WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 9, 2009

สปน.ดอดแจ้งความจี้ตร.เชือดม็อบปล้นชาติ!ทำลายทรัพย์สูญ18ล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

ผอ.สปน.โร่แจ้งความสน.ดุสิต จี้ตร.เอาผิดม็อบพันธมารบุกทำเนียบฯรื้อทำลายทรัพย์สินราชการเสียหายกว่า 18 ล้านบาท ด้านผบก.น.1 รับลูก!ชี้ถือเป็นคดีอาญา ลุยตั้งทีมสอบสวน ยันการเมืองพลิกขั้วไม่กระทบรูปคดีแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (9 ม.ค.) นายมงคล แสงหิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อพล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) ที่สน.ดุสิต ให้ดำเนินกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ร่วมกันบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและเข้าไปรื้อทำลายทรัพย์สินใน สปน.พร้อมกับขโมยทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ของ สปน.ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในอาคารที่ทำการ และได้ตรวจสอบและประเมินความเสียหายทั้งหมดประมาณ 18 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้จะดำเนินคดีเฉพาะของ สปน.เท่านั้นไม่รวมของทำเนียบรัฐบาล ส่วนทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ประมาณ 30 กว่ารายที่กลุ่มพันธมิตรฯทำเสียหายนั้นจะดำเนินแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สน.ดุสิตดำเนินการในครั้งต่อไป

ด้านพล.ต.ต.อนันต์ เปิดเผยภายหลังรับการแจ้งความว่า คดีนี้ถือเป็นคดีลักทรัพย์และทำให้เสียทรัพย์ อีกทั้งยังเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งถือเป็นคดีอาญา มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป โดยทางบก.น.1จะตั้งทีมพนักงานสอบสวน เนื่องจากทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ต้องรวบรวมพยานหลักฐานก่อนถึงจะกำหนดระยะเวลาในการดำเนินคดีได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองจะมีผลต่อการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ ผบก.น.1 กล่าวว่า การเมืองไม่มีผลต่อรูปคดีอย่างแน่นอน ยืนยันเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายวัชระ เพ่งผล ผู้ตรวจราชการสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า ในเบื้องต้นจากการสำรวจความเสียหายพบว่า มีทรัพย์สินในส่วนของทางราชการส่วนกลาง ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบประปา และกล้องวงจรปิดได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก รวมมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีความเสียหายในส่วนทรัพย์สินส่วนตัวของข้าราชการ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ถ้าหลักฐานไม่เพียงพอก็ดำเนินการแจ้งความไม่ได้ โดยนายนายนัที เปรมรัศมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่ามีหลักฐานเป็นบัญชีรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งรูปถ่ายจากตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานที่เข้ามาตรวจสอบ ที่ยืนยันได้ว่ามีการบุกรุกพื้นที่และทรัพย์สินสูญหายจริง ดังนั้นตำรวจจะไม่รับแจ้งความไม่ได้

‘เสรีพิศุทธิ์’กัดไม่ปล่อย!! สุมหัว‘เชาวริน’แฉเอกสารลับ-เช็กบิล'พัชรวาท’

ที่มา ประชาทรรศน์

'เชาวริน' ปูดเอกสาร 'ลับมาก' ชำแหละ ‘บิ๊กสีกากี’ ด้าน ‘เสรีพิสุทธิ์’ ขอเอี่ยว!! จี้สอบ 'พัชรวาท' แหกพ.ร.บ.ฮั้ว-ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ย้ำเหตุผู้ผลิตรายการโวย สตช.ยัดไส้จัดซื้อระบบ ‘อี-ออคชั่น’ ยันไม่โปร่งใส แต่เรื่องถูกฝังกลบ!!

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ยื่นกระทู้ถามด่วนถามต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปที่จะมีขึ้นวันที่ 21 ม.ค.นี้ ถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เสนอถอดยศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่ดินรัชดา

ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวว่า ตนตั้งกระทู้ถามด่วนต่อนายกรัฐมนตรี 3 ประเด็น คือ 1.นายกรัฐมนตรีเคยอ่านคำพิพากษาขององค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีดังกล่าวหรือไม่ 2.รัฐบาลมีส่วนรู้เห็นกับการออกข่าวของหน่วยงานของรัฐที่มักออกข่าวในทำนองว่า อดีตนายกรัฐมนตรีมีความผิดในคดีทุจริตซื้อที่ดินซึ่งเป็นการกล่าวที่ไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวปรากฏชัดเจนในหน้า 37 ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 142 และมาตรา157

ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีส่วนรู้เห็นย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยหลักความยุติธรรมที่รัฐบาลหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล และ3.รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หากกรณีดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนที่ยังรักและศรัทธาต่อผลงานอดีตนายกรัฐมนตรีออกมาประท้วงหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของ สตช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ร.ต.ท.เชาวริน ได้นำเอกสารประทับตรา “ลับมาก” โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. ช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้ทำถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 23 กันยายน 2551 เพื่อขอทราบความคืบหน้ากรณีที่มีการตรวจสอบพบว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการ ผบ.ตร. กับพวกรวม 3 คน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มาแจกกับสื่อมวลชน โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า ตามที่บริษัทผู้ผลิตรายการรายหนึ่งถูกกีดกันไม่ให้เสนอราคาการจัดจ้างโฆษณาและเผยแพร่รายการของ สตช. จำนวน 3 รายการ

ทั้งนี้ ได้มีการร้องเรียน กล่าวหา พล.ต.อ.พัชรวาท ขณะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการ สตช. กับพวกรวม 3 คน ได้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ไม่ปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงการคลัง ได้จัดซื้อและจัดจ้างด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์โดยมีเจตนากระทำการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอ็น-เอส-มีเดีย-แอสโซซิเอทส์ จำกัด จึงได้แต่ตั้งพล.ต.ท.ทวีพร นามเสถียร ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ภายหลังการตรวจสอบคณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่า พล.ต.อ.พัชรวาท กับพวกรวม 3 คน ได้กระทำความผิดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฯ ข้อ 18 (6) และข้อ 21 , ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์การซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ 6 ,12,13 และ16 ,พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และ 12 ,ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 มาตรา 15,152,157 ประกอบมาตรา 83,84,86,90 และ 91 รวมถึงพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2247 มาตรา 86 และ 79 (1) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังระบุว่า ความผิดดังกล่าวถือเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงเสนอนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีให้ทำการตรวจสอบ แต่ยังไม่ทราบความคืบหน้าจึงทำหนังสือถึงนายสมชาย เพื่อขอความคืบหน้าในเรื่องนี้

ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวด้วยว่า หาก สตช.ว่างมาก ตนอยากฝากติดตามเรื่องนี้ และฝากถึงนายอภิสิทธิ์ ในฐานะที่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอให้ติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วย เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องผิดวินัยร้ายแรง เมื่อเรื่องของผู้บัญชาการ สตช.ยังไม่มีความชัดเจนแล้วจะไปหาความชัดเจนในเรื่องใดได้ อย่างไรก็ดีหากนายกรัฐมนตรียังไม่สามารถให้ความชัดเจนเรื่องนี้ ตนในฐานะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาเพื่อตรวจสอบ เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของรัฐ ในส่วนของงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งมีงบประมาณถึง 114 ล้านบาท

สาส์นถึงคนกรุง:โลกจับตาเลือกผู้ว่าเพื่อเกียรติภูมิของชาติ หรือกระทืบซ้ำย่ำรอยพันธมิตร

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 มกราคม 2552

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 นี้ชาวกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ ก่อนหย่อนบัตรลงคะแนน อย่าลืมว่าประชาชนไทยทั้งประเทศ และที่สำคัญมากคือประชาชนทั่วโลกที่มองไทยเสียหายย่อยยับจากการยึดสนามบิน กำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่ว่า..เราได้ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการกอบกู้เกียรติภูมิของชาติคืนมา หรือว่าจะย้ำรอยความผิดพลาดที่พันธมิตรได้กระทำย่ำยีไทยในสายตาชาวโลกไปล่วงหน้าก่อนนี้แล้ว


สาส์นถึง ชาวกรุงเทพมหานคร ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรม

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 นี้ ไม่ได้มีความหมายเป็นเพียงการเลือกตั้งผู้บริหารของชาวกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ถึงความรักชาติ รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรมของคนกรุงเทพฯ และเกียรติภูมิแห่งชาติซึ่งประชาชนไทยทั้งประเทศ และชาวโลกเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า คนกรุงเทพฯจะได้ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง สมกับเป็นศูนย์กลางของประเทศหรือไม่อีกด้วย

ผลการสำรวจความคิดเห็นของชาวกรุงเทพมหานครเมื่อตอนสิ้นปี2551นั้นได้ชี้ว่า ประชาชนชาวกรุงเทพหมานครได้แสดงถึงจิตใจรักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมอย่างยิ่ง เมื่อสะท้อนว่ามีความผิดหวังอย่างที่สุดต่อกลุ่มพันธมิตรที่ได้ใช้อำนาจเถื่อนที่ได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มอำนาจนิยมชื่นชมแนวทางเผด็จการต่อต้านประชาธิปไตยเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สร้างผลเสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศอย่างย่อยยับ

มาบัดนี้ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กลุ่มพันธมิตรได้ประกาศตนอย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งในการให้การสนับสนุนคะแนนเสียงต่อผู้สมัครผู้ว่าราชการกทม.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแนวร่วมที่แนบแน่นกับพันธมิตรมาตั้งแต่การบอยคอตไม่ลงเลือกตั้งในปี2549ทำให้บานปลายไปสู่ความแตกร้าวของสังคมไทย สนับสนุนให้กำลังใจแม้ในยามที่พันธมิตรยึดทำเนียบ และแม้แต่ในยามที่พันธมิตรแปรเปลี่ยนพฤติการณ์เป็นกลุ่มก่อการร้ายสากลยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

การณ์เหล่านี้ย่อมชั่วร้าย นำมาซึ่งความผิดหวังของชาวกรุงเทพฯอย่างยิ่ง!

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ชาวกรุงเทพฯทั้งมวล ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม และต้องการกอบกู้เกียรติภูมิของชาติกลับมาโดยไว จักต้องประกาศตัวอย่างเปิดเผยว่า เราจะแปรเปลี่ยนความสงสารที่อำมาตยาธิปไตยและพันธมิตรกระทำย่ำยีต่อประเทศชาติ แปรเปลี่ยนความเห็นใจที่กลไกอำนาจรัฐเถื่อนกระทำย่ำยีต่อสิทธิและเสียงอันแท้จริงของประชาชน และเปลี่ยนความเจ็บใจที่ประชาชนไทยทั้งมวลยังไม่สามารถจะทำอะไรต่อโจรก่อการร้ายสากลยึดสนามบินได้ เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยังปล่อยให้ลอยนวล

จงแปรเปลี่ยนจิตใจรักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม มาเป็นการเทคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครผู้ว่าราชการกทม.เบอร์10"แซม"ยุรนันท์ ภมรมนตรี เพื่อสะท้อนถึงเสียงอันแท้จริงของชาวกรุงเทพฯและชาวไทยทั้งประเทศ

พรรคเพื่อไทยได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าได้ยืนหยัดอยู่ข้างประชาธิปไตย ยึดถือประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นศูนย์กลาง และเคารพยึดมั่นต่อหลักประชาธิปไตย ส่วนคุณยุรนันท์และทีมงานก็มีประสบการณ์ทางการเมืองที่พร้อมจะบริหารกรุงเทพมหานคร และมีแนวนโยบายสานต่อจากทีมงานที่ประสบความสำเร็จปลดไทยจากIMF นำเกียรติภูมิกลับสู่ประเทศชาติมาแล้วจึงเป็นที่พึงหวังของชาวกรุงเทพฯได้อย่างแน่นอน

ประการสำคัญ ประชาชนชาวกรุงเทพฯอย่าเสียงแตก เพราะผลการสำรวจนิยมล่าสุดได้ชี้ว่า นายยุรนันท์ยังมีคะแนนไล่หลังผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์อยู่เล็กน้อย เหตุที่เป็นดังนี้เพราะกลุ่มพันธมิตรผนึกกำลังอย่างแน่นเหนียวในการที่จะสนับสนุนผู้สมัครประชาธิปัตย์ และได้ตัดผู้สมัครอิสระอีกรายคือนายแก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเดินนโยบายเดียวกับพันธมิตรอีกรายออกไป เพื่อหวังชัยชนะเหนือฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ขณะที่ชาวกรุงเทพฯฝ่ายประชาธิปไตย ยังเสียงแตกเป็น2ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนหยัดจะเทคะแนนให้เบอร์10 แต่อีกฝ่ายในสัดส่วนใกล้เคียงกันมากยังลังเลใจที่จะมอบคะแนนให้ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้สมัครอิสระ

โดยธาตุแท้และแนวทางนั้นม.ล.ณัฏฐกรณ์ยืนหยัดในแนวทางประชาธิปไตยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทว่าเมื่อต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อให้คนของฝ่ายประชาธิปไตยได้มีโอกาสชนะการเลือกตั้งเหนือพวกพันธมิตรที่ชาวกรุงเทพฯผิดหวังนั้น ก็จำเป็นอยู่ดีที่ต้องรอให้โอกาสกับม.ล.ณัฏฐกรณ์ในคราวหน้า ด้วยความหนุ่มแน่น ประสบการณ์ที่ยังต้องสะสมอีกพอสมควร คุณปลื้มจะเป็นตัวเลือกที่สมควรพิจารณาในโอกาสต่อไป ไม่ใช่ครั้งนี้

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2552 นี้ชาวกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์กลางของประเทศ ก่อนหย่อนบัตรลงคะแนน อย่าลืมว่าประชาชนไทยทั้งประเทศ และที่สำคัญมากประชาชนทั่วโลกที่มองไทยเสียหายย่อยยับจากการยึดสนามบินกำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่ ว่าเราได้ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องกอบกู้เกียรติภูมิของชาติคืนมา หรือว่าจะย้ำรอยความผิดพลาดที่พันธมิตรได้กระทำย่ำยีไปล่วงหน้าก่อนนี้แล้ว

'สงสารประเทศชาติถูกอำมาตยาฯย่ำยี..เห็นใจรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนถูกปล้นชิง..เจ็บใจทำอะไรโจรยึดสนามบินไม่ได้..อย่าได้แต่เงียบ..อย่าเสียงแตก 11มกราคม รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เลือกแซมเบอร์10เป็นผู้ว่ากทม."

การ์ตูนมะนาว:ชมทำเนียบวันเด็ก(ตอน2)

ที่มา Thai E-News





สื่อไทยพยายามโหมกระแสกันใหญ่ว่า กลุ่มเสื้อแดงเสื่อม ทักษิณเสื่อม กล่อมกันใหญ่

ที่มา thaifreenews
บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

ผมไม่ค่อยติดตามสื่อไทยมากมายนัก เพราะในฐานะนักเขียนคอลัมน์เหมือนกัน แม้จะเขียนผ่านอินเตอร์เน็ต ผมได้พบความจริงข้อหนึ่งว่า "สื่อก็ไม่ได้รู้มากกว่าเรา" ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายไม่ได้มาจากอากาศ แต่มาจากคนรอบๆ ตัว สื่อที่อ่าน สังคมรอบข้าง รวมทั้ง "ทัศนะคติและค่านิยม" ส่วนตัว ดังนั้น สังคมของคอลัมนิสต์คนนั้นเป็นอย่างไร เขาก็มีข่าวาสารแค่นั้นแหละ ส่วน "ความเห็นของเขา" เป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับ "ความรู้และทฤษฎีที่เขาศึกษามา"

คอลัมนิสต์ ทั้งหลายส่วนใหญ่จบ นิเทศศาสตร์ ดังนั้น ความรู้เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวิทยา ย่อมไม่ลึกซึ้งอะไร ความเห็นของคอลัมนิสต์ต่างๆ ผมจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญมากเท่าใดแล้ว พวกเขาได้เปรียบชาวบ้านตรงได้คุยกับคนในสังคมการเมืองมากกว่าเท่านั้น

แต่วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา 3 ปีนี้ ทำให้ผมเรียนรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่งว่า "ข้อมูลวงใน" ไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก เพราะข้อมูลวงในบอกได้แค่ว่า "ใครอยากทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ หรือคิดอะไร" เท่านั้น ซึ่งคนอื่นๆ สถานการณ์ สภาพสังคมแวดล้อม กลายเป็นข้อจำกัดว่าใคร "อยากทำอะไร" มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างนั้นแล้ว ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งว่า "ข้อสมมุติฐาน" ทางทฤษฎี กับ ปรากฏการณ์ หรือ Event ที่เกิดขึ้นนั้น สำคัญที่สุด

จะวิเคราะห์การเมืองได้อย่างถูกต้อง "ข้อสมมุติฐาน" ต้องมาก่อน เหมือน "การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์” ทั้งหลาย สมมุติฐานอาจได้มาจากทฤษฎีทางการเมือง สังคมวิทยาต่างๆ แล้วใช้ "ปรากฏการณ์ หรือ Event" ตรวจสอบ หากสอดคล้องกัน แนวคิดเราก็มีความเป็นไปได้สูง

ตอนนี้สื่อทั้งหลายกำลังพยายามสร้างกระแสว่า ทักษิณแย่แล้ว เสื่อมอิทธิพลลงแล้ว ไม่ว่าอ่านค่ายไหนก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น มันเหมือนกับการ "พยายามสร้างกระแส" อย่างไรอย่างนั้น

ซึ่งความเห็นของสื่อทุกค่าย สวนทางกับข้อสมมุติฐานของผม หรือปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ แทบทั้งสิ้น

การสร้างกระแสแบบนี้ ทำให้คนพวกนี้พลาดมาแล้วมากหมาย ก่อนวันที่ 28 ธันวาคม 2551 ก่อนที่มาร์กจะแถลงนโยบาย คนพวกนี้ก็เชื่อว่า เสื้อแดงหมดพลังแล้ว หมดน้ำยาแล้ว เพราะกลุ่มเนวินไปเข้าข้างรัฐบาลแล้ว แต่พอวันที่ 28 ธันวาคม ปรากฏว่าคนเสื้อแดงออกมาอย่างมากมาย จนนายอภิสิทธิ์ต้องหนีไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ จนพวกเขาประเมินไม่ได้ว่าคนเสื้อแดงออกมามากได้อย่างไร

ที่จริงพวกสื่อทั้งหลาย ไม่ได้รู้ตัวหรือมีสำนึกเลยว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองสามปีมานี้ สื่อได้เสื่อมไปจนหมดสิ้นแล้ว และสื่อไม่สามารถชี้นำหรือชักจูงสังคมได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อสื่อเลือกข้าง “สื่อจึงไม่ได้อยู่ใกล้ชิด” กับกระแสการเปลี่ยนแปลง หรือเข้าใจการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เมื่อสื่อเข้าข้างอำมาตย์ สื่อก็ไม่มีทางรู้แนวคิด การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จนไม่สามารถจับกระแสได้ว่า คนเสื้อแดงมาจากไหนมากมาย

สื่อพวกนี้ยังตั้งทฤษฎีเดิมๆ ว่า “ทักษิณคือต้นเหตุของปัญหาทั้งหลาย” ทั้งๆ ที่สถานการณ์ตอนนี้ ประชาชนก้าวพ้น “ทักษิณไปแทบหมดสิ้นแล้ว การต่อสู้ถูกยกระดับขึ้นไปสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ความยุติธรรมและไม่ต้องการการแทรกแซงทางการเมือง รวมทั้งเรื่องชนชั้นแล้ว

เมื่อตั้งสมมุติฐานผิด การคาดการณ์ การวิเคราะห์ของสื่อก็ไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง การไปพยายามสร้างกระแสว่าทักษิณกำลังเสื่อม การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่มีความหมายแล้ว หมดพลังไปแล้ว แล้วพยายามใช้กลยุทธ์ทางการเมืองเดิมๆ คือสร้างกระแสป้ายสีม็อบ ที่ขวางไข่ ผมว่ามันหมดความหมายอย่างสิ้นเชิงแล้ว

การต่อสู้ยกระดับขึ้นไปเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ รวมทั้งพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไป คนเลือกเป็นพรรค และผู้เลือกตั้งต้องการรัฐสวัสดิการ ดังนั้น การไปวิเคราะห์แบบเดิมว่ากลุ่มเนวิน จะสร้างพรรคขนาดกลางขึ้น มันคือการนำเอา “ความรู้ประสบการณ์” ทางการเมืองก่อนปี 2540 เข้ามาประเมินสภาพการเมือง ยุคปี 2550 ยุคที่อินเตอร์เน็ตได้กลายเป็น “ช่องทางหนึ่ง” เสริมช่องทางต่างๆ ของการ “รับรู้ของประชาชน” ที่มีมากอยู่แล้ว ให้กระจายมากขึ้น ประชาชนสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นผ่าน “เว็บไซต์” และ “โทรศัพท์มือถือที่มีครอบคลุม” มากขึ้น

ช่องทางการสื่อสารของสังคมไม่ได้จำกัดแบบยุคก่อนปี 2540 จำนวนโทรศัพท์พื้นฐาน + โทรศัพท์มือถือ ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารรวดเร็วขึ้น และเสริมด้วย “อินเตอร์เน็ต” ทำให้สภาพสังคมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนพวกนี้ยังคิดว่าสังคมไทย ยังคงเหมือนก่อนยุคปี 2540 ที่ “การโฆษณาชวนเชื่อ” มอมเมาประชาชน ผ่านสื่อ ผ่านโทรทัศน์ ยังจะได้ผลอยู่อีก

สุดท้ายคนพวกนี้ยังไม่เข้าใจว่า สังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทำไมพวกเขาแพ้ ทำไมพวกเขาทำให้การต่อสู้ “ยกระดับขึ้นไป” จากการไล่ถล่มทักษิณ กลายเป็นการต่อสู้ทางชนชั้น และทำลายล้างการครอบงำสังคมที่เป็นมากว่าครึ่งศตวรรษ

ทำไม บารมีพวกเขาถึงเสื่อมลง พวกเขายังมึนงงและไม่รู้ตัวอีก

Thursday, January 8, 2009

พรรคเพื่อไทยเตรียมเอาผิดกรณีใช้กำลังข่มขู่หาเสียงเลือกตั้งในบุรีรัมย์

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 8 ม.ค. -นายโสภณ เพชรสว่าง อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย หนึ่งในคณะปราศรัยหาเสียงในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกลุ่มคนเสื้อแดงขว้างขวดน้ำ ก้อนหิน และไข่เน่า ใส่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในการปราศรัยหาเสียงให้นายจำรัส เวียงสงค์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคเพื่อไทย ว่า เหตุการณ์และพฤติกรรมเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในการหาเสียงในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นกลุ่มจัดตั้งมาจาก อ.ชำนิ อ.กระสัง และ อ.ประโคนชัย เพราะมีการรณรงค์โปรแกรมหาเสียงว่าจะมีนายณัฐวุฒิ นายจตุพร และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเพื่อไทย มาปราศรัย แต่เมื่อนายณัฐวุฒิ พูดบนเวทีก็มีการตะโกนแซวตลอด และเมื่อนายจตุพร ขึ้น คนที่ใส่เสื้อแดงได้ขว้างปาขวดน้ำ ไข่ ขึ้นบนเวทีจนปราศรัยไม่ได้ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หาเสียงลำบาก

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ในวันนี้หลังจากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ทำให้อำนาจการบริหารใน จ.บุรีรัมย์ ตกอยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมืองบางคนบางกลุ่ม ทั้งนี้ ไม่ทราบจะไปขอความเป็นธรรมจากใครได้ และคิดว่าการเลือกตั้งหนนี้ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยตามที่รัฐธรรมนูญต้องการ

“ในวันนี้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยได้ทำเรื่องไปถึง กกต.เพื่อขอให้ส่งกำลังตำรวจเข้ามาดูแลความปลอดภัยในการเดินทางปราศรัยที่ อ.กระสัง และ อ.สตึก ขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังดูข้อกฎหมายว่ากรณีที่มีการใช้อำนาจอิทธิพล กำลังข่มขู่ เข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ หรือไม่ จึงขอให้ กกต.ติดตามช่วยจับตาเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทราบว่ามีการวางแผนในการจัดกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ใช่กลุ่มของ นปช.ออกมาเคลื่อนไหว สร้างสถานการณ์และทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องแล้วจะโยนหรือป้ายความผิดให้กับกลุ่มเสื้อแดงของ นปช.” นายโสภณ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-08 17:30:31

ยายเนียมสิ้นลม "มาร์ค"บอกผูกพันตลอดไป "จตุพร" ชี้ปชป.ให้เป็นเครื่องมือการเมืองเล่นละครน้ำเน่า

ที่มา มติชนออนไลน์

ยายเนียมเสียชีวิตขณะถูกตัวกลับบ้าน ญาติจัดพิธีศพเรียบง่าย "นายกฯ" โทรหาก่อนสิ้นลม ย้ำผูกพันตลอดไป "จตุพร" ซัดปชป.ใช้ชีวิตยายเนียมเป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นละครน้ำเน่า เสื้อแดงอุบลฯประกาศใช้ตีนตบรับ "มาร์ค"

ยายเนียมเสียชีวิตขณะถูกส่งกลับบ้าน

นางเนียม หรือ ยายเนียม พันธ์มณี อายุ 84 ปี ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังทั่วประเทศภายหลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวถึงในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังได้รับการแต่งตั้งโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ว่ายังไม่ลืมวันที่ยายเนียมมอบแหวนทองเหลืองให้ระหว่างไปช่วยผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์หาเสียงที่บ้านเลขที่ 48 หมู่ 3 บ้านโนนค้อ ต.ม่วง อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 จากนั้นต่อมายายเนียมได้ล้มป่วยและถูกนำตัวส่งที่โรงพยาบาลประจำอำเภอม่วงสามสิบเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมปี่ที่ผ่านมา ก่อนถูกส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี และแพทย์ตรวจพบว่ายายเนียมนอกจากป่วยด้วยโรคชราแล้วยังป่วยเป็นโรคมะเร็งในท่อน้ำดี และอาการได้ทรุดลงตามลำดับ และล่าสุดได้เสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อเวลา 08.35 น. เมื่อวันที่ 8 มกราคม ขณะที่ญาติกำลังนำยายเนียมออกจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ตามที่ต้องการเพื่อขอกลับไปสิ้นใจที่บ้านตามธรรมเนียมของคนอีสาน

นายหลา คิ้วยม ลูกบุญธรรมของยายเนียมที่เฝ้าดูแลอาการกล่าวว่า ทางญาติทำใจได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังรับรู้ว่าแม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง ที่ผ่านมาแพทย์และพยาบาลให้การดูแลรักษาอย่างดี และก่อนที่จะเสียชีวิตได้สั่งเสียว่าหากอาการหนักขึ้นให้นำตนเองกลับไปตายที่บ้านเกิด ซึ่งอาการทรุดหนักถึงขั้นเชื้อมะเร็งลุกลามไปที่อวัยวะส่วนอื่น และมีอาการไม่สนองตอบคนรอบข้าง ต้องสวมเครื่องออกซิเจนช่วยหายใจ กระทั่งแพทย์ได้นำรถโรงพยาบาลนำยายเนียมกลับบ้านตามความประสงค์ แต่ก่อนถึงบ้านโนนค้อ อ.ม่วงสามสิบ ประมาณ 1 กิโลเมตร ก็หมดลมหายใจ

สั่งไว้ให้จัดงานศพเรียบง่าย5วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านโนนค้อ สถานที่ตั้งศพยายเนียม โดยชาวบ้านช่วยกันนำโลงใส่ศพมาตั้งไว้ที่บ้านและช่วยกันจัดสถานที่ให้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอได้ฉีดศพ รวมทั้งส่วนราชการที่ทราบข่าวต่างเดินทางมาช่วยและคอยอำนวยความสะดวก โดยกำหนดตั้งศพสวดอภิธรรมเป็นเวลา 5 วัน และฌาปณกิจที่วัดบ้านโนนค้อ ในวันพุธที่ 12 มกราคมนี้

เวลา 15.00 น. นายอุดม สมรส ปลัดจังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นประธานพิธีรดน้ำศพยายเนียมที่บ้านโนนค้อ มีประชาชนและเจ้าหน้าที่ส่วนราชการจังหวัดร่วมพิธีด้วยประมาณ 100 คน ท่ามกลางความเศร้าโศกของญาติพี่น้องยายเนียม ซึ่งทางญาติเปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวแสดงความเสียใจมาถึงลูกหลานด้วยพร้อมจะหาเวลาที่เหมาะสมมาในงานศพ

นายบุญยัง แก้วคำ อายุ 67 ปี ชาวบ้านโนนค้อ กล่าวว่า แม้ยายเนียมเสียชีวิตแล้ว อยากขอให้นายกรัฐมนตรีลงมาช่วยเหลือชาวบ้านตามที่ยายเนียมได้พูดไว้ก่อนเสียชีวิตด้วย โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำ ถนนหนทาง ไฟฟ้าทางด้านการเกษตร และคุณภาพชีวิตของชาวอีสาน

นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.ประชาธิปัตย์ เขต 1 อุบลราชธานี กล่าวว่า แจ้งเรื่องยายเนียมเสียชีวิตให้นายกรัฐมนตรีได้ทราบตั้งแต่เช้าแล้ว และนายกฯสั่งให้จัดงานศพของยายเนียมทั้งหมด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและเป็นเจ้าภาพตลอดงาน ส่วนการขอรับพระราชทานเพลิงศพนั้น ทางญาติผู้ตายมีความประสงค์ขอจัดงานอย่างเรียบง่ายตามเจตนารมณ์ของยายเนียม

"อภิสิทธิ์"เผยโทร.คุยครั้งสุดท้าย

ก่อนหน้านี้เวลา 09.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเสียชีวิตของยายเนียมว่า มีโอกาสพูดกับท่าน (ยายเนียม) เมื่อเช้า (วันที่ 8 มกราคม) ได้โทรศัพท์ไป แต่เข้าใจว่ายายเนียมอาจจะไม่รับรู้มาสองวันแล้ว แต่ก็ได้พยายามสื่อสารถึงท่านเป็นครั้งสุดท้าย ก็ทราบว่าอาการทรุดมากในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยญาติได้เปิดโทรศัพท์ให้ยายเนียมฟัง แต่ตนไม่ได้ยินเสียงยายเนียม จึงได้พูดกับยายเป็นครั้งสุดท้าย "คือพูดถึงความผูกพันที่ผมมีกับท่านและครอบครัวท่านจะมีตลอดไป และญาติพี่น้องรวมทั้งโรงพยาบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือคุณยาย ทั้งนี้ ผมจะไปร่วมงานศพ แต่กำลังดูกำหนดการที่เป็นไปได้อยู่"

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯกังวลกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่หากจะเดินทางไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าอย่างที่ย้ำมาตลอดว่าอย่าให้มีความรุนแรง ในกรณีที่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องของการเมืองเลย โดยเฉพาะกรณีนี้ ก็ไม่อยากให้เห็นภาพของความขัดแย้ง น่าจะเข้าใจกัน น่าจะเห็นใจกันได้ เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลที่ยายเนียมพักรักษาตัวเพื่อตามหาข้อมูลการเดินทางมาของนายกฯ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "นั่นแหละครับ ผมคิดว่าไม่น่าจะทำเลย ไม่น่าจะทำเลย"

รมว.พม.ตำหนิเสื้อแดงบุกรพ.

นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) และ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของยายเนียมและเสียใจกับการแสดงพฤติกรรมของกลุ่มเสื้อแดงที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มชักธงรบ" ซึ่งบุกไปยังห้องไอซียูของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ที่ยายเนียมรักษาตัวอยู่ เมื่อวันที่ 7 มกราคม มีการพูดจาหยาบคายไม่เหมาะสม แม้ยายเนียม โต้ตอบไม่ได้ แต่ยังมีความรู้สึกอยู่ถึงกับน้ำตาไหล ความจริงคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนเพียง 200-300 คนเท่านั้น ซึ่งคนอุบลฯส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ำใจ เข้าใจกัน เห็นอกเห็นใจกันเวลาที่ตกทุกข์ได้ยาก

"ขอให้ทางจังหวัดพิจารณาจัดงานศพให้ยายเนียมตามความเหมาะสม ส่วนเรื่องขอพระราชทานเพลิงให้ทางจังหวัดพิจารณามีสิทธิได้หรือไม่ หากไม่มีสิทธิให้จัดตามปกติเหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยร่วมกันทำบุญให้กับทหารพรานเสียชีวิตที่ จ.ศรีสะเกษ การช่วยงานศพยายเนียม สมาชิกพรรคจะช่วยกันบริจาคคนละ 500-1,000 บาท แต่จะไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งจะผิดกฎหมาย"

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ยายเนียมกับนายกฯอยากให้มองเชิงสัญลักษณ์ ของคนสองคนในสังคมไทยที่รักกัน ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน เพราะนายอภิสิทธิ์ได้มีการติดต่อกับยายเนียมมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาติดต่อเมื่อตอนเป็นนายกฯเท่านั้น จึงอยากให้มองในเรื่องของความกตัญญูรู้คุณ เพื่อสอดรับกับปีนี้ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จะเสนอให้เป็นปีแห่งความกตัญญูรู้คุณ

ยันนายกฯไปร่วมงานศพแน่

นายวิฑูรย์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทยจะยื่น กกต.ตรวจสอบว่านายอภิสิทธิ์ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่นำของให้ยายเนียม ข้อเท็จจริงคือ การให้เพื่อต้องการส่งสัญญาณให้สังคมไทยไม่ทอดทิ้งกัน ผู้ใหญ่เจ็บป่วยลูกหลานต้องไปเยี่ยม และให้เห็นว่าช่วงหนึ่งมียายผูกพันกับนักการเมืองไม่มีตำแหน่ง พอวันนี้มีตำแหน่งก็ยังระลึกถึงกันอยู่ ทั้งนี้ สิ่งของที่มอบให้ก็ราคาไม่มาก เกินระเบียบของ กกต.ที่กำหนดไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งสิ่งที่มอบให้ครั้งแรกรูปภาพยายเนียมถ่ายคู่กับนายอภิสิทธิ์ ครั้งต่อมาคือจดหมาย และครั้งที่สามกระเช้าของฝากไม่เกิน 1,000 บาท โดยมอบให้ที่โรงพยาบาล ในเขตอำเภอเมือง และที่บ้าน อ.ม่วงสามสิบ ซึ่งทั้งสองเขตไม่มีการเลือกตั้งซ่อม ดังนั้น พรรคเพื่อไทยอย่าเอามาเป็นประเด็นทางการเมือง

เมื่อถามว่า นายกฯยืนยันจะไปที่ จ.อุบลราชธานี หรือไม่ นายวิฑูรย์กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากฝ่ายปกครองและตำรวจว่าถ้าเป็นไปได้ให้นายกฯมาวันหลัง ขอเวลาเจรจากับคนเสื้อแดงก่อน แต่นายกฯก็ยืนยันจะไปร่วมงานศพ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ต้องดูอีกครั้งหนึ่ง

เสื้อแดงอุบลฯใช้ตีนตบรอรับ

ด้าน พล.ต.ต.สมพิศ ชนะมี ผบ.ภ.จว.อุบลราชธานี กล่าวว่า เตรียมแผนรองรับความปลอดภัยให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะที่จะเดินทางมาร่วมงานศพยายเนียม โดยยึดหลักการรักษาความปลอดภัยต่อบุคคลสำคัญของประเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและแผนของสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 โดยใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษของพื้นที่เป็นหลัก ทั้งในและนอกเครื่องแบบมีขีดความสามารถปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี

นายประยุทธ มูลสาร หรือดีเจหนุ่ม นิรนาม แกนนำกลุ่มเสื้อแดงชักธงรบ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ถ้านายกรัฐมนตรีมา ตนจะพวกไปต้อนรับโดยไม่ใช้ความรุนแรง ใช้เพียงอุปกรณ์ตีนตบเท่านั้น และจะไม่ไปชุมนุมที่บ้านบ้านโนนค้อ อ.ม่วงสามสิบ

"จตุพร"ซัดใช้ยายเป็นเครื่องมือ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวโจมตีนนายอภิสิทธิ์และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่าอาศัยชีวิตของยายเนียมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้าย โดยเฉพาะนายวิฑูรย์ รมว.พม. ที่ออกมาพูดเกินความจริงกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงที่ จ.อุบลราชธานี บุกถึงห้องไอซียูยายเนียมรักษาตัวอยู่นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่มีการบุกถึงห้องไอซียูและไม่มีการใช้เครื่องเสียงในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคน จ.อุบลราชธานี อย่างมากและจะออกมาตอบโต้เรื่องนี้ต่อไป ส่วนที่กลัวว่าถ้านายอภิสิทธิ์ไปร่วมพิธีศพยายเนียมแล้วคนเสื้อแดงจะก่อความวุ่นวายนั้นขอบอกว่าคนเสื้อแดงรู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร ดังนั้น ขอให้หยุดโกหกและสร้างละครน้ำเน่าเสียที

การเมืองหางแดง...!!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ


คงมั่นใจว่าสามารถเอารัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อยู่หมัด กลุ่มพันธมารจึงเปิดเกมรุกเดินหน้าระบอบ “การเมืองใหม่” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สุมหัวกันคิดเอาไว้

การที่ “ปีศาจคาบไปป์” ออกมาพูดอย่างมั่นใจต่อหน้าสาวก “ม็อบโกเต๊กซ์” ถึง “การเมืองใหม่” โดยระบุว่า
ต้องมีการรื้อโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นและยุบเลิก อบต.
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาติดๆ คือ การออกมาคัดค้านของ “คนท้องถิ่น”

ต้องถือเป็นความถูกต้องชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง ในการพิทักษ์รักษาศักดิ์ศรีเกียรติยศ ที่ประชาชนมอบมาให้ จากการยอมรับจากประชาชนในท้องถิ่น
โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ที่มีการพูดกันก่อนหน้านี้ว่า “การเมืองใหม่”จะมา ล้มล้างทำลายประชาธิปไตย ก็เป็นความจริงขึ้นมาแล้วครับ
ในที่สุดหางแดงๆ ที่พยายามขมวดซ่อนเอาไว้ ได้โผล่มาให้เห็นจนได้

ขั้นต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ “กลุ่มพันธมาร” และซากเดนเผด็จการ ผู้สูญเสียผลกระโยชน์ สูญเสียอำนาจ ต้องจับตาดูว่าจะมีคนที่ทำงานรับใช้เผด็จการ จะมามีตำแหน่งแห่งที่ มากน้อยแค่ไหน

จับตาดูว่า สมุนเผด็จการ จะได้รับบำเหน็จรางวัลเป็นการต่างตอบแทนหรือไม่อย่างไร หลังจากที่ได้รับใช้เผด็จการมาอย่างซื่อสัตย์ ชนิดยอมพลีกายถวายชีวิตให้ ประเภทจุดปุ๊บติดปั๊บ จนบรรลุในสิ่งที่ต้องการไปแล้ว แม้จะสร้างความบอบช้ำเสียหายให้กับประเทศชาติไว้อย่างมากมายมหาศาลทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจก็ตาม
ในการพัฒนาประเทศนั้น ต้องยอมรับว่า “ท้องถิ่น” เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่สุด สำหรับเป็นรากฐานของสังคมไทย

ท้องถิ่นเป็นฐานที่บ่งบอกความเป็นไทย ทั้งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
แทนที่ “กลุ่มพันธมาร” จะให้ความสำคัญ ด้วยการสร้างท้องถิ่นให้แข็งแกร่ง กลับมาคิดทำลายลบล้างการปกครองในระดับท้องถิ่น

วันนี้ “คนท้องถิ่น” มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหา เป็นขวากหนามสำคัญในการสืบทอดอำนาจเผด็จการ
เพราะหากประชาชนมีความเข้มแข็ง จะรู้เท่าทันและออกมาขัดขวาง

ฉะนั้นจึงต้องทำลายท้องถิ่น ที่เป็นฐานของประชาธิปไตยลงไปให้ได้

ซึ่งเป็นการทำลายปรัชญาดั้งเดิมที่ว่า แต่ละท้องถิ่นมีวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์รวมถึงปัจจัยต่างๆ ซึ่งประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นจะเป็นผู้ทราบถึงปัญหาและความต้องการของท้องถิ่นมากที่สุด

เพราะ “ท้องถิ่น” มีขุมทรัพย์ที่ประเมินค่ามิได้อยู่มากมาย อาทิ ขุมทรัพย์ทางธรรมชาติ ขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ขุมทรัพย์ทางสังคม วิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม การศึกษา สาธารณสุข ขุมทรัพย์ทางโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงขุมทรัพย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

องค์กรปกครองท้องถิ่นเท่านั้น ที่จะสามารถตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกันก็เป็นการบังคับให้ผู้ที่เสนอตัวและได้รับเลือกเข้ามาทำงาน ต้องเคารพต่อนโยบายของตนที่ประกาศให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะฉะนั้นการทำอะไรจึงต้องพิจารณาในแง่ของเจตนารมณ์หรือเป้าหมายในการทำงาน มากกว่าระเบียบหรือสิ่งที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ ขณะเดียวกันก็มีกลไกตรวจสอบจากประชาชน

เท่ากับให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนามาจนถึงการตรวจสอบ
ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้กล่าวถึงทิศทางในการกระจายอำนาจไว้ในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 78 กำหนดให้รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจกรรมของท้องถิ่นได้เอง

หมวด 9 ด้านการปกครองท้องถิ่น มาตรา 282-290 กำหนดให้รัฐต้องให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นตามหลักการปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ย่อมมีอิสระในการกำหนดนโยบายการปกครอง การบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง
โดยรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแลเท่าที่จำเป็นภัยในกรอบของกฎหมาย
การดำเนินการกระจายอำนาจได้ฉายภาพออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีการออกกฎหมายที่สำคัญคือ

พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยมีมาตราที่สำคัญคือ
มาตรา 6 กำหนดให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นั่นหมายความว่า การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผ่านการพิจารณาจากผู้รู้อย่างรอบคอบ

ที่อ้างกันว่าจะเป็นแหล่งทำมาหากินของคนบางกลุ่มบางพวกนั้น มีการตรวจสอบโดย สตง. ที่ผ่านมามีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง บทบาทของ สตง. ต่อการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันในขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งเพื่อเป็นการรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งไม่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส และสามารถรับผิดชอบต่อประชาชนผู้ใช้บริการสาธารณะได้มากขึ้น เพื่อที่ประชาชนจะได้รับบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ มาตรฐานที่ดีขึ้นต่อไป

การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นในวันนี้มาไกลมากแล้ว มีการถ่ายโอนภารกิจเรื่องของการศึกษา สาธารณสุข การเงินการคลัง การถ่ายโอนบุคลากร

เดินมาไกลเกินว่าจะมาล้มเลิกล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ที่ให้สิทธิให้เสียงกับประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

ต้องยอมรับความจริงกันบ้าง อย่าให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟ

ล้อมคอกแล้วอย่าหาย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย พญาเย็น

แน่นอนว่าเหตุเพลิงไหม้ผับดังย่านเอกมัยที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อยู่ในเวลานี้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดครั้งแรกและยิ่งไม่ใช่ครั้งแรกในรอบ 2-3 ปี เพราะเมื่อกลางปี 2549 ก็เกิดโศกนาฏกรรมในสถานบันเทิงยามราตรีแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ซึ่งกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 50 ราย สร้างความสะเทือนใจและตื่นตระหนกไปทั่วทั้งวงการ ทั้งวงการสถานบันเทิงและหน่วยงานที่รับผิดชอบ

สิ่งที่ตามมาในครั้งนั้น ย่อมไม่พ้นการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง สั่งการให้เข้มงวดด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานบริการที่เหลือ เพื่อที่ว่าเหตุการณ์โศกสลดซ้ำซากจะได้ไม่เกิดขึ้นอีก...

แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังเกิดเหตุการณ์ทำนองคล้ายกัน ผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปเหมือนกัน เพื่อที่จะตรวจพบว่ามีความหละหลวมไม่ปลอดภัยอันเป็นสาเหตุของการสูญเสียเหมือน ๆ กัน ไม่เพียงต้องตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองซึ่งมีหน้าที่ดูแลกวดขันโดยตรง ยิ่งต้องถามผู้ประกอบการว่าให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน หรือคิดว่าโชคร้ายจะไม่เกิดขึ้นกับสถานที่ของตัวเอง

นายนิยม กรรณสูต ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า ปัจจุบันสถานบริการหรือแม้แต่อาคารพาณิชย์ทั่วไปในเขตกรุงเทพฯ เกือบร้อยละ 90 ยังมีความปลอดภัยที่ไม่ได้มาตรฐาน บันไดหนีไฟหรือทางหนีไฟไม่มีการติดตั้งสัญลักษณ์บ่งบอกให้ผู้ใช้บริการทราบ บางแห่งล็อกกุญแจประตูหนีไฟ เพราะกลัวลูกค้าหนี ไม่ยอมจ่ายเงิน อีกทั้งสถานประกอบการในปัจจุบันมีวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย ทั้งพรม ฝ้า เพดาน กำแพงบุผนังกันเสียง และเฟอร์นิเจอร์ภายในร้าน ซึ่งวัสดุเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

และที่สำคัญสถานประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตั้ง “ถังดับเพลิง” ส่วนสปริงเกิลหรือหัวฉีดดับเพลิงในอาคารที่ติดตั้งบนฝ้าเพดาน บางแห่งก็มี บางแห่งไม่มี แม้แต่สถานที่ที่มีอุปกรณ์เหล่านี้ ก็ไม่แน่ว่ามีการตรวจสอบว่าสามารถใช้งานได้จริงอย่างสม่ำเสมอหรือไม่

ระยะนี้คงจะได้ยินเรื่องการเข้มงวดกับการออกใบอนุญาตแก่สถานประกอบการ ซึ่งหวังว่าจะ “เอาจริง” ไปนานๆ อย่างน้อยคำว่า “วัวหายล้อมคอก” ก็ดีกว่า “คอกหาย” จนต้องล้อมใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็แล้วกัน

คุณธรรมไม่กลับ คนไทยจะหลับไม่ตื่น

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทความประชาทรรศน์

โดย ใหญ่ บางซื่อ


ความสับสนเรื่องคุณธรรม กำลังสร้างความขัดแย้ง ความอ่อนแอให้เกิดขึ้นในสังคมไทย จนน่ากลัวอันตราย

กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรฯ ที่แกนนำเป็นคนมีความน่าเชื่อถือต่ำ แต่มีวาทะเป็นอาวุธผ่านทางตรงและผ่านสื่อ เที่ยวละลานทุกคนที่ขัดใจ ทั้งก้าวไกลไปยึดที่สาธารณะ สร้างความเดือนร้อนไปทั่วจนถูกข้อหาขบถ และก่อการร้าย แต่คนจำนวนมากว่าเป็นการทำดีทำถูก

คนกลุ่มนี้อธิบายว่าที่ทำเช่นนั้นต้องการให้รัฐบาลที่มาตามรัฐธรรมนูญต้อง ออกไป เพราะเป็นพวกอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งคือ ฯพณฯทักษิณ ที่ถูกกล่าวหาว่าทำไม่ดี และต้องการพรรคพวกตัวเอง คือ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแทน
เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายไปจัดการกับผู้ทำความเดือดร้อนดังกล่าว ต้องถูกกล่าวหาว่าทำความผิดจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

พฤติการณ์ศาลเตี้ยผิดกฎหมายที่คนกลุ่มนี้ทำ และยังลอยนวลอยู่ได้ เพราะมีมือที่มองไม่เห็นให้การคุ้มครอง นัยว่าให้เป็นแนวร่วมนอกสภาช่วยกันทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลให้ได้ จนหลายคนเรียกว่าเป็นการปฏิวัติเงียบสืบเนื่องจากการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความวิปริตทางคุณธรรมนี้จึงเป็นการกระทำของกลุ่มเผด็จการไร้คุณธรรมดำเนินการเพื่อให้ได้อำนาจรัฐที่เป็นอันตรายที่สุด ถ้าเหตุการณ์นี้ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการนำผู้ผิดมาลงโทษ ไม่ทราบว่าจะสอนคุณธรรมกันอย่างไร สังคมไทยจะอยู่ได้อย่างไร ยากจะเดา

ไม่คาดคิดว่าคนไทยนับถือพุทธศาสนาอยู่กว่าร้อยละ 90 จะเข้าไม่ถึงหลักธรรมกันได้มากถึงเพียงนี้ ไม่รู้หรือไม่เคยถูกฝึกฝนกันบ้างหรืออย่างไร จึงได้หลงผิดกันถึงเพียงนี้

พระพุทธเจ้าได้สอนคุณธรรมให้ชาวโลกมากว่า 2550 ปี ท่านสอนเรื่อง อนัตตา อย่าถือตนเป็นไปใหญ่ อย่าเห็นแก่ตัว ด้วยการสละความเป็นเจ้าชายออกบวช สละความเป็นตัวตนแสดงให้เห็น ความเท่าเทียมกันของมนุษย์
ทรงบัญญัติ ศีล ขึ้นเพื่อให้มนุษย์เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ทำร้ายกัน ทำให้มนุษย์เห็นคุณค่าในการเท่าเทียมกันของมนุษย์
ทรงมีปัจฉิมโอวาทให้สาวก ทำประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อทำให้ทุกคนคิดถึงคนอื่น ประโยชน์ของคนอื่นหรือส่วนรวมมากกว่าของตัวเอง ทรงบัญญัติ ธรรม เพื่อให้มนุษย์ไม่เห็นแก่ตัว ทำความดีด้วยการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือต่อส่วนรวม

บัญญัติของพระพุทธเจ้า ได้กลายเป็น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติ เพื่อที่มนุษย์โลกจะได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข

ทั้งบัญญัติของพระองค์ยังได้กลายเป็นหลักพื้นฐานของ มาตรวัดคุณธรรม ของนักวิชาการทางสังคมศาสตร์เป็นจำนวนมากทั้งไทยและเทศ

คุณธรรมดังกล่าวนี้ เป็นรากฐานสำคัญสำหรับทุกคน เพื่อให้มีการดำเนินชีวิตและการทำการงาน การทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงตรง เป็น สัมมาชีพ (หากต้องการให้มีคุณธรรม ควรสร้างประโยชน์แก่คนหมู่มาก) ไม่ให้ประกอบ มิจฉาชีพ อย่างที่ปรากฏดาษดื่นอยู่ทุกวันนี้

จึงเป็นเรื่องที่น่าอับอายเป็นที่สุดของสังคมไทยอันได้ชื่อว่าเป็นสังคมพุทธ ได้มีความวิปริตทางคุณธรรมโดยเฉพาะในบุคคลชั้นนำ ที่ไม่เข้าใจ ไม่ปฏิบัติตามธรรมะของพุทธองค์มากมายเช่นนี้

ไม่เพียงกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้คุ้มครองอยู่ข้างหลังเท่านั้น แต่ยังมีแนวร่วมอีกหลายกลุ่มที่มีพฤติการณ์ด้อยหรือไร้คุณธรรม ดังตัวอย่างต่อไปนี้

แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จำนวนหนึ่ง เสนอรัฐบาล ฯพณฯ นายกทักษิณ ให้ทำระบบประกันสุขภาพ ในแบบของรัฐสวัสดิการเฉกเช่นอารยประเทศทั้งหลายในรูปของ 30 บาทรักษาทุกโรค เมื่อทำได้ผลจนประชาชนมีความสุขกันทั่วหน้า

แต่ทำให้รายได้ของแพทย์และบุคลากรฯ ลดลง ถ้าแพทย์และบุคลากรฯ กลุ่มใดโกรธรัฐบาลด้วยเหตุนี้ แล้วเข้าไปหนุนพันธมิตรฯ แสดงว่าคนกลุ่มนี้คิดได้แต่ ประโยชน์ตน ไม่สนใจประโยชน์ของคนหมู่มาก ถือเป็นกลุ่มด้อยหรือไร้คุณธรรม

เมื่อรัฐบาลจัดโครงการ กองทุนหมู่บ้าน เพื่อช่วยให้ผู้ยากไร้ได้เข้าถึงทุนสำหรับทำให้กิจการเริ่มได้ อยู่ได้ และก้าวหน้า มีผลทำให้เกิดผู้เสียผลประโยชน์ เช่น นายทุนเงินกู้ ธนาคาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ถ้าบุคคลกลุ่มนี้บางคนไม่พอใจที่เสียผลประโยชน์ตนด้วยเหตุนี้ แสดงว่าเห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่ด้อยโอกาสกว่า และให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ แสดงว่าเป็น ผู้ด้อยหรือไร้คุณธรรม

รัฐบาลจัดทำโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP เพื่อสอนให้ชุมชนผลิตสินค้ามีคุณภาพ และ การจัดการคุณภาพ เพื่อพัฒนาอย่างมั่นคงให้กิจการ ไม่เป็นตุ๊กตาล้มลุก สร้างสูญเสียเหมือนแต่ก่อน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ลืมตาอ้าปากได้

ถ้านักธุรกิจ หรือนายทุนเก่าบางคน ไม่พอใจเพราะเสียผลประโยชน์ตนเพราะการนี้ แสดงว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น ไม่คิดถึงคนหมู่มาก และสนับสนุนพันธมิตรฯ ย่อมเป็นคนด้อยหรือไร้คุณธรรม

รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องราคายางได้สำเร็จ ทำให้ผู้ปลูกยางลืมตาอ้าปากได้ ทำให้นายทุน นักธุรกิจ และนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่ หากินบนหลังชาวสวนยาง มาเป็นเวลานานไม่พอใจ แสดงยืนยันความเห็นแก่ตัวชัดเจนมากขึ้น และหนุนพันธมิตรฯ ไม่สงสัยว่าเป็นผู้ไร้คุณธรรม

รัฐบาลได้ปราบปรามยาเสพติดจริงจังและได้ผล ทำให้ประชาชน ครอบครัวมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ทำให้กลุ่ม มิจฉาชีพ ซึ่งทราบว่า โจรในเครื่องแบบ จำนวนหนึ่งเป็น หัวโจก ทั้งมีอำมาตย์หนุนหลังไม่พอใจ ย่อมเป็นการยืนยันความเป็นคนเห็นแก่ตัว และหนุนพันธมิตรฯ ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ไร้คุณธรรม
โดยสรุป จะเห็นได้ว่า รัฐบาล ฯพณฯ ทักษิณ ได้แก้ปัญหาและพัฒนา ชาวรากหญ้า
* ให้พ้น ภัยยาเสพติด และภัยเกี่ยวเนื่อง
* ให้พ้น การเจ็บไข้ได้ป่วย
* ให้พ้น ความไม่รู้ ด้วยการเรียนรู้จากการทำงานจริง และ
* ให้พ้น ความยากจน จนทำให้ชาวรากหญ้ามี ความเข้มแข็ง เป็นรากแก้ว ขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งหมดนี้ ทำให้ ได้ใจ ของชาวรากหญ้าเลือกพรรคไทยรักไทยอย่างท่วมท้น และผูกพันจนถึงทุกวันนี้ แต่ถูกพวกวิปริตทางธรรมให้ร้ายว่า ขาดคุณธรรม (ไม่ทราบว่าถึงยุค ถิ่นกาขาว-คนชั่วหาว่าเป็นคนดี คนดีหาว่าเป็นคนเลว ตามคำทำนายของสมเด็จพระพุทธาจารย์โต หรือไม่ จะถึงคราวหายนะหรือไม่)

สำหรับตัวอย่างในการดำเนินงานทั่วไป นอกเหนือจากเพื่อประโยชน์ชาวรากหญ้าของรัฐบาล ฯพณฯ ทักษิณที่เป้าหมายของการ ให้ร้าย เช่น รัฐบาลทำ หวยบนดิน เพื่อแก้ปัญหาล็อตเตอรี่ขายเกินราคาไปพร้อมกับปราบกลุ่มหวยเถื่อน ซึ่งทราบว่า โจรในเครื่องแบบ มีเอี่ยวเป็นส่วนใหญ่ให้หมดไป ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มจาก ความเขลา และความบันเทิง จนสามารถนำไปสนับการศึกษาและกิจการอื่นๆ เพื่อทำให้ คนฉลาดขึ้น

แม้จะเป็นแนวทางที่นานาอารยะประเทศทำกันได้ผลโดยทั่วไป แต่ทำให้มิจฉาชีพหวยใต้ดินจำนวนหนึ่งหรือทั้งหมดไม่พอใจ เพราะไปขัดผลประโยชน์ส่วนตัวซึ่งมีความเห็นแก่ตัวเป็นทุนเดิมทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว เห็นแก่ตัวมากขึ้นด้วยการสนับสนุนพันธมิตรฯ

นักวิชาการด้อยคุณภาพจำนวนหนึ่งที่ รู้ไม่จริง เข้าไม่ถึงความรู้ที่ปฏิบัติได้ แต่ต้องการมีอำนาจ ต้องการผลประโยชน์ และมีอุดมการณ์แอบแฝง ขาดจรรยาวิชาชีพ เมื่อรัฐบาลที่ทำประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ ไม่เชื่อ ไม่เรียกใช้ หรือขัดผลประโยชน์ จึงไม่ชอบ ได้ช่วยกันใส่ร้ายต่างๆ นานา และเข้าไปสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณธรรม
ข้าราชการ และนักวิสาหกิจจำนวนหนึ่ง ขาดวิจารณญาน ขาดโยนิโสมนสิการ เห็นแก่หมู่พวก กตัญญูต่อคนไม่ดีที่ให้ประโยชน์ส่วนตัว หลายคนทุจริตคดโกงกันยาวนาน แต่ได้รับผลกระทบกับการบริหารคุณภาพของ ฯพณฯ ทักษิณ ทุจริตยากขึ้น จงไม่พอใจ และให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ คนกลุ่มนี้น่าละอายที่สุดที่คดโกงกันมานานแต่ไม่รู้สำนึก ไร้คุณธรรม และมีไม่น้อยที่หนุนพันธมิตรฯ

นักธุรกิจ นายทุนขุนศึกเก่าจำนวนหนึ่ง ที่หากินจากอภิสิทธิ์การประมูล และสัมปทาน ร่ำรวยกันเป็นเวลานาน แต่มีผลกระทบจากความคิดในการบริหารแนวใหม่ที่ให้ความเป็นธรรมกับผู้มีความสามารถมากขึ้น ทำให้เสียผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นผู้ไร้คุณธรรม และจำนวนไม่น้อยหนุนกลุ่มพันธมิตรฯ

ขุนทหารจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จักหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยจากข้าศึกภายนอก กลับเข้ามายึดอำนาจการปกครองที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่ ประชาชน ซึ่งเป็นนายเสียเอง เป็นการกระทำที่ขัดกับวินัยของทหารและผิดหน้าที่อย่างร้ายแรงและ อัปยศที่สุด ข้อหาการกระทำต้องโทษประหารชีวิต ถือเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวและพวกพ้อง โดยเฉพาะเมื่อทำกับ ฯพณฯ ทักษิณ ที่ทำผลงานมหาศาลให้กับประเทศ ทั้งมีหลายคนสนับพันธมิตรฯ ด้วย ถือเป็นกลุ่มที่ไร้คุณธรรม
สื่อสารมวลชนไร้จรรยาบรรณจำนวนมาก เข้าไปมีผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมือง เข้าไปสนับสนุนพันธมิตรฯ และกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรมหลายกลุ่มที่กล่าวมา สร้างสับสนวุ่นวายด้วยการเสี้ยมบุคคลหรือกลุ่มบุคคลให้ขัดแย้งกัน และมุ่งให้ร้าย ทำลาย ฯพณฯ ทักษิณ อย่างน่าละอาย เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องคุณธรรมมาก เพราะเห็นแต่ประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง สังคมส่วนใหญ่เลวร้ายอย่างไรไม่สนใจ ขอให้พวกตนเองได้ประโยชน์เป็นพอ
ยังมีอีกหลายกลุ่มที่มีความวิปริตและให้ความช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ

พรรคประชาธิปัตย์ ที่หลังยุค ฯพณฯ เสนีย์ ปราโมช แล้ว ตกต่ำมาตลอด เพราะสมาชิกจำนวนมากมีประวัติทุจริตคิดมิชอบ ไม่ว่าจะเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง ไม่ศรัทธาประชาธิปไตยชอบเชิญคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีจนมีผลประโยชน์ตอบแทนกัน การทุจริตเรื่องที่ดิน เรื่องถมดิน เรื่องยางพารา ฯลฯ

แต่ที่ร้ายแรงเมื่อ เอาประเทศไปจำนอง เพื่อกู้เงิน IMF ซึ่งบังคับให้ต้องออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อปรับและรอนสิทธิ์คนไทยหลายประการ และ การทุจริตกรณี ปรส. ไม่น้อยกว่า 6 แสนล้านบาท ทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกับหลายฝ่ายที่กล่าวมาแล้ว

เมื่อแพ้เลือกตั้งแก่พรรคไทยรักไทย แม้ไทยรักไทยทำงานได้ผลดี แต่พรรคประชาธิปัตย์คัดค้านทุกกรณี หยามว่าทำให้ไม่ได้ 30 บาทไม่ใช่รักษาทุกโรค แต่ ตายทุกโรค

ครั้นเมื่อทำได้ผล กลับกล่าวหาเป็น นโยบายประชานิยม ไม่พอเพียง (ชี้นำไปในทางไม่จงรักภักดี) และเป็นการซื้อเสียง และเมื่อมีการยุบสภา ได้เชิญชวนให้ทหารมาทำการปฏิวัติจนกลายเป็นพวกเดียวกันกับทหารบางคนบางกลุ่ม

หลังมีรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มีการเลือกตั้งแข่งกับหลายพรรค ร่วมทั้งพรรค พลังประชาชน ที่ตั้งขึ้นหลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคประชาธิปัตย์ได้ลอกนโยบายประชานิยมไปหาเสียง ทั้งๆที่เคยประณามเขามาก่อน แต่ก็แพ้เลือกตั้งทั้งๆ ที่มีทหารนอกแถวช่วยเหลือ

และเมื่อแพ้เลือกตั้งแก่พรรคพลังประชาชน ได้ทำทุกทางที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจ และนอกอำนาจโดยเฉพาะพวกพันธมิตรฯ (ถือเป็นยอดภูมิเข้าน้ำแข็งที่อยู่เหนือน้ำของกลุ่ม) ที่กลุ่มที่กล่าวมาให้การ สนับสนุน
พรรคประชาธิปัตย์ที่:-
* มีการ คุ้มครอง โดย ผู้มีบารมีที่แอบอิงพระราชอำนาจ มาหาประโยชน์ให้พรรคพวกตัวเอง (ไร้คุณธรรม)
* มีการช่วยเหลือจากเจ้านายชั้นสูงที่หลงผิดและถูกข่มขู่จนต้องกระทำมิชอบ
* มีการ สร้างความชอบธรรม ด้วย ตุลาการ ไร้จรรยาวิชาชีพ
* มีการวางแผนทำลายล้างโดย อดีตข้าราชการ และเอกชนจำนวนหนึ่ง

จนทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้อำนาจรัฐในกรอบงบประมาณ ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ในการประชุมสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้ เป็นกระบวนการนอกกฎหมาย ไร้คุณธรรมอย่างชัดเจนเพื่อให้ได้อำนาจรัฐที่ยากอย่างที่สุดที่ไว้วางใจได้ เพราะบุคคลและกลุ่มบุคคลที่กล่าวมา คิดแค่ประโยชน์ตน และพวกตนเท่านั้น ไม่เคยนึกถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ การกระทำของเขากับประเทศไทย เท่ากับเผาป่าเพื่อจับหมาตัวเดียว บ้านเมืองจะพินาศฉิบหาย อัปยศเพียงไร ไม่สนใจ ขอเพียงให้ได้อำนาจรัฐทั้งที่มีเสียงน้อยกว่ามาก

ทราบว่าครั้งหลังสุดพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพวก ต้องทุ่มสุดตัว เพื่อเป็นรัฐบาลใช้อำนาจรัฐ ให้ได้ เพราะการกระทำของพรรคพวกของตนคือ พันธมิตรฯ ไม่เพียงต้องข้อหาอาญาขบถ และ ก่อการร้าย เท่านั้น หากแต่การเข้าไปยึดสร้างความเสียหายให้กับทำเนียบรัฐบาล และสนามบินทั้งสองแห่ง (อาจรวมสนามบินอื่นๆ ที่เคยไปปิด) กำลังถึงฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายในวงเงินมหาศาล ทั้งจากภาครัฐและเอกชน และจากทั้งภายในและภายนอกประเทศอีกด้วย

หากไม่ได้เป็นรัฐบาล แกนนำพันธมิตรฯ ไม่เพียงต้องโทษหนักเท่านั้น หากแต่ต้องล้มละลายด้วยค่าปรับมหาศาลนี้ ถ้าได้เป็นรัฐบาลแล้วจะสามารถ
* คุ้มครองพรรคพวกดังกล่าวในคดีอาญา
* เอาเงินงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของราษฎรไปใช้ค่าเสียหายกับพรรคพวก และหากไม่พอ อาจต้องกู้จากต่างประเทศให้เป็นภาระแก่ประชาชน ไม่มีที่สิ้นสุด

จากชื่อเรื่องที่ตั้งไว้ คุณธรรมไม่กลับ คนไทยจะหลับไม่ตื่น เดิมมีความหวังว่าคุณธรรมจะกลับมาง่ายเพราะมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ และคนส่วนใหญ่ยังมีคุณธรรม คนไทยจะรอดจากหายนะได้

แต่ครั้งนี้ความกังวลมีเพิ่มขึ้นสูงยิ่ง เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นรัฐที่ไม่รู้จักคุณธรรม แต่สามารถใช้อำนาจรัฐในวงเงินมหาศาลดังกล่าวแล้ว เข้าทำนอง มีอำนาจสูงสุด จะโกงได้มากที่สุดบทเรียนในอดีตเรื่อง ปรส. ยังหลอกหลอนไม่ทันจบ กลับได้โอกาสสร้างความอัปยศอีกเสียแล้ว

รัฐบาลนี้มีความน่ากลัวมาก ไม่สนใจเสียงข้างมาก เป็นพวกอำนาจนิยม ทำงานไม่เป็นไม่สามารถสร้างคุณค่าจนได้รับความนิยมได้เสียงข้างมาก คนกลุ่มถือว่าเป็นพวกมารเผด็จการ ที่มี การจัดตั้งเป็นระบบมาก โดย
* อาศัย ความไม่อายที่จะทำผิดต่อคนหมู่มากเป็นที่ตั้ง มีพรรคประชาธิปัตย์ทำงานในสภา และหาทางเข้าใช้อำนาจรัฐ
* มีพันธมิตรฯ ทำตัวเป็นอันธพาลนอกสภา ทำผิดกฎหมายอย่างไรก็มี มือที่มองไม่เห็น (ที่แอบสร้างอิทธิพลคุมอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อำนาจ)
* อาศัยทหารนอกแถวคอยคุมด้านกำลัง
* อาศัยกลุ่มบุคคลที่กล่าวมาให้การสนับสนุนทั้งทางทุนทรัพย์ กำลังกาย และปัญญา
* เป้าหมายต้องคุมอำนาจรัฐให้ได้ และทำได้แล้ว
เพื่อคลายความกังวล และป้องกันคนไทยหลับไม่ตื่น จึงเชิญชวนผู้มีใจเป็นธรรม และมีคุณธรรม ช่วยกันดังนี้
* พรรคและประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ต้องตระหนักว่ากำลังต่อสู้กับ มารกลุ่มใหญ่มาก ทั้งมีการจัดตั้งที่ดี ไม่ง่ายที่จะเอาชนะ จึงต้อง เรียนรู้ และมีการจัดตั้งที่ดีในทำนองเดียวกัน จึงจะมีความหวัง
* เมื่อจัดตั้งดีแล้ว จะต้องวางแผน และดำเนินการตามแผนอย่างมุ่งมั่น และไม่แตกแถว
* จากนั้นให้ทำทุกทางให้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีอายุสั้นที่สุด ยิ่งอยู่นาน ยิ่งจะพาเราหายนะ เพราะรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลที่ได้มาจากการ ขบถ ก่อการร้าย ไร้คุณธรรม คิดและทำงานไม่เป็น ได้แต่ลอกนโยบายประชานิยมที่ตนเองเคยประณามมาทั้งหมดอย่างไม่ละอาย เป็นยุคของทรราชครองเมือง โดยแท้
* ต้องช่วยกันเร่งรัดให้มีการเอาผิดทั้งอาญาและแพ่งแก่กลุ่มพันธมิตรฯ โดยเร็ว
* ต้องช่วยกันตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษไม่ให้รัฐบาลเอางบประมาณไปช่วยกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่ากรณีใดๆ
* ต้องช่วยกันติดตามอย่างเข้มงวดจากต้นทางจนถึงปลายทางในการใช้เงิน ไม่ให้มีการทุจริตคดโกงได้ในหมู่นักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชนที่ขาดคุณธรรม
* ต้องช่วยกันป้องกันอย่าให้รัฐบาลนี้กู้เงินจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจาก IMF เพราะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรงอย่างที่พรรคนี้ได้เคยทำมาแล้ว ทั้งยังเป็นช่องทางที่ทำให้กลุ่มคนที่ไร้ยางอายกลุ่มนี้ฉ้อโกงเงินกู้ได้อีกด้วย
* ต้องช่วยกันเชิดชูคนดีให้ได้เป็นใหญ่ หรือกลับมาเป็นใหญ่ และกันอย่าให้คนไม่ดี คนไร้คุณธรรม อย่าให้เป็นใหญ่ได้ ทำให้ได้ตามพระราชดำรัส
* ต้องช่วยกันทุกทางในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทำให้สังคมปฏิบัติต่อกันด้วยมาตรฐานเดียวกัน
* ต้องเสริมกำลังใจให้ทุกคนไม่ท้อถอย จึงยึดมั่นในคุณงามความดี มีคุณธรรม ทำสัมมาชีพ โดยเฉพาะข้าราชการขอให้ทำในหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งไม่ใช่หน้าที่
* ต้องช่วยกันภาวนาให้ผู้ที่หลงผิดได้ใช้ปัญญา กลับตัวให้ได้ และทำให้คนไทยมีพวกเดียว คือผู้มีคุณธรรม ผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้ผิดกฎหมายจะต้องถูกรอนสิทธิ์ ไม่ใช่อภิสิทธิ์

ถ้าทำได้ คุณธรรมจะกลับมา และคนไทยจะหลับและตื่นอย่างเป็นสุข สมกับเป็นสังคมชาวพุทธอย่างแท้จริงได้ต่อไป