝืด เป็นต้น (ไม่กล้าแตะต้องปัญหาวิกฤติการเมือง)

เป็นปัญหาเศรษฐกิจที่เหมือนกันทั้งโลก

ทุกประเทศเกือบจะทั่วโลกก็อยู่ในสถานะเดียวกัน แต่กรรมวิธีที่จะแก้ปัญหาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นหลัก ยกตัวอย่างประเทศจีนก็มีปัญหาเรื่องของวิกฤติการเงิน มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศแล้วมีปัญหามากกว่าเราด้วยซ้ำ ในขณะที่กิจการหลายแห่งก็ประสบกับปัญหาทางการเงิน แต่รัฐบาล และธนาคารกลางสามารถที่จะสั่งธนาคารพาณิชย์ได้ ส่วนบ้านเราผมไม่อยากจะวิจารณ์

เป็นเอกเทศกันหมด

ใครคุมใครไม่ได้นโยบายทางการเงินเลย ไม่ไปในทิศทางเดียว กัน เอาเถอะบ้านเราก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ไม่อย่างนั้นไม่กินเกาเหลากันได้ทุกยุคทุกสมัย

ที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตคือการใช้ งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่วางเป้าไปจนถึงปี 2553 เดี๋ยว 3 แสนล้าน เดี๋ยว 1 แสนล้าน สุดท้ายอีก 7 แสนล้าน ผมในฐานะชาวบ้านตาดำๆขนหัวลุก เพราะเงินที่วาดฝันกันเอาไว้นั้น เป็นเงินกู้ทั้งนั้นไม่ได้มาจากรายได้หลักของรัฐบาล

อีกด้านไม่รู้จะเพิ่มหนี้อีกเท่าไหร่

แล้วไม่รู้ว่าจะได้ผลแค่ไหนเพราะยังไม่เห็นโครงการเป็นชิ้นเป็นอัน ที่สำคัญจะถึงมือคนจนหรือสบายแฮนักธุรกิจผู้รับเหมาก่อสร้าง ผมพูดอย่างนี้ไม่ใช่พวกองุ่นเปรี้ยว แต่เป็นเพราะว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ว่าจะโครงการเมกะโปรเจกต์หรือการสร้างงานด้านอื่นๆ แรงงานอาจจะมีงานทำแต่รายได้ความเป็นอยู่ก็ยังเหมือนเดิม อย่างดีก็ได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 200 บาท งานนี้ใครได้ใครเสียคงไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม

นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ซึ่งเข้าใจว่าคงจะตรงกับคำแนะนำ ของไอเอ็มเอฟ บ้านเราจะเอาอย่างประเทศเงินถุง เงินถังคงไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าจะใช้วิธีร่วมลงทุนแปลงทรัพย์สิน เป็นทุนนอกจากจะสอดคล้องกับสถานะทางการเงินของประเทศ แล้วยังเป็นการลดภาระของประชาชน

ผมยิ่งหวั่นใจเมื่อเห็นรายชื่อคณะที่ปรึกษาในกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆมาจาก นักธุรกิจที่คุ้นหน้าบางท่านก็เคยยุยงให้ทหาร ปฏิวัติมาแล้ว เลยไม่รู้ว่าจะมีความสำนึกต่อความเดือดร้อนของชาวบ้านแค่ไหน

กลัวว่าจะเป็นรัฐบาลต่างตอบแทนไปฉิบ.

“หมัดเหล็ก”

ประชานิยม

ที่มา ไทยรัฐ

ถูกฝ่ายค้านโจมตีว่ารัฐบาลใหม่ลอกนโยบาย ประชานิยมทักษิณมาใช้เป็น นโยบายตัวเอง

แถมไม่ได้ลอกพอหอมปากหอมคอ พระเดชพระคุณเล่นลอกแบบคำต่อคำ ประโยคต่อประโยค ประเด็นต่อประเด็น

เข้าตำราเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินนํ้าแกง

ทำให้นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องออกมาปฏิเสธว่ารัฐบาลใหม่ไม่ได้ ก๊อบปี้นโยบายประชานิยมรัฐบาลเดิม

เพราะหลายนโยบายของรัฐบาลนี้ก็แตกต่างจากนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น นโยบายเรียนฟรี 15 ปี หรือนโยบายจ่ายเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท ให้ผู้มีอายุ 60 ปี ฯลฯ

แม้ว่านโยบายส่วนใหญ่จะเหมือนกับนโยบายรัฐบาลเก่า ก็ไม่ใช่แอบลอกข้อสอบอย่างที่ฝ่ายค้านโจมตี

แต่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่ง กว่าเดิม

“อภิสิทธิ์” ชี้ว่าต้นเหตุคือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดแนวนโยบายพื้นฐาน 9 ด้านให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม จึงทำให้ นโยบายรัฐบาลใหม่กับนโยบายรัฐบาลเก่าออกมาคล้ายกันโดยไม่เจตนา

ฉะนั้น เพื่อความเป็นธรรม “แม่ลูกจันทร์” ก็ต้องหยิบรัฐธรรมนูญหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมาอ่านแก้เซ็ง

รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลต้องเขียนนโยบายให้ครบ 9 ด้าน ได้แก่ นโยบายความ มั่นคง นโยบายบริหารราชการแผ่นดิน นโยบาย ศาสนาสังคม สาธารณสุข ศึกษา วัฒนธรรม นโยบายด้านการยุติธรรม นโยบายด้านต่างประเทศ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายสิ่งแวดล้อม นโยบายพลังงาน และนโยบายการมีส่วนร่วมของประชาชน

แถมลงรายละเอียดครอบจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเรียนฟรี นโยบายรักษาฟรี นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ นโยบายจัดการนํ้า นโยบายลงทุนเมกะโปรเจกต์ นโยบายพยุงราคาสินค้าเกษตร นโยบายการค้าเสรี ฯลฯ

พูดง่ายๆคือ มัดมือชกรัฐบาลต้องเขียนนโยบายตามกรอบรัฐธรรมนูญ!!

การที่นโยบายรัฐบาลเก่ากับนโยบายรัฐบาลใหม่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน จึงมีต้นเหตุจากรัฐธรรมนูญที่ตีกรอบไว้นั่นเอง

สรุปว่า คำแก้ตัวของนายกฯอภิสิทธิ์ ก็มีส่วนถูกเหมือนกัน

แต่ที่แก้ตัวไม่หลุด เพราะก๊อบปี้นโยบาย รัฐบาลเก่าชัดเจน คือ นโยบาย “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทย” ซึ่งมีนโยบายนํ้าฟรี ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี และ มาตรการลดภาษีนํ้ามัน ซึ่งกำลังจะครบ 6 เดือน ในวันที่ 30 มกราคม

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าในเมื่อเป็นนโยบายที่ดี และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้จริง ถ้ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะดำเนินการต่อไป ก็ไม่เห็นจะต้องขวยเขินสะเทิ้นอาย

เพราะนโยบายประชานิยมย่อมดีกว่านโยบายประชาไม่นิยม

แต่ก็อย่าลืมว่านโยบายประชานิยม ต้องใช้เงินอัดฉีดก้อนโต

ถ้ารัฐบาลไม่มีงบประมาณเหลือเฟือ ขืนใช้นโยบายประชานิยมตะพึดตะพือก็เสี่ยงที่รัฐบาลจะล้มละลาย!!

“แม่ลูกจันทร์” จึงไม่เห็นด้วยที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ จะใช้นโยบายประชานิยมซื้อใจประชาชน ด้วยการสั่งเบรกกระทรวงพลังงานไม่ให้ ปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ตามต้นทุนที่เป็นจริง

ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องแบกหนี้มโหฬาร!!

เพราะปัจจุบันราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีจะขาดทุน 6 บาทต่อ 1 กก.

ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน เคยโจมตีรัฐบาลทักษิณที่ตรึงราคาขายปลีกนํ้ามัน ว่าบิดเบือนราคาถูกกว่าความเป็นจริงเพื่อเอาใจประชาชน

เป็นการบิดเบือนราคา บิดเบือนกลไก ตลาดเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็ตรึงราคาก๊าซแอลพีจีเอาใจประชาชนแบบเดียวกัน

นี่...มันเป็นซะอย่างนี้แหละโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

“ทักษิณ” ฉุนข้อหาทำลายชาติ

ที่มา ไทยรัฐ

วันเดียวกัน ที่โรงแรมสยามซิตี้ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขานุการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ในฐานะทนายความที่ได้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยว่าจ้างบริษัทในต่างประเทศให้กระทำตามที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหา การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นเจตนาใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความผิดฐานหมิ่น ประมาท ภายหลัง นพ.บุรณัชย์เปิดเผยเรื่องดังกล่าว ตนได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณรู้สึกรับไม่ได้กับการกล่าวอ้างสถาบัน เป็นสิ่งไม่บังควร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ รักชาติและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ การที่ต้องอยู่ต่างประเทศเป็นเพราะเหตุผลการเมือง จึงไม่มีเหตุจูงใจต้องว่าจ้างบริษัทต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ก่อนปี 2550 พ.ต.ท.ทักษิณอาจเคยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือธุรกิจในต่างประเทศเท่านั้น และภายหลังปี 2550 ได้เลิกว่าจ้างทั้งหมดแล้ว

ขีดเส้นตาย ปชป.โชว์หลักฐาน 7 วัน

“การแถลงข่าวของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเสียหาย แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้ประโยชน์ เต็มๆ ที่สำคัญคือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ควรปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยการให้ นพ.บุรณัชย์ รับผิดชอบ เพราะเมื่อโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดในบ้านของตัวเอง นายอภิสิทธิ์ ก็ควรแสดงความรับผิดชอบ เราทราบว่า นพ.บุรณัชย์เป็น ส.ส.สมัยแรก อาจอ่อนด้อยทางการเมือง จนตกเป็นเครื่องมือของใครบางคน และเรื่องลักษณะนี้ นพ.บุรณัชย์ไม่น่ากระทำเพียงลำพังได้ จึงจะให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ชี้แจงเอกสารหลักฐานให้ชัดเจน ภายใน 7 วันว่า พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างบริษัทนี้เมื่อไหร่ มีหลักฐานการโอนเงินว่าจ้างหรือไม่ หากไม่สามารถชี้แจงได้ จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย แต่หาก นพ.บุรณัชย์ ยอมรับว่าโกหกประชาชนและลาออกจากตำแหน่ง ทีมทนายความก็อาจพิจารณาอีกครั้ง” นายวิชิตกล่าว

ยื่นศาลฎีกาฯ ชี้ขาดที่มา “เรืองไกร”

ที่มา ไทยรัฐ

ส่วนกรณีที่มีการร้องคัดค้านการสรรหานายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ถึงที่มาขององค์กรที่ส่งรายชื่อเข้ารับการสรรหาว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. แถลงว่า ที่ประชุม กกต. มีมติเสียงข้างมากว่า การสรรหานายเรืองไกรเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายเรืองไกรเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อจากนิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูเรี่ยนปาร์ค ซึ่งมิใช่องค์กรตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 114 และกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. และให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อไต่สวนและวินิจฉัย ทั้งนี้หลังจาก กกต.มีมติว่าการสรรหาของนายเรืองไกรมีปัญหากฎหมายบัญญัติให้ส่งต่อไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งโดยพลัน และต้องยื่นคำร้องภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศผลการสรรหา ส.ว. เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2551 เพื่อให้ศาลฎีกาฯวินิจฉัย หากศาลฎีกาฯ ยืนตามมติของ กกต. จะสั่งให้มีการสรรหาใหม่ และถ้ามีพฤติการณ์เชื่อได้ว่ามีการสนับสนุนให้มีการรู้เห็นเป็นใจ ศาลฎีกาฯสามารถสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเพียงดุลพินิจของ กกต. ต้องรอดุลพินิจของศาลฎีกา

“เรืองไกร” ย้อน กกต.มีส่วนผิด

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า อยากถามว่าองค์กรนิติบุคคลที่ส่งตนเข้ารับการสรรหา ไม่ใช่นิติบุคคลตรงไหน หรือ กกต.ตีความเป็นอย่างอื่นหรือไม่ อยากถาม กกต.ว่าตอนที่ไปสมัครได้รับรองคุณสมบัติว่าผ่านทุกอย่าง ไม่เห็นมีใครคัดค้าน จึงไม่หนักใจหากศาลจะวินิจฉัยว่ามาโดยมิชอบ เพราะเป็น ส.ว.ก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ ไม่ได้รู้สึกต่ำต้อยอะไร แต่เมื่อกระบวนการสรรหามาจาก กกต. สุดท้ายมาวินิจฉัยเองว่าที่มาของตนมิชอบ ก็ไม่เป็นไร นอนพักอยู่ที่บ้านก็ได้ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง แต่อยากถามกลับว่า กกต.มีส่วนผิดด้วยหรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระบวนการพยายามจะกลั่นแกล้งหรือไม่ นายเรืองไกรตอบว่า ไม่เชื่อว่าจะมีกระบวนการกลั่นแกล้ง แต่ เป็นการวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ กกต.หรือคณะกรรมการ กกต. ทำหน้าที่สรรหามิชอบหรือไม่ ถ้าตนไปทำหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญร้ายแรง อย่างการรับของขวัญปีใหม่เกิน 3,000 บาท อย่างนั้นค่อยมาวินิจฉัยตน อย่างไรก็ตามเกรงว่าคดีนี้อาจเหมือนคดีหวยบนดิน ที่ต้องซวยทั้ง ครม.ซึ่งเป็นผู้อนุมัติ

เข้าตำรา 'ยาสามัญประจำบ้าน'

ที่มา เดลินิวส์

พลันปรากฏว่าจะมีการแต่งตั้ง “นาม ยิ้มแย้ม” อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ คตส.

ก็เริ่มมีความ “สับสน” อย่างน้อยจาก 3 ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง

คนแรกคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ยังไม่มี ผมสอบถาม ไปแล้วก็ยังไม่มีเรื่องดังกล่าว และถ้าเป็นเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งยังไม่มีการส่งเรื่องมาเลย”

คนที่ 2 คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ผู้จัด การรัฐบาล” ให้ความเห็นว่า “ขอเรียนว่าเป็นเพียงแค่ข่าวโคมลอย ส่วนข้อเท็จจริง คือยังไม่มีการเสนอชื่อผู้หนึ่งผู้ใดเป็นที่ปรึกษาหรือเลขานุ การรัฐมนตรี” และคนที่ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ชื่อว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ยอมรับว่าได้โทรศัพท์ ทาบทามนายนามมาเป็นคณะทำงาน ไม่ใช่ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี และที่ยืนยันยังไม่ได้คุยกับนายสุเทพในเรื่องดังกล่าว”

ที่ขณะที่เจ้าตัวคือ นายนาม ให้สัมภาษณ์ว่า “นายพีระพันธุ์ ได้ประสานมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตนได้รับปากไปแล้วว่าไม่ขัดข้อง และพร้อมจะร่วมมือทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ตราบใดที่ยังมีเรี่ยวแรงคล่อง แคล่วอยู่ และเห็นว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการทำงาน เพื่อประเทศชาติ”

ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเมื่อดูประวัติจะพบว่า นายนามก็เหมาะสมที่จะทำหน้าที่ “ที่ปรึกษา” มีประวัติการทำงานทางกฎหมาย

คดี “ยุบพรรค” ไทยรักไทย ก็มีนายนามเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะประธานอนุกรรมการ ของ กกต.

คตส. ที่ตรวจสอบโครงการทุจริต สารพัด ก็มีนายนามเป็นประธาน หรือแม้แต่คดี “รถดับเพลิง” ที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็มีนายนามทำหน้าที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการสอบสวน

แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ “ปกติ” ควรหรือไม่ควรที่ทำการแต่งตั้งในลักษณะ “พวกเอ็งพวกข้า”

ไม่มีใครปฏิเสธความเป็นมือกฎหมาย ชั้น “ครู” ของนายนาม แต่สิ่งที่รัฐบาลประชาธิ ปัตย์ ซึ่งประกาศว่าจะ “เลิกแบ่งสี แบ่งข้าง” ต้องตอบให้ได้

ถ้าไม่ใช่นาย “นาม” จะมีใครที่เหมาะสมและอธิบาย “สังคม” ได้ทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่

ในทางความเป็นจริง รัฐมนตรี 1 คนจะแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีได้ตำแหน่งละ 1 คน แต่สามารถแต่งตั้ง “คณะที่ปรึกษา” แบบไม่กินเงินเดือนหลวงได้อีก

หากต้องการ “ความสามารถ” อยู่ตรงไหนก็ “ช่วยชาติ” ได้ไม่ใช่หรือ

เอะอะอะไรก็ “นาม ยิ้มแย้ม” อย่างนี้มันเข้าตำรา “ยาสามัญประจำบ้าน” ชัด ๆ.