WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 8, 2009

พรรคเพื่อไทยเตรียมเอาผิดกรณีใช้กำลังข่มขู่หาเสียงเลือกตั้งในบุรีรัมย์

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 8 ม.ค. -นายโสภณ เพชรสว่าง อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย หนึ่งในคณะปราศรัยหาเสียงในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกลุ่มคนเสื้อแดงขว้างขวดน้ำ ก้อนหิน และไข่เน่า ใส่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในการปราศรัยหาเสียงให้นายจำรัส เวียงสงค์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ว่า เหตุการณ์และพฤติกรรมเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการหาเสียงในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นกลุ่มจัดตั้งมาจาก อ.ชำนิ อ.กระสัง และ อ.ประโคนชัย เพราะมีการรณรงค์โปรแกรมหาเสียงว่าจะมีนายณัฐวุฒิ นายจตุพร และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย มาปราศรัย แต่เมื่อนายณัฐวุฒิ พูดบนเวทีก็มีการตะโกนแซวตลอด และเมื่อนายจตุพร ขึ้น คนที่ใส่เสื้อแดงได้ขว้างปาขวดน้ำ ไข่ ขึ้นบนเวทีจนปราศรัยไม่ได้ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หาเสียงลำบาก

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ในวันนี้หลังจากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ทำให้อำนาจการบริหารใน จ.บุรีรัมย์ ตกอยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม ทั้งนี้ ไม่ทราบจะไปขอความเป็นธรรมจากใครได้ และคิดว่าการเลือกตั้งหนนี้ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยตามที่รัฐธรรมนูญต้องการ

“ในวันนี้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยได้ทำเรื่องไปถึง กกต.เพื่อขอให้ส่งกำลังตำรวจเข้ามาดูแลความปลอดภัยในการเดินทางปราศรัยที่ อ.กระสัง และ อ.สตึก ขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังดูข้อกฎหมายว่ากรณีที่มีการใช้อำนาจอิทธิพล กำลังข่มขู่ เข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ หรือไม่ จึงขอให้ กกต.ติดตามช่วยจับตาเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทราบว่ามีการวางแผนในการจัดกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ใช่กลุ่มของ นปช.ออกมาเคลื่อนไหว สร้างสถานการณ์และทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วจะโยนหรือป้ายความผิดให้กับกลุ่มเสื้อแดงของ นปช.” นายโสภณ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-08 17:30:31

ยายเนียมสิ้นลม "มาร์ค"บอกผูกพันตลอดไป "จตุพร" ชี้ปชป.ให้เป็นเครื่องมือการเมืองเล่นละครน้ำเน่า

ที่มา มติชนออนไลน์

ยายเนียมเสียชีวิตขณะถูกตัวกลับบ้าน ญาติจัดพิธีศพเรียบง่าย "นายกฯ" โทรหาก่อนสิ้นลม ย้ำผูกพันตลอดไป "จตุพร" ซัดปชป.ใช้ชีวิตยายเนียมเป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นละครน้ำเน่า เสื้อแดงอุบลฯประกาศใช้ตีนตบรับ "มาร์ค"

ยายเนียมเสียชีวิตขณะถูกส่งกลับบ้าน

นางเนียม หรือ ยายเนียม พันธ์มณี อายุ 84 ปี ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังทั่วประเทศภายหลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังได้รับการแต่งตั้งโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ว่ายังไม่ลืมวันที่ยายเนียมมอบแหวนทองเหลืองให้ระหว่างไปช่วยผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 3 บ้านโนนค้อ ต.ม่วง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 จากนั้นต่อมายายเนียมได้ล้มป่วยและถูกนำตัวส่งที่โรงพยาบาลประจำอำเภอม่วงสามสิบเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมปี่ที่ผ่านมา ก่อนถูกส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี และแพทย์ตรวจพบว่ายายเนียมนอกจากป่วยด้วยโรคชราแล้วยังป่วยเป็นโรคมะเร็งในท่อน้ำดี และอาการได้ทรุดลงตามลำดับ และล่าสุดได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเวลา 08.35 น. เมื่อวันที่ 8 มกราคม ขณะที่ญาติกำลังนำยายเนียมออกจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ตามที่ต้องการเพื่อขอกลับไปสิ้นใจที่บ้านตามธรรมเนียมของคนอีสาน

นายหลา คิ้วยม ลูกบุญธรรมของยายเนียมที่เฝ้าดูแลอาการกล่าวว่า ทางญาติทำใจได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังรับรู้ว่าแม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ที่ผ่านมาแพทย์และพยาบาลให้การดูแลรักษาอย่างดี และก่อนที่จะเสียชีวิตได้สั่งเสียว่าหากอาการหนักขึ้นให้นำตนเองกลับไปตายที่บ้านเกิด ซึ่งอาการทรุดหนักถึงขั้นเชื้อมะเร็งลุกลามไปที่อวัยวะส่วนอื่น และมีอาการไม่สนองตอบคนรอบข้าง ต้องสวมเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ กระทั่งแพทย์ได้นำรถโรงพยาบาลนำยายเนียมกลับบ้านตามความประสงค์ แต่ก่อนถึงบ้านโนนค้อ อ.ม่วงสามสิบ ประมาณ 1 กิโลเมตร ก็หมดลมหายใจ

สั่งไว้ให้จัดงานศพเรียบง่าย5วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านโนนค้อ สถานที่ตั้งศพยายเนียม โดยชาวบ้านช่วยกันนำโลงใส่ศพมาตั้งไว้ที่บ้านและช่วยกันจัดสถานที่ให้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอได้ฉีดศพ รวมทั้งส่วนราชการที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาช่วยและคอยอำนวยความสะดวก โดยกำหนดตั้งศพสวดอภิธรรมเป็นเวลา 5 วัน และฌาปณกิจที่วัดบ้านโนนค้อ ในวันพุธที่ 12 มกราคมนี้

เวลา 15.00 น. นายอุดม สมรส ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นประธานพิธีรดน้ำศพยายเนียมที่บ้านโนนค้อ มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ส่วนราชการจังหวัดร่วมพิธีด้วยประมาณ 100 คน ท่ามกลางความเศร้าโศกของญาติพี่น้องยายเนียม ซึ่งทางญาติเปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวแสดงความเสียใจมาถึงลูกหลานด้วยพร้อมจะหาเวลาที่เหมาะสมมาในงานศพ

นายบุญยัง แก้วคำ อายุ 67 ปี ชาวบ้านโนนค้อ กล่าวว่า แม้ยายเนียมเสียชีวิตแล้ว อยากขอให้นายกรัฐมนตรีลงมาช่วยเหลือชาวบ้านตามที่ยายเนียมได้พูดไว้ก่อนเสียชีวิตด้วย โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำ ถนนหนทาง ไฟฟ้าทางด้านการเกษตร และคุณภาพชีวิตของชาวอีสาน

นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.ประชาธิปัตย์ เขต 1 อุบลราชธานี กล่าวว่า แจ้งเรื่องยายเนียมเสียชีวิตให้นายกรัฐมนตรีได้ทราบตั้งแต่เช้าแล้ว และนายกฯสั่งให้จัดงานศพของยายเนียมทั้งหมด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและเป็นเจ้าภาพตลอดงาน ส่วนการขอรับพระราชทานเพลิงศพนั้น ทางญาติผู้ตายมีความประสงค์ขอจัดงานอย่างเรียบง่ายตามเจตนารมณ์ของยายเนียม

"อภิสิทธิ์"เผยโทร.คุยครั้งสุดท้าย

ก่อนหน้านี้เวลา 09.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเสียชีวิตของยายเนียมว่า มีโอกาสพูดกับท่าน (ยายเนียม) เมื่อเช้า (วันที่ 8 มกราคม) ได้โทรศัพท์ไป แต่เข้าใจว่ายายเนียมอาจจะไม่รับรู้มาสองวันแล้ว แต่ก็ได้พยายามสื่อสารถึงท่านเป็นครั้งสุดท้าย ก็ทราบว่าอาการทรุดมากในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยญาติได้เปิดโทรศัพท์ให้ยายเนียมฟัง แต่ตนไม่ได้ยินเสียงยายเนียม จึงได้พูดกับยายเป็นครั้งสุดท้าย "คือพูดถึงความผูกพันที่ผมมีกับท่านและครอบครัวท่านจะมีตลอดไป และญาติพี่น้องรวมทั้งโรงพยาบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือคุณยาย ทั้งนี้ ผมจะไปร่วมงานศพ แต่กำลังดูกำหนดการที่เป็นไปได้อยู่"

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯกังวลกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่หากจะเดินทางไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าอย่างที่ย้ำมาตลอดว่าอย่าให้มีความรุนแรง ในกรณีที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องของการเมืองเลย โดยเฉพาะกรณีนี้ ก็ไม่อยากให้เห็นภาพของความขัดแย้ง น่าจะเข้าใจกัน น่าจะเห็นใจกันได้ เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลที่ยายเนียมพักรักษาตัวเพื่อตามหาข้อมูลการเดินทางมาของนายกฯ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "นั่นแหละครับ ผมคิดว่าไม่น่าจะทำเลย ไม่น่าจะทำเลย"

รมว.พม.ตำหนิเสื้อแดงบุกรพ.

นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) และ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของยายเนียมและเสียใจกับการแสดงพฤติกรรมของกลุ่มเสื้อแดงที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มชักธงรบ" ซึ่งบุกไปยังห้องไอซียูของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ที่ยายเนียมรักษาตัวอยู่ เมื่อวันที่ 7 มกราคม มีการพูดจาหยาบคายไม่เหมาะสม แม้ยายเนียม โต้ตอบไม่ได้ แต่ยังมีความรู้สึกอยู่ถึงกับน้ำตาไหล ความจริงคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนเพียง 200-300 คนเท่านั้น ซึ่งคนอุบลฯส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ำใจ เข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกันเวลาที่ตกทุกข์ได้ยาก

"ขอให้ทางจังหวัดพิจารณาจัดงานศพให้ยายเนียมตามความเหมาะสม ส่วนเรื่องขอพระราชทานเพลิงให้ทางจังหวัดพิจารณามีสิทธิได้หรือไม่ หากไม่มีสิทธิให้จัดตามปกติเหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยร่วมกันทำบุญให้กับทหารพรานเสียชีวิตที่ จ.ศรีสะเกษ การช่วยงานศพยายเนียม สมาชิกพรรคจะช่วยกันบริจาคคนละ 500-1,000 บาท แต่จะไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งจะผิดกฎหมาย"

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ยายเนียมกับนายกฯอยากให้มองเชิงสัญลักษณ์ ของคนสองคนในสังคมไทยที่รักกัน ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน เพราะนายอภิสิทธิ์ได้มีการติดต่อกับยายเนียมมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาติดต่อเมื่อตอนเป็นนายกฯเท่านั้น จึงอยากให้มองในเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ เพื่อสอดรับกับปีนี้ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะเสนอให้เป็นปีแห่งความกตัญญูรู้คุณ

ยันนายกฯไปร่วมงานศพแน่

นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่น กกต.ตรวจสอบว่านายอภิสิทธิ์ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่นำของให้ยายเนียม ข้อเท็จจริงคือ การให้เพื่อต้องการส่งสัญญาณให้สังคมไทยไม่ทอดทิ้งกัน ผู้ใหญ่เจ็บป่วยลูกหลานต้องไปเยี่ยม และให้เห็นว่าช่วงหนึ่งมียายผูกพันกับนักการเมืองไม่มีตำแหน่ง พอวันนี้มีตำแหน่งก็ยังระลึกถึงกันอยู่ ทั้งนี้ สิ่งของที่มอบให้ก็ราคาไม่มาก เกินระเบียบของ กกต.ที่กำหนดไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งสิ่งที่มอบให้ครั้งแรกรูปภาพยายเนียมถ่ายคู่กับนายอภิสิทธิ์ ครั้งต่อมาคือจดหมาย และครั้งที่สามกระเช้าของฝากไม่เกิน 1,000 บาท โดยมอบให้ที่โรงพยาบาล ในเขตอำเภอเมือง และที่บ้าน อ.ม่วงสามสิบ ซึ่งทั้งสองเขตไม่มีการเลือกตั้งซ่อม ดังนั้น พรรคเพื่อไทยอย่าเอามาเป็นประเด็นทางการเมือง

เมื่อถามว่า นายกฯยืนยันจะไปที่ จ.อุบลราชธานี หรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากฝ่ายปกครองและตำรวจว่าถ้าเป็นไปได้ให้นายกฯมาวันหลัง ขอเวลาเจรจากับคนเสื้อแดงก่อน แต่นายกฯก็ยืนยันจะไปร่วมงานศพ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ต้องดูอีกครั้งหนึ่ง

เสื้อแดงอุบลฯใช้ตีนตบรอรับ

ด้าน พล.ต.ต.สมพิศ ชนะมี ผบ.ภ.จว.อุบลราชธานี กล่าวว่า เตรียมแผนรองรับความปลอดภัยให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะที่จะเดินทางมาร่วมงานศพยายเนียม โดยยึดหลักการรักษาความปลอดภัยต่อบุคคลสำคัญของประเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและแผนของสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 โดยใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษของพื้นที่เป็นหลัก ทั้งในและนอกเครื่องแบบมีขีดความสามารถปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี

นายประยุทธ มูลสาร หรือดีเจหนุ่ม นิรนาม แกนนำกลุ่มเสื้อแดงชักธงรบ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ถ้านายกรัฐมนตรีมา ตนจะพวกไปต้อนรับโดยไม่ใช้ความรุนแรง ใช้เพียงอุปกรณ์ตีนตบเท่านั้น และจะไม่ไปชุมนุมที่บ้านบ้านโนนค้อ อ.ม่วงสามสิบ

"จตุพร"ซัดใช้ยายเป็นเครื่องมือ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวโจมตีนนายอภิสิทธิ์และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่าอาศัยชีวิตของยายเนียมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้าย โดยเฉพาะนายวิฑูรย์ รมว.พม. ที่ออกมาพูดเกินความจริงกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงที่ จ.อุบลราชธานี บุกถึงห้องไอซียูยายเนียมรักษาตัวอยู่นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่มีการบุกถึงห้องไอซียูและไม่มีการใช้เครื่องเสียงในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคน จ.อุบลราชธานี อย่างมากและจะออกมาตอบโต้เรื่องนี้ต่อไป ส่วนที่กลัวว่าถ้านายอภิสิทธิ์ไปร่วมพิธีศพยายเนียมแล้วคนเสื้อแดงจะก่อความวุ่นวายนั้นขอบอกว่าคนเสื้อแดงรู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร ดังนั้น ขอให้หยุดโกหกและสร้างละครน้ำเน่าเสียที

การเมืองหางแดง...!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ


คงมั่นใจว่าสามารถเอารัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อยู่หมัด กลุ่มพันธมารจึงเปิดเกมรุกเดินหน้าระบอบ “การเมืองใหม่” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สุมหัวกันคิดเอาไว้

การที่ “ปีศาจคาบไปป์” ออกมาพูดอย่างมั่นใจต่อหน้าสาวก “ม็อบโกเต๊กซ์” ถึง “การเมืองใหม่” โดยระบุว่า
ต้องมีการรื้อโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นและยุบเลิก อบต.
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาติดๆ คือ การออกมาคัดค้านของ “คนท้องถิ่น”

ต้องถือเป็นความถูกต้องชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง ในการพิทักษ์รักษาศักดิ์ศรีเกียรติยศ ที่ประชาชนมอบมาให้ จากการยอมรับจากประชาชนในท้องถิ่น
โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ที่มีการพูดกันก่อนหน้านี้ว่า “การเมืองใหม่”จะมา ล้มล้างทำลายประชาธิปไตย ก็เป็นความจริงขึ้นมาแล้วครับ
ในที่สุดหางแดงๆ ที่พยายามขมวดซ่อนเอาไว้ ได้โผล่มาให้เห็นจนได้

ขั้นต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ “กลุ่มพันธมาร” และซากเดนเผด็จการ ผู้สูญเสียผลกระโยชน์ สูญเสียอำนาจ ต้องจับตาดูว่าจะมีคนที่ทำงานรับใช้เผด็จการ จะมามีตำแหน่งแห่งที่ มากน้อยแค่ไหน

จับตาดูว่า สมุนเผด็จการ จะได้รับบำเหน็จรางวัลเป็นการต่างตอบแทนหรือไม่อย่างไร หลังจากที่ได้รับใช้เผด็จการมาอย่างซื่อสัตย์ ชนิดยอมพลีกายถวายชีวิตให้ ประเภทจุดปุ๊บติดปั๊บ จนบรรลุในสิ่งที่ต้องการไปแล้ว แม้จะสร้างความบอบช้ำเสียหายให้กับประเทศชาติไว้อย่างมากมายมหาศาลทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจก็ตาม
ในการพัฒนาประเทศนั้น ต้องยอมรับว่า “ท้องถิ่น” เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่สุด สำหรับเป็นรากฐานของสังคมไทย

ท้องถิ่นเป็นฐานที่บ่งบอกความเป็นไทย ทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
แทนที่ “กลุ่มพันธมาร” จะให้ความสำคัญ ด้วยการสร้างท้องถิ่นให้แข็งแกร่ง กลับมาคิดทำลายลบล้างการปกครองในระดับท้องถิ่น

วันนี้ “คนท้องถิ่น” มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหา เป็นขวากหนามสำคัญในการสืบทอดอำนาจเผด็จการ
เพราะหากประชาชนมีความเข้มแข็ง จะรู้เท่าทันและออกมาขัดขวาง

ฉะนั้นจึงต้องทำลายท้องถิ่น ที่เป็นฐานของประชาธิปไตยลงไปให้ได้

ซึ่งเป็นการทำลายปรัชญาดั้งเดิมที่ว่า แต่ละท้องถิ่นมีวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์รวมถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นจะเป็นผู้ทราบถึงปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นมากที่สุด

เพราะ “ท้องถิ่น” มีขุมทรัพย์ที่ประเมินค่ามิได้อยู่มากมาย อาทิ ขุมทรัพย์ทางธรรมชาติ ขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ขุมทรัพย์ทางสังคม วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม การศึกษา สาธารณสุข ขุมทรัพย์ทางโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงขุมทรัพย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

องค์กรปกครองท้องถิ่นเท่านั้น ที่จะสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกันก็เป็นการบังคับให้ผู้ที่เสนอตัวและได้รับเลือกเข้ามาทำงาน ต้องเคารพต่อนโยบายของตนที่ประกาศให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะฉะนั้นการทำอะไรจึงต้องพิจารณาในแง่ของเจตนารมณ์หรือเป้าหมายในการทำงาน มากกว่าระเบียบหรือสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็มีกลไกตรวจสอบจากประชาชน

เท่ากับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนามาจนถึงการตรวจสอบ
ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้กล่าวถึงทิศทางในการกระจายอำนาจไว้ในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 78 กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจกรรมของท้องถิ่นได้เอง

หมวด 9 ด้านการปกครองท้องถิ่น มาตรา 282-290 กำหนดให้รัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมมีอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง
โดยรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแลเท่าที่จำเป็นภัยในกรอบของกฎหมาย
การดำเนินการกระจายอำนาจได้ฉายภาพออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีการออกกฎหมายที่สำคัญคือ

พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยมีมาตราที่สำคัญคือ
มาตรา 6 กำหนดให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นั่นหมายความว่า การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผ่านการพิจารณาจากผู้รู้อย่างรอบคอบ

ที่อ้างกันว่าจะเป็นแหล่งทำมาหากินของคนบางกลุ่มบางพวกนั้น มีการตรวจสอบโดย สตง. ที่ผ่านมามีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง บทบาทของ สตง. ต่อการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันในขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งเพื่อเป็นการรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งไม่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส และสามารถรับผิดชอบต่อประชาชนผู้ใช้บริการสาธารณะได้มากขึ้น เพื่อที่ประชาชนจะได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ มาตรฐานที่ดีขึ้นต่อไป

การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นในวันนี้มาไกลมากแล้ว มีการถ่ายโอนภารกิจเรื่องของการศึกษา สาธารณสุข การเงินการคลัง การถ่ายโอนบุคลากร

เดินมาไกลเกินว่าจะมาล้มเลิกล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ที่ให้สิทธิให้เสียงกับประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

ต้องยอมรับความจริงกันบ้าง อย่าให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟ

ล้อมคอกแล้วอย่าหาย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย พญาเย็น

แน่นอนว่าเหตุเพลิงไหม้ผับดังย่านเอกมัยที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อยู่ในเวลานี้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดครั้งแรกและยิ่งไม่ใช่ครั้งแรกในรอบ 2-3 ปี เพราะเมื่อกลางปี 2549 ก็เกิดโศกนาฏกรรมในสถานบันเทิงยามราตรีแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ซึ่งกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 50 ราย สร้างความสะเทือนใจและตื่นตระหนกไปทั่วทั้งวงการ ทั้งวงการสถานบันเทิงและหน่วยงานที่รับผิดชอบ

สิ่งที่ตามมาในครั้งนั้น ย่อมไม่พ้นการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง สั่งการให้เข้มงวดด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานบริการที่เหลือ เพื่อที่ว่าเหตุการณ์โศกสลดซ้ำซากจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก...

แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังเกิดเหตุการณ์ทำนองคล้ายกัน ผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปเหมือนกัน เพื่อที่จะตรวจพบว่ามีความหละหลวมไม่ปลอดภัยอันเป็นสาเหตุของการสูญเสียเหมือน ๆ กัน ไม่เพียงต้องตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองซึ่งมีหน้าที่ดูแลกวดขันโดยตรง ยิ่งต้องถามผู้ประกอบการว่าให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน หรือคิดว่าโชคร้ายจะไม่เกิดขึ้นกับสถานที่ของตัวเอง

นายนิยม กรรณสูต ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า ปัจจุบันสถานบริการหรือแม้แต่อาคารพาณิชย์ทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ เกือบร้อยละ 90 ยังมีความปลอดภัยที่ไม่ได้มาตรฐาน บันไดหนีไฟหรือทางหนีไฟไม่มีการติดตั้งสัญลักษณ์บ่งบอกให้ผู้ใช้บริการทราบ บางแห่งล็อกกุญแจประตูหนีไฟ เพราะกลัวลูกค้าหนี ไม่ยอมจ่ายเงิน อีกทั้งสถานประกอบการในปัจจุบันมีวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย ทั้งพรม ฝ้า เพดาน กำแพงบุผนังกันเสียง และเฟอร์นิเจอร์ภายในร้าน ซึ่งวัสดุเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

และที่สำคัญสถานประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตั้ง “ถังดับเพลิง” ส่วนสปริงเกิลหรือหัวฉีดดับเพลิงในอาคารที่ติดตั้งบนฝ้าเพดาน บางแห่งก็มี บางแห่งไม่มี แม้แต่สถานที่ที่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ก็ไม่แน่ว่ามีการตรวจสอบว่าสามารถใช้งานได้จริงอย่างสม่ำเสมอหรือไม่

ระยะนี้คงจะได้ยินเรื่องการเข้มงวดกับการออกใบอนุญาตแก่สถานประกอบการ ซึ่งหวังว่าจะ “เอาจริง” ไปนานๆ อย่างน้อยคำว่า “วัวหายล้อมคอก” ก็ดีกว่า “คอกหาย” จนต้องล้อมใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็แล้วกัน

คุณธรรมไม่กลับ คนไทยจะหลับไม่ตื่น

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทความประชาทรรศน์

โดย ใหญ่ บางซื่อ


ความสับสนเรื่องคุณธรรม กำลังสร้างความขัดแย้ง ความอ่อนแอให้เกิดขึ้นในสังคมไทย จนน่ากลัวอันตราย

กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรฯ ที่แกนนำเป็นคนมีความน่าเชื่อถือต่ำ แต่มีวาทะเป็นอาวุธผ่านทางตรงและผ่านสื่อ เที่ยวละลานทุกคนที่ขัดใจ ทั้งก้าวไกลไปยึดที่สาธารณะ สร้างความเดือนร้อนไปทั่วจนถูกข้อหาขบถ และก่อการร้าย แต่คนจำนวนมากว่าเป็นการทำดีทำถูก

คนกลุ่มนี้อธิบายว่าที่ทำเช่นนั้นต้องการให้รัฐบาลที่มาตามรัฐธรรมนูญต้อง ออกไป เพราะเป็นพวกอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งคือ ฯพณฯทักษิณ ที่ถูกกล่าวหาว่าทำไม่ดี และต้องการพรรคพวกตัวเอง คือ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแทน
เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายไปจัดการกับผู้ทำความเดือดร้อนดังกล่าว ต้องถูกกล่าวหาว่าทำความผิดจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

พฤติการณ์ศาลเตี้ยผิดกฎหมายที่คนกลุ่มนี้ทำ และยังลอยนวลอยู่ได้ เพราะมีมือที่มองไม่เห็นให้การคุ้มครอง นัยว่าให้เป็นแนวร่วมนอกสภาช่วยกันทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลให้ได้ จนหลายคนเรียกว่าเป็นการปฏิวัติเงียบสืบเนื่องจากการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความวิปริตทางคุณธรรมนี้จึงเป็นการกระทำของกลุ่มเผด็จการไร้คุณธรรมดำเนินการเพื่อให้ได้อำนาจรัฐที่เป็นอันตรายที่สุด ถ้าเหตุการณ์นี้ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการนำผู้ผิดมาลงโทษ ไม่ทราบว่าจะสอนคุณธรรมกันอย่างไร สังคมไทยจะอยู่ได้อย่างไร ยากจะเดา

ไม่คาดคิดว่าคนไทยนับถือพุทธศาสนาอยู่กว่าร้อยละ 90 จะเข้าไม่ถึงหลักธรรมกันได้มากถึงเพียงนี้ ไม่รู้หรือไม่เคยถูกฝึกฝนกันบ้างหรืออย่างไร จึงได้หลงผิดกันถึงเพียงนี้

พระพุทธเจ้าได้สอนคุณธรรมให้ชาวโลกมากว่า 2550 ปี ท่านสอนเรื่อง อนัตตา อย่าถือตนเป็นไปใหญ่ อย่าเห็นแก่ตัว ด้วยการสละความเป็นเจ้าชายออกบวช สละความเป็นตัวตนแสดงให้เห็น ความเท่าเทียมกันของมนุษย์
ทรงบัญญัติ ศีล ขึ้นเพื่อให้มนุษย์เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ทำร้ายกัน ทำให้มนุษย์เห็นคุณค่าในการเท่าเทียมกันของมนุษย์
ทรงมีปัจฉิมโอวาทให้สาวก ทำประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อทำให้ทุกคนคิดถึงคนอื่น ประโยชน์ของคนอื่นหรือส่วนรวมมากกว่าของตัวเอง ทรงบัญญัติ ธรรม เพื่อให้มนุษย์ไม่เห็นแก่ตัว ทำความดีด้วยการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือต่อส่วนรวม

บัญญัติของพระพุทธเจ้า ได้กลายเป็น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติ เพื่อที่มนุษย์โลกจะได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข

ทั้งบัญญัติของพระองค์ยังได้กลายเป็นหลักพื้นฐานของ มาตรวัดคุณธรรม ของนักวิชาการทางสังคมศาสตร์เป็นจำนวนมากทั้งไทยและเทศ

คุณธรรมดังกล่าวนี้ เป็นรากฐานสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อให้มีการดำเนินชีวิตและการทำการงาน การทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงตรง เป็น สัมมาชีพ (หากต้องการให้มีคุณธรรม ควรสร้างประโยชน์แก่คนหมู่มาก) ไม่ให้ประกอบ มิจฉาชีพ อย่างที่ปรากฏดาษดื่นอยู่ทุกวันนี้

จึงเป็นเรื่องที่น่าอับอายเป็นที่สุดของสังคมไทยอันได้ชื่อว่าเป็นสังคมพุทธ ได้มีความวิปริตทางคุณธรรมโดยเฉพาะในบุคคลชั้นนำ ที่ไม่เข้าใจ ไม่ปฏิบัติตามธรรมะของพุทธองค์มากมายเช่นนี้

ไม่เพียงกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้คุ้มครองอยู่ข้างหลังเท่านั้น แต่ยังมีแนวร่วมอีกหลายกลุ่มที่มีพฤติการณ์ด้อยหรือไร้คุณธรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้

แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จำนวนหนึ่ง เสนอรัฐบาล ฯพณฯ นายกทักษิณ ให้ทำระบบประกันสุขภาพ ในแบบของรัฐสวัสดิการเฉกเช่นอารยประเทศทั้งหลายในรูปของ 30 บาทรักษาทุกโรค เมื่อทำได้ผลจนประชาชนมีความสุขกันทั่วหน้า

แต่ทำให้รายได้ของแพทย์และบุคลากรฯ ลดลง ถ้าแพทย์และบุคลากรฯ กลุ่มใดโกรธรัฐบาลด้วยเหตุนี้ แล้วเข้าไปหนุนพันธมิตรฯ แสดงว่าคนกลุ่มนี้คิดได้แต่ ประโยชน์ตน ไม่สนใจประโยชน์ของคนหมู่มาก ถือเป็นกลุ่มด้อยหรือไร้คุณธรรม

เมื่อรัฐบาลจัดโครงการ กองทุนหมู่บ้าน เพื่อช่วยให้ผู้ยากไร้ได้เข้าถึงทุนสำหรับทำให้กิจการเริ่มได้ อยู่ได้ และก้าวหน้า มีผลทำให้เกิดผู้เสียผลประโยชน์ เช่น นายทุนเงินกู้ ธนาคาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ถ้าบุคคลกลุ่มนี้บางคนไม่พอใจที่เสียผลประโยชน์ตนด้วยเหตุนี้ แสดงว่าเห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่ด้อยโอกาสกว่า และให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ แสดงว่าเป็น ผู้ด้อยหรือไร้คุณธรรม

รัฐบาลจัดทำโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP เพื่อสอนให้ชุมชนผลิตสินค้ามีคุณภาพ และ การจัดการคุณภาพ เพื่อพัฒนาอย่างมั่นคงให้กิจการ ไม่เป็นตุ๊กตาล้มลุก สร้างสูญเสียเหมือนแต่ก่อน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ลืมตาอ้าปากได้

ถ้านักธุรกิจ หรือนายทุนเก่าบางคน ไม่พอใจเพราะเสียผลประโยชน์ตนเพราะการนี้ แสดงว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น ไม่คิดถึงคนหมู่มาก และสนับสนุนพันธมิตรฯ ย่อมเป็นคนด้อยหรือไร้คุณธรรม

รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องราคายางได้สำเร็จ ทำให้ผู้ปลูกยางลืมตาอ้าปากได้ ทำให้นายทุน นักธุรกิจ และนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่ หากินบนหลังชาวสวนยาง มาเป็นเวลานานไม่พอใจ แสดงยืนยันความเห็นแก่ตัวชัดเจนมากขึ้น และหนุนพันธมิตรฯ ไม่สงสัยว่าเป็นผู้ไร้คุณธรรม

รัฐบาลได้ปราบปรามยาเสพติดจริงจังและได้ผล ทำให้ประชาชน ครอบครัวมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ทำให้กลุ่ม มิจฉาชีพ ซึ่งทราบว่า โจรในเครื่องแบบ จำนวนหนึ่งเป็น หัวโจก ทั้งมีอำมาตย์หนุนหลังไม่พอใจ ย่อมเป็นการยืนยันความเป็นคนเห็นแก่ตัว และหนุนพันธมิตรฯ ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ไร้คุณธรรม
โดยสรุป จะเห็นได้ว่า รัฐบาล ฯพณฯ ทักษิณ ได้แก้ปัญหาและพัฒนา ชาวรากหญ้า
* ให้พ้น ภัยยาเสพติด และภัยเกี่ยวเนื่อง
* ให้พ้น การเจ็บไข้ได้ป่วย
* ให้พ้น ความไม่รู้ ด้วยการเรียนรู้จากการทำงานจริง และ
* ให้พ้น ความยากจน จนทำให้ชาวรากหญ้ามี ความเข้มแข็ง เป็นรากแก้ว ขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งหมดนี้ ทำให้ ได้ใจ ของชาวรากหญ้าเลือกพรรคไทยรักไทยอย่างท่วมท้น และผูกพันจนถึงทุกวันนี้ แต่ถูกพวกวิปริตทางธรรมให้ร้ายว่า ขาดคุณธรรม (ไม่ทราบว่าถึงยุค ถิ่นกาขาว-คนชั่วหาว่าเป็นคนดี คนดีหาว่าเป็นคนเลว ตามคำทำนายของสมเด็จพระพุทธาจารย์โต หรือไม่ จะถึงคราวหายนะหรือไม่)

สำหรับตัวอย่างในการดำเนินงานทั่วไป นอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ชาวรากหญ้าของรัฐบาล ฯพณฯ ทักษิณที่เป้าหมายของการ ให้ร้าย เช่น รัฐบาลทำ หวยบนดิน เพื่อแก้ปัญหาล็อตเตอรี่ขายเกินราคาไปพร้อมกับปราบกลุ่มหวยเถื่อน ซึ่งทราบว่า โจรในเครื่องแบบ มีเอี่ยวเป็นส่วนใหญ่ให้หมดไป ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มจาก ความเขลา และความบันเทิง จนสามารถนำไปสนับการศึกษาและกิจการอื่นๆ เพื่อทำให้ คนฉลาดขึ้น

แม้จะเป็นแนวทางที่นานาอารยะประเทศทำกันได้ผลโดยทั่วไป แต่ทำให้มิจฉาชีพหวยใต้ดินจำนวนหนึ่งหรือทั้งหมดไม่พอใจ เพราะไปขัดผลประโยชน์ส่วนตัวซึ่งมีความเห็นแก่ตัวเป็นทุนเดิมทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว เห็นแก่ตัวมากขึ้นด้วยการสนับสนุนพันธมิตรฯ

นักวิชาการด้อยคุณภาพจำนวนหนึ่งที่ รู้ไม่จริง เข้าไม่ถึงความรู้ที่ปฏิบัติได้ แต่ต้องการมีอำนาจ ต้องการผลประโยชน์ และมีอุดมการณ์แอบแฝง ขาดจรรยาวิชาชีพ เมื่อรัฐบาลที่ทำประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ ไม่เชื่อ ไม่เรียกใช้ หรือขัดผลประโยชน์ จึงไม่ชอบ ได้ช่วยกันใส่ร้ายต่างๆ นานา และเข้าไปสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณธรรม
ข้าราชการ และนักวิสาหกิจจำนวนหนึ่ง ขาดวิจารณญาน ขาดโยนิโสมนสิการ เห็นแก่หมู่พวก กตัญญูต่อคนไม่ดีที่ให้ประโยชน์ส่วนตัว หลายคนทุจริตคดโกงกันยาวนาน แต่ได้รับผลกระทบกับการบริหารคุณภาพของ ฯพณฯ ทักษิณ ทุจริตยากขึ้น จงไม่พอใจ และให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ คนกลุ่มนี้น่าละอายที่สุดที่คดโกงกันมานานแต่ไม่รู้สำนึก ไร้คุณธรรม และมีไม่น้อยที่หนุนพันธมิตรฯ

นักธุรกิจ นายทุนขุนศึกเก่าจำนวนหนึ่ง ที่หากินจากอภิสิทธิ์การประมูล และสัมปทาน ร่ำรวยกันเป็นเวลานาน แต่มีผลกระทบจากความคิดในการบริหารแนวใหม่ที่ให้ความเป็นธรรมกับผู้มีความสามารถมากขึ้น ทำให้เสียผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นผู้ไร้คุณธรรม และจำนวนไม่น้อยหนุนกลุ่มพันธมิตรฯ

ขุนทหารจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จักหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยจากข้าศึกภายนอก กลับเข้ามายึดอำนาจการปกครองที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่ ประชาชน ซึ่งเป็นนายเสียเอง เป็นการกระทำที่ขัดกับวินัยของทหารและผิดหน้าที่อย่างร้ายแรงและ อัปยศที่สุด ข้อหาการกระทำต้องโทษประหารชีวิต ถือเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวและพวกพ้อง โดยเฉพาะเมื่อทำกับ ฯพณฯ ทักษิณ ที่ทำผลงานมหาศาลให้กับประเทศ ทั้งมีหลายคนสนับพันธมิตรฯ ด้วย ถือเป็นกลุ่มที่ไร้คุณธรรม
สื่อสารมวลชนไร้จรรยาบรรณจำนวนมาก เข้าไปมีผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง เข้าไปสนับสนุนพันธมิตรฯ และกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรมหลายกลุ่มที่กล่าวมา สร้างสับสนวุ่นวายด้วยการเสี้ยมบุคคลหรือกลุ่มบุคคลให้ขัดแย้งกัน และมุ่งให้ร้าย ทำลาย ฯพณฯ ทักษิณ อย่างน่าละอาย เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องคุณธรรมมาก เพราะเห็นแต่ประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง สังคมส่วนใหญ่เลวร้ายอย่างไรไม่สนใจ ขอให้พวกตนเองได้ประโยชน์เป็นพอ
ยังมีอีกหลายกลุ่มที่มีความวิปริตและให้ความช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ

พรรคประชาธิปัตย์ ที่หลังยุค ฯพณฯ เสนีย์ ปราโมช แล้ว ตกต่ำมาตลอด เพราะสมาชิกจำนวนมากมีประวัติทุจริตคิดมิชอบ ไม่ว่าจะเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง ไม่ศรัทธาประชาธิปไตยชอบเชิญคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีจนมีผลประโยชน์ตอบแทนกัน การทุจริตเรื่องที่ดิน เรื่องถมดิน เรื่องยางพารา ฯลฯ

แต่ที่ร้ายแรงเมื่อ เอาประเทศไปจำนอง เพื่อกู้เงิน IMF ซึ่งบังคับให้ต้องออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อปรับและรอนสิทธิ์คนไทยหลายประการ และ การทุจริตกรณี ปรส. ไม่น้อยกว่า 6 แสนล้านบาท ทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกับหลายฝ่ายที่กล่าวมาแล้ว

เมื่อแพ้เลือกตั้งแก่พรรคไทยรักไทย แม้ไทยรักไทยทำงานได้ผลดี แต่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านทุกกรณี หยามว่าทำให้ไม่ได้ 30 บาทไม่ใช่รักษาทุกโรค แต่ ตายทุกโรค

ครั้นเมื่อทำได้ผล กลับกล่าวหาเป็น นโยบายประชานิยม ไม่พอเพียง (ชี้นำไปในทางไม่จงรักภักดี) และเป็นการซื้อเสียง และเมื่อมีการยุบสภา ได้เชิญชวนให้ทหารมาทำการปฏิวัติจนกลายเป็นพวกเดียวกันกับทหารบางคนบางกลุ่ม

หลังมีรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มีการเลือกตั้งแข่งกับหลายพรรค ร่วมทั้งพรรค พลังประชาชน ที่ตั้งขึ้นหลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคประชาธิปัตย์ได้ลอกนโยบายประชานิยมไปหาเสียง ทั้งๆที่เคยประณามเขามาก่อน แต่ก็แพ้เลือกตั้งทั้งๆ ที่มีทหารนอกแถวช่วยเหลือ

และเมื่อแพ้เลือกตั้งแก่พรรคพลังประชาชน ได้ทำทุกทางที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจ และนอกอำนาจโดยเฉพาะพวกพันธมิตรฯ (ถือเป็นยอดภูมิเข้าน้ำแข็งที่อยู่เหนือน้ำของกลุ่ม) ที่กลุ่มที่กล่าวมาให้การ สนับสนุน
พรรคประชาธิปัตย์ที่:-
* มีการ คุ้มครอง โดย ผู้มีบารมีที่แอบอิงพระราชอำนาจ มาหาประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง (ไร้คุณธรรม)
* มีการช่วยเหลือจากเจ้านายชั้นสูงที่หลงผิดและถูกข่มขู่จนต้องกระทำมิชอบ
* มีการ สร้างความชอบธรรม ด้วย ตุลาการ ไร้จรรยาวิชาชีพ
* มีการวางแผนทำลายล้างโดย อดีตข้าราชการ และเอกชนจำนวนหนึ่ง

จนทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้อำนาจรัฐในกรอบงบประมาณ ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ในการประชุมสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ เป็นกระบวนการนอกกฎหมาย ไร้คุณธรรมอย่างชัดเจนเพื่อให้ได้อำนาจรัฐที่ยากอย่างที่สุดที่ไว้วางใจได้ เพราะบุคคลและกลุ่มบุคคลที่กล่าวมา คิดแค่ประโยชน์ตน และพวกตนเท่านั้น ไม่เคยนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ การกระทำของเขากับประเทศไทย เท่ากับเผาป่าเพื่อจับหมาตัวเดียว บ้านเมืองจะพินาศฉิบหาย อัปยศเพียงไร ไม่สนใจ ขอเพียงให้ได้อำนาจรัฐทั้งที่มีเสียงน้อยกว่ามาก

ทราบว่าครั้งหลังสุดพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก ต้องทุ่มสุดตัว เพื่อเป็นรัฐบาลใช้อำนาจรัฐ ให้ได้ เพราะการกระทำของพรรคพวกของตนคือ พันธมิตรฯ ไม่เพียงต้องข้อหาอาญาขบถ และ ก่อการร้าย เท่านั้น หากแต่การเข้าไปยึดสร้างความเสียหายให้กับทำเนียบรัฐบาล และสนามบินทั้งสองแห่ง (อาจรวมสนามบินอื่นๆ ที่เคยไปปิด) กำลังถึงฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายในวงเงินมหาศาล ทั้งจากภาครัฐและเอกชน และจากทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกด้วย

หากไม่ได้เป็นรัฐบาล แกนนำพันธมิตรฯ ไม่เพียงต้องโทษหนักเท่านั้น หากแต่ต้องล้มละลายด้วยค่าปรับมหาศาลนี้ ถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วจะสามารถ
* คุ้มครองพรรคพวกดังกล่าวในคดีอาญา
* เอาเงินงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของราษฎรไปใช้ค่าเสียหายกับพรรคพวก และหากไม่พอ อาจต้องกู้จากต่างประเทศให้เป็นภาระแก่ประชาชน ไม่มีที่สิ้นสุด

จากชื่อเรื่องที่ตั้งไว้ คุณธรรมไม่กลับ คนไทยจะหลับไม่ตื่น เดิมมีความหวังว่าคุณธรรมจะกลับมาง่ายเพราะมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ และคนส่วนใหญ่ยังมีคุณธรรม คนไทยจะรอดจากหายนะได้

แต่ครั้งนี้ความกังวลมีเพิ่มขึ้นสูงยิ่ง เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นรัฐที่ไม่รู้จักคุณธรรม แต่สามารถใช้อำนาจรัฐในวงเงินมหาศาลดังกล่าวแล้ว เข้าทำนอง มีอำนาจสูงสุด จะโกงได้มากที่สุดบทเรียนในอดีตเรื่อง ปรส. ยังหลอกหลอนไม่ทันจบ กลับได้โอกาสสร้างความอัปยศอีกเสียแล้ว

รัฐบาลนี้มีความน่ากลัวมาก ไม่สนใจเสียงข้างมาก เป็นพวกอำนาจนิยม ทำงานไม่เป็นไม่สามารถสร้างคุณค่าจนได้รับความนิยมได้เสียงข้างมาก คนกลุ่มถือว่าเป็นพวกมารเผด็จการ ที่มี การจัดตั้งเป็นระบบมาก โดย
* อาศัย ความไม่อายที่จะทำผิดต่อคนหมู่มากเป็นที่ตั้ง มีพรรคประชาธิปัตย์ทำงานในสภา และหาทางเข้าใช้อำนาจรัฐ
* มีพันธมิตรฯ ทำตัวเป็นอันธพาลนอกสภา ทำผิดกฎหมายอย่างไรก็มี มือที่มองไม่เห็น (ที่แอบสร้างอิทธิพลคุมอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อำนาจ)
* อาศัยทหารนอกแถวคอยคุมด้านกำลัง
* อาศัยกลุ่มบุคคลที่กล่าวมาให้การสนับสนุนทั้งทางทุนทรัพย์ กำลังกาย และปัญญา
* เป้าหมายต้องคุมอำนาจรัฐให้ได้ และทำได้แล้ว
เพื่อคลายความกังวล และป้องกันคนไทยหลับไม่ตื่น จึงเชิญชวนผู้มีใจเป็นธรรม และมีคุณธรรม ช่วยกันดังนี้
* พรรคและประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ต้องตระหนักว่ากำลังต่อสู้กับ มารกลุ่มใหญ่มาก ทั้งมีการจัดตั้งที่ดี ไม่ง่ายที่จะเอาชนะ จึงต้อง เรียนรู้ และมีการจัดตั้งที่ดีในทำนองเดียวกัน จึงจะมีความหวัง
* เมื่อจัดตั้งดีแล้ว จะต้องวางแผน และดำเนินการตามแผนอย่างมุ่งมั่น และไม่แตกแถว
* จากนั้นให้ทำทุกทางให้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีอายุสั้นที่สุด ยิ่งอยู่นาน ยิ่งจะพาเราหายนะ เพราะรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลที่ได้มาจากการ ขบถ ก่อการร้าย ไร้คุณธรรม คิดและทำงานไม่เป็น ได้แต่ลอกนโยบายประชานิยมที่ตนเองเคยประณามมาทั้งหมดอย่างไม่ละอาย เป็นยุคของทรราชครองเมือง โดยแท้
* ต้องช่วยกันเร่งรัดให้มีการเอาผิดทั้งอาญาและแพ่งแก่กลุ่มพันธมิตรฯ โดยเร็ว
* ต้องช่วยกันตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษไม่ให้รัฐบาลเอางบประมาณไปช่วยกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่ากรณีใดๆ
* ต้องช่วยกันติดตามอย่างเข้มงวดจากต้นทางจนถึงปลายทางในการใช้เงิน ไม่ให้มีการทุจริตคดโกงได้ในหมู่นักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชนที่ขาดคุณธรรม
* ต้องช่วยกันป้องกันอย่าให้รัฐบาลนี้กู้เงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจาก IMF เพราะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรงอย่างที่พรรคนี้ได้เคยทำมาแล้ว ทั้งยังเป็นช่องทางที่ทำให้กลุ่มคนที่ไร้ยางอายกลุ่มนี้ฉ้อโกงเงินกู้ได้อีกด้วย
* ต้องช่วยกันเชิดชูคนดีให้ได้เป็นใหญ่ หรือกลับมาเป็นใหญ่ และกันอย่าให้คนไม่ดี คนไร้คุณธรรม อย่าให้เป็นใหญ่ได้ ทำให้ได้ตามพระราชดำรัส
* ต้องช่วยกันทุกทางในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทำให้สังคมปฏิบัติต่อกันด้วยมาตรฐานเดียวกัน
* ต้องเสริมกำลังใจให้ทุกคนไม่ท้อถอย จึงยึดมั่นในคุณงามความดี มีคุณธรรม ทำสัมมาชีพ โดยเฉพาะข้าราชการขอให้ทำในหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งไม่ใช่หน้าที่
* ต้องช่วยกันภาวนาให้ผู้ที่หลงผิดได้ใช้ปัญญา กลับตัวให้ได้ และทำให้คนไทยมีพวกเดียว คือผู้มีคุณธรรม ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ผิดกฎหมายจะต้องถูกรอนสิทธิ์ ไม่ใช่อภิสิทธิ์

ถ้าทำได้ คุณธรรมจะกลับมา และคนไทยจะหลับและตื่นอย่างเป็นสุข สมกับเป็นสังคมชาวพุทธอย่างแท้จริงได้ต่อไป

“กฎแห่งกรรม”มีมือตบ มีเท้าตบ ...มีเสื้อเหลือง มีเสื้อแดง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2552 แทง แทนไท เข้าประจำฐานบังคับการ “สามเหลี่ยมดินแดง” แห่งนี้อีกคำรบหนึ่ง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย และปั่นป่วนทางการเมือง ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และมากขึ้น ทั้งการเติมไฟลงในกองเพลิง และการเติมเพลิงลงในกองไฟของผู้มีอำนาจรัฐ ทุกวี่วัน ไม่รู้เมื่อไรบ้านเมืองจะปกติสุขเสียที นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่า “กฎแห่งกรรม” ... มีมือตบ มีเท้าตบ ...มีเสื้อเหลือง มีเสื้อแดง...

** ไล่เรียงมาตั้งแต่ เทพเทือก-สุเทพ เทือกสุบรรณ ไปโดนล้อมที่ จ.อุดรธานี ส่วน นายกฯ มาร์ค ม.7 ไปโดนล้อมที่ จ.ราชบุรี และล่าสุด นายหัวชวน หลีกภัย ไปโดนล้อมในจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ทั้ง ลำปาง โดนปาไข่เน่า !!! เชียงใหม่ โดนล้อมด่า !!! และ ลำพูนเจอปาเลือดหมู !!! ที่เขียนมานี้ เพื่อที่จะบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ได้ต้องการหยามเหยียด แต่...ถ้าถามว่า แทง แทนไท เห็นด้วยหรือไม่กับวิธีการใช้การประท้วงแบบรุนแรง บอกตามตรงว่า “ไม่...” !!! เพราะเราไม่อยากเห็น การเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ในเมื่อ เราเห็น เสื้อเหลือง เขาทำเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแล้ว เราเห็นว่ามันไม่ถูกไม่ควร เราไม่เห็นด้วย ทำไมเราจะต้องไปเอาเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีเหล่านี้ด้วย

** ด้วยความเคารพ การเคลื่อนไหวใด สำหรับ คนเสื้อแดง ต้องระมัดระวัง เพราะหากการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่ความรุนแรง !!! ท่านต้อง งด – ละ – เลิก เสียก่อน หันไปประท้วงตามแบบฉบับที่ถูกต้องตามหลัก “ประชาธิปไตย” นั่นคือ “สันติ อหิงสา อโหสิ” ไม่ไปล่วงละเมิด สิทธิ เสรีภาพ ของทุกคน ทุกฝ่าย ความเห็นทางการเมือง ไม่ตรงกันได้ แตกต่างกันได้ แต่แตกแยกไม่ได้ นั่นต่างหาก จะทำให้บ้านเมืองของเราเดินหน้าไปได้

** สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ แทง แทนไท คิดและเขียนเพียงคนเดียว แต่ หมอสันต์ หัตถีรัตน์ หมอเหวง โตจิราการ ท่านพร่ำสอน เตือนนักเตือนหนา ว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง หากไปทำอะไรที่เป็น “ความรุนแรง” เราอาจจะปราชัย เราต้องเก็บพลังคนเสื้อแดง มาใช้ให้เกิดประโยชน์โพดผลมากที่สุด ในเวลาข้างหน้า เพราะการต่อสู้นี้ยังยาวนาน ผลผลิต อาจจะไม่ได้เกิดจากคนในรุ่นเราด้วยซ้ำไป ผลผลิตอาจจะไปตกอยู่กับลูกหลานเราในวันข้างหน้า การใช้ความรุนแรง จะไม่ก่อให้เกิดผลดี แต่จะเกิดผลย้อนกลับ และทำให้ “คนเสื้อแดง” พ่ายแพ้แบบอัปยศ!!!

** ฝากไปถึง นายหัวชวน หลีกภัย ด้วยความเคารพท่านอีกคน ท่านออกมาพูดผ่านรายการของช่อง 3 ที่มีพิธีกร 4 ตาเหมือนกัน ช่วยกัน...เติมเชื้อไฟ ให้มันลุกโหมกระพือ ... ไม่ทราบว่าท่านเข้าใจจิตใจของราษฎร ที่เขาไม่เข้าใจพวกท่าน เพราะพวกท่านไม่สามารถอธิบายให้เขาเข้าใจได้เลย ไล่ตั้งแต่ กรณี เสนอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7 กรณีการเข้าด้วยช่วยเหลือ พันธมารธิปไตย และกรณีการเข้าไปสมยอมร่วมเคียงข้างทหาร ทำลายประชาธิปไตย ท่านจะติดบ่วงอยู่อย่างนี้ หากยังไม่พัฒนาความคิดให้ออกจากกงล้อเดิมๆ

** แทง แทนไท ไม่เห็นด้วยที่ท่านบอกในลักษณะว่า “หากคนภาคใต้จะทำแบบนี้จะทำได้รุนแรงกว่า” คือการสะท้อน “ภาคนิยม” อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นจุดบอด จุดอ่อนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นคนภาคไหน? หากจะสร้างความรุนแรง ไม่ว่าใครภาคไหน มันทำได้ยิ่งกว่าทั้งนั้น “ล้อมรถด่า – ปาไข่เน่า – ยิงหนังสติ๊ก – ยิงปืน – ขว้างระเบิดขวด – ขว้างระเบิดมือ” การพูดจาของท่านฟังดูแล้ว มันอาจจะไป ยั่วยุ ส่งเสริม เติมเชื้อเพลิง สุมใส่กองไฟ และจะเป็นการเพิ่ม “ความรุนแรง” เพิ่มมากขึ้น เพราะคำพูดในลักษณะท้าทายแบบนี้ มันมองกันออก โยงเรื่อง ถูกปาไข่เน่า ไปร่วมกับข่าวโคมลอย ขู่ฆ่า มีคนปองร้าย ที่เอามาบอกกล่าวทั้งที่ยังสืบหาแหล่งที่มาไม่ชัดเจน และถูกกล่าวหาว่าเป็นการสร้างภาพให้น่าสงสาร ...โถ...คนไทยไม่ได้กินแกลบกินหญ้า ที่จะมาบิดเบือนข่าวกันแบบนี้ ... เอากรณี “ไข่เน่า” มาสร้างความชอบธรรม เรื่อง “ถูกขู่ฆ่า” อ้าปากเห็นลิ้นไก่

** ทำเนียบ - งานเข้า!!! ... แต่งตั้งใครไม่แต่งตั้ง ดันไปแต่งตั้งคนมีตำหนิ แบบ อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำแบบนี้ รัฐบาล ... บรรลัย ในไม่ช้า เพราะไปยอมรับคนซึ่งขัดกับนโยบายรัฐบาลหลายด้าน ทั้งด้าน จริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาล และที่สำคัญคือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะเรื่องรถและเรือดับเพลิง 6.3 พันล้านบาท นี้มันติดตราตรึงใจ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ชี้มูลออกมาแล้ว ซื้อรถที่ผลิตในไทย วนออกไป ออสเตรีย แล้วส่งกลับเข้ามาเมืองไทย ผิด ผิด และ ผิด !!! เอารถไปเลี่ยมทองยังไม่แพงแบบนี้เลย

** เชื่อมโยงกรณี กระทรวงยุติธรรม จะแต่งตั้งบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินคดีรถและเรือดับเพลิง ..เกือบจะหลุดคดี ไม่ผิด และดึงเรื่อง ให้เนิ่นช้าออกมากว่า 1 ปี นั้น มันทำให้ แทง แทนไท อดสงสัยไม่ได้ ที่เขาว่ากันว่า งานนี้ มีคนเอี่ยวกันเยอะ ค่าคอมมิชชั่น 1,000 ล้านบาท เข้าไปสู่กระเป๋าใครต่อใครกันบ้าง อิ่มหมีพีมัน กันถ้วนหน้า เลยต้อง ต่างตอบแทน กันด้วย ตำแหน่งแห่งหน เป็น เงาคุ้มกะลาหัว แบบนี้หรืออย่างไร? ทั้งที่เขาลือ สนั่น...ลั่น...พรรค...งานนี้ “วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง” เชื่อไม่เชื่อ ... ไปเข้าทรงถาม “แม่พระธรณีบีบมวยผม” ดีไหมล่ะ..???

** กลิ่น ตุ...ตุ... !!! ที่กรมประชาสัมพันธ์ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าควบคุม กรมประชาสัมพันธ์ เบ็ดเสร็จ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยพูดนักหนาว่า เรียกร้องรัฐบาลก่อนหน้านี้ ให้เป็นสื่อทั้งสองทาง ปฏิรูปสื่อ ไม่ใช่สื่อของรัฐบาลฝ่ายเดียว วันนี้ทำได้ตามปากที่พูดเอาไว้หรือไม่ พอมาเป็นรัฐบาลก็เข้าอีหรอบเดิม แถมยังจัดรายการให้ “มาร์ค ม.7 จ้อผ่านจอ” ย่ำรอยเดิม... ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ด่านายกรัฐมนตรี ทุกคนที่มาจ้อผ่านสถานีโทรทัศน์ ที่เป็นสื่อของรัฐแบบนี้

แรงกว่าเดิม !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


เคยเตือนไว้แล้วว่าอย่าท้าทาย “คนเสื้อแดง” เพราะเรื่องทัศนคติ ความชอบ ความเกลียด มันไม่ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา วันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิม
คนที่เกลียดพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงเกลียดเหมือนเดิม และจะมากยิ่งขึ้นหากมีเหตุการณ์มากระตุ้น

เช่น การเดินทางไปช่วยลูกพรรคหาเสียงของนายชวน หลีกภัย ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ประชาชนในพื้นที่เขารับไม่ได้กับความอยุติธรรมที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนอกระบบ ที่ปล้นอำนาจไปจากพรรคพลังประชาชน จึงต้องแสดงออกมาในลักษณะนั้น

ข่าวปาไข่ใส่ "อดีตนายกฯ ชวน" หนังสือพิมพ์รายวันนำเสนอเป็นข่าวใหญ่ ประชาชนที่ได้อ่านแล้วมีทัศนคติที่เหมือนกัน ยิ่งทำให้สร้างความฮึกเหริมไปกันใหญ่

แม้การกระทำดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี และน่าประณาม แต่ผมเข้าใจความรู้สึกของคนเสื้อแดงดี เพราะร่วมต่อสู้ด้วยกันมาตลอด หลายคนเหน็ดเหนื่อย และเครียด

แต่เมื่อมาเจอความอยุติธรรม และ “อำนาจนอกระบบ” ที่ทำให้การเมืองไทยวุ่นวายปั่นป่วนไม่เป็นไปตามครรลอง การแสดงออกของคนเสื้อแดงครั้งนี้ถือว่า “ยังน้อยไป”
ประเมินสถานการณ์การเมือง ณ วันนี้แล้ว บอกได้คำเดียวว่าน่าเป็นห่วง เพราะจะเกิดกรณีเดียวกันนี้อีกเรื่อยๆ

ฝ่ายรัฐบาลก็ “บ้าจี้” ออกมาเต้นแรงเต้นกาโดยเฉพาะนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แกร่งปากหาเสี้ยนสั่งจับตาดู “วิทยุชุมชน” ที่ด่าพรรคประชาธิปัตย์ และปลุกระดมคนเสื้อแดงให้ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

นายสาทิตย์บอกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามการนำเสนอเนื้อหาวิทยุชุมชน ซึ่งอาจเข้าข่ายมีความผิดด้านความมั่นคง ได้แก่ คลื่นคนรักอุดร และสถานีวิทยุของเครือข่ายกลุ่มคนรักเชียงใหม่

การออกมาพูดลักษณะนี้ของนายสาธิตยิ่งจะทำให้ “คนเสื้อแดง” โกรธแค้นหนักเข้าไปอีก เพราะถือเป็นพฤติกรรม 2 มาตรฐานของพรรคประชาธิปัตย์

พวกท่านลองหันไปดู ASTV และ คลื่นวิทยุชุมชน 92.25 บ้างนะครับ เพราะออกข่าวบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี อดีตนายกฯ ทักษิณ แถมยังปลุกระดมผู้คนให้ข้อมูลผิดๆ มาหลายปี ไม่เห็นมีใครในพรรคประชาธิปัตย์ออกมาว่ากล่าวตักเตือนบ้างเลย

คนที่จะด่า “คนเสื้อแดง” ว่า “ถ่อย” ชอบความรุนแรง ผมขอร้องให้พวกท่านกลับไปดูข่าวย้อนหลัง ไตร่ตรองพฤติกรรมของพันธมิตรฯ บ้างว่าเป็นอย่างไร

บ้านเมืองเราในยามนี้ถือว่า วิกฤติ และผิดปกติ เพราะในเมื่อไม่เคารพกติกา ระบบไม่เป็นระบบ ชอบเล่นกันนอกระบบ ก็สมควรที่จะต้องรับเวรรับกรรมกันต่อไป

เตรียมรับมือกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบา !

จีนเมินมาร์ค!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


“รัฐบาลมีเส้น” หรือ “ฟ้าประทาน” ที่มี “มร.มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจาก “ไฮแจ็ค” เข้าบริหารประเทศ ก็จ่อหัวดิ่งนรก...นับเวลาถอยหลัง พากันพังทั้งเล้า ทั้งคอกกันแล้ว!!

โดยเฉพาะ, ในสายตาของต่างชาติ มอง “รัฐบาลมาร์ค” เป็น “หุ่นเชิด” เป็น “นอมินี” ที่ขยับแข็งขยับขา “เดินตามใบสั่ง” ที่เขากำหนด กฎเกณฑ์ ให้เป็นไปทุกประการ

ที่สำคัญ “พี่เบิ้มเอเชีย” อย่าง “ประเทศจีน” ดูจะไม่ยอมรับ กับการทวงบัลลังก์ เข้ามานั่งเป็นรัฐบาล ของ “พรรคประชาธิปัตย์” เสียด้วย
จนบัดนี้, ตั่วเฮียแห่งกำแพงเมืองจีน ยังไม่ตกปาก “รับรอง” รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์เลย??

คงมีแต่เพียง “ประเทศเวียดนาม” ของเหล่าตระกูลเหงียน... ที่ชูรักกระแร้ รับรอง ต่อการเข้ามาปกครอง ของ “นายกฯมาร์ค”
เมื่อ “พญามังกร” ยังเล่นบทซ่อนเล็บ...ไม่ออกมาโปรประกันดา รับประกันหน้าตา ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” เช่นนี้....
จึงทำให้ความสง่างาม หล่นวูบตกไปอยู่ คาหัวแม่โป้งเท้า มาจนถึงขณะนี้!!

เหตุที่, พี่น้องเหล่าตระกูลแซ่ ของคนจีนเมินที่จะมีสัมพันธไมตรีอันดีงาม กับ “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ...ว่ากันไปแล้ว เขาเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ กับพรรคเก่าแก่นี้เต็มกลืน..

เพราะสมัยที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้ชูคอนั่งบริหารงานบ้านการเมือง ก็สร้างความปวดร้าวสะดือแด ให้กับ “นักธุรกิจจีน” และ “รัฐบาลจีน” จนยากลืมเลือนเป็นอันมากส์ส์

กล่าวครือ สมัยที่ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ นั่งค้ำถ่อ เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” อย่างอู้ฟู่และหรูหราอยู่นั้น

ได้มีโครงการเลิศสะแมนแตน ก่อสร้าง “รถไฟรางคู่” โครงการหลายหมื่นล้าน หลายแสนล้านบาท เพื่อรองรับ การขยายตัว ของการรถไฟไทย ให้เจริญทันชาติต่างๆ ในโลก

หลังจากที่ได้ ปฎิมากรรมโครงการนี้ ออกมาเป็นที่เรียบร้อย กระทรวงใต้ต้นหูกวางกันแล้ว...ทาง “รัฐบาลจีน” และ “นักธุรกิจจีน” ได้ส่งเจ้าหน้าที่นำร่อง มาเจรจาตะอวยกัน จนเข้าได้เข้าเข็ม กันเป็นอันดี
แต่แล้วก็เกิดรายการ “มวยล้มต้มคนดู” ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

เมื่อมีการ ล้มโครงการ “สร้างรางรถไฟคู่” กันอย่างกระทันหัน...ทำเอา “นักธุรกิจจีน” และ “รัฐบาลจีน” เสียความรู้สึกไปหลายกิโลขีด เชียวแหละงานนี้

และไม่ทราบว่า “พณะทั่นสุเทพ เทือกสุบรรณ” นักการเมือง ผู้สะอาดหมดจดเป็นยองใย ไร้ไฝฝ่าราคีคาว ของพรรคประชาธิปัตย์ จะรู้มั่งหรือไม่???

โครงการดังกล่าว มีการ “จิ้มกล่อง” จ่ายล่วงหน้ากันอย่างหนัก ชนิดมีบางคน รวยเจ๊กอั๊ก สำอักเงินหยวนกันเลยเชียว??
ไม่ทราบว่า “เบี้ยบ้ายรายทาง” ไปตกแอ่งแม้ง อยู่ในกระเป๋าของใคร
ซึ่งแน่นอนว่า “ท่านเทพเทือก” ผู้บริสุทธิ์ดุจน้ำค้างกลางหาว ย่อมไม่ทราบอย่างแน่นอน
เนื่องจากท่าน มีที่ปรึกษาเป็นกุรุส...ใครจะไปเล่นแร่แปรธาตุกันอย่างไร จะให้ท่านทราบได้ไงกันล่ะจ๊ะคุณโยม....

แต่อย่างไรก็ดี, ก็ขอให้รู้เอาไว้ “นักธุรกิจจีน” และ “รัฐบาลจีน” เขายังจำ ในการกระทำเมื่อครั้งกระนั้น ยังไม่ลืม กระทั่งถึงวันนี้
และพลอยเป็นเชื้อ ชังขี้หน้าพ่วงติดระบาด มาถึง “รัฐบาลท่านมาร์ค” เสียด้วยนะสิ??

อีกอย่าง, จะให้ “พญามังกร” ตีอกชกหัว..ดี้ด้าคบค้าสมาคมกับ “รัฐบาลมาร์ค” ถือว่าเป็นเรื่องยาก...ยิ่งกว่าการงมหาเข็ม ในแม่น้ำฮวงโห ซะอีก

เพราะตลอดเวลา ที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็น “ฝ่ายค้าน” เล่นบทเป็น “ฝ่ายแค้น” กระเฟียตกระฟัดอยู่นั้น...ได้ถล่มธุรกิจของคนจีน และ รัฐบาลจีน เสียงามพระราม

หยั่งกะเรื่อง “รถถังจีน” ที่เขาขายให้กับ “รัฐบาลไทย” ยุคที่มี “บิ๊กจิ๋ว หวานเจี๊ยบ” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น นายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ครองเมืองเมื่อหลายปีก่อน...

ปรากฏว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ณ. ธงสามสี” คีย์แมนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งเสียงทองแดง...ว่าตำหนิ “รถถังจีน” ที่รัฐบาลไทยซื้อมา
เป็นเศษรถถังปุโรทัง!!
หากทำการจรยุทธ์ ออกไปสู้ศึกับใคร ต้องใช้รถเครนลากออกไปสู่สนามรบ
เพราะไม่มีปัญหาจะขับเลื่อน เคลื่อนพลออกไปประจัญบาน กับใครได้

กล่าวหา “นักธุรกิจจีน” และ “รัฐบาลจีน” อย่างหนักแน่น และ ใหญ่หลวงถึงปานนี้...แล้วจะไม่ให้ “จีน” เขาจำเป็น “รักฝังแค้น” ที่จะถอนคืน ได้อย่างไรกัน

อีกทั้ง เมื่อกล่าวถึง ด้านของ “นายหัวชวน หลีกภัย” เอง..ก็สร้างความกินหน่ายแหนงใจต่อจีน เอาไว้ระดับหนึ่งเหมือนกัลล์ล์

เมื่อเข้ามาเป็น “นายกรัฐมนตรี” ถึง 2 สมัย ถึง 2 คราวนั้น...แทนที่จะเห็นหัวพี่เบิ้มเอเซีย “จีน”มาก่อนใคร...ท่านกลับสะบัดตูดไปคาวระ “ประธานาธิบดีสหรัฐ” เป็นอันดับต้น ๆ
เมินที่จะไปเยือนจีน คบกับผู้นำจีนเสียงั้นแหละ
จนประเทศจีน มองไทย เป็นหอกข้างแคร่!!
ฉะนั้น,ก่อน “นายกฯมาร์ค” จะขี่เรือเหาะ ไปเยือนสหรัฐ....
ควรหัดไปเยือนจีนก่อน....เพราะเท่านี้ สายสัมพันธ์ของเรา มันก็สุดที่จะย่ำแย่???????

อย่า!..ท้าทายประชาชน

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การแต่งตั้งบุคลากรของฝ่ายรัฐบาล ในตำแหน่งสำคัญๆ ทั้ง เลขานุการรัฐมนตรี หรือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี กำลังเป็นที่ฮือฮากันในยามนี้ เนื่องเพราะมีหลายกระทรวงที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ มีหลายกระทรวงที่ผลักดันให้บุคคลที่สังคมประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้มีบทบาท กลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่ง

ไม่น่าเชื่อว่า นอกจากกระทรวงต่างๆ ที่จับจ้องกันตาเป็นมันแล้ว ในทำเนียบรัฐบาล มีการกระทำในพฤติกรรมดังว่าเหมือนกัน

แต่งตั้งใครไม่แต่งตั้ง ดันไปแต่งตั้ง อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่ถูก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ตัดสินคดีความ จนต้องออกจากตำแหน่ง และ ทำให้ประเทศชาติต้องเสียงบประมาณในการเลือกตั้งใหม่
ทั้งที่นโยบายรัฐบาล เขียนไว้ชัดเจนในเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม และ การไม่สนับสนุนการทุจริตคอรัปชั่น

แม้กระทั่งในวันเดียวกันกับที่มีการลงนามแต่งตั้ง ได้มีการเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการ พูดจาเป็นหมั่นเหมาะ หากนักการเมืองคนใดไปบอกให้ทุจริต ให้มาบอกกับผู้นำรัฐบาลทันที ...!!!

แต่เมื่อมีการแต่งตั้ง คนที่มีส่วนพัวพันถึงขนาด ปปช.ได้ชี้มูลความผิด ให้เป็นตำแหน่งใหญ่โต คือ ตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เทียบชั้น ซี 11 มีเงินเดือน และ ค่าตอบแทน พร้อมรถและคนขับรถประจำตำแหน่ง ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนเป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชนตาดำ ๆ
ไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรี แต่งตั้งอดีต ผู้ว่าฯ กทม.ท่านนี้มาปรึกษาเรื่องอะไร?
ปรึกษาเรื่องในลักษณะเดียวกับ รถและเรือดับเพลิง หรือไม่?
ปรึกษา วิธีการล็อบบี้องค์กรนอกรีตให้ฝ่ายตัวเองไม่โดนลงโทษ หรือไม่?
ปรึกษา วิธีการอนุญาตให้ม็อบบางม็อบปิดล้อมทำเนียบ สนามบิน หรือไม่?

เป็นเรื่องที่ค้างคาใจ เพราะการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ถือเป็นตำแหน่งใหญ่ ที่ข้าราชการทั่วประเทศจะให้ความเกรงอกเกรงใจ

ไหนว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์ วิเศษวิโส เป็นเทวดา เก่งกันทั้งพรรค เพราะคัดเลือกบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถเยอะแยะ ทำไมจึงเลือกคนมีตำหนิ สันหลังหวะ เข้ามาร่วมก๊กร่วมก๊วน กันแบบนี้
ไม่เกรงใจประชาชน 63 ล้านคน กันบ้างเลยหรือไง
ไม่เกรงใจประชาชน คนกทม. ที่เขาต้องเสียสละเวลาไปเลือกตั้งใหม่ กันบ้างเลยหรือไง

รัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้มีที่มาตามความนิยมศรัทธาของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เป็นรัฐบาลที่พรรคแกนนำ ไม่ได้ถือเสียงข้างมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร จึงสมควรจะอยู่ในอำนาจอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว การกระทำใดที่ก่อให้เกิดความคลางแคลงใจ หรือ การกระทำที่ขัดกับนโยบายและคำพูดที่พร่ำบ่นมาตลอดในเรื่อง จริยธรรม คุณธรรม และ ธรรมาภิบาล จะยิ่งทำให้รัฐบาลอยู่ยาก

หากไม่เลิกพฤติกรรม ท้าทาย อำนาจประชาชน 63 ล้านคน กระทำการอันเป็นการ ตระบัดสัตย์ ต่อคำพูดแห่งตนแล้ว รัฐบาลคงจะนับถอยหลังไวกว่าที่ควรจะเป็น

ถอดยศ'ทักษิณ'ชี้โทษติดคุก-ผิดวินัยตร.'มาร์ค'ปัดไม่ใช่สัญญาณรบ.

ที่มา ประชาทรรศน์

สตช.จ่อถอดยศ "ทักษิณ" หลังศาลสั่งจำคุกคดีที่ดินรัชดาฯ กองวินัยชี้ผิดเข้าข่ายระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุไม่มียื้อเวลา ขีดเส้น 1-2 วัน ส่งเรื่อง ผบ.ตร.พิจารณา พร้อมย้ำไม่ใช่เกมการเมือง ขณะที่ 'อภิสิทธิ์' ปัดเผือกร้อน! ยันรัฐบาลไม่ได้ส่งสัญญาณให้ตำรวจถอดยศอดีตนายกฯผลัดถิ่น!!

วันนี้ (8 ม.ค.) พล.ต.ต.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บังคับการกองวินัย (ผบก.วน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาว่า ทางกองวินัยในฐานะหน่วยงานต้นเรื่อง ได้ทำการตรวจสอบตามข้อมูลที่ปรากฏ และพบว่ากรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าเงื่อนไของค์ประกอบตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 เนื่องจากถูกศาลพิพากษาจำคุก และคดีถึงที่สุดแล้ว จึงได้ส่งเรื่องไปยังกองกำลังพล เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2552 ซึ่งกระบวนการขั้นต่อไป ทางกองกำลังพลจะต้องประมวลเรื่องเพื่อเสนอไปยังพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เพื่อพิจารณาดำเนินการถอดยศต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.ชนาภัทร เชยสมบัติ ผู้บังคับการกองกำลังพล กล่าวว่า ได้รับเรื่องจากกองวินัย เมื่อวันที 7 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาตามระเบียบ ซึ่งทางกองวินัยได้ชี้มาแล้ว ทางกองกำลังพลก็ต้องนำมาพิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเข้าระเบียบเกี่ยวกับกำลังพลหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติซึ่งกองกำลังพลก็จะทำไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ยืนยันว่าจะไม่มีการยื้อหรือประวิงเวลา ขอเวลาประมวลเรื่อง1-2 วัน จากนั้นจะเสนอให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.พิจารณา ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

'เพื่อไทย'กร้าว!ไม่เหมาะสมหากถอดยศอดีตนายกฯ

ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจสั่งการดังกล่าวคิดถึงด้วยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ เคยทำประโยชน์อะไรให้ประเทศบ้าง และควรจะดูสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ด้วย ว่ามันเหมาะสมหรือไม่ที่จะมาถอดยศของอดีตนายกรัฐมนตรีตอนนี้ เพราะรัฐบาลเองก็บอกว่าต้องการให้เกิดความรักความสามัคคีกันในประเทศ

'มาร์ค'ปัด!รัฐบาลไม่ได้ส่งสัญญาณตร.ถอดยศ'ทักษิณ'

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุเห็นควรถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นเรื่องที่ฝ่ายปฏิบัติทำไปเป็นขั้นตอน และขณะที่พบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติวันนี้ ก็ไม่มีการพูดถึง หรือยืนยันว่าขั้นตอนดำเนินการถอดยศใช้เวลานานเท่าใด ทั้งนี้ขอย้ำว่าไม่มีการส่งสัญญาณใดๆทั้งสิ้นจากรัฐบาล ไม่มีการละเว้นหรือกลั่นแกล้ง